DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลงน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา พาณิชย์ลุยสำรวจตลาด เพิ่มชนิดสินค้าควบคุม

ดีเอสไอจับมือกรมธุรกิจพลังงาน ขานรับคำสั่งนายกฯ จู่โจมคลังน้ำมันยุทธศาสตร์พระโขนง ไล่เช็คตัวเลขสต๊อก-ป้ายราคา หลังพบพิรุธปั๊มน้ำมันหลายแห่งเริ่มขาดช่วง สั่งผู้ประกอบการรายงานข้อมูลการขายแบบวันต่อวัน พาณิชย์บุกตลาดช่วยชาวบ้านเล็งเพิ่มชนิดสินค้าราคาควบคุมห้ามขึ้นราคม

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 มี.ค.69 นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นายเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันพระโขนง ถนนอาจณรงค์ เขตคลองเตย ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้เข้มงวดกวดขันการกระจายและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

นายฉัตรชัย กล่าวว่า การเข้าตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมาให้ตรวจสอบสถานที่จัดเก็บน้ำมันทั่วประเทศ โดยกรมธุรกิจพลังงานและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะร่วมกันตรวจสอบการติดป้ายราคา และตรวจสอบยอดการส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ต่างๆ ว่ามีความสอดคล้องกับเอกสารข้อมูลที่จัดส่งไปยังสถานีบริการแต่ละแห่งหรือไม่

ทำตามนโยบายนายกฯ

“การลงพื้นที่วันนี้เป็นไปตามนโยบายเพื่อตรวจสอบว่าคลังน้ำมันและผู้ค้าส่ง ปฏิบัติตามข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการติดประกาศราคา โดยผู้ประกอบการจะต้องส่งรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบภายในเวลา 18.00 น.ของทุกวัน ทั้งนี้ คลังน้ำมันแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายน้ำมันไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การตรวจสอบครั้งนี้จึงถือเป็นการขอความร่วมมือผู้ค้าให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้น้ำมันไปถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด โดยในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อติดตามผลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” นายฉัตรชัย กล่าว

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า คลังน้ำมันพระโขนงเป็นจุดกระจายน้ำมันหลักไปยังสถานีบริการต่างๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนมีความต้องการใช้น้ำมันสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเลือกจุดนี้เป็นจุดแรกในการตรวจสอบว่ากระบวนการจ่ายน้ำมันเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการติดป้ายราคา การจำหน่ายน้ำมันออกนอกราชอาณาจักร และปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากหากส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดทันที

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวด้วยว่า สำหรับภาพรวมในเรื่องการผลิตและการจัดส่งน้ำมันนั้น ขอให้ชุดทำงานตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อน โดยวันนี้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 8 จุด ใน 4 จังหวัด และในช่วงบ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบเพื่อสรุปภาพรวมทั้งหมดอีกครั้ง

ปูพรมตรวจปั๊มที่อ้างว่าน้ำมันหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนและติดตามผลการปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 โดยมีผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศตคม.ตร. อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกลผ่านจอภาพ

ในการตรวจสอบน้ำมันทั่วประเทศ พล.ต.อ.ธัชชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. ประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องสนธิกำลังปูพรมทั่วประเทศ เป้าหมายตรวจสอบ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.ซีลตะเข็บชายแดนและคลังน้ำมัน: ชุดปฏิบัติการทั่วประเทศทั้งทางบก ทางทะเล ต้องคุมเข้มด่านชายแดน ไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจจะมีการหลีกเลี่ยงใช้กองทัพมดขนข้ามชายแดน

ป้องกันการกักตุนน้ำมัน

2.ตรวจสอบป้องกันการกักตุน: สั่งทุกพื้นที่ประสานการปฏิบัติร่วมกับกรมการปกครอง สแกนทุกปั๊มที่อ้างว่าปิดให้บริการ หรืออ้างว่าน้ำมันหมด และรายงานผลแบบวันต่อวัน หากพบพฤติกรรมจงใจกักตุน ให้ดำเนินการทันที รวมทั้งให้ระดมตรวจคุณภาพของน้ำมัน ป้องกันไม่ให้นำสารอื่นมาเจือปนทำให้คุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน

3.ตรวจสอบป้องกันการโก่งราคา: ประสานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบ หากพบการโก่งราคา ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ยังสั่งการให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ปูพรมลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันให้ครอบคลุมและถี่ขึ้น เพื่อป้องกันการปลอมปนสารในน้ำมัน โดยเฉพาะปั๊มหลอดในชุมชนและปั๊มขนาดเล็ก-กลางทั่วประเทศ พร้อมสั่งเพิ่มความเข้มข้นในการตั้งด่านสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง

รอง ผบ.ตร.กล่าวย้ำด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะบูรณาการทุกสรรพกำลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีใครมาสร้างผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ไฟเขียวรถส่งวิ่งได้24ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมาว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ได้พิจารณาออกข้อบังคับผ่อนผันการเดินรถขนส่งน้ำมันรองรับสถานการณ์ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อบริหารจัดการด้านการจราจรในการขนส่งน้ำมันให้รวดเร็ว ทั่วถึง และครอบคลุมพื้นที่ เพียงพอต่อความต้องการน้ำมัน

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์ยังคงมีความตึงเครียดมาก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางขนส่งในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางและส่งผลกระทบต่อภาพรวมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชนในประเทศไทย

ดังนั้น กระทรวงพลังงาน กลุ่มผู้ค้าน้ำมันและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ประเมินสถานการณ์ และวางมาตรการแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ต่าง ๆ ให้รองรับและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละวัน เพื่อให้การบริหารจัดการจราจรสำหรับการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันในประเทศให้กับประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้พิจารณาอนุญาตผ่อนผันให้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันเดินรถในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมถึงวันที่ 30 เมษายน 2569

โคราชตรวจปั๊มน้ำมัน

ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่จากหน่วย กอ.รมน.สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และพลังงานจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง บริเวณถนนสาย 224 (นครราชสีมา – โชคชัย) รวม 5 แห่ง จากการตรวจสอบพบว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่งมีรถขนส่งน้ำมันมาส่งให้เป็นช่วง ๆ โดยปริมาณน้ำมันดีเซลที่ได้รับต่อสถานีอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 8,000 ลิตร ซึ่งหากเป็นช่วงปกติ ปริมาณน้ำมันเท่านี้จะสามารถจำหน่ายได้นานถึง 3 – 7 วัน แต่ปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอสำหรับการจำหน่ายเพียงวันเดียวเท่านั้น

ในขณะที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดภาวะน้ำมันขาดช่วงเนื่องจากต้องรอรถขนส่งน้ำมันมาเติมให้ หลายแห่งจึงได้กำหนดมาตรการจำกัดการเติมน้ำมัน โดยรถยนต์ 4 ล้อ เติมได้ไม่เกิน 1,000 บาท และรถยนต์เกิน 4 ล้อ เติมได้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคัน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการบริการอย่างทั่วถึงที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีผู้ประกอบการรายใดมีพฤติกรรมกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด

จี้รัฐการันตีไม่มีกักตุนน้ำมัน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีต สว., อดีต สส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤตราคาน้ำมันที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการกักตุนว่า ถ้ารัฐบาลมั่นใจเช่นนั้นจริง ก็ควรออกมาการันตีให้ชัดเจนว่าไม่มีการกักตุนสินค้าจริง และหากตรวจพบในภายหลังว่ามีการกักตุนสวนทางกับคำประกาศ รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนยินดีร่วมมือ

ส่วนตัวเชื่อว่ามีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร เพราะหากน้ำมันมีเพียงพอสำหรับใช้ไปอีก 100 กว่าวันตามที่กระทรวงพลังงานประกาศไว้ เหตุใดจึงไม่มีการส่งน้ำมันให้สถานีบริการตามปกติ รัฐบาลจึงควรตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น

“การกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรมีความผิดตามกฎหมาย รัฐบาลต้องประกาศให้ชัดเจนว่ามีโทษหนัก เพื่อให้ผู้ประกอบการเกรงกลัว แม้แต่เอกชนที่มีคลังของตัวเองหากรู้ว่ามีโทษหนักก็จะไม่กล้าเสี่ยง ตอนนี้ประชาชนระแวงเพราะนายกรัฐมนตรีบอกให้ใช้ชีวิตปกติ แต่พอไปที่ปั๊มกลับไม่มีน้ำมันให้เติม รัฐบาลต้องตรวจสอบไปถึงต้นทางคือ ‘คลังน้ำมัน’ ว่ามีของอยู่เท่าไหร่กันแน่ และเร่งนำ พ.ร.บ.สำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ มาใช้เพื่อให้เกิดความตื่นตัวว่ามีโทษหนักเพียงใด” นายสุรเดช กล่าว

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ภาคประชาชนเองก็ต้องช่วยกันรัดเข็มขัด งดเว้นการเดินทางไกลหรือท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็น บ้านที่มีรถหลายคันควรสลับมาใช้คันเดียว หรือใช้วิธีทางเดียวกันไปด้วยกัน เพื่อช่วยชาติประหยัดน้ำมัน ซึ่งส่วนที่เหลือนั้นจะสามารถโยกไปช่วยภาคการผลิต ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ประมง และปศุสัตว์ เพื่อไม่ให้ต้นทุนราคาสินค้าขยับสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าสินค้าหลายอย่างเริ่มปรับราคาขึ้นทั้งที่ราคาน้ำมันยังไม่ได้ขยับมากนัก และสินค้านั้นยังเป็นต้นทุนจากสต็อกเดิม รัฐบาลต้องประกาศบทลงโทษให้ชัดเจน อย่าให้พ่อค้าบางกลุ่มฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน

ทั้งนี้มีข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ทำให้ประชาชนตื่นตัว ว่าการกักตุนสินค้าหรือน้ำมันเพื่อขายโก่งราคาเป็นความผิดร้ายแรง จะได้ไม่คุ้มเสีย 2.ตรวจสอบคลังน้ำมันใหญ่ อย่าพูดลอยๆ ว่าไม่มีกักตุน ต้องเช็กให้ลึกถึงข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดเป็น ‘ไอ้โม่ง’ หรือไม่ หากพบเจ้าหน้าที่เพิกเฉยต้องฟันความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ 3.บังคับใช้กฎหมายห้ามกักตุน โดยกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่พยุงราคาแต่ต้อง ‘ควบคุมราคา’ ให้เข้มข้น หากใครขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลต้องจับกุมและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เพิ่มรายการสินค้าควบคุม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างเตรียมปรับมาตรการกำกับดูแล “บัญชีสินค้าควบคุม” ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยจะยกระดับการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพประจำวันของประชาชน

ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการเมื่ออยู่ในรายการสินค้าควบคุมคือ ปรับจากเดิมที่ผู้ประกอบการสามารถ “แจ้งเปลี่ยนแปลงราคา” เป็น “ต้องยื่นขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา” ทุกครั้ง โดยกรมการค้าภายในจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ติดตามสถานการต้นทุน

ก่อนหน้านี้กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายสำคัญ เพื่อติดตามสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่าต้นทุนบางรายการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและบรรจุภัณฑ์ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

จากการหารือดังกล่าว กรมการค้าภายในจึงเตรียมดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบและกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป

มาตรการดังกล่าวสำหรับเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุก หากสถานการณ์ต้นทุนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและการขนส่งที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อและส่งผลต่อราคาสินค้าในประเทศ

กรมการค้าภายในย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายทันที หากพบการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 เพื่อให้หน่วยงานเข้าตรวจสอบและดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นธรรม.-

น้ำมันปาล์มพุ่งขึ้นขวดละ 5-8 บาท

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจ ร้านค้าขายตามตลาดในอำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี ซึ่งขณะนี้สินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน และนโยบายพลังงานของรัฐบาลชัดเจนมากขึ้น

ล่าสุด ผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ได้ปรับขึ้นราคาขวดขนาด 1 ลิตร ประมาณ 5-8 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ ทำให้ราคาขายส่งจากเดิมที่อยู่ช่วง 41–42 บาทต่อขวด เพิ่มมาอยู่ที่ 48–49 บาทต่อขวด ซึ่งส่งผลให้ราคาขายปลีกในร้านค้า ร้านโชห่วยทั่วไปปรับขึ้นเป็น 50–53 บาทต่อขวด

ซึ่งล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณ ร้านกล้วยทอดชื่อดัง เจ๊สากล้วยทอด อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเดินทางไปพบ เจ๊สา เจ้าของร้านกล้วยทอด โดยนางสา แม่ค้ากล้วยทอด กล่าวว่าภายหลังน้ำมันพืชปรับราคา กล้วยทอดที่ร้านยังไม่ได้ปรับราคาขึ้นโดยยังคงขาย 6 ชิ้น 30 บาท ทุกอย่างที่ขาย โดยน้ำมันพืชปรับขึ้นอีก 6 บาทต่อขวด จากเดิมขวดละ 45บาทเป็น 51บาท ต่อขวด (ลิตร) แต่ละยี่ห้อราคาต่างกัน แต่ที่ร้านใช้น้ำมันพืช 8 ขวดต่อวัน

นอกจากน้ำมันพืชปรับราคาแล้ว มะพร้าวที่เป็นส่วนประกอบในการทำกล้วยทอดก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน โดย กะทิสด ก่อนหน้านี้ กก.ละ 60 บาท ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 90 บาท ต่อ กก. นอกจากนี้ ยังมีแป้งทอดกรอบก่อนหน้านี้ถุง 500 กรัม ราคา 30 บาท ปรับขึ้นเป็น 35 บาท

แม่ค้ากล้วยทอดกระทบแล้ว

แม่ค้ากล้วยทอด ยังบอกอีกว่า มีผลกระทบบ้าง แต่ที่กระทบมากสุด คือน้ำมันพืช และกะทิสด ราคาปรับสูงขึ้นมาก แต่ยังคงขายราคาเดิม ทำให้กำไรน้อยลงสวนกระแสกับสินค้าที่ปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม แม่ค้าบอกทิ้งท้ายว่า ได้รับผลกระทบหลังน้ำมันพืชมีราคาปรับสูงขึ้น หากเราจะขายแพงก็ขายไม่ได้ต้องขายราคาเท่าเดิมแต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น อยากจะให้ราคาน้ำมันพืชต่ำลงมากว่านี้ พยายามคงราคาเดิมไว้เป็นเวลานานแล้ว แต่ด้วยราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง

วอนรัฐ ปรับลดราคาเพราะก่อนหน้านี้สินค้าอุปโภค-บริโภค ต่างก็ทยอยปรับตัวสูงขึ้นหลายรายการสวนกระแสกับรายได้ในปัจจุบัน

ห้ามขายเกินราคา

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยแต่งตั้งให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน อธิบดีกรมการปกครอง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ปลัดจังหวัด ทุกจังหวัด และนายอำเภอ ทุกอำเภอ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยกำกับติดตามให้มีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ณ สถานประกอบการในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป ตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณการจำหน่ายจริง รวมทั้งเฝ้าระวังการกักตุน และจำหน่ายในลักษณะผิดปกติ

ต้องรายงาน18.00น.ทุกวัน

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดรายงานข้อมูลการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกครั้งที่มีการปรับราคา และรายงานข้อมูลด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกรณีผู้ค้าน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง ปริมาณการจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าพร้อมทั้งปริมาณที่ขายให้ลูกค้าแต่ละราย สำหรับกรณีผู้ค้าน้ำมันที่ไม่ได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลการขายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าเฉพาะที่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเกินรายละ 3,000 ลิตร/ครั้ง ไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน พร้อมสำเนารายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบด้วย

มีรายงานข่าวว่ากรณีดีเอสไอ ไปตรวจสอบคลังน้ำมันต่างๆ 4 แห่งนั้นเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติ

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

วันฮารีรายอ ชาวนราธิวาสให้กำลังใจ“สส.กมลศักดิ์”ถึงบ้าน อวยพรหลังแคล้วคลาดจากคมกระสุน ตำรวจตรวจพบเบื้องต้นคนร้าย ก่อเหตุด้วยปืน เอ็ม-16 ตั้ง 3 ปม ทั้งการเมือง ความมั่นคง เรื่องขัดแย้งส่วนตัว

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายตามประกบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่บริเวณถนนหน้าบ้านพักในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้ นายอุชลัมห์ โกะเลาะ พลขับ และ ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บ รถยนต์เสียหาย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุด ตั้งแต่ช่วงเช้าในวันนี้ ซึ่งเป็นอีฎิ้ลฟิตริ หรือวันฮารีรายอของชาวไทยมุสลิม พบว่าที่บ้านพักของ นายกมลศักดิ์ มีประชาชนในพื้นที่หลั่งไหลเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจและถือโอกาสอวยพรปีใหม่ให้ครอบครัวของนายกมลศักดิ์ มีความสุขและแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง โดยมีนายกมลศักดิ์, นางนิยดา ลีวาเมาะ มารดา และ น.ส.ต่วนยามีล๊ะ สบูโด ภรรยา คอยให้การต้อนรับ พร้อมทั้งได้พูดคุยให้ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

ส่วนความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่ยังไม่ฟันธงสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งทั้ง 3 ประเด็น ปมทางการเมือง ความมั่นคง หรือความขัดแย้งส่วนตัว ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานแบบคร่าวๆ คนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ก่อเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ 2 กระบอก แต่ต้องรอสอบตรวจพิสูจน์วิถีปลอกกระสุนทั้งหมดจำนวน 31 ปลอก ที่เก็บรวบรวมได้ในที่เกิดเหตุ ว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 มากกว่า 2 กระบอกหรือไม่

ขณะที่ประการสำคัญจากการประเมินพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ต่างให้ความคิดเห็นว่าคนร้ายไม่ได้ประสงค์จะเอาชีวิตของ นายกมลศักดิ์ แต่เป็นลักษณะก่อเหตุเพื่อข่มขู่ ถ้ากลุ่มคนร้ายหมายเอาชีวิตต้องยิ่งไปที่ตัวถังรถที่วีไอพีนั่งโดยสาร หรือไม่ก็หยุดจอดรถแล้วลงมายิงซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าเสียชีวิต นอกจากนี้ จากการไล่กล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ที่คนร้ายใช้ยานพาหนะในการวิ่งก่อเหตุรวมทั้งการหลบหนี พบว่ารถกระบะของคนร้ายที่ใช้ก่อเหตุในครั้งนี้ได้ติดป้ายทะเบียนปลอม

ที่มัสยิดอัสซุนนะฮ์ ชุมชนบ้านกาแป๊ะฮูลู อ.เบตง จ.ยะลา ชาวไทยมุสลิม ทั้ง เด็ก ผู้ใหญ่ ชายและหญิง ต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามแบบอย่างอิสลาม เดินทางมาร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี กันเป็นจำนวนมากนายซัมซูเด็ง มะมิง อิหม่ามมัสยิดบ้านกาแป๊ะฮูลู กล่าวว่า ภายหลังจุฬาราชมนตรี ได้ประกาศ วันที่ 1 ของเดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) ฮิจเราะห์ศักราช 1447 ตรงกับวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2569 พี่น้องชาวไทยมุสลิม ต่างพาครอบครัวไปร่วมละหมาดที่มัสยิด ฟังบรรยายธรรมจากผู้นำศาสนา ร่วมขอดุอาร์ ขอพรและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ

จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารและเดินทาง ไปเยี่ยมหลุมฝังศพบรรพบุรุษยังสุสาน เพื่อระลึกถึงบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว โดยในห้วงเวลานี้ถือเป็นเวลาของครอบครัวที่ญาติพี่น้องทุกคนจะมารวมตัว และขอมาอัฟ ขออภัยในสิ่งที่ล่วงเกินกันไว้ มีการสวมกอดและอวยพรให้แก่กันพร้อมทั้งร่วมประกอบศาสนกิจอย่างพร้อมเพรียงกัน

โดยบรรยากาศในเทศกาลฮารีรายอ เต็มไปด้วยความอบอุ่นมีความสุขที่สุด บรรดาลูกจะขออภัยต่อพ่อแม่ มีการแสดงออกด้วยการสวมกอด การจูบมือ การหอมแก้มทั้งสองของพ่อแม่ เป็นการแสดงความรัก ลูกหลานที่อยู่ต่างภูมิลำเนาต่างเดินทางกลับบ้าน นับเป็นช่วงเวลาที่งดงามทางสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องของศาสนา แต่คือเรื่องของ “สายสัมพันธ์” และ “การให้อภัย” ที่ทำให้สังคมไทยของเรามีความหลากหลายและงดงาม

สำหรับ“อีฎิ้ลฟิตริ” เทศกาลแห่งความสุขและการเริ่มต้นใหม่หลังสิ้นสุดเดือนรอมฎอน เป็นวันเฉลิมฉลองหลังจากการถือศีลอดมาตลอดเดือนรอมฎอน ถือเป็นวันแห่งความรื่นเริง วันแห่งความสุข คนที่อยู่ห่างไกลเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะครอบครัว

เมื่อเวลา 21.09 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 ศูนย์วิทยุสื่อสารอำเภอเมืองยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณหน้าบ้านพัก เลขที่5/6 ม.2 บ้านน้ำเย็น ตำบลลำใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ ส.ต.ท.อิมรอน สะมอรี อายุ 28 ปี สังกัดสถานีตำรวจภูธรตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้เจ้าหน้าที่จะเร่งนำส่งโรงพยาบาลยะลาเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้วก็ตาม

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมเร่งตรวจสอบพยานหลักฐาน และไล่ล่าติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุยิงกันในพื้นที่ตำบลลำใหม่ อำเภอเมืองยะลา ผู้บาดเจ็บคือ ส.ต.ท.อิมรอม อายุ 28 ปี สังกัด สภ.ตาเซะ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ 1 นัด อาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สอบสวนเบื้องต้นก่อนเกิดเหตุ ส.ต.ท.อิมรอม รับประทานอาหารละศีลอดกับครอบครัว เตรียมต้อนรับวันฮารีรายอ และออกมาหน้าบ้าน ก่อนจะถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนยิงใส่ศีรษะอย่างจัง จนล้มลงจมกองเลือด ขณะที่พี่ชายผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นตำรวจเช่นกัน ใช้ปืนยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว ก่อนที่คนร้ายอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ปิดกั้นที่เกิดเหตุ รอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพในการก่อเหตุช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และก่อนเข้าสู่เทศกาลฮารีรายออีฎิ้ลฟิตริ

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

เสนาธิการทหารบก ลงพื้นที่ตรวจภูมิประเทศผามออีแดง ศรีสะเกษ สั่งเตรียมความพร้อมสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดนเขาพระวิหารเต็มรูปแบบพร้อมกำชับกำลังพล คุมเข้มอธิปไตยตามนโยบาย ผบ.ทบ.

วันที่ 21 มีนาคม 2569 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสภาพภูมิประเทศบริเวณผามออีแดง ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนยุทธศาสตร์ในการสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดนในพื้นที่เขาพระวิหารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ได้พบปะและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเสนาธิการทหารบกได้รับมอบหมายให้เข้ามากำกับดูแลและสนับสนุนการทำงานของหน่วยปฏิบัติราชการสนามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความมั่นคงและความปลอดภัยสูงสุด

ภารกิจหลักของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการสำรวจและประเมินสถานการณ์ทางภูมิประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดนให้มีความเข้มแข็งและทันสมัย สอดรับกับสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและดูแลรักษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และอธิปไตยของชาติให้มั่นคงต่อไป

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

3. บำเหน็จบำนาญ

(1) อาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาประสงค์จะขอลาออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อรับบำเหน็จ บำนาญ เช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาจะไม่อนุมัติให้ลาออกจากราชการได้หรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 ประจำสาขาวิชา ก. สังกัดมหาวิทยาลัย ส. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ยื่นแบบหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เพื่อขอลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ(โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 แต่คณะกรรมการประจำสาขาวิชา ก. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) พิจารณาแล้วมีมติ (วันที่ 18 กรกฎาคม 2555) ไม่เห็นชอบการเกษียณอายุก่อนกำหนดของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พิจารณาไม่เห็นควรให้ผู้ฟ้องคดีลาออก เนื่องจากมีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของสาขาวิชา ก.

หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 และวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ให้ข้าราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้าร่วมโครงการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้ออกประกาศมหาวิทยาลัย ส.เรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2555 และประกาศเรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือโต้แย้งและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 (ออกจากราชการวันที่ 1 ตุลาคม 2555) และให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

พร้อมพงศ์ แนะรัฐบาล ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ พลังงาน-วัตถุดิบ หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

พร้อมพงศ์ แนะรัฐบาล ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ พลังงาน-วัตถุดิบ หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

พร้อมพงศ์ แนะรัฐบาล ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ พลังงาน-วัตถุดิบ หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.50 น.

‘พร้อมพงศ์’ แนะรัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพลังงาน-วัตถุดิบ ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง พร้อมหารือผู้ประกอบการ-ผู้ผลิต-ภาคขนส่ง กำหนดแนวทางบริหารต้นทุน ป้องกันปรับราคาสินค้า หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน ว่า ยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มขยายวงกว้างไปยังจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสำคัญของโลกทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในหลายประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาการขนส่งสินค้าที่ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งพลังงานของโลก

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงสารตั้งต้น และวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน อาทิ เม็ดพลาสติกที่เกี่ยวไปถึงบรรจุภัณฑ์ ขวดพลาสติก สารประกอบที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค รวมถึงวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นห่วงโซ่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข้อมูลและการพูดคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ พบว่าเริ่มมีความกังวลต่อการจัดหาวัตถุดิบที่อาจล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออาจทำให้สินค้าบางประเภทขาดแคลน หรือมีเพียงพอแต่ต้องปรับราคาสูงขึ้น ขณะที่ภาคการเงินและสถาบันการเงิน มีความกังวล หากวิกฤตพลังงานยาวนาน จะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการปรับราคาสินค้าบางประเภทแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำดื่มแบบแพ็ก รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิด เช่น เนื้อหมูและไข่ไก่ บางพื้นที่ได้มีการปรับราคาไปก่อนแล้ว โดยมีการอ้างอิงถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น ผลกระทบทั้งหมดสุดท้ายจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงขอฝากไปถึงรัฐบาล แม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการบริหารงาน แต่ยังสามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบได้ล่วงหน้า เมื่อของต้นทางมีราคาสูงขึ้น ล่าช้า หรือขาดแคลน ย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแน่นอน 

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า โดยตนขอเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพลังงานและวัตถุดิบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน และประเมินผลกระทบล่วงหน้า 2.หารือร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และภาคขนส่ง เพื่อกำหนดแนวทางบริหารต้นทุน ไม่ให้มีการปรับราคาสินค้าพร้อมกันในวงกว้าง และ 3.พิจารณามาตรการบรรเทาค่าครองชีพเฉพาะหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น เพื่อลดภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อให้การรับมือสถานการณ์เป็นไปอย่างมีระบบ ชัดเจน และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้วิกฤตจากต่างประเทศ กลายเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยมากเกินไป 

“สงครามสู้รบอาจอยู่ไกล แต่ค่าครองชีพอยู่ใกล้ตัวประชาชน ไม่อยากให้ประชาชนต้องแบกภาระ กับสงครามสินค้าราคาแพงที่พร้อมดาหน้าเตรียมถล่มใส่ประชาชน ขอวิงวอนให้ทุกภาคส่วนวางแผนรับมือกันเอาไว้ล่วงหน้า” นายพร้อมพงศ์ กล่าว 

อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก

อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก

อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

‘อัครนันท์’ เบรกกระแสโผ ครม. ยัน ยังไม่ส่งประวัติ บอก ไม่อยากพูดล่วงหน้า ชี้ สะสมพระเครื่อง-เครื่องราง จำนวนมาก แค่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ขอ อย่าใช้ความเชื่อส่วนบุคคลตัดสินความสามารถบริหารงาน

วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่มีรายชื่อติดหนึ่งในโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และให้ส่งประวัติไปตรวจสอบในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ว่า ตนยังไม่ได้ส่งประวัติหรือดำเนินการใดๆ ตามกระแสข่าวที่ออกมา แม้จะเห็นข่าวว่ามีการเคาะรายชื่อเรียบร้อยแล้ว แต่ส่วนตัวตนมองว่าสถานการณ์การเมืองยังไม่มีความแน่นอน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จนกว่าจะมีกระบวนการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการ จึงไม่อยากพูดอะไรไปล่วงหน้าในสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน

นายอัครนันท์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะ สส. สมัยที่ 2 ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ การทำงานเพื่อชาวบ้านคือหน้าที่หลักที่ต้องทำต่อไป ส่วนเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น อยากให้มองที่เจตนาและความตั้งใจของพรรคที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทและสร้างผลงาน มากกว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นปลีกย่อยเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลตามที่มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ปรากฏว่ามีการสะสมพระเครื่องและเครื่องรางของขลังเป็นจำนวนมาก ทำให้คนมองว่าตนเป็นสายมูนั้น ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบเรียนรู้และศึกษาประวัติศาสตร์เป็นทุนเดิม ฉะนั้น การสะสมพระเครื่องและวัตถุโบราณต่างๆ จึงเป็นความชอบ 

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เป็นเพียงความเชื่อและที่พึ่งในการยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องผิด เรื่องการทำงานต้องเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เรื่องมู เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้จะมูอย่างไร แต่หากขี้เกียจสันหลังยาวก็ไม่เกิดผล ถ้าไม่ขยัน ไม่ตั้งใจทำงาน จะมูอย่างไรก็ไม่เกิดผลลัพธ์อะไรที่ดี ฉะนั้น ไม่อยากให้คนมองว่าภาพลักษณ์ความเชื่อว่าจะส่งผลต่อความสามารถในการบริหารงาน“ นายอัครนันท์ กล่าว

ปลัด มท.ลงนามแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้มตรวจสอบกักตุนน้ำมัน-ขายเกินราคากำหนด

ปลัด มท.ลงนามแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้มตรวจสอบกักตุนน้ำมัน-ขายเกินราคากำหนด

ปลัด มท.ลงนามแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้มตรวจสอบกักตุนน้ำมัน-ขายเกินราคากำหนด

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

‘ปลัดมท.’ เซ็นตั้ง ‘พนักงานเจ้าหน้าที่’ ในสังกัดลงถึงระดับ ‘จังหวัด-อำเภอ’ ทั่วไทย เข้มเกาะติดตรวจสอบกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง-ขายเกินราคากำหนด กำชับรายงานข้อมูลเข้ามาส่วนกลางช่วงหกโมงเย็นทุกวัน

วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยแต่งตั้งให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน อธิบดีกรมการปกครอง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ปลัดจังหวัด ทุกจังหวัด และนายอำเภอ ทุกอำเภอ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยกำกับติดตามให้มีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ณ สถานประกอบการในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป ตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณการจำหน่ายจริง รวมทั้งเฝ้าระวังการกักตุน และจำหน่ายในลักษณะผิดปกติ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดรายงานข้อมูลการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกครั้งที่มีการปรับราคา และรายงานข้อมูลด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกรณีผู้ค้าน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง ปริมาณการจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าพร้อมทั้งปริมาณที่ขายให้ลูกค้าแต่ละราย สำหรับกรณีผู้ค้าน้ำมันที่ไม่ได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลการขายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าเฉพาะที่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเกินรายละ 3,000 ลิตร/ครั้ง ไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน พร้อมสำเนารายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบด้วย

ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี

ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี

ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

วันที่ 21 มีนาคม 2569 กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดไว้พิจารณา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อศาลใน 15 วัน นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ในชั้นตรวจรับคำร้องไว้พิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณา โดยมีตุลาการเสียงข้างน้อย 3 เสียง เห็นต่าง ไม่รับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณา ถือเป็นเรื่องปกติของการพิจารณาตามหลักเสียงข้างมากตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 ประกอบ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561และ ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 20 วรรคสอง

ถามว่า ภาระการพิสูจน์ในคดีบัตรเลือกตั้ง ลับ-ไม่ลับเป็นหน้าที่ของใคร ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า ในระบบไต่สวน จะแตกต่างระบบกล่าวหา เพราะระบบกล่าวหาเป็นหน้าที่ของคู่ความมิใช่ศาล แต่ในคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ระบบไต่สวนในการค้นหาความจริง โดยอาศัย มาตรา 27 แห่ง พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ในการค้นหาข้อเท็จจริงในคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลต้องค้นหาข้อเท็จจริงจากผู้ร้องและผู้ถูกร้องทั้งสองฝ่าย

ปม กกต.ใช้บาร์โค้ดในบัตรสีชมพู และคิวอาร์โค้ดในบัตรสีเขียว ในการเลือกตั้ง สส.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีประเด็นหลัก ฝ่ายผู้ร้องอ้างว่า สามารถย้อนกลับไปถึงข้อมูลในการใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ หากฝ่าย กกต.และเลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้องทั้งสอง ให้คำชี้แจงปฏิเสธ

โดยหลักปกติ ฝ่ายผู้ร้องมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ความว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ หากคำชี้แจง ฝ่าย กกต.ชี้แจง ว่า การจัดพิมพ์บัตรของ กกต.มีรหัสพิเศษในบัตรเลือกตั้งและนำมาใช้ในการเลือกตั้ง เท่ากับได้ยอมรับว่า ได้จัดทำบัตรที่มีรหัสพิเศษขึ้นจริง  แต่อ้างว่า เป็นมาตรการความปลอดภัยในการจัดการและควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เท่ากับ รับข้อเท็จจริงว่า “จริง” แต่เป็นความลับ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ เพื่อให้ตนพ้นผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่าย กกต.และเลขาธิการ กกต.ผู้ถูกร้องทั้งสอง  

ที่ถามว่า แนวโน้มจะใช้เวลาในการพิจารณาคดีนานเท่าไหร่ นั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า การพิจารณาของศาลต้องเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในพรป.นี้และข้อกำหนดของศาล ต้องพิจารณาก่อนว่า คำชี้แจงของฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้ถูกร้องทั้งสอง มีพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชี้ขาดได้หรือไม่ คือ ศาลต้องตรวจดูพยานหลักฐานที่นำเข้าสู่สำนวนทั้งสองฝ่ายโดยตรวจดูประเด็นตามคำร้อง โดย พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง “หากศาล เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้”

พูดภาษาชาวบ้าน คือ หากศาลยังสงสัยในข้อเท็จจริงอยู่ ศาลอาจมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานบุคคลหรือเรียกพยานเอกสารมาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมก็ได้ หากศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้ถูกร้อง มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลไม่ไต่สวนหรือยุติการไต่สวนได้ ทำให้คดีตัดสินเร็วขึ้น

ส่วนที่ถามว่า การพิสูจน์พยานหลักฐาน ลับ-ใม่ลับ พิสูจน์อย่างไร ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า การพิสูจน์หลักฐานพยานหลักฐานในคดีนี้ ที่จะเป็นจุดชี้ขาดข้อแพ้ชนะคดี ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด รหัสในบัตรเลือกตั้ง โดยวิธีการพิสูจน์ โดยวิธีนำบัตรเลือกตั้ง – ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง -บัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้ง 3 ส่วนมาประกอบกัน พิสูจน์ข้อเท็จจรริงให้เห็นว่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงข้อมูลของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ว่า บุคคลนั้นเลือกพรรคการเมืองใดและเลือกผู้สมัครรายใด พิสูจน์ไม่ยาก เชื่อว่า กกต.สามารถพิสูจน์ได้

ก่อนหน้านี้ ตนเขียนงานวิจัยดุษฎีนิพนธ์ทางกฎหมาย ระดับปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเดินทางไปศึกษาดูงานและลงพื้นที่ดูงานในยุโรปเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง สส.ของ กกต.ในต่างประเทศ อาทิ ประเทศอังกฤษ สก๊อตแลนด์ เนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม และเยอรมัน เห็นว่า ภาคพื้นยุโรป กกต.ของประเทศนั้นๆ จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยมีรหัสพิเศษบาร์โค้ดเพื่อป้องกันปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งและมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม  ไม่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ดังนั้น กกต.จึงต้องไปพิสูจน์เจตนาแท้จริงว่า จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสพิเศษเพื่ออะไร บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่

ธรรมนัส ใช้เวลาวันหยุด กับครอบครัว โชว์รูปจับงู สุดชิล

ธรรมนัส ใช้เวลาวันหยุด กับครอบครัว โชว์รูปจับงู สุดชิล

ธรรมนัส ใช้เวลาวันหยุด กับครอบครัว โชว์รูปจับงู สุดชิล

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

“ธรรมนัส” โพสต์ภาพคู่ ‘งู’ ในวันหยุด หลังขนของ​ออกจาก​กระทรวง​เกษตร​ฯ​ 

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธาน​ที่ปรึกษา​พรรค​กล้า​ธรรม​ ปรากฏภาพในอิริยาบถผ่อนคลาย โดยโพสต์​ท่าถ่ายรูปกับงูที่เลื้อยอยู่บนแขน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมสตอรี “Jarubjubjib” ของนางสาวธนพร ศรีวิราช ภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัส  โดยในภาพ ร.อ.ธรรมนัสสวมเสื้อคอกลมสีดำ กางเกงยีนส์ และหมวก​ในอิริยาบถ​สบายๆ กับครอบครัว

ช่วงเช้าที่ผ่านมา​ มีรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัสได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ขนย้ายสิ่งของส่วนตัวออกจากห้องทำงานภายในกระทรวงเกษตรฯ​ เนื่องจาก​จะมี​รัฐมนตรีใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่

สุรเดช จี้รัฐบาลออกมา การันตี ไม่มีการ กักตุนน้ำมัน-สินค้า จี้แสดงความรับผิดชอบ หากพบกักตุนจริง

สุรเดช จี้รัฐบาลออกมา การันตี ไม่มีการ กักตุนน้ำมัน-สินค้า จี้แสดงความรับผิดชอบ หากพบกักตุนจริง

สุรเดช จี้รัฐบาลออกมา การันตี ไม่มีการ กักตุนน้ำมัน-สินค้า จี้แสดงความรับผิดชอบ หากพบกักตุนจริง

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

‘สุรเดช’ จี้รัฐบาลออกมา’การันตี’ไม่มีการ’กักตุนน้ำมัน-สินค้า’ จี้แสดงความรับผิดชอบ หากพบกักตุนจริง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้ประชาชนร่วมมือ แนะ ตรวจเข้มข้นถึงคลังน้ำมัน หา’ไอ้โม่ง’เอี่ยวผลประโยชน์มาลงโทษให้ได้ อย่าโยนไปที่ประชาชน เอาแต่พร่ำบอก’อย่าตื่นตระหนก อย่ากักตุน’ พร้อมบอกประชาชน ประหยัดพลังงาน หลีกเลี่ยงเดินทางไกลหากไม่จำเป็น ช่วยประเทศผ่าน’วิกฤต’

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาราคาน้ำมันที่รัฐบาลต่างออกมาบอกว่าไม่มีการกักตุนน้ำมันนั้นว่า ถ้ารัฐบาลมั่นใจอย่างนั้น ก็ควรจะออกมาการันตีให้ประชาชนเห็นเลยว่า ไม่มีการกักตุนน้ำมันหรือกักตุนสินค้าจริงๆ และหากพบว่ามีการกักตุน ซึ่งไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลพูด รัฐบาลจะออกมารับผิดชอบอย่างไร กับสิ่งที่ตัวเองได้การันตีไป ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาล แต่ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะมีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร เพราะถ้าไม่มีการกักตุนน้ำมัน ทำไมจึงไม่มีการส่งน้ำมันให้ปั๊มต่างๆตามปกติ ถ้าน้ำมันมีเพียงพออย่างที่รัฐบาลหรือกระทรวงพลังงานประกาศไว้ว่าเรามีน้ำมันใช้ไปอีก 100 กว่าวัน ดังนั้นรัฐบาลควรต้องมีการตรวจสอบให้เข้มข้น 

‘การกักตุนน้ำมัน เพื่อเก็งกำไร มีความผิดทางกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อผิดกฎหมายรัฐบาลต้องประกาศให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการได้รู้ว่าการกักตุนน้ำมันถือว่าผิดกฎหมายและมีโทษหนัก ประชาชนจะได้ระมัดระวังไม่กักตุนสินค้า แม้แต่เอกชนที่มีคลังน้ำมันของตัวเอง และกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร เมื่อรู้ว่าการกักตุนผิดกฎหมายและมีโทษหนักก็จะกลัว ระมัดระวังไม่กักตุน ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลต้องออกมาประกาศให้ชัดเจน มีก็บอกว่ามี ถ้าไม่มีก็ต้องกล้าที่จะบอกกับประชาชนว่าไม่มี ตอนนี้ประชาชนเกิดความระแวงสงสัยว่า อาจจะมีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ และที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก อยากให้ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ตอนนี้ทุกคนก็เห็นอยู่ว่าประชาชนเขาก็ไปเติมน้ำมันตามปกติ แต่ปรากฏว่าตามปั๊มต่างๆ ไม่มีน้ำมันแล้วจะให้ประชาชนใช้ชีวิตปกติได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลควรต้องมีการตรวจสอบไปถึงต้นทาง คือที่คลังน้ำมันว่ามีน้ำมันอยู่เท่าไหร่กันแน่ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องเร่งออกประกาศพรบ.กักตุนสินค้าออกมาเพื่อให้ประชาชนตื่นตัวว่าการตุนน้ำมันหรือกักตุนสินค้ามีโทษหนักอย่างไร’

นายสุรเดช กล่าวว่า ในส่วนของประชาชนเอง ก็ต้องพยายามประหยัด ต้องรัดเข็มขัดและต้องตื่นตัวในการใช้น้ำมัน โดยตอนนี้ควรงดเว้นหรือหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวหรือเดินทางไกลโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากเราสามารถงดเว้นการเดินทางไกลหากไม่จำเป็นได้ก็ควรทำ หรือบ้านไหนที่มีรถยนต์มากกว่าหนึ่งคันก็ควรจะลดให้เหลือการใช้รถยนต์เพียงคันเดียว อาจจะนำวิธีในอดีตคือการใช้คาร์พูล(car pool) ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน ต้องช่วยกันประหยัดและรัดเข็มขัด ใช้น้ำมันให้คุ้มค่าในแต่ละวัน ซึ่งถ้าประชาชนพยายามช่วยกันประหยัดทั้งประเทศ น้ำมันก็จะเหลือมากกว่าเดิม ดังนั้นเราก็สามารถนำน้ำมันส่วนที่เหลือนี้โยกเอาไปให้ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา ประมง หรือปศุสัตว์ จะได้มีผลพลอยได้ไปถึงราคาสินค้าต่างๆ ที่จะได้ไม่ขยับตัวขึ้น

นายสุรเดช กล่าวว่า ปกติเรื่องของราคาสินค้าจะมีกฎหมาย มีบทลงโทษอยู่แล้วว่าสินค้าที่ขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอหรือขึ้นราคามากเกินไป จะมีความผิดซึ่งตรงนี้รัฐบาลต้องประกาศให้ประชาชนได้รับรู้ไม่อย่างนั้นก็จะมีพ่อค้าบางกลุ่มฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าได้ และขณะนี้สินค้าหลายอย่างเริ่มที่จะปรับราคาขึ้นแล้วทั้งที่ความจริงราคาน้ำมันยังไม่ได้ขึ้นไปมากเท่าไหร่ สินค้าก็ยังเป็นต้นทุนเดิม สต็อกเดิมอยู่ รัฐบาลก็ยังคงพยุงราคาน้ำมันอยู่บ้าง

นายสุรเดช กล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากจะนำเสนอรัฐบาลคือ1.รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนตื่นตัวก่อน ว่าการกักตุนไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือกักตุนน้ำมัน แล้วนำมาขายแพงกว่าเหตุ เป็นสิ่งผิดกฎหมายเพราะฉะนั้นประชาชนอย่าไปเสี่ยง จะได้ไม่คุ้มเสีย 2.รัฐบาลต้องตรวจสอบ ไปที่คลังน้ำมันใหญ่ว่ามีการตุนหรือไม่ อย่าพูดลอยๆว่าไม่มี ต้องตรวจสอบให้เข้มข้นจริงๆ อย่าโยนภาระไปที่ประชาชนหรือได้แต่บอกประชาชนอย่าไปกักตุนสินค้าหรือกักตุนน้ำมัน และหากปรากฎว่าพบมีการกักตุนน้ำมันจริง รัฐบาลก็บอกกับประชาชนเลยว่าจะรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองพูดไปอย่างไร ดังนั้นรัฐบาลต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ตอบคำถามหรือ

ข้อสงสัยของประชาชนให้ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีใครหรือมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิด หรือได้ประโยชน์หรือไม่ ต้องหาไอ้โม่งและนำตัวออกมาลงโทษให้ได้ เพราะหากเจ้าหน้าที่เพิกเฉยก็จะมีความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ และ 3.รัฐบาลต้องนำเอากฎหมายห้ามกักตุนออกมาประกาศใช้ ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่จะได้กลัวหรือระมัดระวังตัวมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องไม่ใช่ออกมาแค่พยุงราคาสินค้าเท่านั้น แต่ต้องออกมาควบคุมราคาสินค้าให้เข้มข้น ถ้าพ่อค้าคนไหนหรือกลุ่มไหนขึ้นราคาโดยที่ไม่มีเหตุผล ทั้งที่ราคาน้ำมันยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หรือราคาสินค้าที่ยังเป็นต้นทุนเดิม เป็นสต็อกเดิมอยู่แล้วมาขึ้นราคาในช่วงนี้ ต้องจับและดำเนินคดีตามกฎหมายให้หมด ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเดือดร้อนทั้งประเทศ ส่วนประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือ ต้องประหยัด ต้องรัดเข็มขัด ต้องใช้น้ำมันอย่างคุ้มค่าทุกวันเพื่อให้ประเทศเราผ่านจุดวิกฤตนี้ไปให้ได้