นครวัด ในวัดพระแก้ว แม้แต่ ฮุนเซน ยังอยากดู

นครวัด ในวัดพระแก้ว แม้แต่ ฮุนเซน ยังอยากดู

นครวัด ในวัดพระแก้ว แม้แต่ ฮุนเซน ยังอยากดู

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีคนไทยอีกมาก ที่อาจไม่ทราบว่า ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” มี “ปราสาทนครวัด” ตั้งอยู่ หากใครได้เข้าไปกราบพระแก้วมรกตแล้ว  อย่าลืมขึ้นไปที่ฐานไพที ข้างๆ พระมณฑปด้านที่เชื่อต่อถึง “พระวิหารยอด” จะพบว่ามี “ปราสาทนครวัด” จำลอง ตั้งอยู่ที่นั่น “ไกรฤกษ์ นานา” นักค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์จากเอกสารต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เคยตั้งข้อสังเกตถึงที่มาในการจำลอง “ปราสาทนครวัด” มาไว้ในวัดพระแก้วว่า เกิดจากการพยายาม “แก้ลำ” สันดานผู้นำเขมร เอาไว้ว่า

เมื่อ พ.ศ.2397 สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี (นักองค์ด้วง) กษัตริย์แห่งกัมพูชา ได้ทรงแอบส่งพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งไปยังพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งยึดครองประเทศเวียดนามได้แล้วในขณะนั้น

สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีทรงส่ง “พระราชหัตถเลขาลับ” ดังกล่าว ผ่านทางสายลับฝรั่งเศสในสิงคโปร์ เพื่อขอให้ฝรั่งเศสเป็นธุระให้ สำหรับการทวงคืนดินแดนที่กัมพูชาเคยเสียไปให้กับเวียดนามในช่วงก่อนหน้านั้น  ที่สำคัญก็คือ เนื้อความในตอนต้นของจดหมายมีเจตนา “ทอดสะพาน” ขอฝักใฝ่ต่อฝรั่งเศสอย่างชัดเจน ดังความที่ว่า

“บัดนี้ตูพอพระทัยรักใคร่มหาราชพระบรมนาโปเลออนคำรบ 3 เป็นเจ้านครฝรั่งเศส ก็อยากใคร่ชี้บอกใจรักซื่อตรงกับเธอ ด้วยตูเปนเจ้าเมืองเขมร ก็มีใจยินดี อยากจะผูกไมตรีกับเจ้าเมืองฝรั่งเศส จะได้มีประโยชน์ไมตรียืดยาวต่อไป นครก็จะได้กว้างขวางมีประโยชน์แก่ราษฎรเปนอันมาก เขมรกับฝรั่งเศสก็จะได้เปนไมตรีรักใคร่กัน”

พึงทราบว่า ก่อนหน้าที่ฝรั่งเศสจะยึดเมืองเว้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของเวียดนามไว้ได้ในขณะนั้น กรุงกัมพูชาก็อยู่ในสภาพที่เป็น “เมืองสองฝ่ายฟ้า” คือ ต้องถวายเครื่องราชบรรณาการแก่ทั้ง “สยามที่กรุงเทพฯ” และเมืองเว้ของเวียดนามด้วย  เรียกว่ามี “นายเหนือหัว” กระหนาบแผ่นดินซ้ายขวาอยู่เลยเชียว

พระราชหัตถเลขาลับของสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี จึงมีนัยยะแฝงทางการเมืองอยู่ด้วยว่า หากฝรั่งเศสยอมตกลง ก็จะไม่ทรงส่งเครื่องราชบรรณาการต่อสยามอีกต่อไป ดูได้จากสัญญาณผ่านคำว่า “ไมตรียืดยาว” ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้  ที่ไม่น่าจะสื่อถึง “ไมตรีที่เท่าเทียมกัน” แบบ “สองฝ่ายฟ้า” อย่างแต่ก่อน  หรือพูดง่ายๆ ว่า ยอมตนเป็นข้าของฝรั่งเศสเพื่อจะดิ้นให้พ้น “ฝ่ายฟ้าสยาม” และ “ฝ่ายฟ้าเวียดนาม” ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง 

ความนี้หรือนัยนี้ คงได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณของรัชกาลที่ 4 ซึ่งคุณไกรฤกษ์ได้เสนอว่า
“พระราชดำริที่ให้ไปรื้อปราสาทนครวัดมาไว้ที่กรุงเทพฯ ก็คือวิธีการตอบโต้อย่างหนึ่งของรัชกาลที่ 4 นั่นเอง”

 ย้อนกลับไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในเวลานั้น ทรงมีพระราชดำริให้รื้อปราสาทหินเข้ามาสร้างในกรุงเทพฯสักแห่งสองแห่ง รวมถึงที่เมืองเพชร (เพชรบุรี) ด้วย  จึงมีรับสั่งให้ “พระสุพรรณพิศาล” กับ “ขุนชาติวิชา” ออกไปสำรวจหาที่เมืองนครธม นครวัด และเมืองพุทไธสมัน ว่ามีปราสาทไหนพอจะย้ายได้บ้าง ซึ่งขณะนั้น ดินแดนเหล่านั้น ยังเป็นพระราชอาณาจักรสยาม

พระสุพรรณพิศาลกับขุนชาติวิชากลับมาทูลรายงานว่า ได้ไปสำรวจมาหลายตำบลแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นปราสาทใหญ่ๆ รื้อมาคงไม่ได้ แต่ที่เมืองเสียมราฐ มีปราสาทไผทตาพรหม อยู่ 2 หลัง สูงแค่ 6 วา เห็นว่าพอจะรื้อเข้ามาได้ จึงโปรดให้มีตราไปเกณฑ์คนเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ เมืองพนมศก เป็นแรงงานให้พระพิศาลไปรื้อปราสาทผไทตาพรหมเข้ามา โดยแบ่งกำลังคนออกเป็น 4 ผลัด ผลัดละ 500 คน

ต่อมา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (นอง อภัยวงศ์) ได้ส่งพระยาอานุภาพไตรภพ เจ้าเมืองเสียมราฐ เข้ามากราบทูลว่า ได้เกณฑ์คนให้พระสุพรรณพิศาลตามรับสั่งแล้ว  แต่พอตั้งพิธีพลีกรรมบวงสรวงและลงมือรื้อปราสาทเมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2403 ปรากฏว่ามีชาวเขมรประมาณ 300 คนออกมาจากป่า เข้ายิงฟันพวกรื้อปราสาท ฆ่าพระสุพรรณพิศาลกับพระวังและลูกชายของพระสุวรรณพิศาลตาย รวม 3 คน ทั้งยังไล่แทงฟันพระมหาดไทย พระยกกระบัตร และคนอื่นๆ บาดเจ็บอีกหลายคน แต่พวกที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาไม่ถูกทำร้าย จากนั้นก็หนีกลับเข้าป่าไป

ทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้พระยาอภัยภูเบศร์ และพระยาอานุภาพไตรภพ รื้อปราสาทคนละหลังเข้ามาให้จงได้ พร้อมทั้งสืบหาผู้ร้ายรายนี้ให้ได้ด้วย

บรรดาเสนาบดีเมื่อทราบดังนั้น จึงเข้าชื่อกันทำเรื่องกราบบังคมทูลว่า ปราสาทหินที่เมืองเขมรนั้น กษัตริย์แต่โบราณได้สร้างไว้ มีอายุเป็นร้อยเป็นพันปีมาแล้ว เพื่อจะให้เป็นเกียรติยศติดแผ่นดิน หากไปรื้อเอามา คนสมัยนี้ก็ไม่มีปัญญาที่จะยกหินก้อนใหญ่ขนาดนั้นได้ หรือรื้อเอาเข้ามาแล้วทำขึ้นใหม่ไม่ได้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นอีกเหมือนครั้งนี้ ก็จะเป็นการเสียพระเกียรติยศ ขอพระราชทานให้รับสั่งงดเสียดีกว่า แต่สำหรับผู้ร้ายนั้นให้สืบสวนเอาตัวให้จงได้

 เมื่อทรงพิจารณาตามคำกราบบังคมทูลของเหล่าเสนาบดีแล้ว จึงมีรับสั่งให้งดรื้อปราสาทผไทตาพรหม แต่ไม่เลิกล้มพระราชดำริที่จะให้คนกรุงเทพฯได้ดูปราสาทขอม โปรดเกล้าฯให้พระสามภพพ่ายไปลอกแบบ “ปราสาทนครวัด” มา วัดส่วนกว้างส่วนยาวส่วนสูงอย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาเกือบ 4 เดือน พระสามภพพ่ายได้วัดส่วนต่างๆ ของปราสาทนครวัดมาทุกซอกทุกมุม รวมทั้งลวดลายต่างๆ อย่างจดไว้ตอนหนึ่งว่า

“…มียอดปรางค์ในระหว่างกลาง ๗ ศอก สูง ๑๕ วา มีประตูและบันไดขึ้นไปจากพื้นทั้ง ๔ ปราสาท มีประตูออกจากปราสาทเข้าไปปราสาทใหญ่ หลังคาพระระเบียงเอาศิลายาว ๒ ศอก หน้าใหญ่ ๑ ศอกเศษ หน้าน้อยกำมา ๑ ทับเหลื่อมกันขึ้นไปประจบเป็นอกไก่ พื้นหลังคาสลักเป็นลูกฟูก เอาศิลาแผ่นยาวๆทับหลังเหมือนอย่างทับหลังคา ไม่มีสิ่งไรรับข้างล่างก็อยู่ได้ทั้ง ๓ ชั้น ด้วยเป็นของหนัก ถัดพระระเบียงเข้าไปเป็นลานกว้าง ๑๐ วา ถึงองค์ปรางค์ เขมรเรียกว่าปราสาท ฐานกว้าง ๑๑ วา สูง ๑๙ วา ๒ ศอก มีในร่วมข้างในที่หว่างมุม ๔ ด้าน กว้าง ๗ ศอกคืบ ตรงกลางนั้นก่อตัน หน้ากระดานสลักเป็นลายเขมร กลีบขนุน สลักเป็นครุฑ เป็นเทวดา ตั้งพระพุทธรูปไว้ในหว่างมุขทั้ง ๔ มุข มุขละองค์…”

จึงโปรดฯให้ช่างกระทำจำลองตามแบบที่ถ่ายเข้ามานั้น ขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนทุกวันนี้

ขณะที่ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้เอาไว้ว่า
“…เหตุการณ์รื้อปราสาทด้วยจำนวนไพร่พลถึง 2 พันคนนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์กัมพูชา คือ สมัยของพระเจ้านโรดม ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2402-47 (หรือ ค.ศ. 1859–1904) สมัยนั้นกัมพูชาตกต่ำอ่อนแอจนกลายเป็นประเทศราชของทั้งสยามและเวียดนาม ก่อนที่จะหนีไปยอมรับการเป็นรัฐในอารักขา (Protectorate) ของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867)

…ในสมัยดังกล่าวเมืองเสียมราฐ (หรือเสียมเรียบ) และเมืองพระตะบอง ยังขึ้นโดยตรงกับทางกรุงเทพฯ โดยมีขุนนางท้องถิ่นตระกูลอภัยวงศ์ปกครองอยู่ และพระสุพรรณพิศาล ขุนนางเมืองนี้นั่นแหละ ที่ถูกรับสั่งให้ไปเป็นหัวหน้าควบคุมการรื้อปราสาทตาพรหม

…เราไม่ทราบเหตุผลเบื้องหลังที่แน่ชัดว่า ทำไมรัชกาลที่ 4 ถึงโปรดจะให้รื้อปราสาทหินมหึมานั้นจากกัมพูชาในช่วงนั้น สมัยดังกล่าวจะตรงกับการที่ฝรั่งเศสกำลังคืบคลานเข้ามาเขมือบดินแดนอินโดจีน โดยจะค่อยๆ ได้เวียดนาม กัมพูชา และลาวไปเป็นอาณานิคมตามลำดับ (โปรดสังเกตคำว่าอาณานิคมกับคำว่าประเทศราช ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างกันของตะวันตกกับตะวันออก) และก็แข่งกับอังกฤษที่ได้เขมือบบางส่วนของพม่าและมลายูไปแล้ว ทำให้สยามตกอยู่ในฐานะกันชน (buffer) 

…แต่ที่น่าสนใจก็คือ การรื้อถอนปราสาทหินครั้งนั้นล้มเหลว และพระราชพงศาวดารฯ กล่าวไว้อย่างน่าตกใจว่า มีเขมรประมาณ 300 คนออกมาแต่ป่า เข้ายิงฟันพวกรื้อปราสาท ฆ่าพระสุพรรณพิศาลตายคน 1 พระวังตายคน 1 บุตรพระสุพรรณพิศาลตายคน 1 ไล่แทงฟันพระมหาดไทย พระยกกระบัตรป่วยเจ็บหลายคน แต่ไพร่นั้นไม่ทำอันตรายแล้วหนีเข้าป่าไป

…เป็นอันว่าในสมัยนั้น มีชาวกัมพูชาหรือเขมร ตั้งตัวเป็นเสมือนกองจรยุทธ์และก็โกรธแค้นการลักลอบเข้าไปรื้อปราสาทของเขาถึงขนาดยิงฟันบรรดาขุนนางหัวหน้าที่ควบคุมไป ถึงกับล้มตายเป็นจำนวนมาก และก็เป็นเหตุทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ต้องทรงระงับโครงการรื้อปราสาทหินดังกล่าว เปลี่ยนเป็นให้จำลองปราสาทนครวัดเล็กๆ ดังที่ พระราชพงศาวดารฯ ได้กล่าวไว้ว่า “ให้ช่างกระทำจำลองตามที่ถ่ายเข้ามานั้น ขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนทุกวันนี้” ซึ่งก็คือที่ วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวังนั่นเอง”

และเมื่อนายกรัฐมนตรีฮุนเซนมาเยือนประเทศไทย ในสมัยนายกฯ พลอ.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ในช่วงของการเจรจาความเมืองยุคของการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าของอุษาคเนย์ นายกฯ ฮุนเซนก็ยังขอแวะไปชมปราสาทจำลองแห่งนี้ ที่วัดพระแก้วด้วย

เรื่องและภาพ : จิตกร บุษบา

สิ้นสุดการรอคอย! ญาญ่า โพสต์ภาพบรรยากาศงานแต่งที่นอร์เวย์ โรแมนติกท่ามกลางวิวหลักล้าน

สิ้นสุดการรอคอย! ญาญ่า โพสต์ภาพบรรยากาศงานแต่งที่นอร์เวย์ โรแมนติกท่ามกลางวิวหลักล้าน

สิ้นสุดการรอคอย! ญาญ่า โพสต์ภาพบรรยากาศงานแต่งที่นอร์เวย์ โรแมนติกท่ามกลางวิวหลักล้าน

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

23 พฤษภาคม 2569 นับเป็นโมเมนต์สำคัญที่แฟนๆ รอคอย สำหรับพิธีแต่งงานที่ออสโล ประเทศนอร์เวย์ ของคู่รักซูเปอร์สตาร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา โดยหลังจากที่ แม่แก้ว ได้ออกมาโพสต์คลิป-ภาพบรรยากาศช่วงเปิดตัวเจ้าบ่าวณเดชน์ และ เจ้าสาวญาญ่ ที่บอกได้คำเดียวว่าสวยหล่อเหมาะสมกันมาก พร้อมทั้ง แม่แก้ว ได้ระบุแคปชันว่า แม่ขอนำความสุขที่สุดแห่ง รักของ NY เขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น มาฝากทุกท่าน และมีความสุขด้วยกันกับคู่บ่าวสาวที่หล่อสวยที่สุดนะคะ #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น

ล่าสุดแฟนๆ ของคู่รัก NY สิ้นสุดการรอคอยเมื่อเจ้าสาวได้ออกมาโพสต์ภาพบรรยากาศความงดงามของพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “@urassayas” พร้อมแท็กเจ้าบ่าว “@kugimiyas” ระบุแคปชั่นนารัก “Mr. & Mrs. #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น” พร้อมวิวหลักล้านในออสโล ที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว ตกแต่งสถานที่ด้วยดอกไม้สีขาวตัดกับสีเขียวดุจเทพนิยาย

โดยเจ้าบ่าวณเดชน์ มาในลุคหล่อเนี้ยบ สวมสูทสีดำเรียบหรู ขณะที่เจ้าสาวคนสวย ญาญ่า สะกดทุกสายตาในชุดเดรสยาวดีไซน์เก๋ลูกไม้ทั้งตัวหวานละมุน สวมปลอกแขนลูกไม้ พร้อมทรงผมดัดลอนสวมเวลยาว 

ซึ่งหลังจากที่ญาญ่า ได้โพสต์ภาพนี้ออกไปนั้นเหล่าเพื่อนๆ แก๊งเพื่อนเจ้าสาวได้เข้ามาคอมเมนต์ซึ้ง ทำเอาน้ำตาซึม รวมถึงแฟนๆ ก็ได้เข้ามาอวยพรให้กับความรักของทั้งคู่เช่นกัน #ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ขอแสดงความยินดีกับทั้งคู่ด้วยค่ะ 

ลิซ่า โพสต์ภาพแซ่บลุคใน MV เพลงบอลโลก สวมกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วที่สาวๆทั้งโลกยอมแพ้

ลิซ่า โพสต์ภาพแซ่บลุคใน MV เพลงบอลโลก สวมกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วที่สาวๆทั้งโลกยอมแพ้

ลิซ่า โพสต์ภาพแซ่บลุคใน MV เพลงบอลโลก สวมกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วที่สาวๆทั้งโลกยอมแพ้

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

23 พฤษภาคม 2569 สร้างความภูมิใจให้กับแฟนชาวไทยไม่หยุด หลังจากที่ MV เพลง Goals ที่ศิลปินระดับโลกชาวไทย ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ได้ร่วมร้องกับอนิตตา (Anitta) ศิลปินชื่อดังชาวบราซิล และเรมา (Rema) แร็ปเปอร์ดังไนจีเรีย ซึ่งผ่านมาแล้ว 1 วันยอดวิวพุ่งไปถึง 5 ล้าน 

ล่าสุด สาวลิซ่า ได้ออกมาโพสต์ภาพลุคในเอ็มวีเพลง Goal บนอินสตาแกรมส่วนตัว “@lalalalisa_m” ที่มีผู้ติดตามกว่า 106 ล้านคน พร้อมระบุแคปชั่น “GOALS” พร้อมอีโมจิลูกฟุตบอล โดยสาวลิซ่ามาในลุคสปอร์ตเกิร์ลสวมเสื้อครอปตัวจี๊ดสีเหลือง กับกางเกงลาเท็กซ์ตัวจิ๋วสีน้ำเงินอวดหุ่นเฟิร์มของลิซ่า พร้อมรองเท้าบูทส้นสูงสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นการประกาศก้องไปทั้งโลกแล้วว่านาทีนี้แฟชั่น ดนตรี และกีฬา ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว 

โดยเมื่อ ลิซ่า ได้ออกมาโพสต์ภาพนี้ออกไปนั้นเรียกได้ว่าโซเชียลคอมเมนต์กันสนั่นไอจี ซึ่งสาวลิซ่าโพสต์ไปเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงยอดกดไลก์เตรียมทะลุล้านแล้ว 

ณิริน-แสนดี จับมือเล่าเส้นทางออดิชั่นเป็นศิลปิน เครียด กดดัน เสียน้ำตา โต้ดรามาลูกดารา ใช้เส้น

ณิริน-แสนดี จับมือเล่าเส้นทางออดิชั่นเป็นศิลปิน เครียด กดดัน เสียน้ำตา โต้ดรามาลูกดารา ใช้เส้น

ณิริน-แสนดี จับมือเล่าเส้นทางออดิชั่นเป็นศิลปิน เครียด กดดัน เสียน้ำตา โต้ดรามาลูกดารา ใช้เส้น

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.48 น.

ลูกไม้หล่นใต้ต้น “น้องแสนดี-น้องณิริน” สองเพื่อนซี้ที่พิสูจน์ตัวเองจนคว้าโอกาสเซ็นสัญญาค่ายดัง พร้อมเปิดใจครั้งแรกหลังถูกโยงดราม่าใช้เส้นสายลูกดารา ขอเม้าธ์วีรกรรม “แม่หนิง-แม่โอ๋” ยกให้เป็นคุณแม่สายโหดตัวจริง พร้อมเคลียร์ชัด ๆ ความสัมพันธ์กับ “น้องบีน่า” วันนี้ยังเหมือนเดิมมั้ย ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ดีเจพุฒ พุฒิชัย” และ “เป็กกี้ ศรีธัญญา” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดค่าเลิฟอีส รู้สึกยังไง?

ณิริน : หนูรู้สึกตื่นเต้นมากค่ะ และดีใจมากที่พี่จิ๊บ (เทพอาจ กวินอนันต์) มองเห็นพวกเรา หนูกับแสนดีไปออดิชั่นหลายๆ ค่าย ดีใจที่พี่จิ๊บมองเห็นเรา และเห็นว่าเราจะพัฒนาได้ ให้โอกาสพวกเรา 

พอรู้ว่าออดิชั่นแล้วได้ รู้สึกยังไง?

แสนดี : ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้ เพราะตอนออดิชั่นรู้สึกว่าทำไม่ดี วันนั้นพี่จิ๊บอยู่ในห้องออดิชั่นด้วย วันนั้นพี่จิ๊บให้เซ็นเลย หนูก็แบบ ขอบคุณพี่จิ๊บนะคะ หนูรักพี่จิ๊บค่ะ 

มีความกดดันมั้ย ออดิชั่นหลายที่ แต่ที่นี่ได้ ความกดดันสูงขนาดไหนวันที่ไปออดิชั่น?

ณิริน : สำหรับหนูตอนออดิชันหลายๆ ที่ มันไม่ได้ อาจเพราะเรายังพัฒนาตัวเองไม่พอ ยังเก่งไม่พอ เหมือนมาที่นี่กดดันตัวเองส่วนนึงเพราะหนูอยากได้ค่ายนี้มากๆ ตอนแรกหนูคิดในหัวอย่างเดียวเลยว่าต้องได้ๆ อย่างเดียว ไม่มีคำว่าไม่ได้ ถ้าไม่ได้คงเสียใจ ไม่รู้จะไปไหนต่อ ก็กดดันที่เราก็ไม่อยากให้คุณแม่ต้องเสียหน้าด้วย ก็กดดันตรงนี้

แสนดี : หนูกดดันมาก เหมือนพี่จิ๊บเรียกทุกคนในค่ายมาดูหนู หนูกลัวมาก พี่จิ๊บถามว่ามีเพลงเตรียมบ้างมั้ย หนูไม่รู้จะร้องอะไร วันนั้นหนูโชว์ไป 5-6 เพลงเลย เพราะหนูเตรียมมาเยอะ พี่จิ๊บเขาขอดูทุกอัน หนูก็กดดัน 

ในห้องเขาให้ทั้งร้องทั้งเต้น?

ณิริน : เขาให้ร้อง 1 เพลง ร้องโชว์พลัง ร้องเต้น 1 เพลง โชว์พิเศษว่าเราทำอะไรอย่างอื่นได้ อย่างของหนูก็เล่นเปียโนกับร้องเพลง อาจมีเพลงร้องแต่ละสไตล์บ้าง หนูโชว์ประมาณ 5-6 เพลง

เพลงที่เอาไปร้องแล้วคิดว่าดีสุดในวันนั้นคือเพลงอะไร?

ณิริน :  DREAM ของ BABYMONSTER ค่ะ 

แสนดี : Lose Control ค่ะ 

ซ้อมหนักเหมือนกัน แม้จะฝึกหัดอยู่ ต้องเรียนด้วย แบ่งเวลายังไง?

แสนดี : จริงๆ พี่จิ๊บเขาแคร์เรื่องเรียนมากๆ หนูก็บอกว่าถ้านัดซ้อมขอไม่ดึกมาก แล้วก็ขอหลังเลิกเรียนค่ะ

ณิริน : เสาร์-อาทิตย์ซ้อมเต็มที่ค่ะ ของหนูคุณแม่ไม่ได้เคร่งว่าต้องเสร็จกี่โมง เขาขอแค่ให้ทำดีที่สุด แต่เรื่องเรียนห้ามตกค่ะ ถ้าเราเรียนวันแรกตอนเข้าไปออดิชั่น พี่จิ๊บบอกว่าการเรียนก็ห้ามทิ้งนะ ถ้าเกรดออกก็เอามาให้ดูด้วย เราต้องเรียนดี พี่จิ๊บบอกแม่หนูว่าถ้าณิรินทำอะไรไม่น่ารักใส่แม่ หรือแม่คุยกับหนูไม่ได้ให้แม่โทรมาหาพี่จิ๊บ เดี๋ยวพี่จิ๊บคุยให้ค่ะ เขาเหมือนเป็นแฟมิลี่มากกว่าบอสของเรา แต่เกรดหนูยังไม่ออกค่ะ (หัวเราะ) 

อยู่ในค่ายสนุกมากมั้ย?

แสนดี : สนุกมากค่ะ 

ต้องแลกด้วยหยดน้ำตาเหมือนกัน มีอะไรเกิดขึ้น?

ณิริน : สำหรับหนูไม่ได้กดดันหรือเครียดหรือเสียใจขนาดนั้น หนูรู้สึกว่าทุกคนในค่ายเหมือนแฟมิลี่มากกว่าเป็นเพื่อนร่วมงานทุกคนน่ารักซัปพอร์ตกัน แต่ความกดดันก็มีบ้าง ที่เรารู้สึกว่าเรายังทำไม่ดีพอ เราพัฒนาตัวเองไม่ถึงโกลว์ที่เราต้องการ หนูก็ร้องไห้ 

แสนดี : หนูก็กดดัน หนูเข้าไปแล้วคนอื่นสนิทกันอยู่แล้ว มันกดดันมากๆ หนูไม่รู้จะคุยกับใคร หนูเคยร้องไห้ให้แม่ฟัง บางคนเขาทำดี พอหนูเข้าไป ครูเต้นบอกว่าทำได้ดีกว่านี้ ตอนแรกหนูคิดว่าหนูเก่งเต้น แต่พอหนูเข้าไปในค่ายหนูรู้สึกว่าหนูทำอะไรไม่ได้เลย 

ร้องไห้บ่อยแค่ไหน?

แสนดี : แม่ ร้องไห้บ่อยแค่ไหน (ถามแม่โอ๋) 

ณิริน : ร้องไห้ทั้งกลุ่มจริงๆ ค่ะ หนูมีไลน์กลุ่มกับพี่ๆ 3 คน กลุ่มเทรนี 5 คน โชว์เสร็จทุกคนร้องหมดเลย คนนึงเสียงแหบ บางคนร้องผิด พี่จิ๊บก็ปลอบ แต่หนูรู้สึกว่าเราทำได้ดีกว่านี้ ร้อง 10 นาทีไม่เลิก จนครูบอกว่าไม่เป็นไรลูก ใจเย็นๆ ลูก 

จิตวิญญาณสตาร์เลย แสนดีร้องไห้บ่อยแค่ไหนพี่โอ๋?

โอ๋ : เอาจริงๆ ตั้งแต่เด็กร้องไห้น้อยมาก แต่พอเข้าไปเทรนนี่ วันนึงขึ้นรถมาร้องไห้โฮ คนเป็นแม่เนอะ แสนดีความเครียดแทบเป็นศูนย์ พอเห็นก็บอกว่าไม่เป็นไร แสนดีตั้งใจ บางเรื่องเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ สิ่งที่เขามาถามเขาไม่ค่อยเข้าใจ เขาเสียใจ แม่ก็ร้องไห้ไปด้วย ก็บอกว่าให้ฮึด เดี๋ยวต้องเจออะไรอีกเยอะ หลังจากวันนั้นอีกวันสองวันเขาก็โอเค

แสนดี : แล้วก็ร้องไห้ใหม่อีกอาทิตย์ถัดมา (หัวเราะ)

โอ๋ : ถ้ามีเทรนมาใหม่ ก็ร้องไห้ใหม่ ไม่เป็นไร เป็นน้ำตาที่เขาอยากเรียนรู้ มีความสุขที่ได้ทำ 

ณิริน : การเป็นเทรนี่กับการร้องไห้เป็นเรื่องปกติค่ะ อาจมีเครียดบ้าง แต่ว่าพี่จิ๊บก็ให้กำลังใจเรา 

หนิงภูมิใจมั้ย?

หนิง : ภูมิใจกับทั้งคู่มากๆ เพราะเราอยู่ตั้งแต่เดย์วันที่เขาไปออดิชั่นกัน ออดิชั่นแล้วก็เฟล ไม่ได้ คุยกันงุ้งงิ้ง 2 คน สุดท้ายก็อยากให้เป็นกำลังใจให้เขา ให้เขาได้มีโอกาสพัฒนา จริงๆ แล้วจะบอกทั้งคู่เสมอ เวลาดุไม่ได้ดุแค่ณิรินคนเดียว ดุแสนดีด้วย 

ณิริน : น่ากลัวมากเลย (หัวเราะ)

หนิง : ว่าชีวิตการทำงานจริงๆ เราต้องพัฒนา ต้องมีวินัย ต้องรักในอาชีพ ในจรรยาบรรณอาชีพนี้จริงๆ 

เราเข้าไปด้วยความสามารถของเรา มีคนพูดมั้ยเข้าไปได้เพราะเป็นลูกดารา?

ณิริน : มีค่ะ 

เจอคอมเมนต์แบบนี้ไป รู้สึกยังไง?

แสนดี : ณิรินฟีลเศร้า หนูฟีลโกรธ 

ณิริน : ไม่ได้รู้สึกเครียดหรืออะไร หนูแค่รู้สึกท้อ หนูก็คุยกับแม่ คิดว่าถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ สักวันนึงเขาเห็นเองค่ะ หนูไม่ได้โกรธพวกพี่เขาเลยที่เขียนแบบนี้ เพราะพี่ๆ เขาก็มีสิทธิ์คิด เป็นหนู หนูก็คิด แต่หนูรู้สึกว่าถ้าเราพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ มันก็จะโอเคค่ะ หนูเชื่อว่าพี่ๆ เขาคงให้โอกาสเราประมาณนึง หนูทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ไปออฯ มาหลายค่ายก็ไม่ได้ แต่พี่จิ๊บเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวหนูกับแสนดี ก็รับเราเข้าค่าย ก็ขอโอกาสทุกคนอย่าเพิ่งตัดสินพวกหนูนะ 

แสนดี : หนูฟีลโกรธ จะต่อย หนูไม่ชอบอยู่แล้วตอนคนมาด่า เขาคิดได้ แต่ไม่ต้องพูดก็ได้ค่ะ เหมือนพอถึงจุดนึงแล้ว มันทำได้จริงๆ มันก็ท้อแหละ แต่ฟีลโกรธมากกว่าเศร้า 

ถึงขั้นบอกให้แม่โอ๋ บอกพี่จิ๊บว่าถ้าหนูความสามารถไม่ถึง พี่จิ๊บไม่ต้องรับหนูเข้าค่าย?

แสนดี : วันที่หนูออฯ หนูได้เซ็นสัญญาวันนั้น วันนั้นหนูรู้สึกว่าหนูทำไม่ดี หนูทำแย่มาก หนูไม่กล้ากลับไปดูวิดีโอ พอพี่จิ๊บรับ หนูขึ้นรถก็ถามแม่ว่าเขารับเพราะหนูเก่งจริงๆ ใช่มั้ย วันนี้หนูรู้สึกว่าหนูทำแย่มาก แม่ไปบอกพี่จิ๊บ ไปย้ำเขาได้มั้ย ถ้าหนูไม่เก่ง ไม่ต้องรับหนู 

ณิรินรู้มั้ยเกิดมาปุ๊บอยากเป็นอะไร?

ณิริน : หนูรู้ตั้งแต่เกิดเลยว่าหนูเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เป็นศิลปินค่ายเลิฟอีส หนูรู้ชะตากรรมว่าเกิดมาต้องเป็นศิลปินค่ายเลิฟอีส ตอนเกิดหนูไม่ได้ร้องไห้ หนูร้องเป็นเพลง 

หนิง : ณิรินเวลาเขาร้องไห้ เขาเป็นโคลิก ชอบร้องไห้ตลอดเวลา แต่พอเปิดเพลงให้เขาฟัง เขาจะหยุดทันที 

หนิงไม่อยากให้ณิรินเข้าวงการ?

ณิริน : พอแม่บอกโลกวงการบันเทิงมีทั้งร้ายและไม่ร้าย เขาอยากให้หนูเป็นหมอศัลยกรรม เหตุผลหลักๆ เขาอยากไปคลินิกฟรีค่ะ แต่ตอนนั้นหนูอยากเข้าวงการมาก ตอนเด็กหนูรู้แล้วล่ะว่าอยากเป็นศิลปิน แต่อยากลองหลายๆ ทาง อยากลองเล่นละคร ก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็น ไปขอลุงโน่ว่าอยากเล่น แม่ก็ไม่รู้ ลุงโน่ก็ไปบอกแม่ว่าให้ณิรินเล่นนะ ละครเรื่องนั้นเปิดทางให้หนูอยู่วงการบันเทิงด้วย

อีกสิ่งที่สำคัญคือการเป็นศิลปิน ได้ร้อง ได้เต้น ทำให้หนูลืมเรื่องอะไรที่มันไม่ดี?

ณิริน : ที่หนูอยากเป็นมาก อย่างเวลาหนูทะเลาะกับเพื่อน มันทำให้ลืมได้ ทะเลาะกับพ่อแรงๆ มีปัญหากับพ่อ ก็อยากลืม ไม่อยากเครียด การร้องการเต้นทำให้หนูรู้สึกผ่อนคลายขึ้นจริงๆ เป็นแรงผลักดันว่าเราอยากเริ่ดบ้างนะ

คุณพ่อฝากคุณย่ามาแสดงความยินดี?

ณิริน : ใช่ค่ะ 

ทำไมเขาไม่แสดงความยินดีเอง?

ณิริน : หนูก็รักคุณพ่อเหมือนเดิม รักทุกคนเหมือนเดิม หนูก็เข้าใจในสิ่งที่พ่อเลือก หนูเคารพการตัดสินใจของพ่อ หนูเชื่อว่าเขาอยากมีความสุขบ้าง แต่ที่หนูไม่ได้คุยกับเขา หนูไม่ได้ติดต่อหรือตัดการติดต่อกับเขา เพราะคิดว่าทุกครั้งที่คุยหนูไม่อยากมีปัญหากับพ่อ ไม่อยากให้พ่อต้องเครียดด้วยว่าณิรินโกรธ ถ้าสมมติมีอะไรก็บอกคุณย่าก็ได้นะ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูยังรักพ่อเหมือนเดิมนะคะทุกคน ยังโอเคเหมือนเดิม แค่ช่วงนี้เฉยๆ โนดราม่านะ 

หนิง : เขาโตแล้ว เขา 13 เขามีสิทธิ์คิด ตัดสินใจบนทางที่เขาคิดและตัดสินใจ ถ้าเป็นทางที่ถูกแล้วดี เราเป็นแม่ก็เคารพสิ่งที่เขาคิด 

มีช่วงนึงณิรินไม่มีความสุข แต่ช่วงนี้สว่างไสว พร้อมเจิดจ้า?

ณิริน : มีความสุขเพราะพี่จิ๊บให้โอกาสค่ะ 

เข้าวงการได้ปรึกษาแม่มั้ย เขาให้คำแนะนำยังไง?

ณิริน : แม่เขาค่อนข้างให้เดินเองไปก่อน ถ้ามีปัญหาหนูก็ถามเขาได้ เช่นเรื่องที่โดนดราม่าว่าแก้ปัญหายังไง เวลาอยู่ในค่ายพัฒนาตัวเองไม่พอ รู้สึกตัวเองยังทำไม่ถึง ต้องทำยังไง หนูก็ถามแม่ 

แสนดี : หนูไม่ค่อยปรึกษา เพราะแม่เขาเต้นไม่เป็น ร้องไม่เป็น 

โอ๋ : (หัวเราะ) แสนดีเขาเด็กมาก แล้วความคิดเขามีอยู่แค่นี้ เขาตั้งใจ เขาอยากทำให้เต็มที่ เขาชอบ เขารู้ตั้งแต่เด็กแล้วล่ะว่าเขาชอบ เขาก็จะไม่ปรึกษาแม่ เขาจะบอกว่าแม่ร้องเพลงไม่เป็นแม่จะคอมเมนต์ได้ยังไง โอ๋ก็บอกว่าฉันก็ฟังเป็นโว้ย แต่ส่วนมากเราจะบอกเรื่องอื่น อย่างเรื่องมารยาทมากกว่า เวลาเข้าไปสวัสดีทุกคนนะ นั่งตรงนี้ ถ้าจะแต่งหน้าอย่าเอาไอแพดมาเล่น ไหว้ทุกคน มองตา ไม่ใช่ไหว้ส่งๆ โอ๋จะเน้นเรื่องมารยาท  แต่เรื่องเพลงโอ๋เชื่อว่าพอเขาเข้าค่ายก็ดีนะ แม่ไม่ต้องมาทะเลาะกับลูก ให้ทางค่ายดูแลเขาไปเลย 

ลูกมีความเป็นศิลปิน แต่เราร้องไม่ได้ เต้นไม่ได้ รู้สึกยังไง?

โอ๋ : มันคือความภูมิใจ เราไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ เป็นศูนย์ 

แสนดี : เป็นคนสวย

โอ๋ : อันนั้นแน่นอน ไม่งั้นเธอจะสวยเหมือนแม่เหรอ เราไม่เป็นอะไร แต่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กๆ โอ๋รู้สึกว่าแสนดีเขาชอบเรื่องการเต้นตั้งแต่เด็ก แต่ตอน 12 เขาบอกว่าถ้าเขาเต้นอย่างเดียว  เขาจะไม่ได้เป็นศิลปินนะแม่ เขาน่าจะได้เรียนร้องเพลง หลังจากนั้นเขาเรียนร้องเพลงแค่ปีนิดๆ เองก็มีพัฒนาการขึ้น 

มีดราม่าว่าเป็นลูกดาราแหละถึงได้เข้า?

โอ๋ : เห็นน้ำตาลูกแหละ ไม่ได้มีใครพูดอะไร โอ๋เห็นลูกร้องไห้วันที่ไปเทรน ไปเซ็น ไปรอ ลูกร้องไห้กลับมา ก็คิดว่าอีกหน่อยต้องมีคนพูด พอไลฟ์ก็เลยพูดไปเองแหละว่าครั้งนี้แสนดีเขาตั้งใจมาก เราก็รู้ความตั้งใจของลูก ค่ายเป็นค่ายใหญ่ ก็รู้สึกแค่ ค่ายเขาน่าจะต้องพิจารณาพอสมควร ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เป็นแค่ลูกดาราแล้วเข้าไป แม่ก็เลยรู้สึกว่าเขาตั้งใจ ทางค่ายก็น่าจะเห็นความมีอะไรของเขา ถึงรับเขา ไม่ใช่แค่เป็นลูกเรา 

คำนี้ณิรินก็โดน?

หนิง : หนิงพูดกับเขาเสมอๆ ณิรินทั้งเล่นละคร ทำพิธีกร ทำงานมาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว มันเลยอาจไม่ได้แรงมากสำหรับณิริน หนิงจะบอกณิรินว่าทุกครั้งที่ทำงาน เราได้โอกาส เราต้องทำงานให้ดี เขาจะพูดยังไงก็แล้วแต่ ณิรินต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน ถ้าผลงานณิรินดี ใครก็ว่าณิรินไม่ได้ ดังนั้นวันนี้ถ้าเรารู้ว่าเรายังทำได้ไม่ดีพอ ก็แค่พัฒนา ทำต่อไป ทำจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง หนิงค่อนข้างเป๊ะเรื่องการทำงานและวินัย

ณิริน : เขาเป็นคนพูดตรงๆ ไม่ได้ใช้อารมณ์ แต่เป็นคนพูดตรงๆ 

น้องณิรินสนิทน้องบีน่าตั้งแต่ตอนไหน?

ณิริน : ตั้งแต่เกิดเลย 

ช่วงบีน่าเจอดราม่าให้กำลังใจเพื่อนยังไง?

ณิริน : หนูก็ให้กำลังใจเพื่อน ล่าสุดชวนบีน่ามากินข้าวกับเพื่อนๆ มีแสนดี มีเพื่อนหนูอีกคนด้วย บีน่าเขาก็เครียด เขาก็ร้องไห้กับหนู เราก็คอยซัปพอร์ตคอยให้กำลังใจว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ก็สนุกดี ยังเจอกันอยู่ หนูยังรักบีน่าเหมือนเดิม

แสนดี : หนูก็เหมือนกัน ตอนดราม่าเกิดขึ้นหนก็พิมพ์ไปว่ายูโอเคมั้ย เขาก็ตอบกลับมาว่าโอเค วันไปกินข้าว หนูก็ไปด้วย 

บีน่าเป็นคนเหมือนพาณิรินเข้าวงการร้องเต้นในตอนแรก?

ณิริน : ตอนแรกหนูชอบอยากเป็นศิลปินอยากเต้นอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเดี่ยวเป็นกลุ่มยังไง ยังหาแนวทางไม่เจอ บีน่าเขาบ้าเคป๊อบ ทีป๊อบมากค่ะ เขามีทุกอย่างเลย ทุกอัลบั้ม มีหมดเลย เขาชวนเราร้อง ชวนเราเต้น นั่นแหละเริ่มเห็นและฟันธงว่าหนูอยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ปแบบนี้ ตอนนั้นไปเที่ยวสิงคโปร์บีน่าก็เปิดเพลงแบล็กพิงค์ คิดท่าเต้น ตอนนั้นรู้เลยว่าอยากเป็น

เป็นเพื่อนที่ทำให้เราเห็นภาพชัดว่าเราอยากเป็นศิลปิน?

ณิริน : ใช่ค่ะ 

ร้องเต้นด้วยกันบ่อยๆ ทำให้คนคิดว่าจะออกเป็นดูโอ้คู่กันหรือเปล่า?

แสนดี : จริงๆ แล้วก็ตามใจพี่จิ๊บ แต่เราบอกพี่จิ๊บว่าขอไม่ออกคู่ 

ณิริน : น่าจะออกกลุ่มมากกว่า เราบอกพี่จิ๊บไปแล้ว พี่จิ๊บค่อนข้างฟังความคิดเห็นของเด็ก การที่เราไม่ออกคู่เพราะดูโอ้ก็ค่อนข้างยาก หนูรู้สึกว่ามันยืนบนเวทีแล้วไม่สวย อยากมีสัก 4-5 คนยืนเรียงกัน 

โอ๋ : อยากให้ออกคู่เนอะ สองคนสวยดี 

หนิง : ไปแอบดูเขาซ้อม รู้เลยทำไมไม่อยากออกคู่ เวลาร้องเพลงดูโอ้มันต้องประจันหน้ากันมองหน้าส่งอารมณ์ ลองให้เขาทำดูสิ สภาพเป็นไง 

มองหน้ากันแล้วยังไง?

ณิริน : มันสนิทกันเกินไป เพลงเศร้ามากเลยนะคะ แต่มองหน้าเพื่อนแล้วแบบ.. เมื่อวานซ้อมอยู่ แสนดีหลุดขำ ครูถามว่าเป็นอะไร แสนดีบอกว่าเปล่าค่ะ แล้วมองหน้ากันไม่ได้ นั่นแหละ เลยคิดว่าถ้าออกคู่อาจขำกันเอง แต่เวลาโชว์กับพี่ๆ 5 คน หนูรู้สึกว่ามันลงตัวนะ ถ้าให้พูดตรงๆ หนูว่าหนูกับแสนดีคาแรกเตอร์โดดกันเกินไป ก็เลยอยากออกกลุ่ม 

ในค่ายมีใครอยู่ในกลุ่มเรา?

แสนดี : เล็งแล้วค่ะ จริงๆ หนูอยากเทรนกับคนใหม่ๆ ใครก็ได้ หนูอยากมีเพื่อน

ณิริน : หนูอยากเดบิวต์กับพี่กลุ่มที่เทรนด้วย เพราะหนูรู้สึกว่าไม่อยากให้ใครคนใดคนหนึ่งขาดหาย หนูรักพี่เขาหมดเลย เขาก็น่ารักกับเรามาก อยากให้เดินไปด้วยกัน 

หนิง : อยากเดบิวต์เป็นศิลปินต่างประเทศบ้างมั้ย

แสนดี : หนูคิดอยู่แล้วว่าอยู่ค่ายไทยดีกว่าตั้งแต่แรก ถ้าเราไปเริ่มที่ประเทศอื่น มันจะยาก 

โอ๋ : กลัวลำบาก 

ณิริน : หนูอยากไปโชว์โคเชลล่าค่ะ แต่ถ้าให้ไปอยู่ต่างประเทศ หนูไม่ไป ไม่ได้เจอพี่จิ๊บหนูจะร้องไห้ หนูรักพี่จิ๊บ

แสนดี : ไอเลิฟพี่จิ๊บๆๆๆ

วันที่ 30 พ.ค. จะออนสเตทด้วยกัน คืองานอะไร?

ณิริน : งาน ULTRASOUND, House of Trainees ที่ LIDO ค่ะ เป็นคอนเสิร์ตเปิดตัวเทรนี่เลิฟอีสค่ะ 

แสนดี : ค่ายโพสต์ในไอจีแล้ว แต่มันเป็นสุ่ม เพราะในฮอลล์นั้น 600 คนใกล้เต็มแล้วๆ จริงๆ ตอนแรก 500 เต็มตั้งแต่วันแรกเลย 

ณิริน : เขารวมหมดเลย แค่ญาติพี่น้องเทรนนีทุกคนรวมกัน 146  คน  บ้านเรานี่แหละไปเยอะมาก ทุกคนรอดูได้เลย เวทีระเบิดแน่นอน

หนิง : ปกติเด็กสองคนนี้เขาถนั

ราวเทพนิยาย! เปิดคลิปวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า ที่นอร์เวย์ ทำคนดูแทบหยุดหายใจ

ราวเทพนิยาย! เปิดคลิปวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า ที่นอร์เวย์ ทำคนดูแทบหยุดหายใจ

ราวเทพนิยาย! เปิดคลิปวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า ที่นอร์เวย์ ทำคนดูแทบหยุดหายใจ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

ชมคลิป อบอวลไปด้วยความรัก! “แม่แก้ว” เปิดคลิป “ณเดชน์-ญาญ่า” วิวาห์แบบครบเครื่องมาก ทั้งสนุก ทั้งโรแมนติก

เรียกได้ว่าเป็นงานแต่งแห่งปีที่แฟนๆ ทั่วประเทศรอคอย สำหรับพิธีวิวาห์สุดโรแมนติกของคู่รักซุปตาร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ที่บินลัดฟ้าไปจัดงานอย่างอบอุ่นกันที่ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้าสาว หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีไทยอิสานที่จังหวัดขอนแก่นไปเมื่อ 17 เมษายน 2569  

ล่าสุด “แม่แก้ว” ได้ออกมาเสิร์ฟความฟินให้แฟนคลับ NY ได้กรี๊ดสนั่นโซเชียล ด้วยการโพสต์คลิปบรรยากาศช่วงเปิดตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่บอกได้คำเดียวว่า “โรแมนติกและอบอุ่นที่สุดในโลก” ออร่าความหล่อความสวยของทั้งคู่คือทะลุเฟรมออกมาเลยทีเดียว

งานนี้แม่แก้วไม่ได้มาแค่คลิป เพราะยังแนบแคปชันสุดซึ้งที่อ่านแล้วชวนยิ้มตามด้วยความปิติตามสไตล์คุณแม่เผยว่า “แม่ขอนำความสุขที่สุดแห่ง “รัก”ของ NY เขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น มาฝากทุกท่าน และมีความสุขด้วยกันกับคู่บ่าวสาวที่หล่อสวยที่สุดนะคะ #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น”

ทำเอาบรรดาแฟนคลับและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงต่างแห่กันเข้าไปกดไลก์ คอมเมนต์แสดงความยินดีให้กับ “เขยนอร์เวย์และสะใภ้ขอนแก่น” คู่สร้างคู่สมคู่นี้กันอย่างล้นหลาม

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

กระทรวงวัฒนธรรมไทย–ฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง และมรดกวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างบทบาทของวัฒนธรรมในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับ นางกาตริน เปการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Mrs. Catherine Pégard) เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส และสานต่อสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 340 ปี นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับประชาชน สังคม และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยฝ่ายไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงวัฒนธรรมไทยในการศึกษาต้นแบบการบริหารจัดการวัฒนธรรมระดับโลกของฝรั่งเศส เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ คณะผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมยังได้พบหารือกับผู้แทนหน่วยงานวัฒนธรรมชั้นนำของฝรั่งเศส อาทิ Comité Colbert, Centre National de la Danse (CND) และ France Muséums เพื่อผลักดันความร่วมมือสำคัญใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ การยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก 'พลฉุดชักราชรถ'

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพาวุธทหารบก จัด พิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 09.00 พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาฯ, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงฯ, ชุดครูฝึกจิตอาสา, กำลังพลชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ และกำลังพลกรมสรรพาวุธทหารบก ร่วมพิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลชุดครูฝึก ได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง มีความสง่างาม ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และสมพระเกียรติ โดยทำการฝึกครูในท่าต่างๆ ที่ต้องใช้ในพระราชพิธี ได้แก่ ท่าเบื้องต้น, ท่าหยิบเชือก, ท่าวางเชือก, ท่าเดินตามปกติ, ท่าหยุดจากการเดิน, ท่าถวายบังคม และท่าเดินประกอบเพลงบรรเลงในพระราชพิธี โดยใช้เวลาในการฝึกชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ รวมทั้งสิ้น 2 สัปดาห์

ในการนี้ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ได้กล่าวให้โอวาทให้กับผู้เข้าร่วมพิธีฯ ความว่า “ ตามที่ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้มอบหมายให้โรงเรียนทหารสรรพาวุธ รับผิดชอบในส่วนขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในงานพระถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นั้น นับว่าเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งและเป็นเกียรติยศสูงสุด ซึ่งการที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้จะต้องอาศัยความ ร่วมใจ ความเสียสละ ความอดทน จากพวกเราทุกคน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้พวกเรามีความตั้งใจ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้กับผู้เข้ารับการฝึกให้สามารถปฏิบัติตามท่าฝึกต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง และพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้การปฏิบัติใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ ขอให้พวกเราทุกคน จงภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการกิจอันสำคัญยิ่งนี้ เพื่อเพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เปิดเผยถึงความพร้อมของกำลังพลว่า ในปัจจุบันกรมสรรพาวุธทหารบก มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชรถ พระราชยาน และเครื่องประกอบ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในริ้วขบวนที่ 2 ซึ่งเป็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอันสำคัญยิ่ง โดยขณะนี้การเตรียมกำลังพลได้ดำเนินการคัดเลือกครูฝึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กําลังพลชุดครูฝึกได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง

ด้าน พันเอก สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี ทหารนอกราชการและครูฝึกจิตอาสา เปิดเผยว่า ความพร้อมของครูฝึกตอนนี้มีความพร้อม จากประสบการณ์การปฏิบัติภารกิจพระราชพิธีปี 2560 ครั้งที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีครูฝึกอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ผ่านประสบการณ์ดังกล่าว จึงทำให้ต้องมีการฝึกครูเพื่อสานต่อภารกิจอันสำคัญยิ่งต่อไป และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาตนได้แนะนำเหล่าทหารรุ่นใหม่เกี่ยวกับการฉุดชักราชรถ เพื่อให้พระราชพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แจ้งปัญหาไป Traffy-Fondue 17 วัน ไม่มีความคืบหน้า..เข้าใจเลยเพราะ ชัชชาติ ลาออก..ใครจะสนใจ #เราก็ต้องไปถึงเขตเอง

ลิซ่า ตอกกลับ ‘เสรีพิศุทธ์’ ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

ลิซ่า ตอกกลับ 'เสรีพิศุทธ์' ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

ลิซ่า ตอกกลับ ‘เสรีพิศุทธ์’ ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

“ลิซ่า” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดมาตรฐานจริยธรรม 

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ “หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง” ขอ “ส้ม” เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ “ยักษ์น้ำเงิน” ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวดแต่ส้มไม่ช่วย อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน ว่าเรื่องฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง พรรคประชาชนเดินหน้าตรวจสอบจริงจังอยู่แล้วและทำมาตลอด ทั้งอภิปรายในสภาและแถลงนอกสภา แต่เหตุผลที่เราไม่ร่วมเข้าชื่อกับคุณเสรีพิศุทธ์ เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ไปผูกขาดการตีความเรื่องมาตรฐานจริยธรรม

หากเราเห็นผู้มีอำนาจทำเรื่องที่ผิดและบ้านเมืองมีกฎหมายกำหนดบทลงโทษครอบคลุมไว้อยู่แล้ว เราก็เดินหน้าตามช่องทางนั้น ไม่ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้กำหนดนิยามจริยธรรมตามดุลยพินิจของตัวเอง จนสังคมตั้งคำถามว่าความแน่นอนชัดเจนอยู่ตรงไหน เสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ 

“ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์เห็นปัญหาที่ผ่านมาแต่ยังจะทำแบบเดิม ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่าตลอดชีวิตทางการเมือง ท่านเคยทบทวนบ้างหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นผลดีต่อระบบการเมืองและความเข้มแข็งของประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนหรือเปล่า” 

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนไม่มีฮั้วกับใคร เรายืนบนหลักการนี้มาตลอด ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์ยังจำได้ ย้อนไปตอนรัฐบาลเศรษฐาและรัฐบาลแพทองธาร พรรคประชาชนก็ถูกตั้งคำถามลักษณะนี้ แต่เรายึดหลักการนี้เหมือนกันว่าเรื่องจริยธรรมควรเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้คนไม่กี่คนมาตัดสินตามดุลพินิจของตัวเอง

‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

'ปิยบุตร'ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี

เมื่อสัปดาห์ก่อน ในประเทศไทย ได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรี กันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่าง นายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ตอนปี 2565 ผมได้ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 2 พระมหากษัตริย์ พร้อมเขียนคำอธิบายในแต่ละมาตรา เอาไว้ และนำไปรวมเล่มเป็นหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเป็นการรวมข้อเขียนของผมทั้งหมดตลอด 2 ทศวรรษในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ผมขอคัดเฉพาะข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี มาเผยแพร่อีกครั้ง ดังนี้

ยกเลิกคณะองคมนตรี

1. คณะองคมนตรีเป็นองค์กรตกทอดมาจากสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังอภิวัฒน์สยาม 2475 องค์กรนี้ถูกยกเลิกไป แต่นำกลับมาใหม่อีกครั้งหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยเริ่มแรก ในรัฐธรรมนูญ 2490 ให้ชื่อว่า “คณะอภิรัฐมนตรี” มีได้ 5 คนและเปลี่ยนเป็น “คณะองคมนตรี” ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2492 และดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอีกไม่เกิน 18 คน

2. ประเด็นคณะองคมนตรีเคยถูกสมาชิกรัฐสภาอภิปรายโต้แย้งไม่เห็นด้วยกันมากตั้งแต่ครั้งจัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 หลังจากนั้นข้อวิจารณ์ต่อการดำรงอยู่ของคณะองคมนตรีก็ค่อยๆเลือนหายไป จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในช่วงวิกฤตการเมืองปลายปี 2548 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

จวบจนถึงปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรีจนอาจกระทบกระเทือนไปถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโดยสังเขปสัก 3 กรณี ดังนี้
กรณีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความเห็นเรื่อง “รัฐบาลเหมือน jockey ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหาร คือ ชาติและพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดถึงเรื่อง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ กรณีชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งหลังรัฐประหาร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรีเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2550 ก็กลับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกจนเป็นประธานองคมนตรีในปัจจุบัน

กรณีนายนุรักษ์ มาประณีต ผู้เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ และมีความเห็นส่วนตนให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่ตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรี

3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

“รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…”
และ

“ในการร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับ 2492 สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ถ้ามีคณะที่ปรึกษาสำหรับพระมหากษัตริย์จะเป็นประโยชน์ จึงได้บัญญัติไว้โดยเปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรีเป็นคณะองคมนตรี และเพิ่มจำนวนจาก 5 นายเป็นไม่เกิน 9 นาย และกำหนดให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรีและการให้องคมนตรีออกจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย…”

อย่างไรก็ตาม หยุด แสงอุทัย ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

”ถ้าจะพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด การมีคณะองคมนตรีสำหรับเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ย่อมจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยนัก เพราะตามหลักประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ควรจะทรงมีที่ปรึกษาอย่างอื่นนอกจากคณะรัฐมนตรีซึ่งเข้ามาบริหารประเทศโดยความยินยอมของประชาชน … แต่คณะองคมนตรีหาได้มาจากประชาชนไม่ โดยไม่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร คณะองคมนตรีจะถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์ได้อย่างไรว่าราษฎรมีเจตจำนงอย่างไร…”

4. เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะ ได้อีกด้วย

5. ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่ดังกล่าว เพราะคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่างๆได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า
การกำหนดให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ให้คำปรึกษากษัตริย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภารกิจของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคณะองคมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกับคณะรัฐมนตรี ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีย่อมเหมาะสมกับการเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและพระราชกรณียกิจ สอดคล้องกับหนึ่งในสิทธิสามประการที่กษัตริย์มีอยู่ตามธรรมเนียมประเพณีตามที่ Walter Bagehot สรุปไว้ใน The English Constitution (1867) นั่นคือ สิทธิในการได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล (The Right to be consulted)