เซ่นพิษดราม่า! ช่อง KARNFOEI ประกาศพักงาน กาน ปมด่าชาวเน็ตดราม่ากดไลก์ มายด์

เซ่นพิษดราม่า! ช่อง KARNFOEI ประกาศพักงาน กาน ปมด่าชาวเน็ตดราม่ากดไลก์ มายด์

เซ่นพิษดราม่า! ช่อง KARNFOEI ประกาศพักงาน กาน ปมด่าชาวเน็ตดราม่ากดไลก์ มายด์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ลุกลามต่อเนื่องในโลกออนไลน์ สำหรับดราม่าที่เชื่อมโยงกับกรณีของ “ทราย สก๊อต” และ “พาย สุนิษฐ์ สก๊อต” หลังมีคนดังหลายรายถูกจับตาเรื่องการเข้าไปกดไลก์ใต้โพสต์ของ “มายด์ ลภัสลัล” ซึ่งเกี่ยวข้องกับคลิปชี้แจงของพาย จนหลายคนต้องออกมาขอโทษ ชี้แจง และทยอยลบคอมเมนต์รวมถึงอันไลก์เพื่อลดกระแสดราม่า

ล่าสุด “กาน ชัชนันท์ ฉันทจินดา” หรือ “กาน KARNFOEI” ยูทูบเบอร์ชื่อดังจากช่อง KARNFOEI ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นสวนกระแสในโซเชียล โดยมองว่าการกดไลก์เป็นเพียงการให้กำลังใจเพื่อนเท่านั้น

โดยข้อความระบุว่า “สิ้นหวังกับประเทศนี้เหลือเกิน ที่เอาเรื่องการกดไลก์มาตรหน้าคน ใครเห็น ต่างก็ต้องออกมาขอโทษในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง กลับกัน เรื่องตัวเองโดนเอาเปรียบกลับเพิกเฉย ขอให้เจริญ สาธุ”

“พวกมึงเหมือนคนไม่มีเพื่อนอ่ะ เลยไม่เข้าใจว่าการให้กำลังใจเพื่อนมันเป็นยังไง เพราะฉะนั้น หยุดประสาทแดx หยุดสร้างสังคมแย่ๆ มองมุมตัวเองบ้าง เลิกตัดสินคนอื่น”

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชาวเน็ตจำนวนมาก โดยหลายคนมองว่าข้อความดังกล่าวมีลักษณะเหยียดและดูถูกคนธรรมดาที่ทำมาหากิน จนกลายเป็นกระแสดราม่าร้อนในโลกออนไลน์ทันที

กระทั่งล่าสุด “เฟย ภัทร” พร้อมทีมงานจากช่อง KARNFOEI ได้ออกมาโพสต์แถลงการณ์ชี้แจง พร้อมประกาศพักงานกาน และลดบทบาทในช่องลงทันที

“จากกระแสข่าวเกี่ยวกับโพสต์บนพื้นที่ส่วนตัวของกาน เฟยและทางบริษัทได้รับทราบเรื่องและขอชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการกระทำส่วนบุคคลของกาน และไม่ได้สะท้อนถึง ‘ความตั้งใจและเป้าหมาย’ แนวทางหรือคุณค่าที่ทีมงานตั้งใจยึดถือในการทำช่อง”

พวกเราอยากขออภัยทุกท่านจากใจจริง ที่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวังหรือไม่สบายใจ พวกเราในฐานะเพื่อนและเพื่อนร่วมงานที่สร้างช่องนี้มาด้วยกัน เมื่อกานทำพลาดและหลุดออกจากเป้าหมายตรงนี้ไป ทางบริษัทไม่ได้เพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ได้มีการพูดคุย ตักเตือน รวมถึงทบทวนกันอย่างจริงจังแล้ว หลังจากนี้ ทางบริษัทจะมีการเปลี่ยนแปลง และจะมีการพักงานและลดบทบาทของกานในช่องลงทันที

ขอบคุณทุกคำตักเตือน และทุกความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาด้วยความหวังดี พวกเราจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปเรียนรู้และปรับปรุงตัวต่อไปครับ และขอขอบคุณทุกท่านสำหรับโอกาสที่รับฟังพวกเราครับ

เฟย และทีมงาน”

พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! ชู ‘STEM – Zero Dropout-ODOS’ ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! ชู ‘STEM - Zero Dropout-ODOS’ ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! ชู ‘STEM – Zero Dropout-ODOS’ ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายด้านการศึกษา แก่หน่วยงานและผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครูและบุคลากร สังกัดเขตตรวจราชการที่ 14 กระทรวงศึกษาธิการ (จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ) ณ หอประชุมโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ ทรัพยากร ตลอดจนวิกฤตพลังงาน ซึ่งเมื่อโลกเปลี่ยน การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนตาม และหวังว่าชาวการศึกษาในพื้นที่อีสานใต้ จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงก้าวให้ทันโลกด้วยเช่นกัน จึงขอฝากในเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้ตอบโจทย์ความเป็นพลเมืองโลก เท่าทันโลกในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมทั้งการศึกษาต้องตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจใหม่ (S Curve) สอดรับกันตั้งแต่ระดับปฐมวัย อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาไปจนถึงอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นระบบที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่เป็นหลัก จึงต้องเน้นการเรียน ‘สะเต็มศึกษา’ STEM เพื่อเตรียมคนของเราเข้าไปสู่ระบบใหม่ให้ได้

“ขอสัญญาว่าจะดำเนินนโยบาย 3 เรื่อง ให้เกิดขึ้นจริงที่นี่ ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาเอกชน และการศึกษาพิเศษทุกกลุ่ม โดยในเรื่องแรกจะเดินหน้าโครงการ Zero Drop Out เป็นหมุดหมายที่จะช่วยให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความถนัด ต่อมาคือการขยายโครงการ ODOS จะมีการทบทวนให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่อีสานใต้ เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม การศึกษาจะไม่สะดุดเพราะความยากจน และเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน คือ การคืนเวลาและลดภาระครู ตามโครงการ Work Smart โดยจะรีเซ็ตระบบใหม่ มีการปรับตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อน ให้ครูได้มีเวลาโฟกัสชั้นเรียน ไม่ต้องทำจัดซื้อจัดจ้าง หรือโครงการต่างๆ เว้นแต่เป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะเปรียบเราเองเป็นช่างตัดเสื้อที่พยายามตัดเสื้อให้พอดีกับพวกท่าน ทั้งในเชิงบริบทของเขตตรวจราชการที่ 14 ในหลายมิติ ทั้งภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม งบประมาณรายหัว และทรัพยากรต่างๆ จะต้องไปให้ถึงทุกคน โดยเฉพาะเด็กพิการและโรงเรียนที่ขาดแคลนมากที่สุด เพื่อไปสู่เป้าหมาย เรียนฟรีมีจริง และเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้เพียงคนเดียว

จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGLLP หลักสูตรปริญญาโท ผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากลหลักสูตรแรกของโลก

จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGLLP หลักสูตรปริญญาโท ผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากลหลักสูตรแรกของโลก

จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGLLP หลักสูตรปริญญาโท ผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากลหลักสูตรแรกของโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีองค์กรสุขภาพระดับโลก เปิดตัวหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากล หรือ Master of Science in Global Laboratory Leadership Program (ChulaGLLP) หลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทที่มุ่งผลิตผู้นำห้องปฏิบัติการสุขภาพยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด One Health ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักสูตร ChulaGLLP พัฒนาโดยความร่วมมือของ 5 ส่วนงานของจุฬาฯ ได้แก่ คณะสหเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) ผ่านศูนย์ความร่วมมือไทย–สหรัฐฯ ด้านสาธารณสุข (Thailand MOPH–U.S. CDC Collaboration, TUC) กรมควบคุมโรค ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อบูรณาการศักยภาพของทั้งสององค์กรในการพัฒนาการเรียนการสอน การฝึกอบรม และสมรรถนะของนิสิตและบุคลากรสหวิชาชีพสุขภาพ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การเปิดหลักสูตร ChulaGLLP ไม่ใช่เพียงการเปิดหลักสูตรใหม่ แต่เป็น “การเปิดแพลตฟอร์มใหม่ในการพัฒนาภาวะผู้นำ” ที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกปัจจุบัน โดยห้องปฏิบัติการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกัน การตรวจจับ การเฝ้าระวัง การเตรียมพร้อม และการตอบโต้ต่อวิกฤตสุขภาพ และอนาคตของระบบห้องปฏิบัติการขึ้นอยู่กับคุณภาพของภาวะผู้นำห้องปฏิบัติการ

ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. กล่าวว่า สธ..เชื่อว่าห้องปฏิบัติการคือเสาหลักของระบบสาธารณสุข สนับสนุนการตรวจหาโรค การวินิจฉัย การเฝ้าระวัง ความปลอดภัยทางชีวภาพ การตอบโต้การระบาด การประกันคุณภาพ และการตัดสินใจบนฐานหลักฐาน

“นี่คือรูปแบบใหม่ของความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันอุดมศึกษา ที่เชื่อมโยงการฝึกอบรมวิชาชีพ ความก้าวหน้าทางวิชาการ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ผศ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ สะระชนะ ผู้ช่วยอธิการบดีจุฬาฯและประธานหลักสูตร ChulaGLLP กล่าวว่า หลักสูตร ChulaGLLP เป็นหลักสูตรนอกเวลาราชการ และหลักสูตรแบบโมดูล รองรับทั้งผู้เรียนในเส้นทางปริญญาและไม่รับปริญญา มีระบบ microcredentials และ credit bank เพื่อให้ผู้เรียนและบุคลากรที่ทำงานแล้วสามารถเลือกเรียน สะสมสมรรถนะ และต่อยอดสู่ปริญญาได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีรายวิชาเฉพาะด้าน Artificial Intelligence and Information Technology for Laboratory Leaders เพื่อเตรียมผู้นำห้องปฏิบัติการให้พร้อมต่ออนาคตของบริการห้องปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลสุขภาพ

การเปิดตัว ChulaGLLP ครั้งนี้จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและกำลังคนด้านห้องปฏิบัติการสุขภาพของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคีองค์กรสุขภาพระดับโลก เพื่อพัฒนาผู้นำห้องปฏิบัติการที่มีวิสัยทัศน์ มีจริยธรรม ทำงานแบบบูรณาการ และพร้อมขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศและประชาคมโลกอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด One Health

ชูภาพลักษณ์ใหม่ลูกเสือไทย หนุนใช้แอป ‘SCOUTDD’ ปั้นเยาวชน ‘ทำดี ทำได้ ทำทันที’

ชูภาพลักษณ์ใหม่ลูกเสือไทย หนุนใช้แอป ‘SCOUTDD’ ปั้นเยาวชน ‘ทำดี ทำได้ ทำทันที’

ชูภาพลักษณ์ใหม่ลูกเสือไทย หนุนใช้แอป ‘SCOUTDD’ ปั้นเยาวชน ‘ทำดี ทำได้ ทำทันที’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ต้องการให้ สลช.ผลักดัน และปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์กิจการลูกเสือจากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นภาระ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่เยาวชนอยากเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ โดยทำให้การเป็นลูกเสือ-เนตรนารี และยุวกาชาด เป็นสิ่งที่สนุกและน่าดึงดูด ไม่ใช่การบังคับ พร้อมผลักดันแอปพลิเคชัน “SCOUTDD” ให้เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับชุมชนลูกเสือยุคใหม่ เพื่อให้นักเรียนสามารถบันทึกความดี เข้าร่วมกิจกรรม และชักชวนเพื่อนมาร่วมเป็นสมาชิกได้อย่างสะดวก ภายใต้แนวคิด “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ซึ่งจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือบันทึกกิจกรรมแบบเดิมๆ แต่จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนาน (Gamification)

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า ขณะที่ตนและผู้บริหาร สลช. ได้นำเสนอแผนพัฒนา 12 กิจกรรม อาทิ  ระบบบันทึกความดี SCOUTDD ทำดี ทำได้ ทำทันที ระบบบันทึกความดีของลูกเสือไทย ที่มีการพัฒนาจาก LINE เป็น Application ที่รองรับทั้งระบบ Android และ iOS ปัจจุบันมีผู้ใช้งานร่วม 1 แสนกว่าราย เตรียมพัฒนาและเพิ่มการสะสม Points เพื่อแลกของรางวัล ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กองลูกเสือวชิราพิทักษ์ “ด้วยรักและภักดี” กองลูกเสือที่สร้างเยาวชนผู้นำทางการลูกเสือที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แห่งความรักและความภักดี พร้อมอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ กิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎหมาย หลักสูตรและเครื่องแบบลูกเสือ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง รวมถึงการยกระดับบทบาทลูกเสือไทยในเวทีนานาชาติ ทั้งการร่วมชุมนุมลูกเสือโลก ปี 2569 ณ ประเทศอังกฤษ และการเตรียมเป็นเจ้าภาพชุมนุมลูกเสือภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ปี 2572 ในประเทศไทย

สจล.ปั้นคนรุ่นใหม่ – บุคลากรศักยภาพสูง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ก้าวทันโลกดิจิทัล

สจล.ปั้นคนรุ่นใหม่ - บุคลากรศักยภาพสูง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ก้าวทันโลกดิจิทัล

สจล.ปั้นคนรุ่นใหม่ – บุคลากรศักยภาพสูง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ก้าวทันโลกดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และธนาคารกรุงไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในโครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” ยกระดับความร่วมมือสู่พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูงและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสังคมยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการศึกษายุคใหม่ และตอกย้ำแนวทางการขับเคลื่อน “The World Master of Innovation” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์สำคัญของ สจล. ที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทักษะจากโจทย์ธุรกิจจริง ควบคู่กับการสร้างทักษะแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับสากล ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“สจล. ได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สะสมประสบการณ์จริงผ่านโครงการต่างๆ อาทิ Project-Based Internship และการจ้างงานระหว่างเรียน ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและโลกการทำงาน พร้อมยกระดับการผลิตบัณฑิตเชิงนวัตกรรมที่มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน” อธิการบดี สจล. กล่าว

น.ส.นารีรัชย์ อริยประยูร ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธ.กรุงไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” โดยเฉพาะการสร้าง Talent ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ โดยได้ต่อยอดความสำเร็จระหว่าง ธ.กรุงไทย และ สจล. ที่ได้ร่วมกันสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ ทั้งการพัฒนา Digital Campus ระบบการเงินเพื่อสุขภาพ และโครงการเพื่อสังคม ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับความร่วมมือในครั้งนี้

โครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” มุ่งพัฒนา Talent ผ่านการเรียนรู้ ลงมือทำ และสั่งสมประสบการณ์จากโจทย์ธุรกิจจริง โดยยึดแนวคิดในการศึกษา วิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและการสร้างสรรค์นวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “The World Master of Innovation” ควบคู่กับการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริง โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างประสบการณ์ผ่านโครงการจริง, การเปิดโลกทัศน์ทางอาชีพ, การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง

ภายใต้โครงการนี้ จะช่วยเชื่อมโยงโลกการศึกษาและโลกการทำงานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันให้นักศึกษาเป็นกำลังสำคัญที่สามารถตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง สร้าง “ทุกก้าวการเรียนรู้…สู่ประสบการณ์เพื่ออนาคตที่เป็นไปได้” ตามแนวคิด “60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต” ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา

พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่างๆของ สจล. และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด โดยผู้สนใจเข้าร่วมงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” รวมถึงกิจกรรม Workshop ภายในงาน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://expo.kmitl.ac.th/th  

ม.ธนบุรี ส่งเสริมกิจกรรม ‘จิตอาสา’ ดันเยาวชนไทยรับใช้สังคม

ม.ธนบุรี ส่งเสริมกิจกรรม ‘จิตอาสา’ ดันเยาวชนไทยรับใช้สังคม

ม.ธนบุรี ส่งเสริมกิจกรรม ‘จิตอาสา’ ดันเยาวชนไทยรับใช้สังคม

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธนบุรี ผนึกความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand นำนักศึกษาร่วมงานจิตอาสา ภายใต้ปรัชญา University For All หรือ “มหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน” ที่จะให้บริการประชาชนและชุมชน ส่งเสริมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พัฒนาทางด้านจิตใจสู่ความเป็นมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัว พร้อมนำความรู้ไปพัฒนาประเทศ ล่าสุดมีแนวคิดพัฒนาความร่วมมือทางด้านจิตอาสา เข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำนักศึกษาไปร่วมโครงการฯ กับกลุ่ม UNITE Thailand ที่ จ.กาญจนบุรี และที่โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม กทม. ในกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษและศิลปะ ภายใต้โครงการ เยาวชนคนกล้าฝัน

ดร.บัญชา เกิดมณี อธิการบดี ม.ธนบุรี กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกสถานที่ เป็นของจริงจากสังคมภายนอกที่เป็นรูปธรรม สร้างการจดจำที่ดีให้เกิดขึ้นตลอดชีวิต ซึ่งไม่สามารถศึกษาได้จากในห้องเรียน โดยในอนาคตทางมหาวิทยาลัยฯ มีโครงการจะพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand ในเข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยฯ ยังได้มีการทำประโยชน์ให้สังคมอีกหลายอย่าง อาทิ การมอบที่ดิน 1 แปลง ในซอยเพชรเกษม 110 ให้กับทางสำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนโดยรอบที่เป็นกลุ่มรากหญ้าได้ใช้ประโยชน์ ในการสร้างสำนักงานอนามัยเพื่อใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาทิ เมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ก็จะสามารถเป็นจุดคัดกรองก่อนส่งตัวผู้ป่วย สู่โรงพยาบาลภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ทำก็คือการไม่มีคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ของบริษัทฯ ภายนอก มาตั้งภายในมหาวิทยาลัย รวมทั้งศูนย์อาหารต่างๆ ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้นักศึกษามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการใช้มี SMEs เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบ สามารถค้าขายและเลี้ยงตัวเองได้”

ด้าน น.ส.เมษาวดี สุขกรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจดิจิทัล ม.ธนบุรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าร่วมงานกับกลุ่ม UNITE Thailand มานานกว่า 2 ปี ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการมีพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ในการดึงทักษะการเป็นผู้นำ, การจัดการงานเฉพาะหน้า, ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ได้ออกมาใช้ในพื้นที่จริง ทำให้รู้ถึงศักยภาพตัวเอง และสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เนื่องจากจะมีแนวทางในการจัดกิจกรรมหรือนำเสนอ เกิดเป็นแบบแผนที่จะนำไปใช้ในโครงการอื่นๆ ได้ในอนาคต ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยฯ มีนโยบายที่เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน คอยช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่างๆ อาทิ โครงการหอยแมลงภู่ เข้าไปช่วยจัดทำแพ็คเกจ ยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้อยู่ได้นานตลอดการขนส่ง เพื่อส่งเสริมต่อยอดสร้างรายได้ รวมถึงเข้าไปให้ความรู้เรื่องโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า

สำหรับกลุ่ม UNITE Thailand เป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่มาจากทุกสาขาอาชีพ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ภายใต้การริเริ่มของ ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และผู้ริเริ่มกลุ่ม UNITE Thailand โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเยาวชน และสร้างพลังบวกในสังคมไทย ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 Mcot HD, สถานีโทรทัศน์ NBT ฯลฯ  โดยผู้สนใจสอบถามได้ที่อีเมล์ Rattana.lao@yahoo.com หรือโทรศัพท์ 062-7341267 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อัครนันท์ ขึ้นดอย รับฟังปัญหาครู-นักเรียนชายขอบ ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

อัครนันท์ ขึ้นดอย รับฟังปัญหาครู-นักเรียนชายขอบ ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

อัครนันท์ ขึ้นดอย รับฟังปัญหาครู-นักเรียนชายขอบ ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

17 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางขึ้นพื้นที่สูงนานกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเข้าตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาจากครูและนักเรียน ณ โรงเรียนผาลั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพิ่งมีระบบไฟฟ้าใช้เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและการเดินทางที่เข้าถึงยาก

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอัครนันท์ได้ร่วมสอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–4 ทั้งการอ่าน การเขียน และการบวกเลขอย่างใกล้ชิด โดยพบว่านักเรียนมีพัฒนาการที่ดี สามารถอ่านออกเขียนได้ไม่แพ้โรงเรียนในเขตเมือง ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำถึงความห่วงใยในเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของบุคลากรครูในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านการเดินทาง สาธารณูปโภค และทรัพยากรทางการศึกษา

“การศึกษาไม่ควรถูกกำหนดด้วยภูมิศาสตร์ ไม่ว่าเด็กจะอยู่บนดอยหรือในเมือง ต้องได้รับโอกาสและคุณภาพการศึกษาที่เท่าเทียมกัน นี่คือหัวใจของการลดความเหลื่อมล้ำที่เราต้องทำให้เกิดขึ้นจริง”นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ ยังกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งพัฒนาระบบสนับสนุนโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

นายอัครนันท์ ได้กล่าวถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่สะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาไทย แต่ต้องการให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงในเรื่องการลดความซ้ำซ้อนของงานเอกสารและภาระงานครู รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่เป็นภาระของผู้ปกครองว่าเสียงสะท้อนจากนิด้าโพลชัดเจนว่าประชาชนยังเชื่อมั่น แต่ก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เราต้องลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู ให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่ และลดค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

“การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งหวังให้ คุณภาพการศึกษาไทย ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ต้องได้รับมาตรฐานเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม” นายอัครนันท์ กล่าว

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

17 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและสะท้อนความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

“เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

“เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

ดร.สติธร กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะนำ หรือเอกชนจะนำ” เพราะเป็นวิธีคิดแบบโลกยุคเก่า แต่คือการสร้างความร่วมมือในลักษณะ collaborative governance ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ สามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศ

“การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทุนมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงทุน เทคโนโลยี ความรู้ และพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันได้มากเพียงใด ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามให้ได้ และรัฐบาลปัจจุบันเริ่มมาถูกทาง” ดร.สติธร กล่าว

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“นายกฯ”รุด รพ.คามิลเลียน เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บเหตุรถไฟชนรถเมล์ เผยผู้บาดเจ็บ 2 ใน 6 คือกระเป๋ารถเมล์-ผู้โดยสารรถเมล์ ยังสาหัสอยู่ไอซียู

17 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 13.20 น.ที่โรงพยาบาลคามิลเลียน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , ผู้บริหารของการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้บริหารของ ขสมก. เดินทางเยี่ยมผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์

โดยทันทีที่นายอนุทิน เดินทางมาถึง ได้พูดคุยกับสอบถาม นพ.นัฐพล กาฬปักษี ผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลคามิลเลียน และ บาทหลวงเปโตร ภควี เส็งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคามิลเลียน ถึงอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 6 คน โดยผู้สื่อข่าวสังเกตว่าสีหน้าของนายกฯ ค่อนข้างกังวล ก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์ โดยมีคณะแพทย์พาไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่พักรักษาตัวทั้งที่อยู่ในห้องไอซียู และห้องพักปกติ

สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลขณะนี้จำนวน 6 คน โดยมี 2 คน เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส คือ นายณัฐดนัย โชคสกุลทรัพย์ อายุ 42 ปี ผู้โดยสารรถเมล์ กับ นางสุภากรณ์ จันศร อายุ 38 ปี พนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์ ที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู

นอกจากนั้นคือ นายลาภิศ ทองบุญ อายุ 56 ปี คนขับรถเมล์ , นายสยมพร สวนกูล อายุ 46 ปี คนขับรถรถไฟ , นายอภิชาติ มีชูนึก อายุ 41 ปี คนขี่รถจักรยานยนต์ และหญิงต่างชาติ Miss Khoeurn Mol อายุ 50 ปี เป็นผู้โดยสารรถกระบะ ส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือทางโรงพยาบาลอนุญาตให้กลับบ้านได้ จากจำนวนผู้ประสบอุบัติเหตุที่เข้ารักษา 24 คน

ทั้งนี้ นายกฯ ได้นำกระเช้าผลไม้เยี่ยมผู้ป่วยมามอบให้กับผู้ที่บาดเจ็บด้วย รวมถึงกระทรวงคมนาคมก็มีกระเช้าเครื่องดื่มสุขภาพมามอบให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ขณะเดียวกันมีตัวแทนจากบริษัทประกันภัยได้มาในวันนี้ด้วยเพื่อมาดูเรื่องเงินเยียวยาต่างๆ

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ทภ.1 โดย กกล.บูรพา เจรจาให้ชาวบ้านฝั่งกัมพูชางดทำการเกษตร ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ควบคู่ประสานแม่กองสนามเข้าสำรวจพื้นที่ ยืนยันเดินหน้ารักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

17 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพา เมื่อ 16 พ.ค.69  เวลา 10.00 น. โดย ฉก.โคกสูงและชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชาวกัมพูชา นำรถไถมาเตรียมทำการเกษตร ในพื้นที่ระหว่าง จต.ส.42 – จต.ส.44 บ.อ่างศิลา ต.โนนหมากหมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

โดย ชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้จัดกำลังพลทำการตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านกัมพูชาเข้ามาไถแปลงเตรียมทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่นอกเขตเส้นแดง (เลยเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์) เข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยและพบว่ามีทหารฝั่งกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 จึงนำกำลังทหารพรานเข้าเจรจา พร้อมทั้งเปิดจีพีเอสชี้พิกัดแนวเขตเส้นแดงและเส้นน้ำเงิน ให้ทหารกัมพูชาทราบว่าชาวบ้านกัมพูชากำลังละเมิด MOU 43 ในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ของทั้งสองประเทศ และกำลังรุกล้ำเกินแนวเส้นสีแดง ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย อย่างชัดเจนจึงประสานให้แจ้งหยุดปฏิบัติการต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อ้างสิทธิ์พร้อมนำข้อมูลไปชี้แจงผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายให้รับทราบ

ผลการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เบื้องต้นให้ชาวกัมพูชายกเลิกและยุติการทำแปลงเกษตรดังกล่าว จนกว่าข้อตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมชี้แจงข้อมูลให้ชาวบ้านฝ่ายไทยที่ได้รับผลกระทบให้เข้าใจสถานการณ์ และดำเนินการประสานแม่กองชายแดนเข้ามาสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเข้าสู่กระบวนการปักปันเขตแดนต่อไป 

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอยืนยันว่าจะดำรงภารกิจในการปกป้องอธิปไตย รักษาผืนแผ่นดินไทยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มความสามารถในทุกมิติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างดีที่สุด.