เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง  เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมือง กรณีสวัสดิการสส. และการดำเนินงานในสภาฯว่า วันนี้มีการหารือในประเด็นหลัก เรื่องแรกคือการจัดอาหารสส. ในวันประชุมสภาฯ ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าสมาชิกจะจ่ายกันเองโดยฝ่ายเลขาสภาฯจะจัดอาหารบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกที่ห้องอาหารเดิม แต่ต้องจ่ายเงินกันเอง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป เรื่องที่ 2.การแต่งตั้งผู้ช่วยสส. และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ประชุมมีความเห็นว่าในยุคที่ทั่วโลกมีวิกฤตการณ์น้ำมันแพง เราจะหาวิธีการประหยัดงบประมาณได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เกิดจากระเบียบสภา ออกโดยกรรมการรัฐสภา(กร.) ที่ประชุมจึงมีมติให้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ กร. ซึ่งในวันที่ 23 เม.ย.นี้ จะมีการเลือก กร. ครบทั้งฝ่ายวุฒิสภาและฝ่ายสภาฯ จากนั้นในวันที่ 28 เม.ย. ตนจะนัดประชุม กร. เพื่อสรุปในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง และประเด็นที่ 3.กองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือเบี้ยเลี้ยงชีพ สืบเนื่องจากเรื่องนี้เป็นพ.ร.บ และออกเป็นระเบียบโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการสภาผู้แทนราษฎรในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อมีกมธ.กิจการสภาฯ ก็จะมอบให้ กมธ. ไปพิจารณาว่าเบี้ยเลี้ยงชีพจะมากมากน้อยเพียงใด

นายโสภณ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับความสง่างามของสภาฯ ระเบียบกฎหมายที่ล้าสมัยไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เราให้การบ้านแต่ละพรรคการเมือง ไปดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายตามนโยบายประหยัดพลังงาน ที่ตนในฐานะประธานสภาฯอาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ให้งดเว้นการสวมสูทผูกเนคไท โดยสามารถสวมเสื้อเชิ๊ตมีปก ที่ไม่ต้องเป็นคอพระราชทาน แต่ต้องเป็นผ้าไทย ขณะเดียวกันการทำงานในสภาฯเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การหารือของสมาชิกก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จะเสนอให้เพิ่มการหารือเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วประธานฯจะนำมาแจ้งต่อที่ประชุมว่ามีเรื่องหารือใดบ้าง ส่วนการเสนอญัตติที่เป็นเรื่องค้างเก่ามาตั้งแต่อดีต หรือญัตติซ้ำซาก ที่ประชุมไม่ขัดข้องหากจะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แต่จะมีการประหยัดเวลาขึ้นด้วยการต่อยอดจากรายงานของกมธ.ชุดเก่าๆ ไม่ใช่ศึกษาเป็นปีแล้วไม่ได้รายงาน นอกจากนี้จะมีการลดขั้นตอนการอภิปรายในวาระรับทราบรายงานอีกด้วย

โสภณ ซารัมย์

“ในสภาฯชุดนี้เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ผมได้หารือกับผู้แทนทุกท่านว่า เวลาที่จะทำงาน ผมจะขอไปหารือกับรองประธานสภาฯทั้ง2ท่านว่าจะเปิดการประชุมก่อนเวลา09.00น.ได้หรือไม่ ปรับเป็นเวลา08.45น.ได้หรือไม่ เพื่อใช้เวลาให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ในการทำงานต่อไปเราจะใช้วทีในการปรึกษาหารือนอกรูปแบบ เช่น วิปนอกรูปแบบ เมื่อได้ข้อตกลง ก็ขอให้แต่ละฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เคารพข้อตกลงที่ได้หารือ เพื่อที่สภาฯจะไม่ได้เป็นที่เบื่อหน่ายของประชาชน” ประธานสภาฯ กล่าว

เมื่อถามกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสส.ลงไปซื้ออาหารรับประทานบริเวณศูนย์อาหารรัฐสภา ชั้นB2 ทำให้สิ้นเปลืองงบฯในการจัดทำอาหารไว้แล้ว นายโสภณ กล่าวว่า เกิดจากความเข้าใจผิด ผู้ที่วิจารณ์ไม่รู้ข้อมูล ภายหลังเรามีสภาฯชุดนี้ ตนให้ทำอาหารตามความเป็นจริง ประมาณ 200-300 ที่ ไม่ใช่ตัวเลข 500 ที่ ตามจำนวนสมาชิกมาคูณกับงบประมาณ บางทีเรื่องดีๆ ประชาชนอาจไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ ซึ่งเรายังขาดการสื่อสาร ฉะนั้นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสภาฯ ต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รู้ ไม่ใช่จัดเต็มงบประมาณ ซึ่งการดำเนินการจะทำให้ลดงบประมาณได้วันละ 200,000 บาท ขณะเดียวกันเรื่องเงินกองทุนยังมีการหักจากสมาชิก และอีกส่วนหนึ่งที่สมทบจากรัฐบาล ซึ่งตนให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสภาฯ 

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ ยังกล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าถวายสัตย์เรียบร้อยแล้ว และมีการแจ้งกำหนดการแถลงนโยบายรัฐบาล มายังรัฐสภา สภาฯจะแจ้งให้สมาชิกรับทราบภายใน 3 วัน แต่ขณะนี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการประสานงานมา เนื่องจากยังไม่ทราบว่าจะมีการโปรดเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีเมื่อใด ยอมรับว่าเราอยากเห็นการแถลงนโยบายฯก่อนสงกรานต์ เนื่องจากมีวิกฤตประเทศ ก่อนช่วงสงกรานต์จึงควรมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการมาบริหารจัดการทั้ง วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากสงคราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสวัสดิการอาหารเลี้ยง สส. ช่วงวันประชุมสภา พบว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหาผู้รับเหมารายใหม่ หลังจากที่ผู้ค้ารายเดิมได้หมดสัญญาลงด้วยเหตุยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68 ดังนั้นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมืองจึงต้องการสอบถามความคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่งบประมาณเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันของ สส.ในวันประชุมยังมีงบประมาณเหลืออยู่ ตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 อย่างไรก็ดีมีข้อหารือว่าหากไม่ใช้งบประมาณตามที่จัดสรร สามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นของสภาฯ ตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้ 

โสภณ ซารัมย์

พีระพันธุ์ ชี้ช่องพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน อย่าอ้างคำพิพากษาศาลปกครองมาปิดปากตัวเอง

พีระพันธุ์ ชี้ช่องพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน อย่าอ้างคำพิพากษาศาลปกครองมาปิดปากตัวเอง

พีระพันธุ์ ชี้ช่องพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน อย่าอ้างคำพิพากษาศาลปกครองมาปิดปากตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องกฎหมายหนุนพาณิชย์ดูแลราคาน้ำมัน ยัน กกร. มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แนะนายกฯ ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ช่วยเหลือประชาชนฝ่าวิกฤตเร่งด่วน

วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรมว.พลังงาน โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ถึงแนวทางการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมัน โดยระบุว่า จะหาทางออกเรื่องน้ำมันให้ประเทศให้ประชาชนนี่มันเหนื่อยยากจริงๆ ในขณะที่ตนพยายามหาช่องทางทั้งทางด้านการบริหารและกฎหมายเพื่อจะช่วยบอกรัฐบาลว่ามีอำนาจทำอะไรได้บ้าง แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายกลับพยายามหาช่องทางบอกว่าทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจ 

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า การเป็นหน่วยงานของรัฐหรือการเป็นรัฐบาลนั้นอะไรที่ไม่มีอำนาจ ง่ายนิดเดียวก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจ ไม่มีกฎหมายก็ออกกฎหมาย ซึ่งทำได้ในทันทีโดยออกเป็นพระราชกำหนด ไม่มีระเบียบก็ออกระเบียบ มีระเบียบแต่ไม่เอื้ออำนวยก็แก้ระเบียบ ก็เท่านั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในแต่ละตำแหน่งแต่ละหน่วยงานต้องมีความรู้เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เองว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ ไม่ใช่ฟังเขาว่าหรือฟังรายงานแล้วเชื่อตามโดยไม่วิเคราะห์ต่อ นั่นคือสิ่งที่จะพาเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายแม้แต่ท่านนายกฯ ยังต้องออกมาขอโทษรับผิดที่บริหารจัดการเรื่องน้ำมันจนสับสนไปหมด แบบนี้ทำให้ท่านนายกฯ และรัฐบาลเสียหายหรือไม่
 
“ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้รัฐบาลโดนต่อว่าเท่านั้น แต่เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าจะเกิดกับรัฐบาลเท่านั้น แต่มันจะเดือดร้อนเสียหายกันทั้งแผ่นดิน” นายพีระพันธุ์ กล่าว


 
นายพีระพันธุ์ ยังระบุอีกว่า ผู้มีอำนาจบอกว่ามีอะไรแนะนำก็บอกมาไม่ใช่เอาแต่วิจารณ์ แต่พอเสนอไปก็บอกว่าทำไม่ได้บ้าง ไม่ถูกบ้าง โต้แย้งเสียดสีบ้าง บางเรื่องกว่าจะทำคิดได้แล้วลงมือทำก็ล่าช้าเกินเหตุบ้าง เช่นที่ตนเสนอมาตั้งนานแล้วว่าให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันมากว่าสองสัปดาห์แล้ว สุดท้ายก็เพิ่งมาประกาศว่าจะลดแล้ว ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองสัปดาห์หลังจากที่เสนอไป ช้าไปไหม และล่าสุดตนบอกว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการที่จะช่วยรัฐบาลกำกับดูแลแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำไมไม่ทำ แทนที่จะไปดูไปวิเคราะห์กันว่าจะทำได้ด้วยวิธีใดหรือติดขัดอะไร จะแก้อย่างไร กลับไปค้นหาเหตุผลมาโต้แย้งเพื่อจะบอกว่าฉันไม่มีอำนาจ ฉันทำไม่ได้ ซ้ำยังดั้นด้นไปงัดเอาคำพิพากษาศาลปกครองมาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการทำไม่ได้อีก แล้วก็รับลูกกันใหญ่ อย่างนี้จะไปรอดกันได้อย่างไร 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่จะอธิบายให้ผู้รู้ทั้งหลายได้รู้มากขึ้นเกี่ยวกับสถานะและผลบังคับของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ก็ต้องบอกว่า แทนที่ผู้มีอำนาจหน้าที่พยายามยกคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อทำให้ตนเองหรือหน่วยงานของตนไม่มีอำนาจเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอยู่ในขณะนี้นั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่และหน่วยงานนั้นควรจะคิดให้ออกว่าแท้จริงแล้วกรณีในปัจจุบันกับกรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมันแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ตนมีอำนาจช่วยเหลือประชาชนได้ จะดีกว่าหรือไม่ 


 
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ต้องบอกให้เข้าใจก่อนว่าคำพิพากษาศาลปกครองคดีใดจะมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีในคดีให้ต้องถือปฏิบัติ เว้นแต่จะต้องด้วยมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ถึงจะมีผลต่อบุคคลภายนอก ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองย่อมไม่อาจยึดถือหรือนำมาใช้บังคับกับคดีหรือกรณีอื่นได้ในทันทีโดยปริยายเสมอไป เพราะอาจมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่แตกต่างกัน และขอยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. มีอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่จะเสนอให้ ครม. มีมติกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 และไม่ติดขัดกับคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น และเมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริหารนั้นแล้ว กกร. ก็มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มที่ เพราะมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว โดยสภาพที่มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 จึงไม่อาจนำมาใช้กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงในปัจจุบันได้
 
ขณะที่ประเด็นเรื่องคำพิพากษาศาลปกครอง นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาศาลปกครองหรือคำพิพากษาศาลอะไรก็แล้วแต่ การทำคำพิพากษาจะถูกกำหนดตามประเด็นแห่งคดี โดยใช้ข้อเท็จจริงที่มีการรับฟังหรือแสวงหามาในสำนวนแห่งคดีเท่านั้น แต่คำพิพากษาศาลปกครองที่หยิบมาอ้างกัน คือ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ไม่มีประเด็นต่อสู้กันว่า ณ วันที่ต่อสู้คดีกันนั้น มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 (ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) นั้น ได้สิ้นผลการใช้บังคับแล้วหรือไม่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว 

ตามหลักเกณฑ์การสิ้นผลการใช้บังคับมติ ครม.ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ถือปฏิบัติกันตลอดมา ในหัวข้อที่ว่า “มติคณะรัฐมนตรีจะสิ้นผลการใช้บังคับเมื่อใด” คำตอบคือ “เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีในภายหลัง ขัดหรือแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีเดิม (มติคณะรัฐมนตรีเดิมก็ถูกยกเลิกโดยปริยาย)” ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎต่อมาภายหลังจากวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หลายครั้ง โดยครั้งหลังสุดกระทรวงพาณิชย์เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 จึงต้องถือว่า มติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2534 ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันเป็นอันขัดหรือแย้งกับมติ ครม. ในภายหลังในแต่ละครั้งดังกล่าว มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 จึงเป็นอันถูกยกเลิกโดยปริยายตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งแม้ประเด็นนี้จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงและตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ต้องถือว่ามติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ถูกยกเลิกไปโดยปริยายแล้ว

นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ตามคำพิพากษาศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ที่ยกมาอ้างอิง ได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว และข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันแล้วจึงจะนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามแม้จะพยายามอ้างคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าว แต่ศาลปกครองก็ยอมรับในคำพิพากษานั้นว่า กกร. มีอำนาจควบคุมสินค้าและกำหนดสินค้าที่ต้องควบคุมได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพียงแต่ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเพียงอำนาจหน้าที่หนึ่งใน 12 ข้อที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกร. ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลปกครองไม่ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่อื่นของ กกร. ในอีก 11 ข้อที่เหลือ และน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ ครม. พิจารณามีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ดังนั้น กกร. จึงมีอำนาจหน้าที่ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

นายพีระพันธุ์ ยังระบุถึงข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า 1) หากกระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง แต่อ้างว่าติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ที่ใช้อ้างในคำพิพากษาศาลปกครองแล้ว กระทรวงพาณิชย์์ก็แก้ไขปัญหานี้ได้ง่ายๆ เพียงเสนอ ครม. ให้ยกเลิกมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 เสีย ก็เท่านั้น 

2) คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่หยิบมาอ้างนั้นกำหนดเพียงว่า กกร. ไม่มีอำนาจกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ทั้งนี้ แม้จะอ้างว่ามีคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ก็ตาม แต่ กกร. ก็ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอีกหลายประการที่จะดำเนินการช่วยรัฐบาลและประชาชนในการแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ทำไมถึงไม่ทำ https://law.dit.go.th/Upload/Document/76047cb8-06ff-459e-8d71-7ee1d63ee507.pdf

3) ในคำพิพากษาศาลปกครองและคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ถูกหยิบยกมาอ้างนั้นระบุว่ากระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นมีอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเท่าที่ตรวจค้นดูหน่วยงานอื่นที่พอจะถือว่ามีอำนาจตามกฎหมายได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 https://www.offo.or.th/sites/default/files/files/regulations/add/royal_act_2516_0.pdf  ในกรณีเช่นนี้จึงเท่ากับว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังโยนเรื่องดังกล่าวกลับไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่

4)หากกระทรวงพาณิชย์ยึดมั่นในคำพิพากษาศาลปกครองที่ยกมาอ้างว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงจริงแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ควรเสนอ ครม. ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็น “สินค้าควบคุม” แต่กระทรวงพาณิชย์กลับเสนอ ครม.ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตลอดมา โดยล่าสุดเพิ่งเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นหากกระทรวงพาณิชย์อ้างคำพิพากษาศาลปกครองว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วทำไมไม่เสนอ ครม.ให้ยกเลิกมติ ครม.วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงเสีย

ยศชนัน ดัน ไทย สู่ AI-driven ผ่านโครงการ AI for All หนุนรับมือภัยพิบัติ

ยศชนัน ดัน ไทย สู่ AI-driven ผ่านโครงการ AI for All หนุนรับมือภัยพิบัติ

ยศชนัน ดัน ไทย สู่ AI-driven ผ่านโครงการ AI for All หนุนรับมือภัยพิบัติ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.34 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ว่า ขอบคุณที่เชิญมาร่วมงาน “AI Skills Jam” เวิร์กชอปที่รวมตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติจาก 12 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ภายใต้ความร่วมมือของ ADPC, OpenAI และ มูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) เพื่อนำเทคโนโลยี Generative AI อย่าง ChatGPT มาปรับใช้กับการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ในฐานะอดีตนักวิจัยที่ได้รับเชิญ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “Harnessing Technology and AI for Disaster Management in Thailand” (การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติในประเทศไทย) มี 3 ประเด็นที่อยากแชร์ให้ทุกคนฟัง

ยศชนัน

1. AI ต้องเข้าถึงได้ ประสบการณ์ 20 ปีในฐานะนักวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ สอนผมว่าเทคโนโลยีจะไร้ค่าถ้าคนที่จำเป็นที่สุดเข้าถึงมันไม่ได้ เราต้องการระบบที่ให้ข้อมูลแม่นยำและเข้าถึงง่ายระดับพื้นที่ เพื่อให้ AI ที่เราสร้างใช้งานได้จริงบนสมาร์ทโฟนทั่วไป แม้ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้คนไทยทุกอาชีพสามารถวางแผนชีวิตและรับมือกับความเสี่ยงหรือความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำครับ

2. “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของประเทศไทย เราจะไม่เป็นเพียงผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างประเทศเท่านั้น แต่เราต้องสร้างศักยภาพให้นักวิจัยและสถาบันของไทยพัฒนา AI ขึ้นเอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เรามีข้อมูลที่ดีที่สุด เช่น โรคเขตร้อน การเกษตร อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม) เพราะไม่มีใครเข้าใจข้อมูลภูมิศาสตร์และชุมชนของเราได้ดีเท่าคนไทยแล้วครับ การพึ่งพาตัวเองได้ในด้านเทคโนโลยีคือ “หนึ่งในความมั่นคงที่จริงที่สุด” ในโลกยุคใหม่ (ในขั้นตอนแรกการร่วมกับผู้ที่เข้มแข็งทางเทคโนโลยีจะทำให้เราบรรลุในเป้าหมายได้เร็วขึ้น)

ยศชนัน

3. จากงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ งานวิจัยดี ๆ สามารถเป็นที่พึ่งในการแก้ปัญหาจริงของประเทศได้ หากเราเริ่มต้นที่การตั้งโจทย์ที่เกิดจากความเดือดร้อนและความต้องการ เรากำลังเปลี่ยนผ่านนโยบายที่สัมผัสกับปัญหาจริงในพื้นที่ และหน้างานในทุกมิติ เพื่อให้งานวิจัยจากห้องแล็บกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกสาขาอาชีพได้จริง

เป้าหมายของ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” และ “จากงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์” คือการ Synergy งานวิจัยคนไทยเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก ประชาคมโลก เพื่อให้เกิดผลจริงครับ เราเชื่อว่า AI ที่ทรงพลังที่สุดคือ AI ที่ทุกคนเข้าถึงและใช้งานได้จริงในฐานะเครื่องมืออำนวยความสะดวก เพื่อให้เทคโนโลยีเกิดคุณค่าสูงสุดต่อผู้ใช้ 

ยศชนัน

“เรากำลังมุ่งสู่การเป็น AI-driven country ผ่านการผลักดันโครงการที่ชื่อว่า “AI for All” เพื่อสร้างพื้นฐานเพื่อให้คนไทยทุกระดับและทุกอาชีพเข้าถึง AI ทั้งเพื่อการจัดการภัยพิบัติ และอำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมครับ” ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เชิญมาแชร์ไอเดียมาร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในระดับภูมิภาค

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

รัชดา สยบข่าว นายกฯอนุทิน ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน ยันชัดเป็นของลูกชาย

รัชดา สยบข่าว นายกฯอนุทิน ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน ยันชัดเป็นของลูกชาย

รัชดา สยบข่าว นายกฯอนุทิน ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน ยันชัดเป็นของลูกชาย

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

“รัชดา” สยบข่าว “นายกฯอนุทิน” ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน แจงเป็นของลูกชาย หลังถูกโซเชียลวิจารณ์

วันที่ 30 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีมีข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคัน ยี่ห้อ Toyota BZ4X AWD ว่า 

“เรื่องบ้านเมืองวิจารณ์ได้เลยจ้า เข้าใจในความกังวลของประชาชนอยู่แล้ว แต่บางเรื่องก็ใจเย็นแป๊บ ตอนนี้มีความเข้าใจผิดกันว่านายกฯอนุทิน ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เพิ่มอีกแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และกำลังเตรียมขับมาทำเนียบ !!! จะซื้ออะไรนักหนา !!!

คือมันไม่ใช่นะ รถไฟฟ้าคันใหม่ค่ายญี่ปุ่นที่กล่าวถึงกันอยู่เป็นของลูกชายค่ะ นายกฯไม่ได้ซื้อเพิ่ม มีแต่คันที่ขับมาทำเนียบ”

ทำเนียบฯ ยกเครื่อง รปภ.เข้ม หลังชายป่วนถึงตึกไทยฯ ด้าน อนุทิน สั่งปรับปรุง หลังทราบเรื่อง

ทำเนียบฯ ยกเครื่อง รปภ.เข้ม หลังชายป่วนถึงตึกไทยฯ ด้าน อนุทิน สั่งปรับปรุง หลังทราบเรื่อง

ทำเนียบฯ ยกเครื่อง รปภ.เข้ม หลังชายป่วนถึงตึกไทยฯ ด้าน อนุทิน สั่งปรับปรุง หลังทราบเรื่อง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

ทำเนียบฯ ยกเครื่อง รปภ.เข้ม หลังชายป่วนถึงตึกไทยฯ เริ่มพรุ่งนี้ ขณะที่ นายกฯ รับทราบเหตุการณ์แล้ว พร้อมสั่งปรับปรุง

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า จากกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวาย ภายหลังนายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ อดีตแท็กซี่ ขับมอเตอร์ไซค์ บุกเข้ามาที่ตึกไทยคู่ฟ้า เช้าวันเดียวกันนี้นั้น ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตำรวจสันติบาล 3 ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารการรักษาความปลอดภัย และกองสถานที่ยานพาหนะและรักษาความปลอดภัยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันเดินตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย โดยรอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัย

ทั้งนี้ ได้มีการเดินตรวจตั้งแต่ตึกไทยคู่ฟ้า และทุกประตูเข้า-ออก พร้อมสอบถามระบบการรักษาความปลอดภัยแต่ละจุด ซึ่งจากเหตุครั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำเพิ่มความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น มีการกำหนดเวลาเข้า-ออก เช่นประตู 4 ฝั่งถนนพิษณุโลก รวมถึงการกำหนดประตูเข้า- ออก เฉพาะบุคคล อย่างประตูฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ที่เปิดให้เข้าเฉพาะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และบุคคลสำคัญ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้ว โดยได้สั่งให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น 

นายกฯ พยักหน้ารับ ทูลเกล้าฯ ครม. ใหม่แล้ว

นายกฯ พยักหน้ารับ ทูลเกล้าฯ ครม. ใหม่แล้ว

นายกฯ พยักหน้ารับ ทูลเกล้าฯ ครม. ใหม่แล้ว

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

นายกฯ พยักหน้ารับ ทูลเกล้าฯครม. ใหม่แล้ว

เมื่อเวลา 14.55 น.วันที่ 30 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบ โดยเมื่อนายกฯ เดินทางถึง ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนสอบถามว่าได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง นายกฯ พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินขึ้น ไปยังห้องทำงานชั้น 2 บนตึกไทยคู่ฟ้า 

ดีเดย์หลังสงกรานต์! หมอวรงค์ เผยสภาฯเคาะงดเลี้ยงข้าว ส.ส. ให้ควักกระเป๋าจ่ายเอง

ดีเดย์หลังสงกรานต์! หมอวรงค์ เผยสภาฯเคาะงดเลี้ยงข้าว ส.ส. ให้ควักกระเป๋าจ่ายเอง

ดีเดย์หลังสงกรานต์! หมอวรงค์ เผยสภาฯเคาะงดเลี้ยงข้าว ส.ส. ให้ควักกระเป๋าจ่ายเอง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

‘ปธ.สภาฯ‘ คุยพรรคการเมือง  ปรับสวัสดิการอาหารกลางวัน “นพ.วรงค์” เผยมติให้ สส. ซื้ออาหารทานเอง เริ่มหลังสงกรานต์

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุมตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อหารือถึงการจัดสวัสดิการอาหารกลางวันให้กับสส.ในวันประชุมสภาฯ รวมถึงการพิจารณาการจัดสรรเวลาประชุมสภาฯ ในวันที่ 1-2 เม.ย. ซึ่งมีวาระพิจารณาญัตติ จำนวน 14 ญัตติ และรายงานของหน่วยงานต่างๆ โดยพบว่ามีนายเลิศศักดิ์ พัมนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง เข้าร่วม พร้อมกับตัวแทนพรรคการเมือง  อาทิ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย เป็นต้น 

โดยก่อนการประชุม นายโสภณ กล่าวว่าการเริ่มต้นด้วยความเข้าใจจะทำให้งานเดินไปราบรื่น เชื่อว่าผู้ที่เป็นผู้แทนต้องการมีผลงานที่ชัดเจน และอยากเห็นงานสภาฯ มีประสิทธิภาพ ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสวัสดิการอาหารเลี้ยง สส. ช่วงวันประชุมสภา นั้น พบว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหาผู้รับเหมารายใหม่ หลังจากที่ผู้ค้ารายเดิมได้หมดสัญญาลงด้วยเหตุยุบสภา เมื่อ 12 ธ.ค. 68 ดังนั้นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมืองจึงต้องการสอบถามความคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อป ขณะที่งบประมาณเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันของสส.ในวันประชุมยังมีงบประมาณเหลืออยู่ ตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 อย่างไรก็ดีมีข้อหารือว่าหากไม่ใช้งบประมาณตามที่จัดสรร สามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นของสภา ตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้ 

อย่างไรก็ดีหลังการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง นพ.วรงค์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คว่า “การหารือระหว่างประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” 

ผู้ตรวจฯ จ่อลุยล้งมะพร้าว จ.ราชบุรี ตรวจฮั้วราคา รับกฎหมายคุมนอมินียังไม่เสร็จ จัดการคนผิดยาก

ผู้ตรวจฯ จ่อลุยล้งมะพร้าว จ.ราชบุรี ตรวจฮั้วราคา รับกฎหมายคุมนอมินียังไม่เสร็จ จัดการคนผิดยาก

ผู้ตรวจฯ จ่อลุยล้งมะพร้าว จ.ราชบุรี ตรวจฮั้วราคา รับกฎหมายคุมนอมินียังไม่เสร็จ จัดการคนผิดยาก

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

ผู้ตรวจฯ เตรียมลุยล้งมะพร้าว จ.ราชบุรี ดูฮั้วราคาหรือไม่ เล็งหาแนวทางแก้ราคามะพร้าวตำต่ำ รับกฎหมายคุมนอมินียังไม่เสร็จ จัดการคนทำผิดยาก

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินจะลงพื้นที่รับฟังปัญหาเกี่ยวกับคำร้องเรื่องล้งมะพร้าว และราคามะพร้าวตกต่ำ ที่ จ.ราชบุรี ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุม 1 ครั้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาพอสมควรและที่จะลงพื้นที่ในครั้งนี้ก็จะเชิญหน่วยงานหลักๆทั้งที่เกี่ยวกับปัญหาระยะสั้น เช่น กรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ไปดูว่าราคาที่ลดลงไป เกิดจากการฮั้วราคาจริงหรือไม่ รวมถึงให้มีมาตรการในการจะรับซื้อ เพื่อบรรเทาปัญหาระยะสั้น ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว เช่น เรื่อง supply chain ของล้ง  ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะไปดูว่าจะแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างของกระบวนการ ตั้งแต่สวนมะพร้าวจนถึงล้ง  โลจิสติกส์  การส่งออกผ่านแดนไปถึงผู้กระจายสินค้าถึงปลายทางค้าส่งค้าปลีก  กระบวนการมีจุดอ่อนตรงไหน  อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการไทย เกษตรกร และสหกรณ์ที่มีการรวมกลุ่มในการที่จะเข้ามาบริหารจัดการซัพพลายเชน ของผลไม้ได้อย่างไร  นี่เป็นประเด็นหลักๆที่จะไปคุยกันต่อ และรับฟังปัญหาของพื้นที่เพิ่มเติม 

เมื่อถามว่าปัญหามะพร้าวตกต่ำจากที่รับฟังปัญหา สาเหตุเกิดจากอะไร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่ามีหลากหลายปัจจัย ที่ผู้ร้องมาแจ้งส่วนหนึ่งอาจเพราะปี 2568 มีปริมาณผลผลิตออกมามากพอสมควร และก็มีการสงสัยว่ามีการฮั้วราคา  รวมถึงอาจจะมีเรื่องของนอมินีเกิดขึ้น ซึ่งถ้ามีประเด็นนี้ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญที่อาจจะทำให้ตลาดไม่ได้มีการแข่งขันกันสมบูรณ์  มีผู้มีอำนาจมีอำนาจในการกำหนดราคา  และมีจุดอ่อนบางเรื่องเช่น ถ้าคนต่างชาติมาตั้งล้งผลไม้แล้วส่งออก 100%  ก็ไม่ต้องขึ้นอยู่กับการถือหุ้น 49% หรือ 51%  โดยถือหุ้นได้ 100%  ซึ่งขณะนี้กำลังทบทวนในมาตรการเหล่านี้ว่าจะแก้ไขจุดต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร

เมื่อถามว่าหากต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของ 100% เราสามารถดำเนินการได้อย่างไร นายทรงศัก กล่าวว่า ถ้าเป็นล้งเพื่อส่งออก กฎหมายอนุญาตให้ถือได้ 100%  เรากำลังดูว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม   แต่ถ้าเขาตั้งล้งคือโรงคัดบรรจุ  รับซื้อด้วย  แต่ถ้าก้าวข้ามไปถึงการไปซื้อที่ดินสวนผลไม้ จะผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวแน่นอน ซึ่งก็ว่าไปตามกฎหมาย  ซึ่งเมื่อพบความผิดแล้ว กฎหมายขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไข ยังไม่มีผลบังคับใช้เลยทีเดียว  แต่ก็มีบางกฎหมายที่นำมาใช้ได้ เช่นกันยึดที่ดินมาเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ซึ่งก็อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ 
 
เมื่อถามว่าหากไปดูพื้นที่แล้วสามารถมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลได้เลยหรือไม่ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่าใช่ เพราะขณะนี้ที่ประชุมก็ได้ประเด็นมาพอสมควรแล้ว การไปลงพื้นที่ก็จะไปดูข้อมูลเพิ่มเติม ดูสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งมีหน่วยงานหลักๆลงไปด้วย  ทั้งนี้ข้อสรุปจะใช้ระยะเวลาไม่นานก่อนส่งไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการ   ส่วนข้อเสนอแนะในการที่รัฐบาลจะทำล้งกลางในการบริหารจัดการรับซื้อสินค้าเกษตรนั้น  ก็ขอรับฟังข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน ว่ามีแนวคิดเช่นนี้หรือไม่และจะดำเนินการอย่างไร คงจะยังแสดงความเห็นไม่ได้ ขณะที่การพูดคุยเรื่องการผลักดันออกกฎหมายนอมินี ขณะนี้อยู่ระหว่างการนัดหมายกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คิดว่าถ้ามีรัฐบาลแล้วก็จะมีโอกาสได้พูดคุยกัน แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการประสานพูดคุยกันตลอด 

ลมหายใจคนเหนือรอไม่ได้! สส.ตี๋ ย้ำประโยชน์ หากประกาศเขตภัยพิบัติ PM2.5

ลมหายใจคนเหนือรอไม่ได้! สส.ตี๋ ย้ำประโยชน์ หากประกาศเขตภัยพิบัติ PM2.5

ลมหายใจคนเหนือรอไม่ได้! สส.ตี๋ ย้ำประโยชน์ หากประกาศเขตภัยพิบัติ PM2.5

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

ลมหายใจคนเหนือรอไม่ได้! สส.ตี๋ ย้ำประโยชน์ หากประกาศเขตภัยพิบัติ PM2.5 

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 จากกรณีนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ หรือสส.ตี๋ สส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก “Phattarapong Leelaphat – ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” เรียกร้องให้ 9 ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือประกาศเขตภัยพิบัติ และยกระดับเป็นภัยระดับสามให้รัฐมนตรีมหาดไทยมาบัญชาการโดยด่วน เนื่องจากค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สูง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157)

ล่าสุด นายภัทรพงษ์ ได้โพสต์เพิ่มเติม เรื่องประกาศเขตภัยพิบัติ PM2.5 แล้วได้อะไร? โดยระบุว่า “โพสต์นี้ขอลงรายละเอียดยาวนิดนึงนะครับ

อย่างแรกเลยครับเรื่องนี้ สิ่งที่ผมเรียกร้องมาโดยตลอดคือ ผู้ว่าฯประกาศเขตภัยพิบัติ แล้วต้องยกระดับเป็นภัยระดับ 3 เพื่อให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นผู้บัญชาการ (อนุทิน ชาญวีรกูล) เพราะเรื่องนี้เกินกำลังของจังหวัดแล้ว (จังหวัดประกาศจะเป็นภัยระดับ 2 จังหวัดจัดการกันเองเท่านั้น)

เมื่อประกาศภัยและยกระดับแล้ว รัฐบาลจะเข้าบัญชาการโดยตรง ทำงานด้วยวอร์รูมระดับภาค และมีอำนาจสั่งการกระทรวงต่าง ๆ เพื่อเสริมกำลังการจัดการให้เป็นระดับประเทศ โดยมีจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ประสบภัยเป็น node คอยสานงานต่ออีกทอดหนึ่ง

โดยการประกาศจะปลดล็อคการใช้งบประมาณฉุกเฉิน (เงินทดรองราชการ) ที่ทุกจังหวัดจะมีงบ 50 ล้านบาทต่อจังหวัด และเมื่อยกระดับภัยเป็นระดับสาม แต่ละกระทรวงที่เข้ามาจัดการก็จะมีงบประมาณเฉพาะในส่วนนี้เช่นกัน เช่น ก.กลาโหม 100 ล้านบาท สำนักนายกฯ 100 ล้านบาท ก.เกษตรฯ 100 ล้านบาท ก.มหาดไทย 50 ล้านบาท ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ก.สาธารณสุข อีกกระทรวงละ 10 ล้านบาท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 100 ล้านบาทอีกด้วย

งบฉุกเฉินมีอยู่ในกระเป๋าแล้วกว่า 620 ล้านบาท และยังสามารถขอขยายได้อีก แต่ต้องประกาศเขตภัยพิบัติก่อน ถึงจะใช้ได้

เงินกว่า 620 ล้านบาท++ ใช้กับอะไรได้บ้างครับ? ตามระเบียบแล้ว ต้องใช้เงินตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังประกาศ แต่ระเบียบนี้ก็เปิดช่องให้สามารถ #ขอใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ได้ เอาง่ายๆคือระเบียบฉบับนี้เปิดช่องว่างไว้ให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการภัยที่เราคาดไม่ถึงไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการประกาศเขตเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากแน่นอนครับ ผมขออธิบายเป็นสองส่วนก่อน ส่วนแรกคือ ใช้เงินตามหลักเกณฑ์ ส่วนที่สองคือ การขอใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ ครับ

ส่วนแรกในหลักเกณฑ์ งบฉุกเฉินก้อนนี้จะช่วยในภารกิจดับไฟที่มาจากการเผาป่า ต้นเหตุหลักของฝุ่นพิษที่เรากำลังเจอกันตอนนี้ ลดจำนวนไฟและค่าฝุ่นลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยการเพิ่มเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน+ดับไฟพร้อมค่าตอบแทน น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าซ่อมแซม หรือค่าเช่า อุปกรณ์ ยานพาหนะ ที่ใช้ในการดับไฟเพิ่ม คือเอาง่าย เราจะเพิ่ม คน อาวุธ พร้อมกระสุน ให้ทีมดับไฟของเรานั่นเอง เซฟเจ้าหน้าที่ที่ตอนนี้มีกำลังคนน้อย และกำลังเจอปัญหาความล้าสะสม เสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก

และในส่วนของการรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ เงินก้อนนี้สามารถใช้ซื้อหน้ากากอนามัย N95, 1 ชิ้นต่อคนต่อวัน(ฟังดูเหมือนเรื่องง่ายๆไม่ต้องประกาศเขตก็ทำได้ใช่ไหมครับ แต่ทุกวันนี้ยังไม่ทำกันเลย) และสำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี (เพราะเราไม่มีหน้ากากขนาดที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงกับเด็กเล็กนะครับทุกวันนี้ เด็กเสี่ยงมากๆ) และกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ รัฐจะสามารถจัดซื้อมุ้งสู้งฝุ่น นวัตกรรมที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครัวเรือนละ 1 ชุด รวมถึงค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า ในกรณีตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เป็นห้องปลอดฝุ่นด้วย

แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอครับ รัฐต้องจัดการส่วนที่สอง คือ การขอใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ด้วย เพื่อเอามาอุดช่องโหว่ ของส่วนแรก ให้สามารถใช้งบฉุกเฉินในการจัดสร้าง/ดัดแปลง ศูนย์พักพิงชั่วคราว ให้เป็นห้องปลอดฝุ่นขนาดใหญ่ เพื่อรองรับประชาชนในกลุ่มที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศในครัวเรือนให้สามารถอพยพมาพักพิงที่ศูนย์แห่งนี้ได้ ให้อย่างน้อยในช่วงวิกฤตแบบนี้ ประชาชนสามาถหาที่พักพิง ที่มีอากาศหายใจที่ไม่เป็นพิษ 24 ชั่วโมงให้กับพวกเขาด้วย นี่คือสิ่งที่รัฐมองข้ามมาตลอดหลายปี

รวมถึงการขออนุมัติเงินนอกหลักเกณฑ์ในการออกค่าตอบแทนพร้อมประกันชีวิตเฉพาะสำหรับภารกิจที่มีความเสี่ยงแบบนี้ จากหลักเกณฑ์เดิมที่ระบุว่าให้คิดตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ให้ปรับเพิ่มจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2 เท่า และให้สามารถใช้ในการจัดซื้อประกันชีวิต/สุขภาพ ของคนดับไฟ

สถานการณ์ตอนนี้ เราต้องยอมรับว่า ปัญหานี้ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้ากันนานแล้ว ซึ่งกับหลายรัฐบาลที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้ากับเหตุการณ์นี้ แม้ผมได้ยกประเด็นขึ้นในสภาหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้เราไม่สามารถแก้ปัญหา 100% แต่เราต้องเร่งมือลดผลกระทบด้านสุขภาพกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และจัดการต้นเหตุของฝุ่นพิษนี้ให้เหลือน้อยที่สุด

นี่คือสิ่งที่ผู้นำทุกระดับ รัฐบาล รัฐมนตรี ทั้งหลายต้องดำเนินการ วันนี้ผมไม่สนว่าคุณจะเข้ามาในตำแหน่งด้วยวิธีใด จะแบ่งมุ้ง แบ่งเก้าอี้กันอย่างไร แต่ขอให้ทุกคนทำงานตามอำนาจที่ตนมีอยู่ในมือช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ หากไม่รู้ว่าอำนาจที่ตนได้มาทำอะไรได้บ้าง ก็ขอให้ยอมรับว่าตนไม่รู้แล้วรับฟังให้รอบด้านด้วย

ลมหายใจของประชาชนภาคเหนือตอนนี้ รอไม่ได้อีกแล้ว” 

ป.ป.ช.ได้ฤกษ์! จ่อชงคำร้องฟัน 44 สส.ก้าวไกล เข้าที่ประชุมชุดใหญ่ก่อนส่งศาลฎีกา

ป.ป.ช.ได้ฤกษ์! จ่อชงคำร้องฟัน 44 สส.ก้าวไกล เข้าที่ประชุมชุดใหญ่ก่อนส่งศาลฎีกา

ป.ป.ช.ได้ฤกษ์! จ่อชงคำร้องฟัน 44 สส.ก้าวไกล เข้าที่ประชุมชุดใหญ่ก่อนส่งศาลฎีกา

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ความคืบหน้าคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด 44 สส. แต่ยังไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกานั้น

ล่าสุด มีรายงานว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะมีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ และต้องรอให้ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรียกประชุมและบรรจุวาระ เพื่อให้มีมติรับรองคำร้องที่จะยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งหากมีมติรับรองแล้ว ตามขั้นตอนจะส่งคำร้องให้กับศาลฎีกาต่อไป ส่วนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง สส.นั้น อยู่ที่การพิจารณาของศาลฎีกา

สำหรับรายชื่อของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน มีจำนวน 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อีก 2 คน เป็น สส.แบบแบ่งเขต คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.