ไทยพบดับ 3 ราย ไข้กาฬหลังแอ่น รัฐสั่งจับตาใกล้ชิดหลังระบาดในยุโรป

ไทยพบดับ 3 ราย ไข้กาฬหลังแอ่น  รัฐสั่งจับตาใกล้ชิดหลังระบาดในยุโรป

ไทยพบดับ 3 ราย ไข้กาฬหลังแอ่น รัฐสั่งจับตาใกล้ชิดหลังระบาดในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.43 น.

รัฐบาลเตือนเฝ้าระวัง “ไข้กาฬหลังแอ่น” ใกล้ชิด หลังพบระบาดในอังกฤษ เผยพบผู้ป่วยในไทยเสียชีวิต 3 ราย

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้  จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศมีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป 

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น มักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม และบางรายอาจมีจุดเลือดออกหรือผื่นเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางหรือการสัมผัสเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการรายงานโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และมีวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือก โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขก่อนรับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ

“รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค

ใครทายถูก…ไม่ใช่แค่ดวง! สมชัย ชวนเล่นเกมจับพิสูจน์บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ใครทายถูก...ไม่ใช่แค่ดวง! สมชัย ชวนเล่นเกมจับพิสูจน์บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ใครทายถูก…ไม่ใช่แค่ดวง! สมชัย ชวนเล่นเกมจับพิสูจน์บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.54 น.

22 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อุปกรณ์เล่นกำลังผลิต เอากติกาการเล่นไปอ่านพลาง ๆ ก่อน

กติกาในการเล่น

อุปกรณ์ในการเล่น

1. ใบเซ็นชื่อ 1 ใบ

2. บัตรเลือกก๋วยเตี๋ยวมีบาร์โค้ดและหมายเลขบัตรที่ตรงกับบาร์โค้ด เย็บเรียงตามหมายเลขบัตร 1 เล่ม 10 ใบ

3. ใบนักสืบ 5 ใบ

แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ทีม คือ ทีมผู้เลือก (10 คน) กับ ทีมนักสืบ (กี่ทีมก็ได้) และมีผู้เล่นเป็นกรรมการ 1 คน

1. ทีมผู้เล่น เซ็นชื่อในใบเซ็นชื่อและรับบัตรเลือกก๋วยเตี๋ยวตามลำดับ คล้ายกับการเลือกตั้งจริง และให้แต่ละคนกาบัตรเลือกก๋วยเตี๋ยวโดยไม่ให้ทีมนักสืบทราบ เสร็จแล้วหย่อนบัตรในหีบ

2. กรรมการเปิดหีบ หยิบบัตรออกมานับคะแนนแบบเปิดเผยทีละใบ ทีมนักสืบสามารถถ่ายภาพการนับคะแนนได้

3. ให้เวลาทีมนักสืบแต่ละทีม 10 นาที เพื่อทายว่า ผู้ลงคะแนนแต่ละคน เลือกกินก๋วยเตี๋ยวอะไร

การแปลผล

– ทายถูก 8-10 บัตร : ท่านเป็นประชาชนธรรมดา

– ทายถูก 1-7 บัตร : ท่านต้องฝึกฝนมากกว่านึ้ จะสามารถทายได้มากขึ้น

– ทายผิดหมด : บัตรเลือกก๋วยเตี๋ยวที่มีบาร์โค้ด เป็นความลับ ท่านเหมาะสมเป็นกรรมการกินก๋วยเตี๋ยวแห่งชาติ

‘นายกฯ’ มอบสารเนื่องในวัน อปพร.2569 ยกย่องคือกำลังสำคัญ

‘นายกฯ’ มอบสารเนื่องในวัน อปพร.2569 ยกย่องคือกำลังสำคัญ

‘นายกฯ’ มอบสารเนื่องในวัน อปพร.2569 ยกย่องคือกำลังสำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

‘นายกฯ’ มอบสารเนื่องในวัน อปพร.2569 ยกย่องคือกำลังสำคัญป้องกันบรรเทาสาธารณภัยตั้งแต่ชุมชน-ภัยขนาดใหญ่ ย้ำแนวทางลดเสี่ยงควบคู่เตรียมพร้อมเผชิญเหตุ ตอบสนองรวดเร็ว-ทันต่อสถานการณ์

22มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกลาง มอบสารเนื่องในวันอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือ “วัน อปพร.”  ประจำปี 2569 ให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทั่วประเทศว่า การปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจของชาติ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการมีจิตสาธารณะของอาสาสมัครที่เสียสละทุ่มเทเพื่อสังคม ก่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์มาโดยตลอด ซึ่งการที่ประเทศชาติจะมีความมั่นคงปลอดภัยได้นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งนี้ “อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน” ถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่สาธารณภัยขนาดเล็กภายในชุมชน ท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด ไปจนถึงสาธารณภัยขนาดใหญ่ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนภารกิจในสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ซึ่งในบางสถานการณ์พี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยงภัยอันตราย บางท่านได้รับบาดเจ็บ บางท่านสละชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างยิ่ง

“สำหรับในปี 2569 นี้ ผมขอเชิญชวนพี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนได้ร่วมกับภาครัฐ ผนึกกำลังผลักดัน และขับเคลื่อนการพัฒนาระบบความปลอดภัยของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยควบคู่กับการเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุ ให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยยืดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญดังอุดมการณ์ “เมตตา กล้าหาญ” อันเป็นหัวใจของการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก อีกทั้งพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้พี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทั่วประเทศ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง และมีความปลอดภัยแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง

นายกฯกล่าวเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ย้ำการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียม

นายกฯกล่าวเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ย้ำการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียม

นายกฯกล่าวเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ย้ำการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียม

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.05 น.

“นายกฯ”กล่าวเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ย้ำการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด”น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ”

22 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันน้ำโลก ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกคนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันน้ำโลกในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” ซึ่งในหลายพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสะอาด ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมากเป็นพิเศษ จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องสามารถใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือช่วงวัยใด ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลให้ภัยพิบัติด้านน้ำเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และมลพิษทางน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน หลายพื้นที่ยังขาดแคลนสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำสะอาด และระบบสุขาภิบาลที่ปลอดภัย ซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรง โดยเฉพาะต่อผู้หญิง ซึ่งมักต้องรับภาระในการจัดหาน้ำ ดูแลครอบครัว และเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย

“รัฐบาลขอยืนยันถึงความสำคัญของการเข้าถึงน้ำสะอาด และการสุขาภิบาล ในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ประชาคมโลกมีร่วมกัน โดยได้มีนโยบายและดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการวางแนวทางพัฒนาในระยะยาว ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ”

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคมโลก ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งส่งเสริมความสมดุลทางเพศในเวทีความร่วมมือด้านน้ำ เพื่อร่วมกับสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสังคมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนประชาชน และทุกภาคส่วนร่วมกันตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ร่วมมือกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

ขึ้นทะเบียนแล้ว! ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ สินค้า GI ล่าสุดของไทย

ขึ้นทะเบียนแล้ว! ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ สินค้า GI ล่าสุดของไทย

ขึ้นทะเบียนแล้ว! ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ สินค้า GI ล่าสุดของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.10 น.

ประกาศขึ้นทะเบียน”ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ”เป็นสินค้า GI หวังเพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ เผยปี 68 สร้างรายได้กว่า 500 ล้านบาท

22 มีนาคม 2569 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ปลากะพงสองน้ำ สมุทรปราการ เป็นสินค้า GI รายการที่ 4 ของ จ.สมุทรปราการ ต่อจาก มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า , ปลาสลิดบางบ่อ และ มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการในพื้นที่กว่า 166 ราย ผลิตปลาจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก ในปริมาณกว่า 4,467 ตันต่อปี ขายได้ราคาเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 536 ล้านบาท ในปี 2568 และหากรวมสินค้า GI ทั้ง 4 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 850 ล้านบาทต่อปี

สำหรับปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ เป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและทรัพยากรได้อย่างแท้จริง โดยมีแหล่งเพาะเลี้ยงใน อ.บางบ่อ อ.เมืองสมุทรปราการ และ อ.พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีความชื้นสูงและฝนตกชุก อีกทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองไหลผ่านกว่า 63 สาย ส่งผลให้น้ำในพื้นที่มีลักษณะเป็นทั้งน้ำจืดในช่วงฤดูฝนและน้ำกร่อยในช่วงฤดูร้อน เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลากะพงขาวที่เจริญเติบโตได้ดีในระบบสองน้ำ

โจทย์หินรัฐบาลอนุทิน! ปชช.จี้แก้น้ำมันพุ่งปรี๊ด ฝากความหวังบริหารประเทศ

โจทย์หินรัฐบาลอนุทิน! ปชช.จี้แก้น้ำมันพุ่งปรี๊ด ฝากความหวังบริหารประเทศ

โจทย์หินรัฐบาลอนุทิน! ปชช.จี้แก้น้ำมันพุ่งปรี๊ด ฝากความหวังบริหารประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,456 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 17 – 20 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากเห็นบทบาทของฝ่ายรัฐบาลในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตได้ดี ร้อยละ 72.94 และค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 39.15 ด้านฝ่ายค้านอยากให้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ร้อยละ 75.62 โดยค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้าน ร้อยละ 50.83 ทั้งนี้ สิ่งที่อยากบอกนายกฯ อนุทิน คือ อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงและวิกฤตพลังงาน ร้อยละ 44.71

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ถูกจับตามองว่าจะรับมือวิกฤตพลังงานอย่างไร เพราะจากประสบการณ์การบริหารวิกฤตในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้ประชาชนเกิดความกังวลและบางส่วนตื่นตระหนกไม่น้อย แม้จะเป็นวิกฤตที่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญร่วมกัน แต่การสื่อสารและการบริหารจัดการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากการที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นถึงตำแหน่งรัฐมนตรี และรัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่อเค้าบานปลายออกไปเรื่อยๆ และย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล ทั้งนี้ ประชาชนอยากเห็นบทบาทการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตของรัฐบาลมากที่สุดถึง 72.94% ซึ่งต้องยอมรับว่ายากที่จะผ่านพ้นไปได้และความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่ ประชาชนมีความมั่นใจเพียง 39.15% ขณะที่ฝ่ายค้านประชาชนคาดหวังถึงบทบาทการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ที่ต่างจากอดีตที่มักทำหน้าที่ฝ่ายแค้นและมุ่งทำลายรัฐบาลมากกว่าปัญหาจากการทำงาน โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการบอกไปถึงนายกฯ อนุทิน คือ “น้ำมันแพงและความกังวลต่อวิกฤตพลังงาน” ที่กระทบต่อประชาชนและรัฐบาลทั่วโลก สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตัวแปรที่รัฐบาลพยายามควบคุมและใช้องคาพยพที่มีทั้งหมดในการแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์จะลุกลามหรือยืดเยื้อออกไปอีกนานเท่าใด เพราะนั่นหมายถึง อายุของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจัดตั้งด้วย

– 006

นิด้าโพลเผย ปชช.กว่า 44% ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมัน หวั่นสำรอง 98 วันไม่พอใช้

นิด้าโพลเผย ปชช.กว่า 44% ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมัน หวั่นสำรอง 98 วันไม่พอใช้

นิด้าโพลเผย ปชช.กว่า 44% ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมัน หวั่นสำรอง 98 วันไม่พอใช้

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17 – 18 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่า ค่อนข้างตื่นตระหนก รองลงมา ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก ร้อยละ 23.89 ระบุว่า ไม่ตื่นตระหนกเลย และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ตื่นตระหนกมาก

ด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของประชาชนที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ไม่เผชิญกับปัญหาเลย รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เผชิญกับปัญหาบ้าง ร้อยละ 23.59 ระบุว่า เผชิญกับปัญหามาก และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน

สำหรับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในประเด็น น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) และรัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมให้แก่ประเทศได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.28 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 9.54 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ หากว่าวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่จบ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.80 ระบุว่า ยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ดำเนินการตามแผนการเดินทางที่วางไว้ ร้อยละ 9.62 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับวิธีการเดินทาง ร้อยละ 2.98 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทางในการเดินทาง ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับจุดหมายปลายทางในการเดินทาง และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ตั้งรัฐบาลติดจรวด! เทพไท แง้มแผนส่ง 5 ชื่อสำรอง กันเหนียวเช็กคุณสมบัติ

ตั้งรัฐบาลติดจรวด! เทพไท แง้มแผนส่ง 5 ชื่อสำรอง กันเหนียวเช็กคุณสมบัติ

ตั้งรัฐบาลติดจรวด! เทพไท แง้มแผนส่ง 5 ชื่อสำรอง กันเหนียวเช็กคุณสมบัติ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

22 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เร่งตั้งรัฐบาล กดดันศาลรัฐธรรมนูญ?

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และในวันที่ 20 มีนาคม 2569 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนี้จะมีการฟอร์มคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่มีจำนวน 35 คน แต่ได้ส่งรายชื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติถึง 40 คน เพื่อต้องการให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด ถ้าหากไม่ผ่านคุณสมบัติ ก็สามารถที่จะคัดออก ถือว่าเป็นรายชื่อสำรอง5คน แสดงให้เห็นว่า นายอนุทินพยายามเร่งรัดจัดให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้เร็วที่สุด และเชื่อว่าต่อจากนี้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ จะมีรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ

เมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว หลังจากนั้นจะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ว่า คณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน2 สามารถเข้าปฎิบัติหน้าที่ได้ ก่อนสงกรานต์ปีนี้อย่างแน่นอน เพราะมีการเร่งรัด หรือที่เรียกกันว่า รวบหัวรวบหาง เพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าทำงานได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยเป็นการกดดันการพิจารณาคดีการเลือกตั้งว่า เป็นโมฆะหรือไม่ของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกระบวนการในศาลรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง จะต้องเปิดโอกาสให้คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. ยื่นเอกสารชี้แจงภายใน 15 วัน ซึ่งอาจจะมีการขยายวันเวลาออกไปอีกก็เป็นไปได้

จึงทำให้ระยะเวลาการพิจารณาคำร้องของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจจะใช้เวลาพอสมควร เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการบริหารประเทศไปแล้วสักระยะหนึ่ง อาจจะมีกระแสกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชั่งน้ำหนักว่า จะให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลใหม่ได้เดินหน้าบริหารประเทศไปได้แล้ว และถ้าหากว่าผลการวินิจฉัยออกมาเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่ อาจจะมีกระแสกดดันว่า ทำให้ประเทศถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของฝ่ายการเมืองที่กดดันศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามก็เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความหนักแน่นเพียงพอ และยึดมั่นในหลักการของกฎหมายและวินิจฉัยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

จึงเชื่อว่า ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะกดดันการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด ก็ไม่สามารถโน้มน้าวหรือกดดันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างแน่นอน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยืนยันว่าเราทำตามหน้าที่ ที่กำหนดให้ กกต.ต้องทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งเรามีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อมีข้อสงสัยของประชาชนได้นำไปร้อง ก็เป็นกระบวนการที่เราต้องไปชี้แจง”

นายแสวง บุญมี

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม.

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม.

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม.

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม. ‘เพื่อไทย’ไร้ชื่อ‘สมศักดิ์’ ‘พปชร.’เสียวตกขบวน

นายกฯอนุทิน เดินหน้าตั้งรัฐบาล สั่งเช็คยิบสเปกรัฐมนตรีที่มาร่วมงาน ต้องมีคุณสมบัติผ่าน 8 ด่าน ทั้งสตช.-ป.ป.ช.-ก.ล.ต.ยันศาลรัฐธรรมนูญ ด้าน “พปชร.” ต้องลุ้นหนักได้ไปต่อหรือตกขบวน ฮือฮาเปิดซองรัฐมนตรีเพื่อไทย ไร้ชื่อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แต่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาเสียบแทน ด้านผู้กองธรรมนัส โพสต์ภาพกับงูก่อนเก็บกระเป๋าออกจากกระทรวงเกษตรฯ

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.)“อนุทิน 2”ภายหลังจากมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

โดยมีรายงานว่าในช่วงบ่ายของวันที่ 20 มีนาคม ทางแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้รวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีของทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ตรวจสอบคุณสมบัติ กับ 8 หน่วยงานหลักแล้ว

“เพื่อไทย”ส่งชื่อ8คน ตามคาด

โดยพรรคเพื่อไทย ได้ส่งรายชื่อรัฐมนตรี 8 คน โดยสัดส่วนรัฐมนตรีว่าการฯ(รมว.) 5 คน ประกอบด้วย 1.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 2.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ 3.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน 4.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ 5.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

โดยทั้งนายประเสริฐและน.ส.สุดาวรรณจะต้องรอลุ้นการเช็กประวัติอย่างเข้มข้น แต่หากเป็นไปในทางลบ พรรคเพื่อไทยก็ต้องส่งรายชื่อใหม่เข้ามาเพิ่มเติม

3รมช.ป้ายแดง-ไร้ชื่อ“สมศักดิ์”

โดยในส่วนของตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วย ได้รายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วทั้ง 3 คน ตัวแทนจาก ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน เริ่มจากตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ คือนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี ส่วนตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ 2 ตำแหน่ง คือ นายวัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี และ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ลูกสาวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เป็นที่น่าจับตาว่ารายชื่อรัฐมนตรีครั้งนี้ บิ๊กเนม รัฐมนตรีตลอดกาลอย่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รวมถึง นางมนพร เจริญศรี ไร้การเสนอชื่อในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรับสนองโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20มี.ค.69 มีรายงานข่าวภายในพรรคภูมิใจไทยว่าได้แจ้งบุคคลที่คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีนำเอกสารไปกรอกประวัติ ก่อนที่จะนำมายื่นในวันที่ 23 มี.ค.2569 นี้

มีรายงานข่าวว่าในขณะที่โผรายชื่อครม.ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้ส่งตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกันซึ่งรายชื่อส่วนใหญ่เป็นไปตามโผที่ปรากฏออกมาตามหน้าสื่อมวลชนก่อนหน้านี้และยังมีบางตำแหน่ง ที่อาจะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม ขณะที่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง ขณะนี้ไม่มีข้อสรุปและมีความชัดเจนว่าจะได้ตำแหน่งใดๆหรือไม่ โดยคาดว่ารายชื่อครม.“อนุทิน 2”จะเคาะเสร็จสมบูรณ์ในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

เปิด8ด่านหินเช็กคุณสมบัติเข้ม

สำหรับ 8 ด่านโหดที่เป็นหน่วยงานหลัก ตรวจประวัติรัฐมนตรีได้แก่

1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษคุก 2.สำนักงานศาลยุติธรรม จะตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หรือคำพิพากษาของศาล 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดเรื่องการทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ หรือการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

4.สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะตรวจสอบว่าเคยมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ 5.กรมบังคับคดี ซึ่งจะตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย 6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง 7.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะตรวจสอบการถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามตามกฎหมาย (เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน) 8.สำนักงานอัยการสูงสุด จะเช็กสถานะสั่งฟ้องคดีอาญา

‘สุดาวรรณ’เลื่อนรับหมายเรียกDSI

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งมีรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ออกหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหากรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์“หาดสวนยา”ต.สีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตนเป็นกรรมการบริษัทจึงมีการฟ้องในนามที่เป็นกรรมการบริษัท ทั้งนี้เวลาทำอะไรตนก็ซื้อขายอย่างถูกต้องทางกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคงต้องดูในรายละเอียดและชี้แจงกันไปซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถอธิบายได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า จะมีการเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อไหร่นั้น น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ตนขอเลื่อนออกไปก่อน เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่ทราบว่าวันไหนจะมีอะไรบ้าง ซึ่งยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจนว่าจะเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อไหร่ คงต้องมีการนัดอีกครั้ง

เมื่อถามว่าคดีออกมาในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมีความหนักใจอะไรหรือไม่ น.ส.สุดาวรรณกล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนเห็นหน้าตัวเองทั้งวัน หากจะบอกว่า ไม่อะไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นข่าวใหญ่ ก็แอบเครียดนิดหนึ่ง แต่พร้อมที่จะเดินหน้าตาม กระบวนการทางกฎหมาย และต้องมีการทำไปตามขั้นตอน

“ธรรมนัส”สั่งเก็บของพ้นก.เกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยมีรถบรรทุกประมาณ 6–8 คัน ทยอยเข้ามาภายในกระทรวง พร้อมคนงานเข้าดำเนินการเก็บและขนย้ายสิ่งของออกจากห้องทำงานของผู้บริหารระดับรัฐมนตรี ภายในห้องทำงานของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีการแพ็คและขนย้ายสิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกส่วนตัวออกจากสำนักงานจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานรัฐมนตรีคอยอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ

ขณะเดียวกัน ยังมีการนำช่างเข้ามาปรับปรุงและซ่อมแซมประตูสำนักงาน รวมถึงเปลี่ยนลูกบิดประตูทุกบานให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม หลังจากก่อนหน้านี้มีการติดตั้งระบบกดรหัสเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

นอกจากนี้ห้องทำงานของ รมช.เกษตรและสหกรณ์อีก 2 คนได้แก่นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ได้แจ้งว่าจะดำเนินการขนย้ายสิ่งของออกจากสำนักงานในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นการปิดฉากทีมรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี เพื่อเตรียมส่งมอบภารกิจและต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป.

“ธรรมนัส”โพสถ่ายรูปกับงูบนแขน

วันเดียวกัน น.ส.ธนพร ศรีวิราช ภรรยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพร.อ.ธรรมนัส ลงบนไอจีสตอรี่ Jarubjubjib เป็นภาพของ ร.อ.ธรรมนัส ในอิริยาบถผ่อนคลาย สวมชุดสบายๆเสื้อคอกลมสีดำ กางเกงยีนส์ สวมหมวก กำลังโพสท่าถ่ายรูปกับงูที่เลื้อยอยู่บนแขน ซึ่งเป็นภาพสบายๆในวันหยุด

หลังจากที่ช่วงเช้าร.อ.ธรรมนัสให้เจ้าหน้าที่เข้าไปขนของใช้ส่วนตัวในห้องทำงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกจากห้องทำงานแล้ว

นายกฯเปิด‘งานย่าโม’23มี.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเปิดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมงาน

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่จะเสด็จร่วมทอดพระเนตรกิจกรรมภายในงานด้วย

กิจกรรมภายในงาน จะมีขบวนสักการะ และการรําบวงสรวงท้าวสุรนารี พิธีเปลี่ยนผ้าสไบห่มอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งมีการเปลี่ยนใหม่เป็นประจำทุกปี และการแสดงแสง สี เสียง ประวัติศาสตร์ และโดรนโชว์แปรอักษร และตลาดของใช้ท้องถิ่น ซึ่งงานนี้ไม่เพียงแต่เชิดชูเกียรติยศความกล้าหาญของย่าโม แต่ยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาอีกด้วย

สำหรับงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี หรือ ที่คนทั่วไปเรียกว่า งานย่าโม เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน ของทุกปี ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและสนามหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของท่านท้าวสุรนารี ที่กอบกู้เมืองโคราชจากกองทัพเวียงจันทน์ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2369 โดยปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย”

‘หมอวรงค์’ทำทันที!ซื้อกินเอง

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่า”ทำทันที การไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน ซื้ออาหารทานเอง สามารถทำได้เลย วันนี้วันเลือก นายกฯ 19 มีนาคม ผมลงไปซื้ออาหารทานเองที่โรงอาหารสภา เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ลูกชิ้นเนื้อสด สามารถทำได้เลย ทำได้ทันที ราคาไม่แพง อร่อยอีกต่างหาก ราคาชามละ 60 บาท ไม่ต้องเสียถึง 1,000 บาท เฉพาะค่าอาหาร หากทุกคนช่วยกันจะประหยัดภาษีของพี่น้องประชาชนได้ประมาณปีละ 72 ล้านบาท หากครบหนึ่งสมัยจะเป็น 288 ล้านบาท สำหรับผม ขอประกาศว่าจะไม่กินอาหารฟรีที่เบียดเบียนภาษีประชาชนครับ”

ธนกรโพสต์ภาพคู่”ลุงตู่”

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ผมขอกราบอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดลุงตู่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมเคารพรักอย่างยิ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับท่าน ผมได้เรียนรู้ถึงความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ท่านเป็นแบบอย่างของผู้นำ ที่ยึดมั่นในความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และการทำงานอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

ในโอกาสวันสำคัญนี้ ผมขออำนวยพรให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และมีพลังในการทำสิ่งดีๆ เพื่อบ้านเมืองต่อไป ผมจะยึดมั่นในหลักการที่ได้เรียนรู้จากท่าน และนำมาปฏิบัติในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างดีที่สุด ด้วยความเคารพรักอย่างสูงครับ.