กกพ. เปิด 4 ทางเลือกค่าไฟใหม่ ใช้น้อยจ่ายถูกลง ใช้มากเตรียมจ่ายแพง

กกพ. เปิด 4 ทางเลือกค่าไฟใหม่ ใช้น้อยจ่ายถูกลง ใช้มากเตรียมจ่ายแพง

กกพ. เปิด 4 ทางเลือกค่าไฟใหม่ ใช้น้อยจ่ายถูกลง ใช้มากเตรียมจ่ายแพง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (ขั้นบันได) ตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้

บรรเทาค่าครองชีพ: ช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าน้อย โดยกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
จูงใจให้ประหยัดพลังงาน: ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก จะต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นตามขั้นบันได เพื่อส่งเสริมการใช้ไฟอย่างรู้คุณค่า
ทุกคนได้สิทธิประโยชน์ร่วมกัน: ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน ไม่ว่าจะใช้ไฟมากหรือน้อย จะได้สิทธิคิดค่าไฟใน 200 หน่วยแรกในราคาที่ถูกลง (ไม่เกิน 3 บาท) เหมือนกันหมด ก่อนที่จะไปคิดในอัตราที่แพงขึ้นในหน่วยที่เกิน

รูปแบบทางเลือก 4 กรณี และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า

ทาง กกพ. ได้แบ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ และได้เสนอทางเลือกในการคิดค่าไฟ 4 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นโดยมีรายละเอียดของแต่ละกลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน (มิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์)

  • ใช้ไฟ 0-25 หน่วย: อัตราค่าไฟเท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทั้ง 4 กรณี
  • ใช้ไฟ 26-200 หน่วย: ปรับลดลงเหลือ 3 บาทต่อหน่วยในทั้ง 4 กรณี (จากเดิมที่เคยจ่ายประมาณ 3.24 – 4.22 บาทต่อหน่วย)
  • ใช้ไฟ 201-400 หน่วย: กรณีที่ 1 และ 2 จ่ายราคาเดิม ส่วนกรณีที่ 3 และ 4 ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.49 – 0.54 บาทต่อหน่วย
  • ใช้ไฟ 401 หน่วยขึ้นไป: ค่าไฟจะถูกปรับแพงขึ้นในทั้ง 4 กรณี โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.54 – 1.03 บาทต่อหน่วย

กลุ่มที่ 2 ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน (มิเตอร์เกิน 5 แอมป์)

  • ใช้ไฟ 0-200 หน่วย: ปรับลดลงเหลือ 3 บาทต่อหน่วยในทั้ง 4 กรณี
  • ใช้ไฟ 201-400 หน่วย: กรณีที่ 3 และ 4 ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.49 – 0.54 บาทต่อหน่วย
  • ใช้ไฟ 401 หน่วยขึ้นไป: ค่าไฟจะถูกปรับแพงขึ้นในทั้ง 4 กรณี โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.54 – 1.03 บาทต่อหน่วย

ข้อสังเกตสำคัญ: > หากใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป จะต้องรับภาระจ่ายค่าไฟแพงขึ้น โดยจะตกอยู่ที่ประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้มีข้อเสนอแนะว่า ทางเลือกกรณีที่ 4 น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด และได้เสนอต่อ กกพ. แล้ว

กำหนดการและขั้นตอนต่อไป

  • ช่วงรับฟังความคิดเห็น: ประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อทั้ง 4 ทางเลือกนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ของ กกพ. (www.erc.or.th)
  • การเริ่มบังคับใช้: หลังจากรวบรวมความคิดเห็นและผ่านการพิจารณาแล้ว คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในรอบบิลค่าไฟเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • การทบทวนในอนาคต: การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างค่าไฟรอบ 5 ปีพอดี (ของเดิมใช้ช่วงปี 2564-2568) และหากในอนาคตผู้ที่ใช้ไฟมากมีการลดการใช้ไฟฟ้าลง ทาง กกพ. ก็อาจจะมีการนำโครงสร้างนี้กลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง

นักวิชาการ มธ.ชง นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส คุย มาครง-ยูเนสโก-IEA

นักวิชาการ มธ.ชง นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส คุย มาครง-ยูเนสโก-IEA

นักวิชาการ มธ.ชง นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส คุย มาครง-ยูเนสโก-IEA

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอ”นายกฯ”ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส หารือ”มาครง-ผอ.ยูเนสโก”ดึงลงทุนเพิ่ม พร้อมต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ไทย เปลี่ยนประเทศสู่ Creative Economy แนะสร้างความสัมพันธ์”ผอ.IEA”เปิดทางหาแหล่งน้ำมันใหม่ พร้อมชง 3 เรื่องถึง”ศุภจี” เดินหน้าดีลในวง”APEC MRT”หนุนไทยร่วมซัพพลายเชน

22 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค.2569 ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจอีกหลากหลายประเทศ

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย

“พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ ตลอดจนการได้รับคำแนะนำ หรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกลับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade : MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22 – 23 พ.ค.2569 ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ 2.การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองเรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก และ 3.การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่ความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจชัด ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลง หรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

“การเดินทางไปพบปะหารือและร่วมประชุมของรัฐบาลไทยในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการจะขยับนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกมองเห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่มีความวุ่นวายในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกจากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรวางตัวเป็นกลาง และไม่ขัดขวางการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา โดยเฉพาะการเสนอญัตติด่วนเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก. เงินกู้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้งบจากเงินกู้ไปแล้ว กว่า 170,000 ล้านบาท และกำลังจะเริ่มกู้เงินจริง โดยเงินช่วยเหลือจะเริ่มถึงมือประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ หรืออีกเพียง 8 วันข้างหน้า ทั้งที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงต่อรัฐสภาและสังคมอย่างเพียงพอว่า การกู้เงินดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด มีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรหลังมาตรการเยียวยาระยะเวลา 4 เดือนสิ้นสุดลง และเงินเยียวยาหมดลง     

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่ารัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้สนับสนุนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ อาจเข้าข่ายใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์และขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการกู้เงินในสถานการณ์พิเศษ     

“ในเมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินการกู้เงินและใช้งบประมาณแล้ว เหตุใดการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงจะไม่ถือเป็นญัตติด่วน หากไม่ถูกบรรจุเป็นญัตติด่วน ก็ต้องรอคิวตามระเบียบวาระปกติซึ่งมีญัตติค้างอยู่จำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบเกิดขึ้นไม่ทันต่อสถานการณ์” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

น.ส.ศิริกัญญา ยังตั้งข้อสังเกตต่อเหตุผลของประธานสภาที่ระบุว่า ควรรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยตนเห็นว่า ในเมื่อรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ไม่ควรชะลอการทำหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน

“ฝ่ายค้านต้องต่อสู้กับความพยายามของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่แล้ว แต่กลับต้องถูกประธานสภาขัดขวางด้วยการไม่รับรองความเป็นญัตติด่วนอีก กลไกตรวจสอบของสภากำลังถูกจำกัดตัดตอน และนี่คือการเปิดช่องให้รัฐบาลหนีการตรวจสอบจากสภา” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

เลขาฯ ป.ป.ช.ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจ สั่งไล่บี้จนสุดสาย

เลขาฯ ป.ป.ช.ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจ สั่งไล่บี้จนสุดสาย

เลขาฯ ป.ป.ช.ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจ สั่งไล่บี้จนสุดสาย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

เลขาฯ ป.ป.ช. ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจสร้างอาคารรุกพื้นที่ป่า เจาะบาดาลโดยมิชอบ จ่อชง ครม. ขอเวนคืนที่ดิน ลั่น ใครผิดต้องดำเนินการ ไล่บี้จนสุดสาย

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดสระบุรี นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุมติดตามการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบ และกรณีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าไม้ ในเขตพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดสระบุรี และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เป็นต้น

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีที่จังหวัดสระบุรีเป็นประเด็นสำคัญ เพราะปรากฏเป็นข่าว จึงมาติดตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อดูว่ามีการขับเคลื่อนไปถึงไหน และจะทำอย่างไรให้พื้นที่ ส.ป.ก. กลับมาเป็นของประชาชนที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตกร เพื่อทำประโยชน์ได้จริง และจะต้องมีการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการป้องกันการบุกรุกป่า เพื่อลดข้อร้องเรียนการทุจริต

ด้านว่าที่ร้อยตรีคทาวุธ คลังนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในส่วนกรณีภูนับดาวที่เป็นกระแสพูดถึงจำนวนมาก ป.ป.ช.สระบุรี ได้ดำเนินการกับผู้ออกเอกสารที่ดิน ส.ป.ก.ให้กับผู้ที่ไม่ใช่เกษตกรแล้ว ส่วนกรณีที่วัดป่าชนะใจ ที่มีการบุกรุกที่ป่านับพันไร่ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการ 2 ส่วน คือเฝ้าระวังและขับเคลื่อนหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดการร้องเรียนและโอกาสที่จะเกิดช่องว่างการทุจริต

จากนั้น ตัวแทนสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระบุรี กล่าวเสริมในรายละเอียดว่า ในส่วนกรณีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.โดยมิชอบที่ไร่ภูนับดาว เนื่องจากผู้ที่ได้รับไม่ได้เป็นเกษตรกร รวมถึงการออกโฉนด ส.ป.ก.ทับที่ป่าไม้ ป.ป.ช.สระบุรีได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท.เขต 1 สำนักงาน ส.ป.ก. และตํารวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบไร่ภูนับดาว และอยู่ระหว่างการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช.

ในส่วนการเฝ้าระวัง ป.ป.ช.สระบุรีได้จัดกิจกรรมเสวนารับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก เพื่อนํามาจัดทำมาตราการป้องกันการออกโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบ

ส่วนกรณีการออกโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ทับที่ป่าไม้ บริเวณวัดป่าชนะใจ ป.ป.ช.สระบุรีได้ร่วมมือกับ ป.ป.ท.เขต 1 กรมป่าไม้ และตำรวจ สำนักพุทธฯ และ ส.ป.ก.จังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวสอบข้อเท็จจริงที่วัดป่าชนะใจ และได้มีการติดตามเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกัลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการดำเนินการตามหน้าที่ เช่นทาง ส.ป.ก.สระบุรี ได้มีการแจ้งความกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว

ขณะที่หน่วยงานรัฐพื้นที่เกี่ยวข้องกลับกรณีการบุกรุกที่ดินและการออก ส.ป.ก.โดยไม่ชอบได้ชี้แจงความคืบหน้า การบังคับใช้กฎหมาย  เช่นมีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 โดยไม่ชอบให้กับไร่ภูนับดาว โดยผู้ได้รับเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีการออก ส.ป.ก. 4-01 ทับพื้นที่สวนป่า  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ส่วนกรณีวัดป่าชนะใจ ได้มีการแจ้งความกระทำความผิดต่อผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว 

ด้านผู้แทนของกรมป่าไม้  ระบุว่าในพื้นที่ของวัดป่าชนะใจ เดิมเคยเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่ปี 2507 แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการเพิกถอนแพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  และออกประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน  แต่ที่กรมป่าไม้ต้องเข้าไปดูแลเนื่องจาก ส.ป.ก.ยังไม่มีแผนการดำเนินการหรือยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ 4-01  ซึ่งกรมป่าไม้ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรวังม่วง ต่อเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม ขณะนี้คดีอยู่ในการดูแลของสำนักงานสอบสวนกลาง กองกำกับการ 2 โดยอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน ขณะที่การจะนำพื้นที่ดังกล่าวคืนนั้นจะต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงมติคณะรัฐมนตรีปี 2502  

ด้านตัวแทนหน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี  ชี้แจงว่าวัดป่าชนะใจ เจาะบ่อน้ำบาดาล 3 บ่อ โดยได้มีการไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษแลัว อยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ปรากฏผู้ครอบครอง  ส่วนอีก 2 บ่อ  พบว่ามี 2 คนมีรายชื่อครอบครองใน ส.ป.ก.จะต้องมีการดำเนินการยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไปกรณีการเจาะหัวน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้ง 3 บ่อทำการเจาะน้ำบาดาลลึกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 15 เมตร

ทั้งนี้พื้นที่วัดป่าชนะใจ จำนวน 13 ไร่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยอมรับรู้ว่ามีการก่อสร้างและอยู่ระหว่างการขออนุญาต ซึ่งผู้ครอบครองสิทธิ์ไม่มาขอโดยตรง จึงมีการออกคำสั่งห้ามใช้พื้นที่ ส่วนแปลงข้างเคียงอีก 3 แปลงนั้น ได้ติดประกาศให้ผู้ครอบครองเดิมต้องรายงานกับท้องถิ่นหากไม่ดำเนินการก็จะติดประกาศห้ามใช้พื้นที่เช่นกัน และจะดำเนินการสั่งให้มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่อไป 

ตัวแทนฝ่ายปกครอง นายอำเภอมวกเหล็ก ระบุว่าได้มีการประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายโดยตรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งป่าไม้และส.ป.ก.รวมถึงหน่วยงานกำกับดูและ อปท. กรณีการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร  ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากเจ้าของสิทธิ์เดิมมีการสละสิทธิ์ และวัดอยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่ ปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วก็จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารต่อไป ขณะที่ ปปท. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการปัญหาวัดป่าชนะใจ วัดป่ารักษาใจ หมู่บ้านอารยะหรือผาชนะใจ เฝ้าระวังไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม และดำเนินการกับอาคารที่มีการก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาต และขอให้แจ้งความคืบหน้าไปยังป.ป.ช.และปปท.ให้รับทราบเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นปัญหาที่มีความกังวลใจ กรณีมาตรา 157 รู้ว่าผิดแต่ไม่ดำเนินการ

ขณะที่  ป.ป.ช.จังหวัดสนะบุรี ได้สรุปว่าในพื้นที่ อำเภอมวกเหล็กและอำเภอวังม่วงมีพื้นที่ ส.ป.ก. 20,000 ไร่ ไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาปฏิรูป จำเป็นต้องมีการแยกออกเป็น 2 ส่วนคือพื้นที่ที่เหมาะสมทำเการกษตร และพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเช่นพื้นที่บนเขา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเพิกถอนก็จะต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีในการเวนคืนที่ดินและพัฒนาเป็นพื้นที่ป่าชุมชน ส่วนพื้นที่ภูนับดาวนั้น มีปัญหาแต่เรื่องของใบจอง code 0-3 จำนวนหมื่นกว่าไร่ที่สามารถแปลงเป็นส.ป.ก. 4-01 ซึ่งคนที่มีโค้ด 0 ถึง 3 ไม่ระบุจำนวนการครอบครอง ถือไว้ขาย

ด้าน เลขา ป.ป.ช.ได้แสดงความเป็นห่วงและให้ข้อเสนอแนะ กรณีการที่จะให้สิทธิ์เกษตรกรเข้าไปทำกินในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในเขต ส.ป.ก. ที่รับโอนมาจากป่าไม้  ควรจะมีนโยบายจำกัดการถือครองหรือทำประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องถือครอง 50 ไร่ทั้งหมด และการทำประโยชน์จะต้องมีการเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้มีการแปรสภาพพื้นที่ทำประโยชน์ไปเป็นของเอกชนในการลงทุนด้านอื่นๆ ย้ำว่าในการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่ายนั้น จำเป็นต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ดินและป่าไม้ เพื่อจำกัดการใช้ประโยชน์โดยไม่จำเป็น และบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ หากใครทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยขอให้หน่วยงานตรวจสอบกำกับติดตามความคืบหน้าของคดี และขอให้ตามต่อจนสุดสายว่ามีการฟ้องร้อง และความคืบหน้าของคดี พร้อมเห็นว่ากรณีการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ได้มีการเชิญหน่วยงานไปพูดคุยที่สำนักงาน ป.ป.ช.ส่วนกลาง วันนี้จึงลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางลงท้องที่  ซึ่งการใช้มาตรการป้องกันการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติโดยลดข้อร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐถือว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเห็นความตั้งใจจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนมาตรการในเชิงบริหารและเชิงปกครองนั้นก็จะต้องพิจารณาอีกครั้ง อาจจะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขอให้มีการเคาะว่าจะต้องมีการเวนคืนพื้นที่หรือไม่

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

กกต.แจงมาตรการรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้ง”ผู้ว่าฯ กทม.-สก.” และ”นายกเมืองพัทยา-สมาชิกเมืองพัทยา” ยืนยันหลักการลงคะแนนโดยลับ ประทับตราบนบัตรป้องกันนำไปใช้เลือกตั้งท้องถิ่นอื่น

22 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่าการเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการจัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์ ควบคุมการพิมพ์ และกำหนดวิธีการจัดส่งบัตรเลือกตั้ง ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และมาตรา 77 บัญญัติให้หีบบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้ง ให้มีลักษณะตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

ทั้งนี้ ข้อ 134 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้กำกับ ควบคุมการจัดพิมพ์ และการจัดส่งบัตรเลือกตั้ง การกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้ง โดยให้โรงพิมพ์ที่ กกต.มอบหมายเป็นผู้จัดพิมพ์ให้มีจำนวนเพียงพอต่อจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ประกอบกับข้อ 133 กำหนดให้ก่อนนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งใด เมื่อใด ให้มีการประทับตราหรือเครื่องหมายตามแบบที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกำหนด

โดยมาตรการป้องกันการปลอมแปลงดังกล่าว เป็นมาตรการด้านการควบคุมการจัดพิมพ์และรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีความแตกต่างในการเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติแต่ละครั้ง นอกจากนี้ บัตรเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนนำไปใช้ในการเลือกตั้งจะมีการประทับตราบนบัตรเลือกตั้งบริเวณรอยปรุ เพื่อป้องกันการนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด ไม่สามารถตรวจสอบหรือเชื่อมโยงไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้และไม่กระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับตามที่กฎหมายกำหนด

– 006

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

กสม.ตรวจสอบ 'ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง' จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์ แนะ 2 หน่วยงานร่วมกับประชาชนกำหนดแนวเขตและการใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่ได้จัดสรร 6,500 ไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร้องเรียนกรมป่าไม้ว่าไม่จัดสรรที่ดิน ‘ป่าสงวนแห่งชาติป่าบ้านหมากและป่าปากพัง’ เนื้อที่ 13,000 ไร่ ให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินเข้าใช้ประโยชน์ หลังจากที่กสม.ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าปัจจุบันที่ดินดังกล่าวถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยที่ดินส่วนแรกประมาณ 6,300 ไร่ อยู่ระหว่างการจัดสรรที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด หรือ คทช. ซึ่งมีการจัดสรรไปแล้ว 868 ราย และส่วนที่ 2อยู่ระหว่างรอจัดสรรเพิ่มเติมอีก 200 ราย เป็นที่ดินที่ยังมิได้จัดสรร 6,500 ไร่ กรมป่าไม้อนุญาตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้าเก็บหาผลปาล์มน้ำมันเป็นการชั่วคราว ในลักษณะการเช่าสัญญารายปี

นางสาวศยามล กล่าวอีกว่า กสม.พิจารณาเห็นว่า การดำเนินการของกรมป่าไม้เป็นการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงมีข้อเสนอแนะต่อกรมป่าไม้ และ คทช.สุราษฎร์ธานี ให้ร่วมกันกำหนดแนวเขตพื้นที่ส่วนกลาง ในพื้นที่หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 8 ให้ชัดเจน โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากป่า พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบและแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ยังมิได้จัดสรรจำนวน 6,500 ไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

2 ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง ชงปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนตัวเล็กและป้องกันไม่ให้การพัฒนาเมืองเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว “รศ.ดร.พนิต”ย้ำการวางผังเมืองที่ยั่งยืน ต้องยึดหลักการสร้างสมดุลเพื่อการพัฒนาใน 3 มิติ ด้าน“ก้องศักดิ์”เน้นสิทธิผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

22 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานเสวนา “Reimagining Urban Green: ผังเมืองใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้ผังเมืองเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานครอย่างรอบด้าน

โดยการเสวนาในครั้งนี้ มี 2 ท่านวิทยากร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวางผังเมือง ได้แก่ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยสภาองค์กรของผู้บริโภค มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมด้วยผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมฟังเสวนาในครั้งประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้ลงสมัครว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สก.ของพรรค โดยมี ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ เป็น Moderator

ทั้งนี้ รศ.ดร.พนิต ได้นำเสนอแนวคิดในระดับมหภาคว่า การวางผังเมืองที่ยั่งยืนจะต้องยึดหลักการสร้างสมดุลแห่งการพัฒนาใน 3 มิติ (The Balance of 3E) ได้แก่ เศรษฐกิจ (Economy) สิ่งแวดล้อม (Environment) และความเท่าเทียม (Equity)

นอกจากนี้ รศ.ดร.พนิต ยังชี้ให้เห็นว่าวิกฤตหลายอย่างในเมือง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นผลสะท้อนมาจากความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของผังเมือง มากกว่าที่จะเป็นเพียงความผิดพลาดส่วนบุคคล (Human Error) การแก้ไขปัญหาจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การจัดการโครงสร้างเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน ด้านนายก้องศักดิ์ ได้สะท้อนมุมมองที่เน้นสิทธิผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งยังมีข้อบกพร่องสำคัญ 3 ประการ คือ มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเพียงร้อยละ 0.4 ใช้ฐานข้อมูลที่ไม่อัปเดตตั้งแต่ปี 2562 และมีแผนการขยายถนนรวมถึงผังน้ำหลายร้อยสาย ที่เสี่ยงต่อการเวนคืนที่ดินกระทบสิทธิของประชาชนวงกว้าง

ในช่วงท้ายทั้งของเวทีเสวนาได้ร่วมกันตั้งคำถามเพื่อหา “กระดุมเม็ดแรก” ในการแก้ปัญหาเมือง การปรับปรุงมาตรการ FAR Bonus ที่ต้องสร้างพื้นที่สีเขียวที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายผังเมืองเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนตัวเล็กตัวน้อย และป้องกันไม่ให้การพัฒนาเมืองเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว

– 006

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

กรมฝนหลวงปฏิบัติการเติมน้ำรับมือภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

กรมฝนหลวงฯ เผยเตรียมปฏิบัติการทำฝนหลวง เติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งจากอิทธิพลเอลนีโญ พร้อมนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการ และลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

วันนี้ (22 พ.ค.) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งดำเนินการปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอเพื่อรับมือภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดจากอิทธิพลของฝนทิ้งช่วงและปรากฏการณ์เอลนีโญ่นั้น กรมฝนหลวงฯ ยืนยันว่ามีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากรและอากาศยาน ที่ขณะนี้มีอยู่ จำนวน 25 ลำกระจายอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ และ พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งในขณะนี้ สภาพอากาศถือว่าเอื้ออำนวยต่อการปฎิบัติการเนื่องจากมีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จะต้องพิจารณาถึงพื้นที่การเกษตรบางพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อพืชผลการเกษตรด้วย

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังจะร่วมมือกับกองทัพอากาศและสำนักงาน พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อสนับสนุนภารกิจ การทำฝนหลวงและใช้ข้อมูลดาวเทียมวางแผนให้เกิดความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้ง จะนำนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนในการปฏิบัติ คือ เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการปฏิบัติการฝนหลวง  (Ground Based Generator) ที่จะเป็นการส่งอนุภาคฝนหลวงจากภาคพื้นดินขึ้นสู่บรรยากาศเพื่อกระตุ้นให้เกิดฝนในพื้นที่ที่อากาศยานไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้ อาทิ พื้นที่ชายแดน หรือบริเวณป่าต้นน้ำที่เป็นภูเขาสูงรวมไปถึงเขตเงาฝน ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการลดต้นทุนการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานและเป็นการสำคัญของไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

015

คุณแหน : 23 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 23 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 23 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ เชิญศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 113 ปี แห่งการสถาปนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ (วันที่ 1 มิ.ย.) แต่เนื่องจากวันนั้นเป็นวันหยุด คณะวิศวฯจึงกำหนดจัดงาน ในวันที่ 29 พ.ค.แทน โดยมีพิธีถวายภัตตาหารพระสงฆ์ 9 รูป พร้อมตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง ณ ลานเกียร์ เวลา 07.45 น.ต่อจากนั้นเวลา 11.00 น.มีพิธีมอบรางวัลต่างๆ ได้แก่ รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรคณะวิศวฯ ,รางวัลสร้างชื่อเสียงให้คณะวิศวฯ ,รางวัลแด่นิสิตผู้อุทิศตนเพื่อคณะฯ และรางวัลโครงการพัฒนาระบบงานคณะวิศวฯ ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม 117 ชั้น 1 อาคาร 3…ศิษย์เก่า – ศิษย์ปัจจุบัน มาร่วมแสดงความยินดีกันให้พร้อมหน้า…

ขอแสดงความยินดีกับ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ประถมาภรณ์มงกุฏไทย เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา…

สัปดาห์ก่อน ผศ.นาฎยา ตนานนท์ แมสคอม มช.รหัส 15 พร้อมเพื่อนๆสาวชาวเชียงใหม่ ได้พากันไปท่องเที่ยว ชมและทานทุเรียนที่อุตรดิตถ์ เผอิญได้พบปะกับ รุ่นน้องแมสคอม มช.16 ศรีประภา นรานนท์กิตติกุล และเพื่อนร่วมรุ่น จึงได้จอยกันด้วยความสุขสนุกสนาน…

สมัยที่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี สุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ บางครั้งได้ไปร่วมงานจัดเลี้ยงมีร้านหลากหลายมาออกร้าน สำหรับคุณนาย รุ่งนภา เธอติดใจในอาหารว่างอย่าง กล้วยแขกทอด กะหรี่พัฟไส้ไก่ ของ”ป้าอี๊ดกล้วยทอด” ซึ่งอยู่ซ.วิภาวดีรังสิต 64…เมื่อวันก่อนหลังจากท่านอดีต รมต.เสร็จจากการออกรอบกอล์ฟ ได้รับคำสั่งด่วนจาก คุณนายที่บ้าน ให้แวะ ร้านโปรด เพื่อซื้อไปฝากด้วย ปรากฎว่าได้ทานกล้วยแขกทอดตามความตั้งใจ เพียงแต่กะหรี่พัฟ ส้ไก่เหลือเพียง 3 ตัว เพราะไม่ได้สั่งไว้ล่วงหน้า งานนี้ คุณป้าเลยไม่ได้ทานอิ่มหนำ สมใจอยาก…น่าสงสารจริงๆ…

หลังลาเพื่อนฝูงไปรักษาสุขภาพมาระยะหนึ่ง ช่วงนี้ ดร.วณี สัมพันธารักษ์ อดีตเลขาธิการ สนง.นโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว พอหายป่วยก็กลับเข้าสังคมกับเพื่อนๆหลายกลุ่ม ทั้งเตรียมอุดมฯ24 เกษตรฯ23 รวมทั้งเพื่อนๆข้าราชการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น…เกิดเป็นคน ต้องขยันหายใจเข้าไว้ค่ะ…

บ.เอส แอนด์ พี ฯเชิญเยี่ยมบูธใน งาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 พบกับ “Delicious Business Solution” จาก S&P สัมผัสประสบการณ์ Premium Food & Bakery Solution ด้วยสินค้าที่รองรับ Food Service, OEM, ค้าปลีก และการส่งออก Highlight พิเศษ : Michelin Guide Experience: ชมการรังสรรค์เมนูพิเศษจากวัตถุดิบ ของ S&P โดย Chef ระดับ Michelin Guide Product Launch: ลิ้มลองสินค้าเปิดตัวใหม่ล่าสุดก่อนใคร Business Matching: ปรึกษาแนวทางธุรกิจเพื่อหาโซลูชันที่ใช่สำหรับคุณ…พบกันที่: IMPACT Arena เมืองทองธานี Hall 9 | Zone Fine Food – บูธ 9-EE27. วันที่ 26 – 30 พ.ค.

ขอแสดงความเสียใจกับ พรทิพย์ ปั่นเจริญ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันคือ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียคู่ชีวิต สุวัฒน์ จัดพิธีทางศาสนาที่วัดธาตุทองไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา…

สวด พรรณี หนูพันธ์ มารดา พัฒนพงศ์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD ที่ ศาลาสหัท (ศาลา 15) วัดเทพศิรินทราวาส 22-26 พ.ค.18.30 น…ฌาปนกิจ 27 พ.ค.17.00 น..๐๐ ภูมิใจแทนครอบครัวอาจารย์ สุรพล ดวงแข ที่ยึดหลัก”การเผชิญหน้าระหว่างทุนนิยมกับวิถีชีวิตแบบพอเพียง” โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็ก เรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนในกรุงเทพฯ แต่ไปต่อมัธยมปลายที่แคนาดา จนจบแล้วสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ อังกฤษ จบการศึกษาแล้ว ได้ทำงานดีๆ เป็นผู้บริหารระดับสูง ประสบความสำเร็จในชีวิต พอจะซื้อรถยนต์ใช้ส่วนตัว เธอเลือกรถยุโรป ใช้น้ำมันเบนซิน ไม่เอารถไฟฟ้าที่ฮิตกัน เพราะรถยุโรปคันนี้มีสัญญาดูแลกันนานหลายปี (BMW)…เป็นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า น่าชมเชยยิ่ง !!…

บารอนเนส

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาสูง   แห่งประเทศทิเบต มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อว่า ปัญญา ปัญญาเป็นเด็กฉลาด แต่ยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต

วันหนึ่ง ปัญญาถามแม่ว่า  “แม่ครับ สิ่งใดคือสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก?” แม่ตอบว่า  “ลูกเอ๋ย บางคนบอกว่าเป็นทองคำ บางคนบอกว่าเป็นกำลัง แต่ลูกต้องไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”

ปัญญาจึงออกเดินทางเพื่อแสวงหาความจริง…เขาได้พบชายมั่งคั่งที่มีหีบเก็บทองคำจำนวนมาก ชายคนนั้นบอกว่า  “ทองคำคือทุกสิ่ง มันทำให้ข้าได้ทุกอย่างที่ต้องการ” แต่ปัญญาสังเกตว่า แม้ชายผู้นั้นมีทองคำและเงินมากมาย แต่ก็ยังดูไม่สุขใจ

ต่อมาเขาพบชายร่างใหญ่ที่มีพละกำลังมหาศาล ชายคนนั้นพูดว่า   “กำลังคือสิ่งสำคัญที่สุด ใครแข็งแรงที่สุดก็ครองโลกได้”  แต่ปัญญาเห็นว่า แม้ชายผู้นั้นแข็งแรง แต่ก็ถูกคนอื่นหลอกใช้ และถูกสั่งการโดยนายที่ตัวเล็กกว่า

ปัญญาเดินทางต่อไปถึงวัดบนยอดเขา ได้พบพระทิเบตผู้มีปัญญา พระทิเบตกล่าวว่า   “ ทองคำและกำลังนั้นมีค่ามากก็จริง   แต่หากไร้ปัญญา ก็จะไม่รู้จักใช้ให้เหมาะสม   เช่นเอาเงินไปเล่นการพนัน หรือเอากำลังไปรังแกคนอื่น   ปัญญาคือสมบัติสูงสุด เพราะเป็นสิ่งนำให้ชีวิตพบความสุขและพ้นทุกข์ที่แท้จริง”

 “ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการสะสมความรู้หรือท่องจำ  แต่เกิดจากการฟัง แล้วคิด  ทำความเข้าใจธรรมชาติของชีวิต   แล้วนำไปปฏิบัติ”  “ปัญญาที่แท้จริงคือการใช้ความรู้เพื่อสร้างประโยชน์ในการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น”    “ความอ่อนน้อมถ่อมตน คือสมบัติของผู้มีปัญญา”

บทเรียนที่หนึ่ง: ภูเขาสามลูก      พระทิเบตพาปัญญาไปยืนบนเนินเขา ชี้ไปยังภูเขาสามลูกที่อยู่ห่างออกไป     “เจ้าเห็นอะไรบ้าง?” พระทิเบตถาม

 “เห็นภูเขาสามลูกครับ ลูกแรกสูงที่สุด ลูกที่สองต่ำกว่า และลูกที่สามต่ำที่สุด” ปัญญาตอบอย่างรวดเร็ว

“นั่นคือความฉลาด เจ้าสามารถสังเกตและบอกสิ่งที่เห็นได้” พระทิเบตกล่าว “แต่ถ้ามีปัญญา เจ้าจะเห็นอะไรอีก?”

ปัญญามองอีกครั้ง แต่ไม่เข้าใจ

พระทิเบตกล่าว “ถ้ามีปัญญา เจ้าจะเห็นว่า ภูเขาที่สูงที่สุดอาจไม่ใช่สถานที่ที่ดีที่สุด เพราะอากาศหนาวและมีหุบเหวลึก มีสัตว์ดุร้าย อันตราย ภูเขาที่ต่ำอาจมีน้ำและหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือมีแร่ทองคำอยู่ในธารน้ำ     ปัญญาคือการมองเห็นความหมายและความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่ตาเห็น”

บทเรียนที่สอง: แม่น้ำที่ไหล   วันต่อมา พระทิเบตพาปัญญาไปยังแม่น้ำ ที่มีก้อนหินใหญ่ขวางทางน้ำ    “ถ้าหินก้อนนี้ขวางทาง เจ้าจะทำอย่างไร?” พระทิเบตถาม

 “จะเอาหินออก หรือทุบมันให้แตกครับ” ปัญญาตอบ

 “นั่นคือความฉลาด คิดหาวิธีแก้ปัญหา” พระทิเบตกล่าว “แต่ดูสิ น้ำแก้ปัญหาอย่างไร?”

ปัญญามองดู น้ำไหลอ้อมก้อนหิน โดยไม่ได้ต่อสู้ ไม่ใช้กำลังบังคับ แต่ก็ไหลผ่านไปได้

 “ปัญญาคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรต่อสู้ เมื่อไหร่ควรเดินอ้อม และเมื่อไหร่ควรหยุดรอ” พระทิเบตสอน “ความฉลาดต้องการพลัง แต่ปัญญาต้องการความเข้าใจ”

บทเรียนที่สาม: ดอกไม้สองดอก   พระทิเบตพาปัญญาไปยังสวน มีดอกไม้สองดอก ดอกหนึ่งคือกุหลาบสวยงามมีกลิ่นหอม  อีกดอกหนึ่งคือดอกกระบองเพชรมี่ไม่ค่อยสวยแต่ทนความแห้งแล้ง

“เจ้าจะเลือกดอกไหน?” พระทิเบตถาม

“เลือกดอกที่สวยครับ” ปัญญาตอบ

“ทำไม?”……..“เพราะมันสวยกว่าครับ”

พระทิเบตยิ้ม “นั่นคือการตัดสินจากสิ่งที่เห็น แต่ถ้ามีปัญญา เจ้าจะถามตัวเองว่า เลือกเพื่ออะไร? ถ้าเลือกเพื่อมอบให้คนที่รัก กลิ่นหอมและความสวยงาม อาจสำคัญ   แต่ถ้าเลือกเพื่อปลูกต่อในที่ขาดแคลนน้ำ  ต้นกระบองเพชรอาจเหมาะกว่าต้นกุหลาบ”

 “ปัญญาคือการตัดสินใจโดยพิจารณาสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ และผลที่ตามมา ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก”

บทเรียนที่สี่: เทียนสองเล่ม  คืนนั้น พระทิเบตจุดเทียนสองเล่มไว้บนโต๊ะ

“เทียนสองเล่มนี้เหมือนกันทุกประการ แต่เล่มหนึ่งพระจะให้เจ้าเก็บไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง อีกเล่มให้เจ้าใช้จุดไฟ เจ้าจะเลือกทำอย่างไร?” พระทิเบตถาม

 “จะเก็บเทียนไว้ไม่ให้ใครแตะต้องครับ เพื่อจะได้มีไว้ใช้นานๆ” ปัญญาตอบ

พระทิเบตจุดเทียนเล่มหนึ่ง แสงสว่างสว่างไสวทั่วห้อง

“ดูสิ เทียนที่ถูกใช้ให้แสงสว่าง ส่องทางให้คนอื่น อบอุ่นให้ผู้ที่อยู่ใกล้ แม้มันจะค่อยๆ หมดไป แต่มันมีคุณค่า”

“ส่วนเทียนที่ไม่ใช้ แม้จะคงรูปร่างสมบูรณ์ แต่มันไร้ประโยชน์ เมื่อเวลาผ่านไป มันก็จะเสื่อมสลายเช่นกัน”

“ปัญญาคือการรู้ว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่การเก็บรักษา แต่อยู่ที่การให้และการใช้ประโยชน์เพื่อผู้อื่น”

บทเรียนสุดท้าย: ถ้วยน้ำที่ว่าง   พระทิเบตเทน้ำให้ปัญญา แต่เทให้เต็มถ้วยพอดี  “หลวงพ่อครับ ถ้วยเต็มแล้ว ไม่สามารถเติมอะไรได้อีก” ปัญญาบอก

“ถูกต้อง” พระทิเบตยิ้ม “เหมือนความฉลาด เมื่อเจ้าคิดว่าตนรู้ทุกอย่างแล้ว จิตใจเต็ม เจ้าจะเรียนรู้อะไรใหม่ไม่ได้อีก”

พระทิเบตเทน้ำในถ้วยออก ให้เหลือครึ่งเดียว

 “แต่ปัญญาเหมือนถ้วยที่มีที่ว่างเสมอ พร้อมรับสิ่งใหม่ พร้อมเรียนรู้ พร้อมเปลี่ยนแปลง”

ความแตกต่างระหว่างความฉลาดกับปัญญา

พระทิเบตสอนปัญญาว่า:

ความฉลาด (Intelligence)  คือ การ รู้ข้อเท็จจริง รู้วิธีแก้ปัญหา ใช้สมองคิด วิเคราะห์ จดจำ    ตอบคำถามได้รวดเร็ว   เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ปัญญา (Wisdom) คือ การ เข้าใจความหมายที่แท้จริง  เข้าใจ ใช้ประสบการณ์พิจารณา    รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตอบ เมื่อไหร่ควรเงียบ    เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง เห็นความเชื่อมโยง เห็นผลในอนาคต

พระทิเบตกล่าวทิ้งท้าย:

“ ความฉลาดจะทำให้ประสบความสำเร็จในโรงเรียน แต่ปัญญาจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต”

“ความฉลาดบอกว่า ‘ฉันรู้’ แต่ปัญญาบอกว่า ‘ฉันเข้าใจ’”

 “ความฉลาดทำให้พูดได้ดี แต่ปัญญาทำให้รู้ว่าเมื่อไหร่ควรฟัง”

“ความฉลาดทำให้ชนะการโต้วาที แต่ปัญญาทำให้หลีกเลี่ยงการทะเลาะที่ไม่จำเป็น”

ตั้งแต่วันนั้น ปัญญาจึงเข้าใจว่า การเป็นคนฉลาดนั้นยังไม่เพียงพอต้องฝึกฝนปัญญาด้วย เขาเริ่มสังเกต ฟัง ไตร่ตรอง และเรียนรู้จากทุกสิ่งรอบตัว

เมื่อโตขึ้น ปัญญาไม่เพียงแต่เป็นคนฉลาด แต่ยังเป็นคนมีปัญญา เขาช่วยเหลือชาวบ้านแก้ปัญหา ไม่ใช่ด้วยความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมและความรู้สึกของคนรอบตัว

เขาไม่เคยลืมคำสอนของพระทิเบตว่า: “ปัญญาที่แท้จริงคือการรู้ว่าเรายังไม่รู้ทุกอย่าง และพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต”

เด็กชายปัญญา กลับบ้านไปเล่าให้แม่ ฟังว่า  “แม่ครับ ผมพบแล้ว สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือปัญญา เพราะมันทำให้เรารู้จักใช้สิ่งอื่นอย่างถูกต้อง”

แม่ยิ้มและกอดลูกชาย พร้อมกล่าวว่า   “ลูกได้พบคำตอบแล้ว และนั่นคือสิ่งที่จะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต”

ในนิทานนี้ พระทิเบตได้ทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 โดยให้ความรู้สั่งสอน ถ่ายทอดวิธีดำเนินชีวิต ใหผู้อื่น (ธัมมัสเทศนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “ทรัพย์สินและพละกำลังมีค่า แต่ต้องมีปัญญากำกับ  ปัญญาเป็นสมบัติที่ไม่มีใครแย่งได้    การเรียนรู้และประสบการณ์คือหนทางสู่ปัญญา”

เรียบเรียงจากนิทานทิเบตเรื่อง เด็กชายกับปัญญา The Boy and wisdom  “བུ་ཆུང་དང་ཤེས་རིག” (Bu chung dang shes rig)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation