เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.46 น.
เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children รมว.ศธ. ร่วมรับเสด็จและติดตามการเยี่ยมชมกิจกรรมเด็กไทย
เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children UK เสด็จเยือนประเทศไทย เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนของ Save the Children พร้อมทอดพระเนตรกิจกรรม Play for Change โครงการที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กและเยาวชนไทย ที่โรงเรียนชุมชน หมู่บ้านพัฒนา เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
ในการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมรับเสด็จเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร และร่วมติดตามการเสด็จตลอดการเยี่ยมชมกิจกรรมของเด็กและเยาวชน โดยร่วมรับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ Save the Children และภาคีเครือข่าย ในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะชีวิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย
กิจกรรม Play for Change เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่า 60 คน จากกรุงเทพมหานครและภาคเหนือ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การยอมรับความหลากหลาย และการสร้างความมั่นใจผ่านกีฬา โดยมี Emile Heskey อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและสโมสรลิเวอร์พูล ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ
ในโอกาสนี้ เจ้าหญิงแอนน์มีพระดำรัสว่า
“Save the Children ซึ่งดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ความร่วมมือ และการเป็นผู้นำของชุมชน ซึ่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเด็ก ๆ ได้อย่างแท้จริง”
Save the Children ดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเลือกปฏิบัติ ผ่านโครงการด้านการศึกษา การคุ้มครองเด็ก การส่งเสริมอาชีพ และการขับเคลื่อนสิทธิเด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
การเสด็จเยือนของเจ้าหญิงแอนน์ในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children UK สะท้อนถึงการทรงติดตามการดำเนินงานด้านเด็กขององค์กรอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังใจสำคัญต่อการทำงานของครู โรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศไทย ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กไทยมาอย่างยาวนาน
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางการระดับประเทศในวันเดียวกัน คณะของนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่พร้อมหารือกับผู้บริหารของ Alibaba Group รวมถึงเยี่ยมชมสำนักงาน CP Center ในกรุงปักกิ่ง ก่อนที่จะเดินทางออกจากกรุงปักกิ่งและกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพในช่วงดึกของวันนั้น
’การดี‘ เผยชิมลางใช้ TH-AI Passport แล้ว ฟังก์ชันหลายส่วนคล้าย AI ฟรีต่างประเทศ พบมีการปรับสัญญาจาก Pay per Use เป็น Pay per Active User ตรวจสอบผู้ใช้งานจริงง่ายขึ้น จี้เปิดสูตรคำนวณราคา-ความโปร่งใสการเบิกจ่าย พร้อมขอปชช. ร่วมติดตาม งบการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ซึ่งหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ได้รับทราบ คือ รูปแบบสัญญาจะมีการปรับจาก Pay per Use มาเป็น Pay per Active User ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญ เพราะระบบ Pay per Use จะคำนวณจากการใช้งานหรือโทเคน ซึ่งตรวจสอบได้ยาก ขณะที่ Pay per Active User จะคิดตามจำนวนผู้ใช้งานจริง จึงทำให้เกิดคำถามต่อว่า กระบวนการตรวจรับงานและการเบิกจ่ายงบประมาณจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด รวมถึงจะกำหนดอัตราค่าบริการอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด
นางการดี เสนอให้หน่วยงานใช้ข้อมูลจากรายงานด้าน AI Adoption ของผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Gemini และ Microsoft ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย มาเป็นค่าอ้างอิงพื้นฐาน หรือ Baseline เพื่อใช้วัดผลว่า เมื่อใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนาด้าน AI เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จุดยืนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียังคงเหมือนเดิม คือ หากตั้งแต่ต้นโครงการยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า ก็ย่อมเป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ติดตามมาตั้งแต่เริ่มโครงการ และจะติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่า ระบบ Pay per Active User มีข้อดีกว่า Pay per Use อย่างไร นางการดี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแบบใดดีกว่ากัน แต่ในทางปฏิบัติมองว่า Pay per Active User จะสามารถจัดเก็บข้อมูลและตรวจสอบได้ตรงประเด็นมากกว่า เพราะสามารถกำหนดนิยามของคำว่า Active User ได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น จะนับผู้ใช้งานรายวัน Daily Active User หรือรายเดือน Monthly Active User รวมถึงวิธีการคำนวณราคาให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานจริง
ส่วนระบบ Pay per Use ที่คิดค่าบริการตามจำนวนโทเคนนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมีความกังวลว่า จะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า มีการใช้โทเคนไปในปริมาณเท่าใด หรือใช้กับงานประเภทใด จึงอาจทำให้การตรวจสอบทำได้ยากกว่า แต่การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Pay per Active User อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า งบประมาณในส่วนของระบบ Generative AI อาจไม่จำเป็นต้องใช้เต็มวงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท หากมีการใช้งานจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ และหากกระบวนการตรวจสอบและการคำนวณค่าใช้จ่ายมีความชัดเจน โปร่งใส ก็อาจทำให้ใช้งบประมาณต่ำกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ได้