PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647747

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 07:31 น.PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมืองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดเตือนปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ของประชากรที่เสียชีวิตในโลก พร้อมเผยผลร้ายต่อสุขภาพอนามัย แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ช่วงนี้หลายจังหวัดโดยเฉพาะในเขตเมืองของพื้นที่ภาคเหนือ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลายๆ จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ประชากรที่เสียชีวิตในโลก จำนวน 4.2 ล้านคน มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ ในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างมาก

โดยปัญหามลพิษทางอากาศในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก ที่พบบ่อยเป็นลักษณะแบบ Particulate matter (PM) เป็นฝุ่นละอองที่มีทั้งของเหลวและของแข็ง ซึ่งเป็นโลหะพิษ (toxic compound) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon) แขวนลอยในอากาศโดยที่ผิวของฝุ่นละอองจะมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น สารหนู (arsenic) ตะกั่ว (lead) แคดเมียม (cadmium) ส่งผลให้มีสภาพความเป็นกรดที่ผิวของฝุ่นละออง การแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 4 ประเภทโดยขนาดยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

โดยพบว่าฝุ่นละอองขนาด > 5 μm จะเกาะติดบริเวณช่องปาก คอ และลิ้น ไม่ลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก แสบตา เจ็บคอ จาม ฝุ่นละอองที่มีขนาด 2.5 – 5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลม (trachea) และขั้วปอดส่วนต้น (bronchus) ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อยมากขึ้นในผู้ป่วยโรคหืด (asthma) และ ในกรณีของฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมฝอย (respiratory bronchiole) และ ถุงลม (alveoli) ได้

สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศ

นพ.ยุทธนา อภิชาตบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรกรรมโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ รายงานในปี 2561 ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม รวมไปถึงยานพาหนะก่อให้เกิดฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 μm (PM 2.5) โดยสาเหตุมักเกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งในทางเกษตรกรรม การเผาไหม้น้ำมันดิบ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในเตาเผาครัวเรือน

กระบวนการวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศ และดัชนีอากาศ

การรายงานระดับความรุนแรงของมลพิษในอากาศ จะรายงานเป็นภาพรวม โดยรวมเอา particulate matter (PM 10, PM 2.5), carbon monoxide (CO), ozone (O3), nitrogen dioxide (NO2) และ sulfur dioxide (SO2) มาคำนวณเรียกว่า Air Quality Index (AQI) โดย AQI ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 5 ระดับโดยระดับสูงสุด คือ AQI ที่มากกว่า 201 ขึ้นไป (ดูเทียบจากตารางที่ 2) และ ตารางที่ 3 ในเรื่องของค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่เทียบเท่ากับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยค่าเฉลี่ย PM 2.5 นั้น จะรายงานเป็นค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง โดยระดับที่เกิน 50 μg/m3 เป็นระดับที่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษหรือผู้มีโรคประจำตัวควรลดระยะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 โดยสีเตือนนั้นจะใช้สีส้ม และถ้าค่า PM 2.5 เกิน 90 μg/m3 สีเตือนเป็นสีแดง จะเริ่มมีผลเสียทางสุขภาพต่อประชาชนทั่วไป ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด

ผลของฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อสุขภาพอนามัย

PM 2.5 นั้น ส่งผลทำให้การต่อต้านอนุมูลอิสระลดลง ธาตุโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง วาเนเดียม และแมงกานีส บนผิว PM 2.5 ทำให้เกิด ROS และ RNS ภายในเซลล์ ทำให้ความแข็งแรงของเซลล์ ลดลงเกิดการตายของเซลล์ นำไปสู่การอักเสบของเนื้อเยื่อ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กกับระบบทางเดินหายใจนั้น อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบได้โดยเฉพาะในส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ และ ยังส่งผลทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ โรคหอบหืด (asthma) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease) ปอดติดเชื้อ (pneumonia) โดยเฉพาะกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นในระดับของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น

ผลของฝุ่นละอองต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลทำให้ระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ (vascular endothelial dysfunction) ซึ่งก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจโต และหัวใจวาย ส่วนผลของ ฝุ่นละอองกับการเกิดโรคมะเร็ง ฝุ่น PM 2.5 มีความเป็นพิษต่อยีน (genotoxic) โดยตรงทำให้สารพันธุกรรมเสียหาย (DNA damage) โดยสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไต ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลางและ อื่น ๆ

แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทาง ด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า มาตรการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในระยะยาว ควรรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น) ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการ ลด ละ เลิก กิจกรรมกลางแจ้งเมื่อมีคำเตือน และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm สามารถลงไปจนถึงถุงลมปอดก่อให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ควบคุมการใช้ยานพาหนะที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ทางเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรมที่ปล่อยควันเสีย เป็นต้น สำหรับประชาชนทั่วไปการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมาก ๆ เช่น ช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคมเพื่อลดโอกาสสูดเอาฝุ่นละอองดังกล่าวเข้าปอด

แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647610

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 14:58 น.แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง“วันไตโลก” แพทย์ชวนลดหวาน มัน เค็ม พร้อมแนะเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับสุขภาพ ลดเสี่ยงโรค NCDs

ทุกวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคม องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) กำหนดให้เป็น “วันไตโลก” ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มีนาคม 2564 โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ชวนประชนชนลดการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มให้น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน และสุขอนามัยที่ดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า วันไตโลกปีนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันโรคไต เนื่องในปัจจุบัน คนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งโรคไตเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากระบบการทำงานของไตผิดปกติ ทำให้ไตไม่สามารถขับของเสียหรือรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้

โรคไตมีสาเหตุหลายอย่าง ได้แก่ โรคซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นโรคถุงน้ำในไต (polycystic kidney disease) โรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของไต  (glomerulonephritis) โรคที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะเช่นจากนิ่ว และที่สำคัญคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัดเป็นประจำ ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โรคความดันโลหิตสูง และเกิดโรคเบาหวานตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่พบบ่อยที่สุด

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการดูแลและป้องกันการเกิดโรค ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำร้ายไต และหันมาดูแลสุขภาพตนเอง ดังนี้

  • งดรับประทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
  • ลดการทานอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋อง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากมีสารพิษต่อไตโดยตรง
  • ควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน
  • รับการตรวจสุขภาพประจำปี

ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า เพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตต่อสุขภาพองค์รวม และมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไต และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม สำหรับ ปีนี้มีธีม “Living Well with Kidney Disease” สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติตต่อเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรค เอ็น ซี ดี (Non-communicable diseases: NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารให้มองหาสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” บนฉลาก เครื่องหมายนี้จะบอกว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีปริมาณสารอาหาร เช่น น้ำตาล ไขมัน โซเดียมที่เหมาะสมต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เช่น น้ำปลาทั่วไป 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมประมาณ 450 มิลลิกรัม แต่น้ำปลามีสัญลักษณ์นี้บนฉลาก 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม เป็นต้น

ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพให้เลือกซื้อถึง 11 กลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารมื้อหลัก กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป กลุ่มนม เป็นต้น รวมแล้วกว่า 2,000 รายการ สามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ และร้านค้าทั่วไป รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้าย

5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647459

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 08:50 น.5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยากไขปัญหา “ลูกกินยาก”ทำอย่างไร กับ 5 เทคนิคช่วยให้มื้ออาหารของเจ้าตัวน้อยอร่อยจนต้องขอเติม!

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะเคยประสบปัญหาหนักใจ เพราะทำอย่างไรลูกก็ไม่ยอมกินข้าว หรือเลือกรับประทานแต่อาหารแบบเดิมๆ ที่เจ้าตัวชอบ โดยเฉพาะในประเทศไทย 35.5% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 1-3 ปี และกว่า 40.6% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 3-5 ปี กำลังเผชิญกับปัญหาลูกเป็นเด็กเลือกรับประทาน จึงอดรู้สึกกังวลไม่ได้ว่าลูกน้อยจะโตขึ้นเป็นเด็กกินยากและไม่แข็งแรงเนื่องจากไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน

วันนี้เรามี 5 เทคนิค ช่วยคุณพ่อคุณแม่รับมือกับมื้ออาหารอันแสนวุ่นวายของเจ้าตัวเล็ก แถมยังเปลี่ยนลูกน้อยช่างเลือกให้เป็นเด็กกินง่าย รับประทานอาหารได้หลากหลาย มีสุขภาพดี และที่สำคัญรสชาติอร่อยจนรู้สึกติดอกติดใจ

1. เพิ่มเวลาหิว

งดของกินเล่นเกินควรก่อนมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น ขนม นม หรือ น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกอิ่มท้องจนไม่อยากกินข้าว โดยมื้อหลักและมื้ออาหารว่างควรเว้นห่างกันประมาณ 2-3 ชั่วโมง ทริคง่าย ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ คือควรกำหนดเวลากินให้เป็นกิจลักษณะ มีเวลาระหว่างมื้ออาหารมากพอ เพื่อช่วยสร้างวินัยและเลิกนิสัยกินจุกจิก กินไม่เป็นมื้อ เพื่อทำให้พอถึงเวลาอาหาร เจ้าตัวเล็กจะได้รับประทานได้อย่างเต็มที่และเอร็ดอร่อยกับฝีมือของคุณพ่อคุณแม่

2. สร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน

หากเจ้าตัวแสบงอแงไม่ยอมกินอาหารที่ไม่ใช่ของโปรดหรือรสชาติไม่ถูกใจ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรตำหนิลูกอย่างรุนแรงบนโต๊ะอาหาร หรือตักอาหารจ่อปากบังคับให้รับประทาน เพราะจะเป็นการสร้างความทรงจำที่ไม่ดีระหว่างมื้ออาหาร จนทำให้ห้องครัวหรือโต๊ะกินข้าวกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว อย่าลืมว่าความสุขในการรับประทานอาหารของเจ้าตัวเล็กเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน เพื่อให้ลูกคิดว่ามื้ออาหารเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัวที่ผ่อนคลายและมีความสุข เด็กจะได้อยากกินข้าว และเมื่ออารมณ์ดีแล้วทุกคนอาจจะรู้สึกว่าอาหารตรงหน้าอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว

3. ให้ลูกมีส่วนร่วมตั้งแต่การเตรียมอาหาร

หน้าที่ของเด็ก ๆ ไม่ใช่เพียงแต่การนั่งรอกินเสมอไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้ ด้วยการลองชักชวนเจ้าตัวเล็กมาช่วยกันเตรียมอาหารแทนที่จะให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมรอ โดยอาจเริ่มจากพาไปเดินเลือกวัตถุดิบและลองให้เขามีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยเรียนรู้จะอยากรู้อยากเห็นและอยากลองเลือกวัตถุดิบที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาด้วยตัวเอง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเปิดใจลองชิมอาหารที่เจ้าตัวมีส่วนร่วมปรุงด้วย เด็กจะรู้สึกภูมิใจและอาจส่งเสริมให้กลายเป็นพ่อครัวแม่ครัวในอนาคตก็เป็นได้

4. จูงใจด้วยเมนูแปลกใหม่ ไม่จำเจ

ลองสำรวจภายในตู้เย็นที่บ้านหรือเมนูที่คิดไว้ในใจดูว่าคล้ายกันหรือซ้ำซากเกินไปรึเปล่า เพราะบางครั้งการไม่อยากอาหารหรือการเลือกกินของลูก อาจจะมาจากความเบื่อหน่ายกับเมนูและรสชาติเดิม ๆ ที่กินในทุกวัน คุณพ่อคุณแม่ลองรังสรรค์เมนูที่ผสมผสานระหว่างของโปรดและของที่เจ้าตัวน้อยไม่ชอบเข้าด้วยกัน ปรับเปลี่ยนให้มีสีสันน่ารับประทาน หรือหากพอมีทักษะด้านศิลปะเสียหน่อย คุณพ่อคุณแม่อาจลองตกแต่งจานเป็นรูปตัวการ์ตูนที่ชอบ หรือทำให้อาหารมีรูปร่างหน้าตาแปลกใหม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจของเด็ก ๆ แล้วคุณจะพบว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่เด็กเลือกกินอย่างที่คิด แต่แค่ขี้เบื่อเท่านั้นเอง

5. ใช้ตัวช่วยแสนอร่อย

ถ้าเทคนิคที่บอกมาข้างต้นยังไม่เพียงพอให้ลูกน้อยที่เบนหน้าหนีหันกลับมามองจานข้าวและรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยแล้วละก็ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องลองใช้เครื่องปรุงพิเศษที่ช่วยเพิ่มรสอูมามิ หรือที่รู้จักกันว่า “รสชาติที่ 5” ให้กับเมนูอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งความเชื่อที่ว่าผงชูรสเป็นอันตรายต่อร่างกายนั้นอาจจะไม่จริงเสมอไป

จากข้อมูลของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้พิสูจน์แล้วว่า ผงชูรสมีความปลอดภัย และมีค่าโซเดียมน้อยกว่าเกลือแกงถึง 2 ใน 3 ดังนั้น การเติมผงชูรส หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่ากลูตาเมต ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและพบได้ในวัตถุดิบหลากหลายชนิดที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน รวมถึงอาหารที่ผ่านการ บ่ม หรือหมัก เช่น ชีส ซอสถั่วเหลือง กะปิ น้ำปลา รวมถึงการ มะเขือเทศ และเห็ด อาจเป็นการช่วยลดปริมาณโซเดียมในร่างกายของเจ้าตัวเล็ก รวมถึงทำให้เมนูอาหารทั้งใหม่และเก่ามีความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น แถมยังได้รับสารอาหารครบถ้วน และปัญหาที่ต้องคะยั้นคะยอให้ลูกน้อยยอมกินข้าวอาจหมดไปโดยไม่รู้ตัว

รู้เทคนิคดีๆ อย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่คงไม่รอช้ารีบนำไปลองปฏิบัติกันเลย แต่อย่าลืมว่าอาหารที่มีประโยชน์ควรควบคู่มากับความอร่อย ดังนั้น รสชาติอาหารที่ถูกปากจากเคล็ดลับและฝีมือของคุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ลูกมีความทรงจำที่ดีกับอาหาร มีแรงกายแข็งแรงสมวัย และจะไม่เป็นเด็กกินยากอย่างแน่นอน

ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645588

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 11:40 น.ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียมไขข้อข้องใจคนชอบกินรสเค็มจนเต็มไต การปรุงอาหารด้วยซีอิ๊วขาว ดีกว่าน้ำปลาและเกลือจริงหรือไม่?

การดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคภัยเป็นลาภอันประเสริฐ สุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรตระหนัก ปัจจุบันหลายคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าหากรับประทานอาหารดี มีประโยชน์ ถูกสุขอนามัยย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารหนึ่งในนั้นคือ การรับประทานซีอิ๊วขาวดีกว่าน้ำปลา จริงหรือไม่

คำตอบคือ…ไม่จริง

เพราะซีอิ๊วขาวและน้ำปลาเป็นผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งอาหารให้เกิดรสเค็ม เนื่องจากมีการใช้เกลือซึ่งมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวันไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม (สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี)

  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 960 – 1,420 มิลลิกรัม
  • นํ้าปลา  1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 1,160 – 1,420 มิลลิกรัม
  • เกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ทั้งซีอิ๊วขาว และน้ำปลามีปริมาณเกลือโซเดียมใกล้เคียงกันความปลอดภัยไม่ต่างกัน

ดังนั้น สามารถเลือกรับประทานซีอิ๊วขาว และน้ำปลาได้ไม่ต่างกัน ที่สำคัญคือระวังการรับประทานซีอิ๊วขาว น้ำปลา และเกลือบริโภครวมกันไม่ให้ปริมาณโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน และแนะนำให้อ่านฉลากเพื่อพิจารณาปริมาณโซเดียมที่จะได้รับก่อนรับประทาน เพราะหากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคไตได้ นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนซื้อทุกครั้ง โดยสังเกตเครื่องหมาย อย. บนฉลาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568  เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัดจึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) 

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10  โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน,  ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน  3,316 มก./วัน ตามลำดับ

วิธีการลดการบริโภคโซเดียมในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

1. ชิมอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรสเค็มเพิ่ม เช่น น้ำปลา ซีอิ้วขาว เกลือ ซอสต่าง ๆ

2. เลือกรับประทานอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด

3. ปรุงอาหารด้วยตนเอง ควรลดปริมาณเครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ้ว น้ำมันหอย ผงชูรส และควรตวงก่อนปรุงรสทุกครั้ง

4. ลดใช้เครื่องปรุงในอาหาร เช่น ผงปรุงรส น้ำปลา เกลือ ซีอิ้ว ซอสปรุงรส เต้าเจี้ยว

5. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

6. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

7. ใช้รสชาติอื่นทดแทน เช่น รสเปรี้ยว และรสเผ็ด

8. ใช้สมุนไพรเป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นหอมของอาหาร

9. ระวังเกลือที่ซ่อนอยู่ในอาหาร อย่างเช่น ผงฟู ผงปรุงรส ผงชูรส

Toyota กับค่ายรถญี่ปุ่นกระอักวิกฤตชิป หลังโรงงาน Renesas ไฟไหม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648534

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 18:31 น.Toyota กับค่ายรถญี่ปุ่นกระอักวิกฤตชิป หลังโรงงาน Renesas ไฟไหม้วิกฤตชิปรุนแรงขึ้นไปอีก หลังจากที่ตลาดขาดแคลนหนัก ยังต้องมาเจอกับปัญหาใหม่สดๆ ร้อนๆ เมื่อโรงงานผลิตในญี่ปุ่นเกิดเพลิงไหม้

ประธานบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของญี่ปุ่น Renesas Electronics Corp. กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าการระงับการผลิตโรงงานบางส่วนในภาคตะวันออกของญี่ปุ่นเนื่องจากไฟไหม้เมื่อเร็วๆ นี้อาจส่งผลให้อุปทานชิปลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อลูกค้าต่างๆ รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์

ฮิเดโทชิ ชิบาตะ (Hidetoshi Shibata) ประธานและซีอีโอของ Renesas กล่าวในการแถลงข่าวออนไลน์ว่า จากเหตุไฟไหม้เมื่อวันศุกร์ที่โรงงาน Naka ในจังหวัดอิบารากิอาจมี “ผลกระทบอย่างมาก” ต่อความสามารถในการจัดหาชิปให้กับผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งกำลังต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนชิปทั่วโลก

ในเวลานี้บริษัทกำลังพิจารณาเพิ่มการผลิตชิปที่โรงงานอื่นๆ เพื่อชดเชยผลผลิตที่สูญเสียไปที่โรงงาน Naka ชิบาตะกล่าวว่า “เราหวังว่าจะกลับมาดำเนินการ (ที่โรงงานที่ต้องหยุดชะงัก) ได้ภายในหนึ่งเดือน”

Renesas กล่าวว่าอุปกรณ์การชุบและเคลือบในสายการผลิตที่อยู่อาศัยของอาคารแห่งหนึ่งที่โรงงานเกิดไฟลุกไหม้เนื่องจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้โรงงานถูกเผาผลาญไป 600 ตารางเมตรหรือประมาณ 5% ของพื้นที่ห้องปลอดเชื้อ (Cleanroom) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาระดับอนุภาคให้ต่ำมาก เช่น มีปริมาณฝุ่น สิ่งมีชีวิตในอากาศหรืออนุภาคที่กลายเป็นไอต่ำมาก

ในเวลานี้ชิปกำลังขาดตลาดในระยะสั้นทั่วโลกเนื่องจากความต้องการใช้ในผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ผลิตรถยนต์บางรายต้องลดการผลิตลง

หลังจากที่มีข่าวเพลิงไหม้ที่ Renesas เมื่อเปิดตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ที่ญี่ปุ่นในวันจันทร์ ปรากฎว่าหุ้นของค่ายรถยนต์ได้รับผลกระทบในทันที โดยหุ้นของ Renesas ลดลงมากถึง 5.4% ในขณะที่ลูกค้าใหญ่ๆ เช่น โตโยต้า (Toyota Motor Corp.) ไปจนถึงฮอนด้า (Honda Motor Co.) และนิสสัน (Nissan Motor Co.) ก็ลดลงในการซื้อขายช่วงแรกวันจันทร์

Toyota กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ากำลังพยายามประเมินผลเสียจากการหยุดชะงักที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่แล้วในช่วงที่ขาดแคลนชิปอย่างรุนแรง และไฟไหม้ที่ Renesas มีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลง

ความต้องการชิปอย่างหนักเป็นผลมาจากความต้องการอุปกรณ์สำหรับใช้ในบ้านและที่ทำงานที่เฟื่องฟูในช่วงการระบาดของโรค โดยคาดว่าเมื่อต้นปีนี้จะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกเสียเงินไปประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์จากยอดขายที่หายไปในปี 2021

นอกจากผลกระทบจาก Renesas แล้ว Toyota เตือนด้วยว่าสภาพอากาศหนาวเย็นและการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ต้องระงับการผลิตที่โรงงานในสาธารณรัฐเช็กเป็นเวลาสองสัปดาห์ ตัวแทนของ Toyota กล่าวว่ากำลังตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดชะงักของ Renesas

AFP PHOTO / TOSHIFUMI KITAMURA

ทหารพม่ายังหวังให้ชาติเอเชียยังคงลงทุนหลังรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648522

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 16:52 น.ทหารพม่ายังหวังให้ชาติเอเชียยังคงลงทุนหลังรัฐประหารรัฐบาลทหารของเมียนมาคาดว่าการลงทุนจากประเทศในเอเชียจะดำเนินต่อไป แม้จะมีเสียงประณามมากขึ้นจากการรัฐประหารและตามด้วยการปราบปรามการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยอย่างรุนแรง

อ่อง นายง์ อู (Aung Naing Oo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่างประเทศของสหภาพแรงงานกล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Bloomberg ว่า “เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ เราคาดว่านักลงทุนดั้งเดิมจะยังคงทำธุรกิจที่นี่ รัฐบาลของพวกเขาไม่ได้บอกให้ บริษัทของพวกเขาไม่ลงทุนหรือทำธุรกิจในเมียนมา ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่านักลงทุนจากประเทศเหล่านี้จะยังคงมาที่นี่ต่อไป”

ในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรกำลังดำเนินการคว่ำบาตรต่อกองทัพและบริษัทบางแห่งลดขนาดการดำเนินงานในเมียนมาลง แต่เพื่อนบ้านในเอเชียส่วนใหญ่ละเว้นที่จะถอนตัวจากเมียนมา และทหารผู้กุมอำนาจยังว่าพันธมิตรในภูมิภาคจะยังคงมีส่วมร่วมกับเมียนมาต่อไปในระยะยาว

เมียนมาไม่ได้เพิ่งจะมาถูกคว่ำบาตรหลังการรัฐประหาร แต่ความสนใจในการลงทุนจากตะวันตกลดลงหลังจากรัฐบาลลพเรือนของเมียนมาและกองทัพถูกกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญาตั้งแต่ปี 2560 หลังจากนั้นเมียนมาได้มุ่งเน้นไปที่ประเทศต่างๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์และจีนเพื่อแสวงหาการลงทุนจากต่างประเทศ

อ่อง นายง์ อูซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงในสมัยรัฐบาลพลเรือนมาตั้งแต่ต้นปี 2016 และรับตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงรัฐประหารกล่าวว่ารัฐบาลรัฐประหารคาดว่าจะเห็น “ผลกระทบเล็กน้อย” ต่อการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ได้พิจารณาแล้วก่อนที่จะมีการยึดอำนาจทางทหาร

“ที่จริงเราคาดการณ์ไว้แล้ว และเคยประสบกับความกดดันเช่นนี้ในอดีต มีแรงกดดันจากนานาชาติมีต่อเมียนมาในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้แม้กระทั่งในรัฐบาลที่นำโดยพรรค NLD” ซึ่ง NLD คือพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดยอองซานซูจี

ความคิดเห็นของอ่อง นายง์ อูเกิดขึ้นเมื่อกองทัพเผชิญหน้ากับการประท้วงของข้าราชการและประชาชนทั่วไปซึ่งทำให้บริการสาธารณะและการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้บริษัท ต่างชาติบางแห่งยกเลิกการดำเนินการในเมียนมา ขณะที่กองทัพประกาศ “กฎอัยการศึกเต็มรูปแบบ” ในย่างกุ้งหลังจากมีรายงานว่าโรงงานกว่า 30 แห่งที่สร้างด้วยการลงทุนของจีนถูกทำลาย

“การประกันความปลอดภัยและการคุ้มครองโครงการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญของเรา นั่นคือเหตุผลที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยถูส่งไปในเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้นเพื่อความปลอดภัยที่ดีขึ้น เราจะปกป้องพวกเขาไม่ให้ถูกทำลาย” อ่อง นายง์ อู กล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2016-17 จนถึงเดือนมกราคม 2021 การลงทุนจากสหรัฐและยุโรปมีมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์หรือน้อยกว่า 8% ของ FDI ที่ไหลเข้ามาในประเทศเมียนมาทั้งหมด การลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเวลานั้นคือ 45% มาจากสิงคโปร์ตามด้วยจีนที่ 14%

Photo by STR / AFP

ชาวเอเชียในอเมริกาแห่ซื้อปืน ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อความเกลียดชัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648501

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 15:30 น.ชาวเอเชียในอเมริกาแห่ซื้อปืน ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อความเกลียดชังอาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวเอเชียในสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 150% ส่งผลให้ชาวเอเชียหันมาพกอาวุธปืนกันมากขึ้น

การแพร่ระบาดของโควิด-19 กระตุ้นให้ยอดขายปืนในสหรัฐเพิ่มขึ้นตามข้อมูลของสมาคมการค้าแห่งชาติของอเมริกาสำหรับอุตสาหกรรมอาวุธปืนระบุว่าโควิด-19 ส่งผลให้มีผู้ชื้อปืนครั้งแรกมากกว่า 8.4 ล้านรายรวมยอดขายปืนทั้งหมดถึง 39.69 ล้านกระบอกในปี 2020

ถึงกระนั้นในช่วงต้นปี 2020 มีเพียงไม่ถึง 4% ของผู้ซื้อปืนที่เป็นชาวเอเชีย แต่เมื่อเวลาผ่านมาเกือบ 1 ปี ชาวเอเชียในอเมริกาตกเป็นเหยื่อของการเหยียดเชื้อชาติถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียเพิ่มขึ้น 149% ในปี 2020 ในขณะที่อาชญากรรมจากความเกลียดชังโดยรวมลดลง 7% จากการศึกษาตามสถิติของตำรวจโดยศูนย์ศึกษาความเกลียดชังและหัวรุนแรง ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียซานเบอร์นาดิโน

โดยนักวิจัยพบว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายน 2020 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และทัศนคติเชิงลบต่อชาวเอเชียที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดส่งผลให้ชาวเอเชียหันมาพกอาวุธปืนกันมากขึ้น

คำบอกเล่าจากร้านค้าปืนในสหรัฐ

จิมมี่ กง เจ้าของร้านค้าปืน Jimmy’s Sport Shop ในนิวยอร์กกล่าวว่าชาวอเมริกันเชื้อสายเชียหันมาซื้อปืนมากขึ้นท่ามกลางอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังเอเชียที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีวัฒนธรรมพกปืนในชุมชนชาวเอเชียมาก่อน

กงระบุว่ายอดขายปืนของเขาเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วงที่เกิดโรคระบาดและประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาจากชาวเอเชียนอกจากนี้พวกเขายังซื้ออาวุธป้องกันตัวอื่นๆ อย่างเช่นสเปรย์พริกไทยด้วย

ไม่เพียงแต่ร้านของกงเท่านั้นแต่ร้านค้าปืนอื่นๆ ทั่วประเทศก็มีผู้ซื้อชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างแดเนียล เจมส์ ผู้จัดการร้านค้าปืน Poway Weapons & Gear ในรัฐแคลิฟอร์เนียก็เผยว่ามีลูกค้าเอเชียเพิ่มขึ้นถึง 20% ในช่วงปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เช่นเดียวกับทิม เฮนส์ลีย์ ผู้จัดการร้าน Towers Armory ร้านขายปืนในโอเรกอนกล่าวว่าทุกวันนี้ที่ร้านมีลูกค้าชาวเอเชียประมาณ 5 ถึง 6 คนต่อวันจากเดิมที่มีเพียง 2 ถึง 3 คนต่อวันเท่านั้น หรือคิดเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาดเลยทีเดียว

เจอร์รี่ ฮวาง พนักงานขายจากร้าน Wade’s Eastside Guns ในรัฐวอชิงตันเผยว่าโรคระบาดทำให้มีลูกค้าชาวเอเชียจำนวนมากแห่กันมาซื้อปืนพกและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติซึ่งได้รับความนิยมในร้านขายปืนทั่วประเทศและยอดขายพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

รวมถึงเดวิด หลิว เจ้าของร้าน Arcadia Firearm & Safety ในแคลิฟอร์เนียกล่าวว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ซื้อปืนชาวเอเชียอ้างถึงอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังชาวเอเชียเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาต้องแสวงหาอุปกรณ์ป้องกันตนเอง

Photo by GEORGE FREY / AFP

จีนค้นพบไวน์ในกาน้ำสัมฤทธิ์อายุกว่า 2,000 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648489

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 14:31 น.จีนค้นพบไวน์ในกาน้ำสัมฤทธิ์อายุกว่า 2,000 ปี จีนพบ ‘ไวน์ผลไม้’ ในกาน้ำสัมฤทธิ์ยุคก่อนราชวงศ์ฉินครั้งแรก

ไท่หยวน, 22 มี.ค. (ซินหัว) — เมื่อเร็วๆ นี้ คณะนักโบราณคดีของจีนได้ประกาศการค้นพบ “ไวน์ผลไม้” ที่ถูกผลิตขึ้นในสมัยราชวงศ์โจว (1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในหลุมฝังศพโบราณแห่งหนึ่งของเมืองอวิ้นเฉิง มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน

เฉาจวิ้น ผู้อำนวยการทีมขุดค้นสถานที่ดังกล่าว ระบุว่าบรรดากาน้ำสัมฤทธิ์ 8 ใบ ที่ถูกขุดพบเมื่อปีก่อนจากหลุมฝังศพเป่ยป๋ายเอ๋อ มีกาน้ำสภาพปิดสนิท 2 ใบ ที่ภายในมีของเหลวใสบรรจุอยู่

หลี่จิ้งผู่ สมาชิกทีมวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่าหลังจากวิเคราะห์ตัวอย่างของเหลวและดินบริเวณด้านล่างของกาน้ำใบอื่นๆ ทีมนักโบราณคดีได้ค้นพบสารประกอบอินทรีย์ชนิดระเหยง่ายและกรดอินทรีย์หลากชนิดที่มาจากไวน์ นำไปสู่การยืนยันภายหลังว่าของเหลวดังกล่าวคือไวน์ผลไม้

นักโบราณคดีชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบไวน์ผลไม้จากยุคก่อนราชวงศ์ฉิน (221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในจีน

อนึ่ง มีการขุดสำรวจหลุมฝังศพเป่ยป๋ายเอ๋อ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 1,200 ตารางเมตร ระหว่างเดือนเมษายน-ธันวาคม 2020 โดยช่วงเวลาดังกล่าว มีการขุดพบโบราณวัตถุที่ทำจากวัสดุหลากหลาย รวมถึงทองแดง หยก หิน สารเคลือบเงา และทองคำ ในสมัยราชวงศ์โจวกว่า 500 ชิ้น

อนุเคราะห์ข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว “จีนพบ ‘ไวน์ผลไม้’ ในกาน้ำสัมฤทธิ์ยุคก่อนราชวงศ์ฉินครั้งแรก

(ภาพจากสถาบันโบราณคดีซานซี : กาน้ำสัมฤทธิ์ทรงเหลี่ยมที่มีของเหลวใสบรรจุอยู่ ถูกวิจัยภายหลังว่าเป็นไวน์ผลไม้
(ภาพจากสถาบันโบราณคดีซานซี : กาน้ำสัมฤทธิ์ทรงเหลี่ยมที่มีของเหลวใสบรรจุอยู่ ถูกวิจัยภายหลังว่าเป็นไวน์ผลไม้

Bitcoin เป็นสกุลเงินใหญ่อันดับ 3 รัฐบาลมองข้ามไม่ได้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648486

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 13:38 น.Bitcoin เป็นสกุลเงินใหญ่อันดับ 3 รัฐบาลมองข้ามไม่ได้อีกDeutsche Bank ชี้คริปโตเคอร์เรนซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้กลายเป็นสกุลเงินที่สหคัญที่สุดอันดับต้นๆ ของโลกไปแล้ว ซึ่งสำคัญเกินไปที่จะเพิกเฉย

Deutsche Bank ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติของเยอรมันและบริษัทที่ให้บริการทางการเงินซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตประเทศเยอรมนี ได้เผยแพร่รายงานที่ระบุว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) มีความสำคัญเกินกว่าที่จะเพิกเฉยได้ โดยชี้ว่าตอนนี้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ใหญ่เป็นอันดับสามในแง่ของมูลค่ารวมในการหมุนเวียน

นอกจากนี้ Deutsche Bank ยังกล่าวว่ารัฐบาลและธนาคารกลางในประเทศต่างๆ รู้ดีว่าสกุลเงินดิจิทัลจะอยู่กับเราไม่ไปไหนและคาดว่าจะเริ่มควบคุมอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลในปีนี้

เมื่อกลางเดือนมีนาคม Deutsche Bank Research เผยแพร่รายงานชื่อ “Bitcoins: Can the Tinkerbell Effect Become a Self-Fulfilling Prophecy?” (บิตคอยน์: ปรากฏการณ์ในจินตนาการจะทำให้คำทำนายเป็นความจริงหรือไม่?) เป็นส่วนที่สามของรายงานชื่อ “The Future of Payments: Series 2” (อนาคตของระบบการจ่ายเงิน: ซีรีส์ 2 )

ผู้เขียนรายงานนักวิเคราะห์การวิจัยคือ แมเรียน ลาบอร์น (Marion Laboure, Ph.D) เขียนว่า มูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ของ Bitcoin ทำให้เป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะเพิกเฉยได้ ตราบใดที่ผู้จัดการสินทรัพย์และ บริษัทต่างๆ ยังคงเข้าสู่ตลาดราคา Bitcoin ก็ยังคงสูงขึ้นต่อไป

รายงานให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า

ในแง่ของสกุลเงินทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ Bitcoin มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากดอลลาร์สหรัฐและยูโร โดยสาเหตุหลักมาจากมูลค่าของ Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเมื่อเร็วๆ นี้

รายงานเสริมว่า “ในช่วงต้นปี 2019 Bitcoin มีสัดส่วนเพียง 3% ของการหมุนเวียนของเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 Bitcoin เพิ่มขึ้นเกิน 40% ของสัดส่วนการหมุนเวียนของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ”

ดังนั้น Bitcoin จึงกลายเป็นสกุลเงินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากดอลลาร์สหรัฐและยูโรตามการวิจัยของ Deutsche Bank ส่วนอันดับที่ 3 คือเงินเยนของญี่ปุ่น ตามด้วยรูปีของอินเดียในอันดับที่ 4

ดร. แมเรียน ลาบอร์น ผู้เขียนรายงานกล่าวว่า มูลค่าของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างต่อเนื่องขึ้นอยู่กับว่าผู้คนเชื่อว่ามันมีค่า ซึ่งความเชื่อว่ามันมีค่านั้นบางครั้งเรียกว่า Tinkerbell Effect ซึ่งเป็นคำศัพท์ทางเศรษฐกิจที่หมายความว่ายิ่งมีคนเชื่อในบางสิ่งมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเป็นความจริงมากเท่านั้น คำๆ นี้มาจากเรื่อง Peter Pan ซึ่งในเนื้อเรื่องนั้นทิงเกอร์เบลล์ (Tinkerbell) มีอยู่จริงเพราะเด็กๆ เชื่อว่าเธอมีอยู่จริง

นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ยังบอกว่า ธนาคารกลางและรัฐบาลต่างๆ รับรู้ว่าสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ จะไม่หายไปไหน ดังนั้นจึงคาดว่าภาครัฐจะเริ่มควบคุมสินทรัพย์คริปโตในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และธนาคารกลางต่างๆ “กำลังเร่งวิจัยเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) และเปิดตัวโครงการนำร่อง”

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวธนาคารกลางไม่น่าจะเลิกผูกขาดนโยบายการเงิน และตราบใดที่รัฐบาลและธนาคารกลางยังคงมีอำนาจในการควบคุมเงิน Bitcoin ก็จะมีโอกาสเล็กน้อยที่จะกลายมาเป็นวิธีการชำระเงินเพื่อแทนที่สกุลเงินแบบดั้งเดิม

Photo by INA FASSBENDER / AFP

เอาอีกแล้ว หนุ่มนิวยอร์กชกชายชราเอเชียเลือดอาบบนรถไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648480

วันที่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.เอาอีกแล้ว หนุ่มนิวยอร์กชกชายชราเอเชียเลือดอาบบนรถไฟตำรวจเพิ่มกำลังพลหลายร้อยนายเฝ้าระบบขนส่งมวลชนรับมืออาชญากรรมจากความเกลียดชังเอเชีย

แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดินในสหรัฐจะลดลงประมาณ 75% นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่อาชญากรรมและความรุนแรงจากความเกลียดชังชาวเอเชียที่เกิดขึ้นบนรถไฟใต้ดินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดเว็บไซต์ข่าวนิวยอร์ก เดลินิวส์ รายงานว่าชายชาวศรีลังกาวัย 68 ปีมีอาการบาดเจ็บสาหัสหลังจากที่ถูกชายแปลกหน้าชกเข้าที่หน้าขณะกำลังเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินย่านไทรเบกา ในนครนิวยอร์กแต่เคราะห์ดีที่มีพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือไว้

“ไอ้**! พวกเอเชีย” ผู้ก่อเหตุตะโกนด่าทอก่อนที่จะขว้างปาบางอย่างใส่เหยื่อซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์และพุ่งเข้าชกในหน้าของเหยื่อจนเต็มไปด้วยเลือด George Okrepkie ผู้เห็นเหตุการณ์เผยพร้อมระบุว่า “เป็นการโจมตีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่น่าขยะแขยงอย่างไม่น่าเชื่อ”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fgokrepkie%2Fposts%2F10222501100789104&width=500&show_text=true&height=692&appId

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มี.ค. เวลาประมาณ 14.40 น.ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายไว้ได้อย่างชัดเจนก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปล่อยภาพนั้นออกมาเมื่อวันที่ 21 มี.ค. พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสหากพบเห็น

WANTED for ASSAULT: Do you know this guy? On 3/19/21 at approx 2:40 PM, inside the Franklin & Varick St. subway station in Manhattan, the suspect punched a 68-year-old male in the head, leaving the victim in critical condition. Any info, call or DM @NYPDTips at 800-577-TIPS. pic.twitter.com/FGpwcgTJID— NYPD NEWS (@NYPDnews) March 21, 2021

ภายหลังตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยระบุว่าคือ Marc Mathieu วัย 36 ปีในข้อหาทำร้ายร่างกายแต่เบื้องต้นยังไม่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติโดยตำรวจเผยว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพิ่มกำลังพลอีก 500 นายในระบบขนส่งมวลชนในนิวยอร์กตั้งแต่เดือน ก.พ. เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ชาวเอเชียถูกทำร้ายบนรถไฟซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาทิ เมื่อเดือนที่ผ่านมา Noel Quintana ชาวอเมริกันเชื้อสายฟิลิปปินส์วัย 61 ปีถูกชายคนหนึ่งใช้คัตเตอร์กรีดที่ใบหน้าขณะกำลังเดินทางไปทำงานด้วยรถไฟในนิวยอร์ก

Noel Quintana is a 61yr old Filipino man who was slashed in the face a few weeks ago while on his way to work in NY, nobody helped him while he was bleeding out and he required 100 stitches after this hate crime. Please share to help medical bills https://t.co/vukNGBHBI1 pic.twitter.com/RO86VZdFIB— Mel (@SeballosTV) March 18, 2021

ภาพโดย George Okrepkie และ NYPD NEWS