เขาว่ากันว่า…คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678421

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 13:00 น.เขาว่ากันว่า…คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด?

อ่านแล้วไปไหน? ตั้งคำถามกับอนาคตของวัฒนธรรมการอ่านไปด้วยกัน

‘การอ่าน’ หนึ่งคำสั้นกระชับประกอบด้วย 2 พยางค์ แต่มีความหมายล้านแบบแล้วแต่คนนิยาม การอ่านคือเพื่อน การอ่านคือความรู้ การอ่านคือการหลบไปในโลกแห่งจินตนาการส่วนตัว ฯลฯ

เพราะการอ่านไม่ต่างกับการเดินทางที่จะพาเราไปสำรวจความหมายและความเป็นไปได้ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ละครั้งที่อ่านเราจึงอาจได้เพื่อนใหม่เป็นตัวละครจากวรรณกรรมสักเรื่อง เป็นคนที่จัดการอะไรได้ดีขึ้นจากหนังสือฮาวทูเล่มฮิต หรือแม้แต่การอ่านสเตตัสเฟซบุ๊กของเพื่อนสักคนที่ทำให้เราเห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็น ทุกครั้งหลังอ่านอะไรสักอย่างจบ เรามักจะพบว่าเราเป็นคนใหม่ที่เดินทางมาไกลแล้วจากอดีต เพราะการอ่านพาเราเดินทางสู่อนาคตเสมอ

‘อ่านแล้วไปไหน?’ จึงเป็นคำถามที่อยากชวนทุกคนมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘การอ่าน’ ในนิยามของเรานั้นจะพาเราไปสู่สิ่งใด? มาเติมคำตอบในแบบของคุณไปด้วยกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 กับธีม ‘อนาคต’ ที่เชื่อว่าการอ่านจะพาทุกคนไปสำรวจเส้นทางใหม่ๆ ให้การอ่านทำให้อนาคตใกล้กว่าที่คุณคิด

อ่านอดีตเพื่ออ่านอนาคต: เขาว่ากันว่า…คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด?

ว่ากันว่าคนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าข้อมูลนี้จริงแค่ไหน? วัดจากอะไร แล้วกลุ่มตัวอย่างคือใครกันนะ? อ่านปีละ 8 บรรทัด หมายถึงทุกๆ เดือนครึ่งเราอ่านแค่คนละ 1 บรรทัดเท่านั้น รู้แบบนี้ยิ่งแอบเถียงอยู่ในใจว่าแค่อ่านสเตตัสเฟซบุ๊กเพื่อนก็เกิน 8 บรรทัดแล้วนะ แม้ประโยคนี้จะวนเวียนอยู่คู่สังคมนักอ่านและกลุ่มคนทั่วไป มายาวนาน แต่หากไล่ย้อนดูสถิติและงานวิจัยเรื่องการอ่านตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมากลับพบว่าข้อมูลที่ออกมานั้นสวนทางกับข้อความที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือแค่ปีละ 8 บรรทัดอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2548 – พ.ศ. 2561 โดยเก็บข้อมูลจากชาวไทย 55,920 ครัวเรือนตัวอย่าง ในทุกภูมิภาคและทุกช่วงวัย พบว่าคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปใช้เวลาอ่านเฉลี่ยมากถึงวันละ 80 นาที ส่วนเยาวชนไทยเป็นกลุ่มที่ใช้เวลาอ่านหนังสือมากที่สุด อ่านเฉลี่ยวันละ 109 นาที

ไม่เพียงเท่านั้นแนวโน้มการอ่านของประชากรไทยยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยปี พ.ศ. 2551 มีอัตราการอ่านร้อยละ 66.3 และในปี พ.ศ. 2554 ร้อยละ 68.6 ส่วนปี พ.ศ.2561 อัตราอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นมาที่ร้อยละ 78.8 ที่สำคัญในจำนวนนักอ่านเหล่านี้มีผู้ที่อ่านหนังสือทุกวันมากถึงร้อยละ 54 และอ่านทุก 4-6 วันรองลงมา

โดยเฉพาะการอ่านของเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปีที่อ่านด้วยตนเอง หรือผู้ใหญ่อ่านให้ฟังมีจำนวน 2.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 61.2 ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ เช่นเดียวกับระยะเวลาการอ่านของน้องๆ หนูๆ ต่อวันที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าด้วย

ไม่เพียงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเท่านั้น ยังมีงานวิจัยจากสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) และสถิติของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยที่ยืนยันว่าในเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

เพราะการอ่านคือการเดินทาง วัฒนธรรมการอ่านจึงหลากหลายและไม่หยุดนิ่ง ไม่ต่างจากนิยามของการอ่าน เราทุกคนล้วนมีภาพในหัวของ ‘การอ่าน’ แตกต่างกันไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพตัวแทนการอ่านในหัวใครหลายคนคือการอ่านหนังสือเล่มโต อัดแน่นไปด้วยความรู้ หรือวรรณกรรมเคร่งขรึมที่ชวนตั้งคำถามหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่เพราะการอ่านคือการเดินทาง วัฒนธรรมการอ่านจึงหลากหลายและไม่หยุดนิ่งตามไปด้วย

หากย้อนเวลากลับไปที่ยุคกรีกโบราณ นักปรัชญาสมัยนั้นบอกว่าการอ่านวรรณกรรมคือเรื่องอันตราย! โดยเฉพาะกับเยาวชน เนื่องด้วยเนื้อหาที่เป็นเรื่องแต่งอาจมอมเมาให้ผู้อ่านหลงไปในโลกแห่งความลวงได้ หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ล้วนยืนยันว่าช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 10 โลกตะวันตกเน้นการอ่านออกเสียง วัฒนธรรมการอ่านในใจหรือการอ่านที่ต้องการความเงียบเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากนั้น

การอ่านนิทานให้เด็กฟังเพื่อพัฒนาการของเด็กในปัจจุบัน หรือวัฒนธรรมการอ่านในห้องสมุดที่ต้องการความเงียบสงบจึงผ่านการเดินทางมาไกลแสนไกลจากวัฒนธรรมการอ่านในอดีต แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมการอ่านที่เราคุ้นเคยกันอยู่

ตอนนี้จึงอาจเป็นวัฒนธรรมการอ่านคนละรูปแบบกับวัฒนธรรมการอ่านเมื่อร้อยปีก่อน หรือพันปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับอนาคตของการอ่านนับจากวินาทีนี้มีที่อาจมีรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายและไม่หยุดอยู่กับที่ แล้วแต่เราทุกคนจะช่วยกันแต่งแต้ม

แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการอ่านในฐานะการอ่านหนังสือเล่มโตเท่านั้น แต่แนวโน้มการอ่านในปัจจุบันกำลังขยายตัวสู่แพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่หนังสือที่เป็นรูปเล่ม สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยรวมเอาการอ่านหนังสือหรือบทความทุกประเภท ทั้งที่เป็นรูปเล่ม เอกสาร หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการอ่านผ่านสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์

สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าคนไทยอ่านข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุดร้อยละ 61.2 โดยมีหนังสือพิมพ์รองลงมา ตามด้วยแบบเรียน และหนังสือทั่วไป อย่างไรก็ตามถ้าพูดถึงการอ่านแบบเป็นตัวบท นักอ่านยังเลือกอ่านหนังสือกระดาษมากกว่า e-book อย่างเห็นได้ชัด คงพอบอกได้ว่าวัฒนธรรมการอ่านในปัจจุบันมีความหลากหลายและเฉพาะตัวมากขึ้น การอ่านขยายตัวสู่การอ่านทุกรูปแบบ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราสามารถอ่านได้ทุกเวลาโดยการอ่านแต่ละแบบตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

ผู้คนอาจไม่ได้ตามข่าวสารจากการอ่านหนังสือพิมพ์ก่อนออกจากบ้านตอนเช้า แต่ติดตามอ่านการสรุปข่าวจากอินฟลูเอนเซอร์ที่พวกเขาเชื่อถือผ่านเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์แทน รวมถึงบางคนอาจเลือกอ่านนิยายแชทเป็นตอนๆ ผ่านแพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ ก่อนตามซื้อหนังสือแบบรูปเล่มเพื่อเก็บสะสมแทน

รวมถึงรูปแบบหนังสือที่ผู้คนนิยมก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน สถิติของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยช่วยให้เห็นเทรนด์จากนักอ่านมากขึ้น โดยหนังสือที่ขายดีที่สุดในงานหนังสือปี พ.ศ.2564 คือการ์ตูนและไลท์โนเวล และหนังสือประเภทหลักที่ได้รับความนิยมตลอดมาในงานสัปดาห์หนังสือคือ การ์ตูน รวมถึงนิยายวายที่กลายมาเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการวัฒนธรรมการอ่านและอุตสาหกรรมหนังสืออย่างไม่อาจปฏิเสธได้

เริ่มอ่านในแบบของเรา อนาคตในแบบของเรา

วัฒนธรรมการอ่านอาจมีรูปแบบต่างออกไปจากภาพที่ใครหลายคนคุ้นชิน แต่เพราะยังเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง จึงแปลว่าวัฒนธรรมการอ่านในไทยยังมีชีวิต การอ่านทุกรูปแบบกำลังเพิ่มความหลากหลายและขยายความเป็นไปได้ของวัฒนธรรมการอ่านออกไปให้กว้างขวาง

การอ่านอนาคตจึงไม่ใช่แค่การอ่านรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการอ่านที่เปิดกว้าง หลากหลาย คล้ายเป็นการเดินทางที่ทุกคนกำหนดเป้าหมายและอนาคตในแบบที่ตัวเองอยากเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านสายหลงใหลกลิ่นหมึกจากหนังสือแบบรูปเล่ม หรือเป็นสาย e-book เน้นพกพาสะดวก นักอ่านสายวรรณกรรมและข้อมูลเข้มข้น หรือสายนิยายวายไลท์โนเวลให้ชีวิตผ่อนคลาย กระทั่งสายอ่านออนไลน์ไล่อ่านตั้งแต่แคปชันอินสตาแกรมเพื่อนๆ ยันนิยายแชท เราทุกคนคืออนาคตของการอ่าน

มาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแรงหลากหลายด้วยการ ‘อ่านอนาคต’ ไปด้วยกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม – วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 10.00-21.00 น. (วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม เปิดให้เข้างานเวลา 17.00-21.00 น.) ณ สถานีกลางบางซื่อ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/bookthai หรือสำรวจหนังสือแบบออนไลน์ก่อนได้ที่ https://www.thaibookfair.com

อ้างอิง วรรณกรรม : ประวัติศาสตร์เรื่องเล่าแห่งจินตนาการ = A little history of literature / John Sutherland ; แปล, สุรเดช โชติอุดมพันธ์

‘ลงมือทำ’ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ กลุ่มเซ็นทรัลพลิกโฉม ‘เซ็นทรัล ทำ’ ย้ำจุดยืนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678393

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 12:30 น.'ลงมือทำ' ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ กลุ่มเซ็นทรัลพลิกโฉม 'เซ็นทรัล ทำ' ย้ำจุดยืนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนมิติใหม่ด้าน CSV พลิกโฉมกลยุทธ์ “เซ็นทรัล ทำ” ย้ำจุดยืนการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนสังคมร่วมแสดงพลังของการ “ลงมือทำ” ด้วยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

ย้ำจุดยืนความเป็นผู้นำด้านการดำเนินโครงการเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล ใช้แนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม ร่วมกันกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ชุมชน และองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ภายใต้โครงการเพื่อสังคมหลัก “เซ็นทรัล ทำ” ซึ่งมีแท็กไลน์ว่า ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ

โดยความสำเร็จของ “เซ็นทรัล ทำ” ในปี 2564 ที่ผ่านมาครอบคลุมกว่า 44 จังหวัด ช่วยเหลือชุมชนกว่า 500,000 คน รวมกว่า 100,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ โดยสามารถสร้างรายได้คืนสู่ชุมชนผ่านการรับซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อนำมาจำหน่ายในร้านเครือกลุ่มเซ็นทรัล มากกว่า 1,500 ล้านบาท และ ฟื้นคืนผืนป่ากว่า 2,000 ไร่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในปี 2565 กลุ่มเซ็นทรัลยังคงเดินหน้าอย่างเต็มกำลังด้วย 6 แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน และ ปรับเพิ่มกลยุทธ์การสื่อสาร “เซ็นทรัล ทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา “วงจรชีวิตของการทำ” เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมและลงมือทำด้วยกันอย่างเข้มแข็งในการพัฒนาสังคมและชุมชนครบทุกมิติ

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กว่า 75 ปี ของการดำเนินธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล เรามีเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าที่จะร่วมรับผิดชอบและมีส่วนร่วมต่อสังคมด้วยการขับเคลื่อนโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ โดยการร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภายในองค์กร พนักงาน ผู้บริหาร สู่ภายนอกองค์กร ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย บนพื้นฐานความเชื่อมั่นว่า “ความยั่งยืน” เกิดจากความมุ่งมั่นทำด้วยใจ และไม่สามารถสร้างได้ด้วยใครคนเดียว จึงต้องเริ่มต้นจากความร่วมมือกัน ตั้งใจทำ และมุ่งมั่นที่จะทำในระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการเพื่อสังคม “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ มุ่งเน้นส่งเสริมความยั่งยืนจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาด้านการศึกษา, คุณภาพชีวิตที่ดี, การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม, การสร้างอาชีพให้คนพิการ, การลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียว และ การพัฒนาสินค้าชุมชนในหลากหลายแนวทาง อาทิ พัฒนาผลิตภัณฑ์, สนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่าย, การรับซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยการต่อยอดการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบวิถีชุมชน ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจภายใต้ “เซ็นทรัล ทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ เรามุ่งมั่น พัฒนาความเป็นอยู่ของทุกคน เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง และสังคมเติบโตอย่างยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอความสำเร็จของ “เซ็นทรัล ทำ” พร้อมสร้างการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ทุกคนมีร่วมกัน ผ่าน “พลังของการลงมือทำ” ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าและสร้างสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกันได้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงใช้กลยุทธ์การสื่อสาร “เซ็นทรัลทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” ผ่านภาพยนตร์โฆษณา ที่ได้ผู้กำกับมากฝีมือ ณฐพล บุญประกอบ ผู้ฝากผลงานกำกับสารคดีชื่อดังและผู้เขียนบทภาพยนตร์ชื่อดัง มาร่วมตีโจทย์ออกมาเป็นภาพยนตร์โฆษณาในชื่อ “วงจรชีวิตของการทำ

ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีและผู้เขียนบทภาพยนตร์ กล่าวว่า “การออกแบบโครงสร้างของหนังเรื่องนี้มีแกนกลางอยู่ที่คำว่า “ทำ” โดยเริ่มต้นจากการลงมือทำแบบตามสะดวก ไม่จริงจัง จนค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่การลงมือทำ ร่วมมือกันทำ ตั้งใจและทดลองทำในสิ่งที่เชื่อมั่น ซึ่งปลายทางของหนังไม่ได้จบลงที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นใด แต่เรา ต้องการสื่อสารให้คนดูเกิดแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของบุคคลและชุมชน รวมทั้งเชื่อในพลังแห่งการ “ลงมือทำ” เช่นเดียวกับผม ในฐานะผู้กำกับที่ผลลัพธ์ของการทำงานไม่ใช่แค่ได้หนัง 1 เรื่อง แต่คือการได้รับโอกาสในการเข้าไปสัมผัสพี่ ๆ ลุงป้าน้าอาที่ลงมือทำอย่างตั้งใจจริง ลงมือทำด้วยรอยยิ้มที่จริงจัง ทำให้ผมเกิดความรู้สึกถึงคุณค่าของการทำด้วยความจริงใจและมีเป้าหมายอย่างแท้จริง ซึ่งในทุกโครงการที่ปรากฎอยู่ในหนังเรื่องนี้ สำหรับผมถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและเป็นประโยชน์มากครับ”

ทางด้าน สราวุธ วงค์กาวิน เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ชุมชนแม่ทาออร์แกนิค จ. เชียงใหม่ หนึ่งในเกษตรกรที่ เซ็นทรัล ทำ ได้ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์จากการลงมือทำที่ประสบความสำเร็จ กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัล ได้นำความรู้ ความเชี่ยวชาญ เข้ามาส่งเสริมการทำงานในพื้นที่แม่ทา ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ ถึงสิ่งที่ควรส่งเสริมต่อยอดและส่วนที่ชุมชนต้องได้รับการเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการปรึกษาการทำงานร่วมกันกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การพัฒนาชุมชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและยั่งยืนอย่างครบวงจร เช่น การส่งเสริมการผลิตแบบสมาร์ทฟาร์ม, การบรรจุภัณฑ์ผลผลิต, อาคารคัดแยก-บรรจุที่ได้มาตรฐาน, รถห้องเย็นสำหรับลำเลียงพืชผักเพื่อคงความสด ใหม่ รวมทั้ง ท็อปส์ ยังรับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปจำหน่ายและช่วยประชาสัมพันธ์ผลผลิตของแม่ทาให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ทิศทางของ “เซ็นทรัล ทำ” ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ นับจากนี้ จะถูกจัดทัพโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็น 6 แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน ดังนี้

1. ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย (Community & Social Contribution) ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชนด้วยการยกระดับชุมชนผ่านการพัฒนาสินค้าชุมชน, การออกแบบบรรจุภัณฑ์, การเปิดช่องทางทางการสื่อสาร ขนส่ง และจัดจำหน่าย, การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ

2. ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม (Inclusion) การดำเนินงานด้านการศึกษา พัฒนาทักษะความรู้ เติมเต็มโอกาสในการทำงาน และส่งเสริมด้านการกีฬาและสุขอนามัย เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็ก เยาวชน คนพิการ และกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคม

3. พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Development) การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรมีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการปฏิบัติงานบนฐานความรู้ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการทำงานและการแข่งขัน

4. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย (Circular Economy & Waste Management) การดำเนินธุรกิจบนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีสำนึกความรับผิดชอบ ส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การลดปริมาณขยะมูลฝอย และการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจและให้ทุกคนได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

5. ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร (Food Loss & Food Waste Reduction) การจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้วัตถุดิบ การจัดการอาหารที่เหลือจากการจำหน่าย การแปรรูปอาหารที่ไม่สามารถรับประทานได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และก๊าซชีวภาพเพื่อนำมาสร้างประโยชน์หมุนเวียนต่อไป

6. ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน (Climate Action) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและให้บริการแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า การติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในและพื้นที่โดยรอบศูนย์การค้า และการปลูกป่าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

กลุ่มเซ็นทรัล มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการพัฒนา รอบด้าน 360 องศา เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตที่มั่นคงต้องอยู่บนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะเกิดขึ้นเพราะพลังของการ “ลงมือทำ” ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ”

ตะลุย 4 โซนเอาใจสายฟิต ในงาน Health & Fit Expo 2022 งานเดียวที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ Eat Play Fit

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678366

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 09:48 น.ตะลุย 4 โซนเอาใจสายฟิต ในงาน Health & Fit Expo 2022 งานเดียวที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ Eat Play Fit

ตามมาฟิตให้สุด ปลุกชีวิตแบบเฮลตี้ ที่งาน Health & Fit Expo 2022 ที่เดียวตอบทุกไลฟ์สไตล์ Eat Play Fit เริ่มแล้ววันนี้ ถึง 20 มี.ค. 65 ที่เซ็นทรัลเวิลด์

บอกเลยว่างานนี้เหล่าคนฟิตและสายสุขภาพต้องมา!! กับงาน Health & Fit Expo 2022  งานเดียวที่รวมทุกสิ่งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ Eat / Play / Fit เต็มอิ่ม 4 โซนจัดเต็มทั้ง HealthyLicious Zone รวมอาหารและขนมสายเฮลท์ตี้, Wellness Goods Zone สินค้าสุขภาพ, Health Innovation by NIA นวัตกรรมเพื่อสุขภาพฝีมือคนไทย และ Stay Fit Zone กิจกรรมสนุกอัพชีวิตแอคทีฟ โดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดงานมหกรรมสินค้าเพื่อคนรักสุขภาพเต็มรูปแบบ สอดรับกระแสความนิยม เทรนด์เฮลตี้ที่มาแรงของทั้งคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหญ่ที่หันมาออกกำลังกาย กินอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น พร้อมเล็งเห็นโอกาสตลาดสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยงานเริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 มีนาคม 2565 ณ ชั้น 1 เซ็นทรัล คอร์ท และ โซนอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 

ภายในงานจะพบกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 4 โซนหลักๆ ได้แก่

1 HEALTHYLICIOUS ZONE

อัพเดทเทรนด์ร้านอาหารสายคลีน พบกับเมนูอาหาร ขนม และเบเกอรี่ทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ จากหลากหลายร้านดัง อาทิ

·      First Pride Plant Base Food จากพืช 100% อร่อยจนลืมว่าทำจากพืช คุณประโยชน์ครบถ้วนด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แต่คอเลสตอรอล 0%

·      GetFresh รวมอาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายเมนูอร่อย รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศ ให้คลีน ลีน แบบไม่มีเบื่อ

·      Kleens Station สินค้าเพื่อสุขภาพทางเลือกใหม่สำหรับคนชอบออกกำลังกาย เเละรักสุขภาพ มีทั้งเบเกอรี่หน้าตาน่าทาน หวานน้อยอร่อยมาก แคลต่ำ

·      กันชง Cold Brew Coffee  กาแฟสกัดเย็นผสมกัญชา ใช้เมล็ดกาแฟ Arabica แท้ 100% ดื่มแล้วหลับสบาย ผ่อนคลาย ลดอาการปวดไมเกรนได้อีกด้วย

·      Healthiful by Central Food Hall รวมขนม ของทานเล่น กราโนล่า ซีเรียลบาร์ต่างๆ ให้สายเฮลท์ตี้ อร่อยเพลิน ไม่ต้องกลัวอ้วน

2 WELLNESS GOODS ZONE:

รวบรวมสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก สำหรับดูแลร่างกาย ดูแลบ้าน และดูคนที่คุณรัก อาทิ

·      Senior Move ผู้ช่วยยุคใหม่ บริการพาผู้สูงอายุไปเที่ยว ไปพบแพทย์ หรือทำธุระต่างๆ สะดวกสบาย ปลอดภัย

·      Mega We Care วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คุณภาพสูงได้มาตรฐานระดับสากล ครอบคลุมทุกปัญหาสุขภาพ

·      Ali Everyday Products ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากธรรมชาติ สบู่เหลว น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาทำความสะอาดพื้น เป็นมิตรต่อผิวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

·      Agrowlab / Agrowplus ผลิตภัณฑ์จากกัญชง และกัญชา เพื่อสุขภาพหลากหลายชนิด อาทิ น้ำมันหอมระเหย, ยาหม่อง, สบู่อาบน้ำ

·      All About You รวมเครื่องสำอางและสกินแคร์ออร์แกนิกจากทุกมุมโลก ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองจากสถาบันนานาชาติ

3 HEALTH INNOVATION ZONE by NIA

โซนที่รวบรวมผู้ประกอบการไทยที่พัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพ ได้มาตรฐานและได้รับรางวัลการันตี อาทิ

·      Prima Laser Therapy นวัตกรรมหมวกเลเซอร์ปลูกผม สำหรับแก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง

·      APARA ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากสารสกัดที่ได้จากเซรั่มน้ำยางพารา ที่อุดมไปด้วยคุณสมบัติแห่งการบำรุงผิว 7 ประการ ผ่านการวิจัยและพัฒนามากว่า 20 ปี

·      SMILE FEET แผ่นรองเท้าที่ได้รับการออกแบบโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีงานวิจัยรองรับ ช่วยลดอาการปวดเท้าได้ถึง 75.5%

·      Taste’n Time มูสนมโภชนาการสูง นวัตกรรมเพื่อคนรักสุขภาพ อุดมไปด้วยส่วนผสมคุณภาพสูง อร่อย เข้มข้น อยู่ท้องและปลอดภัย เสริมการเจริญเติบโต ทานได้ทุกวัย

·      Vagaso Biotic Coffee ใช้เทคโนโลยีด้านชีวภาพหมักเมล็ดกาแฟ บ่ม และควบคุมปัจจัยต่างๆ เลียนแบบการหมักในกระเพาะชะมด ทำให้กาแฟมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หอม นุ่ม กลมกล่อม และมีสารกาบาซึ่งเป็นมีประโยชน์ต่อร่างกายและระบบประสาท

4 STAY FIT ZONE

พบสินค้า Sportwear แบรนด์ดังราคาพิเศษจาก Super Sport และ Central Department Store พร้อมกิจกรรมสนุก ชวนมาอัพชีวิตให้แอคทีฟ อาทิ

“Fun & Fit with Physique57” ชวนคุณมาออกกำลังกายสนุกๆ ทำความรู้จักกับ “Barre Class” เทรนด์ออกกำลังกายแบบใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมของสาวๆในยุคนี้ พร้อมเกมส์ “บีบบอล ชาเลนจ์” ประกอบเพลงสุดมันส์ ลุ้นรับ Physique 57 Fit Kit: 21-Day Challenge มูลค่า 1,150 บาท กลับไปออกกำลังกายที่บ้านอัพความฟิต ทวงคืนหุ่นปังภายใน 21 วันกันฟรีๆ (เฉพาะวันที่ 18-20 มีนาคม 2565)

อย่าพลาดกับงานมหกรรมเพื่อคนรักสุขภาพแบบครบวงจรแห่งปี กับงาน Health & Fit Expo 2022  มางานเดียวครบจบทุกความต้องการเพื่อสุขภาพที่ดี ตั้งแต่วันนี้ – 20 มีนาคม 2565 ณ ชั้น 1 เซ็นทรัล คอร์ท และ โซนอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  

เชฟป้อมรังสรรค์ 4 เมนูสเปเชียลผสานความจัดจ้านจากซอสต๊อดเย็นตาโฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/678373

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 10:50 น.เชฟป้อมรังสรรค์ 4 เมนูสเปเชียลผสานความจัดจ้านจากซอสต๊อดเย็นตาโฟ

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยว ชวนลิ้มลองของเด็ดจากฝีมือเชฟดัง Chef Pom X Made By TODD Episode1 : “จัดจ้านต้องชม” เมื่อศิลปศาสตร์อาหารจีน ผสมผสานความจัดจ้านไปกับซอสต๊อดเย็นตาโฟ!!!

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ 

เรียกความตื่นเต้นของนักชิมในสายเลือดได้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งนี้ เชฟป้อม นำเสนอเมนูสุดจัดจ้านที่บรรจงคัดสรรค์วัตถุดิบชั้นยอด ผ่านการปรุงแบบศิลปศาสตร์อาหารจีน ผสมผสานความจัดจ้านไปกับซอสต๊อดเย็นตาโฟ สู่ 4 เมนูสเปเชียลที่อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องครีเอทแบบสุดๆ ชูความอร่อยด้วยส่วนผสมเด็ดอย่าง ซอสเย็นตาโฟ ที่จะทำให้ทุกคนลืมภาพเย็นตาโฟแบบเดิมๆ ไปเลย กับสไตล์อาหารเหลาของเหล่าเมนูอาหารจีนขึ้นชื่อ 

แสร้งว่าเส้นหมี่เย็นโตโฟ
แสร้งว่าเส้นหมี่เย็นโตโฟ
ซี่โครงหมูหมักเต้าหู้ยี้ซอสเย็นโตโฟแอบแซ่บ
ซี่โครงหมูหมักเต้าหู้ยี้ซอสเย็นโตโฟแอบแซ่บ
เกือบจะเป็นเย็นโตโฟ
ซาลาเปาซอสเย็นโตโฟ
ซาลาเปาซอสเย็นโตโฟ

อยากรู้ว่าอาหารเหลาในแบบเชฟป้อมที่ผสานจนกลมกล่อมและจัดจ้านด้วยซอสต๊อดเย็นตาโฟ Episode นี้จะเด็ดแค่ไหน ไปกันได้ที่ร้าน Chef Pom Chinese Cuisine By TODD ถนนพระราม 3 วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 สำรองที่นั่งได้ที่ 091-407-5687 หรือ Line @Chefpomcuisine สั่งผ่าน Online ได้ทาง Line Man , Grab Food  ตั้งแต่เวลา 11.30-20.00 น.

ซูมร้านเปิดใหม่ใน Thai Taste Hub กับ 3 ร้าน 3 สไตล์ที่พร้อมครองใจสายสตรีทฟู้ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677820

วันที่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 14:05 น.ซูมร้านเปิดใหม่ใน Thai Taste Hub กับ 3 ร้าน 3 สไตล์ที่พร้อมครองใจสายสตรีทฟู้ด

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของนักเดินทาง ‘คิง เพาเวอร์ รางน้ำ’ พาเหรดสุดยอดร้านอร่อยมารวมไว้ใน ‘Thai Taste Hub’ พร้อมนำเสนอ 3 ร้านน้องใหม่รสชาติไม่ธรรมดา อย่าง ‘รสดีเด็ด, หน่ำเตียง และ หนม-จีน ฮับ’

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวครั้งนี้ พาไปที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ สัมผัสความอร่อยระดับตำนานในย่านใจกลางเมือง สถานที่ที่นอกจากจะถูกอกถูกใจนักเดินทางสายช้อปด้วยการคัดสรรสินค้าแบรนด์ดังราคาคุ้มค่าแล้ว ยังเนรมิต Thai Taste Hub ชั้น 3 ภายในแหล่งช้อปแห่งนี้ให้เป็นเดสติเนชั่นสำหรับนักชิม เอาใจคนรักสตรีทฟู้ดด้วยร้านรวงคาวหวานกว่า 20 ร้าน ไม่ว่าจะเป็น ห่านท่าดินแดง, Thai Street Food by Asian Corner,กุ้งเผาอยุธยา, ข้าวขาหมูจุฬา สามย่าน, นายอ้วนเย็นตาโฟ, ก๋วยจั๊บฮ่องเต้, รองเมืองเกาเหลา, ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี, เชียงการีลา, ลามูน, เอี๊ยงออเฮ่าชือ, HOT FRIED by the Emerald 1992, ออล โคโค, ขนมครกประมวล มีศิลป์, ละมัย หอยทอด เยาวราช, สยาม วิสดอม, เจ็กเม้ง ข้าวมันไก่สองสี, สว่างบะหมี่ก้ามปู และธีรชัยไก่ย่าง นอกจากนั้น ยังมีโซน Thai Taste Hub Express ที่รวบรวมร้านอร่อยอีกมากมายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้ได้ชิมกันอย่างจุใจ ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักเดินทางอย่างแท้จริง 

ซึ่งครั้งนี้เราขอชี้เป้า 3 ร้านเปิดใหม่ใน Thai Taste Hub ที่แตกต่างหน้าตาแต่มาพร้อมความอร่อย จะมีอะไรบ้าง มาดูกัน

รสดีเด็ด เมนูข้าวราดรสออริจินอล กินง่าย ราคาน่าคบ

ตอกย้ำตำนานความอร่อยคู่สยามสแควร์มานานกว่า 5 ทศวรรษ สำหรับชื่อ “รสดีเด็ด” ที่โด่งดังและเป็นที่จดจำในเรื่องของก๋วยเตี๋ยวเนื้อ แต่เดี๋ยว!! เรื่องข้าวราดแกง “รสดีเด็ด” ก็ดีกรีแรงไม่แพ้ใคร เพราะเป็นร้านข้าวราดแกงอันดับต้นๆ เริ่มตั้งแต่สมัยของอาอี๊ ส่งต่อมาที่สู่เจี๊ยบรสดีเด็ด (พี่สาว) และล่าสุดคุณตาล ขอนำเสนอเมนูข้าวราดสไตล์ “รสดีเด็ด” ใน Thai Taste Hub ชูจุดเด่นเมนู อาหารจานเดียวที่เน้นกินง่าย แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ “รสดีเด็ด” ไว้อย่างครบถ้วน

จุดเด่นคือรสชาติอาหารที่อร่อยถูกปากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ แถมมาในราคาจับต้องได้ เน้นแกงรสเข้มข้น กลมกล่อม เมื่อทานคู่ข้าวสวยร้อนๆ แล้วลงตัว เมนูซิกเนเจอร์ยกให้ ข้าวหน้าไก่ เมนูที่เลือกใช้ส่วนสะโพกและอกไก่ที่ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างเวลาเคี้ยว ทางด้านน้ำราดก็เป็นสูตรลับที่สืบทอดมากว่า 60 ปี เรียกได้ว่า รสดี! เด็ด! สมชื่อเลยจริงๆ 

ตามด้วย ข้าวสตูเนื้อ เมนูที่มีทเลิฟเวอร์ต้องไม่พลาดกับความนุ่มของสตูเนื้อน่องลายที่ใช้เวลาตุ๋นนานข้ามคืน จนได้เนื้อเปื่อยนุ่มชุ่มซอสความอร่อยแทรกซึมในทุกอณู รสชาติหวานเค็มกำลังดี ที่สำคัญคือกลิ่นหอมยั่วน้ำลายมากๆ 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูข้าวราดแกงที่ได้รับความนิยม อาทิ ข้าวราดหมูทอดกระเทียม ข้าวราดผัดลูกชิ้นปลากราย ข้าวผัดเผ็ดหน่อไม้ไก่ ที่สนนราคาเริ่มต้นเพียง 79 บาทเท่านั้น

หน่ำเตียง โฮมเมดสูตรลับ ดีที่ซุป อร่อยที่เส้น เมนูกินเล่นสุดฟิน

ร้านที่สองนำเสนอเมนูเส้นของคุณมิ้ม ตำนานบะหมี่ “หน่ำเตียง” ร้านที่มาจากการรวมชื่อของคุณพ่อและคุณแม่เข้าด้วยกัน มาพร้อมสโลแกน “อร่อยจนต้องขอเบิ้ล” กับสูตรเด็ดที่เก็บมานานกว่า 50 ปี ของป๊าหน่ำ ผู้ชอบการทานบะหมี่เป็นชีวิตจิตใจ และ หม่าม้าเตียง ผู้ชอบทานของอร่อยและหลงใหลในการคัดสรรวัตถุดิบ

สำหรับร้านนี้บอกได้เลยว่าเป็นร้านสไตล์โฮมเมดที่ใส่ใจในทุกกระบวนการ เหมือนทำทานกับคนในบ้าน ทุกอย่างมาจากสูตรที่ทำกินเองในครอบครัว และได้รับเสียงชื่นชมของผู้คนที่ได้ชิม จึงอยากเผยความอร่อยเด็ดสู่สายตาประชาชน เริ่มตั้งแต่ บะหมี่ไข่สูตรที่บ้านทำเอง เน้นไข้ ไม่เน้นแป้ง เส้นบะหมี่เล็ก มีความกรึบๆ เหนียวนุ่ม ราดน้ำซอสสูตรลับรสชาติกลมกล่อม เมนูแนะนำ บะหมี่หน่ำเตียง รวมของดีทุกอย่างในจานนี้ ทั้งลูกชิ้นกุ้ง กุนเชียงตำรับเก่าแก่จากเยาวราช ปลาอินทรี เนื้อปู คอหมูย่าง ใช้ส่วนที่เป็นคอหมู 100% มักเข้าเนื้อแล้วย่างเตาถ่านหอมกลิ่นรมควัน ใครติดใจสั่ง บะหมี่คอหมูย่าง อร่อยกับคอหมูเน้นๆ ไปเลยก็ไม่ว่ากัน นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเมนูเกี๊ยวน้ำที่กัดเข้าไปเจอเนื้อกุ้งทุกคำ 

ไม่หมดแค่นั้น อย่างที่บอกไปแล้วว่า หน่ำเตียง โฮมเมดสูตรลับ ดีที่ซุป อร่อยที่เส้น เมนูกินเล่นสุดฟิน เพราะยังมีเมนูของทอด ของกินเล่นแต่อร่อยจริงจัง ที่ได้วัตถุดิบมาจากต้นทาง ไม่ใส่แป้ง ไม่มีสารกันบูด ไม่ใส่ผงชูรส เต็มปากเต็มคำกันไปเลยกับ ฮ่อยแฮ่ เมนูลูกครึ่งที่ผสมระหว่างฮ่อยจ้อกับแฮ่กึ้นเข้าด้วยกัน ลูกชิ้นกุ้งทะเล เนื้อปลาอินทรีทอด ตบท้ายด้วยทอดมันปลาอินทรี ที่ทางร้านใช้เครื่องแกงโขลกเอง รสชาติไม่โดด มาพร้อมน้ำจิ้ม 3 แบบ คือ น้ำจิ้มทอดมันถั่วคั่วเองสดใหม่ น้ำจิ้มบ๊วยเข้ากับลูกชิ้นกุ้งทะเล และน้ำจิ้มซีฟู้ดที่เข้ากันดีนวลเนื้อปลาอินทรีทอด นุ่มเด้ง ขาวๆ กลมๆ อวบๆ

หนม-จีน ฮับ ศูนย์รวมขนมจีนสี่ภาค

หนึ่งในแบรนด์ลูกของร้านข้าว เจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์ ในปี 2020 และ 2021 ได้รับแรงบันดาลใจจากเสียงตอบรับอันล้นหลามเกินคาดของเมนูเดลิเวรี่ “ขนมจีนสี่ภาค” ที่ยอดขายถล่มทลายในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2564 จนต้องนำกลับมาขายอีกหลายๆ ครั้ง และได้กลายเป็นหนึ่งในเมนูประจำร้านในที่สุด ทีมงานเชฟมากประสบการณ์ได้รังสรรเมนูขนมจีนที่หลากหลายด้วยน้ำต่างๆ มาพร้อมกับผักแนม และเครื่องเคียง ให้ท่านได้มาลองลิ้มชิมรส และสัมผัสถึง ความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพที่สดสะอาด ความละเอียดในทุกขั้นตอนการปรุง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและรสชาติที่ดีที่สุด ที่สำคัญทุกเมนูของเราไม่มีส่วนผสมของสารปรุงรสทุกชนิด ทำให้ท่านได้อร่อยอย่างมั่นใจ  

เมนูแนะนำ ได้แก่ น้ำพริกหอมหวน ถึงเครื่องแกงสมุนไพรไทย หอมกลมกล่อมกลิ่นถั่วลิสง, น้ำเงี้ยวกระดูกหมูรสเด็ด มะเขือเทศรสสดชื่น เนื้อหมูติดมันนุ่มๆ มาพร้อมเลือดไก่ละมุนลิ้นตัดด้วยดอกงิ้วจากเมืองเหนือ,น้ำยากะทิเข้มข้น กะทิสดอย่างดีปรุงด้วยพริกแกงโขลกสด เนื้อปลาช่อนนา และลูกชิ้นปลากรายปั้นสดแสนหนึบหนับ น้ำยาป่าลูกชิ้นปลาแซ่บนัว แซ่บไปด้วยสมุนไพรไทยในน้ำพริก โขลกกับเนื้อปลาทูนึ่งแม่กลองจนเนียน และลูกชิ้นปลานุ่มๆ, แกงเขียวหวานไก่/เนื้อน่องลายโคขุน จากน้ำพริกแกงที่บรรจงตำนานนับชั่วโมง นำโขลกในครกหินใบโตปรุงพร้อมกะทิคั้นสด มะเขือเปราะและมะเขือยาว พร้อมเนื้อไก่นุ่มๆ หรือเนิ้อวัวที่เราเคียวในเครื่องสมุนไพรกว่า 3 ชั่วโมง, น้ำยาแกงปูหรอยแรง จัดจ้านแบบเบาๆ ตามแบบฉบับปักษ์ใต้บ้านเรา พริกแกงที่มีขมิ้นชัน

ตามมาตอกย้ำความอร่อยของเมนูในตำนานแบบต้นตำรับของ “รสดีเด็ด” “หน่ำเตียง” และ “หนม-จีน ฮับ” รวมทั้งเมนูสตรีทฟู้ดกว่า 200 เมนู จากร้านอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดังที่ชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ที่ ศูนย์อาหารไทย เทสต์ ฮับ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ หรือสั่งเดลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชั่น Robinhood , GRAB Food และ LINE MAN ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. 

เมื่อไบเดนตราหน้าปูติน ‘อาชญากรสงคราม’ แต่ตัวเองก็มือเปื้อนเลือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678436

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 17:00 น.เมื่อไบเดนตราหน้าปูติน ‘อาชญากรสงคราม’ แต่ตัวเองก็มือเปื้อนเลือด

สมัยที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีให้กับโอบามา การถล่มกลุ่มตอลีบันในอัฟกานิสถานคร่าชีวิตพลเมืองไปไม่น้อย

หลังจากสงวนท่าทีมานานในที่สุดประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐก็กล้าวหาว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเป็น “อาชญากรสงคราม” จากการรุกรานยูเครน

การพูดในครั้งนี้ของผู้นำสหรัฐถือเป็นคำพูดที่รุนแรงที่สุดจากฝั่งสหรัฐนับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งไบเดนและผู้นำประเทศอื่นเลี่ยงการเรียกสิ่งที่รัสเซียทำกับยูเครนว่าเป็นอาชญากรสงครามเพื่อรอผลการสอบสวนว่าควรจะใช้คำนี้หรือไม่

หลายคนมองว่าคำว่าอาชญากรสงครามไม่ควรออกจากปากของไบเดน เพราะมือของเขาก็เปื้อนเลือดไม่ต่างจากปูติน

ในขณะที่ บารัก โอบามา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2009-2017 ซึ่งมีไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีนั้น ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มตอลีบันในอัฟกานิสถานของกองทัพสหรัฐได้คร่าชีวิตประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปนับหมื่นคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2015 และ 2016 ที่ยอดผู้เสียชีวิตทุบสถิติตัวเลขประจำปี

ปี 2009

เป็นปีที่พลเมืองอัฟกันเสียชีวิตมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งในสงครามที่นำโดยสหรัฐซึ่งเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2001 สำนักงานเพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยเหลืออัฟกานิสถานของสหประชาชาติ (UNAMA) ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิตจากสงคราม 2,412 ราย เพิ่มจากปี 2008 ถึง 14%

เหตุการณ์ที่สำคัญของปี 2009 ได้แก่

  • 9 เม.ย. กองกำลังที่นำโดยสหรัฐสังหารประชาชน 4 คน (ผู้ชาย 1 ผู้หญิง 1 และเด็ก 2 รวมทั้งทารกในครรภ์อีก 1) ระหว่างการบุกจู่โจมตอนกลางคืนในจังหวัดโคสต์ ตอนแรกสหรัฐชี้แจงว่าผู้เสียชีวิต 4 คนเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่มีอาวุธ แต่ภายหลังยอมรับว่าทั้งคนเจ็บและเสียชีวิตเป็นพลเรือน
  • 4 พ.ค. เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B ของสหรัฐสังหารพลเมืองอัฟกันราว 20 กว่าคน หรืออาจมากถึง 147 คน ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศหมู่บ้านกราไนในจังหวัดฟาเราะห์ หลังจากรัฐบาลอัฟกานิสถานสอบสวนพบว่าตัวเลขชาวบ้านที่เสียชีวิตอย่างเป็นทางการคือ 140 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 93 คน และผู้ชาย 22 คน
  • ขณะที่การสอบสวนของสหรัฐคาดว่ามีชาวบ้านเสียชีวิต 26 คน แต่ก็ยอมรับในรายงานว่าไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ว่าพลเมืองเสียชีวิตจากปฏิบัติการครั้งนี้กี่คน รายงานสรุปว่า การโจมตีทางอากาศอย่างน้อย 2 ครั้งไม่ควรถูกสั่งการ และเรียกร้องให้กองทัพเปลี่ยนกฎในการโจมตีทางอากาศและทำการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ใหม่
  • 4 ก.ย. ทางตอนเหนือของเมืองคุนดุซมีคนเสียชีวิตราว 70-90 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมือง จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐที่กองทัพกองกำลังสนับสนุนด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ (ISAF) ของเยอรมนี หลังจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายปล้นรถบรรทุกน้ำมัน 2 คันที่กำลังมุ่งหน้าไปทาจิกิสถานเพื่อส่งเสบียงให้กองกำลังนาโต

      หลังรถบรรทุกติดหล่มใกล้กับแม่น้ำคุนดุซ ผู้ก่อการร้ายเปิดวาล์วน้ำมันเพื่อให้รถเบาขึ้น บรรดาชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันมารองน้ำมันโดยไม่สนคำเตือนว่าอาจมีการโจมตีทางอากาศ เมื่อข่าวแพร่ออกไปชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงมารุมล้อมรถบบรทุกน้ำมันราว 500 คน

      ราว 02.30 น. เครื่องบินรบ F-15E Strike Eagle ของสหรัฐทิ้งระเบิดหนัก 500 ปอนด์ 2 ลูกใส่รถบบรทุกน้ำมันทั้งสองคันจนเกิดไฟลุกไหม้เผาร่างชาวบ้านไปหลายคน คลิปวิดีโอที่ถ่ายในช่วงเช้าเผยให้เห็นร่างชาวบ้านที่ไหม้เกรียมจำนวนมากบริเวณริมแม่น้ำ

ปี 2010

UNAMA ระบุว่าพลเมืองอัฟกันเสียชีวิตจากสงคราม 2,777 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2009 15% ในจำนวนนี้ 440 คน (15.9%) เสียชีวิตจากกองกำลังที่นำโดยสหรัฐ ลดลงจากปีก่อน 26% ในจำนวนนี้ 171 คนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ

ปี 2011

ครึ่งปีแรกของปี 2011 สงครามในอัฟกานิสถานที่นำโดยสหรัฐส่งผลให้ตัวเลขพลเมืองที่เสียชีวิตสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความรุนแรงทวีขึ้น จากข้อมูลของ UNAMA พบว่าครึ่งปีแรกชาวอัฟกันเสียชีวิต 1,462 คน เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งปีอยู่ที่ 3,021 คน

เหตุการณ์ที่สำคัญของปี 2011 ได้แก่

  • ก.พ. การสอบสวนโดยรัฐบาลอัฟกันได้ข้อสรุปว่า พลเมือง 65 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงและเด็ก 50 คน เสียชีวิตจากปฏิบัติการของนาโตในจังหวัดโคนาร์ นาโตโต้แย้งข้อสรุปดังกล่าว แต่ประธานาธิบดีโอบามาขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • 1 มี.ค. พลปืนประจำเฮลิคอปเตอร์สหรัฐสังหารเด็กชายอัฟกันอายุระหว่าง 7-13 ปีที่กำลังเก็บฟืน 9 คน ส่วนอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บ
  • 9 มี.ค. กองกำลังพิเศษสหรัฐสังหาร ฮาจิ ยาร์ โมฮัมหมัด ญาติของประธานาธิบดี ฮามิด คาร์ไซ ของอัฟกานิสถาน ระหว่างปฏิบัติการร่วมกับนาโตและกองกำลังอัฟกานิสถานโจมตีเป้าหมายในเมืองกันดาฮาร์ตอนกลางคืน
  • 24 มี.ค. โดรน RAF Reaper ซึ่งคบคุมระยะไกลจากฐานทัพอากาศสหรัฐในรัฐเนวาดาสังหารพลเมือง 4 คน (ผู้หญิง 2 เด็ก 2) ส่วนอีก 2 คนบาดเจ็บในเมืองเนาซัดของจังหวัด เฮลมันด์

ปี 2012

รายงานของ UNAMA ระบุว่า ตัวเลขพลเมืองอัฟกันที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในปี 2012 ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล โดยมีผู้เสียชีวิต 2,769 คน บาดเจ็บ 4,821 คน

เหตุการณ์ที่สำคัญของปี 2012 ได้แก่

  • 17 ก.พ. ปฏิบัติการโจมตีโคนาร์ตอนกลางคืนในหุบเขาเดวา กัลส่งผลให้พลเมืองเสียชีวิต 6 คน
  • 11 มี.ค. พลเมืองอย่างน้อย 16 คนถูกสังหารหลังจากทหารสหรัฐบุกเข้าไปในบ้านของพวกเขาในจังหวัดกันดาฮาร์แล้วเปิดฉากยิง เรียกเหตุการณ์นี้ว่า การสังหารหมู่กันดาฮาร์
  • 8 มิ.ย. การโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างกองทัพสหรัฐและนาโตในช่วงเช้าตรู่ที่พุ่งเป้ามาที่ผู้บัญชาการของกลุ่มตอลีบันซึ่งพาลูกสมุนเข้าไปหลบในบ้านชาวบ้านที่กำลังจัดพิธีแต่งงานในจังหวัดโลการ์ ส่งผลให้พลเมืองอัฟกันเสียชีวิต 18 คน โดยครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก

      ในเวลาต่อมา จอห์น อัลเลน ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐในอัฟกานิสถานและผู้บัญชาการกองกำลังนาโตบินไปขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยตัวเอง นับเป็นครั้งแรกที่มีการยอมรับว่าการโจมตีทางอากาศของกองกำลังร่วมสหรัฐทำให้พลเรือนเสียชีวิต อัลเลนยังชี้แจงว่าสหรัฐไม่ทราบว่ามีพลเรือนอยู่ในบ้านเป้าหมาย ส่วนแพทย์รายหนึ่งที่ได้พูดคุยกับผู้รอดชีวิตบอกว่า นักรบตอลีบันขัดขวางไม่ให้ชาวบ้านหนีหลังจากกองกำลังร่วมบอกให้พลเรือนออกมาจากตัวบ้าน

ปี 2013

องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 2,969 คน บาดเจ็บ 5,669 คน

ปี 2014

UN ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 3,710 คน บาดเจ็บ 6,825 คน

ปี 2015

UN ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 3,545 คน บาดเจ็บ 7,457 คน

ปี 2016

UN ระบุว่ามีพลเมืองเสียชีวิต 3,498 คน บาดเจ็บ 7,920 คน

ปี 2017

UN คาดว่าตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. มีพลเมืองเสียชีวิต 1,662 คน

REUTERS/Tom Brenner

นักฆ่าพลีชีพ ‘โดรนกามิกาเซ’ อเมริกัน-รัสเซียของใครจะแน่กว่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678434

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 18:30 น.นักฆ่าพลีชีพ 'โดรนกามิกาเซ' อเมริกัน-รัสเซียของใครจะแน่กว่ากัน

เทียบจะๆ โดรนสังหารที่สหรัฐจะส่งให้ยูเครน และโดรนรัสเซียที่ตกลงสู่กรุงเคียฟ

เจ้าหน้าที่สหรัฐเผยต่อ NBC News ว่าเมื่อวันที่ 16 มี.ค. รัฐบาลสหรัฐประกาศแผนการช่วยเหลือทางทหารให้แก่ยูเครน ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงการจัดหาโดรนนักฆ่ามากกว่า 100 ลำที่ผลิตในสหรัฐ ซึ่งเป็นขีปนาวุธนำวิถีล้ำสมัยที่สามารถโจมตีกองทหารรัสเซียได้อย่างแม่นยำจากระยะไกล

โดยขีปนาวุธดังกล่าวมี 2 รุ่นด้วยกันคือ Switchblade 300 และ Switchblade 600 จากผู้ผลิต AeroVironment ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐจะจัดหารุ่นใดให้แก่ยูเครน หรืออาจให้ทั้ง 2 รุ่นก็เป็นไปได้

ด้านบริษัทผู้ผลิตออกแถลงการณ์เพียงว่า “เรายืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรและประเทศอธิปไตย ในการใช้สิทธิของพวกเขาเพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนและชีวิตของพวกเขา เมื่อสิทธิขั้นพื้นฐานถูกคุกคาม AeroVironment ยืนเคียงข้างประชาชนชาวยูเครนและประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมด”

โดรนสหรัฐโหดแค่ไหน

AeroVironment Switchblade เป็นโดรนยุทโธปกรณ์ขนาดเล็กที่พัฒนาโดย AeroVironment ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น “โดรนกามิกาเซ” (kamikaze drone) เป็นอาวุธแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งมีการติดตั้งกล้อง ระบบนำทาง ระเบิด และสามารถตั้งโปรแกรมให้โจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปเป็นไมล์โดยอัตโนมัติ สามารถบังคับทิศทางรอบๆ เป้าหมายได้จนกว่าจะถึงเวลาโจมตี โดยสามารถพุ่งชนและทำลายเป้าหมายด้วยหัวรบระเบิด

Switchblade มีขนาดเล็กพอที่จะใส่ในกระเป๋าเป้ และสามารถเปิดตัวได้จากทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งประกอบได้ด้วย 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Switchblade 300 และ Switchblade 600

โดรนนักฆ่าของสหรัฐมีพิสัยไกล 10 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุดกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง เพดานบิน 15,000 ฟุต สนนราคาอยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐ

US will deliver these loitering suicide drones to Ukraine . Switchblade 300:Operational range: 10 kmFlight ceiling: 15.000 ft Maximum speed: 160 km/h@Ninja998998 @sfrantzman pic.twitter.com/JIe7NXqpPE— Felix Woessner (@FeWoessner) March 16, 2022

โดย Switchblade 300 ได้รับการออกแบบมาสำหรับจู่โจมผู้คน มีความยาว 2 ฟุต หนัก 6 ปอนด์ ทำให้มีขนาดเล็กและเบาเพียงพอที่ทหารเพียงนายเดียวจะสามารถพกพาได้ สามารถควบคุมได้ไกลถึง 6.2 ไมล์ แต่ใช้งานได้เพียง 10 นาทีเท่านั้น ทำให้ไม่เหมาะกับการสอดแนม แต่มีประโยชน์สำหรับการจู่โจมเป้าหมายระยะไกล โดยหัวรบมีประจุระเบิดเทียบเท่ากับระเบิดขนาด 40 มม. ขนาดที่เล็กและการบินที่เงียบทำให้ยากต่อการตรวจจับหรือพยายามสกัดกั้น

ส่วน Switchblade 600 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า มีไว้สำหรับทำลายรถถังและยานหุ้มเกราะอื่นๆ ด้วยหัวรบที่แข็งแรง รุ่นนี้มีน้ำหนัก 50 ปอนด์ ซึ่งบินได้นาน 40 นาที สูงสุด 50 ไมล์ และโจมตีด้วยความเร็วถึง 115 ไมล์ต่อชั่วโมง

Switchblade สามารถยกเลิกภารกิจได้กลางคัน หากสถานการณ์เปลี่ยนไปหลังจากเปิดตัว หมายความว่ามันสามารถเปลี่ยนไปโจมตีเป้าหมายรองหรือทำลายตัวเองได้โดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน

โดยแหล่งข่าวกล่าวกับ NBC กองทัพสหรัฐเคยใช้ Switchblade ในการต่อสู้ในอัฟกานิสถานมาแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้สหราชอาณาจักรเป็นประเทศเดียวในต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อ Switchblade จากสหรัฐ

โดรนกามิกาเซของรัสเซีย

The National News ระบุว่าตอนนี้กองทัพรัสเซียเข้าประชิดกรุงเคียฟ เมืองหวงของยูเครน มากพอที่จะยิงโดรนกามิกาเซพิสัยใกล้ที่อาจโจมตีประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครนได้เลย

ขณะที่มีรายงานระบุว่าพบโดรนสังหาร Aero Kub ตกลงสู่ย่านเก่าแก่ในกรุงเคียฟแล้ว ใกล้กับอาคารราชการและสถานทูต อาจหมายความว่ารัสเซียกำลังตามล่าเป้าหมายบางอย่างในเคียฟอยู่

โดรนกามิกาเซขนาดเล็กของรัสเซียได้รับออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายที่อยู่นิ่ง เคลื่อนที่ได้ไกลสูงสุด 40 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรวจจับได้ยาก ติดตั้งกล้องและวัตถุระเบิดหนัก 1 กก. เคยมีรายงานว่ากองทัพรัสเซียประสบความสำเร็จในการใช้โดรนรุ่นนี้โจมตีผู้ก่อความไม่สงบในเมืองอิดลิบ ประเทศซีเรีย

โดรนสังหาร Aero Kub สร้างขึ้นโดย Kalashnikov ซึ่งเป็นที่รู้จักจากปืนไรเฟิล AK-47 โดยโดรนดังกล่าวเพิ่งเริ่มปฏิบัติการเมื่อปีที่แล้ว โดรนสามารถสอดแนมตำแหน่งได้ โจมตีเป้าหมายที่อยู่นิ่งได้ด้วยพลังระเบิดขนาดใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสามารถทำลายยานหุ้มเกราะได้

โดรนจะถูกควบคุมผ่านวิดีโอที่ส่งกลับมาแบบเรียลไทม์ ดังนั้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ควบคุม และความคล่องแคล่วของโดรนในการไปถึงเป้าหมาย โดยระยะเวลาบินค่อนข้างสั้นคือ 30 นาที หมายความว่าผู้ควบคุมโดรนจะต้องอยู่ใกล้กับเป้าหมายพอสมควร

El ejército ruso comenzará a recibir municiones merodeadoras #KUB fabricadas por ZALA Aero (Kalashnikov Concern) a partir de 2022.El ciclo de sus pruebas estatales se ha completado con éxito. pic.twitter.com/0aXs4QtsVM— Drones de guerra (@dronesdeguerra) December 16, 2021

แซม แครนนี่-อีแวนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพรัสเซีย กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้โดรนนี้จู่โจมผู้นำยูเครน หากสามารถหาตัวเขาพบ แต่ถ้านั่นคือเป้าหมายของรัสเซียจริงๆ แซมมองว่ารัสเซียน่าจะใช้ขีปนาวุธร่อนที่มีความซับซ้อนกว่านี้

พร้อมเสริมว่ารัสเซียอาจใช้ Aero Kub สำหรับการเฝ้าระวังเท่านั้น “พวกเขาไม่มีวิธีการลาดตระเวนที่สะดวกกว่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงอาจใช้สิ่งที่มีอยู่เพื่อให้ได้ภาพว่าเกิดอะไรขึ้น”

เจเรมี บินนี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนจาก Jane’s Defense Weekly ชี้ว่าโดรนดังกล่าวบินได้ไม่นานนักและมีหัวรบที่ค่อนข้างเล็ก ซึ่งเหมาะกับเป้าหมายที่อยู่นิ่งเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับการสังหาร เนื่องจากคุณจะต้องแน่ใจว่าเป้าหมายยังคงอยู่ที่เดิมทุกประการ

Photo by REUTERS/Gleb Garanich

เตือนจีนเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ เจอคว่ำบาตรแน่ถ้าหนุนหลังรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678427

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 15:16 น.เตือนจีนเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ เจอคว่ำบาตรแน่ถ้าหนุนหลังรัสเซีย

ชาติตะวันตกยังคงขู่จีนไม่หยุด แม้ว่าจีนจะแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้เกี่ยวกับสงครามในยูเครน และพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความจัดแย้งนี้

นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสันของออสเตรเลียกล่าวว่าจีนจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาหากจีนสนับสนุนการโจมตีของรัสเซียในยูเครน พร้อมชี้ว่าหากจีนเคลื่อนไหวแบบนั้นจะเป็น “สิ่งที่น่ารังเกียจ” พร้อมขู่ที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศกับจีน

ผู้สื่อข่าวได้ซักถามนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียว่า “คณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติมีการประชุมในวันนี้ มีการพิจารณาถึงการคว่ำบาตรต่อจีนฐานเงียบเฉยต่อรัสเซียหรือไม่?”

มอร์ริสันตอบว่า “สิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจผมตั้งแต่เริ่มแรก นอกเหนือจากสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในแง่ของการรุกรานยูเครนอย่างรุนแรงและผิดกฎหมายของรัสเซียแล้ว ก็คือความเงียบงันอันเยือกเย็นที่เราเห็นจากประเทศจีน และผมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียยังขาดความโปร่งใสอย่างแท้จริง ในเวลาที่ประเทศอื่นๆ ในโลกกำลังใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซียและพยายามลงโทษอย่างหนักต่อพวกเขา (รัสเซีย) ต่อการกระทำที่รุนแรงและก้าวร้าว”

มอร์ริสันกล่าวต่อไปว่า “จีนได้ผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าหรือมาตรการทางการค้ากับรัสเซียเกี่ยวกับข้าวสาลีเป็นต้น (ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของรัสเซียและข้างสาลีของรัสเซียมีความสำคัญต่อตลาดโลกมาก) ตอนนี้นี่เป็นการส่งสัญญาณที่น่ากลัว จีนพยายามแสดงตนว่ามีบทบาทเชิงบวกในกิจการระดับโลกเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ การขาดความโปร่งใสในความสัมพันธ์กับรัสเซียเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคของเรา ไม่ใช่แค่กับระบอบเสรีประชาธิปไตยเท่านั้น และผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ปัญหาเหล่านี้จะต้องชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวได้ซักถามต่อไปว่ามีความเป็นไปได้ที่จะคว่ำบาตรจีนกรณีปิดปากเงียบเรื่องการกระทำของรัสเซียหรือไม่? 

มอร์ริสันตอบว่า “เราจะเดินหน้าสอดคล้องกับหุ้นส่วนและพันธมิตรในประเด็นเหล่านี้ และสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้และเราสนับสนุนข้อความเหล่านั้น เราสนับสนุนคำกล่าวเหล่านั้น และสนับสนุนเพราะเราคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนทั้งโลกต้องร่วมมือกันเพื่อยุติความรุนแรงและการรุกรานที่เลวร้ายของรัสเซียในยูเครน ไม่มีการเหยียบเรือสองแคม เนื่องจากจีนดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงกลางระหว่างข้อเรียกร้องของยูเครนและรัสเซีย ไม่มีการเหยียบเรือสองแคม ส่วนที่เหลือของโลกไม่ได้ไม่หันเหไปทางนั้นเลย”

เด็กรัสเซียถูกบูลลี่จนไม่อยากไปโรงเรียน เพราะสงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678388

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 12:00 น.เด็กรัสเซียถูกบูลลี่จนไม่อยากไปโรงเรียน เพราะสงครามยูเครน

เด็กรัสเซียกำลังตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ในโรงเรียน เนื่องจากสงครามยูเครน

Save the Children กลุ่มสิทธิมนุษยชนสำหรับเด็กระบุว่าเด็กรัสเซียกำลังตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในโรงเรียนและบนโลกออนไลน์ เนื่องจากความเกลียดชังที่ถาโถมใส่สัญชาติของพวกเขา หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

RT สำนักข่าวรัสเซียรายงานว่าจอน คริสเตียน แลงจ์ ที่ปรึกษาอาวุโสของ Save the Children กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ TV2 ของเดนมาร์กเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ผู้ปกครองหลายคนเล่าว่าเด็กๆ อ้างว่าปวดท้องเพราะพวกเขาไม่อยากไปโรงเรียน

แลงจ์กล่าวว่าตอนนี้เด็กรัสเซียต้องเจอกับการเลือกปฏิบัติคล้ายกับที่เด็กเอเชียเผชิญหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทาง Save the Children ได้ลงพื้นที่ไปในโรงเรียนต่างๆ เพื่อปลูกจิตสำนึกเด็กๆ เกี่ยวกับการกลั่นแกล้ง และเสนอแนะวิธีการพูดคุยเกี่ยวกับสงครามในยูเครนโดยไม่ทำให้เด็กรัสเซียต้องรู้สึกอับอาย

แลงจ์กล่าวว่าการกลั่นแกล้งในโรงเรียนมักเกิดจากการที่เด็กๆ ได้ยินผู้ปกครองพูดคุยเกี่ยวกับสงครามและกองทหารรัสเซียที่บ้าน นอกจากนี้บนโลกออนไลน์ยังมีถ้อยคำแสดงความเกลียดชังที่พุ่งเป้าไปที่รัสเซียซึ่งถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโรงเรียน

“เราต้องระวัง เพราะสิ่งที่เราพูดถูกส่งไปถึงเด็กๆ ในโรงเรียน” แลงจ์เสริมว่าเด็กจำนวนมากไปโรงเรียนด้วยความกังวลว่าจะไม่มีใครเล่นด้วย เพราะเขาคือชาวรัสเซีย

ความรู้สึกต่อต้านรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้นท่ามกลางความรุนแรงในยูเครน ไม่ใช่แค่ถูกกลั่นแกล้งจากเด็กๆ ในโรงเรียนเท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา อย่างอีริก สวอลเวลล์ ก็เคยเอ่ยปากว่านักเรียนรัสเซียทุกคนที่เรียนในอเมริกาควรถูกไล่ออกจากประเทศ

Photo by REUTERS/Kaylee Greenlee Beal

รัสเซียเอาคืนบ้าง สั่งยึดเครื่องบินสหรัฐ-ยุโรปหลายร้อยลำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678380

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 11:09 น.รัสเซียเอาคืนบ้าง สั่งยึดเครื่องบินสหรัฐ-ยุโรปหลายร้อยลำ

รัสเซียเริ่มแล้ว หลังปูตินลงนามกฎหมายเปิดทางสายการบินรัสเซียยึดเครื่องบินที่เช่าจากต่างชาติไว้ใช้ในประเทศ

หลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียลงนามกฎหมายเปิดทางให้บริษัทสายการบินรัสเซียสามารถยึดเครื่องบินที่เช่าจากต่างประเทศเพื่อใช้บินภายในประเทศได้ ซึ่งเชื่อว่ามีเครื่องบินที่ถูกสร้างโดยตะวันตกไม่ต่ำกว่า 500 ลำ มูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐประจำอยู่ในฝูงบินของบริษัทสายการบินรัสเซียในตอนนี้

ล่าสุด CNN รายงานว่ารัสเซียได้ยึดเครื่องบินพาณิชย์หลายร้อยลำของบริษัทสหรัฐและยุโรป เป็นสัญญาณถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมการบินที่ต้องเผชิญท่ามกลางวิกฤตยูเครน

นอกจากกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้สายการบินของรัสเซียสามารถเก็บเครื่องบินที่เช่าจากต่างประเทศไว้และใช้งานเครื่องบินดังกล่าวในเส้นทางภายในประเทศได้แล้ว ยังทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเรียกคืนเครื่องบินของตนได้ยากขึ้นโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ สหรัฐและยุโรปได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งกำหนดให้บริษัทให้เช่าเครื่องบิน ต้องยึดเครื่องบินทุกลำที่ให้สายการบินรัสเซียเช่าไป ภายในสิ้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตามบริษัทให้เช่าเครื่องบินยังไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซีย และไม่ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการเครื่องบินเหล่านั้นคืนหรือไม่ แต่เครื่องบืนเหล่านั้นจะไม่สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนอะไหล่จากบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินได้

ทั้งนี้ ผู้ผลิตเครื่องบืนจากตะวันตก เช่น Airbus ( EADSF ) และ Boeing ( BA )ได้ยุติการเข้าถึงอะไหล่ของสายการบินรัสเซียในการเข้าถึงชิ้นส่วนอะไหล่ที่พวกเขาต้องการเพื่อบำรุงรักษาเครื่องบิน ขณะที่สายการบินของรัสเซียให้บริการเครื่องบิน Airbus 305 ลำ และ Boeing 332 ลำ

นอกจากนี้รัสเซียยังมีเครื่องบินเจ็ตประจำภูมิภาค 83 ลำที่ผลิตโดยผู้ผลิตตะวันตก เช่น Bombardier, Embraer และ ATR

เบ็ตซี สไนเดอร์ นักวิเคราะห์สินเชื่อที่ครอบคลุมบริษัทให้เช่าเครื่องบินของ Standard & Poor’s กล่าวว่า รัสเซียไม่ต้องการเครื่องบินทุกลำที่ยึด เนื่องจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรจะลดความจำเป็นในการเดินทางทางอากาศลงอย่างมาก

สไนเดอร์เสริมว่า “เศรษฐกิจรัสเซียกำลังถดถอย จะไม่มีใครเข้าและออกจากรัสเซีย พลเมืองรัสเซียกำลังสูญเสียเงินของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเงินที่จะเดินทางต่อไป เป็นไปได้ว่าธุรกิจสายการบินจะได้รับผลกระทบอย่างมาก”

ด้านโรเบิร์ต แมนน์ ที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์สายการบินกล่าวว่า หากรัสเซียไม่มีอำนาจในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินก็ไม่ควรผลิตเอง “คุณไม่รู้หรอกว่าใช้มาตรฐานอะไร คุณได้คุณสมบัติภายในที่ถูกต้องหรือไม่ เมื่อคุณใส่เข้าไปในส่วนเทอร์ไบน์ของเครื่องยนต์ มันจะทำงานเหมือนที่ได้รับการออกแบบหรือไม่ เมื่อคุณไม่มีเครื่องบิน เครือข่ายของคุณจะเล็กลง และคุณสามารถบินได้น้อยลงทุกวันๆ จนกว่าคุณจะไม่มีสายการบิน”

ขณะที่ริชาร์ด อาบูลาฟา กรรมการผู้จัดการของ AeroDynamic Advisory มองว่าภายในหนึ่งปีรัสเซียจะต้องยุติอุตสาหกรรมการบินทุกประเภท

Photo by REUTERS/Marina