ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.35 น.

วันนี้ 22มิ.ย.69 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ย้ำเตือนผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สื่อมวลชน ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็น รวมถึงประชาชนทุกคน งดเปิดเผย ส่งต่อ แชร์ หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการเมือง  หากฝ่าฝืนมีการเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน เพื่อประโยชน์ ในการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่กฎหมายห้าม อาจเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โพลเลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้สำนักงานฯยังได้เชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อ เพื่อร่วมกันสร้าง การเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

โพลเลือกตั้ง

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

'อธิบดีกรมการข้าว' ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

กรมการข้าวเดินหน้าแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ จัดประชุมหารือร่วมภาคีเครือข่าย ชูโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในนาเขตชลประทานภาคกลาง ตั้งเป้านำร่องปี 2569 ด้านศูนย์ข้าวชุมชนขานรับพร้อมปรับเปลี่ยนการทำนาถ้ามีแนวทางชัดเจน

22 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ได้จัดให้การประชุมภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ปี 2569 โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน มีนายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ส่วนภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายชัยยพล ชาวเมืองสีวสุ รองประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายวิเศษ คำไชโย เลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายสวน เจริญสุขรุ่งเรือง เหรัญญิกคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายบุญชอบ ทองดี ปฏิคมคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ และกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ได้แก่ จ.ส.อ.อนิวรรตน์ ไพรดำ นายกำพล ทองโสภา และนายพัด ไชยวงค์

การประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569 ผลสรุปการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีจำนวน 6,851 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ  (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569) ผลการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในรอบที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 โดยกรมการข้าวได้สนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในระดับพื้นที่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้ด้วยการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว การพัฒนาและการสร้างเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ซึ่งมีเป้าหมายการขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ภายในปี 2570 พัฒนาข้าวไทย ลดโลกร้อน สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยในปี 2569 ดำเนินการโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 พื้นที่ 9 จังหวัด เนื้อที่ 5 หมื่นไร่ ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร ปราจีนบุรี และลพบุรี และมีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 1 แสนไร่ ในเขตพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประกอบด้วย 1.การเลือกพันธุ์ข้าวปลูกที่สร้างมูลค่า 2.ก่อนการปลูก ใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4. ใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5.การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว ซึ่งวิธีการนี้ใช้ได้ในพื้นที่นาเขตชลประทานภาคกลาง และ6.การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ซึ่งเมื่อเกษตรเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามจะได้รับสลากเป็นเครื่องหมายตรารับรองและมีผลดีต่อราคาข้าวที่ผลิตด้วย

อย่างไรก็ตามจากการรับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ท่าทีโดยรวมของภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนมีความเห็นสอดคล้องกันกับกรมการข้าวในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำนาถ้ามีแนวทางการดำเนินงานที่มีความชัดเจน

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม ‘รักษ์น้ำ ปลูกป่า’ ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม 'รักษ์น้ำ ปลูกป่า' ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

ชลิต อินดัสทรีฯ จัดกิจกรรม ‘รักษ์น้ำ ปลูกป่า’ ปี 3 ชวนพนักงานปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศ และการลดลงของพื้นที่สีเขียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนและทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานและชุมชน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

เพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” จึงสานต่อกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “ชลิต อินดัสทรี รักษ์น้ำ ปลูกป่า” ปี 3 เพื่อร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในองค์กรและสังคมเนื่อง ในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)

โดยเมื่อเร็วๆนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นางมนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์ กรรมการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสากว่า 40 คน ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่โรงงานของบริษัทฯ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยร่วมกันปลูกไม้ยืนต้นและพันธุ์ไม้ไทย อาทิ ต้นพะยอม ต้นจิกน้ำ ต้นล่ำซำ ต้นกระทิง ต้นกันเกรา ต้นกาสะลอง ต้นประยงค์ และต้นบุหงาส่าหรี เป็นต้น

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

“โครงการชลิต อินดัสทรี รักษ์น้ำ ปลูกป่า ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพราะเราเชื่อว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัว การปลูกต้นไม้แม้เพียงต้นเดียวสามารถสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศในระยะยาว ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดมลภาวะ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการทำงานจิตอาสาให้กับพนักงานของบริษัท” นายชวิศ กล่าว

การร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลพื้นที่สีเขียว แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากการร่วมปลูกต้นไม้แล้ว กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยสร้างความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชลิต อินดัสทรีฯ ในการส่งเสริมการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก”

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

ในยุคที่การเปิดรับความหลากหลายทางสังคมมีความสำคัญมากขึ้น ศิลปะได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน…ทรูคอฟฟี่ ร่วมกับ ทรูปลูกปัญญา และ Artstory by Autistic Thai เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Cup & Space of Opportunities” ผ่านกิจกรรม “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก” เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ ตลอดจนการเยียวยาจิตใจผ่านศิลปะบำบัด ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพด้านอาชีพและรายได้ให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษร่วมถ่ายทอดมุมมองสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเคียงข้างศิลปินออทิสติกอย่างใกล้ชิด สะท้อนพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงงดงามในเชิงศิลปะ หากยังช่วยขยายความเข้าใจ ยกระดับการยอมรับความแตกต่าง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ณ ทรูสเปซ สยามสแควร์ ซอย 2

ภายในงานได้รับเกียรติจาก อัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรูคอฟฟี่ , รมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ วรัท จันทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสและการเรียนรู้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในสังคม พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ อัค – อัครัฐ นิมิตรชัย นักแสดงชื่อดังจากช่อง ONE , น้ำผึ้ง – กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 , อาย – กัญญาลักษณ์ หนูแก้ว Miss Supranational Thailand 2026 และน้องณอน ตั้งวงศ์วิวัฒนา หรือ “อาณอน” เด็กโขนสาธิตเกษตร ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับพลังของศิลปะบำบัด การยอมรับความแตกต่าง ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางการเรียนรู้ได้แสดงศักยภาพผ่านงานสร้างสรรค์

นอกจากนี้ กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าทรูคอฟฟี่ที่ใช้บริการภายในร้านครบ 400 บาทขึ้นไป จำนวน 20 คน ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์เวิร์กช็อปสุดพิเศษ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทั้งการเพ้นท์จานเซรามิก แก้วเซรามิก และเฟรมผ้าใบ โดยคุณครูและศิลปินออทิสติกจาก Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดเทคนิคอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนช่วงเวลาในคาเฟ่ให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่ลูกค้าไม่เพียงได้สัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์อย่างมีความหมาย แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาส รายได้ และคุณค่าทางสังคมให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือเมนูพิเศษ “ส่งรัก” โดย “น้องโค้ก” บาริสต้าออทิสติกจากทรูคอฟฟี่ ที่ร่วมรังสรรค์เครื่องดื่มกับแขกรับเชิญพิเศษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ทรูคอฟฟี่ยังร่วมขยายพื้นที่แห่งโอกาสให้ผลงานของ Artstory by Autistic Thai ผ่านการนำผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก อาทิ Stone Coaster, Magnetic Wallet Card, Laptop Sleeve และSilk Scarf มาจัดจำหน่ายภายในร้าน เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าของงานศิลปะจากศิลปินออทิสติกสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและคอลเลกชันใหม่ ๆ ให้เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่คือช่องทางในการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และผลักดันศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม Workshop สามารถเข้าร่วมได้ที่ ARTSTORY Creative Hub @ ทรูคอฟฟี่ สาขามูลนิธิออทิสติกไทย ตลิ่งชัน ทุกวันจันทร์–เสาร์ เวลา 10.00–16.00 น. ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และต่อยอดโอกาสให้แก่บุคคลออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ - อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

“เนื้อเน่า รู้เร็วรักษาทัน” สสส. สานพลัง มรภ.อุบลฯ – อบจ.อุบลฯ พัฒนา Community Guideline – SMART-NF เชื่อม อสม.-รพ.สต.-โรงพยาบาล สร้างระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ ค้นหาเร็ว ส่งต่อทัน เกิดเครือข่าย 26 โรงพยาบาล – รพ.สต. กว่า 300 แห่ง ลดความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษา เพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ป่วย สู่ระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็งทั้งจังหวัด

23 มิถุนายน 2569 ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม อำเภอเดชอุดม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาเจริญ (รพ.สต.นาเจริญ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี (อบจ.อุบลราชธานี) และภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพระบบบริการปฐมภูมิเพื่อการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าในชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า จ.อุบลราชธานี พร้อมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานจริงของเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าแบบไร้รอยต่อ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะเป็นด่านหน้าสำคัญในการป้องกัน ค้นหา คัดกรอง และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโรคเนื้อเน่า ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วและทำให้ผู้ป่วยสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิตได้ การดำเนินงานใน จ.อุบลราชธานี สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ที่ร่วมกันพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้ข้อมูล งานวิจัย และนวัตกรรมมาสนับสนุนการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขและชุมชน โดย เพื่อยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์

“โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างชุมชน รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลแม่ข่าย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้าในการเข้าถึงบริการ โดยเริ่มจากการค้นหาและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในชุมชนโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก่อนส่งต่อเข้าสู่โรงพยาบาลชุมชน เพื่อประเมินอาการตามแนวทางเวชปฏิบัติการดูแล (Clinical Practice Guideline for Necrotizing Fasciitis: CPG-NF)  เชื่อมต่อผ่านระบบเฝ้าระวังและบริหารจัดการผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า (Smart Surveillance and Management for Necrotizing Fasciitis – SMART-NF) ไปยังโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤตจะส่งกลับมาดูแลต่อเนื่องใกล้บ้าน เกิดเครือข่ายความร่วมมือระดับจังหวัด ครอบคลุมโรงพยาบาล 26 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกว่า 300 แห่ง โดยมี รพ.สต. และ อสม. ร่วมติดตามอาการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้” นพ.เฉวตสรร กล่าว

รศ.ดร.สุภาพร ใจการุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า จ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาโรคเนื้อเน่าอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคเนื้อเน่าสูงที่สุดในเขตสุขภาพที่ 10 โดยในช่วงปี 2555-2564 พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มจาก 533 ราย เป็น 806 รายต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 165 ราย เป็น 392 ราย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจากตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความล่าช้าในการรับรู้ การวินิจฉัย และการเข้าสู่ระบบการรักษา

“จากปัญหาดังกล่าวคณะวิจัยจึงร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยทั้งจังหวัด โดยมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. พัฒนาการคัดกรองในชุมชน ผ่านการสร้าง Community Guideline และเสริมศักยภาพ อสม. รพ.สต. และโรงพยาบาลชุมชน ให้สามารถค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้เร็วขึ้น 2. พัฒนาระบบ SMART NF เพื่อสนับสนุนการคัดกรอง การแจ้งเตือน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ ช่วยให้การประเมินอาการและการส่งต่อผู้ป่วยทำได้รวดเร็วขึ้น 3. พัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้มาตรฐานเดียวกันในการวินิจฉัย ส่งต่อ และรักษาผู้ป่วย ลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย” รศ.ดร.สุภาพร กล่าว

นางกรรณิกา ตันติศิรินทร์ รอง นายกอบจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า อบจ.อุบลราชธานี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและการเสริมศักยภาพหน่วยบริการสุขภาพใกล้บ้าน จากความร่วมมือระหว่าง สสส. ภาควิชาการ หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้เกิดระบบดูแลผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชุมชน รพสต. โรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษา ทำให้การค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การวินิจฉัย และการส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย อบจ.อุบลราชธานี พร้อมสนับสนุนการขยายผลการดำเนินงานและการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายสมศรี วงศ์คำเหลา ผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า ชาวตำบลนาเจริญ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เดิมคิดว่าเป็นเพียงแผลถลอกเล็กน้อยจากการเดินสะดุดไม้ จึงใช้วิธีรักษาตามความเชื่อพื้นบ้านด้วยการประคบร้อนและทาปูนขาวบริเวณบาดแผล แต่หลังจากนั้นอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว แผลบวมแดง ลุกลาม และมีอาการปวดมาก อสม. หมู่บ้านจึงประสานส่งต่อไปยัง รพ.สต. นาเจริญ และเข้ารับการรักษาที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม พบว่ามีภาวะติดเชื้อรุนแรงและสงสัยโรคเนื้อเน่า ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเร่งด่วน ทำให้ได้รับการผ่าตัดและดูแลอย่างทันท่วงที จนสามารถควบคุมการลุกลามของโรคได้

“อยากขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขทุกคนที่ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหากเข้ารับการรักษาช้ากว่านี้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงมากกว่านี้ ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ตระหนักว่าโรคเนื้อเน่าสามารถเกิดขึ้นได้จากบาดแผลเล็ก ๆ หากมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง ปวดมาก หรืออาการลุกลามอย่างรวดเร็ว ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ” นายสมศรี กล่าว

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

เปิดเวทียกย่องเมืองต้นแบบ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สมัครเข้ารับการประเมินเพื่อเสนอรับ “รางวัลยกย่องเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม Thailand Culture for SDGs Recognition Awards” เวทีสำคัญระดับประเทศที่มุ่งส่งเสริมให้เมืองและชุมชนใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทาง Culture 2030 ขององค์การยูเนสโก

ปัจจุบัน วัฒนธรรมได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของการพัฒนาเมือง ไม่ใช่เพียงมรดกที่ต้องอนุรักษ์และสืบสาน แต่ยังเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาชีพสร้างสรรค์วัฒนธรรม การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนการสร้างความยืดหยุ่นทางสังคม (Social Resilience) เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

Thailand Culture for SDGs Recognition Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อยกย่องและสร้างแรงจูงใจให้เมืองและชุมชนที่มีการนำมิติทางวัฒนธรรมมาใช้ในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยรางวัลนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินศักยภาพของเมือง สะท้อนจุดแข็งของพื้นที่ และสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาในอนาคต

รางวัลยกย่องเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม สำหรับปี 2569 ประกอบด้วย รางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรมแบบองค์รวม (Holistic Sustainable Development) และรางวัลที่โดดเด่นอีก 4 มิติ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือ (Environment & Resilience) ด้านความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดี (Prosperity & Livelihoods) ด้านทักษะองค์ความรู้ (Knowledge & Skills) และด้านการมีส่วนร่วมและการไม่แบ่งแยกกีดกัน (Inclusion & Participation)

เมืองที่ได้รับการยกย่องจะได้รับโล่เชิดชูเกียรติ พร้อมกับประกาศนียบัตรที่ลงนามโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และเงินรางวัลอุดหนุนเพื่อการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรม โดยรางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรมแบบองค์รวม จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 200,000 บาท และที่โดดเด่นในแต่ละมิติ จำนวน 4 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้น 400,000 บาท

ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเปิดประตูสู่เครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ โดยเมืองที่ได้รับการยอมรับจะได้รับการเผยแพร่ในฐานะเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรม พร้อมเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตร ภาคธุรกิจ และองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งกำลังมองหาพื้นที่ต้นแบบสำหรับการสนับสนุนและต่อยอดโครงการในอนาคต อันจะนำไปสู่การได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ความร่วมมือ และการพัฒนาเมืองในระยะยาว

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ สามารถสมัครเข้ารับการประเมินได้ ตั้งแต่วันที่ บัดนี้ – 25 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ https://www.culture4sdgs.com/ ศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสมัครเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ดังกล่าว

เพราะ “วัฒนธรรม” ไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต หากแต่เป็นพลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมือง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้คน และนำพาชุมชนก้าวสู่ความยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ !! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบ ความคาดหวังของพ่อแม่ อาจพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย

ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ !! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบ ความคาดหวังของพ่อแม่ อาจพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย

ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ !! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบ ความคาดหวังของพ่อแม่ อาจพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยภาพความสำเร็จของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียน ความสามารถพิเศษ การแข่งขัน หรือพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าวัย ภาพเหล่านี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานที่พ่อแม่จำนวนมากนำมาเปรียบเทียบกับลูกของตนเองโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ความรัก ความหวังดี และความตั้งใจที่จะผลักดันลูก ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันที่บั่นทอน “ความสุข” และทำให้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของลูกค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นบาดแผลในจิตใจที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต

พญ. ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กจำนวนมากกำลังถูกลดทอนจากการเป็น “มนุษย์” ที่มีความคิด ความรู้สึก และจังหวะการเติบโตเฉพาะตัว ให้กลายเป็น “คอนเทนต์” หรือเครื่องมือสะท้อนความสำเร็จของผู้ใหญ่บนโลกออนไลน์  พ่อแม่จำนวนไม่น้อยกำลังเผลอนำลูกไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ  จนทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ และไม่มีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการยอมรับ ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กทุกคนมีจังหวะการเติบโต มีความสามารถ และมีตัวตนที่แตกต่างกัน

พญ. ปรานี ปวีณชนา

แม้ความคาดหวังของพ่อแม่จะไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างรุนแรงคือวิธีการแสดงออกของความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการบีบบังคับ การตำหนิ การประชดประชัน การตั้งเงื่อนไขในการมอบความรัก หรือการเปรียบเทียบกับผู้อื่น พฤติกรรมเหล่านี้กำลังส่งสารไปยังเด็กว่า “คุณค่าของเขาขึ้นอยู่กับความสำเร็จ” มากกว่าความเป็นตัวตนที่แท้จริง เมื่อเด็กไม่สามารถทำทุกอย่างตามที่พ่อแม่ตั้งมาตรฐานไว้ เขาจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หนูยังดีไม่พอใช่ไหม” และค่อยๆ สูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง หรือ Self-Esteem ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพจิต ส่งผลให้เด็กจำนวนมากป่วยด้วยปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่น่ากังวลในปัจจุบันคือ เด็กจำนวนมากกำลังเติบโตภายใต้แรงกดดันที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะแรงกดดันจากการเปรียบเทียบในโลกออนไลน์ การเร่งพัฒนาการเกินวัย และความคาดหวังจากพ่อแม่ที่สูงเกินกว่าศักยภาพของเด็กจะทำได้ โดยหลายครอบครัวยังคงมีความเชื่อผิด ๆ ว่า “การเปรียบเทียบ” เป็นแรงผลักดันให้ลูกพัฒนาตัวเอง แต่ในความเป็นจริง เด็กที่ถูกเปรียบเทียบจะเกิดความรู้สึกด้อยค่า ขาดความมั่นใจ และไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง

พญ.ปรานี  กล่าวอีกว่า เมื่อเด็กถูกเปรียบเทียบบ่อยๆ จะเกิดความเครียดสะสม ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติ กระทบต่อความจำ สมาธิ การเรียนรู้ และการควบคุมอารมณ์ ในบางรายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของสมองในระยะยาว จนเปรียบได้กับการเกิด “รอยแผลเป็นในสมอง” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในอนาคต บาดแผลทางใจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง เมื่อเด็กต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นเวลานาน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมองและระบบประสาท เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ในอนาคต

โซเชียลมีเดีย ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างค่านิยมผิดๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก เด็กจำนวนมากถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพของ “เด็กที่เก่งและสมบูรณ์แบบ” ที่ปรากฏอยู่บนสื่อออนไลน์ พ่อแม่บางคนเสพสื่อจนเกิดความกดดันและความคาดหวัง อยากให้ลูกสมบูรณ์แบบเหมือนภาพที่ตนเห็นบนสื่อออนไลน์ พยายามเร่งพัฒนาการลูกผ่านการเรียนพิเศษหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จก่อนวัยอันควร จนเด็กไม่มีเวลาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือใช้ชีวิตตามวัยอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ การโพสต์รูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือเรื่องราวของลูกบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ยังอาจสร้างร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ที่ส่งผลต่อเด็กในอนาคต ทั้งในด้านความเป็นส่วนตัว ความภาคภูมิใจในตนเอง และความรู้สึกมีคุณค่า

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า เป้าหมายของการเลี้ยงลูกไม่ใช่การสร้างเด็กที่ประสบความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการสร้างเด็กที่มีความสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง และมีภูมิคุ้มกันทางใจ    ที่แข็งแรง เพราะเด็กที่มี Self-Esteem ที่ดี จะสามารถรับมือกับความผิดหวัง ความล้มเหลว และความท้าทายในชีวิตได้ดีกว่าเด็กที่มีเพียงความสำเร็จ แต่ขาดความสุขในการใช้ชีวิต

สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องยอมรับในตัวตนของลูก ชื่นชมในความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เปิดพื้นที่ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น รับฟังความรู้สึกอย่างจริงใจ และทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหัวใจของลูก เพราะความสุขในวัยเด็ก คือรากฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่แข็งแรงตลอดชีวิต

“ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ ไม่ใช่ถ้วยรางวัล และไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของพ่อแม่ สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดไม่ใช่ยอดไลก์ ไม่ใช่รางวัล หรือการเป็นที่หนึ่ง แต่คือการได้รับความรัก การยอมรับ และความรู้สึกปลอดภัยจากคนในครอบครัว”

สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการคำแนะนำในการดูแลสุขภาพใจของลูก การสื่อสารในครอบครัว หรือการรับมือกับความคาดหวังที่อาจส่งผลต่อเด็ก สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย

ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่างๆ ดังนี้

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที  รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย  โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย, หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง นอกจากนี้ ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST คือ B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy) การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)  การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

การป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด

“โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน” นพ. สิทธิ กล่าวทิ้งท้าย

‘ยศชนัน’ ยกย่อง 12 นักวิจัยผู้สร้างคุณูปการต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่นักวิจัยรุ่นใหม่ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

‘ยศชนัน’ ยกย่อง 12 นักวิจัยผู้สร้างคุณูปการต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย  พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่นักวิจัยรุ่นใหม่ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

‘ยศชนัน’ ยกย่อง 12 นักวิจัยผู้สร้างคุณูปการต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่นักวิจัยรุ่นใหม่ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงานในหัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทย : จากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติ” ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” จัดขึ้นโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมจัดพิธีประกาศยกย่องนักวิจัยผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และสร้างคุณูปการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จำนวน 12 ราย โดยมี ดร.วิภารัตน์
ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้บริหารกระทรวง อว. และ วช. ให้การต้อนรับ ณ ห้องเวิลด์ บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทย กำลังก้าวสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างนักวิจัย สถาบันอุดมศึกษา ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และภาคประชาชน จะช่วยผลักดันองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาการวิจัยทางคลินิก เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคต

ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการยกย่องเชิดชูนักวิจัยผู้มีผลงานโดดเด่น เพื่อเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ โดยนักวิจัยทั้ง 12 ท่าน ที่ได้รับการยกย่องในปีนี้ สะท้อนถึงความเข้มแข็งและความหลากหลายขององค์ความรู้ในหลายสาขา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยของประเทศ การยกย่องในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีพิธีมอบรางวัลยกย่องนักวิจัยอาวุโส ประกอบด้วย นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น
วช. ประจำปี 2569 จำนวน 2 ราย และเมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี 2569 จำนวน 9 ราย รวมทั้งสิ้น 12 ราย มีดังนี้

– นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย ได้แก่ ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอาหาร ซึ่งมีผลงานโดดเด่นด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต

– ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. ประจำปี 2569 2 ราย ได้แก่ ศ. (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.นพ.นิพนธ์ ฉัตรทิพากร ผู้สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการแพทย์ เพื่อป้องกันและรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและสมองเสื่อม และ ศ.ดร.พรชัย ทรัพย์นิธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนำทางด้วยดาวเทียมและสภาพอวกาศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ

– เมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี 2569 จำนวน 9 ราย ประกอบด้วย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ศ.ดร.ปิติ สุคนธสุขกุล รศ.ดร.สุมาลี มหณรงค์ชัย ศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต ศ.ดร.สาโรจน์ รอดคืน ศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส ศ.ดร.วรากร ลิ่มบุตร ศ.ดร.นราธิป วิทยากร และ ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ซึ่งล้วน เป็นนักวิจัยอาวุโสที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาทีมวิจัย และการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

พร้อมด้วยพิธีมอบโล่และใบประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ระดับชาติ หรือ NECAST ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับและสร้างความเชื่อมั่นในการปกป้องสิทธิความปลอดภัยของอาสาสมัครตามมาตรฐานสากลในปีนี้มีหน่วยงานได้รับรางวัล NECAST ระดับ 3 จำนวน 7 หน่วยงาน และรางวัล NECAST ระดับ 2 รวมถึงพิธีมอบเกียรติบัตรคลังข้อมูลสารสนเทศดิจิทัลต้นแบบด้านการจัดการคุณภาพคลังสารสนเทศดิจิทัล ตามมาตรฐาน มตช./ข้อกำหนดเผยแพร่ 2001-2567 ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ วช. จัดมอบรางวัลนี้ให้กับ 7 คลังสารสนเทศต้นแบบของไทย

ทั้งนี้ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” จัดขึ้นเป็นปีที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” โดยรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน จากความร่วมมือของ 231 หน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และเยาวชน ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง อันเป็นการตอกย้ำบทบาทของงานวิจัยไทย ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ