ศรีลังกาจับพระ 22 รูป คาสนามบิน ฐานซุกกัญชา 110 กก.

ศรีลังกาจับพระ 22 รูป คาสนามบิน ฐานซุกกัญชา 110 กก.

27 เม.ย. 2569 23:18 น.

ศรีลังกาจับพระ 22 รูป คาสนามบิน ฐานซุกกัญชา 110 กก.

พระสงฆ์ 22 รูป ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศไทย ถูกจับกุมคาสนามบินศรีลังกา หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบกัญชาน้ำหนักรวม 110 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระของพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 เม.ย. 2569 ว่า พระสงฆ์จำนวน 22 รูป ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศไทย ถูกจับกุมคาสนามบินในกรุงโคลัมโบ ของศรีลังกา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า พวกเขาซุกซ่อนกัญชาน้ำหนักถึง 110 กก. เอาไว้ใน “ช่องลับ” ภายในกระเป๋าเดินทาง

เจ้าหน้าที่ศุลกากรระบุว่า พระแต่ละรูปถูกตรวจพบว่ามีกัญชาสายพันธุ์ “คุช” (Kush) ซึ่งเป็นกัญชาที่มีฤทธิ์รุนแรง รูปละประมาณ 5 กิโลกรัม อยู่ในช่องลับ และปะปนอยู่กับอุปกรณ์การเรียนและขนมต่าง ๆ

พระสงฆ์กลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ถูกควบคุมตัวขณะเดินทางกลับจากประเทศไทย หลังจากเสร็จสิ้นทริปท่องเที่ยว 4 วันที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่ง ซึ่งออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ตำรวจให้สัมภาษณ์กับ BBC Sinhala ว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมพระรูปที่ 23 ในแถบชานเมืองโคลัมโบ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้จัดทริปในครั้งนี้ โดยพระรูปที่ 23 ไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่บอกกับพระรูปอื่น ๆ ว่า “พัสดุเหล่านี้คือของบริจาค” และจะมีรถตู้มารับพัสดุไปหลังจากเดินทางถึง

นอกจากนี้ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดของศรีลังกายังตรวจพบรูปภาพและวิดีโอในโทรศัพท์มือถือของพระบางรูป ซึ่งมาจากวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศศรีลังกา โดยเป็นภาพขณะที่พวกเขากำลังสนุกสนานกับการพักผ่อนและสวมใส่ชุดไปรเวท (เสื้อผ้าธรรมดา) ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ด้วย

หลังจากถูกนำตัวขึ้นศาลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พระทั้ง 22 รูปก็ถูกนำตัวไปฝากขังเป็นเวลา 7 วัน เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตำรวจท้องถิ่นบอกกับ BBC Sinhala ว่า พวกเขาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่พระกลุ่มนี้อาจจะไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนเองพกพามานั้นคืออะไร

ทั้งนี้ เชื่อกันว่านี่เป็นครั้งแรกของศรีลังกา ที่มีการจับกุมกลุ่มพระสงฆ์ในฐานะผู้ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศผ่านทางสนามบิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม

รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม

27 เม.ย. 2569 21:49 น.

รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว และได้เข้าพบกับประธานาธิบดีปูติน โดยอารักชีกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุทำให้การเจรจาล่ม ขณะที่รัสเซียยืนยันช่วยเหลืออิหร่าน

เมื่อ 27 เม.ย. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เดินทางถึงประเทศรัสเซียแล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งของทริปการทูตเร่งด่วนของอิหร่าน เพื่อสานสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่การเจรจาระหว่างเตหะรานกับรัฐบาลวอชิงตันมีท่าทีว่าจะมาถึงทางตัน

ในระหว่างการเข้าพบประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นายอารักชีตำหนิสหรัฐฯ ว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้การเจรจาล้มเหลว

“แนวทางของสหรัฐฯ ทำให้การเจรจารอบก่อนหน้านี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้แม้ว่าจะมีความคืบหน้าก็ตาม เนื่องจากการเรียกร้องที่เกินขอบเขต” นายอารักชีกล่าวเมื่อวันจันทร์ หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเพิ่งเดินทางไปโอมาน และไปเยือนปากีสถาน

ด้านประธานาธิบดีปูตินระบุว่า มอสโกจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยรักษาความสงบสุขในตะวันออกกลาง “ในส่วนของเรา เราจะทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อพวกคุณ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนในภูมิภาค เพื่อให้บรรลุสันติภาพโดยเร็วที่สุด”

นอกจากนี้ สำนักข่าว TASS ยังรายงานว่า ปูตินได้ยกย่อง “ความกล้าหาญและวีรกรรมของประชาชนชาวอิหร่านที่ต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของตนเอง” พร้อมกล่าวเสริมว่า “รัสเซียมีความตั้งใจเช่นเดียวกับอิหร่าน ที่จะสานต่อความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ของเราต่อไป”

ทั้งนี้ การเจรจาระหว่างผู้แทนสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่การเดินทางเยือนกรุงอิสลามาบัดของนายอารักชีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดประกายความหวังว่าอาจเกิดการเจรจารอบที่ 2 จนกระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการส่งผู้แทนไปปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณว่าความพยายามในการสื่อสารผ่าน “ช่องทางสื่อสารรอง” ยังคงดำเนินอยู่ โดยสำนักข่าว Fars ระบุว่า อิหร่านได้ส่ง “ข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร” ไปยังฝั่งอเมริกาผ่านทางปากีสถาน เพื่อระบุถึง “เส้นตาย” สำคัญ ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่องนิวเคลียร์และช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Fars ระบุว่าข้อความเหล่านั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการเจรจาอย่างเป็นทางการ

ขณะที่เว็บไซต์ข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันอาทิตย์โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และแหล่งข่าวอื่นอีกสองรายว่า อิหร่านได้ส่งข้อเสนอใหม่เพื่อยุติสงคราม โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่การกลับมา เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ส่วนการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์นั้นจะถูกเลื่อนออกไปก่อนเพื่อหารือในขั้นตอนถัดไป

ด้าน IRNA สำนักข่าวของรัฐบาลอิหร่าน ได้หยิบยกรายงานดังกล่าวมานำเสนอโดยไม่ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวนี้แต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยูเครนรำลึก 40 ปีโศกนาฏกรรม “เชอร์โนบิล” ท่ามกลางเงาสงครามรัสเซีย

ยูเครนรำลึก 40 ปีโศกนาฏกรรม "เชอร์โนบิล" ท่ามกลางเงาสงครามรัสเซีย

27 เม.ย. 2569 16:53 น.

ยูเครนรำลึก 40 ปีโศกนาฏกรรม “เชอร์โนบิล” ท่ามกลางเงาสงครามรัสเซีย

ยูเครนได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 40 ปี วิกฤตการณ์โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดของโลก โดยการรำลึกในปีนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 กำลังสร้างความเสี่ยงครั้งใหม่ต่อความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในภูมิภาค

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี พร้อมด้วยผู้นำจากมอลโดวาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหภาพยุโรป ได้ร่วมวางเทียนรำลึก ณ บริเวณโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล เซเลนสกีระบุว่า “ในขณะนี้ ความเสี่ยงไม่ได้ลดน้อยลงไปจากการกระทำของรัสเซีย ทั้งที่โรงไฟฟ้าซาปอริซเซีย และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วประเทศ”

รายงานระบุว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดรนของรัสเซียได้พุ่งชน “โดมเหล็กครอบเตาปฏิกรณ์” จนเป็นรู แม้จะยังไม่มีรายงานกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลและมีการซ่อมแซมเบื้องต้นแล้ว แต่ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) ประเมินว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 500 ล้านยูโร (ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท) ในการซ่อมแซมโครงสร้างหลักเพื่อป้องกันความเสียหายถาวร

ข้อมูลจากยูเครนยังระบุว่า ตั้งแต่กลางปี 2024 มีโดรนรัสเซียอย่างน้อย 92 ลำ บินเข้าใกล้รัศมี 5 กิโลเมตรของพื้นที่ป้องกันโรงไฟฟ้า

นอกจากเชอร์โนบิลแล้ว สถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย ซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป และถูกรัสเซียยึดครองตั้งแต่มีนาคม 2022 ก็อยู่ในขั้นวิกฤต โดยเมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมาพึ่งเผชิญกับสภาวะ “ไฟดับชั่วคราว”  เป็นครั้งที่ 15 ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ระบบหล่อเย็นจะล้มเหลวและนำไปสู่การหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์

เหตุการณ์เชอร์โนบิลเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1986 เวลา 01:23 น. เมื่อเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 เกิดระเบิดระหว่างการทดสอบระบบ ส่งผลให้กลุ่มควันกัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินยุโรป รัฐบาลสหภาพโซเวียตในขณะนั้นพยายามปกปิดข้อมูลอยู่นานหลายสัปดาห์ จนกระทั่งสวีเดนตรวจพบระดับรังสีที่ผิดปกติ

ผลกระทบจากเหตุการณ์ปี 1986 มีการประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งและผลกระทบระยะยาวตั้งแต่ 4,000 ราย ไปจนถึงเกือบ 100,000 ราย ส่วนผู้ได้รับผลกระทบ “กลุ่มผู้ชำระล้าง” (Liquidators) กว่า 600,000 คนที่เข้าไปกู้ภัยได้รับรังสีในระดับสูง และมีการกำหนดเขตหวงห้าม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,800 ตารางกิโลเมตรในยูเครนและเบลารุส ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามนุษย์จะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยไปอีก 24,000 ปี

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถูกปิดใช้งานแล้ว และอยู่ระหว่างการรื้อถอน โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 คนทำงานดูแลพื้นที่ ส่วนเมืองพริเพียต (Prypiat) ที่เคยมีประชากรกว่า 48,000 คน กลายเป็นเมืองร้างที่ธรรมชาติกลับเข้ายึดพื้นที่ มีสัตว์ป่าอย่างกวางมูสและม้าป่าหายากอาศัยอยู่ตามอาคารที่ผุพัง อย่างไรก็ตาม ความสงบเงียบนี้ถูกทำลายลงโดยสงคราม เมื่อกองทัพรัสเซียเข้ายึดพื้นที่ช่วงสั้นๆ ในปี 2022 และทหารบางส่วนได้ขุดสนามเพาะใน “ป่าแดง” (Red Forest) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสะสมของรังสีสูงที่สุด

ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลเตือนทิ้งท้ายว่า หากมีการโจมตีทางอากาศโดนโครงสร้างกำบังอีกครั้ง อาจส่งผลให้เกราะป้องกันพังทลายลง ซึ่งจะเป็นการปลดปล่อยฝันร้ายจากอดีตให้กลับมาทำลายภูมิภาคนี้อีกครั้ง.

ที่มา Reuters / AFP

“ทรัมป์” ยืนยัน “คิงชาร์ลส์” จะปลอดภัยสูงสุดในการเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุยิงในวอชิงตัน

"ทรัมป์" ยืนยัน "คิงชาร์ลส์" จะปลอดภัยสูงสุดในการเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุยิงในวอชิงตัน

27 เม.ย. 2569 16:11 น.

“ทรัมป์” ยืนยัน “คิงชาร์ลส์” จะปลอดภัยสูงสุดในการเยือนสหรัฐฯ แม้เพิ่งเกิดเหตุยิงในวอชิงตัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันความพร้อมและความปลอดภัยในการต้อนรับ “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” และ “ราชินีคามิลลา” ในการเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดหลังเหตุพยายามลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐบาล ขณะที่อังกฤษหวังใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ยืนยันความปลอดภัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ในโอกาสเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีกำหนดการเริ่มต้นในวันนี้ (27 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยย้ำว่าพื้นที่ทำเนียบขาวได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดและ “ปลอดภัยอย่างยิ่ง”

การยืนยันครั้งนี้มีขึ้นหลังจากทำเนียบขาวและสำนักพระราชวังบัคกิงแฮมได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม สืบเนื่องจากเหตุการณ์มือปืนพยายามบุกโจมตีงานเลี้ยงสมาคมสื่อมวลชนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำเนินกำหนดการตามเดิม

ทรัมป์เผยกับรายการ 60 Minutes ว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาได้ติดต่อมายังครอบครัวทรัมป์เป็นการส่วนตัวเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า “พระองค์ทรงเป็นสุภาพบุรุษที่ยอดเยี่ยม และผมเฝ้ารอที่จะได้ต้อนรับพระองค์ในพื้นที่ทำเนียบขาวที่ปลอดภัยที่สุดแห่งนี้”

เซอร์ คริสเตียน เทอร์เนอร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ระบุว่าการเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “รื้อฟื้นและกระชับมิตรภาพอันเป็นเอกลักษณ์” ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการทูตกำลังเผชิญกับความท้าทาย หลังจากทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ เกี่ยวกับนโยบายต่ออิหร่าน

หมายกำหนดการสำคัญของการเสด็จฯ เยือน 4 วัน โดยในวันแรกจะมีการจัดพิธีต้อนรับที่ทำเนียบขาวโดยประธานาธิบดีทรัมป์และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ตามด้วยการร่วมดื่มน้ำชากับผู้นำสหรัฐฯ และงานเลี้ยงในสวน

ส่วนในวันอังคาร พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงมีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรส ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ทางการทูตที่สำคัญที่สุดในการรักษาสมดุลระหว่างจุดยืนของรัฐบาลอังกฤษและความสัมพันธ์กับทรัมป์

นอกจากนั้น พระองค์จะเสด็จฯ ไปยังอนุสรณ์สถาน 9/11 ในรัฐนิวยอร์กและเวอร์จิเนียเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนชาวอเมริกัน

แม้การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายในอังกฤษ เช่น เซอร์ เอ็ด เดวีย์ ผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตยที่เสนอให้ยกเลิกการเดินทางเนื่องจากความไม่แน่นอนของผู้นำสหรัฐฯ แต่ทางรัฐบาลอังกฤษมองว่านี่คือโอกาสสำคัญในเชิงกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ การลงทุน, ความร่วมมือทางทหาร และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน

สำหรับทรัมป์ การได้ยืนเคียงข้างประมุขแห่งอังกฤษในเวทีโลกถือเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ในฐานะผู้นำระดับสากล และช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ โดยทรัมป์เชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยเยียวยาความสัมพันธ์ที่ร้าวรานกับอังกฤษได้อย่างแน่นอน.

ที่มา BBC

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ "ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง"  ในแมว

27 เม.ย. 2569 15:21 น.

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

นักวิจัยญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคไตวายเรื้อรังในแมวอย่างเป็นทางการ หลังการทดสอบทางคลินิกพบช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้สูงถึง 80% เผยเป็นยาที่พัฒนาจากโปรตีน AIM ซึ่งได้รับเงินบริจาคสนับสนุนจากคนรักแมวทั่วโลกกว่า 300 ล้านเยน

สถาบันวิจัยการแพทย์ AIM (Institute for AIM Medicine) สตาร์ทอัพด้านเวชภัณฑ์ในกรุงโตเกียว ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เพื่อขออนุมัติการผลิตและจำหน่ายยาตัวใหม่สำหรับรักษาโรคไตวายเรื้อรังในแมว ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่คร่าชีวิตแมวทั่วโลกและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

ยาตัวนี้ถูกพัฒนาโดยใช้โปรตีนที่ชื่อว่า AIM (Apoptosis Inhibitor of Macrophage) ซึ่งถูกค้นพบในเลือดของมนุษย์ โดย ดร.โทรุ มิยาซากิ อดีตศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวและผู้อำนวยการสถาบันฯ เป็นผู้ค้นคว้าวิจัยมาอย่างยาวนาน

จากการทดสอบทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ทั่วประเทศญี่ปุ่นกับแมวที่มีอาการป่วยในระดับหนึ่ง พบผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง โดยแมวกลุ่มที่ได้รับยาตัวนี้สามารถรักษาค่าการทำงานของไตไว้ได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา และที่สำคัญคือ “อัตราการรอดชีวิต” ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ได้รับยามีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 80-83% ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับยามีอัตราการรอดชีวิตเพียง 20% เท่านั้น

โครงการวิจัยของ ดร.มิยาซากิ เคยเกือบจะต้องยุติลงเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจากขาดแคลนทุนวิจัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หลังจากเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปผ่านสื่อต่างๆ บรรดาคนรักแมวทั่วโลกได้ร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนรวมกว่า 300 ล้านเยน (ประมาณ 61 ล้านบาท) ในช่วงปี 2021-2022 จนทำให้การวิจัยดำเนินต่อได้สำเร็จ

ข้อมูลจากศูนย์สุขภาพแมวคอร์เนล (Cornell Feline Health Center) ระบุว่า โรคไตวายเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของแมวสูงวัย โดยพบว่าแมวอายุมากกว่า 10 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 40% ส่วนแมวอายุมากกว่า 15 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงถึง 80%

ดร.มิยาซากิ กล่าวทิ้งท้ายว่า “แมวส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์จากโรคไต และหลายตัวต้องตายจากสภาวะไตวายระยะสุดท้ายหรือภาวะปัสสาวะเป็นพิษ เราพัฒนาสิ่งนี้ด้วยเป้าหมายที่จะเอาชนะอุปสรรคดังกล่าว และช่วยลดภาระทั้งทางกาย ทางใจ และทางด้านการเงินให้แก่ทั้งน้องแมวและเจ้าของ”

หากได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่น ยาตัวนี้จะเป็นก้าวสำคัญของวงการสัตวแพทย์ทั่วโลกในการยืดอายุขัยและคุณภาพชีวิตของแมวที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังให้ดียิ่งขึ้น.

ที่มา NHK / AFP

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ "เลียหลอด" ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

27 เม.ย. 2569 14:38 น.

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

วัยรุ่นฝรั่งเศสวัย 18 ปี ถูกตั้งข้อหาในสิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดจากตู้กดน้ำส้มแล้วนำกลับไปใส่ที่เดิม ก่อนเผยแพร่ลงโซเชียล สร้างกระแสวิจารณ์รุนแรง และอาจเผชิญโทษจำคุกพร้อมค่าปรับ

นักศึกษาชาวฝรั่งเศสถูกตั้งข้อหาหนักในสิงคโปร์ ทั้งก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดในตู้กดน้ำส้มคั้นสดแล้วนำกลับไปวางในที่กดหลอดตามเดิม ด้านบริษัทเจ้าของตู้ต้องสั่งเปลี่ยนหลอดใหม่ยกแผง 500 อันเพื่อความปลอดภัย

กลายเป็นประเด็นฉาวในโลกออนไลน์ของสิงคโปร์ เมื่อนายดีดิเยร์ กัสปาร์ โอเวน แม็กซิมิเลียน (Didier Gaspard Owen Maximilien) วัย 18 ปี นักศึกษาชาวฝรั่งเศส ถูกนำตัวขึ้นศาลและตั้งข้อหาฐานก่อเหตุไม่สมควรและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน จากพฤติกรรมที่ไม่สุขลักษณะภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าโกลด์ฮิลล์ ถนนทอมสัน โดยนายแม็กซิมิเลียนถูกกล่าวหาว่าได้นำหลอดออกมาจากที่จ่ายหลอดของตู้ขายน้ำส้มคั้นสดอัตโนมัติยี่ห้อ iJooz จากนั้นได้เลียหลอดแล้วนำกลับไปเสียบไว้ที่เดิม ก่อนจะโพสต์คลิปวิดีโอการกระทำดังกล่าวลงในสตอรีของอินสตาแกรมของตนเอง พร้อมคำบรรยายว่า “เมืองนี้ไม่ปลอดภัย” (city is not safe)

คลิปดังกล่าวถูกนำไปแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในเพจชุมชนและสื่อท้องถิ่น ซึ่งสร้างความโกรธแค้นและรังเกียจให้กับชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ทางบริษัท iJooz เจ้าของตู้ขายน้ำส้มอัตโนมัติเปิดเผยกับสำนักข่าวแชนแนลนิวส์เอเชีย (CNA) ว่า ทันทีที่ทราบเรื่องบริษัทได้ดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสั่งเปลี่ยนหลอดใหม่ทั้งหมด 500 อันในเครื่องดังกล่าวทันที พร้อมทั้งทำความสะอาดฆ่าเชื้อและตรวจสอบเครื่องอย่างละเอียดเพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค

ขณะนี้นายแม็กซิมิเลียนซึ่งเป็นนักศึกษาของสถาบันบริหารธุรกิจชื่อดัง ESSEC Business School วิทยาเขตสิงคโปร์ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี โดยสถานศึกษาได้เริ่มการสอบสวนวินัยภายในแล้ว ขณะที่พ่อแม่ของเขาได้เดินทางจากฝรั่งเศสมายังสิงคโปร์เพื่อดูแลลูกชาย โดยมีตัวแทนจากโรงเรียนเป็นผู้ประกันตัวให้

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษในข้อหาทำความผิดอันเกิดจากความคึกคะนอง ที่มีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 50,800 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยศาลสิงคโปร์มีกำหนดนัดพิจารณาคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมที่จะถึงนี้.

ที่มา CNA / BBC

บังกลาเทศสังเวย “ฟ้าผ่า” ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

บังกลาเทศสังเวย "ฟ้าผ่า" ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

27 เม.ย. 2569 13:22 น.

บังกลาเทศสังเวย “ฟ้าผ่า” ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

บังกลาเทศเผชิญพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงหลังคลื่นความร้อนยาวนาน ส่งผลให้เกิดฟ้าผ่าคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 14 รายใน 7 เขต ขณะที่ทางการเตือนฝนยังตกต่อเนื่องและเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

เกิดเหตุฟ้าผ่าคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายคน ในหลายพื้นที่ของประเทศบังกลาเทศ หลังพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มต่อเนื่องภายหลังคลื่นความร้อนที่ยาวนานกว่าหนึ่งสัปดาห์

รายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในอย่างน้อย 7 เขต ได้แก่ ไกบันดา โบกูรา นาโตเร ปันชาการห์ ทากูร์กาวน์ จามาลปูร์ และสิราจกานจ์ โดยเฉพาะเขตไกบันดามีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย รวมถึงเด็ก 2 คน

เหตุฟ้าผ่าเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ในเขตจามาลปูร์และสิราจกานจ์ มีชาวนาถูกฟ้าผ่าขณะทำงานในไร่นา ขณะที่บางรายเสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง

กรมอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศระบุว่า ฝนที่ตกลงมาช่วยบรรเทาคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมถึง 24 เขตก่อนหน้านี้ โดยอุณหภูมิสูงสุดเคยแตะระดับ 35–40 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม คาดว่าฝนจะยังคงตกต่อเนื่องในอีกหลายวัน และอาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเพิ่มเติม

แม้ฝนจะช่วยคลายความร้อน แต่พายุลูกเห็บในบางพื้นที่กลับสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่กำลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย

ขณะเดียวกัน ศูนย์พยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมของประเทศได้ออกคำเตือนน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มน้ำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 3 วันข้างหน้า

องค์กรรณรงค์ด้านความปลอดภัยจากพายุฟ้าคะนองเปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากฟ้าผ่าในบังกลาเทศเฉลี่ยราว 300 คน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุสำคัญของการสูญเสียจำนวนมากมาจากการขาดความตระหนักด้านความปลอดภัย โดยแนะนำให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งในช่วงพายุ และสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบูทยาง เพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในบังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Anadolu / The Daily Star 

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ “มีปัญหาทางจิต” ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ "มีปัญหาทางจิต" ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

27 เม.ย. 2569 12:38 น.

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ “มีปัญหาทางจิต” ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุพยายามใช้อาวุธบุกโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลภายในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คือ “ชายที่มีอาการป่วยทางจิต” และเคยถูกครอบครัวแจ้งเตือนต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมาก่อน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 20:35 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ (25 เม.ย.) ระหว่างงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข และคาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว

คนร้ายได้ยิงปืนลูกซองใส่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี บริเวณจุดตรวจความปลอดภัย แต่โชคดีที่กระสุนติดเสื้อกันกระสุนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่คนร้ายจะถูกชาร์จตัวไว้ได้ ทรัมป์และคณะถูกพาตัวไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที 

ทรัมป์กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าชื่อนาย “โคล โทมัส อัลเลน” อายุ 31 ปี จากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้โพสต์สิ่งที่ทรัมป์อธิบายว่าเป็นแถลงการณ์ “ต่อต้านศาสนาคริสต์” 

ทรัมป์กล่าวกับรายการ “60 Minutes” ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส หนึ่งวันหลังจากการยิงที่โรงแรมแห่งหนึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันเสาร์ว่า “เขาเคยเป็นคริสเตียน เป็นผู้ศรัทธา แล้วเขาก็กลายเป็นผู้ต่อต้านศาสนาคริสต์ และเขาก็เปลี่ยนไปมาก”  “เขาน่าจะเป็นคนป่วยทางจิต”

ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังกล่าวว่าเขา “ไม่รู้สึกกังวล” ขณะที่เขาถูกอพยพออกจากงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว หลังจากที่มือปืนพยายามบุกเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง “ผมไม่กังวล ผมเข้าใจชีวิต เราอยู่ในโลกที่บ้าคลั่ง” 

ในแถลงการณ์ นายอัลเลนเรียกตัวเองว่า “มือสังหารรัฐบาลกลางที่เป็นมิตร” และกล่าวว่าเขาวางแผนที่จะโจมตีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ โดยเรียงลำดับจากระดับสูงสุดไปจนถึงระดับต่ำสุด แต่ไม่รวมถึงนายคาช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI  นายอัลเลนยังอ้างถึงหลักศาสนศาสตร์ของศาสนาคริสต์ โดยกล่าวว่าเขากำลังพยายามปกป้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล “การหันแก้มอีกข้างให้เมื่อ *คนอื่น* ถูกกดขี่ไม่ใช่พฤติกรรมของชาวคริสต์ แต่มันคือการสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมของผู้กดขี่” 

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี “ยืนหยัดอย่างไม่หวาดหวั่น” หลังรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหาร ขณะที่ “เจียง เว่ยเจีย” ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ซึ่งนั่งติดกับทรัมป์ในงานเลี้ยงดังกล่าว ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ “น่าหวาดผวา” และขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ช่วยปกป้องแขกหลายพันคนในงาน

ในแถลงการณ์ของคนร้ายยังได้เยาะเย้ยความหละหลวมของโรงแรม โดยระบุว่าเขาสามารถเดินถืออาวุธหลายชนิดเข้ามาได้โดยไม่มีใครสงสัย ขณะที่ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อัลเลนเดินทางด้วยรถไฟ Amtrak จากนครลอสแอนเจลิสมายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟในสหรัฐฯ ไม่ต้องผ่านเครื่องตรวจจับโลหะแบบสนามบิน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงปะทะกับผู้ต้องสงสัยและสกัดกั้นเขาได้ และ “เชื่อว่า” ผู้ต้องสงสัยได้ยิงปืน อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย ตำรวจกล่าวว่าเขามีปืนสองกระบอก รวมถึงมีดหลายเล่ม

เหตุการณ์นี้ทำให้ทรัมป์ใช้โอกาสนี้โปรโมทโครงการก่อสร้าง “ห้องจัดเลี้ยงลับสุดยอดทางทหาร” ภายในทำเนียบขาว โดยระบุบนทรูธโซเชียลว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นหากจัดในสถานที่ดังกล่าว

นายทอดด์ แบลนซ์ รักษาการอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าอัลเลนจะถูกฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ, ยิงอาวุธปืน และพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าหน้าที่จะสืบสวนต่อไปว่ามีความเชื่อมโยงกับต่างชาติ (อิหร่าน) หรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวย้ำเตือนถึงกระแสความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงประณามจากผู้นำทั่วโลก ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่ากำหนดการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรในวันจันทร์นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตามเดิม.

ที่มา  BBC / Reuters

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

27 เม.ย. 2569 12:22 น.

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งขึ้นอีก หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซกลับมาตามปกติ ซัดสหรัฐฯ เป็นฝ่ายบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำให้การเจรจาสะดุด

วันที่ 27 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในการซื้อขายวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา หลังอิหร่านย้ำชัดว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม พร้อมกล่าวหาสหรัฐว่าบ่อนทำลายความเชื่อมั่น และทำให้การเจรจายุติสงครามยิ่งซับซ้อน

รายงานข่าวระบุว่า น้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานตลาดโลก ปรับขึ้น 2.14% อยู่ที่ 107.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.08% อยู่ที่ 96.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความกังวลด้านอุปทานพลังงาน

ข้อมูลจากสหรัฐยังระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 4.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แม้ลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้นราว 27% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น สะท้อนแรงกดดันด้านพลังงานที่ยังคงอยู่ในตลาดโลก

ด้านนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เปิดเผยภายหลังหารือกับนายเชห์บาศ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ว่าการดำเนินการของสหรัฐกำลังบ่อนทำลายความไว้วางใจ และเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการเจรจา ขณะเดียวกันอิหร่านยังยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน พร้อมระบุว่าการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐต่อท่าเรืออิหร่านเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนจะมีข้อตกลงใดๆ

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตัดสินใจยกเลิกแผนส่งคณะผู้แทนไปยังกรุงอิสลามาบัดในนาทีสุดท้าย หลังอิหร่านปฏิเสธการเจรจาโดยตรง พร้อมระบุว่าความขัดแย้งภายในของผู้นำอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า.

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

27 เม.ย. 2569 12:01 น.

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

เหตุยิงปืนกลางงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว สร้างความตื่นตระหนกอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามด้านความปลอดภัย และตอกย้ำความเสี่ยงในการลอบสังหารทรัมป์ ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงกว่าทศวรรษ

เหตุการณ์ล่าสุด: ยิงปืนกลางงานใหญ่ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกอพยพฉุกเฉิน

เสียงปืนดังขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายในโรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ระหว่างงานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์มีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

ในงานมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งรองประธานาธิบดี สมาชิกคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาคองเกรส โดยหน่วยสืบราชการลับ ต้องเร่งอพยพทรัมป์ออกจากพื้นที่ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่า ทรัมป์เป็นเป้าหมายโดยตรง ของเหตุยิงครั้งนี้หรือไม่ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่มีความพยายามลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์

2 เหตุลอบสังหารใหญ่ ปี 2024 ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

  • เพนซิลเวเนีย: ถูกยิงเฉียดหู

เหตุเกิดที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อชายวัย 20 ปี ใช้อาวุธปืนไรเฟิลแบบ AR ยิงใส่เวทีปราศรัย

กระสุนเฉียดใบหูขวาของทรัมป์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ก่อนมือปืนถูกหน่วยสไนเปอร์ยิงวิสามัญ

รายงานวุฒิสภาสหรัฐฯ ระบุว่า ความผิดพลาดด้านการวางแผน การสื่อสาร และการบริหารของหน่วยสืบราชการลับ เป็นปัจจัยสำคัญ

  • ฟลอริดา: มือปืนบุกสนามกอล์ฟ

อีกเหตุเกิดที่สนามกอล์ฟ Trump International Golf Club ในเวสต์ปาล์มบีช เมื่อชายคนหนึ่งถูกพบพร้อมปืนไรเฟิล

เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับยิงสกัด ก่อนผู้ต้องสงสัยหลบหนีและถูกจับกุมในเวลาต่อมา และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยถูกขู่ฆ่าและพยายามลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง ดังนี้

• ปี 2016 ชายชาวอังกฤษพยายามแย่งปืนตำรวจในงานหาเสียงที่ลาสเวกัส โดยยอมรับว่าตั้งใจจะยิงทรัมป์

• ปี 2017 ชายคนหนึ่งขโมยรถโฟล์กลิฟต์ในรัฐนอร์ทดาโคตา หวังพุ่งชนขบวนรถประธานาธิบดี

• ปี 2020 มีการส่งจดหมายผสมสารพิษริซินไปยังทรัมป์ ซึ่งเป็นสารอันตรายถึงชีวิต

• ปี 2024เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมชายชาวปากีสถาน ที่เกี่ยวข้องกับแผนจ้างวานสังหาร โดยมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ต่อมา ยังมีชาวอิหร่านอีกคนถูกตั้งข้อหา หลังรับคำสั่งให้สังหารพลเมืองสหรัฐฯ และมีชื่อทรัมป์เป็นหนึ่งในเป้าหมาย

• ปี 2026 หน่วยสืบราชการลับ ยิงสกัดชายวัย 21 ปี ที่พกปืนลูกซองและถังแก๊ส บุกเข้าใกล้รีสอร์ต มาร์ อะลาโก ขณะทรัมป์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะเผชิญเหตุการณ์ลอบสังหารและภัยคุกคามหลายครั้ง แต่ทรัมป์ยืนยันว่า จะไม่ลดบทบาทการปรากฏตัวในที่สาธารณะ และจะไม่ยกเลิกทุกอย่างเพราะความกลัว.

ที่มา : AxiosUSAtoday