แจ้งปุ๊บแก้ปั๊บ! รัฐอัปเกรด Traffy Fondue รับร้องทุกข์แรงงานไทย 45 ล้านคน

แจ้งปุ๊บแก้ปั๊บ! รัฐอัปเกรด Traffy Fondue รับร้องทุกข์แรงงานไทย 45 ล้านคน

แจ้งปุ๊บแก้ปั๊บ! รัฐอัปเกรด Traffy Fondue รับร้องทุกข์แรงงานไทย 45 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.45 น.

อัปเกรดระบบใหม่! รัฐบาลเตรียมใช้ Traffy Fondue รับแจ้งปัญหาแรงงานไทยครอบคลุม 45 ล้านคน แจ้งปุ๊บ-รับทราบปั๊บ-แก้ปัญหาฉับไว ดีเดย์ต้นเดือนสิงหาคมนี้

6 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล ว่า กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเปิดช่องทางร้องทุกข์และช่วยติดตามความเดือดร้อนให้กับพี่น้องแรงงานไทยกว่า 45 ล้านคน โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่แรงงานไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านค่าแรง สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือความกังวลจากการเลิกจ้างและปัญหาการว่างงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน ซึ่งช่องทางการร้องเรียนในอดีต มักมีอุปสรรคเรื่องความล่าช้าและการเข้าถึงยาก ทำให้บางครั้งปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและกลายเป็นความเดือดร้อนเรื้อรัง นโยบายนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าว และเปลี่ยนช่องทางการร้องทุกข์ให้ง่ายขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกปัญหาของแรงงานจะได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ระบบ Traffy Fondue จะถูกนำมาใช้เป็นช่องทางหลักในการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ สภาพการทำงาน หรือการละเมิดสิทธิต่างๆ โดยข้อมูลจะถูกส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยที่แรงงานไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เพียงถ่ายรูป ปักหมุดตำแหน่ง และระบุปัญหาผ่านสมาร์ทโฟน จากนั้นระบบ AI จะช่วยวิเคราะห์และส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทันที ตัดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน ซึ่งแรงงานสามารถติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาได้แบบเรียลไทม์  ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกปัญหาจะได้รับการดูแล ไม่ถูกละเลย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ระบบนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาของแรงงานในประเทศเท่านั้น แต่รัฐบาลยังเตรียมต่อยอดให้ครอบคลุมถึงแรงงานไทยในต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยและช่องทางในการขอความช่วยเหลือได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในครั้งนี้ จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และรัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขทุกปัญหา เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่แรงงานทุกคน

ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.31 น.

ทภ.2 เปิดภาพชัด ซัด เขมรกล่าวหาไทยขว้างระเบิด ชี้เหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเหยียบกับระเบิด

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดภาพทหารกัมพูชาเหยียบทุ่นระเบิดตนเอง โดยทางสื่อสังคมออนไลน์ของกัมพูชาได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาว่า ทหารไทยขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย วันนี้ (5 ก.ค.)  ทั้งนี้ ทางกองทัพภาคที่สอง ยืนยันว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ไม่พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยมีการใช้กำลังหรือขว้างระเบิดตามที่กล่าวอ้าง

โดยกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.45 น. หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการหรือปฏิบัติการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทย

ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า จากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้น พบว่าผู้บาดเจ็บอาการหนักมีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณขาเป็นหลัก ซึ่งลักษณะการบาดเจ็บกระจุกตัวบริเวณเท้าและขา สอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิดมากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 อธิบายว่า หากเป็นการระเบิดจากระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย รวมถึงอาจมีความรุนแรงมากกว่าลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในเบื้องต้น เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ พร้อมย้ำว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมในระยะต่อไป

รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า จากการประเมินลักษณะบาดแผล หากเป็นการได้รับผลกระทบจากระเบิดขว้าง โดยทั่วไปผู้บาดเจ็บจะมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดกระจายหลายตำแหน่ง ทั้งบริเวณลำตัวและใบหน้า แต่จากภาพผู้บาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา พบว่าบาดแผลส่วนใหญ่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา จึงมีลักษณะสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิดมากกว่า ทั้งนี้ เป็นการประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่มีอยู่

ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!

ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!

ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.19 น.

ทบ. แจงข้อเท็จจริงชายแดนสุรินทร์ หลังพบข่าวบิดเบือนอ้างไทยปาระเบิดใส่ทหารกัมพูชา ยืนยันไทยยึดมั่นกฎการใช้กำลังและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงข้อเท็จจริง กรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างว่า เมื่อเวลา 12.35 น. มีทหารไทยจำนวน 7 นาย ลาดตระเวนเข้าไปในพื้นที่บริเวณช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และขว้างระเบิดมือจำนวน 1 ลูก เข้าไปยังที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชา เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย นั้น

กองทัพบกขอชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจากการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนกับหน่วยทหารที่รับผิดชอบในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบว่าเป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชาเอง ไม่ใช่เกิดจากการกระทำโดยฝ่ายไทยอย่างที่กล่าวอ้าง

ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าว กำลังพลฝ่ายไทยกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองการสร้างเส้นทางในฝั่งไทยตามปกติ และตรวจพบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของฝ่ายเรา ต่อมาในเวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเกิดความโกลาหลในการช่วยเหลือกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในฝั่งกัมพูชา โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้มีการใช้อาวุธหรือขว้างระเบิดใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ กองทัพบกประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากกำลังพลชุดใหม่ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งยังขาดความชำนาญและไม่คุ้นเคยกับพื้นที่อันตราย พลาดเหยียบทุ่นระเบิดของฝ่ายตนเองที่เคยตกค้างอยู่

โฆษกกองทัพบกกล่าวย้ำในตอนท้ายว่า กองทัพบกไทยยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ข้อตกลง ยึดมั่นกฎการใช้กำลัง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

จึงขอให้ประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนที่ปราศจากหลักฐานรองรับ พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการสร้างข่าวปลอมเพื่อใส่ร้ายประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์และบรรยากาศความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพกลไกทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พัฒนามาตรฐานระบบราชการสู่สากล

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย” มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลระหว่างประเทศสมาชิก

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการด้วยกลไกคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อหนุนเสริมการเตรียมความพร้อมและผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย วางแผนภาพรวม ปรับปรุงข้อกฎหมาย และกฎระเบียบของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนการประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิก

“การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพภาครัฐ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเมือง ภูมิภาค และพื้นที่ชนบทของประเทศสมาชิก สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ในห้วงที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้มีบทบาทเชิงรุกในการดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาภูมิภาค (RDPC) อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การติดตามพัฒนาการเชิงนโยบาย และการเข้าร่วมประชุมในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกย่อยของ OECD เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทยสู่สากล อันจะยังผลให้เกิดการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน-เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด พร้อมฟังข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดน จับตาการปฏิบัติตามข้อตกลง Joint Statement เตรียมจัดทำรายงานเสนอ AOT-HQ

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 1–2 ก.ค.2569 คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team–Thailand: AOT-TH) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทย และผู้แทนจากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) และประเทศมาเลเซีย (Malaysia) นำโดย พล.อ.ต.ชิตพล ก่อกิจสัมมากุล ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร พร้อมด้วย BG Gregorio Nieveras – OIC, AOT-TH จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายอาเซียน เดินทางลงพื้นที่สังเกตการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่และการปฏิบัติด้านความมั่นคงของฝ่ายไทย

ในการลงพื้นที่ คณะ AOT-TH ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีเกี่ยวกับพื้นที่รูปตัว ก ซึ่งอยู่ระหว่างหลักเขตแดนที่ 64–65 บริเวณคลองตะเคียน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ก่อนเดินทางไปสังเกตการณ์ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด และจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม โดยรับทราบการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานฝ่ายพลเรือน ในการบริหารจัดการจุดผ่านแดนทั้งสองแห่ง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม

จากนั้น คณะฯ ได้ลงพื้นที่ในเขตรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด โดยเดินทางไปยังบริเวณเขื่อนดักตะกอน ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการก่อสร้างตามแผนพัฒนาคาสิโนเกาะกงของกัมพูชา เพื่อใช้เป็นท่าเทียบเรือและรองรับกิจกรรมทางการค้าบริเวณชายแดน พร้อมเยี่ยมชมศาลาราชการุณย์ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชา

นอกจากนี้ คณะฯ ได้เดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดนระยะทาง 171 กิโลเมตร โดยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ การปฏิบัติด้านความมั่นคง ตลอดจนการดำเนินงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

การลงพื้นที่สังเกตการณ์ครั้งนี้ ทำให้คณะ AOT-TH ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงข้อมูลกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตาม Joint Statement ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยคณะผู้สังเกตการณ์ให้ความสนใจต่อข้อมูลที่ได้รับฟัง พร้อมซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประกอบการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ BG Gregorio Nieveras – OIC, AOT-TH จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายอาเซียน จะรวบรวมผลการสังเกตการณ์จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ พร้อมจัดทำรายงานเสนอต่อ AOT-HQ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สุริยะ เผยผลสำเร็จโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท เข้าเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 หมื่น 7 พันล้านบาท พร้อมเตรียมเสนอปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเป็นไร่ละ 2,000 บาท ครอบคลุมไม่เกิน 10 ไร่ และเดินหน้ามาตรการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

6 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนิน โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือโครงการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้เกษตรกรในรอบการผลิตโดยให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรไทย

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ สนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน 

อย่างไรก็ตามจากผลการประเมิน พบว่า โครงการสามารถ โอนเงินสนับสนุนถึงมือเกษตรกร 4.515 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย คิดเป็น วงเงินสนับสนุน 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุม พื้นที่ได้รับเงินสนับสนุน 36.71 ล้านไร่ สะท้อนว่าระบบการดำเนินงานสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ ผลประเมินยังพบว่า เงินสนับสนุนมีส่วนช่วยให้เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช การเตรียมดิน และเมล็ดพันธุ์ ทำให้ดูแลแปลงนาได้ดีขึ้น โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 12.22 ขณะที่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 16.85 และ มูลค่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 38.46 เมื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม จากค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวที่ลดลง และมูลค่าผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น พบว่า โครงการก่อให้เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือประมาณ 1.57 เท่าของวงเงินสนับสนุนโครงการ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจได้รับผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ ราคาข้าวในตลาด และการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการของภาครัฐสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และมีส่วนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการการผลิตได้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้พัฒนามาตรการให้ตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะต่อไป” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนเกษตรกร ได้เสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากต้นทุนการผลิต ซึ่งที่ประชุมฯได้มอบหมายให้กระทรวงฯนำกลับมาทบทวนนั้น ในการประชุมอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ กระทระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวประณีต ข้าวเฉพาะทาง และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเป็นฟองละ 3.80 บาท จากเดิม 3.60 บาท มีผลพรุ่งนี้​ นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 เดือน หลังตรึงราคามาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยผู้เลี้ยงระบุว่าผลผลิตยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ความต้องการบริโภคทยอยฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ออกประกาศแจ้งสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ใช้ราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มสำหรับไข่น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไปที่ฟองละ 3.80 บาท หรือ 114 บาทต่อแผง เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟองจากราคาเดิม โดยจะใช้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาในครั้งต่อไป

ขณะที่นายปราโมช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ผลผลิตไข่ไก่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้สภาพอากาศจะคลี่คลายจากช่วงฤดูร้อน แต่ยังมีความแปรปรวน ประกอบกับยังพบโรคไข่ลดในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม หากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับลดลงในระยะต่อไป ก็จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้

ขณะเดียวกัน ความต้องการบริโภคไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา หลังสถานศึกษากลับมาเปิดการเรียนการสอนตามปกติ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว โดยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยให้การบริโภคฟื้นตัว ส่งผลให้อุปสงค์และอุปทานในตลาดกลับมาใกล้เคียงกันมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงพยายามประคับประคองราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่า​การปรับราคาแนะนำในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยายามรักษาระดับราคาดังกล่าวไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ หากไม่มีปัจจัยผิดปกติเข้ามากระทบ

ปัจจัยด้านผลผลิตไข่ไก่ในช่วงนี้ยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และการยังพบโรคไข่ลด (Egg Drop Syndrome: EDS) ในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่กรมปศุสัตว์ยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุก พร้อมแนะนำผู้เลี้ยงให้เข้มงวดระบบความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค โดยโรคดังกล่าวไม่ติดต่อสู่คน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบริโภคไข่ไก่

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.20 บาท เป็น 3.40 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ก่อนขยับเป็นฟองละ 3.60 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 และตรึงราคาไว้เป็นเวลากว่า 3 เดือน เนื่องจากในช่วงปิดภาคเรียนกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดภาคเรียน ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภค ส่งผลให้ความต้องการไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้น ก่อนที่เครือข่ายฯ จะประกาศปรับราคาแนะนำขึ้นเป็นฟองละ 3.80 บาท ซึ่งมีผลวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

เตรียมความพร้อม ‘Miss & Mister Earth Thailand 2026’ เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

เตรียมความพร้อม 'Miss & Mister Earth Thailand 2026' เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

เตรียมความพร้อม ‘Miss & Mister Earth Thailand 2026’ เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

ดร.น้อง สิริกานต์ นำทีมประชุมใหญ่เตรียมความพร้อม Miss & Mister Earth Thailand 2026 ปรับกลยุทธ์เข้มข้น มุ่งแก้ปัญหาสังคม-สิ่งแวดล้อมระดับโลก พร้อมเปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค. นี้!

องค์กรมิสเอิร์ธไทยแลนด์ จัดประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการประกวด Miss & Mister Earth Thailand 2026 นำโดย ดร.น้อง-สิริกานต์ อ้นสนกราน ประธานองค์กรฯ และ คุณเนย-นฤภร นฤปิติ รองกรรมการองค์กรฯ พร้อมด้วย เมฆ-จิรกิตติ์ (ผู้จัดการกองประกวด), เต๋า ทีวีพูล, หมอเลิฟ-สุรางคนา ขุนเณร (Miss Earth Fire Thailand 2025) และทีมหนุ่มๆ มิสเตอร์เอิร์ธ 2025 นำโดย ภัค ปภังกร, บ๊อบบี้ ปณชัย, เอิร์ธ วรดร, เบิร์ธ ณัทธา, ธอม ทศวรรต และ Brand Ambassador ยศ ระวังพาล ร่วมระดมสมองปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ

ดร.น้อง สิริกานต์ เปิดใจถึงทิศทางการประกวดในปีนี้ว่า ‘ยุคนี้ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อผลักดันให้ผู้เข้าประกวดได้แสดงสปิริตและทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อโลกอย่างแท้จริง โดยการประชุมครั้งนี้ได้ระดมไอเดียในประเด็นสำคัญ ทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตและเน้นย้ำเรื่องสถาบันครอบครัวเพื่อลดแรงกดดันของวัยทำงาน ตลอดจนปัญหาโลกร้อน, ฝุ่น PM 2.5 และการจัดการขยะล้นโลกที่ต้องทำให้ง่ายและลงมือทำได้จริง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ พร้อมมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้เข้าประกวดเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาคมโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“หากเราไม่สนโลก โลกก็ไม่สนเรา การประกวดครั้งนี้ไม่ใช่แค่สีสัน แต่คือการสร้างความมั่นใจและให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการปกป้องโลกใบนี้ร่วมกัน” ดร.น้อง กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนผู้สนใจสมัครเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569

เกาะติดตารางการประกวด Miss & Mister Earth Thailand 2026

วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569 : เปิดรับสมัครผู้เข้าประกวด

3 สิงหาคม 2569 : งานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

16 สิงหาคม 2569 : รอบออดิชั่น (Audition)

19 – 23 สิงหาคม 2569 : กิจกรรมเก็บตัวรูปแบบไฮบริด (Hybrid)

24 – 28 สิงหาคม 2569 : กิจกรรมเก็บตัวเต็มรูปแบบ ณ โรงแรมเอ็นสิริ ลำลูกกา ปทุมธานี

26 สิงหาคม 2569 : การประกวดรอบชุดว่ายน้ำ (Swimsuit Round) ณ โรงแรมเอ็นสิริ ลำลูกกา ปทุมธานี

30 สิงหาคม 2569 : การประกวดรอบตัดสิน (Final Round) ณ CDC  crystal design center

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

เตรียมปักหมุดนับถอยหลังไปกับ “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569” หรือ ISAN Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ภายใต้ธีม “นอร์ทอีสเดิ้น : NORTHEAST MODERN พร้อมสรรพ | ปรับตัว | ม่วนมิตร” ชวนค้นพบศักยภาพใหม่ของภาคอีสานที่เต็มไปด้วยความ “เดิ้น” ทั้งผู้คน ธุรกิจโลคัลที่พร้อมเปิดบ้าน และชุมชนที่รอต้อนรับอย่างม่วนมิตร พร้อมด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์กว่า 200 โปรแกรม ครบเครื่องแบบปรุงจัด! ทั้งนิทรรศการที่ชวนตั้งคำถามถึงหน้าฝน ให้กลายเป็นแหล่งโอกาสทางธุรกิจ, เวทีที่ชวนแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจที่พาให้ทุกคนรอด, Fine Dining จากวัตถุดิบอีสานจับคู่กับสุราพื้นถิ่น, นิทรรศการเศรษฐกิจแห่งการปรับตัว ผ่านกรณีศึกษาจาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน, เวทีของทุกจังหวะโอกาสทางดนตรี และความร่วมมือกับนานาชาติกว่า 13 ประเทศ ระหว่างวันที่ 11 – 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 – 21.00 น. ใน 4 พื้นที่หลักของจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) ทั่วจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน

เปิดโปรแกรมไฮไลต์โชว์ความ “เดิ้น” พร้อมสรรพ ปรับตัว ม่วนมิตร

ภาพจำของ “ภาคอีสาน” ของใครหลาย ๆ คน อาจมองภูมิภาคนี้ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และถูกมองเป็นเพียงแหล่งแรงงานและพื้นที่เกษตรกรรม แต่อีสานในวันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อ “พลังอีสาน” กำลังกลายเป็น “ขุมทรัพย์แห่งอนาคต” ของประเทศไทย CEA จึงเดินหน้าผลักดันวางตำแหน่งภาคอีสานให้เป็น “ขุมทรัพย์แห่งอนาคต” และหนึ่งใน Growth Engine สำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ด้วยศักยภาพที่ครบครันทั้งทุนวัฒนธรรม ทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมลุ่มแม่น้ำโขง และทุนมนุษย์ที่พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านการจัดเทศกาลฯ ในปีนี้ ทั้ง 3 แกนหลัก ได้แก่ 1. Creative Hub 2. Location Strategy และ 3. Human Capital ด้วยกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ดังนี้

1. Creative Hub : แปลงทุนวัฒนธรรม สู่มูลค่าเศรษฐกิจใหม่

อีสานมีทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งอาหาร ดนตรี ภาษา งานหัตถกรรม งานออกแบบ ภาพยนตร์ คอนเทนต์ ศิลปะร่วมสมัย รวมถึงภาคเกษตรมูลค่าสูง ที่สามารถต่อยอดผ่านการออกแบบ นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา (R&D) และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อสร้างสินค้า บริการ และประสบการณ์ร่วมสมัยมูลค่าสูง สะท้อนผ่านการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

นิทรรศการ “เซิร์ฟอีสาน” (The Isan Server Exhibition) เปลี่ยนวิถีชีวิตและเรื่องเล่าพื้นบ้านสู่การออกแบบเกมอัตลักษณ์ระดับสากล เปิดพื้นที่เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากผู้เล่นสู่ผู้สร้าง เพื่อเปลี่ยนไอเดียจากรากเหง้าสู่โครงร่างเกมที่จับต้องได้

นิทรรศการ“แซบ ซี๊ด เต็ม” (The ZAAP System Exhibition) นำเสนอการยกระดับภูมิปัญญาและถนอมอาหารอีสานสู่การสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมสากล พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับกลุ่มผู้ซื้อเพื่อขยายตลาดและเครือข่ายธุรกิจครบวงจร

นิทรรศการ “อีสานเรนนี่สีสัน” (The Isan Rainy Season Exhibition) พลิกฤดูฝนจาก Low Season สู่ Creative Opportunity ชวนค้นหาเสน่ห์ฤดูฝนที่จำลองธรรมชาติและสัมผัสประสาทสัมผัสทั้งสี่ เพื่อจุดประกายต่อยอดในบริบทธุรกิจและวิถีชีวิต

อีสานสตูดิโอโชว์เคส (Isan Studio Showcase) แพลตฟอร์มขยายธุรกิจสร้างสรรค์ ที่เปิดพื้นที่จัดแสดงผลงานจากกว่า 30 สตูดิโอที่มีความโดดเด่นและ “เดิ้น” เพื่อสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจ ผ่านเรื่องราวและไอเดียที่หยิบยกทุนทางวัฒนธรรมมานำเสนออย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสู่การต่อยอดทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ThaiBev x Special Recipe by Local Chef ยกระดับสุราขาวรวงข้าวและวัตถุดิบอีสานสู่สากล ผ่านเมนูอาหารและเครื่องดื่มต้นแบบโดยเชฟแกรนด์ – ดลวัฒน์ ศรีสำราญ (Melt Beef) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Food R&D และ Fine Dining ประสบการณ์ต่างประเทศกว่า 8 ปีร่วมกับเชฟมิชลิน

CENTRAL x D-KAK MARKET, D-CRAFT & D-FOOD ตลาดสร้างสรรค์ที่รวบรวมสินค้าเด่น งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์จาก 20 จังหวัดอีสาน พร้อมยกระดับภูมิปัญญาและ Soft Power ท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่ของตลาดสร้างสรรค์

2. Location Strategy : เชื่อมอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

  อีสานกำลังก้าวสู่ Connectivity Hub ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยศักยภาพด้านทำเล การเชื่อมโยงระบบคมนาคม การค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เชื่อมประเทศไทยกับ สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ พร้อมตลาดกว่า 200 ล้านคน มีโปรแกรมที่น่าสนใจ เช่น

นิทรรศการ “นอร์ทอีส – เดิ้น” (The NORTHEAST MODERN Exhibition) เปิดมุมมองอีสานยุคใหม่ “Adaptive Economy หรือ เศรษฐกิจแห่งการปรับตัว” ผ่านกรณีศึกษาจาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน ที่นำทุนทางวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์และเดิ้นกว่าที่เคย 

อีสานดีลโลด X The Investor Talk in KHON KAEN by Canvas Ventures International เวที Pitching และ VC Mentoring เชื่อมสตาร์ทอัปกับนักลงทุน

KKU CHIC When Chinese Greet Isan จับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนจีนและเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อการส่งออก

Isan Sync: Synchronizing Local Wisdom with Global Business แพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจ เชื่อมผู้ประกอบการอีสานกับผู้ซื้อและห้างค้าปลีกทั้งไทยและต่างประเทศ

The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026 by THE STANDARD เวทีเชื่อมงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ สู่การพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์

3. Human Capital : คนอีสาน พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต

หัวใจของการเติบโตคือ “คน” โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด เทศกาลฯ จึงเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพคน ผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อสร้างผู้ประกอบการและแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่

KUPPER ART FES 2026 UpForce: แฮงฮุ่ง เดชคะนอง by ISANCF x TCEB x KUPPER ART FES พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่ชวนมองอีสานผ่านพลังของศิลปิน อัตลักษณ์ และการตีความใหม่ของวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน

ISAN Creative Talk เวทีเสวนาประจำเทศกาลฯ รวมผู้นำความคิด นักออกแบบ นักนวัตกรรม และนักขับเคลื่อนเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดโอกาส

AWESOME SKILL PROJECT (วัยรุ่น ’เทส’ ดี มาลอง ‘เทส’ ดิ) โครงการพัฒนาทักษะและเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์ บรอดแคสต์ สิ่งพิมพ์ และเกม

OKMD x The Street Performance เวทีที่ต่อยอดศักยภาพเยาวชนดนตรีสร้างสรรค์ ผ่านการเรียนรู้ ฝึกฝน และเก็บประสบการณ์จริงบนเวทีเทศกาล “อีสาน” ภูมิภาคแห่งโอกาส ความหวัง และอนาคต

เมื่อพลังของวัฒนธรรม พื้นที่ และผู้คน ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ “พลังอีสาน” จะไม่ใช่เพียงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ แต่คือ Growth Engine ใหม่ของประเทศไทย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลประจำปี แต่เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอีสาน จาก “ภูมิภาคแห่งแรงงาน” สู่ “ภูมิภาคแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ค้นหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของอีสานและประเทศไทยไปพร้อมกัน

พบกับเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ Isan Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ระหว่างวันที่ 11 – 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 – 21.00 ณ จังหวัดขอนแก่น ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) รวมถึงพื้นที่สร้างสรรค์อื่น ๆ ทั่วภูมิภาคอีสาน

ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวได้ที่

Website: www.Isancreativefestival.com

Facebook / Instagram: Isancreativefestival

#ISANCREATIVEFESTIVAL #เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ #ISANCF2026 #NORTHEASTMODERN

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (United States Department of Agriculture; หรือ USDA in Thailand) ชวนคนไทยร่วมเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา ผ่านเทศกาล “Discover USA: The United Food of America” ที่รวบรวมรสชาติ วัตถุดิบ และสินค้าขึ้นชื่อจาก 5 ภูมิภาคทั่วสหรัฐอเมริกามาไว้ในที่เดียว ผ่านการคัดสรรสินค้า Made in USA และของดีประจำรัฐในแต่ละภูมิภาคของสหรัฐอเมริกากว่า 1,200 รายการ ครบครันทั้งวัตถุดิบระดับพรีเมียม เมนูสไตล์อเมริกัน และสินค้าไอคอนิกที่สะท้อนสีสันของ American Food & Culture

พร้อมพาผู้บริโภคออกเดินทางผ่านเรื่องราวความอร่อยจากทั้งภูมิภาคตะวันตก (West), ตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest), ตะวันตกตอนกลาง (Midwest), ตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast) และภาคใต้ (South) ของอเมริกา ตอกย้ำบทบาทของท็อปส์ในฐานะ Food Discovery Destination ที่รวบรวมรสชาติต้นตำรับจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียว ร่วมออกเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้  – 7 กรกฎาคม 2569 ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์

ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก เอลิซาเบธ เจ. โคนิก อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โดยมี อดัม เอ็ม แบรนสัน ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรภูมิภาค (ไทย พม่า ลาว), ดร. มาเรีย ราโฮฟสกายา และ  วิกตอริโน “มาโย”ฟลอโร รองที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรภูมิภาค (ไทย พม่า ลาว), นงนุช เพ็ชรรัตน์  ผู้แทนการค้าไทย ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล นำโดย ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, สุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และ จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ต้อนรับ

ออกเดินทางสู่โลกแห่งวัฒนธรรมและรสชาติของชาวอเมริกัน พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของแต่ละภูมิภาคผ่านอาหารจานดัง เมนูยอดนิยม และไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ราวกับได้ไปออกโร้ดทริป ที่พาไล่เช็กอินความอร่อยจาก East Coast ถึง West Coast พร้อมรวบรวมของดีจากทั่วสหรัฐอเมริกามาไว้ในที่เดียว

นอกจากนี้ ท็อปส์ยังยกระดับประสบการณ์ “Discover USA: The United Food of America” ผ่านเทศกาลอาหารสไตล์อเมริกัน ที่ TOPS FOOD HALL สาขาเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งรวบรวมเมนูและรสชาติเด่นจากหลากหลายภูมิภาคของสหรัฐอเมริกามาให้ผู้บริโภคได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ตลอดช่วงระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้ – 7 กรกฎาคม 2569  ณ ท็อปส์ และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.TOPS.co.th, Facebook: TOPSThailand และ LINE Official: @TOPSThailand