รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

’รัฐสภา‘ 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน ‘34ร่างกฎหมาย’  เปิดขั้นตอนดันพิจารณาต่อในสภาฯ ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ สอนมวย ’รัฐบาล‘ ทิ้งท้าย อย่าดูแคลน-แบ่งแยกงานสภาฯ ย้ำภาคประชาชนแสดงเจตจำนงชัด ไม่ควรถูกกล่าวหาไม่ยืนยันร่างกม.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ จำนวน 34 ฉบับ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้งภายหลังนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปว่า ขอบคุณรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ชี้แจง ซึ่งความจริงตอนที่ตนอภิปรายได้ระบุว่าความเหมาะสมจริงๆแล้วควรจะเป็นรัฐมนตรี (ครม.) ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ละฉบับมาตอบ จริงๆรัฐมนตรีพยายามอธิบายว่าการยืนยันหรือไม่ยืนยันกฎหมายนั้น ท่านไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เอาเฉพาะร่างของครม. พรรคการเมือง หรือภาคประชาชน แต่พวกเราที่อยู่ในสภาฯ มานาน เมื่อกฎหมายผ่านวาระที่ 1 รับหลักการ เรามักจะพูดเสมอว่าเจ้าของคือสภาฯ แล้ว ไม่มีกฎหมายรัฐบาลหรือกฎหมายฝ่ายค้าน พรรคนั้นหรือพรรคนี้ ซึ่งคำชี้แจงในทำนองว่า ยังมีปัญหาความเห็นแย้ง ตนไม่อยากให้รัฐบาลดูแคลนการทำงานของสภาฯ หลายฉบับกรรมาธิการฟังทุกฝ่ายมาแล้วจึงได้มีข้อสรุป สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือสภาฯ สามารถสานต่องานของสภาฯ ชุดที่แล้วได้ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มีกฎหมาย 2 ฉบับที่คำชี้แจงของท่านทำให้ตนไม่สบายใจ คือ 1. เรื่องการรายงานเคลื่อนย้ายมลพิษ ซึ่งในคำอธิบายกับกลายเป็นว่า ท่านบอกว่าภาคประชาชนไม่ได้แสดงเจตจำนงในการที่จะยืนยัน ซึ่งคนกลุ่มที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ ได้ยื่นหนังสือและแถลงข่าว นอกจากนั้นยังเดินสายพบกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งตนเมื่อได้รับเรื่องจากพวกเขาได้โทรหารัฐมนตรี 2 คน สส.พรรครัฐบาล 1 คน ว่าเขาประสงค์จะยืนยันและตนเห็นด้วยกับเขา ฉะนั้น ไม่จริงที่บอกว่าเขาไม่ได้แสดงเจตจำนง

“วันนี้ทำของเขาตกแล้ว อย่าไปโทษเขาว่าเป็นเพราะเขาไม่ยืนยัน เพราะผมคนหนึ่งและเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกอีกหลายพรรค ก็ได้พบกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งการที่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร รัฐบาลปล่อยตกไปเขายืนยันได้ ถูกต้องครับ แต่ความต่างกลับกลายเป็นว่า ถ้าท่านยืนยันเราตั้งต้นจากการมีร่างที่ทุกฝ่ายเห็นชอบด้วยกันแล้ว เพราะผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว แต่ที่เขายืนยันได้ตามสิทธิ์ เหมือนกับเสนอกฎหมายใหม่ กลับยากขึ้นไปอีก แล้วถามว่าผมทราบหรือไม่ว่าทางรัฐบาลคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วเอาสาระตรงนี้ใส่เข้าไป ผมทราบ แต่ถ้าใส่ใจจริงๆ ท่านจะพบว่าการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับนั้น จะต้องเสียเวลาอีกมากเพราะรื้อกฎหมายเกือบทั้งฉบับ ในขณะที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปก่อนจะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเองในเรื่องของ OECD ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้าภาคประชาชนยืนยันกฎหมายฉบับนี้ ถ้าถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน นายกฯ จะเซ็นรับรองให้ทันที หรือถ้าเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ รัฐบาลจะยืนยันเลื่อนระเบียบวาระนั้นมาให้เขาก่อน ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าก็ยังเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนขึ้นว่าเราจะได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า กฎหมายอสม. ที่ท่านพูด ความจริงเถียงมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว แล้วเขาก็ยืนยันว่า เรื่องอายุไม่เกิน 60 ปี เขาหมายถึงตอนที่จะรับเข้ามาเป็นอสม. แต่อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วและอายุเกิน 60 ปี เขา ก็ยังยืนยันหลักที่บอกว่าจะพ้นจากการเป็นอสม. ด้วยเงื่อนไข เช่น ตาย ลาออก หรือไม่ผ่านการประเมิน ตนเห็นใจ รัฐมนตรีที่แปลกอยู่ว่าจะต้องมาชี้แจงแทนทุกกระทรวง แต่ข้อเท็จจริงคืออย่างน้อยที่สุด 2 ฉบับนี้ อยากให้ทางรัฐบาลช่วยทำให้สามารถกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาให้เร็วที่สุด และย้ำว่ากฎหมายใดที่พวกเรารับหลักการแล้วเป็นของพวกเราทุกคน ไม่ต้องแบ่งแยก

ทั้งนี้ หลังจากที่สมาชิกรัฐสภา อภิปรายเสร็จสิ้นและ นายภราดร ชี้แจงต่อที่ประชุมอีกครั้งแล้ว จึงได้ลงมติ โดยที่ประชุมได้ใช้วิธีการลงมติครั้งเดียว ว่าจะเห็นชอบร่างกฎหมายที่ ครม. ร้องขอต่อรัฐสภา ทั้ง  34 ฉบับ หรือไม่ มติของที่ประชุม เห็นชอบ 611 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง จากนั้นนายโสภณ ได้สั่งปิดประชุมทันทีในเวลา16.20น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่รัฐสภา ลงมติเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ค้างอยู่ ยกเว้นหากเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนกมธ.ของสภาฯ ทางสภาฯ ต้องตั้งกมธ.ชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณา ขณะที่วาระกมธ.ของสว. นั้นจะให้วิปวุฒิสภาพิจารณาว่าปรับเปลี่ยนกมธ.หรือให้ชุดเดิม ทำงานต่อ

สำหรับขั้นตอนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นั้น แบ่งเป็น โดย 1.ร่างกฎหมายที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคือสภาฯ จำนวน  1 ฉบับ 2.อยู่ในชั้นกมธ.วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้วรอเข้าวาระพิจารณา 4 ฉบับ 3.อยู่ในชั้น กมธ.ของวุฒิสภา  จำนวน 3 ฉบับ 4.รอการพิจารณาของวุฒิสภาวาระที่หนึ่ง จำนวน 5 ฉบับ

5.อยู่ในส่วนที่กมธ.สภาฯ พิจารณาเสร็จแล้วรอพิจารณาวาระสอง จำนวน 5 ฉบับ  6.อยู่ระหว่างพิจารณาของ กมธ.สภาฯ จำนวน 1 ฉบับ และ 7.รอพิจารณาวาระที่หนึ่ง 

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้งรัฐบาล

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้งรัฐบาล

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้งรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้ง รบ. ชี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ผูกปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบต้องแก้พร้อมวิกฤตประเทศ 

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 15 พ.ค.ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีประชาชนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 21.6 ล้านเสียง แต่ปรากฎว่าหนึ่งในร่างที่ ครม. ถูกตีตกไปคือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายแต่เป็นคำสั่งของประชาชน หากท่านมองว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่านโยบายจริงก็ต้องตอบให้ชัดว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไรต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย และการที่พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 พฤษภาคม ก็ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อกระบวนการที่ทุกฝ่ายเคยร่วมกันผลักดันมา อย่างไรก็ตาม ตนต้องข้อสังเกตว่าหากการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนความกังวลเรื่องความขัดแย้งมากเกินไป หรือกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นร่างที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ทั้งหมด อาจทำให้ประเทศไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาดีและเป็นประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีความเห็นว่าควรพักเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้และให้แก้ปัญหาปากท้องก่อนนั้น ตนมองว่าเป็นตรรกะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารเสียเวลาในการแก้ปัญหาประเทศหรือปัญหาปากท้องแต่อย่างใด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญแยกไม่ออกจากวิกฤตที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ ปัญหาปากท้องจะแก้อย่างเดียวโดยไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบก็ไม่ได้ ดังนั้น การจะรับมือกับวิกฤตและแก้ปัญหาปากท้องได้ด้วย จึงต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะปัญหาหลายด้านผูกอยู่กับโครงสร้างที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่อ่อนแอ องค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแต่ตรวจสอบยาก ระบบป้องกันการทุจริตที่เสื่อมประสิทธิภาพ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กลายเป็นกรอบจำกัดการปรับโครงสร้างประเทศ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และความสามารถของประเทศในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ 

“ฉะนั้น ผมจึงอยากให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนให้ชัดว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องรอให้แก้ปัญหาอย่างอื่นเสร็จก่อน แต่ต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จริงจัง และร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ สภาชุดที่แล้วเคยพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็วมาแล้ว ครั้งนี้จึงต้องแสดงให้เห็นว่ายังมีความตั้งใจและจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อครหาว่าความรวดเร็วในครั้งก่อน เป็นเพียงเงื่อนไขในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ทั้งในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำรัฐบาลประกาศต่อรัฐสภาว่าจะสนับสนุนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่ให้เกิดข้อครหาต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี รวมถึงทำให้ประชาชนยังมีความหวังต่อผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง” นายจาตุรนต์ กล่าว 

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว ยันคดีไม่ขาดอายุความ

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว  ยันคดีไม่ขาดอายุความ

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว ยันคดีไม่ขาดอายุความ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว ยันคดีไม่ขาดอายุความ เร่งสะสางคำร้องเกือบ 5,000 เรื่องให้จบภายใน 1 ปี จัดประชุมทุกวันจันทร์ถกคดีฮั้ว สว.เต็มวัน เหตุเอกสาร-พยานหลักฐานจำนวนมาก ชี้สังคมอาจมองล่าช้า เพราะความรู้สึกไปไวกว่าข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สมาขิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ขณะนี้ กกต. ได้เริ่มดำเนินการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับสว. ซึ่งถือเป็นสำนวนขนาดใหญ่แล้ว นอกจากนี้ยังมีสำนวนร้องเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอีกจำนวนมาก เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งต่อเนื่องกัน โดยปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาประมาณเกือบ 5,000 เรื่อง ซึ่ง กกต. ดำเนินการแล้วเสร็จไปกว่า 2,500 เรื่อง และยังเหลืออีกประมาณ 2,500 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี ยืนยันว่าคดีของสำนักงานกกต. ไม่เคยขาดอายุความ เว้นแต่กรณีมีเหตุเฉพาะที่ต้องขอขยายเวลาออกไป เช่น คดีฮั้ว สว. ซึ่งจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ทำให้เร็ว ถูกต้องเป็นธรรม

นายแสวง ยังกล่าวอีกว่า การประชุมของ กกต.มีการกำหนดไว้ว่าใน1 สัปดาห์ การประชุมพิจารณาคำร้อง จะใช้ 1 วันสำหรับการพิจารณาคดีฮั้ว สว.เต็มๆ เช่น กำหนดทุกวันจันทร์พิจารณาคำร้องคดีฮั้ว สว. ส่วนวันอังคารประชุมเรื่องการบริหารกับสำนวนทั่วไป และมีการประชุมวันพุธอีกวันหนึ่ง ซึ่งที่ประชุม กกต.จะกำหนดเลือกวันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้เวลาประชุม 1 วันเต็มเพื่อพิจารณาคดีฮั้ว สว. เนื่องจากมีเอกสารพยานหลักฐานจำนวนมากที่ต้องใช้เวลา แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จวันใด

นายแสวง กล่าวว่า ทั้งนี้การทำงานของ กกต. แม้บางครั้งสังคมอาจรู้สึกว่าการดำเนินการยังไม่เห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีข่าวทุจริตที่เกิดขึ้น บางครั้งเราได้ดำเนินการนำพยานหลักฐานไปที่ศาลแล้ว แต่ความรู้สึกของประชาชนมักไปไวกว่าข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างกรณีในคดีที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ แม้สังคมจะตั้งข้อสงสัยและเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการทันที แต่ตามกระบวนการทางกฎหมาย กกต. ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะต้องรอศาล ซึ่งเราต้องทำตามกฏหมายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ซักซ้อมเข้ม กปน.ทำหน้าที่ ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่โรงแรม Tsix5 พัทยา จ.ชลบุรี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรครั้งที่ 1 ในประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา (กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ) กล่าวว่า ตามแผนจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ช่างอีกไม่นานชาวกรุงเทพฯและชาวพัทยาจะเอาไปใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ เป็นสมาชิกสภากรุงเทพ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกเมืองพัทยานายกพัทยา

พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการเลือกตั้งสส. ครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลพื้นฐานน่าจะเป็นกระบวนการการเลือกตั้งหรือข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร เพื่อให้ประชาชนใช้ในการตัดสินใจร่วมกับสิ่งที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้ร่วมกันหาเสียงในเวลาเลือกตั้ง ถือว่าสื่อมวลชนได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและสำนักงานกกต.

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้ง ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพ นายกเมืองพัทยา และสมาชิกในพัทยานั้นขอให้มั่นใจอย่างหนึ่งเรามีประสบการณ์เรารู้ความต้องการความรู้สึกของประชาชนแต่เราไม่สามารถทำตามใจประชาชนได้แน่นอน แต่สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้ดีที่สุดครั้งนี้สิ่งที่เราจะทำให้ประชาชนสบายใจคือการการเลือกตั้งที่น่าจะเรียบร้อยที่สุด

เนื่องจากพื้นที่จำกัด ที่กทม. กับพัทยา กรรมการประจำหน่วย (กปน.)เราจะหาจาก9 ใน4 คน ซักซ้อมกฎอย่างเข้มข้น และการขีดคะแนนในหน่วยต้องให้ประชาชนเห็นทุกเรื่อง ทุกอย่างยกเว้นคะแนนในหีบ อย่างอื่นต้องให้ประชาชนเห็น ส่วนประชาชนก็ต้องออกใบเสร็จและเฝ้าระวังว่า กปน. ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ กปน. อาจจะไม่รู้ทุกเรื่องแต่ประชาชนที่ประท้วง ต้องฟังและบันทึกเอาไว้ เป็นอย่างนี้จะเรียบร้อยทุกหน่วย เวลาเลือกตั้งแต่ละครั้ง คนร้อง กปน.เยอะมาก ซึ่งหากผิดเราจะขึ้นบัญชีไว้คงช่วยได้บ้าง ตนตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ให้เกิดความผิดพลาด ในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา 

แสวง เผย ทราบดีคนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการ ทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้

แสวง เผย ทราบดีคนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการ ทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้

แสวง เผย ทราบดีคนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการ ทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

“เลขาฯแสวง” เปิดใจกลางวงสัมมนาสื่อ ร่ายยาว กกต.รับรู้ประชาชนอยากปฏิรูป “องค์กรอิสระ” บอกทราบดี คนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการมากกว่าถูกใจ ฉะนักการเมืองทำอะไรก็อ้างประชาชน ชี้องค์กรอิสระ ยึด “ประชาธิปไตยของชาติ” ตรวจสอบฝ่ายการเมืองที่แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว สะท้อนบทเรียน 3 รัฐธรรมนูญ ชี้ชัดปัญหาอยู่ที่คน กฎหมายเปลี่ยนแต่คนหน้าเดิม 100%

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมทรี ซิกตี้ไฟว์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในกิจกรรมสัมมนาสื่อมวลชนสัญจร ครั้งที่ 1 การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดใจถึงการทำงานของ กกต. ว่า ทุกการเลือกตั้ง ตนอยากจะพูดคุยเรื่องคนคาดหวังกับ กกต. ซึ่งความคาดหวังทุกอย่าง กกต. ทราบดี ก่อนหน้านี้มีคนวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเห็นเหมือนกับว่าต้องปฏิรูปองค์กรอิสระ จนถึงในช่วงการทำประชามติ มีการเอาการปฏิรูปองค์กรอิสระเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“จริงๆเป็นเรื่องดี แปลว่าประชาชนสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง เห็นว่าบ้านเมืองควรจะมีการพัฒนาด้วยตัวของประชาชนเอง ทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่รัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้” นายแสวง กล่าว

นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนมากประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์คือ กกต. เราไม่ยึดโยงกับประชาชน หรือตั้งคำถามว่า กกต. เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้หรือไม่ จริงๆความสำคัญหรือความจำเป็นขององค์กรอิสระ อยู่เฉยๆไม่ได้ตั้งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กกต. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งหมดมีความจำเป็น มีที่มาที่ไป องค์กรอิสระพวกนี้ขึ้นมาเพราะระบบการเมืองที่ไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนได้ หรือการเมืองรูปแบบประชาธิปไตยแบบคลาสสิกมีข้อจำกัด

นายแสวง อธิบายว่า อย่างแรก คือข้อจำกัดในเรื่องประสิทธิภาพ โดยสังคมที่มีลักษณะซับซ้อนและมีกลุ่มผลประโยชน์มากมาย การจัดสรรผลประโยชน์ให้ไปทุกกลุ่มมีปัญหา อย่างที่สองคือความชอบธรรม ทั้งความชอบธรรมในเรื่องปริมาณ ซึ่งขณะนี้ ค่าเฉลี่ยของการใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยลงทั่วโลก นักการเมืองทั่วโลก เวลาจะทำอะไรจะอ้างประชาชน บอกว่าเลือกตั้งมาได้เสียงข้างมาก เวลาจะเสนอนโยบายอะไรก็จะอ้างประชาชนแล้วประชาชนคือใคร อันนี้เป็นปัญหาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมืองไทย

ประเทศไทยเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากรอบเดียว คนชนะ ชนะ 40 ก็ถือว่าชนะ ทั้งที่มีคนแพ้อีก 60 ถือว่าเป็นปัญหา หรือการไปอ้างเหตุผลนโยบาย  ซึ่งถ้าตอบสนองต่อผลประโยชน์ประชาชนจริงๆได้ อาจจะไม่เกิดองค์กรก็ได้ แต่จริงๆไม่ใช่ มันเป็นทั่วโลก

นายแสวง กล่าวต่อว่า หลักแรก ตอนที่ยังไม่มีองค์กรอิสระ เขาเรียกว่าประชาธิป ไตยแบบคลาสสิค คืออำนาจอธิปไตยของประชาชน  แต่องค์กรอิสระเกิดจากหลักการประชาธิปไตยของชาติ ชาติมีมากกว่าประชาชน  องค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อตรวจสอบฝ่ายการเมือง ถามว่าจริงๆยึดโยงหรือไม่ ทุกประเทศยึดโยงกับประชาชนอยู่แล้ว แล้วแต่รูปแบบของแต่ละประเทศ

นายแสวง ระบุว่า ประเทศไทยผ่านวุฒิสภา ก็อยู่ที่ว่าวุฒิสภาของเราออกแบบเป็นอย่างไร เราก็มีทุกอย่างมาแล้ว เรามีสภาผัวเมีย พัฒนากัน ทั้งแต่งตั้ง  ทั้งอะไรก็มีมาหมด น่าจะยังไม่ลงตัว ทุกวันนี้ จึงมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะทำอย่างไรให้วุฒิสภาที่เป็นผู้แทนปวงชาวไทยเหมือนกัน จะบอกว่าไม่ยึดโยงก็ได้ มันอยู่ที่การออกแบบ ไม่ได้บอกว่าองค์กรอิสระปัจจุบันไม่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ ท่านอาจจะไม่สบายใจเรื่องที่มาจากวุฒิสภาก็ได้ เพราะท่านบอกว่าองค์กรอิสระไม่ยึดโยง ซึ่งวุฒิสภาก็ออกแบบมาจากการเลือกของประชาชน ก็เป็นไปตามกฏหมาย

นายแสวง ย้ำว่า องค์กรอิสระมีเพื่อมาตรวจสอบฝ่ายการเมือง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ องค์กรอิสระทั่วโลกเกิดขึ้นตามหลักประชาธิปไตยเป็นของชาติ ที่ยุโรปมีก่อนเรา เราเอาเขามา เพียงแต่ว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุข สงบสุข ตอนนี้ผ่านประชามติมาแล้ว ก็ไปดูว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อ

นายแสวง กล่าวว่า องค์กรอิสระ พูดภาษาชาวบ้านคือทำงานไม่ถูกใจชาวบ้าน มันมีหลายแบบ ถูกกฎหมาย ถูกใจทุกหลักการ ถูกหลักการน่าจะดีที่สุด เพราะเป็นความยุติธรรมตามธรรมชาติ แต่ไม่ถูกใจประชาชน กฎหมายออกแบบแบบนี้ ไม่ว่าองค์กรอิสระหรือใครก็ตามต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย  บางครั้งความถูกใจทางการเมืองคือต้องการชนะ  มีอยู่แค่นี้ เพียงแต่ว่าชนะ มันจะมีกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมได้อย่างไร แบบนี้ถึงจะเป็นทางออกของบ้านเมืองที่จะไปข้างหน้าได้ ตราบใดที่กฎหมายออกแบบอย่างหนึ่ง การปฏิบัติเป็นอีกแบบหนึ่ง ความต้องการของคน ซึ่งมีหลายกลุ่มหลายขั้ว เป็นอีกแบบหนึ่ง ลำบากแน่นอน

นายแสวง เล่าว่า ตนเคยเป็นหัวหน้าทีมงานร่างรัฐธรรมนูญ สมัยปี 2540 เราก็บอกว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่ดีมาก แต่พอรัฐธรรมนูญ 2560 ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ปราบโกง แต่ดัชนีคอร์รัปชันของเราก็ไม่รู้ว่าร่วงไปอันดับที่เท่าไหร่ อยู่ในท้ายๆ การเมืองก็ยังอยู่ที่เดิม การคอร์รัปชันก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม สรุปแล้วอยู่ที่คน เพราะไม่ว่าเราจะแก้หรือจะมีกฎหมายดีอย่างไร ตนอยู่มา 3 รัฐธรรมนูญ คนที่มาจดทะเบียนทางการเมืองเป็นคนหน้าเดิม 100% ผู้สมัครก็คนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปไหน เปลี่ยนแต่กฎหมาย ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็เป็นคนไทยเหมือนเดิม เราใช้ชุดความรู้เดิมกับกติกาใหม่ สุดท้ายก็ไม่ได้ไปไหน ลองมาคิดดูว่าปัญหาพวกนี้มันอยู่ตรงไหน เราจะปฏิรูปองค์กรอิสระอย่างเดียวพอหรือไม่ หรือเราต้องหาได้มากกว่านี้เพื่อให้การเลือกตั้งดี

“ผู้เล่นดี ผู้เลือกดี กรรมการดี 3 อย่างนี้ดี มันก็ไปได้ดี ที่เล่าให้ฟัง เพราะคนคาดหวัง กกต. มาก เราก็พยายามทำสิ่งที่ท่านคาดหวัง ท่านรู้สึก เรารู้ว่าประชาชนต้องการอะไร แต่มันมีข้อจำกัดในเรื่องการต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฏหมาย การแข่งขันต้องมีกติกา ไปทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้ ถ้าไปทำตามสิ่งที่ฝ่ายอยากได้ แสดงว่าบ้านเมืองไม่มีกฎเกณฑ์” นายแสวง กล่าว

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion  มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion  มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ทาร์ตยำส้มโอ-ข้าวสามสีผัดพริกเกลือ ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา สะท้อนแนวคิด รัฐ–เอกชน–การศึกษา ร่วมสร้างเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้การจัดเลี้ยงอาหารค่ำในวันนี้ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) โดยได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจริง ร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา เพื่อเป็นเวทีให้น้องนักศึกษาภาคการโรงแรม ได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์ระดับประเทศ ภายใต้มาตรฐานการรับรองผู้นำภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศความสำคัญกับการพัฒนา-ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคบริการของไทย ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการเตรียมอาหารสำหรับจัดเลี้ยงในงาน นักศึกษาได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบเมนู โดยนำวัตถุดิบภายในประเทศมารังสรรค์เป็นอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร  ส่วนการตกแต่งสถานที่และโต๊ะอาหารใช้อุปกรณ์จากทางมหาวิทยาลัยทั้งหมด และการจัดดอกไม้ดำเนินการโดยคณะคหกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาสถาบันการศึกษาของไทย นำน้อง ๆ นักศึกษาภาคการมาร่วมกิจกรรมช่วงงานเลี้ยงค่ำ โดยเปิดอิสระให้มีการนำเสนอเมนูอาหารและการจัดตกแต่งสถานที่ เพื่อเปิดเวทีให้น้อง ๆ นักศึกษาได้นำความรู้และวิชาการ มาปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสสำคัญเช่นนี้  สะท้อนหลักคิดและวิธีการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับ การให้โอกาสและเปิดรับการทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ  ซึ่งค่ำคืนนี้ น้องนักศึกษาจะได้แสดงศักยภาพ เรียนรู้จากสถานการณ์จริง และเป็นแรงบันดาลใจในอาชีพเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจจริงได้โดยตรง  

“การเปิดเวทีให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในงานระดับนโยบายและการต้อนรับผู้นำภาคธุรกิจ เป็นการสร้างประสบการณ์ตรง เสริมความมั่นใจ และเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” น.ส.รัชดา กล่าว

ทั้งนี้ การจัดเลี้ยงอาหารค่ำครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีสานต่อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ภายใต้แนวคิดสร้างคน สร้างโอกาส สร้างเศรษฐกิจ  ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบ อาหารไทย และอุตสาหกรรมบริการของประเทศ 

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 8 รูป เจ้าคุณชุมพร-หลวงปู่ฤาษีตาไฟ ขึ้นชั้นราช

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ  8 รูป เจ้าคุณชุมพร-หลวงปู่ฤาษีตาไฟ ขึ้นชั้นราช

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 8 รูป เจ้าคุณชุมพร-หลวงปู่ฤาษีตาไฟ ขึ้นชั้นราช

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 8 รูป ดังนี้

1. พระวชิรรัตนาภรณ์ หรือ “เจ้าคุณชุมพร” วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เป็น พระราชวชิรรัตนาภรณ์

2. พระมงคลกิจโกศล หรือ “หลวงปู่ฤาษีตาไฟ” วัดเทพหิรัณย์ จ.ชัยนาท เป็น พระราชวัชรกิจโกศล

3. พระครูสิริธรรมโกวิท วัดดอนเกลือ จ.ร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระสิริวัชรธรรม

4. พระครูสารกิจประยุต วัดธัญญาวาส จ.มหาสารคาม เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรกิจประยุต

5. พระมหาจงยุทธ กิตติยุตโต (เปรียญธรรม 9 ประโยค) วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง จ.หนองคาย เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระศรีวัชรกิตติ

6. พระครูสุทธิวโรภาส วัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระสุทธิวัชโรภาส

7. พระครูวิจิตรธรรมรัตน์ วัดนามะตูม จ.ชลบุรี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามว่า พระภาวนาวชิรวัตร

8. พระครูปลัดปิฎกวัฒน์ นิวัฒน์ วัดเชิงเขา จ.สระบุรี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรธรรมวัฒน์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 15 พ.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน.

ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“ชัชชาติ”ยื่นลาออกผู้ว่าฯกทม. ด้าน”ผอ.กกต.กทม.”ระบุต้องจัดเลือกตั้งใน 60 วัน เป็นกรอบพร้อมเลือก สก.

15 พฤษภาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ที่ยื่นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า ขั้นตอนนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยจะแจ้งมายังกรุงเทพมหานคร และกรุงเทพมหานครก็จะแจ้งมายังสำนักงาน กกต.กทม.ให้รับทราบตามขั้นตอน ซึ่ง กกต.กทม.จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน โดยอยู่ในกรอบเวลาสามารถจัดพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ได้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการส่งเรื่องมาถึง กกต.กทม.ในวันจันทร์ 18 พฤษภาคม 2559 โดยปลัด กทม.จะทำหน้าที่รักษาราชการแทนจนกว่าจะมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ตั้งเข้ามาทำหน้าที่

มีรายงานว่า นายชัชชาติ ได้ยื่นหนังสือลาออกก่อนที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 โดย กกต.ได้เห็นชอบแผนให้จัดการเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นการเลือกพร้อมกับนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา

ปธ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ทำฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ

ปธ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ทำฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ

ปธ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ทำฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เผย ภาคเอกชนเสนอ 3 แนวทางต่อรัฐบาล ก่อนคุยนายกฯ เย็นนี้ เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ชี้ เป็นต้นเหตุฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ หวัง หน่วยงานเรียกรับสินบนยอมรับความจริง-เร่งแก้ไข

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมานะ นิมิตรมงคล เป็นประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) กล่าวภายหลังการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ว่า วันนี้ได้มีข้อคิดเห็น และข้อเสนอต่อรัฐบาลใน 3 ประเด็นหลัก โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชัน ที่เป็นปัญหาวิกฤติที่จำเป็นต้องใส่ใจ และมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ถือเป็นปัญหาระดับชาติที่ภาคเอกชนพร้อมให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยทุกข้อเสนอนายปกรณ์ ให้การตอบรับทั้งหมด และจะนำไปเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงเย็นวันนี้ แต่ขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ขอให้เป็นประเด็นที่พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อน

นอกจากนี้ ยังมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่คณะทำงาน กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชน ว่า หน่วยงานภาครัฐใดบ้างที่เรียกรับสินบนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเปิดเผยไปแล้วทั้งหมด 26 หน่วยงาน และจัดอันดับให้เห็น 10 อันดับแรกที่เรียกรับสินบนบ่อย และ 10 อันดับแรกที่เรียกรับจำนวนสินบนสูง ซึ่งได้ชี้แจงให้ทราบว่าที่ผ่านมาทุกหน่วยงานของรัฐที่ภาคเอกชน และประชาชนต้องไปขอใช้บริการ หรือมีอำนาจอนุญาต อนุมัติต่างๆ จะมีเรียกรับสินบนทั้งสิ้นมากน้อยรุนแรงแตกต่างกัน และการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า อะไรหนัก อะไรมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นไม่ได้หวังว่าจะเกิดการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการต่อว่า บั่นทอน หรือ ตำหนิ หน่วยงานเหล่านั้น แต่หวังว่าทุกหน่วยงานจะยอมรับความจริง แล้วนำไปดำเนินการแก้ไข  และจากนี้ไปได้รณรงค์ให้ภาคเอกชน และภาคประชาชน หากเจอคอร์รัปชันการเรียกรับสินบนที่ไหน ขอให้ช่วยกันร้องเรียน อย่ายอมทนอยู่แบบนี้ เพราะเป็นต้นทุนการทำธุรกิจ

ทั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจจะเห็นว่าบริษัทต่างๆต้องจ่ายสินบน ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก ประมาณร้อยละ 48 ของภาคเอกชนที่ไปติดต่อหน่วยงานแล้วจะต้องจ่ายสินบน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ทำให้ประเทศไทยเสียศักยภาพในการแข่งขัน และทำให้เสียชื่อเสียง สิ่งเหล่านี้คนไทยรู้ นักธุรกิจรู้ และคนต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยก็รู้ ซึ่งเขาไม่ชอบ และนี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คะแนนของประเทศไทยตกต่ำ

เมื่อถามว่า ผลสำรวจของ กกร. ได้สำรวจหรือไม่ว่ามาจากนักการเมือง หรือราชการ นายมานะ กล่าวว่า ผลสำรวจไม่ได้เจาะจง แต่ระบุชื่อหน่วยงาน และไม่ได้ระบุว่าเป็นนักการเมือง หรือราชการ แต่ในทางปฏิบัติราชการทุกระดับจำนวนมากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อ ซึ่งเราไม่อยากได้ยินใครมาอธิบายว่า เป็นปัญหาของตัวบุคคล เพราะพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เกิดมาต่อเนื่องยาวนาน เป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นปัญหาวัฒนธรรมในการทำงานของหน่วยงานในระบบราชการ ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล ขออย่าพูดแบบนั้น เพราะเป็นการตัดปัญหาออกไปแล้วจะไม่เกิดการแก้ไขได้เลย 

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว ข้องใจให้เข้ามาช่วย ศักดิ์สยาม หรือไม่ จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ด้าน โรม รับลูกเตรียมชงเข้าที่ประชุมพร้อมเรียกทุกฝ่ายสอบด่วน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เข้ายื่นหนังสือต่อนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน  สภาผู้แทนราษฎร จากกรณีนายประภาศ คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) เคยถูกต้องต่อศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลอุทธรได้ประทับรับฟ้องแล้วในคดีที่กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการคัดเลือกผู้รับงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ -มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยเป็นคดีที่เกิดก่อนที่นายประภาศจะได้รับเลือกเป็นป.ป.ช.  ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2568  โดยที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบด้วยเสียง 173 ต่อ 6 เสียง ในขณะที่นายประภาศเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าว และเมื่อเข้าไปตรวจสอบข้อมูลจะไม่พบว่ามีการกระทำความผิด จึงไม่ทราบว่าเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ 

นอกจากนี้ทั้งที่นายประภาศมีคดีอาญาติดตัว ไม่ทราบว่าในกระบวนการสรรหาของ สว.ปล่อยให้ผ่านมาได้อย่างไร และยังมาตัดสินตีตกคดีของนายศักดิ์ สยาม  ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซึ่งค้านสายตาพี่น้องประชาชนที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่านายประภาศใช้กลยุทธ์อะไรในการหลบคดี โดยที่ไม่ให้คณะกรรมการสรรหาฯรู้ว่าตนเองมีความผิดในคดีดังกล่าว และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หมายความว่ากระบวนการสรรหาปล่อยผ่านในเรื่องนี้ จึงต้องการให้คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯตรวจสอบเรื่องนี้ว่าการเข้ามาของนายประภาศเข้ามาโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยเหลือใครหรือไม่เพื่ออุ้มคดีของอดีตรมว.คมนาคมให้ออกไปจากความรู้สึกของประชาชนที่ทุกคนรับรู้อยู่แล้วว่าเป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนายประภาศควรจะรู้ตัวเองควรจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว  

ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องร้องเรียนเรื่องแรก โดยทางกรรมาธิการจะรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ซึ่งสิ่งที่ตนได้รับมามีคำพิพากษาด้วย จึงต้องศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งต้องหารือในที่ประชุม และแจ้งว่าจะมีแนวทางอย่างไรต่อไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ หากเป็นไปอย่างที่ร้องเรียนจริงก็กระทบกับหลายหน่วยงาน