อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตอกหน้า ฝ่ายค้าน ชวน ‘มาครง’ ตัวกลางหย่าศึกไทย-กัมพูชา ชี้ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตอกหน้า ฝ่ายค้าน ชวน 'มาครง' ตัวกลางหย่าศึกไทย-กัมพูชา ชี้ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตอกหน้า ฝ่ายค้าน ชวน ‘มาครง’ ตัวกลางหย่าศึกไทย-กัมพูชา ชี้ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.45 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า 

อย่าคลั่งฝรั่งต่างชาติ นายกอนุทินเดินทางไปฝรั่งเศสครั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าจะหารือกับมาครงในปัญหากัมพูชาหรือไม่ แต่นักการเมืองฝ่ายค้านเสนอให้เชิญมาครงมาไทยเพื่อช่วยแก้ปัญหาขัดแย้งกัมพูชา​ ศักดิ์ศรีไทยอยู่ที่ไหน

ไทยอาจจจะเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นให้มาครงทราบ​ ได้รับฟังเรื่องราวจากปากฝ่ายเรา​ แทนที่จะ ฟังจากคนอื่นหรือสื่อ แต่เราคงไม่ทำแบบคนอื่น​ ที่ชอบขี่ม้าสามศอกไปเที่ยวฟ้องคนโน้นคนนี้​
ประการสำคัญ​ ไทยไม่ใช่ประเทศอดีตอาณานิคม​ ไม่ใช่ขี้ข้าฝรั่ง​ เขาจะเข้าข้างเราหรือไม่เข้าข้างเรา ก็เรื่องของเขา​ มันขึ้นอยู่กับการประเมินผลประโยชน์หรือความสำคัญทางด้านความมั่นคงที่ไทยมีต่อเขามากกว่าประเทศอื่นหรือไม่เพียงไร ฝรั่งไม่ใช่พ่อ

นายกฯ ทำบุญถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส

นายกฯ ทำบุญถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส

นายกฯ ทำบุญถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

นายกฯ เป็นประธานพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ณ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส พร้อมพบชุมชนไทยในฝรั่งเศส บอกรู้สึกดีใจอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านไม่ได้มาต่างแดน ยืนยัน ด่านไม่เปิด ลั่น แผ่นดินไทยจะไม่มีวันสูญเสียไปให้ใคร แม้แต่กระพี้เดียว ย้ำ สร้างรั้วชายแดนจุดที่มีผลทางยุทธศาสตร์ ด้าน คนไทย ตะโกนบอกแสดงว่าเลือกถูกแล้ว 

วันนี้  23 พฤษภาคม 69 เมื่อเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  (ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง ) ภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสวันที่สองนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ร่วมกับชุมชนไทยในฝรั่งเศส ณ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีพร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตอัครราช ณ กรุงปารีส ร่วมพิธี 

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง  คนไทยที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส และประเทศใกล้เคียง ผู้ประกอบการไทย ต่างออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ พร้อมขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี และคณะอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศอย่างอบอุ่น รวมถึงยังได้มีการร้องเพลงชาติไทยร่วมกัน

โดยหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ นายกรัฐมนตรีได้เดินออกมาเยี่ยมชม ทักทายชุมชนไทยที่มาร่วมกันทำอาหารเพื่อออกโรงทานให้ผู้มาร่วมพิธี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เดินพูดคุยและชิมอาหารทุกซุ้ม เช่น ผัดไทย ไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยว ขนมช่อม่วง กล้วยแขก ขนมครก สูตรชาละวัน และเมื่อเดินมาถึงซุ้มส้มตำ นายกรัฐมนตรีได้หยิบครกและสาก ก่อนจะลงมือตำส้มตำไทย จนชุมชนไทยต่างแซวว่า “ท่านนายกฯ ท่าทางคล่องแคล่ว ตำแล้วต้องรับผิดชอบด้วย“ สร้างเสียงหัวเราะ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะตักส้มตำให้ชุมชนไทยได้ชิม พร้อมบอกว่า อร่อยจริงๆขอให้ชิม เมื่อชุมชนไทยได้ชิมต่างบอกว่า ”อร่อย และยกนิ้วให้ บางคนบอกอร่อยแต่เผ็ดมาก” ทำให้บรรยากศเป็นกันเอง 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับชุมชนไทย ว่า เวลาไปต่างแดนถ้าได้เจอคนไทยเยอะๆ ก็รู้สึกดีใจอย่างมาก รู้สึกว่าเหมือนอยู่ในบ้านไม่ได้ออกมาต่างประเทศ และดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ ของคนไทยทุกคนที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ที่สำคัญคือ นับญาติกันได้หมด บางคนบอกว่ามาจากเพชรบูรณ์ บุรีบุรีรัมย์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ มุกดาหาร นครศรีธรรมราช ตรงนี้นายกฯกล่าวชื่อจังหวัดเป็นภาษาใต้ ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าและวันนี้ได้รับการทักทายจาก ประชาชนชาว สสป.ลาว ตนดีใจที่ทุกคนมีความห่วงใยบ้านเกิดเมืองนอน มีความห่วงใยสถานการต่างๆในปนะเทศไทย “รับรองว่าด่านไม่เปิด” ทำให้ชาวชุมชนไทยต่างๆปรบมือ พร้อมส่งเสียงว่า “แสดงว่าเลือกถูก” ซึ่งนายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า “ โอ๊ย เลือกถูกตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ แล้ว”  

ก่อนที่นายกฯ จะกล่าวต่อว่า “ให้คำยืนยันว่าอธิปไตยของประเทศไทย แผ่นดินไทยจะไม่มีวันสูญเสียไปให้ใคร แม้แต่กระพี้เดียว ไม่เกิดขึ้นแน่นอน  เราไม่ได้ไปรุกรานหรือคุกคามคนอื่น แต่เราจะไม่มีวันให้ใครเข้ามาย่ำยีหรือมาคุกคามประเทศไทยเป็นอันขาด เพราะนี่ก็คือแบรนด์ของผมด้วย เป็นสิ่งที่ตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวไทยทุกคน สิ่งที่เขาเชื่อใจที่สุดคือถ้ารัฐบาลชุดนี้อยู่คือ ประเทศไทยไม่มีวันเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน ขอให้ทุกคนให้ความมั่นใจ จะทำอะไรก็ทำกันไปไม่ต้องกังวลเลย ว่าจะไปยอมอะไรเขาหรือเปล่า ไม่มี ยกเว้นเขายอมเราก่อน และต้องยอมอยู่ในเงื่อนไขของเรา เงื่อนไขของประเทศไทยเท่านั้น ขอให้ทุกคนไว้วางใจและมั่นใจได้ “ นายอนุทิน ระบุ

จากนั้นได้มีประชาชนสอบว่าสร้างรั้วบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาแล้วหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบว่าสร้างแล้ว แต่ไม่มีประโยชน์เท่ากับเราดำรงสถานะของเราให้คนไม่กล้ารุกล้ำเข้ามา รั้วเอาปืนยิงตู้ม ก็พังหมดแล้ว มันเป็นเพียงสัญลักษณ์แต่เราก็สร้าง สร้างในเขตที่เราคิดว่าจะไม่ทำให้เกิดการขนส่งของผิดกฎหมาย ไม่เกิดการลักลอบเข้าเมือง ลักลอบของเถื่อนหรืออาวุธเข้ามา แต่ไม่ใช่การสร้างรั้วตลอดแนว 2,000-3,000 กิโลเมตร  การสร้างรั้วระหว่างแนวที่สำคัญที่มีผลทางยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกันการมีรั้วอย่างเดียวไม่พอเหมือนบ้านทุกบ้านที่มีรั้วแต่ขโมยยังเข้าได้ แต่ให้มั่นใจว่าเมื่อเดินเข้ามาแล้วแต่นอนออกไป เขาจะไม่เข้ามา ประเทศไทยจะทำให้ทุกคนได้เห็น รั้วแบบเป็นโครงสร้างก็มี แต่รั้วที่เป็นความน่าสะพรึงกลัวที่ใครคิดไม่ดีกับประเทศไทยและข้ามเข้ามาก็เห็นดีกัน ขอให้ความมั่นใจว่าเราทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นความปลอดภัยของประเทศไทยทุกคน ย้ำว่าเรามีปัญหากับรัฐบาลของเขา กับระบบการปกครองการบริหารของเขาและเราไม่ได้มีปัญหากับประชาชนของเขา เราไม่มีปัญหากับระบอบการบริหารของเขาปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐบาลจัดการกัน และไม่ใช่เรื่ององการจะไปจงเกลียดจงชังหรือการแกล้งประชาชนของเขา 

เท้ง ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’

เท้ง ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’

เท้ง ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

‘เท้ง’ ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’ ชี้ ‘ปนช.’ ไม่เคยใช้ช่องทางนี้ตัดสินนักการเมือง เชื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านยังทำงานด้วยกันได้

เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่วัดอุดมรังสี เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตัดพ้อพรรคประชาชนไม่ช่วยหนุนเสียงยื่นสอบจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีเขากระโดง พร้อมมองว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ ว่า ตนยินดีจะพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และทราบว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ก็มีเจตนาดีในการที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ รวมถึงได้แสดงเจตนาว่าอยากให้พรรคประชาชนเข้าร่วมลงชื่อด้วย ซึ่งตนเคยพูด และส่งตัวแทนไปพูดคุยแล้วหลายครั้ง ว่าพรรคประชาชนไม่ได้ไม่ต้องการที่จะตรวจสอบ และพร้อมที่จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่อยู่แล้วแต่ต้องระมัดระวังเรื่องในการใช้กลไก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะไปขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ที่มีการยื่นร้องจริยธรรมนักการเมือง พรรคประชาชนมีจุดยืนว่าไม่เคยใช้ช่องทางในลักษณะนี้ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ผิดจริยธรรมเพราะมองว่าเรื่องจริยธรรม แต่ละหน่วยงานแต่ละพรรคต้องตรวจสอบกันเอง ไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมาย แต่ถ้าหากเป็นเรื่องข้อกฎหมายต้องการใช้ศาลวินิจฉัยให้อันนี้คือถูกต้องแล้ว

เมื่อถามว่า มองว่าการที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โพสต์ในทำนองว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังกันหรือไม่นั้น จะสามารถทำงานร่วมกันได้อยู่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนสามารถทำงานได้กับทุกคน แต่ไม่อยากให้กล่าวหากันออกหน้าสื่อ เพราะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน ก็สามารถพูดคุยกันเองได้รับฟังเหตุและผลด้วยกันเองได้

เท้ง แจงดรามา สามีทนายแจม โผล่ถามเดือด ส.ส.เชียงใหม่ ยันพรรคไม่ได้ละเลย

เท้ง แจงดรามา สามีทนายแจม โผล่ถามเดือด ส.ส.เชียงใหม่ ยันพรรคไม่ได้ละเลย

เท้ง แจงดรามา สามีทนายแจม โผล่ถามเดือด ส.ส.เชียงใหม่ ยันพรรคไม่ได้ละเลย

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

‘เท้ง’ แจงดรามา ‘สามีทนายแจม’ โผล่ถาม ‘ณัฐพล’ สส.เชียงใหม่ ผิดลูกผิดเมีย ยันไม่ได้ละเลย แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคล เผยมีตัวแทนพูดคุยหลังบ้านแล้ว ส่วนจะต้องสอบหรือไม่ รอให้มีคนร้องก่อน ขอ ปชช. มองที่ คกก.วินัยพรรคชุดปัจจุบันดีกว่า หลังถูกถามเครดิตพรรคลดลง เหตุ ‘ทนายแจม’ เป็นมือดูแลจริยธรรมพรรค 

เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่วัดอุดมรังสี เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโลกออนไลน์วิจารณ์เรื่องที่ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สามี น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน เข้าไปแสดงความเห็นสอบถามเรื่องการผิดจริยธรรรม ไม่น่าเชื่อว่าคนผิดลูกผิดเมียผู้อื่นยังมีที่ยืนในสังคม บนโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ 

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในรายละเอียดเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคลด้วย เราไม่ได้ละเลย มีการพูดคุยกันอยู่แล้วข้างหลังบ้าน ส่วนจะมีการนำเรื่องเข้ากรรมการวินัยหรือไม่ อยู่ที่ต้องดูว่าจะมีคนร้องหรือไม่ ถ้ามีคนร้องเข้ามาในคณะกรรมการวินัย ก็ต้องดำเนินการทุกอย่างไปตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า ต้องรอให้มีคนร้องก่อนใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แล้วแต่เรื่อง ถ้าเป็นเรื่องที่เราเห็นได้ชัดว่ามีตัวแทนของพรรคที่ดำเนินการผิดวินัยอยู่แล้วด้วยสายตา เราจะนำเข้าอยู่แล้ว ไม่ต้องมีคนร้อง บางทีก็ไปสอบได้เอง แต่กรณีดังกล่าว ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวจริงๆ อาจจะต้องใช้เวลาในการพูดคุยกันก่อน

เมื่อถามว่า น.ส.ศศินันท์ เคยเป็นคณะกรรมการวินัย จะทำให้เครดิตของพรรคลดลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอให้มองคณะกรรมการวินัยของพรรคชุดปัจจุบันดีกว่า ตนคิดว่ากรรมการวินัยเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ น่าเชื่อถือ สามารถทำให้การครองตนของ สส. พรรคอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมได้

เมื่อถามว่า ได้มีการคุยกับทั้งสองฝ่ายหรือไม่  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีตัวแทนของพรรคลงไปพูดคุยแล้ว ตนอาจจะยังไม่ได้พูดคุยโดยตรง เรื่องประเด็นนี้

เมื่อถามว่า หากมีคนไปร้องจริยธรรมที่สภา พรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ถ้ามีการร้องจริยธรรมในสภา ก็เข้าคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการทุกอย่างไปตามหน้าที่

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ  เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

“สุชาติ” ยืนยันว่า เพจ The Isaan Recotd  ระบุข้อความว่า ทนายของสุชาติ ยอมรับในศาลชลบุรี มีคดีรับสินบนในชั้น ปปช.จริง”  ไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง  เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569  สืบเนื่องศาลจังหวัดชลบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์คดีอาญา ระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น โจทก์ นายโกวิท โพธิสาร  จำเลย ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ,328  โดยโจทก์นำพยานไต่สวน พยานปาก นายสุทัศน์ พุทธะวรรณศักดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ปรากฏว่า  ว่า มีการแอบบันทึกคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายสุทัศน์ฯแล้วนำไปเผยแพร่ใน เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเพจ The Isaan Recotd  ตัดทอนข้อความเฉพาะส่วนว่า  “ทนายของสุชาติ ชมกลิ่น ยอมรับในศาลชลบุรี มีคดีรับสินบนในชั้น ปปช.จริง”  เป็นปุกปั่นและบิดเบือนข้อเท็จจริงความจริง มุ่งโจมตีทางการเมืองแก่นายสุชาติฯ  โดยนายสุทัศน์ พยานโจทก์ตอบคำถามค้านและได้อธิบายคำถาม โดยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแต่ประการใด   ทั้ง เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นำถ้อยเบิกความของพยานโจทก์ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยไม่มีอำนาจกระทำได้เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการประฤติตนวุ่นวายในบริเวณศาล แม้กระทำนอกศาล แต่มีผลต่อการพิจารณาในศาล  เป็นอุปสรรคค่อการพิจารณาของศาล

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้สอบถามจากโดยนายสุทิศน์ ฯ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ โดยยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อตนได้ประโยชน์ในการปั่นกระแสทางโซเชี่ยล ทั้งถ้อยคำเบิกความต่อศาล จำเลยไม่อาจคัดถ่ายได้ เพราะในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ จำเลยมีสิทธิแต่งตั้งทนายมาถามค้านได้แต่สืบพยานไม่ได้  ตนไม่เคยถูก ปปช.ชี้มูลความผิด และไม่เคยถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับทุจริตรับสินหรือเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ส่วนเบอรี่เลือด เป็นนิยายน้ำเน่า ไร้สาระตนยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเบอรี่ในการจัดเก็บผลไม้เบอรี่ ที่ประเทศฟินแลนด์ ดังนั้น ทนายความของตนไม่ได้เบิกความยอมรับ เป็นความบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมมเข้าใจผิด โดยในสัปดาห์ตน จะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อไห้ไต่สวนว่า เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ เพจ The Isaan Recotd มีการกระทำละเมิดอำนาจศาลหรือไม่   ตนยืนยัน มิใช่เป็นการฟ้องปิดปากสื่อ แม้นายโกวิทฯ จะอ้างภายหลังว่า เป็น บก. The Isaan Recotd แต่ประชาชนทั่วไปไม่รู้จัก และตนไม่ให้ราคา ตนใช้สิทธิโดยสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ประสบพบเจอและได้รับความเสียหาย        

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

เปิด 16 คำชี้แจง “สนข.” ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยืนยันไม่ใช่คลองไทย เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

โครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวก็เผชิญข้อกังวลจากประชาชนในหลายมิติ ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ประมง วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงออกมาชี้แจงข้อสงสัยสำคัญของประชาชนรวม 16 ประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อแนวทางพัฒนาแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป

1. เหตุใดไม่ขุด “คลองไทย” แทนแลนด์บริดจ์

สนข. อธิบายว่า แนวคิดขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน แม้จะทำให้เรือเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้า แต่มีต้นทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาสูงมหาศาล อีกทั้งยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การแบ่งแยกพื้นที่ รวมถึงทำให้เกิดการโยกย้ายชุมชนจำนวนมาก

นอกจากนี้ การขุดคลองยังเสี่ยงต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทั้งต่อระบบนิเวศ น้ำทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนภาคใต้

ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงเลือกแนวทาง “แลนด์บริดจ์” ที่ใช้ระบบรางและมอเตอร์เวย์เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งแทน

2. แลนด์บริดจ์จะช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างไร

โครงการแลนด์บริดจ์จะเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยรถไฟและทางหลวงพิเศษ ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

สนข. ประเมินว่า จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งได้ประมาณ 5 วัน และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทย

โครงการมีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP

3. จะมีโรงกลั่นน้ำมันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือไม่

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญ คือการเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหนัก

สนข. ยืนยันว่า แผนแม่บทโครงการไม่ได้กำหนดให้มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่จะเน้นอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรในพื้นที่ เช่น

ยางพารา
ปาล์มน้ำมัน
อาหารทะเล
อาหารฮาลาล
AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

อย่างไรก็ตาม ภายในท่าเรือจะมีบริการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering Service) สำหรับเรือสินค้า ซึ่งหากเอกชนจะลงทุนเพิ่มเติม ต้องผ่าน EIA และการอนุญาตตามกฎหมาย

4. สินค้าหลักที่จะใช้บริการแลนด์บริดจ์คืออะไร

สินค้าที่จะผ่านแลนด์บริดจ์มาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้ง EEC ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงสินค้าทรานซิตจากจีนตอนใต้

ประเภทสินค้า ได้แก่

สินค้าเกษตร
ยางพารา
ผลไม้
อาหารทะเล
สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป
สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

5. เหตุใดต้องถมทะเลจำนวนมาก

สนข. ชี้แจงว่า การถมทะเลเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ร่องน้ำลึกมากกว่า 18 เมตร

พื้นที่ถมทะเลจะใช้สำหรับ

ลานตู้คอนเทนเนอร์
พื้นที่พักสินค้า
ระบบราง
ถนนขนส่ง
ศูนย์โลจิสติกส์

6. มีการทำ SEA หรือไม่

สนข. ระบุว่า ได้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ตั้งแต่ปี 2559 ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่

7. รับมือปัญหาน้ำมันรั่วอย่างไร

โครงการเตรียมแผนป้องกันเหตุรั่วไหลของน้ำมัน พร้อมจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อควบคุมสถานการณ์หากเกิดอุบัติเหตุ

8. ผลกระทบต่อป่าชายเลนและสัตว์ทะเล

ในการจัดทำ EIA และ EHIA มีการสำรวจข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบนิเวศทางทะเล ป่าชายเลน สัตว์น้ำหายาก และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

สนข. ระบุว่า จะมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด

9. ปัญหาตะกอนทะเลและการกัดเซาะชายฝั่ง

มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ศึกษาการฟุ้งกระจายของตะกอนและการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง

ผลศึกษาจะถูกนำไปกำหนดมาตรการควบคุมในช่วงก่อสร้าง

10. ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและนกชายฝั่ง

ขณะนี้มีการศึกษาคุณภาพอากาศ เสียง แสง และระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงแนวปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก และนกอพยพ

การสำรวจดำเนินทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อให้ครอบคลุมช่วงผสมพันธุ์และอพยพของสัตว์

11. การนำดินและหินมาถมทะเลจะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

โครงการกำหนดให้ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของตะกอน พร้อมมีระบบติดตามตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง

12. หลักเกณฑ์เวนคืนที่ดิน

การชดเชยที่ดินจะอ้างอิงตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยคำนึงถึงราคาตลาดจริง ค่าก่อสร้าง และค่าขนย้าย ไม่ใช่ราคาประเมินราชการที่ต่ำกว่าความจริง

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีแนวทางช่วยเหลือ เช่น

จัดหาที่ดินใหม่
ชดเชยพืชผล
เงินเยียวยา

13. การเยียวยาชาวประมงและชุมชน

สนข. เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบผลกระทบ และหากพิสูจน์ได้ว่าชุมชนหรือชาวประมงได้รับผลกระทบจากโครงการ จะต้องได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

พร้อมกันนี้ จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยให้ผู้รับเหมาและผู้รับสัมปทานท่าเรือร่วมสมทบเงินต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี

14. การใช้น้ำจะกระทบชุมชนหรือไม่

มีการสำรวจแหล่งน้ำเดิมในพื้นที่ เพื่อวางระบบใช้น้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมกำหนดมาตรการติดตามการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม

15. หลักเกณฑ์ชดเชยต้นไม้และพืชผล

การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมไม้ยืนต้น 412 ชนิด และไม้ล้มลุก 154 ชนิด

หากไม่มีชนิดไม้ในบัญชี จะใช้การเทียบเคียงกับชนิดใกล้เคียง

16. โครงการจะทำลายวิถีชีวิตชุมชนหรือไม่

สนข. ยืนยันว่า โครงการจะยึดหลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้

แนวทางสำคัญคือ

สนับสนุนอาชีพท้องถิ่น
กิจกรรม CSR
กองทุนชุมชน
การมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว

แม้แลนด์บริดจ์จะถูกมองว่าเป็นโครงการเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศจะสามารถพัฒนาเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนได้มากน้อยเพียงใด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัยโบราณบนแผ่นดินจีน มีนักปราชญ์ผู้ยอดเยี่ยมชื่อ ขงจื๊อ (Confucius) ท่านมีศิษย์มากมายที่มาเรียนรู้คุณธรรมจากท่าน

วันหนึ่ง ศิษย์สามคนได้เดินทางไปกับครูขงจื๊อ ระหว่างทางพวกเขาได้พูดคุยกันเรื่องความทะเยอทะยาน

ศิษย์คนแรก กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นนักรบผู้กล้าหาญ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน”

ศิษย์คนที่สอง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่   มีรถ มีม้า และเสื้อผ้าชั้นดี เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนใช้ร่วมกันโดยไม่เสียดาย”

ศิษย์คนที่สามชื่อเยี่ยนฮุย เงียบอยู่นาน จึงกล่าวอย่างสงบว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่หรือชื่อเสียง ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากเป็นคนดี ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามธรรม  โดยไม่โอ้อวดในความดีของตน   อยากให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข  เพื่อนฝูงไว้วางใจกัน  และประชาชนได้รับความเอาใจใส่”

ครูขงจื๊อฟังแล้วยิ้ม ท่านหันไปหาศิษย์ทั้งสามและกล่าวว่า

真正的伟大 = ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง  不在于地位与名聲 = ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งและชื่อเสียง   而在于心地善良 = แต่อยู่ที่จิตใจที่เมตตากรุณา  与造福他人 = และการสร้างประโยชน์/เกื้อกูลผู้อื่น

และ 真善= ความดีที่แท้จริง  在于行= อยู่ที่การกระทำ/การปฏิบัติ  也在于诚= และความจริงใจ

ท่านสอนต่อว่า “คนที่แสวงหาชื่อเสียงมักจะหลงทาง แต่คนที่ทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์จะได้รับความเคารพนับถือโดยธรรมชาติ”

วันต่อมา พวกเขาพบชาวนาคนหนึ่งกำลังทำนาอย่างหนัก    ภายใต้แสงแดดจ้า ศิษย์สองคนแรกเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่เยี่ยนฮุยหยุดและช่วยเหลือชาวนาจนงานเสร็จ

ครูขงจื๊อกล่าวกับศิษย์ทั้งหมดว่า “นี่แหละคือความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดถึงความดี แต่คือการลงมือทำความดีนั่นเอง”

หลายปีผ่านไป ศิษย์สองคนแรกแสวงหาตำแหน่งและอำนาจ แต่กลับล้มเหลวและสูญเสียทุกอย่าง ส่วนเยี่ยนฮุย นั้น   แม้จะไม่มีตำแหน่งสูง แต่คนทั่วแผ่นดินเคารพนับถือเพราะความดีงามและความซื่อสัตย์ของเขา

เรียบเรียงจากคัมภีร์จีน “หลุนอวี่” (Analects of Confucius)  ตอน “ต่างคนต่างกล่าวปณิธานของตน” 各言其志 (Gè yán qí zhì)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : เกาะมิยาจิมะแห่งฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงนี้ยังขอชวนคุณเที่ยวญี่ปุ่นอีกสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ แต่ทว่าพาเที่ยวนอกกรุงโตเกียว วันนี้เราจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แห่งจังหวัดฮิโรชิมะ 

เวลาพูดถึงฮิโรชิมะ หลายคนอาจจะนึกถึงความหดหู่ ความเศร้าโศก ทุกข์ระทมแสนสาหัสของมนุษยชาติ อันเกิดจากความเลวทรามต่ำช้าของมนุษย์ด้วยกัน หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า Little Boy เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่อ แฮร์รี เอส. ทรูแมน แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก็สั่งให้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองชื่อ Fat Man ที่นางาซากิ ผลของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ทำให้มีคนตายรวมทั้งหมด 140,000 คน ส่วนที่นางาซากิ มีคนตาย 80,000 คน แม้เรื่องราวแสนเลวทรามจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปี แต่บาดแผลได้ฝังลึกลงไปในมโนสำนึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้ แล้วก็ได้แต่หวังว่ามนุษย์จะไม่กระทำการอันแสนเลวทรามเหมือนอดีตอีก แต่ก็ได้แค่หวัง เพราะในปัจจุบันก็ยังมีการสู้รบ มีสงครามเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่เคยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนแม้แต่น้อย

นั่นคือช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะชวนคุณไปสัมผัสความน่ารักของเกาะสวรรค์มิยาจิมะ ไปเดินเล่นดูบ้านเมือง ไปดูน้องกวางน้อยมากมายที่ชอบเดินเข้าหานักท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรอย่างที่สุด ไปหาขนมอร่อย ๆ กินให้ชื่นใจ แล้วกินอาหารทะเลสด ๆ แล้วที่ต้องไม่พลาดคือต้องเยือนเสาโทริอิแห่งมิยาจิมะที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล

เกาะนี้ถูกเรียกว่าเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ และได้รับการขนานนามว่าเกาะแห่งทวยเทพ หรือเกาะของเทพเจ้า ดังนั้น จึงถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังได้รับการยอมรับว่ามีทิวทัศน์สวยงามที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของเกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่น 

บนเกาะมิยาจิมะมีสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ศาลเจ้าอิทสุคุชิมะ มีประวัติยาวนานประมาณ 1,400 ปี จึงถูกยกเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่ในท้องทะเล ดังนั้นในเวลาที่น้ำทะเลขึ้น จึงทำให้ทั้งศาลเจ้าและเสาโทริอิเสมือนลอยอยู่กลางทะเลสีคราม ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวครึ้ม ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือกันระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ 

นอกจากศาลเจ้าอิทสุคุชิมะแล้ว ยังมีวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดไดกันจิ วัดไดโชอิน ยอดเขามิเซน พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และนิทานพื้นบ้าน ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมพื้นถิ่น และตลาดคนเดินริมทะเล แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ การได้เดินอยู่กับน้องกวางที่แสนเชื่อง เชื่องแบบชนิดที่เดินมาหาแล้วขออาหารแบบไม่อ้อมค้อม วอนขอขนมจากนักท่องเที่ยวกินแบบเป็นกันเองไม่สนใจว่าเขาจะพูดภาษาอะไร แต่ขอย้ำว่าห้ามให้อาหารและขนมกับน้องกวางเป็นอันขาด ไม่ว่าน้องกวางจะอ้อนวอนขอมากสักเพียงใด ก็ห้ามให้ แต่ก็ต้องระวังน้องกวางแย่งขนมหรืออาหารจากมือของคุณ ในเวลาคุณกำลังเดินชมร้านรวงในย่านถนนคนเดินบนเกาะ คือบนถนนโอโมเตะซันโด แล้วสำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวนาน ๆ ก็อาจจะไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าได้ด้วย 

ขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปเที่ยวชมในเขตหมู่บ้านบนเกาะมิยาจิมะด้วย แต่ย้ำว่าอย่าได้สอดส่ายกล้องถ่ายรูปของคุณเข้าไปในบ้านของเขาเป็นอันขาด เพราะมันคือการไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน แต่หากจะถ่ายรูปก็ขอให้ถ่ายเฉพาะภาพหน้าบ้าน หรือภาพมุมกว้างเท่านั้น ซึ่งในวันนี้ได้นำภาพโคมไฟกระดาษรูปนักสัตว์ต่าง ๆ มาฝากคุณ อันที่จริงต้องบอกว่าชาวเกาะมิยาจิมะติดโคมไฟรูปสัตว์กันทุกบ้านเลย แต่ไม่แน่ใจว่าติดเฉพาะช่วง Golden Week หรือไม่ (ลืมถามชาวเมืองว่าติดถึงช่วงไหน) แต่เป็นโคมไฟที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะแต่ละอันลวดลายไม่ซ้ำกันเลย 

แน่นอนที่สุดคือ เมื่อไปถึงเกาะเทพเจ้าแห่งนี้ก็ต้องไปไหว้ศาลเจ้า และไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็หาซื้อของกินประจำเกาะคือขนม ขนม และขนม ซึ่งล้วนทำจากแป้ง มีชื่อว่าโมมิจิมันจู ขนมไข่ทำเป็นรูปใบเมเปิ้ลแล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดง มัน เผือก ช็อกโกแลต และยังมีขนมอาเกะ โมมิจิ คือการนำขนมโมมิจิมันจูไปชุบแป้งแล้วทอดกรอบ เสร็จแล้วใช้ไม้เสียบ และอย่าลืมชิมมิยาจิมะ ออมเล็ต เค็กเนื้อนุ่มฟูเคลือบครีมหวานตกแต่งด้วยคุ๊กกี้รูปเสาโทริอิ และกังสุ ของว่างทำด้วยลูกชิ้นปลาผสมผักทอดคลุกเกล็ดขนมปัง 

แต่ที่ต้องไม่ลืมกินเป็นอันขาดคือโอโคโนมิยากิแบบฉบับมิยาจิมะ ทำจากแป้งสาลีแผ่นบาง ๆ ทอดบนกระทะแบน แล้ววางยากิโซบะกับกะหล่ำปลี และอาหารทะเล รวมถึงวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ลงเป็นชั้น ๆ และทอดจนสุกส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วขอแนะนำให้กินหอยนางรมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ถือได้ว่าเป็นสุดยอดน้ำมนแห่งท้องทะเลเมืองฮิโรชิมะ 

ถ้าคุณสนใจไปเที่ยวมิยาจิมะด้วยกัน โดยเน้นเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน เพื่อให้ซึมซับทั้งบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียบประเพณีของที่ท่องเที่ยวให้ครบครัน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ECO-BRAND’ กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมภาคเหนือในทุกฤดูแล้ง “ป่า” และ “คน” มักถูกมองว่าอยู่คนละฝั่งของสมการการพัฒนา แต่บนพื้นที่สูงหลายแห่งของประเทศไทย วันนี้มีโมเดลหนึ่งที่กำลังพิสูจน์ว่า การรักษาป่าและการสร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถเดินไปพร้อมกันได้จริง ผ่านเมล็ดกาแฟเม็ดเล็กๆ ใต้ร่มเงาไม้

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. กำลังขับเคลื่อน “ECO-BRAND” ตรารับรองของสินค้าเกษตรบนพื้นที่สูงที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อยกระดับผลผลิตให้เป็นมากกว่าสินค้าทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คน ป่า และคุณภาพชีวิต” อย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญของ ECO-BRAND คือแนวคิด “No Burn” หรือ “ไม่เผา” การเปลี่ยนผ่านจากระบบเกษตรดั้งเดิมที่ต้องมีการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรก่อนเพาะปลูก มาเป็นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดจุดความร้อน และช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กลายเป็นวิกฤตร่วมของสังคมไทย

เมื่อ “เกษตรกรดี” ปรับวิถีการผลิตจากการทำลายสู่การเกื้อกูลป่า ไม่บุกรุกพื้นที่สีเขียวเพิ่ม แต่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงรายได้ที่มั่นคง หากยังนำไปสู่ “สินค้าดี” ที่ผ่านมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศอย่างแท้จริง และเมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้เดินทางถึงมือ “ผู้บริโภคดี” คุณค่าที่ได้รับจึงไม่ใช่เพียงรสชาติหรือสุขภาพที่ดีขึ้น แต่คือความรู้สึกร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูผืนป่าและลดมลพิษทางอากาศไปพร้อมกัน

หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ สวพส. ส่งเสริมอย่างจริงจัง คือ “กาแฟ” พืชที่เติบโตได้ดีใต้ร่มเงาธรรมชาติ และกลายเป็นความหวังใหม่ของชุมชนบนพื้นที่สูง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟภายใต้การส่งเสริมของ สวพส. รวม 37 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 39,138 ไร่ แบ่งเป็นกาแฟอะราบิกา 37,516.6 ไร่ และโรบัสต้า 1,621.4 ไร่ พื้นที่สำคัญในการปลูกกาแฟ ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี แม่สลอง พื้นที่อมก๋อย (แม่แฮหลวง ขุนตื่นน้อย ผีปานเหนือ ห้วยแห้ง)  ปางมะโอ ป่าเกี๊ยะใหม่ บ่อเกลือ สบเมย แม่สอง โหล่งขอด ปางหินฝน ห้วยฮะ และป่าแป๋ เป็นต้น โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 3,643 ราย สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนปีละกว่า 80 – 100 ล้านบาท

เบื้องหลังตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลมีอาชีพที่มั่นคง ผ่านระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปลูกกาแฟแบบ Shade-Grown Coffee หรือกาแฟใต้ร่มไม้ เป็นการช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ และยังทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพสูง รสชาติซับซ้อน และมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจ คือ กาแฟกำลังเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่สูง จากพื้นที่ที่เคยถูกแผ้วถางเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวระยะสั้น กลายเป็น “วนเกษตร” ที่ช่วยหยุดการบุกรุกป่า และฟื้นฟูระบบนิเวศภายใต้ร่มเงา เมล็ดกาแฟจึงเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด”

ในวันที่โลกกำลังเผชิญความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม ECO-BRAND คือตราสัญลักษณ์ ที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคม ให้ร่วมกันพิสูจน์ว่า “การพัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียผืนป่าเสมอไป

และเพื่อส่งต่อคุณค่าจากต้นทางสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค สวพส. เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า ECO-BRAND ผ่านเว็บไซต์ “ของดีบนดอย” เพื่อเชื่อมตรงระหว่างเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกซื้อ มาจากระบบเกษตรที่ใส่ใจทั้งคนและผืนป่าอย่างแท้จริง

พั้นรักแมว ประกาศดร็อปเรียนหมอ ขอตามฝันลุยงานบันเทิงก่อน วอนโซเชียลหยุดพาดพิงคณะ-คลินิก

พั้นรักแมว ประกาศดร็อปเรียนหมอ ขอตามฝันลุยงานบันเทิงก่อน วอนโซเชียลหยุดพาดพิงคณะ-คลินิก

พั้นรักแมว ประกาศดร็อปเรียนหมอ ขอตามฝันลุยงานบันเทิงก่อน วอนโซเชียลหยุดพาดพิงคณะ-คลินิก

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

24 พฤษภาคม 2569 อินฟลูฯสายบิวตี้ชื่อดัง พั้นรักแมว หรือ พั้น พันธิตา บุญชวน ประกาศดรอปเรียนชั่วคราวจากการเป็นนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยให้เหตุผลว่าอยากทุ่มเทให้กับการทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมระบุว่า

สวัสดีค่ะ วันนี้พั้นอยากออกมาพูดในประเด็นที่หลายคนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวพั้นนะคะ ซึ่งจะพูดจากความรู้สึกและความเข้าใจของพื้นในตอนนี้ หากมีส่วน ไหนที่ทั้นเข้าใจผิดหรือสื่อสารไม่ถูกต้อง พื้นต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ

หลายคนมีคำถามเกี่ยวกับการเป็นนักศึกษาแพทย์ กับการทำงานในสายอินฟลูเอนเซอร์ที่นั้นทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทั้นรอเวลาที่จะจัดการความคิดและเรียบ เรียงให้ชัดเจนก่อน เพราะทันรู้ว่ามีหลายคนที่คอยติดตาม และมีน้อง ๆ ที่มองนั้นเป็นแรงบันดาลใจ ทั้นจึงอยากสื่อสารเรื่องนี้อย่างระมัดระวังที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ทางคณะได้ให้คำแนะนำและคำปรึกษากับพื้นเกี่ยวกับ ความเหมาะสมในการทำงานบางรูปแบบในระยะยาว เมื่อนั้นจบไปเป็นแพทย์ซึ่งพั้นเข้าใจและเคารพอย่างมาก เพราะเป็นวิชาชีพที่สังคมให้ความเชื่อถือถือ จากนั้นนั้นจึงพยายามระมัดระวังมากขึ้น ทั้งในเรื่องการทำคอนเทนต์ การสื่อสาร และแยกการเรียนกับการทำงานออกจากกันให้มากที่สุด

และหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเหมาะสมในตอนนี้ ทำให้ช่วงระหว่างที่ปิดเทอมนี้นั้นได้มีการปรึกษากับครอบครัว กำลังตัดสินใจจะ ดรอปการเรียนไว้ช่วงหนึ่ง เพื่อมาทำในพาร์ทของอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่าง

เหมาะสม นั้นได้มีโอกาสคิดทบทวนว่าบางครั้งเส้นทางชีวิตอาจไม่ได้พาเราไปได้ทุกทางพร้อมกันอย่างที่คิดไว้ และนั้นรู้สึกว่าแพทย์เป็นวิชาชีพที่มีจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมาก คำพูดหรือสิ่งที่ทำมีผลต่อความเชื่อมั่นของคนจำนวนมาก การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพั้นมองว่า การเรียนไม่สำคัญ แต่พั้นรู้สึกว่าโอกาสและประสบการณ์ที่เข้ามาไม่ชีวิตตอนนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากจริง ๆ และพั้นอยากลองทำมันอย่างเต็มที่

ในช่วงเวลาที่มีโอกาส ทางครอบครัวเองก็เป็นห่วงอนาคตของพั้นมาก และพั้นเองก็ทบทวนอยู่นานเพราะนี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายของนั้นเลย แต่สิ่งที่พั้นรู้แน่ ๆ คือ ทุกวันนี้ความสุขที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เจอทีมงาน ได้เจอผู้คน ได้เจอแฟนคลับ และได้ทำอีกหนึ่งความฝันที่ตัวเองเคยมีมาตั้งแต่เด็ก

อีกเรื่องที่พั้นอยากขอมากที่สุด คือพั้นไม่อยากให้ทางคณะหรือทางคลินิกถูกตั้งคำถามหรือถูกวิจารณ์จากเรื่องนี้ เพราะตลอดที่ผ่านมา ทางคณะให้คำแนะนำ และความปรารถนาดีกับพั้นเสมอ ส่วนทางคลินิกที่นั้นเป็นพรีเซนเตอร์ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน ก็ให้ความร่วมมือและเคารพแนวทางที่พูดยกับทางคณะ อย่างเต็มที่มาตลอดสุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ ที่รับฟัง พื้นอาจยังเป็นคนคนหนึ่งที่กำลัง เรียนรู้ เติบโต และค่อย ๆ ตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตทีละก้าว พั้นสัญญาว่าจะตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และขอบคุณทุกคนที่ยังเอ็นดูพั้นเสมอค่ะ.