กระตุก‘แลนด์บริดจ์’ สภาพัฒน์ยัน ไม่เคยศึกษามาก่อน

กระตุก‘แลนด์บริดจ์’  สภาพัฒน์ยัน  ไม่เคยศึกษามาก่อน

กระตุก‘แลนด์บริดจ์’ สภาพัฒน์ยัน ไม่เคยศึกษามาก่อน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระตุก‘แลนด์บริดจ์’ สภาพัฒน์ยัน ไม่เคยศึกษามาก่อน ระบุแค่ค้านคลองไทย หนูสั่งลงพื้นที่ฟังปชช.

โฆษกรบ.เผยนายกฯแจ้งกลางวงครม.เดินหน้าแลนด์บริดจ์ หวังสร้างงาน สร้างรายได้ประเทศ แต่ยังมีความกังวล สั่งคมนาคมลงพื้นที่ศึกษาให้รอบด้าน  ในขณะที่“ดนุชา” เผย สภาพัฒน์ยังไม่เคยศึกษา“แลนด์บริดจ์”เเจงแค่ค้าน“คลองไทย” ในสมัย“บิ๊กตู่”เหตุไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ชี้ มีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ควบคู่ด้วย ประเทศได้ประโยชน์มาก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า กรณีที่ สศช.ได้เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งเเต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ว่า สศช.ยังไม่เคยศึกษาเรื่อง แลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นเรื่องคลองไทย โดยในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช.ไปดูว่า จะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ สศช.จึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่า คลองไทย มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่าง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ Southern Economic Corridor กับ แลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทย จะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัว แลนด์บริดจ์ เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์ อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก

อย่างไรก็ตามถ้ามาเทียบกับการทำระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย ก็จะมีประโยชน์มากกว่า ทาง สศช.ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง” นายดนุชา กล่าวยืนยัน

นายดนุชา กล่าวว่า ถ้าหากรัฐบาลอนุทิน จะทำโครงการแลนด์บริดจ์นั้น มองว่า จะต้องดูรูปแบบโครงการมีอะไรบ้าง การลงทุนเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรมและพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย แต่ในตอนนี้ประเทศไทยทางฝั่งตะวันตก ยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกสินค้า มองว่า ควรเริ่มต้นทางท่าเรือระนองก่อน จากนั้นจึงขยายออกไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการ ว่าจะมีอะไรบ้าง

‘ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง ไม่ใช่เรือเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลเซีย แต่ถ้าเป็นท่าเรือของไทยและเชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย หรือตะวันออกกลางและยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอาสินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ’

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐ(ครม.)นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แจ้งในที่ประชุมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่าที่ผ่านมามีความพยายามในการผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นโอกาสที่จะนำเงินเข้าประเทศ สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน สู่การพัฒนาประเทศระยะยาว แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ นายกฯจึงย้ำว่าวันนี้ในบริบทที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป การมองโครงการควรมองให้ลึกและรอบด้านมากยิ่งขึ้น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจและสิ่งที่ดีที่ตามมาในพื้นที่ในจังหวัดทางภาคใต้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกฯเข้าใจถึงข้อกังวลของประชาชน เพราะในด้านที่ดีก็อาจจะมีข้อกังวลด้วย จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งในจ.ชุมพรและระนอง จึงมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ลงไปรับฟังความคิดเห็นและมติของประชาชนในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไรโดยให้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และรอบด้าน

สกลธี ลั่นสู้สุดใจ ปชป. เคาะผู้สมัคร สก. แล้ว 44 เขต แย้มเปิดตัว ทีมผู้ว่าฯ กทม.

สกลธี ลั่นสู้สุดใจ ปชป. เคาะผู้สมัคร สก. แล้ว 44 เขต แย้มเปิดตัว ทีมผู้ว่าฯ กทม.

สกลธี ลั่นสู้สุดใจ ปชป. เคาะผู้สมัคร สก. แล้ว 44 เขต แย้มเปิดตัว ทีมผู้ว่าฯ กทม.

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.43 น.

วันนี้ 28 เมษายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว อัปเดตความคืบหน้าการจัดทัพสู้ศึกเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า “วันนี้กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้อนุมัติตัวผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพแล้วทั้งสิ้น 44 จาก 50 เขตนะครับ เหลืออีก 6 เขตน่าจะเรียบร้อยได้ภายในสัปดาห์หน้า สำหรับตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณานะครับ รอติดตามการเปิดตัวทั้งหมด ภายในต้นเดือนพฤษภาคมได้เลยครับ สู้สุดใจแน่นอนครับ #สกลธีภัททิยกุล #ประชาธิปัตย์”

สกลธี ภัททิยกุล

หลังจากโพสต์ของ สกลธี ภัททิยกุล เผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะประเด็นการลุ้นให้เจ้าตัวตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ด้วยตนเอง เช่น

“คุณจั้มลงเองครับ ขอร้อง ไม่มีใครเหมาะสมกว่าคุณจั้มแล้วนาทีนี้ ถ้าส่งคนอื่นก็เสียทั้งเวลาและทรัพยากรไปเปล่าๆครับ ขอได้โปรดไตร่ตรองให้ดีอีกครั้งครับ (อย่าเสียดายตำแหน่งส.ส.เลยครับ ให้ลำดับถัดไปทำแทนได้ครับ)”

“เป็นกำลังใจให้ครับ”

“สมัครทันมั้ยฮะ”

“แจ่มครับ”

“สู้ๆ ค่า”

สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sakoltee Phattiyakul

เปิดรายชื่อ 9 ประธาน กมธ. สัดส่วน พรรคประชาชน ‘วีระยุทธ’นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่งติดตามงบ

เปิดรายชื่อ 9 ประธาน กมธ. สัดส่วน พรรคประชาชน ‘วีระยุทธ’นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่งติดตามงบ

เปิดรายชื่อ 9 ประธาน กมธ. สัดส่วน พรรคประชาชน ‘วีระยุทธ’นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่งติดตามงบ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.32 น.

เปิดชื่อ 9 ‘ประธาน กมธ.’ สัดส่วน ‘พรรคประชาชน’ ตามคาด ‘วีระยุทธ’ นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่ง ติดตามงบ ด้าน ‘โรม’ กฎหมาย ‘หมอเก่ง วาโย’ ชนะนั่งปธ.องค์กรอิสระ ขณะที่ ‘แบงค์ ศุภณัฐ’ นั่งคมนาคม

วันที่ 28 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนการเลือก ตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคประชาชนได้โควตาจำนวน 9 กมธ. โดยการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานนั้น จะใช้วิธีการรับสมัครและให้แคนดิเดตแสดงวิสัยทัศน์ แล้วลงมติแบบลับ โดยใช้เวลาประชุมกว่า 6 ชั่วโมง ทั้งนี้ จากการเปิดรับสมัครเบื้องต้นพบว่าแต่ละ กมธ.มีผู้สมัคร ประกอบด้วย

1. กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายภัทร​พงษ์​ ลีลา​ภั​ทร์​ สส.เชียงใหม่
 
2. กมธ.การสวัสดิการสังคม มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ

3. กมธ.การคมนาคม มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. ผู้ชนะได้แก่ นายศุภณัฐ

4. กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ 

5. กมธ.การทหาร มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.

6. กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ

7. กมธ.จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กทม. และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ชนะคือ น.ส.รักชนก

8. กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ 

9. กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ชนะคือ นพ.วาโย

ปลดฟ้าผ่า ราเชน พ้นอธิบดีฝนหลวง ให้ วิทยา นั่งแทน

ปลดฟ้าผ่า ราเชน พ้นอธิบดีฝนหลวง ให้ วิทยา นั่งแทน

ปลดฟ้าผ่า ราเชน พ้นอธิบดีฝนหลวง ให้ วิทยา นั่งแทน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

วันที่ 28 เมษายน 2569 รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าสืบเนื่องมติ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน โดยให้นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และให้นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีวันที่ 28 เมษายน 2569 

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน โดยให้นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และให้นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติให้ต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงค์ (ชื่อเดิม นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์) ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อไป อีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธื 2570 และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569

ทั้งนี้แหล่งข่าวใกล้ชิดนายราเชน รายงานว่า การย้ายฟ้าผ่าในครั้งนี้ส่งผลให้นายราเชน รู้สึกอึดอัดในการทำงาน และเตรียมยื่นใบลาออกจากราชการแล้ว เนื่องจากถูกกดดันในการทำงานจากผู้แอบอ้าง ว่าเป็นคนใกล้ชิดของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการที่จะขอเข้ามาทำงานบางอย่างในกรมฝนหลวงและการบินการเกษตร แต่นายราเชนปฏิเสธ เพราะไม่มีคำถามที่ชัดเจนรัฐมนตรีว่าการฯ จึงทำให้บุคคลดังกล่าวไม่พอใจและมีการรายงานคนใกล้ชิดนายสุริยะ จนทำให้เกิดย้ายฟ้าผ่าในครั้งนี้

ดร.ปลอดประสพ เตือน ศุภจี ปมทุเรียน 100 บาท

ดร.ปลอดประสพ เตือน ศุภจี ปมทุเรียน 100 บาท

ดร.ปลอดประสพ เตือน ศุภจี ปมทุเรียน 100 บาท

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.47 น.

จากกรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ดึงอินฟลูฯ ชื่อดังของเมืองไทยอย่าง พิมรี่พาย มาช่วยไลฟ์สดขายทุเรียน 1 ล้านลูก ในวันที่ 28 เมษายน 2569 โดยที่ พิมรี่พาย กล่าวผ่านคลิปของตนเองว่า จะขายทุเรียนให้ผู้ที่สนใจในราคาต่ำกว่าทุนที่ลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูก จนกลายเป็นกระแสดรามาใหญ่โตลุกลามบานปลายออกไปบนโลกโซเชียล เกิดเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจาร์กันอย่างหนัก

ล่าสุดวันนี้ 28 เมษายน 2569 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรณีการทำคอนเทนต์ขายทุเรียนราคาถูกจนอาจกระทบกลไกตลาด โดยระบุว่า “โปรดระมัดระวังอย่าสร้างไวรัลจนทุเรียนราคาตก

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี

อาทิตย์ที่แล้วผมได้ออกรายการ “เอื้อยTalk” ช่องมติชนทีวี ในฐานะนักการเมืองและชาวสวนอาวุโสวัย 81 ปี ผมได้พาชมบ้านสวนที่นนทบุรีแถวไทรม้าติดแม่น้ำเจ้าพระยา จากความรู้และประสบการณ์จึงได้อธิบายสารพัดผักผลไม้ เช่น พริก มะเขือ กล้วย ละมุด มะพร้าว มังคุด สารพัดมาจนถึงทุเรียน

สำหรับทุเรียนบ้านผมเป็นพันธุ์ก้านยาว เป็นทุเรียนหนัก ใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปีจึงจะให้ลูก ก้านยาวชอบดินติดเค็มนิดๆ หรือ marine clay เพราะนนทบุรีเคยเป็นทะเลเมื่อหลายพันปีมาก่อน และก้านยาวไม่เชิงชอบแจ้งเกินไปจึงต้องปลูกต้นทองหลางไว้ข้างๆ เป็นเพื่อน ทำให้ทุเรียนก้านยาวต้นเดียวต้องใช้เนื้อที่รวมร่องสวนถึง 30 ตารางเมตรหรือประมาณ 10 ตารางวาทีเดียว แต่ด้วยที่ดินแถวไทรม้าเดี๋ยวนี้มันแพงมากคือตารางวาละ 100,000 บาท ผมจึงได้ประกาศไปว่า จะขายทุเรียนก้านยาวลูกละ 10,000 บาทขาดตัว ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นราคาปกติที่เพื่อนบ้านเขาขายกัน

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี

เมื่อวานดูทีวี เห็นท่านรมต. พาณิชย์ออกโฆษณาไลฟ์สดขายทุเรียนกับคุณพิมรี่พาย ประกาศขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ฟังแล้วแทบเป็นลม ทุเรียนตอนนี้ยังไม่ล้นตลาดนะครับ ทำไมถึงรีบประกาศลดราคาล่ะ อย่างนี้ชาวสวนก็ตายสิ อีกอย่างทุเรียนน่ะมันมีหลายพันธุ์ หลายขนาด หลายพื้นที่ปลูก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้ราคาไม่เท่ากัน แต่พวกคุณดันมาประกาศเป็นราคามาตรฐานเท่ากันหมดเสียฉิบ พวกคุณต้องศึกษาให้มาก เคยถามผู้เชี่ยวชาญเช่น กระทรวงเกษตรฯ เขาหรือยัง และต้องถามชาวสวนว่า ปีนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร อย่าเดา เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตชาวบ้านจึงเสี่ยงไม่ได้ และอย่าได้เชื่อแบบโบราณว่า พอเป็นการเมืองแล้วจะรู้ทุกเรื่อง คิดอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้

ความจริงหากอ่านFB ของผมย้อนไปแต่ครั้งตั้งรัฐบาล ผมได้เชียร์สนับสนุนพร้อมให้สติคุณศุภจีไปหลายครั้งเพราะเห็นว่าเป็นคนที่มีความตั้งใจและประชาชนชื่นชอบ แต่ก็เป็นห่วงว่า ไม่เคยรับราชการและเป็นนักการเมืองมาก่อน เกรงว่าจะเจอคำเสกสรรค์ปั้นยอ หรือถูกหลอกให้แสดงอะไรออกมาเช่น กรณีคิดตั้งล้งมะพร้าวเองเพื่อสู้กับล้งจีนสีเทาโดยไม่หารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเขามีหน้าที่โดยตรง
คราวนี้ก็ขอให้สติอีกสักครั้ง และก็ขอยืนยันว่า หวังดีจริงๆ ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาก่อน แถมเคยเป็นปลัดกระทรวงและอธิบดีที่อาวุโสมากของประเทศไทย บทบาทของรัฐมนตรีคือเรื่องการกำหนดนโยบายระดับชาติ ต้องรู้จักบทว่า เมื่อไหร่เราควรขับเคลื่อน(Drive)อย่างรวดเร็วเหมือนเล่นกอล์ฟ เมื่อใดควรดัน (Push) และเมื่อใดควรดึง (Pull) อย่าไปสนุกเปะปะให้เสียเวลาไปเปล่าๆ และก็ไม่จำเป็นต้องดังแบบดารา ส่วนบรรดาลิ่วล้อก็อย่าสนุกจนล้ำเส้น ท่านรัฐมนตรีเป็นคนมีความสามารถและเคยมีผลงานทางด้านเอกชนอยู่มากพอแล้วไม่ต้องสร้าง ไวรัลอะไรมาเพิ่มเลย
ด้วยความหวังดีจริงๆครับ”

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี  เผยนแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ต เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก  เช่น

“คนระดับนี้เขาทำงานภายใต้หลักคิดและหลักการของฐานข้อมูล..ดูแต่ผลไม่ดูเหตุหรือข้อเท็จจริงแล้วจะสร้างกรรมเอาง่ายๆนะครับ”

“ต่างคนต่างช่วยตัวเองมะม่วงมะพร้าวเหลือไม่กี่บาทยังยิ้มสู้ตรงไหนราครดีก็เอาไปขายหาทางเอาเองรวยอยู่แล้ว”

“หูเขาอื้อรึป่าว สรรเสริญในกลุ่มพวกเขา จะได้ยินเสียงของท่านรึบางครั้งเสียงที่พูดอาจเหมือนเสียงเป่าที่สัตว์ไม่เข้าใจเลยก็ได้”

“จริงๆแล้วท่านก็หวังดี อยากให้ประชาชนได้กินของถูกค่ะ แต่มันย้อนแย้งกับราคาต้นทุนของเกษตรค่ะ”

“จริงอย่างที่ท่านพูดครับ…หัวจะปวด คิดแต่อย่าง ทำแต่ละเรื่อง….เฮ้อ”

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี
ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี

ขอขอบคุณข้อมูลและภา่พจาก เฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี

สาทิตย์ ยอมรับ ประชาธิปัตย์ ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้ เหตุ ชัชชาติ ฐานเสียงแน่นปึ้ก

สาทิตย์ ยอมรับ ประชาธิปัตย์ ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้ เหตุ ชัชชาติ ฐานเสียงแน่นปึ้ก

สาทิตย์ ยอมรับ ประชาธิปัตย์ ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้ เหตุ ชัชชาติ ฐานเสียงแน่นปึ้ก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.32 น.

‘สาทิตย์’ รับ ‘ปชป.’ ยังเฟ้นหาตัว ‘ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.’ ไม่ได้ อยู่ระหว่างคุยทาบทาม ชี้ฐานเสียง ‘ชัชชาติ’ แน่นปึ้ก ยันส่งผู้สมัคร สก.50 เขต แน่นอน

วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความชัสคืบหน้าในการส่งผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า วันนี้พรรคได้มีการประชุมกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค เพื่อพิจารณาอนุมัติผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพ (สก.) 50 เขต  ส่วนตัวผู้สมัครผู้ว่า กทม.  ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยกัน ยอมรับว่า ภายใต้สถานการณ์การเมืองแบบนี้ไม่ง่ายที่จะหาคน ประกอบกับผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง และพรรคประชาธิปัตย์เอง มีสส.เพียง 21 เสียง และไม่มี สส.กทม. เลย คนที่จะมาลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ คงต้องตกผลึกด้วยว่า เขาเองก็ต้องเสียสละด้วยการลาออกจากงานประจำ เพื่อมาลงสมัคร 
       
“ต้องยอมรับว่าการแข่งขันทางการเมืองไม่ง่าย ท่านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคได้พยายามพูดคุยทาบทามกับหลายคน เราจึงคิดว่า หากมีความชัดเจนตกผลึกแล้วก็จะมีการแถลงข่าวเปิดตัว   ถ้าได้ก็ต้องประกาศชัดเจน แต่ถ้าไม่ได้ ก็ต้องบอกชัดๆ  อย่างตรงไปตรงมาแบบนี้” นายสาทิตย์ กล่าว      

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการทาบทามบุคคลที่มีความเหมาะสมมาลงสมัครหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ทั้งทาบทาม ทั้งพูดคุย และพูดคุยกันหลายคน ส่วนชื่อที่ปรากฏตามสื่อ 2 คนนั้นทั้ง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และนายอภิชัย เตชะอุบล  ตนยืนยันว่ายังไม่ได้มีการไปพูดคุย หรือทาบทาม  เป็นชื่ออื่น  ที่ไม่เป็นข่าว เราเก็บเรื่องนี้ได้ดีมาก เพราะหากเปิดชื่อ มาจะกระทบถึงเจ้าตัวด้วย”นายสาทิตย์กล่าว
      
เมื่อถามอีกว่า หากไม่ได้คนนอกจะใช้คนในพรรคมาลงสมัครหรือไม่  นายสาทิตย์ กล่าวว่า  ไม่มีการพูดเรื่องคนภายในพรรคฯเลย เพราะเราคิดว่าตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.  เราอยากได้คนใหม่ ที่มีความคิดใหม่ๆ  เพื่อมาพัฒนากรุงเทพฯ ให้มีความเปลี่ยนแปลงโดยความคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเราตั้งใจอย่างนั้น แต่ทุกคนก็ทราบว่ามันไม่ง่าย  ทั้งนี้คงจะเปิดตัวผู้สมัคร  สก.ก่อน  ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.  ถ้าได้ตัวก็เปิดตัวเลย  แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องบอกกันตรงๆว่า ไม่ได้     

เมื่อถามย้ำว่าถ้าไม่ได้ตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.  พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ส่งลงสมัครใช่หรือไม่  นายสาทิตย์ กล่าวว่า  ถ้าไม่ได้แล้วจะส่งใคร   ก็คงไม่ส่งอยู่แล้ว  แต่ผู้สมัคร สก.ส่งแน่นอน 

‘กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร-อบก.’ร่วมผลักดัน’ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ’ ตามมาตรฐาน T-VER เชื่อมโยงมาตรฐานคาร์บอนเครดิต

'กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร-อบก.'ร่วมผลักดัน'ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ' ตามมาตรฐาน T-VER เชื่อมโยงมาตรฐานคาร์บอนเครดิต

‘กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร-อบก.’ร่วมผลักดัน’ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ’ ตามมาตรฐาน T-VER เชื่อมโยงมาตรฐานคาร์บอนเครดิต

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.10 น.

กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และ อบก.ร่วมกันผลักดัน “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” ตามมาตรฐาน T-VER เพื่อเชื่อมโยงกับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต เร่งกำหนดเกณฑ์รับชาวนาเข้าร่วมโครงการ ประเดิมพื้นที่นำร่อง 1 แสนไร่ เน้นศูนย์ข้าวชุมชน 316 แห่ง หวังให้เกิดเป็นรูปธรรมช่วงฤดูนาปีนี้

วันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ประชุมหารือร่วมกันถึงแนวทางการดำเนินโครงการสนับสนุนการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ โดยกรมการข้าว มี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะ กรมวิชาการเกษตร มี นางสาวเชาวนาถ พฤทธิเทพ ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร และคณะ เข้าร่วมประชุมด้วย

การประชุมร่วมกันในครั้งนี้ เป็นการหารือแนวทางการดำเนินโครงการสนับสนุนการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำของกรมการข้าว โดยเห็นชอบร่วมกันให้กรมการข้าวเร่งกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของชาวนาที่จะเข้าร่วมโครงการ ขณะที่กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐเพียงแห่งเดียวจาก 18 หน่วยงาน ที่ อบก.ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body :VVB) และ อบก.จะเป็นหน่วยงานสอบทานความถูกต้องยึดมาตรฐาน Premium T-VER เพื่อให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตได้ โดยเบื้องต้นจะดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 1 แสนไร่ จากเป้าหมายโครงการทั้งสิ้น 1 ล้านไร่ โดยมุ่งเน้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นหลัก ขณะนี้มีศูนย์ข้าวชุมชนที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการจำนวน 316 แห่ง ในพื้นที่ 22 จังหวัด เขตนาชลประทานภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งการดำเนินการกำหนดพื้นที่เป้าหมายจะไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการ Thai Rice GCF ภายใต้องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ที่ได้ดำเนินการในเรื่องเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทั้ง 3 หน่วยงานจะได้ร่วมกันกำหนดวิธีการดำเนินงาน การลดต้นทุนการผลิต การลดปัจจัยการผลิต การลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร การส่งเสริมการใช้วัสดุทางการเกษตรอื่นแทนการใช้สารเคมี ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาประหยัดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว และเพิ่มรายได้มากขึ้น โดยคาดหวังว่าการดำเนินการในเรื่องหากมีความชัดเจนจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพราะขณะนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูการเพาะปลูกข้าวนาปีแล้ว

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ผอ.ธนาคารที่ดิน ชูภารกิจลดเหลื่อมล้ำ เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดินทำกิน สร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย

28 เมษายน 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผอ.กองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ปฏิบัติหน้าที่แทนผอ.กองบริหารสินเชื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมชี้แจงภารกิจและแนวทางการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น นำโดย นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดสงขลา นายวินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา นายอรรถวุฒิ มูลศิริ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายเกษตรกร เพื่อประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 “ธนาคารที่ดิน” ได้มุ่งมั่นดำเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินให้แก่เกษตรกรและผู้ยากจน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเน้นการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์การเกษตร เปิดโอกาสให้สมาชิกเช่าซื้อที่ดินในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมองค์ความรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างครบวงจร

“ปัจจุบัน ธนาคารที่ดินได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ยากจนไปแล้วกว่า 1,861 ครัวเรือน สมาชิกรวมกว่า 10,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด ทั่วประเทศ รวมเนื้อที่กว่า 7,256 ไร่ สำหรับจังหวัดสงขลา ธนาคารที่ดินได้ดำเนินโครงการ “ที่ดินปันสุข” ซึ่งเป็นการจับคู่เจ้าของที่ดินกับเกษตรกรผู้เช่าที่ดิน ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 147 สัญญา รวมพื้นที่กว่า 746 ไร่”นายกุลพัชร กล่าวและว่า

จากการประเมินผลโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าโครงการของธนาคารที่ดินมีความคุ้มค่าสูง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เงินลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.59 บาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 3.87 บาทในระยะยาว โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน งบประมาณ 15.81 ล้านบาท สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 40.60 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.57 เท่า

นายกุลพัชร ย้ำในตอนท้ายว่า “ธนาคารที่ดิน” พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีอาชีพที่มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนหรือเกษตรกรที่ประสบปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย สามารถลงทะเบียนเพื่อรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากธนาคารที่ดินได้ที่เว็บไซต์: http://www.ที่ดินเพื่อคนไทย.or.th หรือ https://ที่ดินเพื่อคนไทย.labai.or.th/

ลัช ประเทศไทย จับมือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดตัวแคมเปญ Asian Elephant Shower Jelly

ลัช ประเทศไทย จับมือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดตัวแคมเปญ Asian Elephant Shower Jelly

ลัช ประเทศไทย จับมือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดตัวแคมเปญ Asian Elephant Shower Jelly

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

ลัช ประเทศไทย (LUSH Thailand) ร่วมกับ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection Thailand) เปิดตัวแคมเปญสาธารณะ “Asian Elephant Shower Jelly” ผ่านแนวคิดหลัก “We Deserve A Wild Life” เพื่อชวนสังคมหันมาตระหนักถึงปัญหา กระตุ้นให้เกิดบทสนทนาในวงกว้าง นำไปสู่การยุติการใช้ช้างเพื่อความบันเทิง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษ “Asian Elephant Shower Jelly”  โดยรายได้ 75% หลังหักภาษี จะสนับสนุนองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เพื่อทำงานรณรงค์สาธารณะ การผลักดันเชิงนโยบาย และการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพช้างไทย

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์เผยว่าปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีช้างในระบบเลี้ยงประมาณ 3,800 ตัว ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีช้างในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำนวนมากที่สุดของโลก ข้อมูลจากรายงานล่าสุดขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก พบว่ามีจำนวนช้างเลี้ยงประมาณ 70% ที่ยังคงต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานหรือไม่เหมาะสม สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวที่ต้องใส่ใจต่อสวัสดิภาพสัตว์อย่างเร่งด่วน

We Deserve A Wild Life

หัวใจของแคมเปญครั้งนี้คือแนวคิด “We Deserve A Wild Life” ที่สะท้อนว่าช้างทุกตัวสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น ไม่ใช่ถูกใช้เพื่อความบันเทิง การแสดง หรือผลประโยชน์ทางการค้า แต่ควรได้รับการเคารพตามธรรมชาติ พฤติกรรม และศักดิ์ศรีของสัตว์ป่า แนวคิดนี้ยังชวนให้สังคมทบทวนว่า การรักช้าง
ในวันนี้ ไม่ควรหมายถึงการครอบครอง สัมผัส หรือใช้ช้างเพื่อความสุขชั่วคราวของมนุษย์ แต่คือการเลือกสนับสนุนอนาคตที่ช้างได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น

“ลัชเชื่อว่าธุรกิจสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เพื่อส่งต่อข้อความสำคัญสู่ผู้บริโภคว่า ความสุขไม่ควรเกิดขึ้นบนความทุกข์ของสัตว์ และช้างทุกตัวสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น” ทัศญา อเล็กซานเดอร์ ผู้จัดการแคมเปญ Campaign Specialist ลัช ประเทศไทย กล่าว

ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษเฉพาะประเทศไทย

เพื่อสนับสนุนแคมเปญครั้งนี้ ลัช เปิดตัว “Asian Elephant Shower Jelly” ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษรูปช้าง
วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย จำนวนจำกัด 3,800 ชิ้น เพื่อสะท้อนจำนวนช้างในระบบเลี้ยงของไทย
และชวนให้สังคมหันมาพูดถึงอนาคตที่ดีกว่าสำหรับช้างไทย พร้อมวางจำหน่ายใน ราคาชิ้นละ 625 บาท
ที่ร้านลัชทุกสาขาทั่วและช่องทางออนไลน์ที่ th.lush.com ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน เป็นต้นไป

สบู่เจลลี่ ชิ้นพิเศษนี้ มาพร้อมกลิ่นหอมที่รังสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจของธรรมชาติและผืนป่าซึ่งเป็นบ้านที่แท้จริงของช้าง พาให้นึกถึงผืนดินเขียวชอุ่มที่ต้องแสงแดด กลิ่นดินอุ่น ๆ ต้นไม้ และใบหญ้า
มอบความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านกลิ่นหอมโดดเด่นจากพิมเสนและเบอร์กามอต ผสานกับวัตถุดิบจากเอเชียอย่างลงตัว

การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการเลือกของผู้คน

ความร่วมมือครั้งนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้จากการเลือกของผู้คน โดยเฉพาะผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม สิ่งแวดล้อม และความเมตตาต่อสัตว์ ผ่านการเลือกสนับสนุน
แบรนด์ และบริการที่สะท้อนคุณค่าเหล่านี้ การท่องเที่ยวอย่างมีจริยธรรม คือการเลือก ไม่ขี่ ไม่อาบ ไม่สัมผัส
ไม่สนับสนุนการแสดง แต่เรียนรู้ช้างผ่านการสังเกตอย่างเคารพระยะห่างและเห็นคุณค่าของช้างในฐานะสัตว์ป่า

โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดการทำงาน
ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เราเห็นชัดว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากพลังของผู้บริโภคและประชาชน ดิฉันขอเชิญชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวทุกคน ใช้พลังการเลือกของท่านเพื่อยุติ
การแสวงหาประโยชน์จากช้างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เลือกสนับสนุนปางช้างที่เป็นมิตรต่อสวัสดิภาพสัตว์อย่างแท้จริงและร่วมเป็นกระบอกเสียงส่งต่อความเข้าใจที่ถูกต้องสู่คนรอบข้าง ความร่วมมือกับลัช ประเทศไทย
ในครั้งนี้ คือเครื่องยืนยันว่าเมื่อภาคธุรกิจที่มีจริยธรรมและผู้บริโภคที่ใส่ใจมารวมพลังกัน เราสามารถร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของช้างไทยได้”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

ทุกการเลือกของผู้บริโภคสามารถส่งสัญญาณสำคัญต่อธุรกิจ และช่วยผลักดันมาตรฐานการท่องเที่ยวที่เคารพสัตว์มากขึ้น แคมเปญนี้จึงชวนทุกคนร่วมเปลี่ยนมุมมอง รักช้างด้วยวิธีที่ถูกต้อง และหยุดสนับสนุนกิจกรรมที่ใช้ช้างเพื่อความบันเทิง

เพราะอนาคตของช้างไทย เริ่มต้นจากการตัดสินใจของเราวันนี้ติดตามแคมเปญ / ลงชื่อสนับสนุน / สมัครรับข่าวสาร Linktree: https://linktr.ee/LushTHAsianElephantCampaign

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ร่วมสนับสนุนการประกวด Mister International Thailand 2026

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ร่วมสนับสนุนการประกวด Mister International Thailand 2026

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ร่วมสนับสนุนการประกวด Mister International Thailand 2026

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ นำโดย มร.แกรนท์ ฮิลลี่ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในนาม คอนดูอิท เฮาส์ (Conduit House) บริษัทผู้ดำเนินกิจการ พร้อมตัวแทนผู้บริหารระดับสูงฝ่ายพัฒนาธุรกิจและสร้างสรรค์และการพาณิชย์ ร่วมให้เกียรติต้อนรับ อานนท์ จันทราช (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกองประกวดมิสเตอร์อินเตอร์เนชันแนลไทยแลนด์ (Mister International Thailand) และ กิตติพงษ์ สัจจพลากร (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ร่วมถือลิขสิทธ์การประกวด ในโอกาสเยี่ยมชมโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ที่ได้ตอบรับการสนับสนุนเป็นหนึ่งในสถานที่จัดกิจกรรมการประกวดและเก็บตัวเก็บตัวผู้เข้าประกวด Mister International Thailand 2026 อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการนำเสนอคอนเซ็ปต์ประจำปีอันทรงพลัง “The NEW Legendary” ที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของการก้าวสู่ตำนานบทใหม่ของเวทีและพันธมิตร

สำหรับ โรงแรม “มณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ” เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวในตำนานที่เปิดให้บริการมากว่าครึ่งศตวรรษ ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุทมุมโลกอีกครั้งหลังจากการปรับโฉมครั้งใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยนำเสนอประสบการพักผ่อนในตัวเลือกห้องพักและห้องสวีทใหม่ทั้งหมดที่ยังผสานเสน่ห์ความเป็นไทยเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ตั้งอยู่บนทำเลตั้งอยู่ทำเลศักยภาพใจกลางย่านสีลม – สุรวงศ์ ซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และระบบขนส่งสาธารณะ เพียงก้าวเดินจากทั้งสถานรถไฟใต้ดิน MRT และรถไฟฟ้า BTS มาพร้อมเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อเสียงระดับตำนานอย่าง “ข้าวมันไก่มณเฑียร” จากห้องอาหารเรือนต้น ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก