เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เผยวิกฤต”อุปสงค์ผี” สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ "ดาต้าเซ็นเตอร์" เผยวิกฤต"อุปสงค์ผี"  สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

2 ก.ย. 2569 13:04 น.

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เผยวิกฤต”อุปสงค์ผี” สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ พุ่งสูงเกินจริงจนสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึง “อุปสงค์ผี” หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง เท็กซัสจึงกลายเป็นรัฐใหญ่แห่งแรกที่ระงับการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าโครงการใดมีอยู่จริง หลังพบคำขอใช้ไฟฟ้ารวมกันมากกว่า 700 กิกะวัตต์ สูงกว่าการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศในปัจจุบันมากกว่า 10 เท่า

กระแสความตื่นตัวในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้ค่ายเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทุ่มเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมกันมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของสหรัฐฯ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึง “อุปสงค์ผี” หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง

ผลการสำรวจข้อมูลจากระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า คำขอใช้ไฟฟ้าจากผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูล ในพื้นที่ตอนกลาง ฝั่งตะวันออก และทางตอนใต้ของสหรัฐฯ มีปริมาณรวมกันสูงกว่า 700 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนทุกหลังทั่วสหรัฐรวมกัน และสูงกว่าอุปสงค์การใช้ไฟฟ้าจริงของศูนย์ข้อมูลในปัจจุบันถึงกว่า 10 เท่า

ด้วยเหตุนี้ รัฐเท็กซัสจึงกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกที่ตัดสินใจ “สั่งระงับ” การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าใหม่เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบแผนการดำเนินงานที่แท้จริง เนื่องจากตัวเลขคำขอใช้ไฟฟ้าในเท็กซัสพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 48 กิกะวัตต์ในปี 2023 ไปแตะระดับ 474 กิกะวัตต์ในปัจจุบัน

บรรดานักวิเคราะห์และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเตือนว่า คำขอจำนวนมากเป็นคำขอที่ซ้ำซ้อน หรือมาจากบริษัทที่ไม่มีทั้งเงินทุนและทักษะความเชี่ยวชาญในการสร้างโครงการจริง ซึ่งสร้างความผันผวนและส่งผลเสียต่อการวางแผนโครงข่ายไฟฟ้า หากรัฐมนตรีหรือผู้ให้บริการวางแผนสร้างระบบเพื่อรองรับตัวเลขลอยๆ เหล่านี้ ประชาชนคนธรรมดาอาจต้องกลายเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายผ่านบิลค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อรัฐต่างๆ เริ่มวางเกณฑ์ที่เข้มงวด เช่น การเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า หรือค่าธรรมเนียมการศึกษาการเชื่อมต่อระบบ ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โดยบริษัท Exelon ในชิคาโก ปรับลดประมาณการอุปสงค์ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นไปได้สูงลงถึง 40% เหลือเพียง 11 กิกะวัตต์ หลังเริ่มใช้มาตรการเรียกเก็บหลักประกันที่เข้มงวด ส่วนบริษัท AEP Ohio  ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลลดลงมากกว่าครึ่ง หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นออกกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมศึกษาการเชื่อมต่อสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

นายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ได้ออกคำสั่งคุมเข้มและตรวจสอบอย่างละเอียด โดยกำหนดให้ผู้เสนอโครงการศูนย์ข้อมูลต้องเปิดเผยรายชื่อ “เจ้าของที่แท้จริง”  รวมถึงรายละเอียดการใช้ทรัพยากรน้ำ การสร้างพลังงานในพื้นที่ และการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์มาบิดเบือนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

เช่นเดียวกับ นายจอร์จ ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อเพิ่มเงื่อนไขการขอใบอนุญาตสำหรับโครงการขนาด 25 เมกะวัตต์ขึ้นไป หลังพบว่าจากโครงการศูนย์ข้อมูลที่เสนอเข้ามามากกว่า 100 แห่ง มีเพียง 20 แห่งเท่านั้นที่ยื่นขอใบอนุญาตอย่างถูกต้อง และส่วนใหญ่ยังไม่มีแม้กระทั่งแหล่งพลังงานหรือลูกค้ารองรับ

แม้หลายรัฐจะเริ่ม “ล้างน้ำเสีย” ออกจากระบบ แต่ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าเตือนว่า ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่ามีอยู่จริง ก็ยังคงสูงพอที่จะสร้างความเสี่ยงให้แก่ระบบไฟฟ้าที่กำลังขาดแคลนกำลังการผลิตใหม่ๆ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สหรัฐฯ ต้องเร่งรับมือในขณะนี้.

ที่มา Reuters

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

2 ก.ย. 2569 11:44 น.

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

สภาแห่งชาตินิการากัวลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ฝ่ายค้านจากการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 6 ปี เป็น 7 ปี ท่ามกลางเสียงประณามจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านหวั่นเป็นการเปิดทางให้ตระกูลผู้นำประเทศสืบทอดอำนาจ

รัฐสภานิการากัวภายใต้การนำของฝ่ายรัฐบาลได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านถูกห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี รวมถึงผู้บัญชาการทหารและตำรวจ จากเดิม 6 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี โดยกุสตาโว ปอร์รัส ประธานสมัชชาแห่งชาติ เป็นผู้ประกาศผลการลงมติในการประชุมพิเศษที่จัดขึ้นบริเวณหน้ามหาวิหารเมืองเลออน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมานากัว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ที่อยู่ฝ่ายต่อต้านและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือก่อรัฐประหาร ถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจาก 6 ปีเป็น 7 ปี รวมถึงขยายวาระของประธานาธิบดีร่วม เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนผู้บัญชาการกองทัพและตำรวจ จาก 6 ปีเป็น 7 ปีเช่นกัน

การแก้ไขดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีร่วม ดาเนียล ออร์เตกา และโรซาริโอ มูริโญ ภรรยาของเขา ซึ่งปกครองประเทศร่วมกัน โดยออร์เตกา วัย 80 ปี ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2006 และเพิ่งกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า นิการากัวจะไม่มีการเลือกตั้งอีก เพื่อป้องกันฝ่ายค้านกลับมายึดอำนาจ

ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 พรรคฝ่ายรัฐบาลได้แก้รัฐธรรมนูญขยายวาระประธานาธิบดีจาก 5 ปีเป็น 6 ปี และยกระดับมูริโญ จากรองประธานาธิบดีขึ้นเป็นประธานาธิบดีร่วม พร้อมเลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เดิมกำหนดจัดขึ้นในปีนี้ออกไปเป็นปลายปี 2027

สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นความพยายามวางระบบเพื่อให้ตระกูลออร์เตกา-มูริโญ สามารถสืบทอดอำนาจได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านการลงมติรับรองอีกครั้งในการประชุมสภานิติบัญญัติสมัยที่สอง ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2027 ก่อนจะมีผลบังคับใช้

นิการากัวเผชิญวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2018 หลังรัฐบาลปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน บาดเจ็บหลายพันคน และประชาชนจำนวนมากต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่พื้นที่สำหรับฝ่ายค้านทางการเมืองภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters / AFP

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

2 ก.ย. 2569 11:06 น.

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

นักวิทย์เตือน ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติในเทือกเขาหิมาลัย ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม หิมะถล่ม และการพังทลายของธารน้ำแข็ง แม้ยังไม่ชี้ชัดว่าน้ำท่วมในเนปาลเกิดจากโลกร้อนโดยตรง

เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลและพื้นที่ใกล้เคียงของจีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของชุมชนในเทือกเขาหิมาลัย หลังมวลน้ำ โคลน และก้อนหินมหาศาลไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำหลายสาย คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน ขณะที่บางส่วนคาดว่ายังติดอยู่ภายในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังชั้นหินและมวลน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงพังถล่มลงมา ทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากไหลลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว

โลกร้อนทำหิมาลัยเสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติระบุว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งและธารน้ำแข็งบนภูเขาละลาย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อดินถล่ม หิมะถล่ม และน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

ในบางกรณี หิมะหรือน้ำแข็งที่ถล่มลงมาอาจกีดขวางเส้นทางน้ำจนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ ก่อนที่น้ำจะทะลักออกมาอย่างฉับพลันกลายเป็นน้ำป่าหลาก ขณะที่ฝนตกหนักหลังเกิดภัยพิบัติครั้งแรกยังสามารถซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุโดยตรงว่าเหตุภัยพิบัติครั้งล่าสุดในเนปาลมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน แต่เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โอกาสเกิดภัยพิบัติลักษณะนี้ก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าหลายพื้นที่ของโลก

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ในกรุงกาฐมาณฑุ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดภัยพิบัติซับซ้อน ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลายน้ำ

ธารน้ำแข็งละลายเร็ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม

เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัยพาดผ่านพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา และจีน และเป็นพื้นที่ที่มีน้ำแข็งสะสมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกเขตขั้วโลก

แม่น้ำสายสำคัญจำนวนมากมีต้นกำเนิดจากภูเขาเหล่านี้ และหล่อเลี้ยงประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน

ข้อมูลจากนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่การละลายของชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ ยังอาจทำให้พื้นที่ลาดเขาอ่อนตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่ม

ภาพถ่ายดาวเทียมหลังเหตุการณ์ล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า มวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งขนาดมหาศาลพังถล่มลงสู่หุบเขา ก่อนผลักดันมวลน้ำและโคลนสูงหลายชั้นอาคารไหลลงไปยังชุมชนที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร

ภัยพิบัติซ้ำซาก ชุมชนอาจไม่มีเวลาฟื้นตัว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ชุมชนในพื้นที่หิมาลัยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ เพราะยังไม่ทันฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งก่อน ก็ต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่หิมาลัยเกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง ทั้งน้ำท่วมเคดาร์นาถในอินเดียเมื่อปี 2013 เหตุธารน้ำแข็งถล่มที่จำโมลีในปี 2021 และน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกในรัฐสิกขิมของอินเดียเมื่อปี 2023 ซึ่งล้วนสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของเนปาลเตือนว่า ในบางพื้นที่ขีดจำกัดของการปรับตัว อาจถูกก้าวข้ามไปแล้ว จนการสร้างบ้าน ถนน สะพาน หรือโครงสร้างพื้นฐานกลับขึ้นมาใหม่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป และอาจจำเป็นต้องย้ายชุมชนไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

เตือนภัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

แม้เนปาลจะมีระบบแจ้งเตือนภัยผ่านข้อความโทรศัพท์มือถือ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยประชาชนบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวหรือแรงงานข้ามชาติที่ไม่เข้าใจภาษาเนปาล ขณะที่บางคนประเมินความรุนแรงของภัยต่ำเกินไป

ในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยที่ระบุอย่างชัดเจนว่าประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเข้มงวดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินความเสี่ยงหลายด้านก่อนอนุมัติโครงการก่อสร้าง และเพิ่มระบบติดตามสถานการณ์ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในภูมิภาค

เนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย แต่รับผลกระทบหนัก

ขณะที่เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมาก โดยมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกน้อยกว่า 0.1% แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของเนปาลชี้ว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโลกร้อนควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้ทั่วโลกเร่งลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

โดยเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งล่าสุด ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมของเนปาลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า เมื่อโลกยังคงร้อนขึ้น ภูมิภาคที่เปราะบางอย่างเทือกเขาหิมาลัยอาจต้องเผชิญกับ ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และซับซ้อนขึ้น จนการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติครั้งหนึ่งอาจไม่ทันก่อนที่ภัยพิบัติครั้งใหม่จะมาถึง.

ที่มา : AP

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

2 ก.ย. 2569 11:04 น.

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

อิหร่านเดินหน้าโจมตีผลประโยชน์และฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน อิรัก และพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ด้านสภาเสี้ยววงเดือนแดงเผย สะเก็ดระเบิดสหรัฐฯ ตกใส่งานแต่งงานในอิหร่าน ดับ 4 เจ็บครึ่งร้อย ขณะที่ “ทรัมป์” เตือนหากตอบโต้เจอสวนกลับหนักกว่าเดิม

กองทัพอิหร่านเปิดฉากปฏิบัติการตอบโต้ทางหารด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายที่เป็นฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ รวมถึงชาติพันธมิตรทั่วภูมิภาคตลอดช่วงวันพุธที่ผ่านมา เพื่อแก้แค้นเหตุโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างอิงสื่อท้องถิ่นและสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย.) ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยเฉพาะในเมืองซีริก หรือ คูเฮสตัก ซึ่งมีสะเก็ดระเบิดตกใส่บ้านหลังหนึ่งที่กำลังจัดงานแต่งงาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย รวมถึงเด็ก 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 50 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานเสียงระเบิดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น เกาะเกชม์, เมืองท่าบันดาร์อับบาส และสนามบินในจังหวัดเคอร์มาน

โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC และกองบัญชาการกลางคาทาม-อัล อันบิยา ออกแถลงการณ์เตือนอย่างดุดันว่า สหรัฐฯ จะต้อง “เสียใจ” ต่อการกระทำดังกล่าว และการลงโทษอย่างหนักกำลังรอผู้รุกรานอยู่ พร้อมขู่ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงและกว้างขวางยิ่งขึ้น

รายงานระบุว่า การตอบโต้ของอิหร่านกระจายตัวในหลายจุดสำคัญของตะวันออกกลาง โดยที่จอร์แดน อิหร่านยิงขีปนาวุธมุ่งเป้าฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเมืองอากาบา โดยกองทัพจอร์แดนยืนยันว่าสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ 10-13 ลูก และมีบางส่วนตกในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ส่วนที่อิรัก กองทัพ IRGC อ้างว่าได้ส่งขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน ทำลายศูนย์ซ่อมบำรุง คลังสินค้า และอุปกรณ์ทางการทหาร ขณะที่ในบาห์เรนและคูเวต มีรายงานเสียงไซเรนเตือนภัยการโจมตีทางอากาศดังก้องในบาห์เรน โดยอิหร่านอ้างว่าส่งโดรนโจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ขณะที่กองทัพคูเวตระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังเร่งรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านเช่นกัน

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า ปฏิบัติการทางอากาศระลอกใหม่เป็นไปเพื่อตอบโต้การที่กองทัพอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดและโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการโจมตีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดย นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ โฆษก CENTCOM ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการสังหารพลเรือน โดยยืนยันว่า “กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน ซึ่งต่างจากกองทัพ IRGC ของอิหร่าน”

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ว่า หากอิหร่านคิดจะตอบโต้ สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะโจมตีกลับในระดับที่ “หนักหน่วงและสูงกว่าเดิม” พร้อมระบุว่าเขาไม่ได้พยายามดึงอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา และตั้งคำถามว่าเมื่อใดประชาชนชาวอิหร่านจะลุกขึ้นสู้อีกด้วย

การปะทะระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากความตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสองฝ่ายสิ้นสุดลง ส่งผลให้ศึกที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือนกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ทั้งปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ 1 ใน 5 ของโลก การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของเอกชน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่จากวอชิงตัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจโลกในขณะนี้.

ที่มา BBC / AFP

“สี จิ้นผิง” เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

"สี จิ้นผิง" เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

2 ก.ย. 2569 10:26 น.

“สี จิ้นผิง” เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

“สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เดินทางเยือนกรุงไคโร ของอียิปต์ นับเป็นการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามความขัดแย้ง

วันที่ 2 กันยายน 2569 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน พร้อมด้วยสุภาพสตรีหมายเลข 1 เดินทางถึงกรุงไคโร ของอียิปต์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล ซิสซี ที่ท่าอากาศยานนานาชาติไคโร ซึ่งนับเป็นการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามการสู้รบยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอลและอิหร่าน 

โดยทางการอียิปต์เปิดเผยว่า คาดว่าระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผู้นำจีนและอียิปต์จะหารือกันในประเด็นเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในฐานะประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีทีผ่านมา แม้อียิปต์จะเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ยังสานสัมพันธ์ทางด้านกลาโหมและเศรษฐกิจกับจีน อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระจายฐานพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เยือนอียิปต์หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ครั้งที่ 26 เป็นเวลา 2 วัน ในกรุงบิชเค็ก ของคีร์กิซสถาน ซึ่งเวทีการประชุมแห่งนี้มีรัสเซีย อินเดีย ปากีสถาน และอิหร่านเข้าร่วมด้วย. 

ที่มา AP 

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

2 ก.ย. 2569 09:07 น.

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

Apple Maps เปลี่ยนชื่อ “Lake Ontario” เป็น “Lake America” สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ตามคำสั่งของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ผู้ใช้งานในแคนาดายังคงเห็นชื่อเดิม ท่ามกลางข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ

บริษัท Apple ปรับชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ หรือ Lake Ontario เป็น “Lake America” บนบริการแผนที่ Apple Maps เวอร์ชันเว็บไซต์สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ แล้ว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้

การเปลี่ยนชื่อของ Apple มีขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน ตามหลังบริษัท Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ที่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “Lake America” บน Google Maps สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้

Apple ยืนยันว่า ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อ “Lake America” หลังมีการเปลี่ยนชื่อแหล่งน้ำแห่งนี้ในระบบข้อมูลชื่อภูมิศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Geographic Names Information System (GNIS)

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานในแคนาดาจะยังคงเห็นชื่อ “Lake Ontario” ตามเดิม ส่วนผู้ใช้งานในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะเห็นชื่อทั้งสองแบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ Apple เคยใช้หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “Gulf of America”

การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น โดยรัฐบาลทรัมป์กดดันให้บริษัทต่างๆ ปฏิบัติตามคำสั่งฝ่ายบริหาร แม้คำสั่งดังกล่าวจะไม่ได้รับการยอมรับจากแคนาดาและองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง

คำสั่งของทรัมป์เกี่ยวกับทะเลสาบออนแทรีโอมีผลต่อการใช้ชื่อในหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจกำหนดว่าแคนาดา องค์กรระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานอื่นๆ จะต้องเรียกชื่อทะเลสาบแห่งนี้ว่าอย่างไร

ด้านผลสำรวจความคิดเห็นของ Reuters/Ipsos พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของทรัมป์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา และคำสั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “Lake America”

หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งได้ไม่นาน นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา และนางแคธี โฮคุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจากพรรคเดโมแครต ต่างระบุว่าจะไม่เปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งมีประวัติการใช้ชื่อมายาวนานกว่า 400 ปี โดยรัฐนิวยอร์กเป็นพื้นที่ของสหรัฐฯ ที่มีพรมแดนติดกับทะเลสาบออนแทรีโอ

ทะเลสาบออนแทรีโอเป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบเกรตเลกส์ (Great Lakes) ของทวีปอเมริกาเหนือ และมีพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 52% อยู่ในแคนาดา ส่วนที่เหลืออยู่ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2025 ทรัมป์ยังเคยพูดถึงแนวคิดให้แคนาดาเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หลายครั้ง แต่ผู้นำแคนาดาปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้สั่งเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “Gulf of America” และทั้ง Google และ Apple ต่างปรับชื่อบนแอปพลิเคชันแผนที่สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

“โจชัว หว่อง” ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

"โจชัว หว่อง" ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

2 ก.ย. 2569 09:01 น.

“โจชัว หว่อง” ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง เตรียมรับสารภาพในคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่าสมคบต่างชาติ ซึ่งอาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง วัย 29 ปี ได้ให้การรับสารภาพในคดีความมั่นคงแห่งชาติที่กล่าวหาว่าสมคบกับต่างชาติ โดยเขาได้ถูกนำตัวไปขึ้นศาลในวันนี้ โดยที่ผ่านมาเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ซึ่งถูกทางการปราบปรามจนแทบหมดสิ้น เขาถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนบังคับใช้ในฮ่องกงเมื่อปี 2563 และถูกดำเนินคดีในปี 2568

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันนายหว่องกำลังรับโทษจำคุกเกือบ 5 ปีจากความผิดฐานโค่นล้มอำนาจรัฐ และเดิมมีกำหนดได้รับการปล่อยตัวในปี 2569 เขาเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกงจากการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี 2563 ในขณะที่คดีใหม่ที่หว่องเผชิญมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต ทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าการตั้งข้อหาเพิ่มเติมอาจเป็นความพยายามของทางการในการทำให้เขาต้องอยู่ในเรือนจำต่อไปให้นานที่สุด 

ทั้งนี้ อัยการกล่าวหาว่า ในปี 2563 หลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลบังคับใช้ นายหว่องพยายามขอให้รัฐบาลต่างประเทศ บุคคล หรือสถาบันจากต่างประเทศใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ หรือดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องกงและจีน นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าสมคบกับนายนาธาน ลอว์ นักเคลื่อนไหวที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศและบุคคลอื่น เพื่อขอให้หน่วยงานหรือบุคคลต่างชาติขัดขวางอย่างรุนแรงต่อการกำหนดและบังคับใช้กฎหมายหรือนโยบายในฮ่องกงและจีน.

ที่มา The Straitstimes

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

2 ก.ย. 2569 08:44 น.

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

คู่รักชาวฟิลิปปินส์ตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม โดยยอมลุยน้ำสูงเท่าเอว เข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์คาทอลิกที่มีน้ำท่วมสูง ท่ามกลางคนใกล้ชิดที่ยอมลุยน้ำมาเป็นสักขีพยานเช่นกัน

คู่บ่าวสาวชาวฟิลิปปินส์พิสูจน์รักแท้ ท่ามกลางภัยธรรมชาติ ยอมลุยน้ำท่วมสูงเท่าเอว เพื่อเข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ในเมืองฮาโกนอย ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางญาติสนิทคนใกล้ชิด 15 คน ที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

โดยเพจเฟซบุ๊กของโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ได้ลงภาพถ่ายของ เลียน ลีซา กาลัง เจ้าสาวในชุดแต่งงานสีขาวแบบเปิดไหล่ ถือช่อดอกไม้สีขาว ค่อยๆ เดินลุยน้ำสีน้ำตาลขุ่นเข้าไปภายในโบสถ์ เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับ กิลเบิร์ต ชิโก เจ้าบ่าว 

พิธีแต่งงานจัดขึ้นในช่วงสาย โดยบาทหลวงประกอบพิธีแบบย่อ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยช่างภาพงานแต่งงาน มิกโก เรย์ อัลฟอนโซ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการจัดงานแต่งงานภายในโบสถ์ที่ถูกน้ำท่วม

ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

อัลฟอนโซ กล่าวว่า ทางโบสถ์ได้แนะนำให้คู่บ่าวสาวเลื่อนพิธีออกไป เนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำ แต่ทั้งคู่ตัดสินใจเดินหน้าจัดงานต่อ และในเมื่อพวกเขาต้องการทำให้พิธีผ่านไปให้ได้ ดังนั้นพวกเราซึ่งเป็นผู้ช่วยของโบสถ์จึงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้วันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับพวกเขา

ภาพจากพิธีเผยให้เห็นเจ้าสาวเดินลุยน้ำท่วมภายในโบสถ์ ท่ามกลางแขกที่มีเพียงไม่กี่คน โดยเจ้าสาวถูกพ่อแม่เข้าสวมกอดบริเวณด้านหน้าม้านั่งภายในโบสถ์ ซึ่งประดับด้วยช่อดอกไม้พลาสติก

อีกหนึ่งภาพที่สร้างความสนใจ คือภาพเด็กชายคนหนึ่งทำหน้าที่ถือแหวนแต่งงานเดินไปตามทางเดินภายในโบสถ์ โดยระดับน้ำท่วมสูงจนถึงเอวของเด็ก

ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

ก่อนเข้าสู่พิธี เจ้าสาวเดินทางมายังโบสถ์ด้วยรถสามล้อเครื่องที่มีการยกระดับตัวรถ เพื่อช่วยให้ชุดแต่งงานของเธอยังคงสะอาดและไม่เปียก ก่อนลงจากรถบริเวณลานหน้าโบสถ์ โดยมีการเปิดเผยว่าชุดแต่งงานของเธอต้องถูกนำไปแก้ไข โดยตัดชายกระโปรงส่วนท้ายให้สั้นลง เพื่อให้เจ้าสาวสามารถเดินลุยน้ำได้อย่างปลอดภัย 

สำหรับสถานการณ์ฝนตกหนักในฟิลิปปินส์ ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือราวหนึ่งในสามของประเทศเผชิญฝนมรสุมที่ตกหนักกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยข้อมูลทางการล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 34 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ "คิม จอง อึน" แบบไร้เงื่อนไข

2 ก.ย. 2569 08:37 น.

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวยืนยัน นโยบายสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือยังไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทางเจรจา “คิม จอง อึน” แบบไม่มีเงื่อนไข 

วันที่ 2 กันยายน 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อเกาหลีเหนือยังคงเหมือนเดิม พร้อมย้ำว่าทรัมป์ยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า ทั้งสองฝ่ายอาจกลับมาเปิดการเจรจาระดับผู้นำอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ยังพร้อมพูดคุยกับคิม จอง อึนแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมชี้ว่าในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์เคยพบหารือกับผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ซึ่งช่วยทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเป้าหมายเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือกลับมาเป็นที่จับตา หลังทรัมป์กล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังถึง 57 ลูก แต่ไม่ได้ตอบชัดเจนว่า หากกลับมาเจรจากับคิมอีกครั้ง เป้าหมายของสหรัฐฯ ยังคงเป็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทั้งหมดหรือไม่

ทั้งนี้ ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์พบผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 ครั้งที่สองที่กรุงฮานอยของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และครั้งที่สามที่หมู่บ้านปันมุนจอมบริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน.

ที่มา Yonhap

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

2 ก.ย. 2569 06:32 น.

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด ปิดฉากการทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine แล้ว และเตรียมพักงานและถอนตัวจากชีวิตสาธารณะ เพื่อไปใช้ชีวิตส่วนตัว หลังจากที่ผ่านมาเป็นที่จับจ้องและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 อารีอานา กรานเด นักร้องสาวชื่อดังชาวอเมริกัน ปิดฉากการทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine แล้ว และเตรียมถอนตัวออกจากชีวิตสาธารณะตามที่ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเธอได้กล่าวลาแฟนๆ ด้วยความซาบซึ้งหลังจบคอนเสิร์ตด้วย

นักร้องสาวเกือบจะหลั่งน้ำตาอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลง One Last Time ซึ่งเป็นเพลงที่มีความหมายพิเศษในฐานะบทเพลงตอกย้ำความหวังสำหรับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่แมนเชสเตอร์เมื่อปี 2560

“ลอนดอน ช่วยฉันร้องเพลงนี้หน่อยนะคะ” เธอกล่าวพร้อมกับคุกเข่าลงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ชมตลอดการแสดง

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อารีอานา กรานเด ประกาศจะพักงานและหยุดปรากฏตัวต่อสาธารณะทั้งหมดหลังจบทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการคาดเดาไปต่างๆ นานา นานหลายเดือนเกี่ยวกับสุขภาพและรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของเธอ

การพักงานครั้งนี้ จะรวมถึงการถอนตัวจากละครเวทีเรื่อง Sunday in the Park with George ของสตีเฟน ซอนด์ไฮม์ ที่ศูนย์ศิลปะบาร์บิแคนในกรุงลอนดอนในช่วงฤดูร้อนปีหน้าด้วย

เดิมทีเธอมีกำหนดจะแสดงร่วมกับ โจนาธาน เบลีย์ ที่เคยแสดงร่วมกันในภาพยนตร์เรื่อง Wicked ซึ่งในวันอังคาร ตัวเขาก็ได้ถอนตัวออกจากละครเวทีเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

บนเวทีในกรุงลอนดอน กรานเดไม่ได้แสดงสัญญาณของความอ่อนแอหรือสุขภาพไม่ดีแต่อย่างใด เว้นแต่การบาดเจ็บที่เท้าซึ่งทำให้เธอต้องเปลี่ยนจากรองเท้าส้นเข็มอันเป็นเอกลักษณ์ มาเป็นรองเท้าบูทแพลตฟอร์มสูงถึงเข่าแทน

ถึงกระนั้น เธอยังคงเต้นและเคลื่อนไหวบนเวทีอย่างพร้อมเพรียงกับแดนเซอร์ โดยมักจะเขย่งปลายเท้าเพื่อชดเชยความสูงที่หายไปจากส้นสูง

อย่างไรก็ตาม เธอเริ่มหลุดอาการสะเทือนอารมณ์ในระหว่างเพลง Nowhere, Nobody ขณะที่ร้องท่อนที่ว่า “ยากที่จะเชื่อในตอนจบที่สมบูรณ์แบบ”

แต่ช่วงเวลานั้นก็เกิดขึ้นเพียงสั้นๆ ด้วยความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มเปี่ยม กรานเดยังคงสะกดสายตาผู้ชมบนเวทีได้อย่างงดงามไม่เสื่อมคลาย

ในช่วงท้ายของโชว์ นักร้องสาวได้กล่าวขอบคุณแฟนๆ สำหรับการสนับสนุน “นี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่งดงามและวิเศษที่สุดในชีวิตของฉัน และฉันแค่อยากจะแสดงความรู้สึกขอบคุณโดยที่ไม่ร้องไห้ออกมา … ฉันจะเก็บรักษาประสบการณ์นี้ไว้เสมอ ฉันมีแฟนคลับที่ดีที่สุดในโลก และเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด ขอบคุณสำหรับทุกความทุ่มเทและการทำให้อะไรๆ พิเศษแบบนี้เรื่อยมานะคะ”

“ฉันรักทุกนาทีของการได้อยู่ร่วมกับพวกคุณทุกคน และแค่อยากมั่นใจว่าฉันได้บอกให้ทุกคนรู้ว่าฉันรู้สึกซาบซึ้งใจแค่ไหน” กรานเดกล่าวบนเวที

ทั้งนี้ กรานเดประกาศพักงานไม่นานหลังจากปล่อยมิวสิกวิดีโอซิงเกิลล่าสุดของเธออย่าง Petal ซึ่งทำให้แฟนๆ บางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวของเธอ และสองวันต่อมา ประชาสัมพันธ์ส่วนตัวของกรานเดได้ประกาศว่าเธอจะ “ถอยจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะ” เนื่องจาก “การจับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนที่ไม่จบไม่สิ้น”

ตัวกรานเดเองก็ได้ออกมาปลอบประโลมแฟนๆ ในคืนถัดมา โดยกล่าวว่าการตัดสินใจของเธอมาจาก “การไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและเป็นการตัดสินใจของเธอเอง” อีกทั้งยังถูกวางแผนไว้ “นานแล้ว”

“ฉันได้ยินมาว่าแฟนๆ กังวลว่ากระแสลบจะมาทำลายช่วงเวลาดีๆ ของฉัน แต่… เรื่องมันตรงกันข้ามเลยค่ะ” เธอกล่าวบนเวทีในชิคาโก “แต่ต้องมีการกำหนดขอบเขตกันบ้าง มนุษย์เราก็จำเป็นต้องพักผ่อนบ้างในบางครั้ง”

อนึ่ง การแสดงคอนเสิร์ต 10 รอบของกรานเดที่ O2 Arena ในกรุงลอนดอน ถือเป็นโอกาสสุดท้ายของแฟนๆ จะได้เห็นเธอในคอนเสิร์ต ส่งผลให้แฟนเพลงต่างบินมาจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากจีน ออสเตรเลีย และเมืองต่างๆ ทั่วเมืองยุโรป โดยมีผู้เข้าร่วมชมเฉพาะรอบในลอนดอนสูงถึง 200,000 คน

ในการแสดงรอบสุดท้าย กรานเดไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากบาดแผลที่เท้าของเธอ แต่นักร้องสาวโพสต์บนอินสตาแกรมยืนยันกับแฟนๆ ว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรง โดยยืนยันว่าเธอ “กำลังรักษาตัว” และจะเล่นคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายให้จบ “แม้ว่าฉันจะเตี้ยลงกว่าปกติสัก 2-3 นิ้วก็ตาม”

เธอทำตามสัญญาด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า เปล่งเสียงลากโน้ตสูงในเพลง Dangerous Woman และวิ่งสปริ้นท์ไปทั่วเวทีระหว่างเพลง Break Free ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงไฮไลต์ที่มีจังหวะสนุกสนานมากมาย

กรานเดจบการแสดงลงเช่นเดียวกับทุกครั้ง สวมสลิงลอยตัวขึ้นสู่เพดานของ O2 Arena แล้วค่อยๆ หายลับไป ทิ้งให้แฟนๆ ได้แต่เฝ้ารอและตั้งคำถามว่า พวกเขาจะได้เห็นเธอขึ้นแสดงอีกครั้งเมื่อใด หรือจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc