ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

ศุภจี เซ็นตั้ง 12 ที่ปรึกษา ดึงบิ๊กเนมเศรษฐกิจ-วิชาการร่วมทัพ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.48 น.

19 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2569 นั้น

เพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีต่อทางราชการ จึงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดังนี้

1. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

2. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

3. รศ.ปิติ ศรีแสงนาม เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

5. นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

6. นายยรรยง ไทยเจริญ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

7. นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

8. นายอนันต์ ลาภสุขสถิต เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

9. นางสาวอาจารี ตราชูกุล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

10. นางสาวอนัญญา แก้วนิล เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

11. นายอดิศร์ หะริณสุต เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

12. นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ เป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ และติดตามการปฏิบัติราชการของหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาและกำกับของรองนายกรัฐมนตรีให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนภารกิจของรองนายกรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

สั่ง ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2569

เปิดเบื้องหลังศุภจี เยือนฝรั่งเศสโปรโมทไทยครบวงจร ทั้งหนัง-แอนิเมชัน-งานฝีมือ

เปิดเบื้องหลังศุภจี เยือนฝรั่งเศสโปรโมทไทยครบวงจร ทั้งหนัง-แอนิเมชัน-งานฝีมือ

เปิดเบื้องหลังศุภจี เยือนฝรั่งเศสโปรโมทไทยครบวงจร ทั้งหนัง-แอนิเมชัน-งานฝีมือ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.10 น.

19 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดูเหมือนทีมแอดมินจะติดใจเรื่อง “เบื้องหลัง” การทำงาน เพราะหลังจากเดินทางกลับจากฝรั่งเศส ทีมแอดมินก็เริ่มขอ “ภาพเบื้องหลัง” อีกครั้ง

จริงๆ ทุกการทำงานไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังค่ะ มีแต่ความตั้งใจที่จะทำทุกงานให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ดังนั้น สิ่งที่นำมาโพสต์ในวันนี้ อยากจะเรียกว่า เป็นภาพที่น่าจะยังไม่เคยเห็นกัน

บางเรื่องเกิดขึ้นหลังจากทำงานเสร็จแล้ว

บางเรื่องอยู่ในระหว่างการทำงานค่ะ

คลิปแรก : จากงาน Thai Night Cannes 2026 ภายใต้แนวคิด “Reimagining Thailand” ได้มีโอกาสถวายรายงานแด่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย

คลิปที่สอง : ในระหว่างเข้าร่วมงาน Marché du Film ซึ่งมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชั่น และบริการเกี่ยวเนื่องของไทย จำนวน 15 บริษัทเข้าร่วมงาน ได้ลองใช้ทักษะของ gamer (หลายคนอาจจะเคยทราบว่า ก่อนหน้านี้เป็นนักเล่นเกมส์ตัวยงนะคะ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาเลยค่ะ) ลองขยับน้องหมูเด้ง ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษ คือ Animatronics กับ Creature Effects นี่คือฝีมือคนไทย เป็นผลงานของบริษัทไทยที่ชื่อ Second Skin เคยทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Alien Earth ด้วย บริษัทไทยเก่งมากๆ และมีฝีมือมากๆ ต้องช่วยกันสนับสนุนค่ะ

คลิปที่สาม : ระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย ขณะเปลี่ยนเครื่องขากลับที่สนามบินแฟรงเฟิร์ต มีหลายคนมาชมว่ากระเป๋าสวย เลยถือโอกาสนี้ส่งเสริมสินค้าจาก “ศูนย์ส่งเสริมอาชีพคนพิการ (โรงงานปีคนพิการสากล)” ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่ฝึกทักษะและส่งเสริมการสร้างรายได้ เพื่อให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

การไปฝรั่งเศสครั้งนี้ ถือว่า ได้โปรโมทและส่งเสริมอุตสาหกรรมของไทยหลายๆ ด้าน เพื่อให้โลกได้รับรู้ถึงศักยภาพของเราค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
19 พฤษภาคม 2569

#SuphajeeSuthumpunOfficial

งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. หมอวรงค์ ยกเป็นชัยชนะของประชาชน เซฟงบแผ่นดินปีละ 216 ล้าน

งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. หมอวรงค์ ยกเป็นชัยชนะของประชาชน เซฟงบแผ่นดินปีละ 216 ล้าน

งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. หมอวรงค์ ยกเป็นชัยชนะของประชาชน เซฟงบแผ่นดินปีละ 216 ล้าน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

19 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #งดขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยสส

วันนี้ท่านประธานสภาฯ ได้แถลงข่าว งดการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วยสส.และสว.

ปกติแล้วผู้เชี่ยวชาญ เงินเดือน 24,000 บาท จะมีการปรับเป็น 28,800 บาทในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ส่วนผู้ช่วยส.ส/สว. เงินเดือน 15,000 บาท จะมีการปรับเป็น 18,000 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ประธานสภาฯแถลงว่า ปัญหาเศรษฐกิจ จะมีการงดการขึ้นเงินเดือน และคงเงินเดือนเดิมไว้

ถ้าคิดจากสสและสว 700 คน เท่ากับว่าประเทศชาติ จะประหยัดงบประมาณ ปีละประมาณ 216,720,000 ล้านบาท

ส่วนจำนวนผู้ช่วยส.ส/ส.ว. จะลดลงเหลือกี่คน รอการศึกษาของคณะกรรมการอิสระ

ต้องขอขอบคุณท่านประธานสภาฯ ที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนี่คือชัยชนะของประชาชนอีกครั้งครับ

หมอวรงค์ แนะ อนุทิน อ่านบัญญัติ 8 ประการสีจิ้นผิง ยกเป็นต้นแบบปราบคอร์รัปชัน

หมอวรงค์ แนะ อนุทิน อ่านบัญญัติ 8 ประการสีจิ้นผิง ยกเป็นต้นแบบปราบคอร์รัปชัน

หมอวรงค์ แนะ อนุทิน อ่านบัญญัติ 8 ประการสีจิ้นผิง ยกเป็นต้นแบบปราบคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

19 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้ง คณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริต (คตท.) ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

โดย นพ.วรงค์ ระบุว่า #บัญญัติ8ประการของสีจิ้นผิง

ทราบว่าท่านนายกอนุทิน มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริต หรือคตท. ผมเกรงว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำอะไรไม่ค่อยได้

ผมเสนอแนะให้ท่าน ลองไปอ่านบทบัญญัติ 8 ประการของสีจิ้นผิง ในการปราบการทุจริตคอร์รัปชั่น

เขาทำง่ายมากก็คือแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มจากเรื่องเล็กๆใกล้ตัว ที่สำคัญผู้นำต้องเป็นต้นแบบ

ท่านลองศึกษาดู ผมเชื่อว่าท่านสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับสังคมไทยได้ ที่สำคัญขอให้ท่านทำจริง เชื่อว่าท่านจะได้ใจประชาชน

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ARDA โชว์วิจัย จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ARDA โชว์วิจัย “จัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ” ลดต้นทุนสับปะรดบ้านคากว่า 93 ล้านบาท ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ตลาดคุณภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDAกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก “สับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรด” รายสำคัญของโลก โดยเฉพาะสับปะรดแปรรูปและสับปะรดกระป๋อง ซึ่งยังมีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2567 ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมูลค่า 325.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.14 จากปีก่อนหน้า และมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึงร้อยละ 30.8 สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ภัยแล้ง และคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดประมาณ 310,631 ไร่

จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอำเภอบ้านคา ถือเป็นแหล่งผลิต “สับปะรดบ้านคา” สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 110,000 ไร่ แต่ยังประสบปัญหาการจัดการน้ำและปุ๋ยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตบางส่วนตกเกรด คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารไนเตรทเกินมาตรฐานโรงงานและตลาดส่งออกกำหนด ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ดำเนินโครงการ “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรทที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” โดยมี ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและธาตุอาหารอย่างแม่นยำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูปและตลาดคุณภาพ

ผลสำเร็จของโครงการพบว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ จากเดิม 30,299 บาท เหลือ 29,445 บาทต่อไร่ พร้อมสร้างเกษตรกรต้นแบบในอำเภอบ้านคาจำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้ขนาดตามที่โรงงานต้องการ และผลผลิตมากกว่าร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการตรวจการตกค้างของสารไนเตรท ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ปลูกสับปะรดทั้งอำเภอบ้านคา จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้กว่า 93.94 ล้านบาทต่อรอบการผลิต สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับ “สับปะรดบ้านคา GI” สู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
 

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ - สวัสดิภาพสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ ‘WOAH ครั้งที่ 93’ มุ่งระดมทุนด้านสุขภาพ – สวัสดิภาพสัตว์

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้แทนไทยจากกรมปศุสัตว์ กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วมในพิธีเปิด การประชุมสมัชชาใหญ่สมัยสามัญ ครั้งที่ 93 (93rd General Session) ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมี Dr Emmanuelle Soubeyran ผู้อำนวยการใหญ่แห่งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health: WOAH) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมดังกล่าว พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลก และผู้แทนคณะกรรมาธิการภูมิภาคต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในการประชุมและรับฟังการแถลงสุนทรพจน์เปิดงานอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ ในพิธีเปิดการประชุมฯ มีการอภิปรายระดับสูง (High-level panel) ภายใต้ฟอรัม “การลงทุนในสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อความมั่นคงในอนาคตของทุกคน” (Investing in Animal Health and Welfare to Secure Everyone’s Future) เพื่อหารือแนวทางการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับงานสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกันของภาครัฐ (Whole-of-government approach) ในการสอดประสานนโยบายและแนวทางการตลาดร่วมกับพันธมิตร และเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านสุขอนามัยในระดับสากลต่อไป  

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีการนัดหมายประชุมแบบทวิภาคี (Bilateral) กับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และติดตามความก้าวหน้าด้านความร่วมมือทางวิชาการและการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ต่อไปด้วย

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ สนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

ธนาคารที่ดิน ติดตามความก้าวหน้าการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง จ.เพชรบูรณ์ หลังสนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน สมาชิกวางแผนปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ควบคู่เกษตรผสมผสาน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการใช้ประโยชน์ที่ดินของวิสาหกิจชุมชนที่ดินทำกินเกษตรพอเพียง ตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนของ “ธนาคารที่ดิน”

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และรับฟังปัญหาของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ หลังได้รับการสนับสนุนที่ดินทำกินจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ตามแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินของรัฐบาล ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ เพื่อให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ เข้าทำกิน โดยกำหนดให้ 2 ปีแรกเป็นการเช่าที่ดิน และตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 30 เป็นการเช่าซื้อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 3 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองในอนาคต

ปัจจุบัน สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ได้แบ่งแปลงและใช้ประโยชน์ที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีการวางแผนปลูกพืชให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวและชุมชน

นอกจากนี้ สมาชิกยังมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับเป้าหมายของ “ธนาคารที่ดิน” ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศิริราชมูลนิธิ เปิดตัวโครงการ “Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” สร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาศักยภาพมนุษย์ โดยนำเปียโนที่ไม่สามารถใช้งานในการฝึกหัดนักดนตรีมืออาชีพกลับมาปรับปรุง (refurbish) และส่งมอบให้แก่โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนทั่วประเทศที่ประสงค์จะมีเปียโนไว้ใช้งาน จำนวน 300 หลัง พร้อมทั้งสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ด้านดนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรีแก่เยาวชน และสังคมไทย โดยได้จัดงานแถลงข่าวเมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และประธานมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อน “Real World Impact in Action” ผ่านการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรจากมหาวิทยาลัยไปสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่สังคม โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ควรมีโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรี ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีทรัพยากรทางการศึกษาที่สามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้ โครงการ Play It Forward จึงเป็นการเชื่อมโยงทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ผ่านการนำเปียโนที่ใช้งานมาราว 30 ปี มาปรับปรุง ซ่อมแซม และส่งต่อไปยังโรงเรียน ชุมชน รวมถึงโรงพยาบาลที่มีความต้องการ เพื่อให้ดนตรีเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการเรียนรู้ และช่วยเติมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้คนในสังคมได้

โดยโครงการ “Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มบริษัท จี สตีล (G Steel) คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra: TPO) คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ศิริราชมูลนิธิ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งจะมีการดำเนินการซ่อมแซม ปรับจูน ตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการขนส่งและติดตั้งเปียโนอย่างเหมาะสม โดยบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งสะท้อนพลังความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล และภาคเอกชนในการร่วมกันสร้างคุณค่าและโอกาสให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะมีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีร่วมจัดกิจกรรมและสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนและชุมชนที่ได้รับมอบเปียโน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องดนตรีอย่างเต็มศักยภาพ

มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์ฯ จะมีกระบวนการคัดเลือกโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่มีความพร้อมในการรับมอบเปียโน โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความพร้อมในการดูแลรักษาเครื่องดนตรี ตลอดจนศักยภาพในการนำเปียโนไปใช้ประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็ก และเยาวชนอย่างแท้จริง

โครงการนี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยมหิดลในหลายมิติ ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้ ตลอดจนการพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน ทั้งด้านวินัย ความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และการแสดงออก อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิด From Knowledge to Impact และ From Institution to Ecosystem คือการนำองค์ความรู้และทรัพยากรไปใช้ให้เกิดผลจริงในสังคม พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Wisdom of the Land” ที่ภาคประชาชน องค์กร และผู้มีจิตศรัทธา มีส่วนร่วมผ่านในการสนับสนุนโครงการ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาสังคม (Impact Network) อย่างเข้มแข็ง ศ. นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย

ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เชื่อมั่นว่าดนตรีไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์แห่งศิลปะ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มีพันธกิจสร้างนักดนตรีอาชีพ รวมทั้งมีหน้าที่สร้างคนที่ดีให้กับสังคมโดยใช้ดนตรี เปียโนแต่ละหลังในโครงการนี้ ไม่ได้มีอายุการใช้งานแค่ในห้องซ้อมของวิทยาลัย คุณค่าของเปียโน สามารถส่งต่อไปยังชุมชน และขยายผลออกไปในสังคมได้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความยั่งยืนในแบบที่ดนตรีทำได้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การให้ชีวิตใหม่กับเครื่องดนตรี แต่คือการให้โอกาส และส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น เปียโนทุกหลังในโครงการนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน และสร้างโอกาสให้แก่สังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อาจยังไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรีอย่างแท้จริง โครงการนี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการส่งมอบเปียโน แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบการเรียนรู้ทางดนตรีอย่างต่อเนื่อง โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ นำนักศึกษาและศิษย์เก่าจากภาควิชาเปียโน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จัดกิจกรรมเวิร์กชอป การเรียนรู้ และการสร้างกิจกรรมด้านดนตรีให้แก่โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบเปียโน เพื่อให้เปียโนทุกหลังสามารถสร้างคุณค่าและต่อยอดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน อันสะท้อนพลังของดนตรีในการสร้าง Real World Impact ที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคม

ซึ่งเปียโนทุกหลังในโครงการนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะนักดนตรีและศิลปินระดับประเทศจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในวันนี้เปียโนเหล่านั้นได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งดำเนินการตรวจสอบ เปลี่ยนชิ้นส่วน พร้อมปรับจูนเสียง เพื่อให้เปียโนทุกหลังมีคุณภาพเสียงที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ก่อนดำเนินการขนส่งและติดตั้งไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชาชน ได้สัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีอย่างแท้จริง ดร.ปิยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาส และส่งต่อพลังแห่งดนตรี ผ่านการสนับสนุนโครงการ “Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” ได้ที่ชื่อบัญชี : มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 959-0-06344-6 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 016-412541-7 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 059-8-17389-3 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 012-7-04897-3 เพื่อร่วมส่งต่อเปียโน ส่งต่อโอกาส และส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก เยาวชน และชุมชนทั่วประเทศ ร่วมสร้างโอกาสใหม่ผ่านเปียโน 300 หลัง เพื่อเปิดประตูสู่การเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และอนาคตบนเส้นทางดนตรีให้แก่เด็ก ๆ และสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ทศ จิราธิวัฒน์ รับเครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน จากเอกอัครราชทูตสอิตาลี

ทศ จิราธิวัฒน์ รับเครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน  จากเอกอัครราชทูตสอิตาลี

ทศ จิราธิวัฒน์ รับเครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน จากเอกอัครราชทูตสอิตาลี

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เข้ารับมอบ เครื่องอิสริยาภรณ์ตราประดับดาราของอิตาลี ชั้นอัศวิน (Cavaliere dell’Ordine della Stella d’Italia) จาก ฯพณฯ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569

เครื่องอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรตินี้มอบโดยประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิตาลี เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีคุณูปการในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐอิตาลี ทั้งนี้ ทศ จิราธิวัฒน์ นับเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของกลุ่มเซ็นทรัลและครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่ได้รับเกียรตินี้ ต่อจาก สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ยุวดี จิราธิวัฒน์ และ บุษบา จิราธิวัฒน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของกลุ่มเซ็นทรัลในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การนำของ ทศ จิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัลได้ยกระดับธุรกิจห้างสรรพสินค้าลักชูรี่ในยุโรปครอบคลุม 7 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือ “รีนาเชนเต” (Rinascente) ห้างหรูอันดับ 1 ของอิตาลี ที่วันนี้เติบโตสู่ 9 สาขาใน 8 เมืองสำคัญทั่วประเทศ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดัน “รีนาเชนเต” ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศของอิตาลีบนเวทีโลก พร้อมร่วมพัฒนาและฟื้นฟูแลนด์มาร์กสำคัญในกรุงโรมและเมืองตูริน จนได้รับความไว้วางใจจากชุมชนท้องถิ่น

นอกเหนือจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองวัฒนธรรมไทย–อิตาลีผ่านความร่วมมือที่หลากหลาย อาทิ การจัดงาน “Italian Cuisine Week” สัปดาห์อาหารอิตาเลียน และงาน “Discover Italy: The Extraordinary Italian Taste” โดยท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) รวมถึงงาน “Dolce Italia” มหกรรมสินค้าและไลฟ์สไตล์อิตาเลียน ที่จัดโดยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ซึ่งไม่เพียงนำเสนออัตลักษณ์ของอิตาลีสู่มือผู้บริโภคไทย แต่ยังช่วยกระตุ้นบรรยากาศทางการค้าและการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนการสนับสนุนการจัดนิทรรศการศิลปะในงาน “Venice Biennale 2024” โดยนำผลงานศิลปินไทยและฟิลิปปินส์ไปร่วมแสดงในเวทีศิลปะร่วมสมัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดทำประติมากรรม “Alveo – ทวิธารา” อนุสรณ์แห่งมิตรภาพไทย–อิตาลี เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 150 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ตั้งอยู่ในสวนลุมพินี ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงสร้างการเติบโตในระดับสากล แต่ยังมีส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศิลปะ บนเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม

การได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาและยกระดับทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ไทย–อิตาลี ให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสและความร่วมมือกันระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในภายภาคหน้า

พาณิชย์ จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ส่งต่อผลไม้จันทบุรีสู่ผู้บริโภคกลางกรุง ในงาน ‘THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS’

พาณิชย์ จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ส่งต่อผลไม้จันทบุรีสู่ผู้บริโภคกลางกรุง ในงาน ‘THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS’

พาณิชย์ จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ส่งต่อผลไม้จันทบุรีสู่ผู้บริโภคกลางกรุง ในงาน ‘THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS’

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส ภายใต้การบริหารของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน “THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS” นำผลไม้คุณภาพและสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี มาเปิดจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภคใจกลางกรุงเทพฯ ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน และ เอ็มควอเทียร์ ตั้งแต่วันนี้ –   27 พฤษภาคม 2569 โดยทุกปีของฤดูกาลผลไม้ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สนับสนุนเกษตรกรกระจายผลไม้ไทยตามฤดูกาลสู่ผู้บริโภคมากกว่า 300 ตันต่อปี

พิธีเปิดงาน THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS  มี นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์, รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, นางสาวพลอยชมพู อัมพุช ผู้บริหารบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และนายศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมี เอกอัครราชทูตและตัวแทนจากกว่า 15 ประเทศให้ความสนใจร่วมสัมผัสเสน่ห์ผลไม้ไทยจากจันทบุรีอย่างคึกคัก  ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีมีศักยภาพโดดเด่นด้านการผลิตผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจการเกษตรไทย กิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการสร้างการรับรู้และยกระดับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก กูร์เมต์ มาร์เก็ต สยามพารากอน และเอ็มควอเทียร์ ในการส่งตรงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ขณะที่ นายศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงการเปิดพื้นที่ให้สินค้าเกษตรจากจันทบุรีในครั้งนี้ว่า กูร์เมต์ มาร์เก็ต ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสินค้าเกษตรและสินค้าท้องถิ่นของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมพัฒนาไปกับเกษตรกร โดยปัจจุบันมีสินค้า GI จำหน่ายในกูร์เมต์ มาร์เก็ตรวมกว่า 114 รายการ จาก 60 จังหวัด โดยใช้ศักยภาพของสาขาในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เป็นพื้นที่เชื่อมต่อสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

 ในขณะเดียวกัน ยังช่วยต่อยอดการตลาดในทุกๆ มิติ เพื่อร่วมขยายผลให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งที่เดินทางมาท่องเที่ยว และอาศัยในประเทศไทย ตลอดจนคนไทยให้ได้รับประทานผลไม้ไทยคุณภาพ โดยเลือกสาขาใจกลางเมืองเป็นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ จัดเทศกาลผลไม้ตลอดฤดูกาลเพื่อรองรับการกระจายผลผลิตของเกษตรกร ได้แก่ งาน Fruit Playground ที่ เอ็มควอเทียร์ จัดระหว่างวันที่ 13 – 24 พฤษภาคม 2569 และ งานคัดไทย ผลไม้ไทย ซึ้งจะจัดที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค, ท่าพระ, บางกะปิ, งามวงศ์วาน และเดอะมอลล์ โคราช ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม – 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งในแต่ละปีสามารถกระจายผลไม้ตามฤดูกาลออกสู่ตลาดไปแล้วมากกว่า 300 ตันต่อปี

สำหรับงาน THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS  ได้รวบรวมผลไม้พรีเมียมส่งตรงจากสวนผลไม้ชื่อดังในจังหวัดจันทบุรี อาทิ สวนจันทนโรจน์​, สวนรักจันท์, ฟาร์มฮัก และเครือข่ายเกษตรกรมังคุดจังหวัดจันทบุรีภายใต้โครงการ Q Chan (คิวจันท์) เป็นต้น โดยมี ทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ เช่น หมอนทอง ก้านยาว พวงมณี นวลทองจันท์ นกหยิบ และทุเรียนเบญจพรรณ รวมถึงมังคุด เงาะโรงเรียน สละสุมาลี ตลอดจนสินค้าแปรรูปคุณภาพจากผู้ประกอบการท้องถิ่น อาทิ น้ำมะปี๊ด หรือ “ส้มจี๊ด” ผลไม้ท้องถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรี, น้ำมังคุดสกัดเย็น, ทุเรียนทอด และผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นของจันทบุรี มาให้ประชาชนเลือกซื้อ

ทั้งนี้ งานดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสนับสนุนเกษตรกรไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างการรับรู้ผลไม้ไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคในเมืองและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านพื้นที่ค้าปลีกระดับเวิลด์คลาสใจกลางกรุงเทพมหานคร

ร่วมอุดหนุนผลไม้และสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีได้ตั้งแต่วันนี้ – 27 พฤษภาคม 2569 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน และเอ็มควอเทียร์