ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้ เผยแพร่แถลงการณ์สรุปผลการหารือระดับทวิภาคีและแสดงความเชื่อมั่นต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ดังนี้

“เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงนิวเดลี ได้จัดการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่ม BRICS โดยนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้หารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย

ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและไทย โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงด้านมนุษยธรรม กฎหมายและข้อตกลงต่าง ๆ ในความสัมพันธ์ด้านทวิภาคีของทั้งสองประเทศ

นอกจากนั้น ยังได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดต่าง ๆ ในการประสานความร่วมมือภายในกลุ่ม BRICS และเวทีพหุภาคีอื่น ๆ รวมถึงประเด็นสำคัญ ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศและในระดับภูมิภาค”

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS 2569 ณ กรุงนิวเดลี ระหว่างตัวแทนจากไทยและรัสเซีย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หารือเรื่องความร่วมมือไทย-รัสเซีย ในเวที BRICS
นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ หารือเรื่องความร่วมมือไทย-รัสเซีย ในเวที BRICS

ด่วน! ลุงโยชน์ กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด

ด่วน! ลุงโยชน์ กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด

ด่วน! ลุงโยชน์ กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

ด่วน!”ลุงโยชน์”กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด ลดตึงเครียดชายแดน กัมพูชายอมส่งกลับ

15 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า วานนี้ (14 พ.ค.) เวลา 11.00 น. พล.จ.นิด นารง รองเสนาธิการกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 (ภท.4) ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายกัมพูชา ได้ประสานมายังกองทัพภาคที่ 2 กรณีการส่งตัว “นายโยชน์” กลับประเทศไทย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย และมีการประสานผ่านกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา กระทั่งฝ่ายกัมพูชาอนุมัติให้ส่งตัวกลับประเทศไทยแล้ว

รายงานระบุว่า การส่งตัวครั้งนี้จะใช้กลไกความร่วมมือระดับกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 เพื่อสะท้อนถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องของคณะกรรมการ RBC ทั้งสองฝ่าย

เบื้องต้นกำหนดส่งตัวในวันนี้ (15 พ.ค.) ช่วงเวลา 10.00 น.บริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยฝ่ายไทย มี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการ RBC ฝ่ายไทย เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา มี พล.จ.นิด นารง ทำหน้าที่หัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่ด่านช่องสะงำ ฝ่ายกัมพูชาได้ส่งมอบตัว นายโยชน์ สายน้อย หรือ “ลุงโยชน์” ให้แก่ พล.ต.กัมปนาท เพื่อรับตัวกลับมาสู่ประเทศไทย โดยนายโยชน์ มีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการบาดเจ็บตามร่างกายแต่อย่างใด

แหล่งข่าวกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ความสำเร็จในการประสานส่งตัวครั้งนี้ เกิดจากการทำงานอย่างใกล้ชิดของกองทัพภาคที่ 2 ภายใต้การกำกับของแม่ทัพภาคที่ 2 รวมถึงกองกำลังสุรนารี ที่มีผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เร่งขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานอย่างเต็มกำลัง จนสามารถผลักดันการประสานงานผ่านกลไก RBC ให้บรรลุผลได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ การส่งตัวนายโยชน์กลับประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณบวกของความร่วมมือระดับ RBC ระหว่างไทย – กัมพูชา และมีส่วนช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศได้ในระดับหนึ่ง

นายกฯโชว์ลูกคอละมุน ร้องเพลง ‘ขอพบในฝัน’ หยอดหวานจะไปร้องให้คนที่บ้านฟัง

นายกฯโชว์ลูกคอละมุน ร้องเพลง ‘ขอพบในฝัน’ หยอดหวานจะไปร้องให้คนที่บ้านฟัง

นายกฯโชว์ลูกคอละมุน ร้องเพลง ‘ขอพบในฝัน’ หยอดหวานจะไปร้องให้คนที่บ้านฟัง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

‘อนุทิน’เปิดงานประกวดร้องเพลง โชว์ลูกคอเพลง ‘ขอพบในฝัน’ ยันใครทำงานพระคลังข้างที่ เจริญรุ่งเรืองทุกคน ดู‘ปลัดมท.’จะไปไม่ไปแหล่ แต่พออยู่โครงการนี้ยังแน่นอยู่ โชว์หวานจะกลับไปร้องเพลง‘ไม่เคยรักใครเท่าเธอ’ ให้คนที่บ้านฟัง

15 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องเกียรติคุณพรรณนา 2 อาคารเกียรติคุณพรรณนา (อาคารอำนวยการ) สำนักงานพระคลังข้างที่ ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าว โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” ประเภทเพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง และเพลงไทยร่วมสมัย ครั้งที่ 3 ปี 2569

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มีคุณค่า ที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของชาติเยาวชนจะได้เรียนรู้ผ่านบทเพลงเหล่านี้ซึ่งผ่านความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตนยังจำบรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี ประทับใจในความสามารถความตั้งใจและพลังของเยาวชนจากทั่วประเทศ ซึ่งตอกย้ำว่าเวทีแห่งนี้สามารถสร้างโอกาสแรงบันดาลใจและคุณค่าที่ดีให้กับสังคมไทยได้อย่างแท้จริง สิ่งที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่งคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและภาครัฐภาคเอกชนวงการดนตรีและศิลปินและผู้ฝึกสอนสื่อมวลชนและหน่วยงานต่างๆที่วงการสนับสนุนโครงการนี้และมีเป้าหมายร่วมกัน และชื่นชมสำนักงานพระคลังข้างที่และทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันจัดโครงการอันทรงคุณค่าถือว่าพวกเราทุกคนได้ทำงานนี้แล้วเจริญรุ่งเรืองทุกคน ถามปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ไปไม่ไปแหล่ แต่พอมาอยู่โครงการนี้ยังแน่นอยู่

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตนมีความสนใจมีความชื่นชอบชื่นชมในเรื่องของเพลงอยู่แล้ว ยิ่งได้มาพบกับผู้ที่ร่วมจัดงาน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์และครูเป็นผู้ที่สนับสนุนในเรื่องของการดนตรีและเพลงต่างๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้มาทำเรื่องนี้ เพื่อให้มันเป็นนโยบายหรือเป็นภารกิจแต่เราทำเพื่อความรัก ซึ่งเพลงสมัยเก่าเยุคสมัยถือว่าเป็นการสอนให้เห็นว่าประเทศของเรามีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และเราต้องสนับสนุนและสืบสานต่อไป เนื้อหาในเพลงต่างๆล้วนแล้วแต่สามารถนำไปใช้ดำรงชีวิตได้ ซึ่งการดำรงชีวิตของตน การทำงาน การใช้ชีวิตหลายๆอย่าง เมื่อสักครู่เพลงที่ร้องบนเวที ตนเพิ่งเคยได้ยินเพลงไม่เคยรักใครเท่าเธอ เดี๋ยวจะไปหัดร้องให้คนที่บ้านฟัง หวังว่าพวกเราทุกคนจะชื่นชอบและได้รับความรื่นรมย์ เมื่อเราเข้าถึงเสียงเพลงเข้าถึงดนตรี ความละเมียดละมุนละไมก็จะเกิดขึ้นสติปัญญา ก็จะเกิดความสำนึกผิดชอบชั่วดี และเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเอง คนใกล้ชิดเรายืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่วันที่31 ต.ค. ถ้ายังเป็นนายกฯ ไปร่วมงานแน่นอน

จากนั้นนายอนุทิน ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลง ขอพบในฝัน ของนายชรินทร์ นันทนาคร

ปธ.หอการค้าฯ-ปธ.สภาอุตฯ ชมรัฐ จัดเวทีรับฟังภาคเอกชนเย็นนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี

ปธ.หอการค้าฯ-ปธ.สภาอุตฯ ชมรัฐ จัดเวทีรับฟังภาคเอกชนเย็นนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี

ปธ.หอการค้าฯ-ปธ.สภาอุตฯ ชมรัฐ จัดเวทีรับฟังภาคเอกชนเย็นนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

“ปธ.หอการค้าฯ”ประสานเสียง”ปธ.สภาอุตฯ”ชมรัฐบาล จัดเวทีรับฟังภาคเอกชนเย็นนี้ ระบุเป็นนิมิตหมายที่ดี แนะช่วยกลุ่มเปราะบาง

15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในเย็นวันนี้ (15 พ.ค.) จะมีอะไรเสนอต่อรัฐบาลบ้าง ว่า ยังไม่ได้คุย จะไปพูดก่อนได้อย่างไร แต่เรามีข้อเสนออยู่แล้ว

ด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในส่วนของ ส.อ.ท.มีคำตอบเดียวกับทางสภาหอการค้าฯ หากบอกตอนนี้คงไม่ตื่นเต้น คงจะเปิดเผยหลังจากได้พบกับรัฐบาลแล้ว ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ตอนนี้ ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในภาวะวิกฤตอยู่แล้ว ประเด็นนี้ตอนนี้คือ การเพิ่มศักยภาพแข่งขันในประเทศว่า ต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ ขณะเดียวกัน เราต้องการผลักดันเรื่องแอนตี้คอร์รัปชั่น สร้างความโปร่งใสในระบบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ได้รับผลกระทบ มองว่า รัฐบาลควรมุ่งเป้าไปที่จุดไหน นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ต้องดูกลุ่มเปราะบางก่อน ถือว่า สำคัญมาก ต้องควิกวิน ขณะที่นายพจน์ กล่าวเสริมว่า กลุ่มเปราะบางก็กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เราได้รับโจทย์มาคือ วันนี้นายกฯจะรับฟังจาก CEO ทั้งหลาย รวมทั้งภาคเอกชนทั้งหลายว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้เรามีข้อเสนอแนะอะไรที่จะสามารถผลักดันกันต่อไปได้

เมื่อถามว่า การพบปะกันระหว่างภาคเอกชนกับรัฐบาลถือเป็นนิมิตที่ดีสำหรับภาคเอกชนใช่หรือไม่ นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ดีมาก ขณะที่ นายพจน์ กล่าวเสริมว่า เยี่ยมเลย ซึ่งเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถึงอย่างไรรัฐกับเอกชนควรจะมาพบกัน โดยเฉพาะหารือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ความจริงรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางด้านนโยบายกับหน่วยงาน แต่คนขับเคลื่อนจริงๆ คือเอกชน เราทราบดีว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน เมื่อถามว่า รัฐบาลได้ติดต่อเอกชนมานานหรือยัง นายพจน์ กล่าวว่า ประมาณ 1 สัปดาห์กว่าแล้ว

ปธ.หอการค้าฯรับ ถ้าเข้า OECD ไม่ได้ เหนื่อยแน่ ลั่นต้องเอาจริงเอาจังปราบคอร์รัปชัน

ปธ.หอการค้าฯรับ ถ้าเข้า OECD ไม่ได้ เหนื่อยแน่ ลั่นต้องเอาจริงเอาจังปราบคอร์รัปชัน

ปธ.หอการค้าฯรับ ถ้าเข้า OECD ไม่ได้ เหนื่อยแน่ ลั่นต้องเอาจริงเอาจังปราบคอร์รัปชัน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

ปธ.หอการค้าฯรับ ถ้าเข้า OECD ไม่ได้ เหนื่อยแน่ ลั่นต้องเอาจริงเอาจังปราบคอร์รัปชัน บอกไปไม่ไหวถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ อันตรายมาก

15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะทำงาน Zero corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมหารือกับ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่า ทางคณะทำงาน Zero corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน ได้ทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรี ขอเข้าพบเพื่อที่จะปรึกษาหารือว่า จะทำอย่างไรต่อไป โดยนายกฯ ได้มอบให้นายปกรณ์เป็นตัวแทนในการร่วมประชุมกับคณะทำงานฯ ว่าจะมีข้อเสนออะไรที่จะให้รัฐบาลขับเคลื่อน และเราอยากจะทราบท่าทีของรัฐบาลว่า ต้องการจะขับเคลื่อนกันต่อไปอย่างไร โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งคณะทำงานฯถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่ต้องการเห็นคือ การเอาจริงเอาจังเรื่องปราบคอร์รัปชันของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า มันต้องเอาจริงเอาจังและเป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะวันนี้กระแสโลกถือเรื่องนี้มาก และกรอบการเจรจาทั้งหมดกับทวิภาคี หรือพหุภาคีทั่วโลก เนื่องจากเห็นว่า คอร์รัปชันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งเราพยายามที่จะเข้าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้ได้ ถ้าเอาเข้าไม่ได้เหนื่อย โดย 1 ในเงื่อนไขของ OECD คือ คอร์รัปชัน และเราเรตติ้งต่ำมาก ดังนั้น ต้องทำทุกทางเพื่อที่จะดึงเรตติ้งขึ้นมาให้ได้

เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลที่จะทำให้การคอร์รัปชันหมดไป นายพจน์ กล่าวว่า มันไม่ใช่เรื่องช่วย แต่มันต้องขับเคลื่อน เราก็ขับเคลื่อนทางภาคเอกชน ส่วนรัฐบาลก็ขับเคลื่อนในส่วนรัฐบาล แต่ที่ทราบมารัฐบาลเอาแน่นอน ทาง ส.อ.ท.ก็มีความเห็นตรงกันกับเราว่า ตอนนี้มีปัญหามากเกี่ยวกับคอร์รัปชัน

จากนั้นเวลา 10.00 น.นายปกรณ์ กล่าวช่วงต้นการหารือว่า ยินดีที่ได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ขณะที่ นายพจน์ กล่าวว่า จากที่ได้มีการประชุมร่วมกันไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค.68 เอกชนมองว่าคงไปไม่ไหวถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เพราะมีแต่คนบ่นกันเยอะเห็นได้จากตามข่าว จึงได้พูดคุยกันว่า จะต้องมาหารือกันเพราะการคอรัปชั่นเป็นเรื่องอันตรายมาก ซึ่งจากการพูดคุยหลายเครือข่ายร่วมกันและสมาคมต่างๆ ทุกคนพยายามช่วยกันรณรงค์ แต่มีการยุบสภาไปก่อนทำให้เมื่อเดือน ม.ค.69 เราจึงเร่งทำเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และทำแบบสำรวจการซื้อเสียง ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็ทำร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และมีผลสำรวจออกมา

นายพจน์ กล่าวอีกว่า เรารายงานตามผลสำรวจ ไม่ได้คิดเอาเอง และพอมีการจัดสัมมนาพรรคการเมืองมาเยี่ยมเยียนขึ้นเวทีเราก็เอาประเด็นดังกล่าวขึ้นไปคุยจนกระทั่งเลือกตั้ง และไม่กล้าไปทำมากกว่านั้น แต่หลังเลือกตั้งเสร็จก็ดำเนินการต่อ และเมื่อวันนี้เลือกตั้งเสร็จ มีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เราจึงขับเคลื่อนต่อ ซึ่งในระหว่างนั้นมีการทำการบ้านอยู่พอควร โดยเฉพาะสอบเรื่องเกี่ยวกับการติดสินบน

เฝ้าจอวันนี้! ชัชชาติ เตรียมประกาศลาออกลงศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย

เฝ้าจอวันนี้! ชัชชาติ เตรียมประกาศลาออกลงศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย

เฝ้าจอวันนี้! ชัชชาติ เตรียมประกาศลาออกลงศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

เฝ้าจอวันนี้! ชัชชาติ เตรียมประกาศลาออกลงศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย เปิดทีมงานวันสมัคร 28 พ.ค.

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.69 ที่ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) มีการแถลงข่าวความคืบหน้าการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งตามกำหนดการแจ้งว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แถลง แต่ถึงเวลาเปบี่ยนเป็นนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แถลงแทน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดวันนี้ผู้ว่าฯชัชชาติ จึงไม่มาแถลงเองเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวเพื่อประกาศลาออกก่อนครบวาระหรือไม่ นายวิศณุ ตอบว่า ท่านผู้ว่าฯมีภารกิจหลายอย่าง

เมื่อถามอีกกรณีหาก นายชัชชาติ ได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง จะยังคงมาเป็นทีมบริหารเหมือนเดิมหรือไม่ นายวิศณุตอบว่า ยังไม่รู้ รอดูทางผู้ว่าฯชัชชาติประกาศก่อนว่าจะลงสมัครอีกครั้งหรือไม่ ส่วนยังมีนโยบายอื่นที่จะต้องทำหรือไม่นั้น นายวิศณุ ตอบว่า ตอนนี้ก็ทำนโยบายที่มีอยู่ก่อน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เตรียมลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. อีกสมัย ว่า จากที่ผ่านมานายชัชชาติบอกมาตลอดให้รอประกาศอย่างเป็นทางการนั้น 

วันนี้ มีข้อมูลจากแหล่งข่าวใกล้ชิดนายชัชชาติ ว่า นายชัชชาติจะประกาศผ่านไลฟ์สดช่องทางออนไลน์ส่วนตัว โดยคาดว่าจะเป็นวันนี้! จากนั้นจะใช้เวลาพักผ่อนก่อนจะถึงวันสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. วันที่ 28 พ.ค.69 ซึ่งจะมีการเปิดตัวทีมรองผู้ว่าฯพร้อมทีมงานชัชชาติในวันนั้นเลยทีเดียว  

ทั้งนี้ แหล่งข่าวได้ยืนยันด้วยว่าในสัปดาห์หน้าไม่มีงานหรือแถลงข่าวเรื่องอะไรแล้ว โดยจะมีการส่งหนังสือลาออกไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยข้อมูลก่อนหน้านี้นายชัชชาติได้กล่าวไว้ว่าหลังหมดวาระจะเดินทางไปหาบุตรชายที่อเมริกา 

ราชกิจจาฯเผยแพร่คำสั่ง ยกเลิกการห้ามขายเครื่องกรองน้ำ ยี่ห้อ LG

ราชกิจจาฯเผยแพร่คำสั่ง ยกเลิกการห้ามขายเครื่องกรองน้ำ ยี่ห้อ LG

ราชกิจจาฯเผยแพร่คำสั่ง ยกเลิกการห้ามขายเครื่องกรองน้ำ ยี่ห้อ LG

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.32 น.

15 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 10/2569 เรื่อง ยกเลิกการห้ามขายสินค้าหรืออุปกรณ์ที่มีรังสี UVC ของบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ตามที่คณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการได้ใช้อำนาจตามมาตรา 29/8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ออกคำสั่งที่ 5/2563 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เรื่อง ห้ามขายสินค้าหรืออุปกรณ์ที่มีรังสี UVC เป็นการชั่วคราว โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขายหรือผลิต สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายสินค้า หรืออุปกรณ์ที่มีรังสี UVC ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์ว่าสินค้าหรืออุปกรณ์ที่มีรังสี UVC ดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค นั้น

บัดนี้ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าหรืออุปกรณ์ที่มีรังสี UVC จำนวน 1 ประเภท คือ ประเภทเครื่องกรองน้ำ ยี่ห้อ LG รุ่น WD520M ซึ่งผลการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้า ปรากฏว่า การทดสอบขีดจำกัดอันตรายอันเนื่องมาจากการแผ่รังสีอุลตราไวโอเลตจากการเปิดรับแสงที่เกิดจากตาและผิวหนัง ความยาวคลื่น การแผ่รังสี เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

อาศัยอำนาจตามมาตรา 29/9 วรรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 คณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ จึงมีคำสังให้แก้ไขคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 5/2563 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เรื่อง ห้ามขายสินค้าหรืออุปกรณ์ที่มีรังสี UVC เป็นการชั่วคราว โดยให้ยกเลิกการห้ามขายสินค้าหรืออุปกรณ์ที่มีรังสี UVC ของบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 ประเภท คือ ประเภทเครื่องกรองน้ำ ยี่ห้อ LG รุ่น WD520M ที่ขาย ผลิต สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2569

ทวี เกศิสำอาง

ประธานกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ

ประเทศยังไม่วิกฤต! สุรเดช ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน

ประเทศยังไม่วิกฤต! สุรเดช ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน

ประเทศยังไม่วิกฤต! สุรเดช ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

“สุรเดช”ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ประเทศยังไม่วิกฤต ห่วงหนี้สาธารณะทะลุเพดาน นักลงทุนไม่เชื่อมั่น ถามทำไม่สำเร็จ รับผิดชอบไหวหรือ สอน”เอกนิติ”อย่ามองแต่แง่บวก หนุนแนวคิด”อภิสิทธิ์”ลดภาษีสรรพสามิต-เก็บภาษีลาภลอย-เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชงไอเดีย เก็บเพิ่มภาษีเหยียบแผ่นดิน ขึ้นภาษีบาป-ภาษีฟุ่มเฟือย

15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เนื่องจากหนี้สาธารณะของไทยในปี 2569 ขึ้นไปสูงมาก ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท เพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.09 % – 67.3% เหลือแค่อีก 3 – 4% จะชนเพดานหนี้สาธารณะ 70% หากชนเพดานจะมีปัญหาตามมาคือ ดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้น เงินที่ทางรัฐบาลจะต้องนำมาใช้พัฒนาประเทศต้องมาเสียกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นหลักหมื่นล้านบาท เรื่องที่ตนห่วงคือ เงินที่จะกู้มาจะได้ผลจริงจังแค่ไหน เพราะวิกฤตของประเทศตอนนี้คือ ต้นทุนสูงขึ้นเพราะราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตเหมือนที่ผ่านๆ มา เช่น โควิด ต้มยำกุ้ง ที่เป็นวิกฤตจริงๆ แต่ปัจจุบันยังไม่วิกฤตขนาดนั้น ตนไม่แน่ใจว่า จะเข้าข่ายมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับวิธีออก พ.ร.ก.กู้เงิน

นายสุรเดช กล่าวว่า ความคิดตนสอดรับกับความคิด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และสนับสนุนแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ใช้วิธีอื่น เช่น หากจะช่วยประชาชนฐานรากสามารถเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการลดภาษีที่มีผลกระทบกับราคาน้ำมัน ที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมา เช่น ลดภาษีสรรพสามิต หรือขึ้นภาษีโรงกลั่น หรือเก็บภาษีลาภลอย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เป็นอดีตนายกฯ รัฐบาลควรปรึกษาหารือนายอภิสิทธิ์ อย่าแบ่งแยกว่า เป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทำไมไม่จับมือร่วมกันแก้ปัญหาของประเทศ เพราะมีองค์ความรู้ มีประสบการณ์

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์เหมือนตน มองภาพเดียวกันว่า กู้เงินทำไม เพราะจะกลายเป็นภาระของประชาชน เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาล ถึงเวลาต้องมาใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าหนี้สาธารณะขึ้นไปถึง 70% ดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนจะน้อยลง เพราะมีหนี้สาธารณะเยอะ จะกังวลว่า เราจะล้มละลายหรือไม่ จะเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ ดังนั้น การลงทุนอะไรต้องวิเคราะห์จากข้อมูลเหล่านี้ มีทางใดที่จะทำให้รัฐบาลพิจารณาหาวิธีอื่นได้หรือไม่

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ตนไม่แน่ใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร หากตีความว่า ยังไม่ถึงขั้นต้องกู้เงิน รัฐบาลจะกู้เงินไม่ได้ ต้องไปใช้วิธีอื่น ส่วนที่ พ.ร.ก.กู้เงินมีผลแล้ว หากถอนเงินออกมาแล้วจะมีปัญหาหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กู้เงินไม่ได้แล้ว รัฐบาลจะทำอย่างไร ส่วนกรณี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนระยะยาวนั้น ตนอยากถามว่า เป็นการสนับสนุนหรือซ้ำเติมกันแน่ หวังดีแต่เกิดผลร้าย เคยมองในมุมลบหรือไม่ เป็นรัฐบาลจะมองบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต่อให้รัฐบาลโปร่งใส ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ แต่อยากให้มองภาพลบด้วย

“ถึงเวลาถ้ากู้แล้วต้องเดินหน้าทำให้สำเร็จ แต่ถ้าไม่สำเร็จใครจะรับผิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอกนิติ หรือ ครม.รับผิดชอบหรือไม่ ถ้ารับผิดชอบแล้วจะรับผิดชอบอย่างไร ดังนั้น ต้องระมัดระวังอย่างมาก ผมกังวลว่า ภาพลักษณ์ของไทยจะเป็นประเทศที่มีหนี้สินท่วมท้น ไม่มีความน่าเชื่อถือ เกรงว่า เจตนาดีจะกลายเป็นซ้ำเติมประเทศหรือไม่” นายสุรเดช ระบุ

นายสุรเดช ยังเห็นว่า ขณะนี้เป็นลักษณะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติ เมื่อต้นทุนสูงราคาก็ต้องสูง รัฐบาลต้องมาคิดว่า เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรัฐบาลจะช่วยอย่างไรได้บ้าง อาจจะช่วยในลักษณะของการโปรโมตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ เพราะตอนนี้เรายังส่งออกได้อยู่ เพียงแต่ราคาต้นทุนสูงขึ้น ก็ต้องขยายตลาดให้มากขึ้น ความจริงต้นทุนไม่ได้สูงแค่ไทย แต่กระทบทั่วโลก สินค้าเขาก็ขึ้น ทุกคนรับได้ เราต้องขยายตลาดส่งออก รัฐบาลมีคนเก่งอยู่แล้ว เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีความชำนาญการค้าต่างประเทศ อยากให้เป็นกลไกธรรมชาติมากกว่า อาจจะต้องเพิ่มเงินเฟ้อขึ้นมาบ้างก็ต้องปล่อยธรรมชาติ ดีกว่ากู้เงินที่เป็นภาระของประชาชน ภาพลักษณ์ไทยจะเสียในสายตานักลงทุนทั่วโลก

นายสุรเดช กล่าวว่า รัฐบาลต้องหาทางที่จะเพิ่มจีดีพี ปัจจุบันประมาณการอยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท หากยอดหนี้สาธารณะไปถึง 13-14 ล้านล้านบาท จะมีตัวเลขห่างกันแค่ 4 – 5 ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเรามีรายจ่ายประจำ ทั้งเงินเดือนข้าราชการ เรื่องบัตรทอง และยังมีโครงการแต่ละกระทรวงอีก แล้วจะเหลือเงินใช้หนี้ได้อย่างไร และถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ก็ต้องกู้อีก 1 ล้านล้านบาท ทะลุเพดานหนี้สาธารณะแน่นอน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ตนห่วง จึงฝากไปถึงรัฐบาลให้ช่วยไตร่ตรองให้ดี

นายสุรเดช ยังเสนอว่า รัฐบาลควรหารายได้เพิ่ม โดยนอกจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นแล้ว ยังมีภาษีที่จะเก็บเพิ่มได้อีก เช่น ภาษีขาเข้า – ขาออกของสนามบิน ที่สามารถทำได้ อย่างที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอจะเก็บจากคนไทยที่จะเดินทางออกนอกประเทศคนละ 1,000 บาท ปัจจุบันขาเข้าเราเก็บอยู่ประมาณ 700 บาท สามารถจะขึ้นเป็น 1,000 บาท หรือ 1,200 พันบาท ซึ่งสามารถทำได้ หรือการขึ้นภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา ภาษีเบียร์ สามารถขึ้นประมาณ 35 – 50% ไม่น่ามีปัญหาเพราะเป็นของมึนเมา ส่วนคนที่มีฐานะซึ่งนิยมดื่มสุราเขาสามารถจ่ายเพิ่มได้อยู่แล้ว หรือการขึ้นภาษีฟุ่มเฟือย เช่น สินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ซึ่งรัฐบาลควรจะมาสนใจสิ่งเหล่านี้

รัฐบาล ตั้ง Task Force ล้างบางเครือข่ายแฝง ผีน้อย ฟื้นเชื่อมั่นเกาหลีใต้

รัฐบาล ตั้ง Task Force ล้างบางเครือข่ายแฝง ผีน้อย ฟื้นเชื่อมั่นเกาหลีใต้

รัฐบาล ตั้ง Task Force ล้างบางเครือข่ายแฝง ผีน้อย ฟื้นเชื่อมั่นเกาหลีใต้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

รัฐบาลผนึกกำลัง ตั้ง Task Force ลุยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ แฝงตัวในกลุ่มแรงงานไทยผิดกฎหมาย เข้มตรวจสารเสพติด คัดกรองแรงงานทุกด่าน ฟื้นความเชื่อมั่นจากเกาหลีใต้ต่อแรงงานไทย

15 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ผนึกกำลังกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  และหน่วยงานจากเกาหลีใต้ ตั้ง “ทีมปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่าย” หรือ Task Force ล้างบางเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ที่ใช้แรงงานไทยเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานผิดกฎหมาย หรือ “ผีน้อย” หลังพบพฤติกรรมเปิดบัญชีม้า-ซิมม้า และลำเลียงยาเสพติดผ่านประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อเดินหน้ายกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และฟื้นความเชื่อมั่นของทางการเกาหลีใต้ต่อแรงงานไทย

นอกจากนี้ จะมีมาตรการเพิ่มการตรวจหาสารเสพติดในขั้นตอนตรวจสุขภาพสำหรับผู้ขอวีซ่า E-9 พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ “สุ่มตรวจ” สารเสพติด ระหว่างอบรมก่อนเดินทางและบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงปรับหลักสูตรอบรมให้เข้มข้นขึ้น รวมทั้งจัดตั้ง “ทีมปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่าย” ประกอบด้วย ป.ป.ส. , กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลผู้เดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วอยู่เกินกำหนด หรือ Overstay พร้อมประสานเครือข่ายอาสาสมัครแรงงานไทยในเกาหลีใต้ในการติดตามข้อมูล

รัฐบาลยืนยันว่ามาตรการทั้งหมดจะไม่กระทบต่อการพิจารณาวีซ่า E-9 ของแรงงานไทยที่ถูกกฎหมาย และจะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นว่าแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นแรงงานคุณภาพและปลอดจากยาเสพติด พร้อมยกระดับความร่วมมือในการทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แรงงานไทยเป็นเครื่องมือ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อไป

รัฐบาลเดินเกมเชิงรุก! ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

รัฐบาลเดินเกมเชิงรุก! ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

รัฐบาลเดินเกมเชิงรุก! ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

15 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ หลัง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับผู้บริหารระดับสูงขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อหารือความร่วมมือด้านแรงงานและสังคมระหว่างประเทศไทยกับนานาชาติ

การหารือครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงแรงงานในการผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยสู่ระดับสากล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม และการเตรียมกำลังคนรองรับเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญของโลกการทำงานในอนาคต

ภายใต้กรอบความร่วมมือ Decent Work ระยะที่ 2 ช่วงปี 2566 – 2570 ไทยและ ILO มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างโอกาสการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Future, Access และ Connect เพื่อสร้างระบบแรงงานที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน

กระทรวงแรงงานยังเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกลไกคุ้มครองแรงงานให้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบ เพื่อเพิ่มหลักประกันทางสังคมและความมั่นคงในการทำงานให้ครอบคลุมมากขึ้น สอดรับกับแนวโน้มตลาดแรงงานโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ไทยยังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (ALMM) ในเดือนสิงหาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “Advancing ASEAN Human Capital: Skills Certification towards Global Recognition” เพื่อผลักดันการรับรองมาตรฐานทักษะแรงงานอาเซียนสู่ระดับสากล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ ความร่วมมือกับ ILO ยังครอบคลุมประเด็นสิทธิแรงงาน การพัฒนาทักษะสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต การส่งเสริมบทบาทสตรีในสายงาน STEM การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับเป้าหมายการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนไทยในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนภาพการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้เท่าทันโลกยุคใหม่ พร้อมสร้าง “งานที่มีคุณค่า” และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่แรงงานทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ