นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

นายกฯย้ำโกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง ทำตามใจไม่ได้

วันที่ 16 ก.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ ว่า รายละเอียดเป็นเรื่องของผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ คณะกรรมการจะมีมติออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น และเป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจอย่างเดียวไม่ได้

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“นายกฯ” เยือนจีน มุ่งดึงนักลงทุน เอไอ ชูจีนมหามิตรหนุนไทยทุกเรื่อง พร้อมคุย สี จิ้นผิง ทุกมิติ การค้า-ลงทุน-ความมั่นคง

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ไปร่วม การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และไปเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่นครเฉิงตู โอกาสนี้รัฐบาลจีนได้ขอให้ตนเยือนนครปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยจะได้หารือทวิภาคีกับ นายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะได้พบกันอีกในหลายเวทีทั้ง การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และเอเปค (APEC) เรื่องเอไอเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและดูว่าจะให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างไรบ้าง งานที่จะไปครั้งนี้เป็นงานใหญ่มีการกล่าวสุนทรพจน์และพบปะผู้ประกอบการด้านเอไอรายใหญ่ และทำสินค้าประเภทเทคโนโลยีดูว่าเขาจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานอะไรสำหรับเขาได้บ้าง เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นฐานการผลิตได้หรือไม่ 

นายอนุทิน กล่าวว่า โอกาสนี้ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้ตนและคณะเข้าไปหารือที่นครเซี่ยงไฮ้ด้วยในวันที่ 17 ก.ค. เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปสรุปสิ่งที่ได้หารือตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือน เขาก็ซื้อข้าวเรา เราก็จะไปขอให้เขาสนับสนุนเราทั้งมิติการค้า การลงทุน มิติความมั่นคง การปราบปรามผู้กระทำผิดทางกฎหมาย 
เมื่อถามว่าขอให้ยกตัวอย่างอย่างร่วมมือด้านความมั่นคง เรื่องการกระทำผิดกฎหมายที่จะแก้ไข นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องความมั่นคงต้องไม่ยกตัวอย่าง ต้องพูดกันเป็นระดับทวิภาคี 
เมื่อถามย้ำว่าจะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างคืบหน้ามาโดยตลอด ประเทศจีนเป็นมหามิตรที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทุกครั้ง ไม่ว่าจะร้องขอหรือไม่ร้องขอเราก็ต้องพูดหลายเรื่องที่เป็นทั้งความอ่อนไหว ความมั่นคง เรื่องการปราบปรามทุจริตอาชญากรรมผิดกฎหมายและเรื่องการค้าด้วย 

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

วานนี้ 15 กรกฎาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวอัปเดตภารกิจสำคัญเพื่อส่งเสริม คนตัวเล็ก ให้มีอาชีพและเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ซึ่งต่อยอดจากมาตรการลดค่าครองชีพที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาโดยมีข้อความทั้งหมดว่า

“ในขณะที่กำลังลอยอยู่เหนือเมฆ ระหว่างการเดินทางไป วอชิงตัน ดีซี พอมีเวลาอยู่นิ่งๆ สักพัก เลยอยากอัพเดทเรื่องที่เพิ่งทำ และเป็นเรื่องที่เป็น “โอกาส” ของคนตัวเล็กอีก 10,000 ครอบครัว ที่จะได้เป็น “เจ้าของธุรกิจ” ให้ฟังค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนออกเดินทางไปสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยความร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ที่เริ่มทำมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน

โครงการนี้เป็นโครงการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้นำ “แฟรนไชส์” ที่กรมฯ ได้พัฒนามากกว่า 100 แบรนด์ โดยคัดเลือกเฉพาะแฟรนไชส์ขนาดเล็ก (มูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท) ที่เริ่มต้นได้ง่ายๆ เพราะอยากให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องการสร้างอาชีพ สามารถเข้าร่วมได้โดยง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพและรายได้กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมาก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ได้ครบวงจรที่สุดค่ะ ขออธิบายง่ายๆ แบบนี้นะคะ

ต่อที่ 1 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่สนใจอยากหารายได้ เริ่มอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ท่านเข้าไปที่เว็บไซต์นี้ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ซึ่งในนี้ท่านจะได้พบกับธุรกิจ “แฟรนไชส์” กว่า 100 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว พร้อมกับข้อมูลเบื้องต้นให้พิจารณา หลังจากที่เลือกแบรนด์ที่สนใจได้แล้ว ท่านสามารถติดต่อจับคู่กับเจ้าของแฟรนไชส์ได้โดยตรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ในส่วนนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะช่วยสนับสนุนค่าแฟรนไชส์ให้ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อรายค่ะ

ต่อที่ 2 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่มีทุน หรือมีทุนไม่เพียงพอ โครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้ท่านยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ได้จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และยังสามารถขอวงเงินประกันสินเชื่อได้จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของแต่ละธนาคารในการพิจารณา

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ต่อที่ 3 : โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ยังได้รับความร่วมมือจาก “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ในการมอบพื้นที่ 10,000 จุด ฟรีค่าเช่า 6 เดือน อยู่ในบริเวณห้างโลตัสและแม็คโคร กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด ให้การสนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการ เป็นการหาพื้นที่และทำเลค้าขายให้กับพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้

ต่อที่ 4 : พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเชื่อมต่อธุรกิจแฟรนไชส์ของท่าน เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการนี้ เราให้โอกาสทั้งหมด 10,000 ราย เท่ากับเราจะมีอีก 10,000 ครัวเรือน ที่สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ สร้างรายได้ เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่า ประเทศไทยมีประชากรตั้งมากมาย ช่วยแค่ 10,000 ครัวเรือนจะไปได้อะไร ก็คงต้องยืนยันคำพูดเดิมที่พูดมาตลอดว่า “ขอแค่เริ่มทำ ไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ ก็ดีกว่าไม่ได้เริ่ม” หลังจากนี้ เราจะติดตามความสำเร็จของ 10,000 ครอบครัวนี้ และจะนำไปต่อยอดปรับปรุงต่อไป และอาจจะนำตัวอย่างความสำเร็จนี้มาเล่าให้ฟังถ้ามีโอกาสนะคะ สุดท้าย ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับอนาคต “เจ้าของกิจการ” ทั้ง 10,000 ท่าน และขอขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ผนึกความร่วมมือกันในการ “สร้างอาชีพ” ให้กับพี่น้องประชาชน เสริมพลังให้กับ “คนตัวเล็ก” ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” และ “ทางรอด” ในภาวะที่เราต้องรับมือกับวิกฤติซ้อนวิกฤติแบบนี้ค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 15 กรกฎาคม 2569 #SuphajeeSuthumpunOfficial #SuphajeeSuthumpun #ศุภจีสุธรรมพันธุ์”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

หลังจากโพสต์ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่เคยหยุดทำเพื่อประชาชนเลยครับ อนุโมทนาครับ”

“ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์ สร้างอาชีพ พลัส ” ท่านรองนายกศุภจี สุธรรมพันธุ์ (เริ่มต้นที่ 10,000 ครัวเรือนเท่านั้นก่อนค่ะ ) ท่านใดสนใจเข้าดูที่… https://ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์.dbd.go.th และถ้าสนใจโครงการนี้ท่านจะมีติดตามผลความสำเร็จ (น้องๆของให้พี่แต๋มมำภาระกิจสำเร็จเกินความคาดหมาย ปราศจากหมู่มารขัดขวางนะคะ) ขอให้พี่แต๋มพักผ่อนมากๆ เดินทางปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขในทุ๊กๆวัน(น้องขอเป็นกำัลังใจและอยู่เคียงตลอดไปคะ) รักพี่แต๋มที่สุดในทุกๆวันคะ”

“น้องๆ กำลังดูตัวอย่างของ TAM model อยู่ค่ะ พี่สร้างภาพใหญ่ให้เราเห็น T think big และตอนนี้พี่กำลังทำ A act small และกำลัง M move right ขอบคุณคำสอนของพี่ที่เน้น execution และกำลังทำให้พวกเราได้เห็นจริงๆ ขอบคุณที่พี่ยืนหยัดที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับประชาชนคนไทย ขอให้พี่แต๋มเดินทางปลอดภัย ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ ขอบคุณพี่แต๋มมากๆ ค่ะ”

“ขอให้ทุกภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น เดินทางปลอดภัยตลอดเส้นทางนะคะ Team Thailand”

“ขอบคุณที่ทำเพื่อประเทศชาตินะคะ อยากให้พี่แต๋มรู้ว่า คนด่า100คนรัก1000000000 อย่าลืมรับพลังบวกจากคนจำนวนมากที่รักและสนับสนุนนะคะ ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ”

“เป็นโครงการที่ดีมากๆ ค่ะ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งให้คุณแต๋มนะคะ”

“ขอบคุณทุกๆโครงการที่พี่แต๋มและทีมกระทรวงพาณิชย์ ทำมาเพื่อพวกเราคนไทยทุกคนนะคะ  #ขอพระเป็นเจ้าคุ้มครองให้ทุกๆการเดินทางของพี่ปลอดภัยตลอดเวลานะคะ”

“โครงการดีมากเลยค่ะพี่แต๋ม”

ศุภจี
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.จับมือตำรวจ เร่งสอบ 6 โรงพยาบาลเอกชน เอี่ยวเครือข่าย “พ่อทิพย์” นำไปสู่การได้สัญชาติไทยของเด็กต่างด้าวชาวจีน ย้ำยังไม่ได้ข้อสรุปโรงพยาบาลกระทำผิดหรือไม่ พร้อมดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าตรวจสอบกรณีการว่าจ้างพ่อคนไทยเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อสวมสิทธิให้เด็กต่างด้าวชาวจีน เพื่อให้ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ โดยพบความผิดปกตินับตั้งแต่การแจ้งเกิด การออกสูติบัตรรวมถึงเอกสารทางทะเบียนราษฎร โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขเปิดเผยว่าขณะนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ขอข้อมูลเวชระเบียนจากโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าข่ายต้องสงสัยแล้ว 2 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าการเรียกดูเวชระเบียน ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลมีความผิด แต่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโรงพยาบาลของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

รมว.สาธารณสุข เปิดเผยด้วยว่า ใบรับรองการเกิด เป็นเอกสารสำคัญ ที่ใช้ประกอบการแจ้งเกิดและการขอสัญชาติไทยหากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะกรณีแม่เป็นชาวต่างชาติ แต่ระบุพ่อเป็นคนไทย ทั้งที่ไม่ใช่พ่อที่แท้จริง เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส.กล่าวว่า จากการตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาล 2 แห่ง เบื้องต้นพบผู้เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 4 ราย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลกระทำความผิด เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนอีก4 แห่ง จะเข้าตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งตรวจสอบกรณีที่แม่เป็นชาวต่างชาติ และระบุพ่อเป็นคนไทย เพื่อยืนยันว่าผู้ที่มีชื่อในใบแจ้งเกิด เป็นพ่อที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกถอนสัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบ พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สบส.อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการป้องกันช่องโหว่ในการออกใบแจ้งเกิด โดยอาจเพิ่มการตรวจสอบหลักฐานของผู้ที่อ้างเป็นพ่อ เช่น การตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ก่อนบันทึกข้อมูลลงในเอกสาร เพื่อป้องกันการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่น

ทั้งนี้ หากผลการสอบสวนพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องหรือสถานพยาบาลรู้เห็นเป็นใจในการออกเอกสารอันเป็นเท็จ อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพิสูจน์ได้ว่าผู้ประกอบกิจการ หรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีส่วนร่วมในการกระทำผิดอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ ซึ่งขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างละเอียด

ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวว่า กระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติ ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นสัญชาติไทย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีการกวาดล้างกลุ่มขบวนพ่อทิพย์ จากการขยายผลโดยทางตำรวจ มีการจับกุมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทกระทั่งมีการขยายเส้นเงินไปถึงครอบครัวครอบครัวหนึ่งของผู้ต้องหา โดยเงินไปเข้าบัญชีของภรรยา แต่ปรากฏว่าภรรยา มีลูก 3 คน แต่ 3 คนนั้นกลายเป็นมีสัญชาติไทย มีสื่อบางสำนัก ระบุชื่อโรงพยาบาลไปแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 แห่ง เป็น 6 แห่ง เป็นโรงพยาบาลเอกชน ย่านพระราม 9 มีรายละเอียดในสูติบัตร ที่ตนได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเจตนาดี เพื่อไปแจ้งต่อทางตำรวจ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2566 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนแจ้งเกิดให้ ตนไม่ทราบว่าเป็นบริการแพ็กเกจเหมาของโรงพยาบาลหรือไม่

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หนังสือที่นำไปแจ้งเพื่อขอสูติบัตร ไม่มีใบรับรองการเกิด ใบแจ้งเกิด แต่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขต กลับลงลายมือชื่อ 2 แห่งเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวรับผิดชอบเองทั้งหมด เด็กคนนี้หากยังอยู่ในประเทศไทยคงมีอายุ 2 ขวบแล้ว ส่วนพ่อไทยคนดังกล่าว มีประวัติอาชญากรรมจำนวนมากและขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี

“เรื่องนี้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับเด็กเหล่านี้ เมื่อถอนสัญชาติเขาแล้ว เขายังมีสัญชาติจีนหรือไม่ และยังจะให้พำนักอยู่ในประเทศไทย หรือผลักดันออกนอกประเทศ ยังไม่มีสัญญาณออกมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร”นายปิยรัฐ กล่าว

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

ไอซ์ รักชนก จัดหนัก! ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์คนมาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด พร้อมอวยพร พี่เฮ้ง ทำอะไรไว้ขอให้ได้ตอบแทน

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชี่รายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกำหนดการกิจกรรมอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า “วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีงานใหญ่จ้า 

จัด HBD รัฐมนตรี สุชาติ ชมกลิ่น ที่กระทรวงค้า

กำหนดการ
– ปลัดกระทรวงฯ กล่าวอวยพร
– รับชมคลิปวีดีโออวยพรวันเกิด จากกรมอุทยานฯ
– เชิญ รัฐมนตรี สุชาติ ขึ้นเวที ผู้บริหารหน่วยงานมอบของขวัญ
– ปลัดพร้อมอธิบดี อันเชิญเค้กขึ้นเวที

คำถาม
– เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ที่ใช้เวลาและสถานีราชการจัดงานวันเกิด ให้รัฐมนตรี ?
– สถานที่ น้ำ ไฟ อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงอัตรากำลังข้าราชการกระทรวง ทั้งระดับล่างและระดับสูง ที่ควรเอาเวลาทำงานมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนใช่ไหม แล้วทำไมถึงเอาเวลาที่มีค่านี้ เอามา HBD รัฐมนตรี มีระเบียบราชการข้อไหนรองรับ ? ทุกอย่างมีมูลค่าทั้งสิ้น ใครจ่าย ?
– ให้ข้าราชการตัวเล็กตัวน่อยมาร่วม ระดับกรมหน่วยละ 13คน รัฐวิสาหกิจหน่วยละ 7คน กองหน่วยละ 5คน กลุ่มหน่วยละ 3คน คนเหล่านี้เค้าไม่มีการมีงานทำกันหรืออย่างไร ? เค้าอาจจะไม่ได้ยินดีที่คุณสุชาติเกิด ก็ต้องไป

บังคับขู่เข็ญให้เค้ามาร่วมด้วยอย่างนั้นหรือคะ ?

รบกวนรัฐมนตรีสุชาติและปลัดกระทรวงทรัพชี้แจงด้วย

ปล. สุขสันต์วันเกิดพี่เฮ้งค้า ทำอะไรไว้ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงก็ขอให้ได้สิ่งนั้นตอบแทน”

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันวิจัย ภาครัฐ เอกชนและองค์กรระหว่างประเทศทั้งสิ้นกว่า 70 ท่าน เข้าร่วมระดมสมองในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรสู่การปฏิบัติ”  ห้องสกายบอลรูม โรงแรมสกายวิว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีให้กับภาคการเกษตรและการเงินการธนาคารไทย รวมถึงผลักดันการดำเนินกิจกรรมตามกรอบการทำงานภายใต้ Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถใช้เป็นเกณฑ์สำหรับส่งเสริมการจัดสรรเงินทุนสีเขียวซึ่งครอบคลุมถึงการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยะสำคัญต่อสิ่งแวดอล้อมและสังคม อีกทั้งเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Thailand Taxonomy ในระยะที่ 1 ครอบคลุมกิจกรรมในภาคพลังงานและขนส่ง เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด และต่อมาในระยะที่ 2 ได้มีการขยายให้ครอบคลุมภาคเกษตร ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ส่งผลให้ Thailand Taxonomy ในปัจจุบันครอบคลุมสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95% ของประเทศ ดังนั้น Thailand Taxonomy จึงนับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวปิยะวรรณ เข็มทองประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานดังนี้ “การเปิดตัว Thailand Taxonomy ระยะที่สอง เมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีึความสำคัญต่อประเทศไทยทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การจ้างงาน รายได้ของประชาชน และการรับมือกับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำ Taxonomy เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายสำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้หลักเกณฑ์นี้สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคเกษตร และ Thailand Taxon”omy จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนเงินทุนให้แก่กิจกรรมสีเขียวได้อย่างโปร่งใส”

นางสาวสังวาล ทรัพย์มา ผู้จัดการโครงการและหัวหน้าฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์และการสื่อสาร สำนักงานเลขาธิการเวทีข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform) ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งในประเทศและระดับโลกที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นการ ผลิตอาหารเพื่อประชากรโลกอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบข้าวคุณภาพดีและมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตและการบริโภคข้าว กล่าวในเวทีอภิปรายหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากห้วงโซ่เกษตร: การนำ Taxonomy ไปใช้ในทางปฏิบัติ” ว่า “มาตรฐาน SRP และนโยบาย Thailand Taxonomy สำหรับภาคเกษตรของไทยมีความสอดคล้องกันอย่างมากอยู่แล้ว SRP ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้และวัดผลได้ ในขณะที่ นโยบาย Taxonomy จะช่วยให้ภาคเกษตรเข้าถึงแหล่งทุนการเงินตามโครงสร้างที่มีอยู่ แทนที่จะสร้างระบบใหม่ เราควรต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่นมาตรฐาน SRP ให้ใช้งานได้จริง มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการตรวจสอบอิสระช่วยลดความซ้ำซ้อน ขั้นตอนต่อไปคือ  SRP จะเริ่มนำนโยบาย Taxonomy  ไปใช้กับการจัดการพื้นที่สวนและนาที่ได้รับการรับรองจาก SRP เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และพันธมิตรในห่วงโซ่ภาคเกษตรสามารถทดสอบแนวทาง ระบุช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ในห่วงโซ่่ และสามารถขยายผลของนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น”

กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ โดย นางสาวกอบรัตน์ โชติเรืองประเสริฐ ผู้ประเมินความยั่งยืนอาวุโส บริษัท ดีเอ็นวี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและหนึ่งในที่ปรึกษาที่ร่วมพัฒนา Thailand Taxonomy ในระยะที่ 2 เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันถึงหลักเกณฑ์ของกิจกรรมในภาคเกษตรที่สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy เปรียบเทียบเกณฑ์ Taxonomy ของประเทศกับเกณฑ์ในระดับภูมิภาค (ASEAN Taxonomy) รวมถึงนำเสนอประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาสำหรับภาคเกษตร ความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และความสำคัญที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันหลายภาคส่วนในห้วงโซ่ภาคเกษตร และได้รับเกียรติจาก นายภูมิเลิศ เลิศวรวิทย์, ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อบุคคล และ นายวิชัย ปักษา ผู้อำนวยการสำนักกิจการระหว่างประเทศ จาก ธ.ก.ส. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของธ.ก.ส.ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อภาคเกษตร และนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการการเงินสีเขียว ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ และการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Finance) การใช้มาตรการจูงใจและเครื่องมือทางการเงินเพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ของเกษตรกร สอดรับการดำเนินงานตามกรอบ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร

สำหรับกิจกรรมในภาคบ่ายเป็นการทำกิจกรรมตามกลุ่มย่อยเพื่อระดมสมอง หารือแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่สอดคล้องของหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการสินค้าเกษตร สถาบันการเงิน ผู้กำหนดมาตรฐานการเกษตร นักวิชาการ รวมถึงหารือความท้าทายในทางปฏิบัติ และบทบาทของภาคธุรกิจการเกษตร ภาคการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่ภาคเกษตรตั้งแต่ระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ ในการขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

นางสาวพิมกานต์ ขัตติยวงศ์ ผู้จัดการโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวว่าข้อเสนอแนะและแนวทางการปฏิบัติที่ดี ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ GIZ โดยโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง (Climate, Coastal, and Marine Biodiversity: CCMB) และโครงการระบบการผลิตข้าวที่ยั่งยืนแบบองค์รวม (Inclusive Sustainable Rice Landscapes: ISRL) จะนำเสนอสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสนับสนุนการผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางภาคสมัครใจไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในภาคการเกษตรเชิงปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น  จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

มศว เปิดหลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น จับมือดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ติวเข้ม 13 นักออกแบบรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

มศว เปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น หลักสูตรที่ 2″เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์แฟชั่นผ้าไทยสู่สากล นำโดยไอคอนระดับตำนานและดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทย

ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์แฟชั่นผ้าไทยสู่สากล เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดย นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนานักออกแบบแฟชั่นผ้าไทยเข้มข้น หลักสูตรที่ 2” ภายใต้โครงการสร้างต้นแบบบุคลากร (Talented) อาชีพนักออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้า ณ อาคารบริการ ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 15 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

โอกาสครั้งสำคัญของ 13 นักออกแบบรุ่นใหม่ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การพัฒนาในหลักสูตรที่ 2 คือการได้เข้าร่วมเวิร์กชอป สุดเข้มข้น 5 วัน ร่วมกับไอคอนระดับตำนานและดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทย ได้แก่  ศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE แล ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบแบรนด์ VINN PATARARIN และอาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งในการเวิร์กชอปครั้งนี้ ทั้ง 13 คน จะได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ตั้งแต่การสร้างแนวคิดและการออกแบบ Collection ที่ดึงศักยภาพของผ้าไทยออกมาได้อย่างร่วมสมัย, การวิเคราะห์แนวโน้มแฟชั่นและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้ผลงานสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบ่มเพาะศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ให้พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “ผ้าไทย” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยต่อไป

4 ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

4  ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย  เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

4 ศิลปะการแสดงร่วมฉลอง130 ปีความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย เตรียมเปิดม่านสุดยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok Festivals 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ในโอกาสที่ นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดไทย–รัสเซีย สมัยพิเศษ ในวาระครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน เทคโนโลยี พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าถึงและเชื่อมโยงผู้คนจากทั้งสองประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน

ปีนี้ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูเชื่อมนวัฒนธรรม พาคนไทยเปิดประสบการณ์กับศิลปะการแสดงระดับโลกจากคณะการแสดงของรัสเซีย ทั้งโอเปราและบัลเลต์ที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติมาอย่างยาวนาน เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ดนตรี และปรัชญาความคิดของรัสเซียผ่านการแสดงสุดพิเศษที่งานนี้งานเดียว

จากเด็กสาวในสลัม สู่ราชินีแห่งฟลอร์เต้นรำ

เริ่มต้นกันด้วยโชว์ The Pygmalion Effect ผลงานจาก Eifman Ballet คณะบัลเลต์ร่วมสมัยระดับตำนานของรัสเซีย โดยฝีมือของ Boris Eifman ศิลปินแห่งชาติรัสเซีย ที่หยิบตำนานกรีกซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของ My Fair Lady มาตีความใหม่ ผ่านเรื่องราวของหญิงสาวจากย่านสลัม ผู้ได้รับโอกาสครั้งสำคัญจากแชมป์เต้นบอลรูมชื่อดังที่เดิมพันว่าจะปั้นเธอให้กลายเป็นดาวเด่นบนเวทีระดับโลก ท่ามกลางการฝึกฝนอันเข้มข้น เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา และแรงกดดัน เธอกัดฟันสู้จนกลายเป็นดาวเด่นที่ทุกคนหลงรัก พร้อมความผูกพันที่ถักทอเป็นความรักที่สลับซับซ้อน จนเกิดคำถามที่เจ็บปวดว่า ตัวตนที่งดงามบนเวทีนี้เป็นของเธอจริง ๆ หรือเป็นเพียง “ภาพสะท้อน” ความสำเร็จของผู้ที่สร้างเธอขึ้นมา

Hamlet สุดเข้มข้นจากราชวงศ์รัสเซีย

อีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรพลาดจาก Eifman Ballet ต้องยกให้ Russian Hamlet ผลงานจากแรงบันดาลใจของ Hamlet โดย William Shakespeare สู่บัลเลต์สุดเข้มข้นที่ตีแผ่ชีวิตจริงของพระเจ้าซาร์ปอลที่ 1 รัชทายาทแห่งราชวงศ์รัสเซีย ผู้ต้องเติบโตท่ามกลางเกมอำนาจ การทรยศ และความหวาดระแวงภายในราชสำนัก พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวที่ทั้งดุดัน ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยอารมณ์

โศกนาฏกรรมรักที่ถูกสังคมตีตรา

ด้าน Helikon Opera โรงอุปรากรชั้นนำจากกรุงมอสโก เตรียมนำ La Traviata ผลงานระดับตำนานของ Giuseppe Verdi มาจัดแสดงในประเทศไทย ถ่ายทอดเรื่องราวของ “วิโอเล็ตตา” วิโอเล็ตตา หญิงงามเมืองผู้เลื่องชื่อแห่งปารีส ใช้ชีวิตท่ามกลางความหรูหราและสังคมชั้นสูง จนได้พบกับอัลเฟรโด ชายหนุ่มผู้มอบความรักอย่างจริงใจให้เธอเป็นครั้งแรก ทำให้ทั้งคู่เลือกหันหลังให้กับแสงสีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ทว่า บรรทัดฐานของสังคมที่ตัดสินคนจากอดีตและอาชีพ กลับทวงถาม และบีบให้เธอต้องตัดสินใจครั้งสำคัญระหว่างการรักษาความสุขส่วนตัว หรือการยอมเสียสละเพื่ออนาคตของคนที่เธอรัก พร้อมด้วยบทเพลงอันทรงพลังและประเด็นสังคมร่วมสมัยผ่านฝีมือทัพศิลปินและวงออร์เคสตรากว่า 150 ชีวิตที่ส่งตรงจากรัสเซีย

เรื่องราวแห่งความรัก การรอคอย และการเสียสละ

ปิดท้ายด้วย Madama Butterfly ผลงานอมตะของ Giacomo Puccini ที่เล่าเรื่องของ “บัตเตอร์ฟลาย” เกอิชาสาวผู้เฝ้ารอชายคนรักผู้เป็นเรือโทแห่งกองทัพเรืออเมริกันตามคำสัญญาด้วยความซื่อสัตย์ ก่อนต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายเมื่อเขากลับมาพร้อมภรรยาชาวอเมริกัน ถือเป็นหนึ่งในโอเปร่าที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานร่วมสมัยมากมาย อาทิ Miss Saigon พร้อมถ่ายทอดอารมณ์สุดสะเทือนใจด้วยบทเพลงอันงดงามและการแสดงมากฝีมือจากคณะ Helikon Opera 

เปิดโลกวัฒนธรรมและสัมผัสศิลปะการแสดงระดับโลกจากคณะการแสดงของรัสเซีย พร้อมโชว์ชั้นนำจากอีกหลากหลายประเทศ ได้ที่ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมเปิดจองบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 ตุลาคม 2569 ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ http://www.thaiticketmajor.com พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Festivals

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส  SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

ต่อยอดความสำเร็จนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ กรุงปารีส SACIT และ อว. เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ บางไทร อยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

SACIT ขับเคลื่อนองค์ความรู้พัสตรศิลป์ไทยสู่ ‘Thailand Branding’ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทียูเนสโก

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ไทยของประเทศ ณ หอสุพรรณ–พัสตร์ บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล” ณ กรุงปารีส สู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับประเทศ และบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนการผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก UNESCO ในปี 2569 ควบคู่กับการยกระดับพัสตรศิลป์ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า  ชุดไทยพระราชนิยม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ ความงดงาม และภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย ประกอบด้วยชุดไทยพระราชนิยม 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยจักรี ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยดุสิต ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยอมรินทร์ โดยองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมได้รับการรวบรวมและถ่ายทอดผ่านการจัดนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ณ หอสุพรรณ–พัสตร์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการจัดแสดงและเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน ตั้งแต่ที่มา รูปแบบการแต่งกาย รายละเอียดของผืนผ้า งานปัก เครื่องประดับ ตลอดจนภูมิปัญญางานช่างที่เกี่ยวข้อง ผ่านรูปแบบพื้นที่เรียนรู้ร่วมสมัยและการตีความใหม่ให้เข้าถึงได้ง่าย โดยผสมผสานเทคโนโลยีมาเสริมประสบการณ์ การเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ นักออกแบบ และผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้เข้าถึงเรื่องราวและคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยม พร้อมทำความเข้าใจพัสตรศิลป์ไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีความหมายและคุณค่าต่อสังคมไทยในปัจจุบัน

แนวคิดสำคัญของ SACIT มองว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” และหัตถศิลป์ไทยเป็นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนภูมิปัญญา ความประณีต และอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งสามารถนำคุณค่าของภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านหัตถศิลป์มาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย จึงจัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ งานช่าง และบริบททางสังคมวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของพัสตรศิลป์ไทยในมิติที่กว้างยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจำนวนมาก และสะท้อนให้เห็นว่าพัสตรศิลป์ไทยสามารถถ่ายทอดคุณค่าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่สายตานานาชาติได้อย่างงดงาม พร้อมตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในการนำคุณค่าของภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ไทยมาสร้างมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

“การต่อยอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและพัสตรศิลป์ไทย ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ จากกระแสความสนใจที่เกิดขึ้นในเวทีนานาชาติ SACIT ต้องการต่อยอดให้เกิดการใช้ชุดไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และสร้างความต้องการต่อผ้าไทย งานปัก เครื่องประดับ และงานหัตถศิลป์ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ทั้งนี้เมื่อทุนทางวัฒนธรรมได้รับการพัฒนาและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ก็สามารถก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงได้ เป้าหมายของ SACIT คือการยกระดับผ้าไทย พัสตรศิลป์ และงานหัตถศิลป์ไทย ให้เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของ Thailand Branding ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลก”  ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเสริม

ด้าน ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในปัจจุบันจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นระบบ เพื่อให้สามารถศึกษา อ้างอิง และถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งมิได้สะท้อนเพียงความงดงามของเครื่องแต่งกาย หากยังหลอมรวมองค์ความรู้ด้านพัสตรศิลป์ งานช่างฝีมือ และภูมิปัญญาของสังคมไทยไว้ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ ภายใต้นโยบายของศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งนำองค์ความรู้ การวิจัย และนวัตกรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ กระทรวง อว. จึงบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ในการจัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” พร้อมมอบหมายให้สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยและจัดทำองค์ความรู้เชิงลึก จัดสร้างชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ตลอดจนจัดทำสื่อองค์ความรู้ในรูปแบบ Handbook, E-book วีดิทัศน์ และฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางของสถาบันไทยคดีศึกษา SACIT กระทรวง อว. และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อันจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ด้านพัสตรศิลป์ไทยให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงที่มีมาตรฐาน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมติดแฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทย ถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของชุดไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘สายเฮลท์’ อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ ‘ลำไส้-สมอง’ WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน 'สายเฮลท์' อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ 'ลำไส้-สมอง' WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘สายเฮลท์’ อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ ‘ลำไส้-สมอง’ WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

ช็อก!! ดื่ม Zero Sugar ทุกวัน สารทดแทนความหวาน’ อาจไม่เฮลท์ตี้อย่างที่คิด ผู้เชี่ยวชาญเตือน’สายเฮลท์’อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบลำไส้-สมอง WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

เราอยู่ในยุคที่สั่งชานมไข่มุกหวาน 0% หยิบน้ำอัดลมสูตร Zero ดื่มกาแฟหวานน้อย หรือยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อดื่มกาแฟที่ใส่“สารให้ความหวาน”แทนน้ำตาลแต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า  ขณะที่ตัวเลขการบริโภคน้ำตาลที่แท้จริงของเราลดลง ทำไมสถิติคนเป็นเบาหวานและโรคอ้วน กลับไม่ได้ลดตามไปด้วย หรือเพราะเป็นความหวานแบบลวงตา

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ มาตังคสมบัติ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาย How Sweeteners effect Gut microbiome ตอนหนึ่งในเวทีสรุปผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานปี 2568 โครงการบูรณาการภาคีเพื่อขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาล และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ โดยมองว่าการที่คนไทยพยายามจะลดน้ำตาล  เปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานต่างๆ วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เบาหวาน ความดัน หัวใจ โรคอ้วน และโรคฟันผุ ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็พยายามออกผลิตภัณฑ์มาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการลดหวาน ลดน้ำตาล โดยการออกผลิตภัณฑ์สูตรน้ำตาลน้อย(Low Sugar)

“ผลิตภัณฑ์ Low Sugar อาจจะลดปริมาณน้ำตาลลงก็จริง แต่ระดับความหวานยังคงเท่าเดิม เพราะถูกทดแทนด้วยสารให้ความหวาน ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเก็บภาษีน้ำตาล ภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มพากันเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมากขึ้น”

สอดคล้องกับตลาดอุตสาหกรรมสารให้ความหวานทั่วโลก (Global Sweetener Market) ระหว่างปี 2022-2032  ก็เริ่มเห็น อุตสาหกรรมสารให้ความหวานมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปีจากกระแสคนรักสุขภาพ เรียกว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก”ยุคน้ำตาลครองเมือง” ไปสู่”ยุคหวานทางเลือก”  

Sweetener ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

สารให้ความหวาน ปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

1.น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar Alcohols) เช่น ไซลิทอล (Xylitol) , ซอร์บิทอล (Sorbitol) , มอลทิทอล (Maltitol) และอิริทริทอล (Erythritol) มีรสหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย และยังให้พลังงานอยู่ แต่น้อยกว่าน้ำตาลทรายทั่วไป  

2. สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำมาก(Non-nutritive Sweeteners) ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แอสปาแตม (Aspartame), ซูคราโลส, อะเซซัลเฟม-เค (Acesulfame-K) มักพบในน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล (Zero/Light) รวมถึง หญ้าหวาน (Steviol glycosides) และหล่อฮังก้วย (Monk Fruit)

สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน   ​เป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) รับรอง และจัดอยู่ในกลุ่ม GRAS (Generally Regarded As Safe) หมายความว่า มีความปลอดภัยโดยทั่วไปเมื่อใช้ตามปริมาณที่กำหนด โดยมีตัวเลขระบุความหวานเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายปกติ ดังนี้

​ขัณฑสกร (Saccharin): หวานกว่าน้ำตาล 200 – 700 เท่า

​แอสปาแตม: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​ซูคราโลส: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​อะเซซัลเฟม-เค: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​Neotame: หวานกว่าน้ำตาล 7,000 – 13,000 เท่า

​Advantame: หวานกว่าน้ำตาล 20,000 เท่า

​หญ้าหวาน: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​หล่อฮังก๊วย: หวานกว่าน้ำตาล 100 – 250 เท่า

​ ขณะที่กลุ่มสารให้ความหวานเพิ่มเติม ที่ได้รับการรับรองจาก อย.ไทย (Thai FDA) ​ได้แก่ ​อะลิแทม (Alitame) เป็นสารกลุ่มไดเปปไทด์ (Dipeptide) ที่มีโครงสร้างคล้ายกับแอสปาร์แตม และ​ไซคลาเมต (Cyclamates) หวานกว่าน้ำตาล 30 – 50 เท่า จะเห็นว่า สารให้ความหวานเหล่านี้เกือบทั้งหมด มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายปกติหลายเท่าตัว (ตั้งแต่ 30 เท่า ไปจนถึงสูงสุดคือ 20,000 เท่า) ทำให้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้โดยไม่เพิ่มพลัง งานให้กับร่างกาย

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเสริมถึงสารให้ความหวานที่หน่วยงานประเทศต่างๆ ให้การรับรองนั้นแตกต่างกัน ฉะนั้น สูตรเครื่องดื่มไดเอทของไทยก็อาจจะต่างกับสูตรเครื่องดื่มไดเอทที่สหรัฐฯ เพราะที่สหรัฐฯ มักจะใช้แอสปาแตม ส่วนไทยใช้ซูคราโลส กับอะเซซัลเฟม-เค รสชาติก็จะแตกต่างกัน

“จริงๆสารให้ความหวานโครงสร้างไม่เหมือนกัน อาจไปทำอะไรที่แตกต่างกันในร่างกายมนุษย์ก็ได้ ฉะนั้นเราอาจต้องคำนึงถึงชนิดของสารให้ความหวานด้วย แม้สารให้ความหวานจะได้รับการรับรองว่า ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษ ถ้าบริโภคในระดับที่ได้รับการรับรองก็ตาม”

WHO ไม่แนะนำให้ใช้สารให้ความหวาน เพื่อคุมน้ำหนัก

สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โฆษณาว่า “ไม่มีน้ำตาล” ในไทยที่ใช้สารให้ความหวานและได้รับเครื่องหมาย “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ถามว่า แท้จริงแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?  ในเมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์นี้ คือ ต้องดีต่อสุขภาพ

ลองสืบค้นดูหลักฐาน ผลการศึกษา หรือผลการวิจัยในปัจจุบัน จะพบว่าการใช้สารให้ความแทนน้ำตาล  บ่งบอกอะไรหลายอย่าง และเราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวจากองค์การอนามัยโลก ออกมาประเมินความเสี่ยงและอันตรายของแอสปาแตม ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน โดยจัดกลุ่มความเสี่ยงเฝ้าระวังว่า อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่หลักฐานที่แน่ชัดหรือยืนยันได้เต็มร้อย (Group 2b) ขณะที่ เมื่อปี 2023 องค์การอนามัยโลก ไม่แนะนำ ให้คนทั่วๆไป เด็ก สตรีมีครรภ์ ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เป็นวิธีการควบคุมน้ำหนักหรือเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs (ไม่รวม Sugar Alcohols)  และยังมีรายงานวิจัยเรื่อง “Health effects of the use of non-sugar sweeteners: a systematic review and meta-analysis” เป็นรายงานที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2022 พบว่าสารให้ความหวาน ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคเบาหวาน หัวใจ และหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีผลเสียต่อสตรีมีครรภ์ ทั้งยัง มีการศึกษาผลต่อสมอง พบว่าคนที่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นประจำมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองตีบ หรืออุดตัน โรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม และมีการศึกษาเมื่อปี 2025 พบว่าคนอายุน้อยกว่า 60 ปี บริโภค low calorie sweetener มีความสัมพันธ์ต่ออัตราการลดลงของสมรรถภาพทางสมอง หรือมีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมมากกว่าคนไม่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวาน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประโยชน์เพียงข้อเดียวของสารให้ความหวานที่มีผลงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน คือ การช่วยลดความเสี่ยงโรคฟันผุ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ไซลิทอล และอิริทริทอล เนื่องจากจุลินทรีย์ในช่องปากไม่สามารถนำน้ำตาลเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นกรดที่ทำลายผิวฟันได้

กระทบจุลินทรีย์ในลำไส้

นอกจากนี้ มีผลการศึกษาชี้ว่า การบริโภคสารให้ความหวานส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) โดยเข้าไปเปลี่ยนแปลงกลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าว ทั้งนี้ ในขณะที่มนุษย์มีจำนวนยีนประมาณ 2 หมื่นยีน จุลินทรีย์ในลำไส้กลับมีจำนวนยีนรวมกันมากกว่า 3.3 ล้านยีน ส่งผลให้เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไป ร่างกายจะสามารถย่อยได้เพียงบางส่วน ส่วนสารอาหารที่เหลือซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่น ไฟเบอร์และกากใย จุลินทรีย์ในลำไส้จะเป็นผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายแทน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ไว้ทิ้งท้ายด้วยว่า “นอกจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และอาหารการกินแล้ว หากเราอยากให้จุลินทรีย์ดีชนิดไหนเติบโตในลำไส้ เราก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่เอื้อต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ดังนั้น เวลาที่รับประทานอาหาร จึงไม่ใช่แค่การกินเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อสารอาหารไปเลี้ยงจุลินทรีย์ในลำไส้ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง

ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน  กล่าวว่า เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มีจุดยืนชัดเจนในการส่งเสริมให้ลดพฤติกรรมการติดรสหวาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การลดน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ ‘สารให้ความหวานแทนน้ำตาล’ด้วย ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯไม่สนับสนุนการใช้สารทดแทนความหวาน เนื่องจากห่วงใยในผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และหญิงตั้งครรภ์

“ปัจจุบันเริ่มมีผลการศึกษาที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ซึ่งผลวิจัยในปัจจุบันยังมีทั้งที่พบและไม่พบความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่ประเด็นที่น่าจับตามองและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ข้อบ่งชี้ที่ว่าสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการทำงานของแบคทีเรียดีในลำไส้

ถึงแม้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะได้รับการรับรองว่าปลอดภัย บริโภคได้ในปริมาณที่กำหนด แต่ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ เลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รสหวานตามธรรมชาติและไม่ปรุงรสหวานเพิ่ม เลือกดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีรสหวาน เน้นการลดอาหารและเครื่องดื่มรสหวานดีกว่าการแทนน้ำตาลด้วยสารให้ความหวาน”ทพญ.ปิยะดา กล่าว