เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ จ่อออกจากมินนีแอโพลิสบางส่วน หลังโดนต่อต้านหนัก

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ จ่อออกจากมินนีแอโพลิสบางส่วน หลังโดนต่อต้านหนัก

27 ม.ค. 2569 22:02 น.

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ จ่อออกจากมินนีแอโพลิสบางส่วน หลังโดนต่อต้านหนัก

นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิสเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบางส่วนกำลังจะออกจากเมือง หลังมีประชาชนถูกยิงเสียชีวิตถึง 2 ศพ ท่ามกลางรายงานว่า ผู้บัญชาการหน่วยตระเวนชายแดนโดนย้าย

เมื่อวันอังคารที่ 27 ม.ค. 2569 นาย เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บางส่วน เตรียมเดินทางออกจากเมืองแห่งนี้แล้ว ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีท่าทีประนีประนอมมากขึ้น หลังมีประชาชนถูกยิงเสียชีวิต 2 ศพ จนสร้างความโกรธแค้นไปทั่ว

นายเฟรย์ระบุผ่านโพสต์บน X ว่า “เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบางส่วน” จะเริ่มออกจากเมืองไป แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดแน่ชัดว่าจะออกไปจำนวนเท่าใด “ผมจะยังคงผลักดันให้เจ้าหน้าที่ส่วนที่เหลือซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ออกไปให้หมด”

นายเฟรย์บอกอีกว่า เขาได้พูดคุยกับนายทรัมป์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และประธานาธิบดีเห็นพ้องว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

ด้านทำเนียบขาวสหรัฐฯ กำลังเร่งแก้ไขสถานการณ์ หลังจากคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ จนเสียชีวิต กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ โดยแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้พยายามขัดขืนเจ้าหน้าที่หรือพยายามหยิบปืน ตามที่รัฐบาลบอกและอ้างว่าจำเป็นต้องยิงเขาเพื่อป้องกันตัวเลย

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้เกิดการประท้วงบนท้องถนน และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และบารัค โอบามา แม้แต่ภายในพรรครีพับลิกันก็เริ่มมีเสียงกดดันรัฐบาลทรัมป์

ในการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญ ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้ส่ง ทอม โฮแมน ผู้ตรวจการชายแดน (border czar) ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายชายแดนระดับสูงสุด ไปยังเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อวันจันทร์ เพื่อควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ ICE ในเมืองดังกล่าว โดยนายทรัมป์ระบุว่า นายโฮแมนจะรายงานตรงต่อเขา

ทั้งนี้ การแต่งตั้งโฮแมนมีขึ้นท่ามกลางรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ว่า นายเกรกอรี โบวิโน ผู้บัญชาการหน่วยตระเวนชายแดนที่เป็นประเด็นอื้อฉาว กำลังจะเดินทางออกจากเมืองมินนีแอโพลิส อย่างไรก็ตาม ทริเซีย แมคลาฟลิน ผู้ช่วยเลขาธิการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยืนยันว่านายโบวิโนไม่ได้ถูกสั่งปลด

น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “ไม่มีใครในทำเนียบขาว รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อยากเห็นผู้คนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” เธอยังได้แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ อเล็กซ์ เปรตตี พยาบาลประจำหน่วยไอซียู (ICU) ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจ่อยิงเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาด้วย (24 ม.ค.)

อีกด้านหนึ่ง ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในมินนีแอโพลิสกำลังพิจารณาคำร้องเพื่อบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเก็บรักษาพยานหลักฐานในคดีสังหารนายเพรตติ โดยระบุว่าเธอจะมีคำวินิจฉัยออกมาโดยเร็ว

นอกจากนี้ แรงกดดันยังเพิ่มมากขึ้นในรัฐสภา โดยพรรคเดโมแครตขู่ว่าจะไม่โหวตร่างกฎหมายงบประมาณให้รัฐบาลสหรัฐฯ จนกว่าจะมีการปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 ใครจับมือใครบ้าง?

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 ใครจับมือใครบ้าง?

27 ม.ค. 2569 18:32 น.

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 ใครจับมือใครบ้าง?

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 “นักวิชาการ” ประเมินสูตร “น้ำเงิน-แดง-เขียว” ผลัก”ส้ม-ฟ้า” เป็นฝ่ายค้าน มีโอกาสเป็นไปได้สูงสุด

บรรยากาศทางการเมืองไทยเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อการเลือกตั้งปี 69 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ 69นี้ กำลังจะใกล้เข้ามา พรรคการเมืองต่าง ๆ ทยอยขยับตัวและวางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

นอกเหนือจากการแข่งขันในสนามเลือกตั้งแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน คือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการรวมขั้วทางการเมือง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด และพรรคการเมืองใดจะมีบทบาทเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองและเงื่อนไขด้านจำนวน ส.ส. ที่มีความซับซ้อน ทำให้เกิดการประเมินความเป็นไปได้ของการจับขั้วรัฐบาลในหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละแนวทางล้วนมีปัจจัยและเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ก่อนจะนำไปสู่สมการทางการเมืองหลังวันเลือกตั้ง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง ศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ว่าพรรคการเมืองใดมีโอกาสจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาล และพรรคใดจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดย ศ.ดร.ยุทธพร ได้วิเคราะห์สถานการณ์ออกมาเป็น 3 สูตรหลัก ดังนี้

3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งปี 2569

(เรียงลำดับตามความเป็นไปได้)

1. สูตรน้ำเงิน-แดง-เขียว

ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม โดยอาจมีพรรคพลังประชาชาติเข้าร่วมเพิ่มเติมเล็กน้อย ขณะที่ฝ่ายค้านจะเป็นพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับสูตรนี้ เงื่อนไขสำคัญคือพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองพรรคต้องมีจำนวน ส.ส. รวมกันมากกว่า250 ที่นั่ง และอาจมีพรรคขนาดกลางเข้ามาเสริมอีกประมาณ 50 ที่นั่ง

2. สูตรน้ำเงิน-ส้ม-ฟ้า

ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

สูตรนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยจะต้องมีจำนวน ส.ส. มากกว่า 160 ที่นั่ง จึงจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

3. สูตรส้ม-แดง

ประกอบด้วย พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย และอาจมีพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเพิ่มเติมเล็กน้อย ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมจะอยู่ในฝั่งฝ่ายค้าน

สูตรนี้มีเงื่อนไขว่า พรรคประชาชนจะต้องได้จำนวน ส.ส. มากกว่า 180 ที่นั่ง จึงจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

บทสรุป

สูตรการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 3 แนวทางดังกล่าว ต้องขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งและจำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรคจะได้รับเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินว่าขั้วการเมืองใดจะสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง รวมถึงท่าทีทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในการจับขั้วเช่นกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันสมการทางการเมืองหลังวันเลือกตั้งยังคงเปิดกว้าง และอาจมีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ท่ามกลางการเจรจาและต่อรองทางการเมืองที่คาดว่าจะเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลและบทบาทของแต่ละพรรคจะชัดเจนขึ้นเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏอย่างเป็นทางการในวันที่8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีลงทะเลญี่ปุ่น

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีลงทะเลญี่ปุ่น

27 ม.ค. 2569 16:49 น.

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีลงทะเลญี่ปุ่น

ทางการญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีอย่างน้อย 2 ลูกตกลงในทะเลญี่ปุ่น เพียงหนึ่งวันหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงโซล นักวิเคราะห์ชี้เป็นการส่งสัญญาณก่อนการประชุมพรรคแรงงานครั้งใหญ่ และเป็นการตอบโต้พันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้

หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นระบุโดยอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมว่า ตรวจพบขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูกถูกยิงออกมาจากพื้นที่ของเกาหลีเหนือ ขณะที่สำนักข่าวจิจิเพรส  รายงานว่าขีปนาวุธดังกล่าวตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น ส่วนทางด้านคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ ระบุว่าตรวจพบขีปนาวุธหลายลูกถูกยิงมุ่งหน้าไปทางทะเลตะวันออกเช่นกัน

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ นายเอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับ 3 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงโซล พร้อมกล่าวชื่นชมเกาหลีใต้ว่าเป็น “พันธมิตรตัวอย่าง” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเกาหลีเหนือที่มองว่าความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ คือการซ้อมรบเพื่อเตรียมรุกราน

การทดสอบอาวุธครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากเกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมใหญ่ของพรรคแรงงานครั้งแรกในรอบ 5 ปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ขยายและปรับปรุงสายการผลิตขีปนาวุธให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ ยาง มู-จิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือศึกษาในกรุงโซล วิเคราะห์ว่าการยิงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตึงเครียดเพื่อกระชับวินัยภายในประเทศและเสริมสร้างเอกภาพของระบอบปกครองก่อนการประชุมพรรค และยังเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อการเยือนของเจ้าหน้าที่เพนตากอน

นักวิเคราะห์มองว่าเกาหลีเหนือไม่ได้เพียงแค่พัฒนาอาวุธเพื่อข่มขู่สหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการทดสอบประสิทธิภาพอาวุธก่อนส่งออกไปยังรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในสงครามยูเครน หลังจากที่มีรายงานข่าวกรองระบุว่าเกาหลีเหนือได้ส่งกองกำลังหลายพันนายไปช่วยรัสเซียสู้รบในยูเครน

แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยพบกับนายคิม จอง อึน ถึง 3 ครั้งในสมัยแรกเพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงหยุดชะงักตั้งแต่นั้นมา โดยล่าสุดนายคิม จอง อึน ยังคงเพิกเฉยต่อความพยายามในการนัดพบครั้งใหม่ และออกมาโจมตีความพยายามของเกาหลีเหนือที่จะพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐฯ ว่าเป็นภัยคุกคามที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างสาสม.

ที่มา AFP

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ “สงครามยาเสพติด”

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ "ดูเตอร์เต" สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ "สงครามยาเสพติด"

27 ม.ค. 2569 15:15 น.

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ “สงครามยาเสพติด”

ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี มีคำวินิจฉัยว่า นายโรดริโก ดูแตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปี มีความพร้อมทางร่างกายและสติปัญญาเพียงพอ และสามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากสงครามยาเสพติดก่อนการไต่สวนได้ โดยปฏิเสธข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลยที่อ้างว่าเขามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา พร้อมกำหนดวันไต่สวนยืนยันข้อหาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้

คณะผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) มีคำวินิจฉัยว่า นายโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ มีความพร้อมทางร่างกายและสติปัญญาเพียงพอที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดีในขั้นตอนก่อนเริ่มพิจารณาคดี โดยปฏิเสธคำร้องของฝ่ายจำเลยที่ระบุว่าเขามีภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา 

ทีมทนายความของนายดูเตอร์เต ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเฮก พยายามโต้แย้งว่าอดีตผู้นำในวัย 80 ปี ไม่สามารถเข้ารับการพิจารณาคดีได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพทางสมอง อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาระบุในแถลงการณ์ว่า รายงานจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อิสระยืนยันว่า นายดูเตอร์เตยังคงมีความสามารถในการเข้าใจและมีส่วนร่วมในคดีของตนเองได้

“ศาลมีความพึงพอใจในข้อกฎหมายว่า นายดูเตอร์เตสามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงถือว่ามีความพร้อมที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดี” คำวินิจฉัยระบุ พร้อมเสริมว่าการพิจารณาความพร้อมไม่จำเป็นต้องรอให้บุคคลนั้นอยู่ในระดับสติปัญญาสูงสุด เพียงแค่มีความเข้าใจในขั้นตอนพื้นฐานของศาลก็เพียงพอแล้ว

ทั้งนี้ กรณีที่ไอซีซีจะตัดสินว่าผู้ต้องสงสัย แม้แต่ผู้สูงอายุ ก็ไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีโดยสิ้นเชิง แทบไม่เคยเกิดขึ้น ไอซีซีไม่เคยตัดสินว่าผู้ต้องสงสัยรายใดไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีเลย แม้จะมีคำร้องจากจำเลยรายอื่น ๆ อีกหลายรายก็ตาม

นายไมเคิล คอฟแมน ทนายความของดูเตอร์เต แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยระบุว่าฝ่ายจำเลยถูกปฏิเสธโอกาสในการเสนอหลักฐานทางการแพทย์ของตนเอง รวมถึงไม่มีโอกาสซักค้านผลตรวจของแพทย์อิสระ พร้อมประกาศจะยื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่าดูเตอร์เตถูกละเมิดสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม 

อัยการไอซีซีเตรียมยื่นฟ้องนายดูเตอร์เตในข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยมีเหยื่อที่เกี่ยวข้องมากกว่า 75 ราย โดยอ้างว่าดูเตอร์เตเป็นผู้สร้าง สนับสนุนเงินทุน และติดอาวุธให้แก่ “หน่วยสังหาร”  ในช่วงการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ระหว่างปี 2016-2022

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดราว 6,200 ราย แต่นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนยืนยันว่ายอดผู้เสียชีวิตจริงสูงกว่านั้นมาก โดยอัยการไอซีซีประเมินว่าอาจมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 30,000 ราย

ทั้งนี้ นายดูเตอร์เตซึ่งถูกจับกุมและส่งตัวไปยังกรุงเฮกเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ยังคงยืนกรานว่าเขาสั่งการให้ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมเฉพาะในกรณีป้องกันตัวเท่านั้น และประกาศต่อหน้าผู้สนับสนุนเสมอมาว่าเขา “พร้อมจะเน่าตายในคุก” หากนั่นหมายถึงการทำให้ฟิลิปปินส์ปลอดจากยาเสพติด.

ที่มา FRANCE 24

แพนด้าคู่สุดท้ายอำลาญี่ปุ่น เดินทางกลับจีน หลังความสัมพันธ์ตึงเครียด

แพนด้าคู่สุดท้ายอำลาญี่ปุ่น เดินทางกลับจีน หลังความสัมพันธ์ตึงเครียด

27 ม.ค. 2569 14:48 น.

แพนด้าคู่สุดท้ายอำลาญี่ปุ่น เดินทางกลับจีน หลังความสัมพันธ์ตึงเครียด

ญี่ปุ่นไร้แพนด้าในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี หลังจีนเรียกคืน “เสี่ยวเสี่ยว-เหล่ยเหล่ย” สองพี่น้องฝาแฝดขวัญใจชาวสวนสัตว์อูเอโนะกลับประเทศเร็วกว่ากำหนด ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง หลังนายกฯ ญี่ปุ่นเปรยอาจแทรกแซงประมวลกฎหมายกรณีไต้หวันถูกโจมตี ขณะที่ผลสำรวจชี้ชาวญี่ปุ่นกว่า 70% ไม่อยากให้รัฐบาลเจรจาเช่าแพนด้าตัวใหม่จากจีนอีก

บรรยากาศที่สวนสัตว์อูเอโนะในกรุงโตเกียวเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เมื่อแฟนคลับชาวญี่ปุ่นนับร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อส่งคำอำลาครั้งสุดท้ายแก่ “เสี่ยวเสี่ยว” และ “เหล่ยเหล่ย” ฝาแฝดแพนด้ายักษ์วัย 4 ปี ที่ถูกเคลื่อนย้ายโดยรถบรรทุกเพื่อเดินทางกลับประเทศจีนในวันนี้ (27 ม.ค.) ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นไม่มีหมีแพนด้าหลงเหลืออยู่เลยเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ

แฟนคลับจำนวนมากสวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับธีมแพนด้ามายืนเฝ้าตามท้องถนนเพื่อส่งรถบรรทุกที่เคลื่อนตัวออกจากสวนสัตว์ หลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดย “เนเนะ ฮาชิโนะ” หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้เผยว่า “ฉันเฝ้าดูพวกเขามาตั้งแต่เกิด ความรู้สึกเหมือนลูกแท้ๆ กำลังจะจากไปไกล มันเศร้าจนบรรยายไม่ถูก” ขณะที่ก่อนหน้านี้สวนสัตว์ได้จัดพิธีอำลาเป็นพิเศษให้ผู้โชคดี 4,400 คนที่สุ่มได้รางวัลจากการลงทะเบียนออนไลน์มาเข้าชมเป็นครั้งสุดท้าย

การถูกเรียกคืนแพนด้าก่อนกำหนด จากสัญญาเดิมที่สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ ถูกมองว่าเป็นผลมาจากประเด็นทางการทูตที่ร้อนระอุ หลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหารหากเกิดการโจมตีไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลจีน นอกจากนี้จีนยังได้เตือนพลเมืองตนเองไม่ให้มาเที่ยวญี่ปุ่น และเริ่มจำกัดการส่งออกแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและขีปนาวุธของญี่ปุ่น รวมถึงล่าสุด กระทรวงต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เตือนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีความปลอดภัย และเรียกร้องให้พลเมืองจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้.

แม้แพนด้าจะเป็นสัญลักษณ์ของ “ทูตสันถวไมตรี” ระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ปี 1972 แต่ผลสำรวจล่าสุดจากหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน พบว่าชาวญี่ปุ่นถึง 70% เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรเจรจาขอเช่าแพนด้าคู่ใหม่จากจีนในอนาคต โดยมีเพียง 26% เท่านั้นที่อยากให้มีแพนด้าอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป

มาซากิ อิเอนางะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคริสเตียนสตรีแห่งโตเกียว ระบุว่า การส่งคืนครั้งนี้อาจไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะปกติจีนจะมีการหมุนเวียนแพนด้ากลับประเทศอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่า “จังหวะเวลา” ในการส่งมอบหรือเรียกคืนมักสอดคล้องกับสภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมอ แพนด้าไม่ได้เป็นแค่สัตว์แต่เป็น “เครื่องมือทางการทูต” ที่ทรงพลังและสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับสวนสัตว์ที่ครอบครอง

สำหรับการเดินทางกลับครั้งนี้ “เสี่ยวเสี่ยว” และ “เหล่ยหเล่ย” จะไปสมทบกับ “ชินชิน” แม่ของพวกมันที่ถูกส่งกลับจีนไปก่อนหน้านี้ในปี 2024 เนื่องจากปัญหาสุขภาพ.

ที่มา AFP

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

27 ม.ค. 2569 13:47 น.

อินเดีย–อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ครอบคลุม 25% เศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป หลังเจรจายืดเยื้อมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ชูจุดแข็งครอบคลุมจีดีพีโลกถึง 25% หวังลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังเผชิญกำแพงภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเปิดตลาดอินเดียรับสินค้าแบรนด์ยุโรป ทั้งรถยนต์และไวน์ แลกส่งออกสิ่งทอ-ยา

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย แถลงเมื่อวันนี้ (27 ม.ค.) ว่า อินเดียและสหภาพยุโรป (อียู) ได้ข้อสรุปในข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกอียูทั้ง 27 ชาติ หลังจากใช้ความพยายามในการเจรจาแบบลุ่มๆ ดอนๆ มานานเกือบ 20 ปี

นายกฯ โมดี ระบุว่าข้อตกลงนี้เป็น “มารดาแห่งข้อตกลงทั้งปวง” โดยจะมีผลครอบคลุมถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของจีดีพีโลก และคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าโลก ซึ่งจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับประชากรอินเดีย 1,400 ล้านคน และผู้คนหลายล้านคนในยุโรป

ทั้งนี้ นายกฯ โมดี และนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการร่วมกันในการประชุมสุดยอดอินเดีย-อียู ที่กรุงนิวเดลี

ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า การค้าสินค้าระหว่างอินเดียและอียูมีมูลค่าถึง 120,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.43 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 90% เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และมีการค้าบริการอีก 60,000 ล้านยูโร (ประมาณ 2.22 ล้านล้านบาท)

ส่วนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มูลค่าการค้าระหว่างอินเดียกับอียูอยู่ที่ 136,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.24 ล้านล้านบาท) ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินเดียเตรียมปรับลดมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อให้สินค้าจากยุโรป เช่น รถยนต์ ไวน์ และอาหาร เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ขณะที่อินเดียจะได้ประโยชน์จากการส่งออก สิ่งทอ ยา อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงเครื่องหนัง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูง นักวิจัย และนักศึกษาอีกด้วย

แหล่งข่าวใกล้ชิดการเจรจาระบุว่า การพูดคุยในช่วงท้ายเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีประเด็นค้างคา เช่น ผลกระทบจากมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของอียูต่ออุตสาหกรรมเหล็ก

การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของทั้งอินเดียและอียู ในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดีย-สหรัฐฯ ล่มสลายลงเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ อินเดียยังพยายามลดการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียด้วยการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ขณะที่ยุโรปเองก็กำลังหาทางเลือกอื่นเพื่อตอบโต้มาตรการภาษีและนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาไม่ได้ของสหรัฐฯ เช่นกัน

นางฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวย้ำว่า “ในโลกที่แตกแยก เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่ายังมีหนทางอื่นที่เป็นไปได้” โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าอินเดียจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปีนี้

สำหรับขั้นตอนต่อไป ข้อตกลงนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก่อนจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมสรุปข้อตกลงด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานตามฤดูกาล นักศึกษา นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและกลาโหม โดยถือเป็นความสำเร็จต่อเนื่องของอียูหลังจากที่เพิ่งปิดดีลการค้ากับกลุ่มเมอร์โกซูร์ (อเมริกาใต้) อินโดนีเซีย เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์ไปก่อนหน้านี้.


ที่มา AFP Reuters

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

27 ม.ค. 2569 12:42 น.

ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

เกิดเหตุสุดระทึก เสือดาวหิมะพุ่งเข้าทำร้ายนักท่องเที่ยวสาวรายหนึ่ง หลังเธอเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป ในพื้นที่สกีรีสอร์ต เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ 

เหตุการณ์ไม่คาดคิดครั้งนี้เกิดขึ้นราว 19.00 น. ของวันศุกร์ที่ 23 มกราคม บริเวณหมู่บ้านทาลัต เขตเมืองค็อกโตไค ตามรายงานของสื่อจีน Global Times โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นเสือดาวหิมะยืนอยู่ใกล้ร่างของนักท่องเที่ยวที่สวมชุดสกี นอนคว่ำหน้าอยู่บนหิมะ

ภาพถัดมาเผยให้เห็นผู้บาดเจ็บถูกช่วยพยุงออกจากจุดเกิดเหตุ โดยมีคราบเลือดปรากฏบริเวณรอบคอและหมวกกันน็อกของเธอ

รายงานของ China.com ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุนักท่องเที่ยวหญิงรายนี้พบเสือดาวหิมะระหว่างเดินทางกลับโรงแรม และพยายามถ่ายภาพสัตว์ป่าดังกล่าว แม้จะมีนักท่องเที่ยวคนอื่นเตือนหลายครั้ง แต่เธอยังคงเดินเข้าไปใกล้ จนเหลือระยะห่างเพียงประมาณ 3 เมตร

สื่อจีนระบุว่า เมื่อหญิงคนดังกล่าวพยายามเข้าไปสัมผัสตัวเสือดาวหิมะ มันก็พุ่งเข้าจู่โจม กัดเข้าที่ใบหน้า ทำให้เธอล้มลงกับพื้น ก่อนที่ครูฝึกสกีจะเข้าช่วยเหลือ และไล่เสือดาวหิมะออกไปจากพื้นที่ได้ โดยมีรายงานว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประชาชนเขตฝู่อวิ๋น และขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเคยมีรายงานพบเสือดาวหิมะหลายครั้งก่อนหน้า โดยเมื่อวันที่ 17 และ 21 มกราคม ทางการได้ออกคำแนะนำให้นักท่องเที่ยวอยู่ภายในยานพาหนะ ห้ามเข้าใกล้สัตว์ป่า และหลีกเลี่ยงการเดินลำพัง เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักไปยังสกีรีสอร์ตนานาชาติค็อกโตไค

สำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตฝู่อวิ๋น ร่วมกับหน่วยงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวท้องถิ่น แถลงผ่าน WeChat ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า ได้เพิ่มการลาดตระเวนและมาตรการป้องกันในพื้นที่แล้ว และขอให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวัง รักษาระยะห่างจากสัตว์ป่า และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบสัตว์ป่า เพื่อความปลอดภัยของทุกคน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เสือดาวหิมะ

“ทรัมป์” สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

"ทรัมป์" สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

27 ม.ค. 2569 11:36 น.

“ทรัมป์” สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ ทั้งรถยนต์ ไม้แปรรูป และยา จาก 15% กลับไปเป็น 25% โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐสภาเกาหลีใต้ล่าช้าในการอนุมัติข้อตกลงการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ด้านนักวิเคราะห์มองเป็นการ “กดดันขั้นสุด” เพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมโอนอ่อนในประเด็นมาตรการที่มิใช่ภาษี ขณะที่หุ้นฮุนได-เกีย ผันผวนหนักทันทีที่ทราบข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาได้สั่งปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์และสินค้าอื่นๆ จากเกาหลีใต้ โดยตำหนิฝ่ายนิติบัญญัติของเกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตรและคู่ค้าสำคัญว่า กำลังถ่วงเวลาการบังคับใช้ข้อตกลงทางการค้าที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงในหลักการที่เกาหลีใต้จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ แต่ล่าสุดทรัมป์ได้ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ในเมื่อรัฐสภาเกาหลีใต้ยังไม่บังคับใช้ข้อตกลงนี้ ผมจึงขอประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าเกาหลีใต้ในกลุ่ม รถยนต์, ไม้แปรรูป, ยา และสินค้าตอบโต้อื่นๆ จากเดิม 15% กลับขึ้นไปเป็น 25% ทันที”

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือระบุว่า ชนวนเหตุที่ทำให้ทรัมป์หมดความอดทนอาจมาจากกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ใช้กฎระเบียบเข้าตรวจสอบ “คูปัง” (Coupang) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมและเป็นการเลือกปฏิบัติ

นายชเว ซอก-ยอง อดีตผู้เจรจาการค้าของเกาหลีใต้ มองว่านี่คือ “เกมการเมือง” ที่สหรัฐฯ ใช้แรงกดดันสูงสุดเพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

หลังการประกาศดังกล่าว ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลง 1.19% ก่อนจะดีดกลับมาได้เล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินวอนอ่อนค่าลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สู่ระดับต่ำสุดใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2009

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม หุ้นของฮุนได มอเตอร์ ร่วงลง 4.8% และเกีย ร่วงลง 6% ในช่วงแรก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ โดยในปี 2025 มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.02 หมื่นล้านดอลลาร์

ทางการเกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ โดยขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนแคนาดา เตรียมเดินทางเข้าพบ นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ โดยด่วนเพื่อหารือทางออก

ขณะที่กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ชี้แจงว่า สาเหตุที่แผนการลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ยังล่าช้า เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เรื่องภาษีของทรัมป์ รวมถึงความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกท่ามกลางภาวะค่าเงินวอนอ่อนตัว

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า “เสถียรภาพทางภาษี” ในปี 2026 นั้นยังไม่มีอยู่จริง และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้สมัยที่สองของทรัมป์ยังคงมีความผันผวนและคาดเดาได้ยากต่อไป.


ที่มา Reuters

“ฮุน มาเนต” เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

"ฮุน มาเนต" เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

27 ม.ค. 2569 11:22 น.

“ฮุน มาเนต” เผย กัมพูชาตัดสินใจเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์ เพื่อตอกย้ำบทบาทหนุนสันติภาพโลก

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพุชาเผย กัมพูชาตอบรับเข้าร่วม Board of Peace ของทรัมป์แล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำบทบาทของกัมพูชาในการเป็นประเทศที่สนับสนุนสันติภาพโลก

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เปิดเผยว่า ได้ตอบรับเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างให้การต้อนรับ พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ที่ ทำเนียบสันติภาพ ในกรุงพนมเปญ โดยชี้ว่าการเข้าร่วมในการคณะกรรมการนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในระดับโลก

ทางด้านพลเรือเอกปาปาโร กล่าวขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่เปิดโอกาสให้เข้าพบ พร้อมแสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ กัมพูชา–สหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านความร่วมมือทางทหาร รวมถึงขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่อนุญาตให้เรือรบกองทัพเรือสหรัฐฯ เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย นอกจากนี้ ยังชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ ปัญหาแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย พร้อมยืนยันจุดยืนชัดเจนในการยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมกัวลาลัมเปอร์ โดยย้ำว่ากัมพูชาจะใช้แนวทางสันติ ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และข้อตกลงที่มีอยู่ เพื่อมุ่งสู่พรมแดนที่สงบและยั่งยืน

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ “เกาหลีเหนือ” หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ "เกาหลีเหนือ" หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

27 ม.ค. 2569 11:11 น.

ศาลญี่ปุ่นสั่งชดใช้ 17 ล้านบาท โฆษณาชวนเชื่อ “เกาหลีเหนือ” หลอกคนอพยพตั้งถิ่นฐาน

ศาลกรุงโตเกียวสั่งรัฐบาลเกาหลีเหนือชดใช้ค่าเสียหายกว่า 88 ล้านเยน แก่อดีตผู้ตั้งถิ่นฐาน 4 ราย ที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อหลอกให้ย้ายไปเกาหลีเหนือเมื่อหลายสิบปีก่อน ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง แม้ในทางปฏิบัติจะริบเงินคืนได้ยาก แต่ทนายเผยนี่คือชัยชนะครั้งสำคัญในการยืนยันอำนาจตุลาการเหนือเกาหลีเหนือ

ศาลแขวงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีคำพิพากษาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.) สั่งให้รัฐบาลเกาหลีเหนือจ่ายเงินชดเชยรวม 88 ล้านเยน (ประมาณ 17.74 ล้านบาท) ให้แก่โจทก์ 4 ราย ซึ่งเป็นอดีตผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและตัดสินใจย้ายไปยังเกาหลีเหนือภายใต้โครงการ “ส่งกลับมาตุภูมิ” ในอดีต

กลุ่มโจทก์ระบุว่า พวกเขาถูกโฆษณาชวนเชื่อจากเกาหลีเหนือหลอกลวงว่าที่นั่นคือ “สวรรค์บนดิน” ที่มีการดูแลเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และมีงานทำฟรีอย่างทั่วถึง แต่เมื่อเดินทางไปถึงจริง กลับต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ถูกบังคับใช้แรงงานในฟาร์มและโรงงาน รวมถึงถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างเข้มงวด จนกระทั่งสามารถหลบหนีกลับมายังญี่ปุ่นได้ในภายหลัง

หนึ่งในโจทก์คือ “ไอโกะ คาวาซากิ” หญิงวัย 83 ปี เล่าว่าเธอเดินทางไปเกาหลีเหนือในปี 1960 ขณะมีอายุเพียง 17 ปี และต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ที่นั่นก่อนจะหนีออกมาได้ในปี 2003 โดยผู้พิพากษา ไทอิจิ คามิโนะ กล่าวระหว่างอ่านคำพิพากษาว่า “ไม่เกินจริงเลยที่จะบอกว่า ชีวิตเกือบทั้งหมดของพวกเขาถูกทำลายโดยเกาหลีเหนือ”

โครงการอพยพครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ระหว่างปี 1959 ถึง 1984 มีชาวเกาหลีที่พำนักในญี่ปุ่น กว่า 90,000 คน ตัดสินใจย้ายไปเกาหลีเหนือภายใต้โครงการดังกล่าว แต่ความจริงที่เหล่าผู้รอดชีวิตเปิดเผยกลับตรงกันข้ามกับคำสัญญาอย่างสิ้นเชิง

อาซึชิ ชิรากิ ทนายความฝั่งโจทก์ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ศาลญี่ปุ่นใช้อำนาจอธิปไตยเหนือเกาหลีเหนือเพื่อรับรู้ถึงการกระทำที่มิชอบทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเกาหลีเหนือเพิกเฉยต่อคดีนี้มาโดยตลอด และคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดก็ไม่เคยตอบรับหมายเรียกของศาล

เคนจิ ฟุกุดะ ทนายความอีกคนยอมรับว่า “ความท้าทาย” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการบังคับให้เกาหลีเหนือยอมจ่ายเงินจริงๆ แต่การที่ศาลสูงโตเกียวรับพิจารณาคดีนี้ หลังจากที่เคยถูกปัดตกไปในปี 2022 ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการคืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีให้กับเหยื่อที่ต้องสูญเสียช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตไป.

ที่มา BBC