โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

22 พ.ย. 2568 09:09 น.

โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี จนทำให้มนุษย์หยุดคิดด้วยตัวเอง

โป๊ปเลโอทรงเตือนเยาวชนทั่วโลก ระวังการใช้เอไอเกินพอดี ในงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกในสหรัฐฯ ยอมรับว่าเป็นเครื่องมือทรงพลัง แต่ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และอาจทำให้มนุษย์หยุดคิด

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงเข้าร่วมงาน National Catholic Youth Conference แบบเสมือนจริง ซึ่งเป็นงานชุมนุมเยาวชนคาทอลิกในสหรัฐฯ จัดขึ้นที่เมืองอินเดียแนโพลิส เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น  โดยพระองค์ทรงใช้เวลาร่วมสนทนากับเยาวชน และตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีในชีวิตคนรุ่นใหม่

โป๊ปเลโอทรงย้ำว่า แม้โซเชียลมีเดียจะช่วยเชื่อมโยงผู้คนและสามารถเป็นพื้นที่เสริมสร้างศรัทธาได้ แต่ไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่เกิดจากการพบปะและมีปฏิสัมพันธ์จริง ๆ ได้

เมื่อถูกถามถึงประเด็น ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งพระองค์ประกาศให้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โป๊ปเลโอเตือนเยาวชนว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ต้องใช้อย่างรับผิดชอบ และไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีมาขัดขวางพัฒนาการของความเป็นผู้ใหญ่

พระองค์ตรัสว่า “ขอให้ใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง อย่าให้การใช้เอไอจำกัดการเติบโตของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง” พร้อมเสริมว่า หากวันหนึ่งเอไอหายไป มนุษย์ต้องยังคิดเองได้ สร้างได้ ตัดสินใจได้ และสร้างมิตรภาพที่แท้จริงได้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอไอ

“คิม จองอึน” เปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่ เน้นภาพผู้นำนักพัฒนา ก่อนพรรคจัดประชุมใหญ่ต้นปีหน้า

"คิม จองอึน" เปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่ เน้นภาพผู้นำนักพัฒนา ก่อนพรรคจัดประชุมใหญ่ต้นปีหน้า

22 พ.ย. 2568 08:36 น.

“คิม จองอึน” เปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่ เน้นภาพผู้นำนักพัฒนา ก่อนพรรคจัดประชุมใหญ่ต้นปีหน้า

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ตัดริบบิ้นเปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำในจังหวัดคังวอน นับเป็นแห่งที่ 6 ของภูมิภาค พร้อมยกเป็นสัญลักษณ์พึ่งพาตนเอง ก่อนพรรคแรงงานเตรียมจัดประชุมใหญ่

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิด โรงไฟฟ้าพลังน้ำฮเวยาง ในจังหวัดคังวอน พร้อมให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนร่วมในโครงการ

โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นแห่งที่ 6 ที่สร้างขึ้นในจังหวัดคังวอน ต่อจากโรงไฟฟ้าที่อีชอน มุนชอน เซโป พยองกัง และโกซอง โดยถูกยกให้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย  ของโครงการพลังน้ำประจำภูมิภาค

ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ นายคิม จองอึน ย้ำว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้เปิดทางสู่การแก้ปัญหาไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน  พร้อมชื่นชมว่าจังหวัดคังวอน ซึ่งมีประชากรน้อยและฐานอุตสาหกรรมอ่อนกว่าเขตอื่น สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของแนวคิดในการพึ่งพาตนเอง

การเปิดโรงไฟฟ้าครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ใกล้กรุงเปียงยาง ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นความพยายามของผู้นำเกาหลีเหนือในการตอกย้ำนโยบายพัฒนาภูมิภาคก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานที่จะมีขึ้นต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือยังคงประสบภาวะไฟฟ้าขาดแคลนหนัก โดยเฉพาะพื้นที่นอกกรุงเปียงยาง ข้อมูลจากกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ชี้ว่า ในปี 2021 เกาหลีเหนือมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าเพียง 8.22 ล้านกิโลวัตต์ หรือเพียง 6.1% ของเกาหลีใต้ ขณะที่ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจริงมีเพียง 4.4% ของเกาหลีใต้เท่านั้น.

ที่มา Yonhap

ฟินแลนด์เล็งแก้กฎหมาย อนุญาต “ล่าหมาป่า” ได้อีกครั้งในรอบ 50 ปี

ฟินแลนด์เล็งแก้กฎหมาย อนุญาต "ล่าหมาป่า" ได้อีกครั้งในรอบ 50 ปี

22 พ.ย. 2568 04:12 น.

ฟินแลนด์เล็งแก้กฎหมาย อนุญาต “ล่าหมาป่า” ได้อีกครั้งในรอบ 50 ปี

รัฐบาลฟินแลนด์เตรียมแก้กฎหมายห้ามล่าหมาป่าทั่งประเทศ ซึ่งจะถือเป็นการยุติการคุ้มครองหมาป่าอย่างเข้มงวดมานานกว่า 5 ทศวรรษ และทำให้ฟินแลนด์กลับมาอนุญาตล่าหมาป่าอีกครั้งตั้งแต่เดือนมกราคม ปีหน้า

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายซารี เอสซายาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของฟินแลนด์ แถลงว่า รัฐบาลได้ยื่นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อขอยกเลิกกฎหมาย ปี 2516 ที่ห้ามล่าหมาป่าทั่วฟินแลนด์ ซึ่งจะถือเป็นการยุติการคุ้มครองหมาป่าอย่างเข้มงวดมานานกว่า 5 ทศวรรษ และทำให้ฟินแลนด์กลับมาอนุญาตล่าหมาป่าอีกครั้งตั้งแต่เดือนมกราคม 2569

สื่อท้องถิ่นของฟินแลนด์รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อจัดการกับกระแสวิตกกังวลด้านความปลอดภัยของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้น โดยบางพื้นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจัดรถแท็กซี่รับส่งเด็กนักเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับหมาป่า

โดยหากมีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลจะกำหนดโควตาการล่าหมาป่าระดับภูมิภาค รวมถึงช่วงเวลาห้ามล่าหมาป่า โดยมุ่งใช้แนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวที่สร้างสมดุลเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่เกิดจากหมาป่า โดยเฉพาะการสูญเสียปศุสัตว์ เช่น แกะ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สถาบันทรัพยากรธรรมชาติฟินแลนด์ เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า ที่ผ่านมาฟินแลนด์เคยมีหมาป่ากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ แต่ถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ก่อนประชากรหมาป่าจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครอง ล่าสุดฟินแลนด์มีหมาป่าราว 400-465 ตัวในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อนที่มีอยู่ราว 300 ตัว โดยประชากรหมาป่าขยายตัวไปทางเหนือและตะวันตก และเพิ่มความตึงเครียดในชุมชนชนบทที่กล่าวหาว่าหมาป่าโจมตีสุนัขเลี้ยงและสัตว์ในฟาร์ม.

เครื่องบินรบอินเดีย ตกระหว่างบินผาดโผน ในงาน “ดูไบ แอร์โชว์” ทำให้นักบินเสียชีวิต

เครื่องบินรบอินเดีย ตกระหว่างบินผาดโผน ในงาน "ดูไบ แอร์โชว์" ทำให้นักบินเสียชีวิต

22 พ.ย. 2568 03:50 น.

เครื่องบินรบอินเดีย ตกระหว่างบินผาดโผน ในงาน “ดูไบ แอร์โชว์” ทำให้นักบินเสียชีวิต

นักบินกองทัพอากาศอินเดียเสียชีวิต หลังเครื่องบินรบตกระหว่างบินโชว์ในงาน “ดูไบ แอร์โชว์” เจ้าหน้าที่ดูไบ–กระทรวงกลาโหมยูเออีเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ ขณะที่อินเดียตั้งคณะสอบสวนหาสาเหตุ

วัรที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กองทัพอากาศอินเดียออกแถลงการณ์ระบุว่า เกิดเหตุเครื่องบินรบฮาล เตยาส ของกองทัพอากาศอินเดีย ตกขณะทำการบินสาธิตในงาน “ดูไบ แอร์โชว์ 2025” ี่จัดขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอัลมัคตูม ในช่วงเวลา 14.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้นักบินเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

แถลงการณ์ระบุว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้ และขออยู่เคียงข้างครอบครัวของนักบินผู้ล่วงลับในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า โดยจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ 

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ระบุว่า ทีมดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยได้ เข้าตอบสนองอย่างรวดเร็วและควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ ขณะเดียวกัน พลเอก อานิล เชาฮัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอินเดีย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกหน่วยของกองทัพอินเดีย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง  และจะให้การสนับสนุนครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่

ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุการตกของเครื่องบินรบลำนี้ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมจากภาคพื้นดิน.

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ใกล้กรุงธากา ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ อาคารสั่น ประชาชนผวาวิ่งหนีตาย

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ใกล้กรุงธากา ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ อาคารสั่น ประชาชนผวาวิ่งหนีตาย

21 พ.ย. 2568 22:40 น.

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ใกล้กรุงธากา ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ อาคารสั่น ประชาชนผวาวิ่งหนีตาย

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 5.5 เขย่าบังกลาเทศนานเกือบครึ่งนาที จุดศูนย์กลางห่างจากกรุงธากาแค่ 33 กม. คร่าอย่างน้อย 5 ศพ บาดเจ็บนับร้อย บ้านเรือน–อาคารหลายแห่งเสียหาย

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.5 แมกนิจูด เขย่าบังกลาเทศในเวลา 10.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับไทยเวลา 11.38 น. โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนกินเวลาราว 26 วินาที ทำให้ประชาชนในกรุงธากา และจังหวัดโดยรอบตกใจโกลาหล หลายคนวิ่งหนีออกจากอาคารอย่างอลหม่าน

รัฐบาลบังกลาเทศเผยตัวเลขเบื้องต้นว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ และมีผู้บาดเจ็บราว 100 ราย ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงกว่า แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นทางการ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่เขตมัธบดี ในเมืองนาร์ซิงดี (Narsingdi) ห่างจากกรุงธาการาว 33 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านงานสิ่งทอและอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ส่งผลให้อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ไกลถึงเมืองกัลกัตตา ของอินเดีย ที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางกว่า 325 กิโลเมตร แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในฝั่งอินเดีย ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากยังคงเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นในระลอกต่อไป

ทั้งนี้ แม้บังกลาเทศจะไม่ค่อยเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่ประเทศตั้งอยู่ใกล้รอยต่อแผ่นเปลือกโลกอินเดีย ยูเรเซียน และพม่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อเหตุสั่นสะเทือนรุนแรงได้เสมอ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดใกล้กรุงธากา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2566 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ใกล้เมืองสิเลฏ ทางภาคตะวันออกของประเทศ แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และในปี 2564 แผ่นดินไหว 6.1 บริเวณชายแดนอินเดีย–เมียนมา ก็ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนถึงจิตตะกอง และค็อกซ์บาซาร์ แต่ไม่พบผู้เสียชีวิตเช่นกัน.

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง "คาชิวาซากิ-คาริวะ" โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

21 พ.ย. 2568 15:09 น.

ผู้ว่าฯ นีงาตะ อนุมัติเดินเครื่อง “คาชิวาซากิ-คาริวะ” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก

นายฮิเดโยะ ฮานาซึมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ ได้อนุมัติให้มีการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยถือเป็นการอนุมัติครั้งแรกที่บริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ (เทปโก) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ได้รับนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011

การอนุมัติจากผู้ว่าการจังหวัดนีงาตะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่งในการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ หมายเลข 6 ของโรงไฟฟ้าที่มี 7 หน่วยแห่งนี้ หลังจากที่วิกฤตเตาปฏิกรณ์หลอมละลายหลายครั้งที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ซึ่งเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 ได้สร้างความกังวลอย่างมากด้านความปลอดภัย

การนำเตาปฏิกรณ์กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมองว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงและปราศจากคาร์บอน เทปโกมองว่าการเดินเครื่องครั้งนี้เป็นเสาหลักสำคัญของการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท เพื่อนำไปใช้เป็นค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

นายฮานาซึมิจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาจังหวัดนีงาตะ ซึ่งจะเปิดสมัยประชุมในวันที่ 2 ธันวาคม หากสภาฯ ให้การรับรองการตัดสินใจของผู้ว่าการ ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการขอความยินยอมจากท้องถิ่น และผู้ว่าการฯ จะแจ้งต่อรัฐบาลกลางเพื่อเดินหน้าต่อไป

เนื่องจากหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเริ่มเดินเครื่องได้ภายในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีหน้า

การตัดสินใจของผู้ว่าฯ ฮานาซึมิ มียังคงเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนในท้องถิ่นบางส่วน และความไม่ไว้วางใจต่อเทปโกที่ยังคงฝังลึก สืบเนื่องจากวิกฤตฟุกุชิมะและปัญหาด้านความปลอดภัยหลายครั้งที่เคยเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ รวมถึงกรณีการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลสำรวจของชาวจังหวัดนีงาตะเมื่อต้นเดือนนี้แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 50 เห็นด้วย กับการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 แต่ ร้อยละ 47 คัดค้าน ขณะที่ เกือบ 70% แสดงความกังวลเกี่ยวกับการให้เทปโกเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานเตาปฏิกรณ์

ปัญหาด้านความปลอดภัยที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะในปี 2021 เคยนำไปสู่การที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ (NRA) สั่งห้ามเทปโกเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งทำให้การเดินเครื่องถูกระงับโดยปริยาย ก่อนที่คำสั่งห้ามจะถูกยกเลิกในเดือนธันวาคม 2023

เทปโกได้เคยประกาศเมื่อเดือนตุลาคมว่า จะจัดสรรเงินประมาณ 1 แสนล้านเยน (ประมาณ 20,750 ล้านบาท) ให้กับรัฐบาลจังหวัดนีงาตะ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ บริษัทยังพิจารณาที่จะยุบเลิกหน่วยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ด้วย.

ที่มา KYODO NEWS

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

21 พ.ย. 2568 14:40 น.

แผ่นดินไหว 5.5 เขย่าบังกลาเทศ ราวระเบียงถล่มทับคนเดินถนน ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงปานกลาง ขนาด 5.5 ในบังกลาเทศเมื่อเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย ในพื้นที่เขตกาไซทุลี ของย่านเมืองเก่าในกรุงธากา หลังจากราวระเบียงจากอาคาร 5 ชั้นพังถล่มลงมาบนถนน

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลธากา ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าได้รับแจ้งจากทีมกู้ภัยดับเพลิงและป้องกันภัยพลเรือนว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย หลังจากราวระเบียง ไม้ไผ่ที่ใช้ทำนั่งร้าน และเศษซากอาคารร่วงลงมาใส่ผู้ที่สัญจรไปมาบริเวณอาคาร 5 ชั้นที่กาไซทุลี ย่านอาร์มานิโตลา และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย”

นายอิมรอน ฮอสเซน ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า หลังเกิดแผ่นดินไหว เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าอาคารได้ล้มลงไปพาดกับอาคารอีกหลัง ทำให้ราวระเบียงและเศษซากอาคารร่วงลงมาทับชาวบ้าน ซึ่งจุดดังกล่าวมีผู้คนพลุกพล่านเป็นพิเศษ เนื่องจากมีร้านขายเนื้อที่มักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาในวันศุกร์

ตำรวจได้ยืนยันในเวลาต่อมาว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ ราฟิอุล อิสลาม นักศึกษาแพทย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซอร์ซาลิมุลลาห์ ซึ่งเขาได้เดินทางมาตลาดย่านกาไซทุลีพร้อมกับมารดาเพื่อซื้อเนื้อสัตว์ โดยขณะที่พวกเขายืนอยู่หน้าร้านขายเนื้อ แผ่นดินไหวก็เกิดขึ้น ทำให้ราวระเบียงของอาคารข้างเคียงหลุดร่วงลงมาทับพวกเขา

ชาวบ้านได้รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยแพทย์ประกาศว่า ราฟิเสียชีวิตแล้วจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะและใบหน้า ส่วนมารดาของราฟิถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินทันที 

ด้าน อาชิช กุมาร โฆษ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีตำรวจบานชาล กล่าวว่า “ผู้สัญจรไปมา 3 รายเสียชีวิตหลังราวระเบียงอาคารถล่มระหว่างเกิดแผ่นดินไหว เจ้าหน้าที่ยู่ระหว่างการตรวจสอบพื้นที่ ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์ของเหยื่อรายอื่นได้ในขณะนี้”

กรมอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.7 เมื่อเวลา 10:38 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมาธาบดี ในเขตนาซิงดี ซึ่งอยู่ห่างจากย่านอากาการ์ออนของกรุงธากาไปทางตะวันออกประมาณ 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) รายงานการตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนอยู่ที่ 5.5  และระบุศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขตนาซิงดี 14 กิโลเมตร

มีรายงานว่าผู้คนจำนวนมากในกรุงธากาต่างพากันวิ่งออกจากบ้านด้วยความตื่นตระหนก เนื่องจากพื้นดินสั่นไหวนานหลายวินาที และมีรายงานรอยร้าวเล็กน้อยในอาคารหลายแห่งในพื้นที่ต่าง ๆ หลังเกิดเหตุการณ์นี้.

ที่มา The Business Standard

เซเลนสกีพร้อมทำงานกับสหรัฐฯ “อย่างตรงไปตรงมา” หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

เซเลนสกีพร้อมทำงานกับสหรัฐฯ "อย่างตรงไปตรงมา" หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

21 พ.ย. 2568 13:25 น.

เซเลนสกีพร้อมทำงานกับสหรัฐฯ “อย่างตรงไปตรงมา” หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า ยูเครนพร้อมทำงานร่วมสหรัฐฯ “อย่างตรงไปตรงมา” หลังได้รับร่างแผนยุติสงครามกับรัสเซีย ซึ่งรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าแผนดังกล่าวเสนอให้ยูเครนยอมสละพื้นที่ในดอนบาสที่ตนยังควบคุม ลดกำลังทหารเหลือ 600,000 นาย และให้คำมั่นว่าจะไม่เข้าร่วมองค์การนาโต โดยยุโรปจะประจำการฝูงบินรบไว้ในโปแลนด์

ทำเนียบขาวยืนยันว่าได้หารือ “กับทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม” ขณะที่ฝ่ายยูเครนออกแถลงการณ์ว่าเห็นพ้องจะทำงานบนพื้นฐานของร่างแผนเพื่อให้เกิด “การยุติสงครามอย่างเป็นธรรม” 

สำนักข่าวหลายแห่งในสหรัฐฯ รายงานว่า ภายใต้ร่างแผนดังกล่าว รัฐบาลยูเครนจะต้องยอมสละพื้นที่บางส่วนของภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนที่ยังคงควบคุมอยู่ สำนักข่าว Financial Times และ Axios ได้เผยแพร่ร่างแผนดังกล่าวฉบับเต็ม ซึ่งมีรายงานว่า กองทัพยูเครนจะถูกจำกัดกำลังพลไว้ที่ 600,000 นาย แต่จะมีเครื่องบินรบจากยุโรปไปประจำการในโปแลนด์

ร่างแผนดังกล่าวยังระบุเสนอให้รัสเซียถูกผนวกรวมกลับสู่เศรษฐกิจโลกผ่านการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และกลับเข้ากลุ่ม G7 เป็น G8 อีกครั้ง ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซีย

เซเลนสกีคาดว่าจะพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในไม่กี่วันข้างหน้า หลังสหรัฐฯ ยืนยันว่าแผนนี้ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดี โดยนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และนายมาร์โก รูบิโอรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้เวลาราวหนึ่งเดือนจัดทำข้อเสนอนี้ร่วมกับทั้งสองฝ่าย แหล่งข่าวอาวุโสของสหรัฐระบุว่า นายรุสเตม อูเมรอฟ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนเห็นชอบในเนื้อหา “ส่วนใหญ่” ของร่างแผนแล้ว

อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปเผยว่าไม่รับรู้ต่อกระบวนการจัดทำร่าง ขณะที่นายดมิตรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ลดทอนความสำคัญของแผน โดยย้ำว่าข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ต้องแก้ไข “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องเชิงสุดโต่งที่ยูเครนมองว่าไม่ต่างจากการยอมจำนน

ความเคลื่อนไหวยังเกิดขึ้นเมื่อผู้นำกองทัพสหรัฐฯ เดินทางเข้าพบนายเซเลนสกีในกรุงเคียฟ ขณะที่เซเลนสกีย้ำว่า ยูเครนต้องการ “สันติภาพที่คู่ควร” และความศักดิ์ศรีของประชาชนต้องได้รับการเคารพ

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ  ระบุว่า “อนาคตของยูเครนต้องถูกกำหนดโดยยูเครนเอง” ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำความมั่นคงของพันธมิตรสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น และหลักการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมด้วยกำลัง

ในสนามรบ ความรุนแรงยังดำเนินต่อไป เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (20 พ.ย.) รัสเซียโจมตีเมืองซาโปลิเชีย คร่าชีวิตอย่างน้อย 5 คน และในหลายภูมิภาคของรัสเซียมีการสกัดโดรนยูเครนกว่า 33 ลำ ขณะที่ก่อนหน้านี้การโจมตีเตร์โนปิลทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 คน และสูญหายอีก 17 คน ท่ามกลางความสูญเสียที่เพิ่มขึ้นในปีที่ 4 ของการรุกรานครั้งใหญ่ของรัสเซีย.

ที่มา BBC

เด็กรัสเซีย 2 ขวบดับสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำชายหาดดังที่เกาะลังกาวี

เด็กรัสเซีย 2 ขวบดับสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำชายหาดดังที่เกาะลังกาวี

21 พ.ย. 2568 12:59 น.

เด็กรัสเซีย 2 ขวบดับสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำชายหาดดังที่เกาะลังกาวี

เด็กชายชาวรัสเซียวัย 2 ขวบ เสียชีวิตสลด หลังถูกพิษแมงกะพรุนกล่อง ขณะเล่นน้ำบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งบนเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย โดยเด็กน้อยไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลังเข้ารักษาได้ 5 วัน

เกิดเหตุสลดที่เกาะลังกาวี แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของมาเลเซีย เมื่อเด็กชายชาวรัสเซียวัย 2 ขวบ ถูกพิษของแมงกะพรุนกล่อง ขณะที่เล่นน้ำอยู่บริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง โดยบิดาของเด็กชาย นาย นิกิตา วิศวกรไอทีวัย 32 ปี เล่าให้สื่อท้องถิ่น The Star ฟังว่า เหตุเกิดขณะเล่นน้ำอยู่ที่ชายหาด ภรรยาจึงรีบส่งตัวลูกให้เขาอุ้ม ก่อนที่เด็กจะหยุดหายใจแทบจะทันทีหลังถูกพิษ โดยเขารีบทำ CPR ทันที ขณะที่นักท่องเที่ยวคนอื่นช่วยพากลับเข้าฝั่งเพื่อเรียกทีมกู้ภัยมาช่วยเหลือ 

ทั้งนี้ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบใช้น้ำส้มสายชูราดบาดแผล ซึ่งเป็นวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับพิษแมงกะพรุนกล่อง ก่อนนำส่งคลินิกและโรงพยาบาลในลังกาวี และต่อมาถูกส่งต่อไปรักษาบนแผ่นดินใหญ่ แต่สุดท้ายเด็กไม่สามารถรอดชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ 

ด้าน New Straits Times รายงานว่า ครอบครัวจะ ไม่ดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ พร้อมหวังให้การเสียชีวิตของบุตรชายเป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับอันตรายของแมงกะพรุนกล่อง โดยพ่อและแม่มีแผนจะฌาปนกิจลูกชายและนำอัฐิกลับไปยังรัสเซีย

ด้านกรมประมงรัฐเกดะห์ระบุว่า ได้ตรวจพบแมงกะพรุนกล่องในน่านน้ำลังกาวีระดับปานกลาง แม้ไม่ถึงขั้นต้องปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ก็ถือว่าอันตรายต่อกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงการท่องเที่ยวและประมง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้พบได้ทั่วไปตั้งแต่ออสเตรเลียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยช่วงรอยต่อฤดูกาลมรสุมอาจเป็นปัจจัยพัดพาแมงกะพรุนกล่องเข้าสู่น่านน้ำลังกาวี

แมงกระพรุนกล่อง ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก โดยพิษของมันสามารถทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง และในบางกรณีอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันที.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แมงกะพรุนกล่อง

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

21 พ.ย. 2568 12:08 น.

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนด้านพลังงานและการลดหย่อนภาษี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อต่อภาคครัวเรือนและบริษัทต่าง ๆ มาตรการชุดนี้ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการของนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของญี่ปุ่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากความไม่พอใจต่อราคาที่สูงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียวต้องพ้นจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของทาคาอิจิได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มพูนหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายมหาศาลอยู่แล้ว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงยิ่งทำให้ราคาการนำเข้าของญี่ปุ่นสูงขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและพึ่งพาอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในวันนี้ (21 พ.ย.) นายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยน โดยกล่าวว่าจะดำเนินการ “อย่างเหมาะสมต่อความเคลื่อนไหวในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ไร้ระเบียบ”

มาร์การิตา เอสเตเวซ-อาเบ นักวิเคราะห์จาก Syracuse University’s Maxwell School แสดงความเห็นว่า ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัวมานานเกินไปโดยที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “เรากำลังเห็นปฏิกิริยาเชิงลบจากตลาดแล้ว การอ่อนค่าลงไปอีกของเงินเยนจะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนชาวญี่ปุ่นทั่วไปด้วยราคาสินค้าที่สูงขึ้น”

ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ได้กล่าวย้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงเป้าหมายในการมี “นโยบายการคลังที่มีความรับผิดชอบและเชิงรุก” โดยระบุว่า “เหนือสิ่งอื่นใด ลำดับความสำคัญสูงสุดของเราคือการจัดการกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นที่พลเมืองของเรากำลังเผชิญอยู่”

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบรายปีในเดือนตุลาคม จากร้อยละ 2.9 ในเดือนกันยายน โดยราคาข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลัก สูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 40

ความกังวลสำหรับเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของเอเชียยังเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่กับจีน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน

จีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และแนะนำพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังญี่ปุ่น ซึ่งชาวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งจะระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น แม้ว่าทั้งสองรัฐบาลจะยังไม่มีการยืนยันมาตรการดังกล่าวก็ตาม

ความขัดแย้งปะทุขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุว่า “ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และการป้องกันประเทศญี่ปุ่น รวมถึงหมู่เกาะเซนกากุที่ญี่ปุ่นบริหารจัดการอยู่นั้น ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยเน้นย้ำว่า พันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และสหรัฐฯ คัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ รวมถึงการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนตะวันออก หรือทะเลจีนใต้.