สพฐ.พร้อมเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย

สพฐ.พร้อมเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย

สพฐ.พร้อมเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.59 น.

เลขาธิการ กพฐ. มั่นใจโรงเรียน-สพท.เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1/2569 ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย วันที่ 15 พ.ค.นี้ 18 หน่วยงานจับมือทำ MQU ร่วมดูแลนักเรียน-สถานศึกษา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ว่า ปีนี้โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียน ในวันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม มีบางส่วนเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 พฤษภาคม หรือ วันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งขณะนี้โรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ กำลังดำเนินการสำรวจตรวจสอบสภาพระบบไฟฟ้า อุปกรณ์การเรียน สนามเด็กเล่นให้อยู่ในสภาพปลอดภัย ปรับปรุงซ่อมแซมห้องเรียน อาคารเรียน บ้านพักครู ให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้เด็กและครู เปิดเทอมอย่างสุขกาย สบายใจ นักเรียนพร้อมที่จะเรียนรู้ มีความสุข 

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมนี้ สพฐ. จะประชุมเวิร์กช็อป (Workshop) 5 ภารกิจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในแต่ภารกิจหลัก จะมีประเด็นย่อยต่างๆ ที่ต้องมาระดมความคิดเห็น เพื่อวางระบบ และนำไปสู่การปฏิบัติให้ดีที่สุด โดย สพฐ.จะฟังเสียงผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เราไม่เน้นสั่งการจากส่วนกลาง แต่เน้นการมีส่วนร่วมจากผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ประชาชน และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบาย “All for Education” ทุกฝ่ายต้องมาช่วยการศึกษา

“โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่ สพฐ. จะดำเนินการควิกวิน (Quick Win) ทันที ในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2569 โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นี้ ที่หอประชุมคุรุสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมาเป็นประธานสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ วางระบบความปลอดภัยนักเรียน ” ระหว่าง สพฐ.กระทรวงศึกษาธิการ กับ 18 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในการช่วยดูแลนักเรียน ดูแลโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เชื่อมโยงการป้องกัน ส่งต่อ ดูแลสภาพกายและจิตใจ ตลอดจนสภาพแวดล้อม ซึ่งแต่ละหน่วยมีความตั้งใจดีมาก” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.

ประเสริฐ พลิกโฉมอาชีวะไทย ชูโมเดลเยอรมัน ได้งาน-เงิน-วุฒิ ตั้งเป้าเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ

ประเสริฐ พลิกโฉมอาชีวะไทย ชูโมเดลเยอรมัน ได้งาน-เงิน-วุฒิ ตั้งเป้าเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ

ประเสริฐ พลิกโฉมอาชีวะไทย ชูโมเดลเยอรมัน ได้งาน-เงิน-วุฒิ ตั้งเป้าเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.20 น.

“รมว.ศธ.” มอบนโยบายก่อนเข้าสู่การประชุมบอร์ดอาชีวศึกษา อยากเห็นอาชีวะไทย แข็งแรง ก้าวหน้า สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน

29 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวมอบนโยบาย ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 4/2569 ณ ห้องประชุม  5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากระทรวงศึกษาธิการ 

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับทุกท่าน และได้เห็นทุกท่านแนะนำตัวแล้วก็ภูมิใจ ทุกท่านก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และขอบคุณทุกท่าน ที่ “สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย”

กระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญ  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทราบว่าวันนี้มีการประชุมบอร์ดอาชีวศึกษา  จึงอยากจะขอเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อมาพบปะกัน พร้อมที่จะทำงานรับใช้ ประสานงานกับทุกท่านและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกเรื่องต้องเรียนว่า วันนี้อยากจะร่วมงานกับท่าน เพราะคิดว่าวันนี้เรามีความท้าทายหลายอย่างที่เกิดขึ้น

เรื่องแรก โครงสร้างด้านกำลังคนยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีนักเรียนสายสามัญ ต่อสายอาชีพ 70 : 30 เป้าหมายกำลังคน อยู่ที่ 45 : 55 หมายถึงเราผลิตคนตรงกับความต้องการกับระบบเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร สมัยที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการ EEC ความต้องการกำลังคน 50,000 คนต่อปีในระดับ ปวช. และ ปวส. และพบว่าช่างอุตสาหกรรมและแรงงานไทยยังมีทักษะไม่สูงนี่คือความท้าทายแรก

เรื่องที่ 2 ช่องว่างทางการศึกษาและทักษะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ความรู้ใหม่ ๆเกิดขึ้นทุกวัน การศึกษาต้องปรับตัว เรามี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ผ่านมา 27 ปี พ.ร.บ. มีการแก้ไขเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ทันกลับเศรษฐกิจโลกหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างไม่มีการพูดถึงเรื่องทักษะในการเข้าไปทำงานในโรงงาน และเอาทักษะเหล่านั้นมาแปลงเป็นผลผลิต เพื่อจะเป็นหน่วยกิต  โอนทักษะเหล่านั้นมาเป็นหน่วยกิตสะสมในธนาคารหน่วยกิต อันนี้อาจจะเกี่ยวกับท่านทั้งหลายด้วย  ก็เป็นเรื่องที่กำลังท้าทาย และผมได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนประเทศจีนว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น ที่จะมาจัดตั้งโรงงานใหม่ในไทย แต่สิ่งที่ต้องการก็คือกำลังคนยังไม่มี  สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นโจทย์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา   กระทรวงศึกษาฯก็ดี เราทุกคนเป็นโจทย์ และคณะกรรมการอาชีวศึกษาด้วย ในการผลิตกำลังคนได้เพียงพอกับภาคอุตสาหกรรมหรืออย่างไร

จากที่ดูข้อมูลมาเราผลิตครูได้ปีหนึ่ง ประมาณ 50,000 คน แต่ความต้องการครูในระบบปีหนึ่งไม่เกิน 10,000 คน แต่เราขาดบุคลากรที่จะไปป้อนให้กับภาคเศรษฐกิจ 

เรื่องที่ 3 เรื่องความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมยังไม่เป็นระบบแบบไร้รอยต่อ แม้จะมีระบบทวิภาคีแต่ยังขาดมาตรฐานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ในอนาคตต้องเชิญบริษัทต่าง ๆ เข้ามาพูดคุยกันต้องปรึกษาว่าเราควรจะเริ่มต้นอย่างไรดีที่จะทำให้เรื่องงานบางแห่งฝึกงานไม่ตรงกับสาขา หรือใช้เป็นภาคแรงงาน 

เรื่องที่ 4 ภาพลักษณ์อาชีวศึกษา เวลาการทำงาน เรื่องของอาชีวะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในต่างประเทศมาก เช่นในเยอรมัน ในยุโรป ในญี่ปุ่น แต่ในประเทศไทยกับมองอีกมุมหนึ่ง ในเรื่องนี้จริงๆแล้วคนที่จบอาชีวะ จบไปแล้วเงินเดือนควรสูงกว่าคนจบปริญญาตรีบางแผนกเสียด้วยซ้ำ การเรียนใช้เวลาเรียนน้อยกว่า โอกาสหางานทำได้มากกว่า แต่จะทำอย่างไรให้ค่านิยมหรือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างช่างเชื่อมใต้น้ำ ซึ่งได้ข้อมูลจากกรมพัฒนาฝีมีอแรงงาน บริษัทจ้างเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 4,000- 5,000 บาท เป็นกำลังแรงงานคุณภาพสูง เป็นต้น  เป็นความท้าท้าย  จริงๆอาชีวะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ค่านิยมมุ่งไปแต่สายปริญญา  ทั้งที่เรียนอาชีวะออกมาได้เงิน เรียนก็ใช้เวลาน้อยกว่า 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า จากความท้าทายนี้เราก็เลยคิดว่าสิ่งที่เราจะพัฒนาคนจากคุณวุฒิ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อาจารย์เชน) ท่านได้กำกับดูแล sector ด้านคนทั้งหมด กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน และให้ความสำคัญของทุนมนุษย์ (Human Capital) ในเรื่องนโยบาย 3 นโยบาย ที่เราคิดว่าจะขับผ่านกลไกที่เรียกว่า Human Capital Super board ซึ่งจะเป็นบอร์ดที่บูรณาการ และรองนายกฯ จะมานั่งเป็นประธาน รับผิดชอบตรงนี้และเกิดการวางแผนเพื่อบริหารงานบุคคล เรื่องการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมงาน เพราะฉะนั้น จึงเป็นการสร้างนโยบายขึ้นมา

นโยบายที่ 1   คือ “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ ให้เป็นมาตรฐาน” เพราะหัวใจของการเรียนรู้ของอาชีวะคือการปฏิบัติการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะฉะนั้น เราจะพัฒนาระบบโดยอิงกับระบบ Dual System ของเยอรมัน ซึ่งเราได้มีกระบวนการศึกษาเพราะการศึกษาและนักศึกษา คือการลงทุนมนุษย์ที่สำคัญในอนาคตขององค์กร ในระบบนี้เราจะยืนอยู่กับ 3 เสาหลัก   

เสาหลักที่ 1  ด้านมาตรฐานสมรรถนะด้านวิชาชีพ  เราจะจัดทำมาตรฐานกับหน่วยงานที่สำคัญหลายอย่างเช่นสภาอุตสาหกรรมฯ  สภาหอการค้า สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ  เรายังมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี พ.ศ. 2570 จะต้องมีอย่างน้อย ครบ 10 สาขา

เสาหลักที่ 2 คือชั่วโมงการฝึกงานมาตรฐาน  ซึ่งจะต้องขอฝากเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีการกำหนดชัดเจน นักศึกษาในระดับ ปวส. จะต้องมีชั่วโมงฝึกงานที่สถานประกอบการจริง ตามสัดส่วนที่เหมาะสม และมีครูฝึก และจะต้องมี mentor (ที่ปรึกษา) กับสถานประกอบการ และการติดตาม 

เสาหลักที่ 3  คือแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วม และจะผลักดัน ผ่าน Human Capital ซึ่งจะต้องวางกรอบนโยบายแรกเกี่ยวกับ เรื่องของ ทำงานและได้เงินด้วย 

นโยบายที่ 2 ปฏิรูปหลักสูตรให้ทันโลกและเทคโนโลยี  เรื่องอุตสาหกรรมและเรื่องการศึกษาต้องก้าวหน้าไปพร้อมๆกันเรื่องของหลักสูตร เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของ ai เรื่องของโรบอต เรื่องของวิชาการ ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน สาขาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น ฉะนั้นแล้ว ในสาขาที่จำเป็นของตลาดแรงงาน EV  เทคโนโลยีดิจิทัล สมาร์ทโลจิสติกส์ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้  จะทำการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม  จะต้องมีการพัฒนาหลักสูตร 

นโยบายที่ 3 การสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและการยกระดับภาพลักษณ์อาชีวะ ต้องทำให้อาชีวะไม่ใช่อาชีพทางเลือกแต่เป็นอาชีพแห่งความสำเร็จฝากเลขาธิการ กอศ. เลขาธิการ สพฐ. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และฝ่ายวิชาการ ในเรื่องของ Credit Bank ผู้จบปวส. อยากให้เทียบโอนหน่วยกิต หรือชั่วโมงเรียน ที่ผ่านมาตรฐานสู่ระดับปริญญาตรีได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนซ้ำชั้นในภาควิชาที่เคยผ่านมาแล้ว จะได้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะสามารถนำทักษะหรือความรู้เหล่านี้มาแปลงเป็นคุณวุฒิได้ อันนี้เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่อยากให้เกิดขึ้น

โดยสรุปทุกประเทศ อาชีวะเป็นกำลังการสร้างบ้านสร้างเมือง หากมีข้อแนะนำอะไรส่งผ่านมายังเลขาธิการ กอศ. และผ่านจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด)นี้มา ทางกระทรวงพร้อมที่จะซัพพอร์ตนโยบายอำนวยความสะดวก และทำงานร่วมกันเดินหน้าไปพร้อมกัน
 

คุรุสภาพร้อมสอบวิชาครู 26 สนามสอบ-เปิดพิมพ์บัตรเข้าสอบฯ 30 เม.ย.นี้

คุรุสภาพร้อมสอบวิชาครู 26 สนามสอบ-เปิดพิมพ์บัตรเข้าสอบฯ 30 เม.ย.นี้

คุรุสภาพร้อมสอบวิชาครู 26 สนามสอบ-เปิดพิมพ์บัตรเข้าสอบฯ 30 เม.ย.นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

30 เม.ย. นี้ คุรุสภา เปิดตรวจสอบรายชื่อพร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ทาง https://ksp2569-1.thaijobjob.com กำชับดูสถานที่ เอกสารครบถ้วน ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบาย “ALL for Education” ปฏิรูปการศึกษา เพื่ออนาคตประเทศ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาและให้ความสำคัญในการคัดกรองผู้ที่จะเข้าสู่วิชาชีพครู ให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสม และพร้อมทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง นั้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภารับนโยบายดังกล่าวลงสู่การปฏิบัติ โดยจะดำเนินการจัดการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 6 รอบ 26 สนามสอบทั่วประเทศ  ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569  ซึ่งจะเปิดให้ผู้สมัครเข้ารับการทดสอบตรวจสอบรายชื่อและพิมพ์บัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ ได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://ksp2569-1.thaijobjob.com โดยเลือกเมนู พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ เพื่อนำไปแสดงตนเข้ารับการทดสอบตามวัน เวลา และสนามสอบที่กำหนด จากนั้นเมื่อการดำเนินการเข้ารับการทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว คุรุสภาจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://ksp2569-1.thaijobjob.com

“การทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพครู วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 จะใช้แบบทดสอบทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ  ซึ่งผู้เข้ารับการทดสอบต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และขอให้ผู้เข้ารับการทดสอบ ตรวจสอบวัน เวลา สนามสอบ และห้องสอบที่กำหนด ก่อนวันที่จัดการทดสอบอย่างน้อย 3 วัน พร้อมกับเตรียมเอกสารหลักฐานการลงทะเบียน และการแสดงตนกับกรรมการคุมสอบประจำห้องสอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบอนุญาตขับขี่ หรือหนังสือเดินทาง (Passport) และบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ กรณีไม่มีเอกสารหลักฐานดังกล่าว หรือข้อมูล หรือรูปถ่ายเอกสารหลักฐานดังกล่าวไม่ชัดเจน สามารถแสดงบัตรประจำตัวประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID (Thai Digital Identity) หรือใบอนุญาตขับขี่ผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR Licence ได้ สำหรับพระภิกษุสงฆ์สามารถใช้หนังสือสุทธิพระ หรือใบสุทธิแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ชาวต่างด้าวหรือบุคคลไม่มีสัญชาติ ให้ใช้บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ที่กรมการปกครองออกให้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ สำหรับชาวต่างประเทศ สามารถใช้หนังสือเดินทางแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานดังกล่าวต้องไม่หมดอายุ และมีข้อมูลและรูปถ่าย

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

วันนี้ 29 เม.ย.2569 เมื่อเวลา 14.05 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนพร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน และนายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม ร่วมแถลงข่าวขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาราคาพืชผล 

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ญัตติดังกล่าวมีการอธิบายมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เชื่อว่าพี่น้องประชาชนเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว ฉะนั้น จึงอยากมาแถลงข่าวยืนยันมติวิปฝ่ายค้านว่าพวกเราเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีมติตั้ง กมธ.วิสามัญเรื่องนี้ ซึ่งขระนี้ญัตติกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีข้อสรุปเรื่องนี้ในวันนี้หรือไม่ว่าฝั่งสส.รัฐบาลจะเห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.วิสามัญหรือไม่ แต่เราเห็นว่าควรมีการตั้ง และควรได้ข้อสรุปวันนี้เพื่อให้สามารถเริ่มทำงานได้ เนื่องจาก 1.ราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นปัญหาที่เร่งด่วน ไม่เฉพาะราคาผลผลิตที่ตกต่ำลง แต่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง 2.แนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเกี่ยวกับราคาการเกษตรนั้นยังไม่ตรงจุด 2 วันที่ผ่านมาบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับเรื่องการไลฟ์ขายทุเรียนเป็นการสร้างความสับสนในตลาดทำให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างที่บอกว่าจะไลฟ์ขายทุกเรียนลูกละ 100 บาท แต่ท้ายที่สุดในไลฟ์สดก็ไม่ได้มีการขายทุเรียนในราคาดังกล่าวจริง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความล่าช้าและการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในสินค้าการเกษตรบางชนิด เช่น มะม่วง 3.จำเป็นที่จะต้องตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมามากกว่าส่งไปที่กมธ.สามัญคณะใดคณะหนึ่ง เพราะปัญหาดังกล่าวคาบเกี่ยวหลายกมธ. จึงควรตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้

พริษฐ์ วัชรสินธุ

ด้านนายเลาฟั้ง กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรเดือดร้อนเรื่องสินค้าเกษตรเกือบทุกประเภท หลายรายเจ๊งไปแล้ว ขณะที่บางรายยังรอเก็บเกี่ยว ซึ่งปัญหาสินค้าการเกษตรกับการเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงทั้งกระทรวงพาณิชย์ในการกำหนดราคา กระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องของการแปรรูปสินค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องของปุ๋ย การรับรองมาตราฐาน กระทรวงพลังงานเรื่องของการขนส่ง กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการปราบปรามนอมินี และกระทรวงการคลังเรื่องการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงหลายกระทรวงจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อดึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล สภา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน ภาควิชาการโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการหาทางออกและแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม อยากให้จับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้เนื่องจากเกรงว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะชิงปิดการประชุมก่อน 

ขณะที่นายปิยวัฒน์  กล่าวว่า ปัญหาของเกษตรกรเป็นปัญหาหลักของพรรคกล้าธรรม โดยปัญหาของพี่น้องประชาชนมีอยู่ 2-3 เรื่อง ได้แก่ 1.ราคา 2.ต้นทุนทางการเกษตรที่สูง รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และ 3.การไลฟ์สดของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เรามีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งถือเป็นที่สะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ฉะนั้น กมธ.วิสามัญจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และคิดดีไม่ได้ว่าทางรัฐบาลอาจจะกลัวพวกเราฝ่ายค้านหรือพี่น้องประชาชนที่อาจจะถูกตั้งเข้ามานั่งในกมธ.รับรู้ รับทราบข้อมูลของภาครัฐหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เรามีเป้าหมายเดียวกันคือการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร ฉะนั้น จึงขอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเถอะ นี่คือมติของพรรคกล้าธรรม  

พริษฐ์ วัชรสินธุ

นางรัดเกล้า กล่าวว่า หลักการของการทำงานรัฐสภา ประชาชนเลือกพวกเรามาเป็นปากเป็นเสียง เป็นกลไกในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน แต่ในวันนี้สภาฯชุดที่ 27 กำลังมีการคุมกำเนิด กมธ.วิสามัญ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการระแวดระวังการตั้งกมธ.วิสามัญ ไม่ใช่แค่พืชผลทางการเกษตร พวกเราทำงานกันมาเดือนกว่าๆ แต่ตั้งกมธ.วิสามัญแค่ 1 กมธ.เท่านั้น ข้อมูลที่ได้ศึกษากันมาสุดท้ายนำไปสู่ กมธ.สามัญเท่านั้น ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าการมี กมธ.จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ มันสามารถแก้ได้ และตนไม่ได้ตั้งข้อกังขากับ กมธ.สามัญ แต่บางเรื่องเกินขอบข่ายการทำงานของกมธ.สามัญเพียงแค่คณะเดียว เพราะครอบคลุมหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน หลายฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ จึงอยากถามว่าเหตุใดจึงต้องมีการคุมกำเนิดการตั้งกมธ.วิสามัญ และรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร หากไม่ใช้กลไกการตั้งกมธ.วิสามัญ 

เมื่อถามว่า การมาแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับสัญญาณอะไรมาหรือไม่ จึงกลัวว่าจะมีการชิงปิดประชุมก่อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า เหตุที่มีการแถลงข่าวในวันนี้อเพราะเป็นการย้ำมติของวิปฝ่ายค้านที่ยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าจะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาหรือไม่ และเป็นการส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลด้วย 

พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้ ใช้กปน.มืออาชีพลดผิดพลาด ด้านผอ.กกต.กทม. เผย 6,632 หน่วยเลือกตั้ง กทม.เพิ่มจากสส. 102 หน่วย ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75% เชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 1 ปีเงื่อนไขใหญ่ทำพรรคการเมืองพลาดส่งผู้สมัคร

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) รวมถึงนายกเมืองพัทยา พร้อมกันในวันที่ 28 มิ.ย.2569 ว่า ขณะนี้ในส่วนของกกต.กทม. และกกต.ชลบุรี ได้เริ่มดำเนินการตามแผนงานแล้ว ซึ่งก็ไม่มีความหนักใจ โดยได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดเตรียมความพร้อมในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งได้มีการนำบทเรียนจากการเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา มาปรับปรุง เพื่อให้สอดรับกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นโมเดลใหม่ โดยจะนำกปน.มืออาชีพมาใช้กับการเลือกตั้งในกทม.ในพัทยา เพื่ออบรมกปน. ให้มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและให้เป็นที่ยอมรับ โดยผู้ได้รับเลือกเป็นกปน.จะต้องถูกอบรมจาก กกต. อย่างเข้มข้น และอาจจะได้รับหนังสือรับรองไลเซนด้วย รวมทั้งเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้มาเป็น กปน. ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวผอ.กกต.ชลบุรีไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่กรณีการเลือกตั้งสส.ชลบุรี เขต 1 นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยอมรับว่าจ.ชลบุรี เป็นพื้นที่มีการแข่งขันสูง ปัญหาที่ผ่านมาแม้จะมีประชาชนเข้ามาร้องเรียน แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผอ.กกต.ชลบุรีด้วย ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องคดีก็เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ด้าน ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต. กทม. ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการสำรวจหน่วยเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยเขตเลือกตั้งแบ่งเป็นจำนวน 50 เขต มีหน่วยเลือกตั้ง 6,632 หน่วย เพิ่มจากการเลือกตั้งสส. มา 102 หน่วย และเตรียมการสรรหากรรมการประจำเลือกตั้ง(กปน.) ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นรายงานไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป

ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ในส่วนของผู้ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งที่งผู้ว่า ฯ และส.ก. ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ แต่ในส่วนของกฎหมายจัดตั้งนั้น ผู้ว่าฯสามารถที่จะรักษาการได้ ส่วนเรื่องการจะลาออกหรือไม่นั้นเราเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ถ้ามีความจำเป็นท่านก็จะลาออกก่อน เพื่อที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันเดียวกัน ซึ่งทางสำนักงานกกต. ได้ประกาศเห็นชอบให้เลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย. นี้พร้อมกันกับเมืองพัทยา

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า ฯจะลาออกนั้น ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า ได้ยินตามกระแสข่าว เพราะถ้ายื่นอย่างเป็นทางการยังไม่มีถ้าจะยื่นลาออกต้องไปยื่นกับทางกระทรวงมหาดไทยเอง

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือเป็นห่วงในเรื่องใดในการเลือกตั้งหรือไม่  ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางสำนักงาน กกต. กทม. เรามีการซักซ้อมเรื่องลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงตั้งแต่ก่อนเข้าห้วงเวลา 180 วันก่อนครบวาระ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.2568 มีการทำความเข้าใจให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้ที่สนใจไปในบางส่วนแล้ว ส่วนเรื่องของความคาดหวังของผู้จะมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้เราก็ได้ดูจากการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา มีผู้มาใช้สิทธิ์ 70 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เราก็คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 75 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นประชาชนจะให้ความสนใจมาก กว่าการเลือกตั้งสส.

เมื่อถามว่าดูเหมือนการเลือกตั้งจะไม่ค่อยดุเดือดเพราะผู้สมัครจากพรรคการเมืองหลายพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครลง ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า อาจจะเนื่องด้วยจากคุณสมบัติที่ผู้สมัครจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านซึ่งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน 1 ปี นับถึงวันที่สมัคร จึงทำให้บางคนขาดคุณ สมบัติในตรงนี้ไป ส่วนเงื่อนไขยื่นภาษี 3 ปีย้อนหลังนั้นเป็นเพียงการนำมาดีแคร์เท่านั้นเองไม่ได้เป็นลักษณะต้องห้าม

เมื่อถามถึงโมเดลแต่งตั้ง กปน.ใหม่อย่างไรบ้าง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ทางสำนักงานกกต. ส่วนกลางได้ประชุมจัดทำกปน.มืออาชีพ โดยจะมีการเริ่มต้นจาก 6,632 คน คือจะเป็นประธานหน่วยทุกหน่วยของกรุงเทพฯ ซึ่งในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ได้มีการนัดหมายปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อไปจะเป็นผู้ อำนวยการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะได้พบปะและพูดคุยเตรียมความพร้อมอบรม กปน.มืออาชีพหน่วยละ 1 คนก่อน ทั้งนี้การเลือกครั้งนี้ จะมีกปน. 9 คน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ต่อ1 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้คนจำนวนกว่า 70,000 คน

เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือเพราะที่ผ่านมากปน.ก็ถูกกระแสจากสังคมในการเลือกตั้ง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากว่าเขาเข้าใจว่าในการเลือกตั้งก็มีกระแส และเรื่องความกดดันอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นกปน.อยู่แล้ว บางคนเป็นมาแล้ว 10-20 ปี ฉะนั้นเขามีความรู้ความเข้าใจ อพไรผิดพลาดเราก็นำข้อนั้นมาปรับแก้ต่อไปให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความกังวล ครู-อาจารย์ยังมีความพร้อมในการเป็น กปน.ต่อไป

สุริยะ เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม

สุริยะ เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม

สุริยะ เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“สุริยะ”เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้าทำงานแก้ปัญหารากหญ้า ยันไม่เคยคุยตัวต่อตัว”อธิบดีกรมฝนหลวง”แถวย่านรัชดา แย้มให้สื่อตรวจสอบที่ตั้งพรรคย่านรัชดาคือพรรคไหน ย้ำพร้อมเปิดห้องรอ”ราเชน”ถ้าติดใจสาเหตุการย้าย

29 เมษายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงจากกรณีที่วานนี้ (28 เม.ย.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติในการโยกย้ายตำแหน่งของ นายราเชน​ ศิลปะรายะ​ จาก อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบกับในวันนี้ นายราเชน​ได้เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย ว่าสาเหตุที่ถูกสับเปลี่ยนตำแหน่งคาดว่าน่าจะมาจากการไม่รับโทรศัพท์ของหลานของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แต่ติดภารกิจต้องลงพื้นที่ในการปฏิบัติการกับไฟป่า นั้น ว่า ขอให้สังคมพิจารณาดูว่าประเด็นแค่นี้จะต้องถึงขั้นมีการโยกย้ายตำแหน่งเลยหรือไม่ และตั้งแต่ที่ตนเองเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2545 ไม่เคยใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการ เพื่อสร้างความไม่พอใจในการทำงานของข้าราชการ

ส่วนสาเหตุที่มีการโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย โดยมองว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้องกับประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก ที่ต้องมีการเร่งการดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และส่วนหนึ่งในปัจจัยดังกล่าวมองว่าข้าราชการที่ใกล้เกษียณอายุอาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นสาเหตุในการปรับเปลี่ยนโยกย้ายในครั้งนี้

ส่วนประเด็นว่าการที่หลานของนายสุริยะ พยายามติดต่อหาอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร จะเป็นการของานหรือไม่ นายสุริยะ ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวหากเป็นความจริงถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสาเหตุดังกล่าวไปย้ายอธิบดี และที่ผ่านมาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้เน้นย้ำกับผู้อำนวยการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์ และได้สอบถามกับหลานของตนเองแล้วทราบว่า ได้มีการโทรศัพท์ไปขอเข้าพบจริง แต่ยังไม่ได้มีการพูดอะไรกัน

ส่วนประเด็นที่นายราเชน เปิดเผยว่ามีการขอข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณปี พ.ศ.2570 ของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปพูดแถวย่านรัชดานั้น นายสุริยะ ย้ำว่า ตนเองไม่เคยไปพูดคุยเรื่องดังกล่าวย่านรัชดา โดยขอให้พิจารณาดูที่ตั้งของพรรคใดอยู่ในย่านรัชดา ซึ่งพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ได้อยู่ในเขตนั้น ยืนยันว่า มีการขอเรียกดูข้อมูลจริง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้รับการประสานให้เข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องมีการเรียกขอดูข้อมูล ในเรื่องของงบประมาณต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้มีการสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคที่จะขับเคลื่อน และเพื่อให้เป็นไปตามกรอบแนวทางของสำนักงบประมาณเท่านั้น โดยในครั้งนั้นได้มอบหมายให้ นายสรวุฒิ เนื่องจำนง เป็นผู้แทนในการพูดคุย

ทั้งนี้ นายสุริยะ ระบุว่า ตนเองมีความยินดีหากนายราเชนต้องการเข้ามาพูดคุย และยินดีรับฟัง แต่ขอยืนยันว่า สาเหตุที่โยกย้ายตำแหน่งของนายราเชนเพราะไม่ให้หลานของตนเองเข้าพบนั้นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จากนี้ก็ยังคงมุ่งเน้นในการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมไปถึงสถานการณ์ไฟป่าที่ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง เอื้อให้ตัวเองทำงานสะดวก ชี้กฎหมายพรรคการเมืองน่าจะดีกว่านี้ ย้ำเลือกตั้งเป็นผลร่วมกันกับประชาชน ส่วน กกต.มีหน้าที่รายงานผล-ทำตามกฎหมาย พร้อมดัน ไอโหวต ทดลองใช้ท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ ว่าเรามาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจะครบ 100 ปี ความคาดหวังการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น  แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปไหน หากถึงไหนท่านคงไม่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะตัวแทนสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตนเห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีลักษณะพิเศษต่างจากคนทั่วไปที่มีความเสียสละ และอาสาเข้ามาทำงาน โดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะเมื่ออาสามาทำงานก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจนว่าจะสำเร็จด้วยวิธีอะไรภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสิ่งที่ท่านกำลังทำ เป้าหมายยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จด้วยวิธีการใด

“ที่ผ่านมา มีคนพยายามทำแบบนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่จนถึงทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีปัญหา ที่สำคัญการเมืองกระทบกับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร จากนี้ไปสำนักงานฯ วิทยากร และพรรคการเมืองจะทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะปลูกฝังหรือให้ความรู้เรื่องระบอบประชาธิป 
ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันแบบภราดรภาพคือความเป็นพี่น้อง ซึ่งภราดรภาพเป็นหนึ่งใน 3 หลักของระบอบประชาธิปไตย ที่ประ กอบด้วย สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค แต่บ้านเราอ้างแต่สิทธิเสรีภาพแทบจะไม่ใช้ภราดรภาพ”

นายแสวง กล่าวอีกว่า ในอดีตเราจะใช้ แต่ภราดรภาพด้วยซ้ำ คือการอยู่แบบพี่น้องแต่ตอนหลังคนจะอ้างสิทธิ์ ซึ่งภราดรภาพคือกำหนดความรับผิดชอบต่อสังคม อยู่บนเหตุและผล แม้จริงๆหลักภราดรภาพจะไม่หายไป แต่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ ทั้งที่มันอยู่ร่วมกันได้กับหลักสิทธิเสรีภาพ และหากใช้ 3 หลักพร้อมกันถือเป็นความสมดุล แต่หากใช้หลักสิทธิเสรีภาพแล้วไม่รับผิดชอบก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นถึงขั้นมีความเห็นต่างและอยู่ร่วมกันลำบาก  เราเริ่มตัดสินคนจากที่ยืนของแต่ละคน ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนี้ คนเห็นต่างกันได้ สิ่งที่วิทยากรจะทำคือบางพื้นที่คนเห็นต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ นั่นคือนำหลักประชาธิปไตยมาใช้กับชีวิตประจำวัน ในอดีตการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยมีน้อย ไม่รู้ว่าผู้มีอำนาจคิดอย่างไร และไม่ได้อยู่ในหลัก สูตรอะไรเลย แตกต่างจากต่างประเทศที่มีบรรจุไว้ในหลักสูตรเช่นเยอรมัน เกาหลี  ที่มีประสบการณ์จากความเลวร้ายทางการเมืองก็จะสร้างพลเมืองว่าหลักประชาธิปไตยแบบเขาต้องการคนแบบไหน และจนถึงทุกวันนี้ก็อยู่แบบที่เราเห็นคือจะใช้หลักสูตรนี้ในการทำให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ร่วมกันได้

“ส่วนที่ทำไมต้องใช้พรรคการเมืองทำเรื่องนี้ เพราะพรรคการเมืองเป็นที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์ที่เสียสละเข้ามา และเป็นประชาชนเหมือนกันประชาชนน่าจะเชื่อพรรคการเมืองมากกว่าองค์กรอื่นเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันและเข้าถึงได้ เราจึงจะใช้ชุดความรู้ที่เรามีไปผ่านพรรคการ เมือง วิทยากรจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพรรคการเมืองต่อไปเพื่อให้พรรคการเมืองไปถ่ายทอดให้กับประชาชน สิ่งที่ทำมาเป็นความรู้ที่เป็นทางการ แต่ผลของประชาธิปไตยคือการใช้ชีวิตประจำวัน เหตุและผล ไม่ได้เกิดจากตัวหนังสือและเรามีประสบการณ์จากประชาธิปไตยในหนังสือ เรามีกฎหมายที่คิดว่าดีอยู่ 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  บางคนก็บอกว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยหรือฉบับปราบโกงอะไรก็แล้วแต่ ใช้มา 20 ปีตั้งแต่ 2540 หรือเกือบ 30 ปี เราใช้รัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับ คนก็คาดหวังว่ากฎหมายจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ แต่กลับไม่เปลี่ยน ไม่ได้ไปไหนเลย”นายแสวง กล่าว

และว่า”การเมืองเราจะแก้ไขกฎหมายจากไก่ให้เป็นนก จะเขียนกฎหมายให้กลายเป็นนกหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะผู้เล่นหรือผู้เลือกยังคือคนกลุ่มเดียวกันเป็นคนกลุ่มเดิม ยุบพรรค มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีคนกลุ่มเดิมไปตั้งพรรค คนกลุ่มเดิมไม่ได้ไปไหน ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมี 52 ล้าน คนกลุ่มเดิม ชุดความรู้ความคิดเหมือนเดิมไปเลือกตั้งเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเปลี่ยนประเทศไปได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้คือชุดความรู้ที่พวกเรากำลังจะนำไปบอกต่อ ไม่ได้บอกว่าจะไปสั่งสอน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านว่าสังคมจะดีได้ด้วยตัวเราเอง เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดีด้วยระบบราชการหรือด้วยใคร แต่ดีด้วยประชาชน”

นายแสวง กล่าวต่อว่า เมื่อวานได้ไปชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตนได้ ชี้แจงว่าจริงๆประชาธิปไตยเป็นฐานหนึ่งของการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยการเลือกตั้งมาจากประชาชน 100% ไม่มีกกต. เป็นเรื่องที่ประชาชนทำร่วมกัน ผลของการเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน ประชาชนกลุ่มหนึ่ง อาสามาเป็นกปน.ครั้งที่แล้ว 1.6ล้านคน ประชาชน 52 ล้านคนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประชาชนส่วนหนึ่งอาสาเป็นสื่อเป็นสื่อเป็นผู้สังเกตการณ์ กกต.ไม่มี สิ่งที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่มก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเป็นกลุ่ม กกต.เป็นเพียงคนรายงานผลสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน เลือกตั้งอย่างไร ท่านจะไปซื้อเสียงอย่างไร กปน.จะทำผิดอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราออกแบบกฎหมาย กกต.ออกแบบร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนดูแลประเทศชาติร่วมกัน กปน.ทำผิด ท่านทักท้วงเราตรวจสอบคนซื้อเสียง นักการเมืองกับประชาชนซื้อเสียง มีคนนำมาร้อง เราตรวจสอบ กกต.มีหน้าที่นำสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกันแล้วมารายงานประชาชนว่าใครชนะเลือกตั้ง ใครทำผิด

“ระบบการเลือกตั้งของเราออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ไม่ว่าจะเป็นกกต.7 คนหรือเลขากกต.หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นมานอกกรอบ เป็นเรื่องของผู้มีสิทธิกับประชาชน สิ่งต่างๆเหล่านี้หากเรานำไปทำให้เห็นว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับกกต.เลย ที่มีหน้าที่รายงานผลห ากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต.เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้งไม่ได้เห็นมากกว่า “

นายแสวง ยังขอให้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้หลักสูตรนี้จะเกิดช้า แต่คิดว่าคนที่จะพูดกับประชาชนได้คือพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองก็จะได้รับความรู้จากหลักสูตรนี้และเห็นใจพรรคการเมือง เพราะเป็นสถาบันหลักในการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ซึ่งทั้งโลกจะใช้กระบวนการผ่านพรรคการเมือง มีประเทศ ไทยเอาไปผ่านระบบราชการถึงมีปัญหา ซึ่งพรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นโดยเน้นมิติด้านความมั่นคงมากกว่ามิติด้านเสรีภาพ ทำให้บางทีพรรคการเมืองถูกยุบ เวลาเกือบร้อยปี เป็นเวลาพรรคการเมืองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเวลาของการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารก็ทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก การตั้งพรรคก็เป็นไปด้วยความยากและในระหว่างการดำเนินกิจการก็มีกฎเกณฑ์มากมาย ตนเป็นนายทะเบียนพรรคการ เมืองทราบดีว่าขาข้างหนึ่งท่านถูกถ่วงไว้ อีกข้างหนึ่งท่านจะพัฒนาก็ลำบาก แม้จะเห็นใจแต่เป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งคนที่จะแก้ไขกฎหมายได้คือพรรคการเมือง หากเห็นว่าไม่ดีก็ไปแก้ไขให้ดีขึ้น

“จากที่ทำงานกับพรรคการเมืองมามองว่า พรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจกฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้เพราะมันคือบ้านของพรรคการเมืองเองซึ่งการแก้ไขพรรคการเมืองเป็นหน้าที่ของสภาหรือสส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมามองแก้กฎหมายพรรค ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดีขึ้นหรือร่างกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยบางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง การตัดสินและดุลพินิจทุกครั้ง แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยหรือตำหนิหรือวิจารณ์อย่างไรหากย้อนเวลาให้ไปแก้เราก็จะมีมติอย่างนั้นเพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา จึงขอฝากประเทศชาติไว้กับทุกคนและพรรคการเมืองและวิทยากรพรรคการเมืองที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่ พัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นไป”

นายแสวง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้ง  ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักๆมีอยู่ 2 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานกกต.เคยพยายามเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมือง เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคม ว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต.ก็ถูกตรวจสอบดังนั้นกติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้สส.แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กรณีดังกล่าวตนอยากให้สส. และพรรคการเมือง ในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่องสามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ควรจะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มาโทษกกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง

“ผมพูดเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้งเป็น เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 52 ล้านคน มีกปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ในส่วนกกต.เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ “

นายแสวง ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงในกรณีที่สส.มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าแกนแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการนำไอโหวต หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ว่า เป็นแนวคิดที่กกต. พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อย่างไรก็ตาม กกต.อาจจะนำระบบไอโหวต มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. เผยเป็นคนในกกต. 7 คนนอก 4

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. เผยเป็นคนในกกต. 7 คนนอก 4

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. เผยเป็นคนในกกต. 7 คนนอก 4

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. คดีบาร์โค้ด เผยคนในกกต. 7 คน และคนนอก 4 คน ระบุพยานทุกคนพร้อม หากศาลฯ เรียก

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการยื่นบัญชีพยาน และความเห็นของพยานในคดีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าขณะนี้สำนัก งาน กกต.ยื่นบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด 11 คน โดย 7 คนเป็นคนจากสำนักงาน กกต. และอีก 4 คนเป็นคนนอก ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้เชี่ยว ชาญด้านเทคโนโลยี  ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงจัดทำความเห็นของพยานทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเตรียมส่งให้ศาลรัฐธรรม นูญพิจารณา ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกพยานที่กกต.ได้เสนอไปมาไต่สวนหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พยานของกกต.ทุกคนมีความพร้อมที่จะไปให้การด้วยตัวเองถ้าศาลเรียก

ปชน.กังขา ปธ.สภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน

ปชน.กังขา ปธ.สภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน

ปชน.กังขา ปธ.สภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ปชน. กังขา ประธานสภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน ด้าน โสภณ แจงทำตามขั้นตอน ไม่มีถ่วงเวลา

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติ เรื่องขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะการสู้รบในตะวันออกกลาง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอหารือแทรกการพิจารณา ถึงความชัดเจนที่นายโสภณ จะนำชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแต่งตั้งให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ารับตำแหน่งแล้ว และตามรัฐธรรมนูญญ มาตรา 106 จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานระบุว่ายังไม่ได้รับเอกสารแจ้งว่าใครเป็นหัวหน้าพรรค และข้อเท็จจริงจากที่ตนตรวจสอบพบว่าไม่จำเป็นต้องใช้เอกสาร และเมื่อวันที่ 27 เม.ย.  ประธานสภา กล่าวด้วยตนเองระบุว่าไม่ต้องใช้เอกสารนั้นและจะลงนามทูลเกล้าฯ ชื่อผู้นำฝ่ายค้าน แต่วันนี้ได้แจ้งผ่านสื่อมวลชน ว่า กำลังตรวจสอบคุณสมบัติอยู่

“คุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มีแค่ว่า เป็นหัวหน้าพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด และไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานหรือ รองประธานสภาฯ คุณสมบัติมีแค่นี้ ผมขอถามว่าการตรวจสอบคุณสมบัติอะไรอีก และข้อเท็จจริงทราบว่าฝ่ายเลขาน่าจะยื่นเอกสารไปที่ประธานสภาฯ แล้วอยากทราบว่าจะลงนามเมื่อใด” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว 

จากนั้นนายโสภณ ชี้แจงว่า “หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ผมก็ลง หากไม่มีอะไรขัดข้องผมลงนามแน่นอน” ทำให้นายปกรณ์วุฒิ ซักว่า มีอะไรขัดข้องหรือไม่ ถึงต้องใช้เวลานาน ทำให้นายโสภณ ชี้แจงตอบว่า “เป็นไปตามระเบียบบและข้อบังคับของที่นี่ ไม่มีขัดข้อง ผมไม่ถ่วงเวลาหรอกครับ เสียเวลาเปล่าๆ” ก่อนที่นายโสภณจะตัดบทเข้าสู่การอภิปรายตามระเบียบวาระต่อไป

ด่วน! ทักษิณ ฉลุยผ่านพักโทษ ปล่อยตัว 11 พ.ค.-ไม่ต้องติดกำไล EM

ด่วน! ทักษิณ ฉลุยผ่านพักโทษ ปล่อยตัว 11 พ.ค.-ไม่ต้องติดกำไล EM

ด่วน! ทักษิณ ฉลุยผ่านพักโทษ ปล่อยตัว 11 พ.ค.-ไม่ต้องติดกำไล EM

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

ด่วน! “ทักษิณ”ฉลุยผ่านพักโทษ รอปล่อยตัวจากเรือนจำ 11 พ.ค.นี้ วงประชุมถกไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี

ภายหลังจากที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ ประชุมหารือกับกรรมการแต่ละหน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา โดยมีรายชื่อบุคคลสำคัญ คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม ที่คุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.68 จนถึงปัจจุบันวันที่ 29 เม.ย.69 เป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 20 วัน จึงเหลืออีกเพียง 12 วันก็จะคุมขังครบ 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี และจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค.นี้

ล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ (29 เมษายน 2569) ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ภายหลังจากที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานฯ ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการฯลฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษรายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดจากทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป เพื่อที่จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติตามระยะเวลาโทษคงเหลือ

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง ที่ประชุมฯ ได้มีมติให้ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นผู้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยไม่ต้องติดกำไล EM เนื่องด้วยเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกินกว่า 70 ปี และมีโรคประจำตัว จากนั้นมติที่ประชุมที่เกิดขึ้นในวันนี้จะถูกส่งแจ้งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่คุมประพฤติรับทราบ โดยหลังจากนี้ในวันที่ 11 พ.ค.69 เรือนจำกลางคลองเปรมจะได้ดำเนินการปล่อยตัวนายทักษิณ เข้าสู่การคุมประพฤติอีก 4 เดือน