คุณแหน : 7 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • อาทิตย์ ๒๘ มิ.ย. นี้ อย่าลืมไปเลือกผู้ว่ากรุงเทพมหานคร  บ้านที่เราอยู่ทุกวัน ไม่ควรเชื่อจากสื่อหรือผู้รู้ทั้งหลาย ( ที่ไม่เคยทำงาน )   รักใครชอบใครก็ กาคนนั้น  ถ้าท่านอยากได้ผู้ว่าที่จริงใจและแก้ปัญหา โดยเฉพาะคนใช้รถใช้ถนน ที่เห็นแก่ตัว มักง่าย ไม่เคารพกฎหมาย ต้องปรับจริงๆ  ทำได้ไหม?? ……. 
  • กรมสรรพากร แจ้งเก็บภาษีของ นายทักษิณ  ชินวัตร  ถ้าจ่ายไม่ครบ จะฟ้องล้มละลาย  ขอให้เป็นจริง อย่างที่พูดก็แล้วกัน  …….
  • นายกรัฐมนตรี  อนุทิน  ชาญวีรกุล  กล่าว “คิดว่าทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ ไทยช่วยไทยพลัส   ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย เราเน้นช่วยเหลือผลกระทบจากสถาณะการณ์ตะวันออกกลาง  ทั้งค่าน้ำมัน  ค่าไฟ” …. 
  • สีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมต.ต่างประเทศ  กล่าว “ขณะนี้ถือว่าเขาปิดประตูแล้วหลายอย่าง ทั้งสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดน ทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ  ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร  แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ ที่เราประสงค์ให้มีความคืบหน้า  รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขา  เขาต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น”   หวังว่าท่านฑูตไทยประจำฝรั่งเศส นิกรเดช พลางกูร  คงจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด …… 
  • ล้งทุเรียนที่ยะลา  เป็นตัวอย่างพลังของชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจ  ของตนเอง  ด้วยองค์ความรู้ความร่วมมือ  ความเชื่อมั่น ร่วมกันว่า  ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่  ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่ อย่างแท้จริง  ……. 
  • ขออนุญาติ นักกลอนหน้าต่าง นำบางส่วน ชีวิตคือทางลาดที่พาดผ่าน   ความรักหวานมักลวงตาหาทนไม่   มิตรภาพคือไหมทองเรืองยองใย  ตัดอย่างไรไม่สะบั้น  ตลาบวันมรณ์    มิตรภาพแน่นเหนียวเกลียวเส้นสาย  อยู่อย่างคนไร้เพื่อนเหมือนเดียวดาย  วันสุดท้ายตายลำพังสังเวชใจ   ……..


น้องนิ่ง…..นิ่ง……

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ 'Thai Science Camp' ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

6 มิถุนายน 2569 ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยหลังพิธีปิดกิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 ที่จัดร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่จัดระหว่างวันที่ 31 พ.ค.- 4 มิ.ย. รวมระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่ายโดยมีเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วม ว่า ค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 เสร็จสิ้นไปอย่างอย่างประทับใจ โดยมี ศ.ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง ประธานคณะกรรมการโครงการ Thai Science Camp ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิด ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

รอง ผอ.NSM กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่าย เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมออกเดินทางบนเส้นทางแห่งการค้นพบ เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังความคิดและเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเต็มไปด้วยความท้าทาย

“กิจกรรมค่ายในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ต้นแบบ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ตลอดระยะเวลา 4 วัน เราได้เห็นความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเครือข่ายมิตรภาพระหว่างเยาวชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ดร.กรรณิการ์ กล่าวและว่า

สำหรับไฮไลต์สำคัญของค่ายฯ ในครั้งนี้ คือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ มองไกลสู่อนาคต” โดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเส้นทางการทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์ ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เยาวชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คือเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจโลกและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

นอกจากนี้ เยาวชนยังได้ร่วมกิจกรรม “ฉลาดคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนแนวคิด อภิปรายประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และระดมสมองเพื่อพัฒนาโครงงานนวัตกรรม โดยได้รับคำแนะนำและแบ่งปันองค์ความรู้อย่างใกล้ชิดจากนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยรุ่นใหม่ผู้มีผลงานโดดเด่นระดับชาติในหลากหลายสาขา ได้แก่ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ สาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล, ศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์, รศ.ดร.ธีรวัฒน์ ประกอบผล สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์, รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด สาขาฟิสิกส์, รศ.ดร.เทียนทอง ทองพันชั่ง สาขาเคมี, รศ.ดร.ณัฏฐวี เนียมศิริ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ-อาหาร, รศ.ดร.ภูวดล ธนะเกียรติไกร สาขานิติวิทยาศาสตร์, ผศ.ดร.ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ สาขาชีวเคมี และดร.บรรพต ศิริเดชาดิลก สาขาวิศวกรรมชีวภาพ ซึ่งร่วมแบ่งปันทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์การวิจัย และมุมมองต่อบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาสังคมและประเทศ

กิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 จึงไม่ได้เป็นเพียงค่ายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ พร้อมสร้างเครือข่ายมิตรภาพและการเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกันในอนาคต เพื่อก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้นำนวัตกรรมรุ่นใหม่ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

ฮือฮา ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็ก ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ รอบ 5 ปี

ฮือฮา ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็ก ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ รอบ 5 ปี

ฮือฮา ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็ก ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ รอบ 5 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

เสริมทัพกรรมการฉ่ำ “ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ” ต้อนรับ “ใบเตย อาร์สยาม” หวนนั่งเก้าอี้กรรมการในรอบ 5 ปีเพลง “ใจนางเหมือนทางรถ” ขณะที่ “ดวลเพลงดัง พลังมัธยม” พุธนี้ “ฮาย-ตุ๊กกี้-ปอ” ชวนลุ้นแชมป์เพลง “ต้องมีสักวัน”

ช่อง 7HD เสิร์ฟเซอร์ไพรส์ต่อเนื่อง เมื่อรายการ ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 13.10 น. ประกาศรายชื่อกรรมการคนล่าสุด ใบเตย-สุธีวัน  หรือ ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็กเก้าอี้กรรมการในรอบ 5 ปี ประเดิม วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนนี้ ด้วยเพลง ใจนางเหมือนทางรถ ของศิลปินต้นฉบับ ชัยชนะ บุญนะโชติ งานนี้พิธีกรมากความารถ แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ แท็กทีม 2 กรรมการ ยิ่งยง ยอดบัวงาม และ เปาวลี พรพิมล รับน้องด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

กรรมการสุดแซ่บ ใบเตย-สุธีวัน เผยด้วยความดีใจถึงการกลับมาร่วมงานว่า “ก่อนอื่นต้องบอกว่าดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมาทำหน้าที่กรรมการรายการ “ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ” อีกครั้งในรอบ 5-6 ปี บรรยากาศในการทำงานและทีมงานยังน่ารักเหมือนเดิม ส่วนผู้เข้าแข่งขันเสียงดีมากความสามารถเยอะมาก ตัดสินยากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ทุกคนรักในเสียงเพลง เป็นคนลูกทุ่งเสียงดี 100 % เพศ อายุ ไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการร้องเพลง รายการเปิดโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมทุกอาชีพ เปิดเวทีให้ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ทำให้เพลงลุกทุ่งยังคงอยู่กับคนไทย

ส่วนการร่วมงานกับ “พี่ยิ่งยง” และ “เปาวลี” สนุกเป็นกันเองสุด ๆ มีคลังข้อมูลเพลงแน่น ๆ เป็นกรรมการที่คอมเมนต์เข้มข้น ให้คำแนะนำตรงประเด็น และใจดีมาก ๆ ขณะที่เราแอบโหด จริงจังและเข้มงวดพอสมควร ฝากแฟนรายการติดตามบทบาทการเป็นกรรมการของใบเตยด้วยนะคะ”

ส่วนแฟน ๆ รายการ ดวลเพลงดัง พลังมัธยม ห้ามพลาด เตรียมส่งเพลงฮิต ต้องมีสักวัน ของเจ้าชายลูกทุ่งก๊อท-จักรพันธ์ เป็นโจทย์เพลงเฟ้นหาแชมป์เสียงดี เปิดเวทีด้วย 2 พิธีกรคู่หู โหน-ธนากร ศรีบรรจง และอ้น-อัครวัฒน์ จุมพลวิวัฒน์ พร้อมชวนกรรมการอารมณ์ดี ฮาย-อาภาพร, ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ และปอ-อรรณพ มาร่วมตามหาแชมป์ประจำสัปดาห์ พร้อมชมการแสดงชุด ระบำกะลา จากน้อง ๆ รร.วัดพุทธบูชาจากนั้นฟังเพลงเพราะ ๆ ของ 3 หนุ่มน้อยวัยใส น้องไดมอนด์, น้องมีน และน้องตูมตาม ที่เตรียมมาตกหัวใจพ่อยกและแม่ยก ว่าแต่ใครจะทำผลงานได้โดนใจกรรมการ อินเนอร์จัดเต็ม โปรยเสน่ห์ด้วยลูกคอและลูกเอื้อนได้ดีที่สุด จนคว้าแชมป์และถ้วยรางวัลไปครอง ลุ้นไปพร้อมกันวันพุธนี้ร่วมส่งกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันและกรรมการได้ในรายการ ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 13.10 น.และ วันพุธ เวลาเดียวกันนี้กับรายการ ดวลเพลงดัง พลังมัธยม ทาง ช่อง 7HD กด 35 Facebook : Ch7HD และ Ch7HD Entertainment  และชมย้อนหลังทุกตอนได้ทาง https://www.bugaboo.tv/th/variety/duanplengdang/และสามารถชมความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD เว็บไซต์ :  www.ch7.com

เปิดใจครั้งแรก นุ่น ดำดง ควงสามี พระเอกลิเกสุดหล่อ เคลียร์ดราม่า แต่งงานเพราะท้อง?

เปิดใจครั้งแรก นุ่น ดำดง ควงสามี พระเอกลิเกสุดหล่อ เคลียร์ดราม่า แต่งงานเพราะท้อง?

เปิดใจครั้งแรก นุ่น ดำดง ควงสามี พระเอกลิเกสุดหล่อ เคลียร์ดราม่า แต่งงานเพราะท้อง?

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

“นุ่น เนตรชนก” ควงสามีพระเอกลิเกเคลียร์ครหา แต่งงานเพราะท้อง? พร้อมเผยเส้นทางรักจากไม่ชอบหน้าสู่คู่ชีวิต 

เปิดใจครั้งแรก “นุ่น เนตรชนก” หรือ “นุ่น ดำดง” นางเอกลิเกชื่อดัง เจ้าสาวป้ายแดง ที่วันนี้ขอควงสามีพระเอกลิเกสุดหล่อ  “นุ กฤษฎา” เปิดใจครั้งแรกหลังงานวิวาห์สุดอลังการแสนจะอบอุ่น  สินสอด 10 ล้าน ทองคำ 30 บาท พร้อมเล่าเส้นทางรักจากคนไม่ชอบหน้าสู่คู่ชีวิต ขอเคลียร์ดราม่า จัดงานแต่งงานเพราะว่าท้อง ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ดีเจพุฒ พุฒิชัย” และ “เป็กกี้ ศรีธัญญา” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เพิ่งแต่งงานไปสดๆ ร้อนๆ วันที่ 4 มิ.ย. เป็นยังไงกันบ้าง สถานะเปลี่ยนเป็นสามีภรรยา?

นุ : เราสองคนอาจรู้สึกยังไม่ชิน เราต้องปรับตัว เพราะเราเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว เราเหมือนเพิ่งโตขึ้นมา ก็ต้องปรับตัวให้ทัน แต่รู้สึกตื่นเต้นอยู่เลยครับ

 คนมางานแต่ง 700 คน?

นุ่น : เกินกว่านั้นค่ะ ด้วยจริงๆ เราจำกัดคนไว้ แต่ทีนี้ก็มีเกินกว่านั้น เราก็จำกัดไม่ได้ คร่าวๆ ก็ประมาณเกิน 700 กว่า

 เดิมทีร้องเพลงเกี้ยวกันบนเวที สินสอด 10 ล้าน เจ้าสาวพูดเล่นๆ สุดท้ายเป็นไง?

นุ่น : เขาทำได้จริงค่ะ ก็โอเค พูดกึ่งเล่นกึ่งจริงมาอยู่แล้ว ร้องเพลงเกี้ยวกันมาอยู่แล้ว ใครจะไปรู้ เพลงนี้จริงๆ ร้องธ.ค.ปีที่แล้วค่ะ

 นุ : ชื่อเพลงแต่งแน่ปีหน้า ผมร้องวันที่ 25 ธ.ค. เหลืออีก 5 วันก็แต่งแน่ ปีนี้ เร็วมากครับ 

ที่กองบนโต๊ะคือเงินสดๆ 10 ล้านความรู้สึกเป็นยังไง?

นุ่น : มันก็เกินเราไปมาก เรามองว่าความรักของเราก็ความรักวัยรุ่นธรรมดา ที่มีความรักเฉยๆ แต่ตรงนี้เรามองว่ามันมีค่า เราเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา มีค่าในสิ่งที่คนมาหาเรา เราจับต้องได้ทุกอย่างในสิ่งที่เราเห็น 

ทองอีก 30 บาท สิ้นปีจะไปบาทละแสนนะ ตอนนี้เก็บอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนดูแล?

นุ่น : คุณแม่ค่ะ

นุ : มันเป็นที่ครอบครัวเราสองครอบครัวเรื่องสินสอด ถ้ารู้จักนุและนุ่น จะรู้สตอรี่ของเรา เราไม่ใช่คนที่โด่งดังมาเลย ชีวิตครอบครัวผมสั้นๆ คือดีได้เพราะผู้หญิงคนนี้ พ่อแม่หรือพี่ชายสบายได้เพราะผู้หญิงคนนี้ มันก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่เขาอยากมีส่วนร่วมในการสู่ขอผู้หญิงคนนี้ ครอบครัวก็ได้ช่วยกัน

ดีได้เพราะผู้หญิงคนนี้ เขาทำให้เราดีขึ้นยังไง คนในครอบครัวดีขึ้นยังไง?

นุ : ต้องพูดจากความจริง ผมไม่ใช่คนมีชื่อเสียงอะไรเลย หากินไปเรื่อยๆ ตามสไตล์ของเรา ไม่มีคนรู้จักมากเท่าไหร่ แต่ผู้หญิงคนนี้ส่องแสงมาให้ผม จากวันที่เขามีกระแสฟีเวอร์ดำดง วันนั้นก็ทำให้เราได้ร่วมงานกัน และทำให้คนมากมายเลยได้รู้จักนุ กฤษฎา หรือบ้านบารมีของเรา ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนี้ เราก็ยังคงเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักเหมือนเดิม

วันนั้นนุ่นดังกว่านุ?

นุ : ใช่ครับ มากๆ เลยครับ 

ย้อนไปหน่อย ทั้งคู่รู้จักกันได้ยังไง?

นุ : เจอกันครั้งแรกที่งานรับเชิญลิเกทั่วๆ ไปครับ เจอกันแต่ให้เธอพูดแล้วกันว่าเราเป็นยังไงกัน

นุ่นไม่ชอบ?

นุ่น : ไม่ชอบเลยค่ะ ไม่ถูกจริตเลย 

นุ : วันนั้นเราอยู่กันคนละคณะ แล้วเป็นงานที่ทุกคนต้องไปรวมกัน 

นุ่น : เป็นงานพิเศษของคณะนึง แล้วเขามาจากอีกคณะนึง หนูก็ไปจากอีกคณะนึง รวมหลายๆ คณะค่ะ หนูก็เจอเขาที่นั่น หนูไม่ได้สังเกตอะไรเขาเลย เรากวาดตาไปเรื่อยๆ คนไหนเราไหว้ได้โตกว่า เราก็มองไปเรื่อยๆ แล้วสะดุดเขานั่งอยู่บนกล่อง มองหนูแบบไม่เต็มตา 

นุ : ตาเล็กครับ (หัวเราะ)

นุ่น : หนูรู้สึกว่าเขามองเราไม่เต็มตา ทั้งที่เราไม่รู้จักกัน 

รู้ตัวมั้ยมองยังไง?

นุ : รู้ตัวครับ ถ้าพูดภาษาผู้ชายคือวางกับดักเอาไว้ (หัวเราะ) คือเขาดังไง แต่เราไม่ดัง เราไม่ได้อะไรขนาดนั้น แค่มองนิ่งๆ ไม่ได้ยิ้มอะไรมากมาย มองแล้วเฉยๆ ใจจริงเราอยากมองคนมีชื่อเสียงว่าเขาวางตัวกันแบบไหน เราแค่มองเฉยๆ ครับ

นุ่น :   เขาไปกับพี่ชายเขา แต่พี่ชายเขามองไปตรงไหน มองไปหาใครเขาก็จะยิ้ม แตกต่างจากเขา เขามองใครก็ไม่ยิ้ม หนูเลยคิดว่าเป็นอะไรเนี่ย นั่งมึนตึงทำไม ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมามั้ยตึงๆ ทำไม 

เจอครั้งแรกไม่ชอบ?

นุ่น : ไม่โอเคค่ะ

นุ : แล้วใจผมที่มองไม่ใช่ว่าตกหลุมรักเขาหรืออะไร ในใจแค่สวย น่ารักดี เก่งดี แต่เราไม่รู้จะไปชื่นชมเขายังไง ไปบอกยังไงให้ได้รู้ ก็เลยเฉยๆ ไว้ก่อน 

หลังจากวันที่เจอกัน มันโคจรมาเจอกันอีกได้ยังไง?

นุ่น : หลังจากนั้น 2-3 ปีได้ค่ะ มันเป็นช่วงที่เข้าโควิด แรกๆ โควิดเลยค่ะ หนูก็ตามประสาหนู ไลฟ์สดอยู่บ้าน 

นุ : เขาไลฟ์สดขายของทั่วไป ทำธุรกิจออนไลน์ ออกจากบ้านไม่ได้ เราก็ผ่านไปเห็น เริ่มแผนการแล้ว เราว่างไง ก็เข้าไปแซวๆ ดู ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 22-23 ปี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมก็กำลังวัยรุ่นเลย เข้าไปแอ๊วหน่อย แต่เราแอ๊วแล้ว มีอาการออก 

นุ่น : หนูเขินค่ะ

นุ : เราเมนต์ชมปกติ ขายเท่าไหร่ 

นุ่น : เรื่องของเรื่อง หนูเสียอาการ ตรงที่เขาพิมพ์ๆ หยุดๆ หนูขายแหนม ก๋วยจั๊บญวน ขายตามประสาหนู เขาบอกว่างั้นรับอันนี้ 3 สักพักหายไปกลับมาพิมพ์ใหม่ว่าผมกินไม่ได้ครับ ผมแพ้

นุ : ผมแพ้ก๋วยจั๊บญวนครับ แกล้งเขาครับ

นุ่น : หนูก็เอายังไงกันแน่ ก็เริ่มสะดุดแล้ว 

นุ : เขามีอาการโอ้ยเธอ  

ตอนนั้นจำเขาได้มั้ยว่าเป็นคนเดียวกัน?

นุ่น : จำได้ค่ะ หลังจากนั้นหนูได้ข่าวไม่ดีเท่าไหร่ของผู้ชายคนนี้มาตลอด เขาเจ้าชู้ เขาไม่ได้มีหลายคน แค่เรารู้ว่าตอนนี้น้องชายคนนี้ เขาไปคบกับคนนี้อยู่นะ มีข่าวกับคนนี้อยู่นะ 

นุ : ตอนนั้นเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเราตั้งใจใช้ชีวิตแบบนั้น แต่พอเราได้ทำความรู้จักเขาแล้ว เราได้รับรู้ว่าสิ่งที่เขาเจอมาหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาใช้ชีวิตมา มันหนักหนามาก เราพูดกับตัวเองว่าไม่ได้นะ เราทำเขาไม่ได้แล้ว เราก็เลยตั้งใจที่จะรักผู้หญิงคนนี้ 

ทำไงได้คุยกันต่อหลังพิมพ์ในไลฟ์สด?

นุ่น : หนูลงไลฟ์ค่ะ เขาก็ทักมาเลย ทางเฟซบุ๊กค่ะ ก่อนหนูลงไลฟ์มีคนทักหนูว่าหนูอ้วนขึ้นมั้ย หนูมีแก้ม มีหน้าออก พอหนูลงปุ๊บ เขาก็ทักเข้ามาว่าไม่ต้องผอมไปกว่านี้แล้ว เท่านี้กำลังน่ารัก (หัวเราะ) หนูก็รีบเข้าไปตอบเขาเลยค่ะ ไม่รอค่ะ เวลาเพื่อนทักมา หนูจะดองไว้ ตอนลงไลฟ์มีเพื่อนทักมาอีก แต่ไม่ตอบเพื่อนค่ะ หนูเลื่อนไปตอบเขาก่อน (หัวเราะ) 

ชอบเขาแล้ว?

นุ่น : ไม่รู้ค่ะ แต่ตอนนั้นใจมันสั่งมา (หัวเราะ)

นุ : จากนั้นก็คุยกันยาวเลยครับ เพราะโควิดไม่มีงาน ไม่มีไรทำทั้งสิ้น คุยกับผู้หญิงอย่างเดียวเลย เราก็วิดีโอคอลคุยกัน

นุ่น : เขาขอไลน์หนู หนูยังไม่ให้ หนูบอกเดี๋ยวก่อน ใจร้อนเกิ๊นคุณพ่อ เขาก็โทรมาเลยค่ะ แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงล็อกดาวน์ หนูไปนั่งเล่นบ้านเพื่อน เช้าค่อยกลับ เพราะสี่ทุ่มกลับไม่ได้ หนูก็เลยโอเค โทรก็โทร เขาบอกไม่ต้องวางนะ ออกไปไหนก็ถือไว้แบบนี้

นุ : เป็นผู้ชายขี้เหงาครับ 

นุ่น : (หัวเราะ) หนูก็ไม่รู้ทำไม หนูก็ยอม หนูก็ตั้งไว้แบบนั้นแล้วหนูก็ขับรถไปบ้านเพื่อนค่ะ เห็นหน้าเลยค่ะ 

ขอไลน์ไม่ให้ แต่ขอวิดีโอคอลให้?

นุ่น : (หัวเราะ) หนูก็หงายไว้ แล้วก็ขับรถไป หนูไปนั่งเล่นกับเพื่อน เราไม่เคยนั่งจับโทรศัพท์เล่นระหว่างนั่งเล่นกับเพื่อน หนูก็วางไว้ที่เดียว ตรงซิงค์ล้างจานบ้านเพื่อน (หัวเราะ) ตอนนั้นไม่อยากบอกเพื่อนว่ามีคนมาคุยกับเรานะ เดี๋ยวเพื่อนแซว เราก็เอาวางไว้ก่อน เขาก็อยู่เงียบๆ ของเขาไป

นุ : เราใช้ชีวิตของเราไป เราอยู่บ้านคนเดียว แม่อยู่บ้านตรงข้าม พี่ชายอยู่อีกหลังนึงในซอย เราก็เหงาหน่อย เราก็หาเพื่อนให้มันได้ยินเสียง แต่เราทำไรของเราก็ทำ เปิดไว้เป็นเพื่อนกัน 

นุ่น : เวลาผ่านไป แบตหมด หนูก็ไม่รู้ เพราะลืมไปเลย ตอนเช้าจะกลับบ้าน ก็เริ่มหาโทรศัพท์ อ้าว แบตหมด ขอเพื่อนชาร์จแบตแป๊บนึง พอเปิดมาข้อความยาวเป็นแชตค่ะ ตึ้งๆๆ สายไม่ได้รับ แล้วทักมาอีกยาวหนักขวามากค่ะ 

พิมพ์ว่าอะไร?

นุ : ต่อว่าเลยครับ ประมาณว่าถ้าไม่อยากคุยกันจริงๆ อย่าทำกันแบบนี้ และจบกันตั้งแต่วันนี้เลย  เขาหายไป เราด้วยความเป็นห่วง ไม่ได้คิดว่าแบตหมด อยู่ๆ ปิดเครื่องไปเลย หายไปทั้งคืนเลย 

นุ่น : เขาเสียเหลี่ยม 

ถูกทอดทิ้งไว้ที่ซิงค์ล้างจานแล้วยังจะหายอีก?

นุ : ตื่นเช้ามาเราก็ใส่เลยครับ พอเลย จบกันเลยวันนี้จะได้ไม่ต้องเสียใจไปมากกว่านี้ แต่เขาให้เหตุผลว่าแบตหมด ก็ขอโทษ แล้วก็เหมือนเดิม

นุ่น : (หัวเราะ) หนูก็มีชั้นเชิงของหนูเหมือนกัน หนูบอกว่าขอโทษ แบตหมด 

นุ : แล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม เขาเล่าให้ฟังแบบนี้ เราก็อ๋อ ตอนนั้นเราอยู่คนเดียว เราก็คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันยังไงแน่ แต่ก็จบด้วยดี ขอโทษกันแล้วจบ 

ไม่กลัวเขาพิมพ์ว่าได้เลย จบก็จบ?

นุ : ถ้าพูดแบบไม่เฟกเลยนะครับ ตอนนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะเราเพิ่งคุยกัน ยังพอเอาตัวเองกลับมาได้ง่ายอยู่ เพิ่งวันสองวันเอง เราแค่ไม่ชอบให้ใครทำกับเราแบบนี้เท่านั้นเองครับ

เจอครั้งแรก เห็นว่าพาไปเจอพ่อแม่เลย?

นุ : เราสองคนเหมือนกันตรงที่ว่าเราไปไหนเราพาพ่อแม่ไปด้วย อย่างเขาตอนเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เขาจะพาแม่ไปด้วยทุกครั้ง เช่นกัน มาหาเราครั้งแรก เขาพาแม่มาเป็นเพื่อน เราก็พาครอบครัวไปเที่ยวอยู่แล้ว เลยได้เจอกันครั้งแรกเลย 

เจอกันครั้งแรกที่ไหน?

นุ่น : หัวหิน

นุพาพ่อแม่ไปเที่ยวอยู่แล้ว นุ่นนัดกันไปเจอ?

นุ : เราชวนเขาไปเจอกันที่โน่น แล้วก็เจอคุณพ่อคุณแม่เลย 

เจอพ่อแม่แต่ละฝ่ายเป็นยังไงบ้าง?

นุ่น : เขาไม่เกร็งเลยค่ะ สิ่งที่เรามอง ตอนแรกเราเห็นเขาครั้งแรก หนูคิดว่าเขาเด็ก หนูกลัวเขาจะรู้สึกเก้ๆ กังๆ เวลาไปเจอผู้ใหญ่ หนูก็ทำใจไว้แล้วว่าไม่เป็นไร แต่ด้วยตัวเขา เขาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก เขาชน เขากล้าไปนั่งคุย หนูก็นั่งมองว่าอ้าว ทำไมกล้า ทั้งที่แม่หนูถ้าเขาเจอใครครั้งแรกเขาจะไม่ยิ้มเลย เขาไม่ได้เป็นอะไรนะ แต่แม่หนูจะเป็นแบบนี้ เขามีกำแพงของเขา 

นุ : เขาคนเสมอก่อน 

นุคุยอะไรกับแม่?

นุ : จำไม่ได้แล้วครับ แต่แม่ยิ้มคุยด้วยปกติเลย 

คบนาน 5 ปี ล่าสุดท้อง จนคนคิดว่าแต่งงานเพราะท้องก่อนแต่งหรือเปล่า?

นุ : ต้องไล่เป็นไทม์ไลน์ เราได้มีการตกลงระหว่างพ่อและแม่ในครอบครัวอยู่แล้วว่าเราจะแต่งงานกันตอนไหน ซึ่งเรามีแพลนกันมานานแล้ว ซึ่งมีแพลนคือช่วงมิ.ย. นี้ครับ เพราะลิเกมีเวลาในการทำงาน ตั้งแต่ต.ค. – พ.ค. จัดเต็มเดือนเลย ซึ่งเราไม่มีเวลาแต่ง นั่นหมายความว่าเราตกลงแล้วว่าช่วงนี้ว่างบ้าง เราจะจัดงานแต่งแล้ว ทีนี้เกิดเหตุการณ์ว่าเราตกลงกันเรียบร้อย ระหว่างเรารอเดือนมิ.ย. น้องมาพอดี นุ่นบอกว่าสงสัยน้องอยากมางานแต่งด้วยครับ 

นุ่น : เราปลูกบ้านด้วยแหละ เราใช้เวลาระหว่างรอปลูกบ้าน คุยกันก่อนปลูกบ้านด้วยซ้ำ คุยตกลงที่จะแต่งงาน เขาคุยก่อนว่ามีแพลนนี้ๆ พอตกลงแล้วว่าจะแต่งประมาณไหน ก็ปลูกบ้านต่อ ระหว่างรอบ้าน รอฤกษ์แต่ง ฤกษ์งามยามดี ฤกษ์สะดวกเราด้วย น้องก็มาด้วย  น้องคงคิดแหละคงอยากมางานแต่งด้วย และคงอยากมาอยู่บ้านเลย (หัวเราะ) 

เจอคนคอมเมนต์แล้วอยากบอกอะไร?

นุ่น : จริงๆ เราเตรียมรับมือไว้อยู่แล้วค่ะ ณ วันที่เราตั้งใจที่จะบอก เราคิดว่าเขาคงไม่ได้รู้จริงๆ ว่าเหตุผลอะไร  1 2 3 เรามีการเตรียมไว้มั้ยหรืออะไร เขาคงไม่รู้จริงๆ ก็คงต้องปล่อยค่ะ 

นุ : ทุกอย่างเกิดจากการที่เราตั้งใจ วางแพลนอยู่แล้วครับ 

รู้เพศหรือยัง?

นุ่น : ยังค่ะ เดือนนี้ก็จะทราบแล้ว จริงๆ ก็อยากเซอร์ไพรส์แฟนคลับด้วย 

นุ่นอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว?

นุ่น : จริงๆ อยากได้ผู้หญิง 

นุ : เราเป็นผู้ชายก็อยากได้ผู้ชาย อยากให้เป็นเพื่อนเรา 

ตั้งชื่อว่าอะไร?

นุ : ตอนแรกเราตั้งว่าน้องน้ำเหนือ แต่เหนือเนตรที่แฟนคลับเรียกกัน คือชื่อบริษัทของเรา เอาชื่อลูกกับนุ่น เนตรชนกมารวมกัน เลยเป็นเหนือเนตร แฟนคลับก็เลยคิดว่าชื่อน้องเหนือเนตรไปเลย แต่จริงๆ ชื่อที่เราตั้งตั้งแต่แรกคือน้องน้ำเหนือครับ

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น.  ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama 

คอมเมนต์สนั่น ต่าย อรทัย อวดภาพสวนทุเรียนที่บ้านจ.อุบล ออกลูกดกเต็มต้นจนตะลึง

คอมเมนต์สนั่น ต่าย อรทัย อวดภาพสวนทุเรียนที่บ้านจ.อุบล ออกลูกดกเต็มต้นจนตะลึง

คอมเมนต์สนั่น ต่าย อรทัย อวดภาพสวนทุเรียนที่บ้านจ.อุบล ออกลูกดกเต็มต้นจนตะลึง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.25 น.

6 มิถุนายน 2569 ทำเอาแฟนๆ คอมเมนต์กันสนั่นเมื่อนักร้องลูกทุ่งสาว ต่าย อรทัย เปิดคลิปอวดภาพสวนทุเรียน ของครอบครัวซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านคุ้มแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าได้ขายเป็นปีแรก

โดยเฟซบุ๊กเพจ Tai Orathai ได้ออกมาโพสต์คลิปพร้อมข้อความว่า มาป้ายยาทุเรียนจากสวนบ้านแม่ ..สวนยายนิด.. ที่บ้านคุ้มแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ได้ขายปีแรก ลูกสาวตื่นเต้นมาก ดีใจกับแม่มากๆๆๆ ค่ะ แม่ประคบประหงมมาหลายปี รสชาติอร่อย หวานมัน ใครสนใจ @baantaistudio อยู่ไกลๆ พร้อมส่งให้เลย อยู่ใกล้มารับเองที่บ้านพร้อมถ่ายรูปกับต่าย (มีมาก, มีน้อย ขายตามจำนวนที่ตัดแต่ละรอบ เด้อจ้าาา) #ทุเรียนสวนยายนิด #ทุเรียน #หมอนทอง #ต่ายอรทัย #taiorathai

ซึ่งเมื่อ ต่าย อรทัย ได้ออกมาโพสต์คลิปนี้ออกไปนั้นเรียกได้ว่าคอมเมนต์สนั่นเลยทีเดียว แฟนๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้นทุเรียนออกลูกดกมากๆ 

3 กระทรวงพลิกโฉม ‘โคราชโมเดล’ ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

3 กระทรวงพลิกโฉม 'โคราชโมเดล' ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

3 กระทรวงพลิกโฉม ‘โคราชโมเดล’ ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

6 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมกิจกรรมบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย  ณ ห้องประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ. นครราชสีมา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวนำเสนอปัญหาและข้อเสนอการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา และมีผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 3 กระทรวง เข้าร่วมประชุม

โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ทั้ง 3 กระทรวงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของจังหวัดนครราชสีมา และเป็นรัฐมนตรีของพรรคไทย ได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย โดยกำหนดให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นพื้นที่นำร่อง ภายใต้ “โคราชโมเดล” เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากต่างคนต่างทำ (Silos) สู่การทำงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน โดยจับมือในการขับเคลื่อนงานในทุกมิติ อย่างโครงการ Thailand Zero Dropout หรือ “เด็กทุกคนต้องได้เรียน” บูรณาการฐานข้อมูลและกลไกในระดับพื้นที่ เพื่อติดตาม ค้นหา และนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่การเรียนรู้ ผ่านรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น พร้อมเชื่อมโยงสวัสดิการสังคมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน จะผลักดัน ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และแรงงาน สามารถสะสมผลการเรียนรู้และประสบการณ์ทำงานไว้ในระบบ เพื่อนำไปเทียบโอนและศึกษาต่อได้ตลอดชีวิต โดยไม่จำกัดอายุหรือช่วงเวลาเรียน 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ในชุมชน โดยใช้สถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะเป็นแหล่งเรียนรู้ เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพื้นที่แสดงผลงานของนักเรียน รวมถึงสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และอำเภอทุกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา จัดตั้ง “สภาเด็กและเยาวชน” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการพัฒนาท้องถิ่น

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ด้านการคุ้มครองและสวัสดิการสังคม ทั้ง 3 กระทรวงจะร่วมกันยกระดับการดูแลคนพิการ โดยกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบค้นหาและสำรวจข้อมูลผู้พิการที่ตกหล่นจากระบบ ขณะที่ กระทรวง พม. จะดำเนินการลงทะเบียนและจัดสวัสดิการ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ จะจัดการศึกษาให้เด็กพิการทุกคน พร้อมสนับสนุนให้สถานศึกษาปรับปรุงสภาพแวดล้อมและหลักสูตรรองรับการเรียนร่วมมากขึ้น และจะเดินหน้า บริการบัตรคนพิการเชิงรุก โดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลทุกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา เป็นจุดรับคำขอทำบัตรคนพิการ ก่อนส่งต่อให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดดำเนินการออกบัตร เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนเปราะบาง จะมีการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่กับการวางแผนพัฒนา “ซีเนียร์คอมเพล็กซ์” และการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ส่วนด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต กระทรวงมหาดไทย จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินโครงการ Cloud Kitchen หรือระบบครัวกลาง สำหรับโรงเรียน โดยรับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างและกระจายอาหาร ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ จะกำหนดมาตรฐานโภชนาการและติดตามผลด้านสุขภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พร้อมเริ่มนำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในจังหวัดนครราชสีมา 

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในและรอบสถานศึกษา ป้องกันยาเสพติด ความรุนแรง และปัญหาสังคม โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวง พม. จะร่วมกันดูแล คุ้มครอง เยียวยา และฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ และขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง สนับสนุนการดำเนินงาน “ศูนย์สร้างสุข” เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาความรุนแรงในสังคม 

ทั้งนี้ ทั้ง 3 กระทรวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา จะร่วมกันจัดทำแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกัน และพร้อม ขับเคลื่อนให้เห็นผลชัดเจนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และคุ้มครองสิทธิสวัสดิการของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน 

“การดำเนินงาน “ โคราช โมเดล” มุ่งบูรณาการขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านการคุ้มครอง จัดสวัสดิการและเสริมพลังคนพิการและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างความปลอดภัย โภชนาการ และการป้องกันความรุนแรงในสังคม โดย มีเจตนารมย์ที่จะให้เห็นผลโดยเร็ว นายประเสริฐ กล่าว
 

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.52 น.

“ทีมมหาดไทย” เดินหน้านโยบายเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เน้นย้ำทุกหน่วยเร่งขับเคลื่อนแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนทุกมิติ

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เห็นชอบและสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เพื่อยกระดับการทำงานและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกันของทุกกรม รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเดินหน้ามาตรการเร่งด่วน 5 ด้านหลัก ที่ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความมั่นคง คุณภาพชีวิต การจัดการภัยพิบัติ และการปฏิรูประบบราชการ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วที่สุด จึงได้สั่งการทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เดินหน้าขับนโยบายดังกล่าว 5 ด้าน ได้แก่ 1. ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ “สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชน” (Action to Lower Living Costs and Increase Income) สนับสนุนสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมออกมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า และเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินเพื่อความมั่นคงในการทำกิน 2. แก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติดและชายแดน “สร้างความปลอดภัยและความร่วมมือระดับพื้นที่” (Action to Address Public Safety and Security, Narcotics Suppression and Control, and Border Issues) มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเน้นย้ำการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังภายใต้แนวคิด “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลและการพนันผิดกฎหมาย ตลอดจนการเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและพื้นที่ภาคใต้

“3. ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน “สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” (Action for Improving People’s Quality of Life) โดยให้ความสำคัญกับการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง 4. ป้องกันและจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน “พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล” (Action for Disaster Prevention, Mitigation, and Sustainable Urban Development) เร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Cell Broadcast) เพื่อลดความสูญเสีย พร้อมทั้งขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาด และตั้งเป้าหมายนำประเทศไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และ 5. ราชการทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเปลี่ยนผ่านภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล” (Action for Digital, Transparent, and Fair Governance) โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทันสมัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยกระดับ “ศูนย์ดำรงธรรม” ให้เป็นกลไกหลักที่มีประสิทธิภาพในการรับเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังตามแนวทาง “มหาดไทยใสสะอาด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบาย “Action 5 PLUS” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงมหาดไทยยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในแบบเดิม แต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและปลอดภัยให้กับประเทศชาติ โดยขอเน้นย้ำและสั่งการให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จังหวัด เร่งรัดแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและรวดเร็วที่สุด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมขับเคลื่อนดำเนินการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติต่อไป
 

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สุรเดช” ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ ให้เป็นหน้าที่ตุลาการเลือกแทน แต่ยังคงถอดถอนได้ แนะ เลิก สส.เขต ให้มีแต่ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อลดอิทธิพลบ้านใหญ่-นายทุน แก้คอร์รัปชันได้ ชงสูตร ครม. มีนายกฯ คนเดียวที่เป็นผู้แทน ที่เหลือตั้งคนนอก ใช้คนเก่งทำงาน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากยังมีจุดอ่อนอยู่หลายจุดที่ต้องแก้ไขให้เป็นจุดแข็งเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศ และสามารถปราบคอร์รัปชันได้เป็นรูปธรรม ซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยเป็นการคอร์รัปชันแบบกระจายไปทั่วประเทศ ในทุกระดับชั้น ถ้าปราบไม่ได้ประเทศจะไม่ก้าวหน้า ผลประโยชน์จะตกไปที่กลุ่มคนแต่ละพื้นที่ ทั้งเรื่องการฮั้วประมูล เงินทอน จะต้องเริ่มต้นจากการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ควรมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ส.ร.ของเขา มาจากในทุกพื้นที่ และให้ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงประชาชนและปราบคอร์รัปชันได้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า ต้องแก้ไของค์กรในระบบนิติบัญญัติคือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ในส่วน สว.ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนโดยตรง ปัจจุบัน สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ ตนไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะกลุ่มวิชาชีพจะได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น และวุฒิการศึกษาของ สว.ชุดใหม่มันไม่มีกำหนดเลยว่า จะต้องจบการศึกษาระดับใด ทำให้ใครก็เป็น สว.ได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดไว้ว่า ต้องสำเร็จการศึกษาอย่างต่ำคือปริญญาตรี และเป็น สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละคนเข้ามาไม่รู้จักกัน ต่างฝ่ายต่างใช้ความรู้ของตัวเองทำงานเพื่อประชาชน เวลาพิจารณากฎหมายแต่ละมาตราจะใช้เวลานานมาก แต่จะได้กฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชน แต่หาก สว.ที่เป็นกลุ่มเดียวกัน พรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง สามารถที่จะฮั้วกันได้ จะเขียนกฎหมายหรือกลั่นกรองไปในทางผลประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคล ไม่ใช่ประชาชน ดังนั้น สว.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยกเลิกกลุ่มวิชาชีพ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในการตั้งองค์กรอิสระ ถ้า สว.มีกลุ่ม มีบางพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็จะเลือกคนของเขา แม้หน่วยงานไหนจะส่งชื่อมาเขาก็ไม่เลือกทั้งที่บุคคลดังกล่าวอาจจะมีคุณสมบัติครบถ้วนก็ได้ ตนอยากให้องค์กรอิสระมีความเป็นอิสระจริงๆ อยากเสนอให้สถาบันตุลาการ ให้ศาลทำหน้าที่เลือกบุคคลในองค์กรอิสระ เป็นกระบวนการยุติธรรมสูงสุด ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ รู้กฎหมายจริง มีความเป็นกลางสูง และไว้วางใจได้มากที่สุด ส่วนกลไกลวุฒิสภาให้ทำหน้าที่ถ่วงดุล มีอำนาจถอดถอนได้ 

นายสุรเดช ระบุว่า ขณะที่ สส. มีหลายประเทศที่ สส.มาจากระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด สาเหตุที่ประเทศไทยแก้ไม่ได้ เพราะมีระบบบ้านใหญ่ ต้องการที่ยึดอำนาจในพื้นที่เอาไว้ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วย ระบบบ้านใหญ่คือ ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีบารมี ในการครอบงำประชาชน มีเครือข่ายตัวเองในแต่ละจังหวัดในการโน้มน้าวประชาชน และบ้านใหญ่เหล่านี้จะถูกพรรคการเมืองดึงไปอยู่ด้วยเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล จากนั้นมีการแบ่งเค้กผลประโยชน์กัน ดังนั้น จึงเสนอให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เป็นการสลายอิทธิพลของบ้านใหญ่ ให้เหลือแต่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่มีพื้นที่เฉพาะ เมื่อไม่มีพื้นที่จะทำให้งบประมาณและการพัฒนากระจายไปทั่วประเทศ ไม่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนเลือกตัวเองเข้ามา จะมีงบลงเฉพาะพื้นที่ของฝ่ายรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านไม่ได้ เกิดความไม่เท่าเทียม ส่วนข้อกังวลว่า จะไม่มี สส.ในพื้นที่ดูแลนั้น เรามีกลไกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว 

“ส่วนผู้ที่เคยเป็น สส.แบบแบ่งเขต  อยากบอกว่า สส.ทุกคนก็ยังมีศักยภาพในพื้นที่ ไปลงสมัครท้องถิ่นได้ ทั้ง นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือยกระดับไปลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นผู้มีความสามารถ ซึ่งสาเหตุที่อยากให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เพื่อจะช่วยสลายอิทธิพล ลดปัญหาคอร์รัปชัน แม้จะยังมีอยู่ในพื้นที่ แต่จะน้อยลงมาก เพราะบ้านใหญ่ได้ประโยชน์น้อยแล้ว จึงอยากให้ช่วยกัน”นายสุรเดช ย้ำ

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับองค์ประกอบคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันแต่งตั้งจากคนในสภาผู้แทนราษฎร ภายในพรรค และบุคคลภายนอก ส่วนตัวเห็นว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้แทนในสภาฯ ซึ่งส่วนใหญ่นายกฯ จะเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่ออยู่แล้ว ส่วนคณะรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหมดควรตั้งจากคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ และผลงานในอดีตเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับในสังคมอย่างกว้างขวางและถนัดงานในกระทรวงนั้นจริงๆ เพื่อป้องกันการแย่งตำแหน่ง ซื้อขายตำแหน่งรัฐมนตรี หรือรวม สส. เพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ไม่ได้ผู้ที่มีความสามารถจริงๆ ต่างจากบุคคลภายนอกที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศ พัฒนาทุกจังหวัด และ สส.จะไม่สามารถบีบบังคับคนเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสกัดระบบนายทุนกับ สส.บางคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีและลดการซื้อเสียงขายสิทธิในพื้นที่การเลือกตั้งเพื่อเป็นสส. ซึ่งมีหลายประเทศที่ใช้รัฐมนตรีจากคนนอก อย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ ที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีคนนอก คนเหล่านี้อาจไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมสภา และรับผิดชอบโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือสิงคโปร์ ที่นายกฯ สามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีมีความรู้ความสามารถ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้ได้บุคคลที่มีมีความรู้เฉพาะด้านมาบริหารประเทศ

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ตนไม่ต้องการให้แก้ไขคือ เรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งดีมาก ต้องเก็บเอาไว้ เพราะระดับผู้นำประเทศ ผู้นำกระทรวง จะขาดจริยธรรมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถดูรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น เพื่อนำมาดัดแปลงและพัฒนาให้เข้ากับบริบทประเทศไทยได้ สังเกตประเทศที่คอร์รัปชันน้อยจะเจริญไปไกล เราต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ ไม่ใช่ดีแต่พูด ต้องแก้จากระบบ หากสลายอิทธิพลบ้านใหญ่ได้ คอร์รัปชันจะน้อยลง งบจะกระจาย ไม่กระจุกแต่ละจังหวัด อะไรที่มองเห็นว่า รัฐธรรมนูญมันซ่อนกลุ่มอิทธิพล กลุ่มนายทุน ต้องสลายให้หมด ลองคิดดูว่า ถ้ารัฐบาลมาจากนายทุนผลประโยชน์ต้องเข้านายทุน ซึ่งบ้านใหญ่ถูกมองว่า เป็นนายทุน

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

’โสภณ‘ ปลุกบทบาท ’รัฐสภายุคดิจิทัล‘ ต้องเป็นที่พึ่งประชาชน เชื่อม ’คนรุ่นใหม่‘ สู่ ’ประชาธิปไตย‘ มีส่วนร่วมทุกมิติ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ลั่นพร้อมทำเต็มที่ให้ชาติขับเคลื่อน

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ทึ่โรงแรมอัลวาเรซ จังหวัดบุรีรัมย์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดกิจกรรมพบผู้ฟังผู้ชม จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้บริหารสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา พร้อมด้วยทีมพิธีกร ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าว ผู้จัดรายการของสถานี อาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น นิสิตนักศึกษา และประชาชนจากจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงกว่า 300 คน เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีนายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ

นายโสภณ ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “รัฐสภาไทย เชื่อมพลังคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายชุมชน” ว่า การทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ การพัฒนารัฐสภาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และการทำให้รัฐสภาเป็นที่พึ่งของประชาชน รัฐสภาไม่ควรมีบทบาทเพียงการออกกฎหมาย การอภิปรายงบประมาณ หรือการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่ต้องเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมีความสุข

นายโสภณ กล่าวต่อว่า  นอกจากภารกิจด้านการออกกฎหมายและปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยแล้ว รัฐสภายังมีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกตั้ง แต่คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติ พร้อมเปิดช่องทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและส่งต่อไปยังรัฐบาลได้มากขึ้น

นายโสภณ ยังกล่าวถึงการส่งเสริมบทบาทของรัฐสภาให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ทั้งในฐานะแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่จัดกิจกรรมสาธารณะ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้จังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ นำสินค้าหรือของดีในท้องถิ่นไปจัดแสดงและเผยแพร่ 

นายโสภณ ยังกล่าวถึงบทบาทเยาวชนในสังคมประชาธิปไตย และการใช้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันว่า AI และเทคโนโลยีมีประโยชน์ในการเข้าถึงความรู้ แต่ไม่สามารถสร้างจิตวิญญาณหรือความเป็นมนุษย์ได้ จึงควรใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและรู้เท่าทัน พร้อมเชิญชวนเยาวชนร่วมส่งผลงานคลิปวิดีโอในหัวข้อ “ประชาธิปไตยในหัวใจเยาวชน” เพื่อสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อประชาธิปไตย

”ผมในนามประธานฯจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้ประเทศชาติขับเคลื่อนไปได้ ให้ประชาชนมีความสุข โดยยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง 500 ท่าน ทุกคนมีความหวังดีต่อประเทศชาติและประชาชนที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเข้าถึงการทำงานของรัฐสภาได้มากยิ่งขึ้น“ ประธานรัฐสภา กล่าว

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

“ต่อศักดิ์” ยันไม่เกี่ยวซื้อขายตำแหน่ง 100% โต้ ปร.ไม่ได้ช่วยงานนานแล้ว ปัดมีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร ย้ำ เชื่อมั่นในความจริง ด้าน ”ชัชชาติ“ รับอากงเสียกำลังใจ แต่ต้องสู้ต่อ

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบบอากง ว่า ความจริงก็คือความจริง ให้สังคมเห็นเอง แต่บังเอิญวันนี้เขาไม่ได้พูดถึงตนเอง ดังนั้นก็ไม่ควรจะตอบเขา ส่วนคนใกล้ชิดที่ชื่อ ปร.นั้น คนใกล้ชิดของตนเองมีเยอะแยะ ก็เลยไม่รู้จะตอบอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า  นายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2566 ถึงนายปารุต อรหัตมานัส    อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า นาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรก ๆ ตอนหลังเขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย  ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ ตอนนี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ซึ่งจากการแถลงวันนี้เห็นว่าระมัดระวังมากขึ้นเยอะ ตนเองคิดว่าการหาเสียงจะต้องสร้างสรรค์

ส่วนที่นายคริส ระบุว่าระบอบอากงไม่ใช่นายต่อศักดิ์แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์จึงกล่าวว่า ตอนนี้จะทำระบอบอากง AI  พูดเรื่อง AI ให้หมด ส่วนที่นายคริส อ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮ้าส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์  นายต่อศักดิ์กล่าวว่า ไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้ว ในการประชุมยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น 

ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์ นายต่อศักดิ์ แจงว่า “ไม่มี จะกล้าไปเหรอ เมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสารจะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

เมื่อถามว่า นายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมืองถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก 

ผู้สื่อข่าวจึงถามมาว่ากังวลหรือไม่หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไปเป็นเรื่องของคุณเอง

เมื่อถามว่าเหตุใดเขาถึงโจมตีระบอบอากงและทำให้เข้าใจว่าเป็นเอง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะเพราะอายุเยอะ ดูแลน้อง ๆ ทุกคน หากจะไปฟ้องร้องก็คงว่ากันไปตามคดี

ทั้งนี้ ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่านายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ “อากง” เป็นคนใจดีดูแลหลาน ๆ  ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร