โซเซียลถาม กระแต นับถือศาสนาอะไร? กันแน่! แถมควักเงินล้าน ซื้อหินมาบูชา เพื่ออะไร?

โซเซียลถาม กระแต นับถือศาสนาอะไร? กันแน่! แถมควักเงินล้าน ซื้อหินมาบูชา เพื่ออะไร?

โซเซียลถาม กระแต นับถือศาสนาอะไร? กันแน่! แถมควักเงินล้าน ซื้อหินมาบูชา เพื่ออะไร?

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.32 น.

มาเยือนรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องOne 31 ทีไร? ก็ต้องมีเรื่องราวมาให้อัพเดทเสมอ สำหรับคู่รักพันล้าน “กระแต (KT Kratae)“ กับคู่หมั้น ”โตชิ“ พอมาตอบคำถามที่ชาวโซเชียล ต่างคอมเม้นต์ถามว่า ” สรุปแล้วกระแตนับถือศาสนาอะไร?“ เพราะล่าสุดที่เป็นไวรัล ถกเถียงกันว่า ซื้อหินราคา 1 ล้าน มาบูชาบูชาเพื่ออะไร? แถมงานนี้เจ้าตัวยังอธิบายวิธีการบำบัดจิตใจโดยใช้ธรรมชาติ รวมไปถึงอัพเดทเรื่องงานแต่ง ที่มีข่าวหรือว่าเลื่อนไปปีหน้าแล้ว

เริ่มกันที่คำถามแรก  หลายคนตกใจมากที่ควักเงิน 1,000,000 ซื้อหินเอเมทิสต์มาบูชา?

“แต่อยากบอกว่ามันเป็นไวรัลมากเลย มันเป็นหินเอเมทิสต์ จากอุรุกวัย เป็นงานเกรดมิวเซียมควอลิตี้ เป็นลักษณะเฉพาะตัว เหมือนเราโดนดูดเข้าไปเลย บวกกับว่าบ้านเราตกแต่งด้วยหินอยู่แล้ว และถ้าคนรักหินจะรู้เลยว่ามันมีคุณค่าแค่ไหน ซึ่งรูปร่างเขาเหมือนเป็นองค์ เกิดจากธรรมชาติ เหมือนพระแม่ ซึ่งมันแล้วแต่ความรู้สึกของบุคคล และอยากอธิบายนิดหนึ่งว่าเรื่องของพลังงาน มันไม่ใช่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ มันคือธรรมชาติจริงๆ มันเหมือนการเชื่อมต่อจิตใจเราเข้ากับธรรมชาติ แล้วพอเราศึกษาเรื่องนี้จริงจัง หินเค้าก็มีพลังของเขา พูดง่ายๆ เหมือนถ่านหินลิกไนต์ ก็ยังเอาไปทำพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถ้าเขาไม่มีพลังงานเค้าจะไม่นำไปถูกใช้แน่นอน และความสวยของหินก้อนนี้มันคือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา และมันเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจ เวลาเรากลับบ้าน มันทำให้เรารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เหมือนเราได้กลับไปอยู่กับตัวเอง และมันมีชิ้นเดียวในโลก“

จุดเริ่มต้นของการได้มาของหินนี้คือยังไง?

“คือมันมาจากความเหนื่อยแหละ  ทุกคนเวลาเหนื่อย ก็ต้องหาสิ่งที่มาเยียวยาหัวใจ มันเหมือนเป็นการที่เราได้ศึกษาธรรมชาติ หินก็มาจากดิน เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการแสง จากธรรมชาติ หรือกลิ่นจากธรรมชาติ หรืออยากให้มองว่ามันเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งดีกว่า หรือบางทีเราเหนื่อยๆ แค่เราไปกอดต้นไม้ มันก็หายเหนื่อย เราสองคนชอบเข้าป่า ที่เค้าเรียกกันว่า อาบป่า คือยังไม่ต้องเชื่อแต อย่างบางคนมองว่าการที่ไปกอดต้นไม้เป็นบ้าหรือเปล่า และวิธีนี้จากงานวิจัย มันจะทำให้เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเรา ยังจำได้เลยว่าที่ทำครั้งแรก แตน้ำตาไหลเลย มันทำให้รู้สึกว่าธรรมชาติไม่ได้ตัดสินเรา และการกอดต้นไม้ มันเหมือนว่าเค้าได้ปล่อยสารเข้ามาสู่ตัวเราเพื่อลดความเครียด แค่เราได้เห็นแสงสีเขียว ได้กลิ่นของป่า ความเครียดมันหายเลย มันทำให้สงบขึ้น“

และได้ข่าวว่าทุกอาทิตย์เราต้องเรียกนักบำบัดมาช่วยเรา?

”มันเรียกว่าซาวด์ ฮีลลิ่ง (การบำบัดด้วยคลื่นเสียง) คือถามว่ามันช่วยได้เยอะไหม มันช่วยได้เยอะมาก เพราะทั้งอาทิตย์เราเหนื่อยจากงาน มันทำให้เรามีความสุขมากขึ้น มันทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิตในอาทิตย์ต่อไป คือเหมือนเค้าเป็นเทนเนอร์ให้กับจิตใจเรา“

สรุปแล้วตอนนี้เรานับถือศาสนาอะไร?

กระแต : ศรัทธาแล้วก็เคารพในทุกเส้นทางที่ทำให้เราเป็นคนดี แก่นทุกศาสนา เค้าสอนให้เราเป็นคนดี ช่วยเหลือทุกคน ไม่ตัดสินใคร หนูนับถือศาสนาพุทธด้วย นำมาใช้ในชีวิตของเรา เรายึดถือคำสอน ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน รวมไปถึงศาสตร์ของฮินดู เราก็เคารพเช่นกัน ในศาสตร์ธรรมชาติ เราชอบ เรายึดถือว่าอันไหนที่เราเดินทางแล้วเห็นแสง และไม่ทำให้เดือดร้อนใคร แล้วมันทำให้ดีต่อใจเราก็ทำ ก็เลยไม่อยากบอกว่าเรานับถือศาสนาใด ศาสนานึง ไม่จำเป็นต้องเลือกหนึ่งอย่าง เราเกิดมา เราสบายใจกับอะไร เราก็จะทำสิ่งนั้น อย่างโตชิเค้าก็ถามตลอด

โตชิ : คือผมเป็นคนขี้สงสัย อย่าวไหว้พระ แล้วก็ถามว่าบทสวดนี้ช่วยอะไร มันช่วยได้จริงหรอ คือเราสงสัยนะ แต่เราก็ทำตาม 

และอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนอยากรู้ คือ ”แองเจิล นัมเบอร์“ ?

“คือทุกคนทั่วโลกจะรู้อยู่แล้ว เป็นเลขมงคล ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล มันเป็นสัญญาณจากจักรวาล มันเหมือนเป็นเครื่องชี้นำทางว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันถูกต้องไหม และการที่เราสัมผัสได้กับเลขเบิ้ล จักรวาลกำลังจะบอกเราว่าสิ่งที่เรากำลังคิด หรือสิ่งที่กำลังทำ มันกำลังจะมา ซึ่งบ้านเราจะเรียกเลขเหล่านั้นว่าเป็นเลขมงคล อย่างของแตล่าสุด เลข 11 11 คือมันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงทุกวันนี้ จักรวาลกำลังจะสื่อว่าเรากำลังตื่นจากภายในของตัวเอง เพราะว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังจากในตัวเอง เหมือนบางทีเราทำอะไรแล้วเราไม่มั่นใจ แต่พอเราเห็นตัวเลขพวกนี้ มันทำให้เรามีพลังมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอาชีวิตไปแขวนกับตัวเลขพวกนี้ ซึ่งเราก็เลยนำเลขพวกนี้ มาอยู่ในผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรา Eleven Eleven เป็น แองเจิลคอมแพ็ค คุชชั่นครอบจักรวาล”

ขออัพเดทเรื่องแต่งงานหน่อย ?

กระแต : ตอนนี้ก็กำลังจะหาที่เก็บไข่

โตชิ  : ตอนแรกที่ตั้งใจไว้ก็ปีนี้แหละ แต่เหมือนว่าตอนนี้มันยุ่งมาก ก็อาจจะแต่งปีหน้า 

กระแต  : ต้องบอกก่อนว่าคู่ของหนูอยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว ไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องแต่งอะไรขนาดนั้น และเราก็หมั้นกันไปแล้ว และก็มีผู้ใหญ่มาร่วมพิธีกันเหมือนมันจะจบครบงานแต่งไปแล้ว พิธีมันเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว แค่มันยังไม่ได้เฉลิมฉลองเท่านั้นเอง คือถ้าหนูจะแต่งก็คือสวัสดีทุกคน อ้าว…เต้น ไม่ได้ซีเรียส ก็คิดว่าเอาเมื่อพร้อม ปีหน้าละกัน 

โตชิ : คือเราก็อยากมีลูกแล้ว แต่เขาก็ยังมีความฝันที่เขายังอยากทำอยู่ แต่ไม่น่าเกินสองปีในแพลนการมีลูก 

กระแต : เพราะจริงๆเราก็อยากได้แฝดชายหญิง 

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

โซเชียลร้อนฉ่า ลิซ่า ลลิษา สาดความแซ่บสปอยล์คอลเลกชันใหม่ ดาเมจแรงเขย่าวงการแฟชั่น

โซเชียลร้อนฉ่า ลิซ่า ลลิษา สาดความแซ่บสปอยล์คอลเลกชันใหม่ ดาเมจแรงเขย่าวงการแฟชั่น

โซเชียลร้อนฉ่า ลิซ่า ลลิษา สาดความแซ่บสปอยล์คอลเลกชันใหม่ ดาเมจแรงเขย่าวงการแฟชั่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

4 กรกฎาคม 2569 เรียกได้ว่าไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็กลายเป็นกระแสไปซะหมด สำหรับ ศิลปินระดับโลกสัญชาติไทย ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่ล่าสุดเธอไม่ได้มาเพียงในบทบาทของศิลปิน แต่เธอยังเดินหน้าลุยธุรกิจแฟชั่นในฐานะเจ้าของค่ายของตัวเองอย่าง LLOUD ที่ล่าสุดทำเอาโซเชียลร้อนฉ่าเมื่อเธอได้สปอยคลิปวิดีโอสินค้าคอลเลกชันใหม่ สุดพิเศษรับหน้าร้อนภายใต้ชื่อ “LLOUD BEACH CLUB”

หลังจากที่ก่อนหน้าที่ ลิซ่า ลลิษา ได้เคยทำให้โลกโซเชียลสั่นสะเทือนมาแล้วรอบหนึ่งกับการปล่อยไอเทม ‘บิกินี่’ สีเขียวมิ้นท์ พาสเทล แต่แฝงไปด้วยความเซ็กซี่ ที่มีชื่อว่า 25 Vol I รวมถึงไอเทมแฟชั่นบีชแวร์ และแอคเซสเซอรี่อื่นๆ ที่ปล่อยออกมาให้เหล่าลิลลี่ (ชื่อแฟนคลับลิซ่า)ได้เก็บสะสม

นอกจากนี้ในคลิปคอลเลกชันใหม่  LLOUD BEACH CLUB ที่ปล่อยออกมาให้โลกร้อนฉ่านั้น ดนตรีประกอบบีทส์สุดล้ำที่ใช้ในทีเซอร์ อาจเป็นสปอยล์หรือส่วนหนึ่งของผลงานเพลงใหม่ถัดไปของเธออีกด้วย ยิ่งเพิ่มกระแสความตื่นเต้นให้กับการเปิดตัวครั้งนี้เป็นทวีคูณ สำหรับสงครามการกดซื้อสินค้า LLOUD BEACH CLUB คาดว่าจะดุเดือดไม่แพ้ครั้งก่อนๆ แฟนๆ เตรียมให้พร้อมเพราะงานนี้วัดกันที่ความเร็ว

เคลื่อนไหวครั้งแรกหลังเจอมรสุม มายด์ ลภัสลัล โพสต์ไอจีอัปเดตชีวิต คนในวงการเมนต์สนั่น

เคลื่อนไหวครั้งแรกหลังเจอมรสุม มายด์ ลภัสลัล โพสต์ไอจีอัปเดตชีวิต คนในวงการเมนต์สนั่น

เคลื่อนไหวครั้งแรกหลังเจอมรสุม มายด์ ลภัสลัล โพสต์ไอจีอัปเดตชีวิต คนในวงการเมนต์สนั่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

4 กรกฎาคม 2569 หลังจากที่นักแสดงสาวสะใภ้ตระกูลดัง มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล เผชิญมรสุมดรามาร้อนของสามี พาย สุนิษฐ์ สก๊อต กับน้องชายสามี ทราย สมุทร (สก๊อต) ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาโพสต์ร่ายยาวชี้แจงเมื่อช่วงวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเจอคอมเมนต์ถล่มจนเจ้าตัวต้องเฟดตัวออกไปจากโซเชียลไปนานนับเดือน

ล่าสุด มายด์ ลภัสลัล  ได้ออกมาเคลื่อนไหวไอจีครั้งแรก ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์ภาพชุดอัปเดตชีวิตผ่านทาง @wjmild มีทั้งภาพไลฟ์สไตล์ชิลๆ ไปทำบุญ กินข้าว พักผ่อน พร้อมทั้งเผยคลิปอัลตราซาวนด์ลูก ที่ในขณะนี้เธอท้องเริ่มใหญ่ขึ้นแล้วอย่างเห็นได้ชัด โดยหลังจากที่้เธอได้ออกมาเคลื่อนไหวก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ ในวงการบันเทิงเข้ามาแปะอีโมจิหัวใจสีแดงกันเป็นจำนวนมาก 

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ น้อมถวายพระกุศล ‘พระองค์ภา’

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ น้อมถวายพระกุศล ‘พระองค์ภา’

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ น้อมถวายพระกุศล ‘พระองค์ภา’

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้บริหาร ร่วม อุปสมบทหมู่ 47 รูป ข้าราชการร่วมบวชชีพราหมณ์ ถวายพระกุศลและสำนึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ

วันที่ 4 ก.ค. 2569 กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จัดโครงการอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 47 รูป และบวชชีพราหมณ์ เพื่อน้อมถวายพระกุศลและแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส 

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–10 กรกฎาคม 2569 ณ วัดศรีวัฒนธรรมาราม ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีผู้บริหารและบุคลากรกรมราชทัณฑ์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
พลอากาศเอกสมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ พร้อมด้วยพลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีบรรพชาอุปสมบทครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดมอบหมายให้เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นผู้แทนประทานผ้าไตรจีวรแก่กรมราชทัณฑ์ โดยมีพันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมคณะเข้าเฝ้ารับ เพื่อนำมาใช้ในพิธีครั้งนี้

พันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อกิจการราชทัณฑ์เป็นอันมาก ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการยุติธรรมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพัฒนาศักยภาพ การบำบัดฟื้นฟูพฤตินิสัย และการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังคืนสู่สังคม
โครงการอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและบุคลากรกรมราชทัณฑ์ได้ศึกษาธรรมะ ขัดเกลาจิตใจ พัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อนำหลักศีล สมาธิ ปัญญา ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการ และช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป กรมราชทัณฑ์จะน้อมนำพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและการสร้างโอกาสให้คืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน มาขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

กยศ. ชวนผู้กู้ 3.6 ล้านบัญชี ส่งมอบอนาคตให้ รุ่นน้อง

กยศ. ชวนผู้กู้ 3.6 ล้านบัญชี ส่งมอบอนาคตให้ รุ่นน้อง

กยศ. ชวนผู้กู้ 3.6 ล้านบัญชี ส่งมอบอนาคตให้ รุ่นน้อง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

กยศ. ชวนผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ส่งมอบอนาคตให้รุ่นน้อง ด้วยการชำระเงินคืนภายใน 5 กรกฎาคม

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ชำระเงินคืนเพื่อส่งมอบอนาคตทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยผู้กู้ยืมที่ชำระรายปี สามารถชำระได้ภายในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ตามเงื่อนไขของสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

กยศ.

วันที่ 4 ก.ค.2569 นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “เนื่องจากวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันครบกำหนดชำระเงินคืน กยศ. สำหรับการผ่อนชำระรายปี ซึ่งในปีนี้มีผู้กู้ยืมเงินที่จะต้องชำระเงินคืนประมาณ 3.6 ล้านบัญชี  กยศ. จึงขอเชิญชวนให้ผู้กู้ยืมเงินชำระเงินคืนภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ตามเงื่อนไขของสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และเป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับ กยศ. ทั้งนี้ กยศ. ได้มีการส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ มีข้อความแจ้งทาง SMS และ Notification ผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ให้ผู้กู้ยืมเงินทราบ โดยผู้กู้ยืมเงินสามารถชำระเงินผ่านช่องทาง Mobile Banking ของทุกธนาคารด้วยการสแกน QR code ซึ่งจ่ายได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา และผู้กู้ยืมเงินสามารถดูช่องทางการชำระอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th

“ปัจจุบัน กยศ. มีนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้วจำนวนกว่า 7.4 ล้านราย เป็นเงินกู้ยืมกว่า 8 แสนล้านบาท กยศ. ขอขอบคุณผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ทุกท่านที่ชำระเงินคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งมอบอนาคตทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องต่อไป” นางอัญชลี กล่าว

กยศ.

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ฝ่ายกฎหมาย ”ชัชชาติ“ โต้ ”มัลลิกา“ พาดพิงสื่อโฆษณาหาเสียงมีป้ายเกินขนาด-ผิดกฎหมาย แจงยิบปฏิบัติตามกฎหมายการหาเสียง และแจ้งต่อ กกต. ทุกกระบวนการ ชี้ สื่อโฆษณาติดรถสาธารณะ/ประตูรถไฟฟ้า/จอLED ไม่ใช่ป้ายหาเสียง ไม่มีข้อห้าม

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทีมชัชชาติ ได้ชี้แจงกรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวหาพาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมาย ว่า

ตามที่ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14  ได้กล่าวหาในการบรรยายของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่ามีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมายนั้น  ฝ่ายกฎหมายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขอชี้แจงว่า

การหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงทุกประการ และได้มีการหารือ สอบถาม และแจ้งต่อ กกต. ในทุกกระบวนการก่อนดำเนินการแล้ว 

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. สื่อโฆษณาที่ติดบนรถสาธารณะและรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ “แผ่นป้ายหาเสียง” หรือ “ประกาศหาเสียง” ตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน        

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 นั้น ได้กำหนดนิยาม “แผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” ว่า แผ่นป้ายของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษ กระดาน หรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีความแข็งแรงที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ แผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งจะต้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถูกยึดไว้บนโครงไม้ โครงโลหะ หรือยึดไว้กับส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร หรือสิ่งที่ยึดอยู่บนพื้นที่ 

ในส่วนของ “ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง” ดังกล่าว ได้นิยามไว้ว่า “ประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หมายความว่า ประกาศของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษหรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ประกาศหาเสียงเลือกตั้งจึงต้องพิมพ์ลงในวัสดุที่เป็นกระดาษหรือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกระดาษ และใช้สำหรับการติดตั้งบนอาคาร แผ่นกระดาน หรือสิ่งที่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ก็ไม่ได้ออกข้อห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหาเสียงโดยวิธีการอื่น ดังจะเห็นได้จากการระบุให้ “เอกสาร” หรือ “วิดีทัศน์” ที่ใช้ในการหาเสียงต้องระบุชื่อผู้ผลิต ผู้จัดทำ และรายละเอียดอื่นๆ (ข้อ 23 ) 

เมื่อตีความระเบียบของกกต. ประกอบกับประกาศของ กกต. กรณีนี้จึงเห็นได้ว่า กฎหมายเลือกตั้งอนุญาตให้มีการหาเสียงโดยวิธีการอื่นนอกเหนือไปจากการผลิตป้ายและประกาศอย่างที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการทำในรูปแบบของ “ประกาศ” หรือ “แผ่นป้าย” เท่านั้น

จากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเห็นได้ว่า สื่อโฆษณาที่ข้าพเจ้าติดตั้งบนรถโดยสารสาธารณะและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้น ซึ่งทำจากสติกเกอร์  ไม่ใช่กระดาษหรือแผ่นป้ายที่ยึดติดกับอาคาร หรือสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการปิดสื่อโฆษณาเข้ากับพาหนะซึ่งเคลื่อนที่ได้ ซึ่งไม่เข้าลักษณะของประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด 

ด้วยเหตุนี้ สื่อโฆษณาที่ทีมงานนายชัชชาติ ติดบนรถสาธารณะและประตูรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงบนจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่ใช่แผ่นป้ายหาเสียง หรือ ประกาศหาเสียงตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน และไม่มีประกาศหรือระเบียบใดๆบัญญัติถึงข้อห้ามหรือข้อกำหนดขนาดและจำนวนแต่อย่างใด 

2. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 อนุญาตให้มีการหาเสียงในรูปแบบอื่นได้ เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายเท่านั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อไปว่า นอกจากการติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารสาธารณะจะไม่เข้านิยามของ “แผ่นป้ายหาเสียง” และ “ประกาศหาเสียง” ตามระเบียบ กกต. ที่อ้างแล้วนั้น ยังมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งรวมถึง “…(4) ค่าโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ได้แก่ ค่าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าผลิตสื่อเพื่อการออกอากาศ รวมถึงค่าโฆษณาอื่นที่เป็นการกระทำเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง (5) ค่าจัดทำป้าย เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการโฆษณาหาเสียง…” 

กรณีจึงหมายความได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อนุญาตให้มีการโฆษณาการหาเสียงเลือกตั้งในรูปแบบสื่ออื่นๆ นอกจากประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ต้องแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เคยทำหนังสือแจ้งรายละเอียดถึงการโฆษณาดังกล่าว ตามหนังสือเรื่อง แจ้งการโฆษณาหาเสียงด้วยวิธีการปิดสติกเกอร์บนรถโดยสารประจำทาง ฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เคยมีหนังสือตอบกลับเกี่ยวกับการโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะว่า

“8. ข้อหารือที่ 7 ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาบนยานพาหนะสาธารณะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย โดยต้องไม่เกินจำนวนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศกำหนดตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

9. ข้อหารือที่ 8 และ 9 การติดป้ายโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะจะทำให้รถคันนั้นเข้าลักษณะเป็น “พาหนะที่ใช้ในการหาเสียง” ตามข้อ 23 (3) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ด้วยหรือไม่ และหากพิจารณาแล้วว่า รถโดยสารสาธารณะทั่วไปที่มีการปล่อยเช่าพื้นที่บนรถโดยสารเพื่อหาเสียงเลือกตั้งถือเป็น “พาหนะในการหาเสียง” ตามระเบียบดังกล่าว ในกรณีนี้ เจ้าของพาหนะ/ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งสาธารณะซึ่งยังคงต้องประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไป (เพียงแต่รับติดป้ายโฆษณาหาเสียง) จะสามารถนำพาหนะคันดังกล่าวออกประกอบอาชีพรับจ้างตามปกติได้หรือไม่ เห็นว่า การเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบนยานพาหนะสาธารณะ อาจไม่เข้าข่ายมีลักษณะเป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียง เป็นเพียงการเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย เว้นแต่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประสงค์จะจ้างให้เป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเจ้าของรถโดยสารสาธารณะด้วย เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นต้น” 

ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดให้มีการอบรมการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์แก่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้สมัครทุกรายหาเสียงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้กรุณาให้คำตอบเกี่ยวกับการหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะเอาไว้อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทำได้ และไม่ถือเป็นประกาศหรือแผ่นป้ายหาเสียงที่จำกัดขนาด เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วยเท่านั้น

จึงขอให้ทางผู้รับฟังบรรยายของคุณมัลลิกา ที่สถาบันพระปกเกล้า และสาธารณชนทั่วไป รับทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน ว่าการหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ยึดมั่นและเป็นไปกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงอย่างถูกต้องทุกประการทั้งสิ้น และขอให้ผู้พาดพิง ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อนแสดงความเห็นใดๆ ออกสู่สาธารณะ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

‘ปชป.’ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ’ปฏิรูประบบงบฯ‘ เพื่อยั่งยืน ไม่ใช่ล้มล้างสิทธิ์ขรก. ชี้ถูกบิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงกรณีที่ มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือน กับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค โดยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายในสภาฯ นั้น เป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี โดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ควรคิดค้น “ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต” ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา

“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวต่อว่า มุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่า การลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายพงศกร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน โดยแสดงความห่วงต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติว่า ตนในฐานะที่ได้เคยลงพื้นที่ในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทย และพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว 

“ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้ จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาล ต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง”นายพงศกร กล่าว

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“เอกนิติ”เผยรัฐบาลดันนโยบายปีแห่งการลงทุนต่อเนื่องแม้สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในงบประมาณลดลง เร่งดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมชู “Thailand Fast Pass” เร่งลงทุนได้จริง ดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ 

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลง แต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง

นายเอกนิติ กล่าวว่าในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ในโครงการ “Thailand Fast Pass”  ให้ได้ประมาณ  9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand Fast Pass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้  นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่าสำหรับข้อจำกัดของงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป 

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

'แก้วตา'เปิดวอร์'ใบตองแห้ง' ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง 

4 ก.ค.69 เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมแชร์โพสต์ นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง โดยได้ระบุข้อความแสดงความคิดเห็น ว่า ” แต่เอาคนแบบสุรพล แบบคนมีคดีข่มขืนกระทำชำเราลงสส? ไปเทียบกับคนได้ไปต่อที่ไร้ผลงานใดๆ อภิปรายไม่ถึงสิบหนผ่านมาสามปี ไม่มีแม้แต่อุดมการณ์ เรียกได้ว่าไม่ทำงานเลยก็ว่าได้เดินบนถนนคนไม่รู้เป็นสสมีนับร้อย 555 #สสกดปุ่ม แบบนี้เรียกทำงานเป็นทำงานเก่ง ?

และไม่ต้องมา “สงสาร” พรรคกระจอกลูกไล่อนุทินมีแต่โจรข่มขืนเต็มพรรคคนออกมาได้ถือว่ามีบุญ และมันเป็นคนมา “ขอ” ให้ดิฉันไปลงให้ไม่เคยคิดสมัครไปเองเลยตอนปี 66 เพราะไม่มีคนลงให้กระจอกเกินจนไม่มีคนมาสมัครลงสสครบทุกเขตในกทม. ณ ตอนนั้น

เสีย กทม. รอบนี้โดยได้เสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (25 เขต) ทั้งที่ตอนเลือกตั้งใหญ่ชนะทุกเขต แพ้มัลลิกาย่อยยับ มันจะแพ้เลือกตั้งใหญ่รอบหน้าอีกแน่นอนกระจอกอย่างพวกมัน
ได้ให้เท่าอดีตพรรคชาติพัฒนาก่อนเทียบกับครอบครัวดิฉันยังได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ ” 

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด 'พร้อมพงศ์' จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“พร้อมพงศ์” จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ไม่เข้าใจราคาน้ำมันไทย ไม่ลดตามตลาดโลก ย้ำ กมธ.งบประมาณ 70 ตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐอย่าอิงแค่เอกสาร ต้อง พุ่งเป้าตอบโจทย์ชีวิตจริง ทำค่าครองชีพประชาชนลดลง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบันว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ประชาชนยังตั้งคำถามว่า เหตุใดค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ยังไม่ลดลง ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่ครบถ้วน ถึงเวลาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ขอเสนอ 3 วาระเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

1.การรื้อสูตรราคาพลังงานทั้งระบบ วางมาตรการเชิงรุกเพื่อให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลง คนไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ภายใต้กรอบกฎหมายและวินัยการเงินการคลัง

2.การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลราคาพลังงานที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใส

3.การผูกงบประมาณเข้ากับปากท้อง ในจังหวะที่ร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2570 ผ่านความเห็นชอบวาระแรกและกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทบทวนนโยบายจัดสรรงบประมาณให้พุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพราะงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า การเมืองที่ดีไม่ใช่การเมืองที่แข่งกันพูด แต่คือการเมืองที่แข่งกันลดต้นทุนชีวิตของประชาชน งบประมาณที่ดีที่สุด ไม่ใช่งบที่ใช้หมด แต่คืองบที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 

“ความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ได้เกิดจากคำชี้แจงที่ยาวขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริง ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลกับฝ่ายค้านเอาชนะกัน แต่คาดหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันเอาชนะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินผลงานของนักการเมือง ไม่ใช่เวทีอภิปรายหรือวาทกรรมทางการเมือง แต่คือคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน” นายพร้อมพงศ์กล่าว