ศาลโปรตุเกสสั่งคุมขังแม่ชาวฝรั่งเศส-แฟนหนุ่ม หลังทิ้งลูกน้อย 2 คนริมถนน

ศาลโปรตุเกสสั่งคุมขังแม่ชาวฝรั่งเศส-แฟนหนุ่ม หลังทิ้งลูกน้อย 2 คนริมถนน

25 พ.ค. 2569 12:56 น.

ศาลโปรตุเกสสั่งคุมขังแม่ชาวฝรั่งเศส-แฟนหนุ่ม หลังทิ้งลูกน้อย 2 คนริมถนน

ศาลโปรตุเกสมีคำสั่งควบคุมตัวหญิงชาวฝรั่งเศสและแฟนหนุ่มระหว่างรอการพิจารณาคดี หลังถูกกล่าวหาว่าทิ้งลูกชายวัย 4 และ 5 ขวบ ไว้ริมถนนทางตอนใต้ของประเทศ โดยเด็กอ้างว่าถูกปิดตาและหลอกให้ตามหาของเล่น ก่อนพบว่าแม่หายตัวไป

ศาลเมืองเซตูบัล ประเทศโปรตุเกส มีคำสั่งให้ควบคุมตัวหญิงชาวฝรั่งเศสวัย 41 ปี และแฟนหนุ่มชาวฝรั่งเศสวัย 55 ปี ไว้ในเรือนจำระหว่างรอนัดพิจารณาคดี หลังจากทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาหนักร่วมกันทอดทิ้งเด็กและทำให้เด็กตกอยู่ในอันตราย ขณะที่ฝ่ายชายยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายโดยมีพฤติการณ์ฉกรรจ์เพิ่มเติม หลังก่อเหตุสะเทือนใจทิ้งเด็กชายสองคนซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ของฝ่ายหญิงไว้ข้างทาง

คดีนี้กลายเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางทั้งในฝรั่งเศสและโปรตุเกส นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อมีพลเมืองดีพบเด็กชายสองคน อายุเพียง 4 และ 5 ขวบ กำลังยืนร้องไห้อยู่ริมถนนใกล้กับเมืองอัลคาเซอร์ ดู ซัล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงลิสบอนไปทางใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร โดยเด็กๆ มีเพียงกระเป๋าเป้ที่บรรจุอาหารและน้ำดื่ม แต่ไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ ติดตัว 

มารดาของคนขับรถที่ไปพบเด็กๆ ได้เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นถึงคำบอกเล่าสุดสะเทือนใจจากปากของเด็กชายคนหนึ่งว่า “แม่บอกให้พวกเขาปิดตาเพื่อเล่นเกมตามหาของเล่นที่ซ่อนอยู่ แต่พอพวกเขากลั้นใจเปิดตาออกมา ทั้งแม่และรถยนต์ก็หายวับไปแล้ว”

เจ้าหน้าที่ตำรวจโปรตุเกส สามารถแกะรอยและเข้าจับกุมตัวแม่รายนี้ ซึ่งถูกระบุชื่อว่า มารีน อาร์. (Marine R.) และแฟนหนุ่ม มาร์ก บี (Marc B.) ได้ที่เมืองฟาติมา ทางตอนกลางของประเทศ ก่อนจะส่งตัวขึ้นศาล ซึ่งทางโฆษกตำรวจเปิดเผยว่า ทั้งคู่มีท่าทีที่ “เย็นชาและเหินห่าง” ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในระหว่างการคุมตัวมาศาล ฝ่ายชายได้ตะโกนคำว่า “ฉันรักเธอ” เป็นภาษาฝรั่งเศส และตะโกนใส่กลุ่มผู้สื่อข่าวว่า “โปรตุเกส อาร์มาเกดดอน” (วันสิ้นโลกของโปรตุเกส) ขณะที่ตัวผู้เป็นแม่เดินฮัมเพลงอย่างสบายใจ อีกทั้งมีรายงานจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า ทั้งคู่ส่งเสียงสบถและตะโกนด่าทอข้ามห้องขังเดี่ยวของตัวเองตลอดเวลา

จากการสืบสวนพบว่า เด็กชายทั้งสองคนอาศัยอยู่กับมารดาที่เมืองโคลมาร์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยผู้เป็นพ่อมีสิทธิ์เข้าเยี่ยมลูกได้ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่เท่านั้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เป็นพ่อได้เข้าแจ้งความว่าลูกๆ หายตัวไป นำไปสู่การออกหมายจับทั่วยุโรป  โดยที่ตำรวจระบุว่า ทั้งคู่ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับประเทศโปรตุเกสเลย

ภูมิหลังของผู้ต้องหาทั้งสองรายยังสร้างความประหลาดใจให้กับสังคม โดยบนโปรไฟล์ LinkedIn ของฝ่ายหญิง ระบุว่าเธอเป็น “นักเซ็กส์วิทยา (Sexologist) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดบาดแผลทางใจและพัฒนาการมนุษย์” ส่วน มาร์ก บี แฟนหนุ่มรุ่นใหญ่วัย 55 ปี เป็น อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามฝรั่งเศส ที่ออกจากราชการเมื่อปี 2010 และมักชอบโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิสมคบคิดและการต่อต้านยิวบนโลกออนไลน์

ขณะนี้ เด็กชายทั้งสองคนได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยชั่วคราวจากครอบครัวอุปถัมภ์ชาวฝรั่งเศสในกรุงลิสบอน และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการประสานงานเพื่อส่งตัวกลับประเทศฝรั่งเศสต่อไป.

ที่มา BBC / Le Monde

การแข่งขันโต้คลื่นนิวซีแลนด์หยุดชั่วคราว หลังช่างภาพถูกสัตว์ทะเลกัด

การแข่งขันโต้คลื่นนิวซีแลนด์หยุดชั่วคราว หลังช่างภาพถูกสัตว์ทะเลกัด

25 พ.ค. 2569 12:31 น.

การแข่งขันโต้คลื่นนิวซีแลนด์หยุดชั่วคราว หลังช่างภาพถูกสัตว์ทะเลกัด

การแข่งขันโต้คลื่นระดับโลกในนิวซีแลนด์ต้องสั่งระงับการแข่งขันชั่วคราว หลังช่างภาพชาวออสเตรเลียถูกสัตว์ทะเลกัดระหว่างปฏิบัติงานกลางทะเล เบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นสิงโตทะเล ไม่ใช่ฉลามตามที่วิตกในตอนแรก

เกิดเหตุระทึกในการแข่งขันโต้คลื่นระดับโลก รายการ “นิวซีแลนด์ โปร” ของสมาคมโต้คลื่นโลก หรือ เวิลด์ เซิร์ฟ ลีก (WSL) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแรกลัน บนเกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ โดยฝ่ายจัดการแข่งขันต้องสั่งระงับการแข่งขันทัวร์นาเมนต์รอบชิงชนะเลิศเป็นการชั่วคราว หลังจากที่ช่างภาพประจำการแข่งขันถูกสัตว์ทะเลจู่โจมทำร้ายในน้ำ

ผู้ประสบเหตุคือ นายเอ็ด โสลน ช่างภาพชื่อดังชาวออสเตรเลีย โดยเขาถูกสัตว์ทะเลไม่ทราบชนิดกัดเข้าที่เท้าซ้ายจนเป็นแผลฉกรรจ์ ทีมแพทย์และหน่วยลาดตระเวนทางน้ำได้เข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งในตอนแรกมีการหวั่นเกรงกันว่าอาจจะเป็นการโจมตีของฉลาม

เรนาโต ฮิคเคล (Renato Hickel) รองประธานฝ่ายจัดการแข่งขันของ WSL เปิดเผยว่า ฝ่ายจัดการแข่งขันได้ประกาศ “โค้ดเรด” (Code Red) ทันทีหลังจากเกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สองนักโต้คลื่นชาวบราซิลอย่าง ยาโก โดรา และ อิตาโล เฟอร์เรรา กำลังแข่งขันกันในรอบรองชนะเลิศชาย

“อิตาโลและยาโกตกใจกันมาก พวกเขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่เราต้องสั่งหยุดการแข่งขันทันที” ฮิคเคลกระบุเพิ่มเติมว่า “ในตอนนี้เรายังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นฉลามหรือสิงโตทะเล แต่แพทย์ในพื้นที่ที่เข้าช่วยเหลือประเมินว่า บาดแผลน่าจะเกิดจากสิงโตทะเลมากกว่าฉลาม แต่อย่างไรก็ตาม มันน่ากลัวมาก”

การแข่งขันถูกระงับไปนานหลายชั่วโมง ก่อนจะกลับมาแข่งขันต่อในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลังจากฝ่ายจัดงานได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยมีการส่งเจ็ตสกีออกลาดตระเวนเพิ่มเติม ใช้โดรนบินตรวจจับจากมุมสูง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์จากชายฝั่งตลอดเวลา

สำหรับผลการแข่งขันในวันนั้น อิตาโล เฟอร์เรยรา นักเซิร์ฟจากบราซิล คว้าแชมป์ประเภทชายไปครอง ส่วน คาริสสา มัวร์ นักเซิร์ฟสาวชาวอเมริกัน คว้าแชมป์ประเภทหญิง

ทั้งนี้ ฮิคเคลระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ทางผู้จัดงานต้องประกาศใช้ “โค้ดเรด” นับตั้งแต่มีการจัดตั้งระบบนี้ขึ้นมา หลังจากกรณีที่ มิก แฟนนิง นักโต้คลื่นชื่อดังชาวออสเตรเลีย ถูกฉลามบุกโจมตีระหว่างการแข่งขันของ WSL ที่อ่าวเจฟฟรีย์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 ซึ่งในครั้งนั้นแฟนนิงรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ด้วยการชกเข้าที่หลังของฉลาม.

ที่มา AFP / BBC

อินเดียอ่วม ปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งที่ 4 ในรอบเพียง 10 วัน รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

อินเดียอ่วม ปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งที่ 4 ในรอบเพียง 10 วัน รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

25 พ.ค. 2569 12:15 น.

อินเดียอ่วม ปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งที่ 4 ในรอบเพียง 10 วัน รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

อินเดียปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 10 วัน หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบอุปทานพลังงานโลก ขณะที่รัฐบาลเร่งรับมือภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 บริษัทน้ำมันของรัฐอินเดียประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 รูปีต่อลิตร หรือราว 0.84 บาทต่อลิตร นับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 4 ภายในเวลาเพียง 10 วัน โดยหลังการปรับขึ้นล่าสุด ราคาน้ำมันเบนซินในกรุงนิวเดลีเพิ่มเป็น 102.12 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 42.90 บาท จากเดิม 99.5 รูปี ขณะที่น้ำมันดีเซลเพิ่มเป็น 95.20 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 40 บาท

รายงานข่าวระบุว่า นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ในอินเดียปรับขึ้นรวมแล้วราว 5% โดยมีสาเหตุจากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก หลังอิหร่านใช้มาตรการควบคุมการเดินเรือในพื้นที่อย่างเข้มงวด ขณะที่อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยปกตินำเข้าน้ำมันดิบประมาณครึ่งหนึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตในภูมิภาค

ด้านนายฮาร์ดีป ซิงห์ ปูรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติของอินเดีย เปิดเผยเมื่อต้นเดือนว่า บริษัทค้าน้ำมันของประเทศสูญเสียรายได้สูงถึงวันละ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.4 พันล้านบาท แต่ยืนยันว่าอินเดียยังสามารถนำเข้าพลังงานและรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ระบุว่ามาตรการประหยัดเชื้อเพลิงมีความจำเป็น เพื่อช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศสำหรับนำเข้าพลังงาน ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่ยังผันผวนต่อเนื่อง ขณะที่ข้อมูลการขนส่งและนำเข้าน้ำมันยังชี้ว่า อินเดียเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียมากขึ้น เพื่อทดแทนอุปทานจากตะวันออกกลางที่ลดลง หลังสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนเป็นการชั่วคราว.

ยอดผู้เสียชีวิตเหตุอาคารถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 3 ราย สูญหายอีก 17 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ยอดผู้เสียชีวิตเหตุอาคารถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 3 ราย สูญหายอีก 17 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

25 พ.ค. 2569 11:06 น.

ยอดผู้เสียชีวิตเหตุอาคารถล่มในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 3 ราย สูญหายอีก 17 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ฟิลิปปินส์เผยยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มใกล้กรุงมะนิลา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 3 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 17 คน ท่ามกลางปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่ยากลำบาก

เหตุอาคารสูง 9 ชั้นในเมืองอังเฮเลสซิตี ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา พังถล่มลงมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 3 ราย นอกจากนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 1 ราย ยังมีคนงานก่อสร้าง 2 คนที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่

มาเรีย ลีอาห์ ซาฮิลี โฆษกสำนักงานดับเพลิงประจำภูมิภาค ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า คนงานรายแรกถูกนำตัวออกมาจากซากอาคารได้ทั้งที่ยังมีชีวิต แต่ร่างกายของเขาทรุดหนักและไม่สามารถรอดชีวิตได้ แพทย์ไม่สามารถปั๊มหัวใจช่วยไว้ได้

ส่วนคนงานอีกรายเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นราวเวลา 03.00 น. แต่ทีมแพทย์ไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทัน เนื่องจากเขายังคงติดอยู่ใต้ซากอาคาร

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้สูญหายอีก 17 คน ส่วนใหญ่เป็นคนงานก่อสร้างที่กำลังนอนพักอยู่ภายในไซต์งานในช่วงเกิดเหตุ

จนถึงขณะนี้ ยังไม่ทราบสาเหตุของการพังถล่ม โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีคนงานประจำไซต์ก่อสร้างแห่งนี้มากถึง 70 คน แต่ส่วนใหญ่เดินทางกลับบ้านในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุ

อัลเฟรโด อัลบิสวัย 55 ปี เปิดเผยว่า เขากำลังนอนหลับอยู่ในที่พักคนงานซึ่งอยู่ห่างจากอาคารเพียงประมาณ 5 เมตร ขณะเกิดเหตุ โดยเขามีลูกพี่ลูกน้องสองคนที่ยังติดอยู่ข้างใน พวกเขามาทำงานที่นี่เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และตอนนี้ก็ยังสูญหาย พร้อมยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ว่าญาติของเขาอาจเสียชีวิตแล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยยอมรับว่า ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุอาคารถล่มเป็นภารกิจที่อันตรายและซับซ้อน เนื่องจากการเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อยของซากอาคารอาจทำให้โครงสร้างพังลงมาเพิ่มเติม และอาจทำให้ผู้ที่ติดอยู่ด้านล่างถูกทับเสียชีวิต รวมถึงเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยเอง เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้วิธีค้นหาด้วยตัวเองเป็นหลัก พร้อมเตรียมนำเครื่องสแกนความร้อนเข้าตรวจจับสัญญาณชีพใต้ซากอาคาร

อย่างไรก็ตาม หากไม่พบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เตรียมนำรถขุดและเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่เพื่อเร่งเคลียร์ซากปรักหักพังและกู้ร่างผู้เสียชีวิตต่อไป โดยยังไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับปฏิบัติการดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

“โทชิฟุมิ ซูซูกิ” บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ผู้บุกเบิก 7-Eleven เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

"โทชิฟุมิ ซูซูกิ" บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ผู้บุกเบิก 7-Eleven เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

25 พ.ค. 2569 11:06 น.

“โทชิฟุมิ ซูซูกิ” บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ผู้บุกเบิก 7-Eleven เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

“โทชิฟุมิ ซูซูกิ” อดีตประธานบริษัทเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น” เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ขณะมีอายุ 93 ปี หลังสร้างอาณาจักร 7-Eleven ให้กลายเป็นเครือร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ (Seven & i Holdings) ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกของญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในวันนี้ (25 พ.ค.) ว่า นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ (Toshifumi Suzuki) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และอดีตประธานกรรมการบริษัท ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยวัย 93 ปี โดยพิธีศพจะจัดขึ้นอย่างเป็นส่วนตัวเฉพาะภายในครอบครัวและญาติสนิท และจะมีการจัดพิธีอำลาอย่างเป็นทางการในภายหลัง

แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า “พวกเราขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อความเมตตาและไมตรีจิตที่มีให้แก่ท่านในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ และขอแจ้งข่าวการจากไปของท่านด้วยความเคารพ” 

นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ เกิดที่จังหวัดนางาโน สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชูโอ ก่อนจะเข้าร่วมงานกับบริษัท อิโต-โยคาโด (Ito-Yokado) ในปี 1963 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในต้นทศวรรษ 1970 ในฐานะผู้ดูแลการพัฒนาธุรกิจใหม่ เขาได้สะดุดตากับร้านสะดวกซื้อในสหรัฐฯ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมองเห็นโอกาสที่จะนำโมเดลนี้มาช่วยฟื้นฟูร้านค้าปลีกขนาดเล็กในญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักจากทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่มองว่า “ยังเร็วเกินไป” และร้านค้าขนาดเล็ก “ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม ซูซูกิได้เดินหน้าเจรจาพันธมิตรกับบริษัท เซาท์แลนด์ (Southland Corporation) ของสหรัฐฯ และก่อตั้งบริษัท ยอร์ค-เซเว่น (ปัจจุบันคือ เซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน) ขึ้นในปี 1973 ก่อนจะเปิด 7-Eleven สาขาแรกของญี่ปุ่น ณ ย่านโทโยสุ กรุงโตเกียว ในเดือนพฤษภาคม ปี 1974 โดยการเปลี่ยนโฉมจากร้านขายสุราแบบดั้งเดิม

ซูซูกิไม่ได้เพียงแค่ก๊อปปี้โมเดลจากอเมริกา แต่เขาคือผู้สร้างระบบการบริหารร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน ได้แก่ การจัดการสินค้าแบบรายชิ้น (Item-by-Item Management): ควบคุมการขายและสต็อกสินค้าอย่างแม่นยำเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน

กลยุทธ์ของเขายังรวมถึงการเปิดสาขาจำนวนมากกระจุกตัวในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง, ระบบจัดการข้อมูล ณ จุดขาย เพื่อนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เขายังเป็นผู้ริเริ่มนำข้าวกล่อง หรือเบนโตะ และกับข้าวสำเร็จรูปเข้ามาขายในร้าน จนกลายเป็นจุดขายหลักของเซเว่นฯ จนถึงปัจจุบัน

ความสำเร็จของเซเว่นฯ ในญี่ปุ่นเติบโตอย่างมหาศาล จนกระทั่งเมื่อบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ประสบปัญหาทางการเงิน ซูซูกิได้นำบริษัทญี่ปุ่นเข้าซื้อกิจการของเซเว่นฯ สหรัฐฯ และชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ จนทำให้ 7-Eleven กลายเป็นเชนร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันเฉพาะในญี่ปุ่นมีสาขามากกว่า 22,000 แห่ง

ตลอดเวลาที่ซูซูกิบริหารงาน เขาดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย รวมถึงประธานและซีอีโอของ เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 เขามักจะกล่าวกับคนรอบข้างเสมอว่า “ถ้าคุณทำในสิ่งที่ทุกคนคัดค้าน คุณจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะถ้าทุกคนคัดค้าน แปลว่านั่นคือโอกาสที่มีแค่เราคนเดียวที่คิดออก”

เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารสไตล์ “วันแมน” ที่ตัดสินใจเด็ดขาด เฉียบคม และขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจธนาคาร รวมถึงแบรนด์สินค้าของตัวเอง โดยยึดเอาความต้องการของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

ทั้งนี้ ซูซูกิได้ประกาศลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2016 ด้วยวัย 83 ปี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความขัดแย้งในบอร์ดบริหารเรื่องการตั้งประธานคนใหม่ ซึ่งในภายหลังเขาได้เผยความรู้สึกว่า เป็น “โอกาสที่ดี” ที่เขาจะได้วางมือหลังจากอุทิศตนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา Yahoo JAPAN / AFP

ชาวมุสลิมกว่า 1.6 ล้านคนรวมตัวที่นครเมกกะ เตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปี

ชาวมุสลิมกว่า 1.6 ล้านคนรวมตัวที่นครเมกกะ เตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปี

25 พ.ค. 2569 09:58 น.

ชาวมุสลิมกว่า 1.6 ล้านคนรวมตัวที่นครเมกกะ เตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปี

ชาวมุสลิมจากทั่วโลกกว่า 1.6 ล้านคนเดินทางถึงนครเมกกะ ของซาอุดีอาระเบีย ก่อนเริ่มพิธีฮัจญ์ประจำปี ท่ามกลางอุณหภูมิแตะ 48 องศาเซลเซียส และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ผู้แสวงบุญชาวมุสลิมจากหลายประเทศรวมตัวกันที่นครเมกกะ เพื่อเตรียมประกอบพิธีฮัจญ์ โดยตลอดทั้งวัน ผู้แสวงบุญร่วมละหมาดและประกอบศาสนกิจบริเวณมัสยิด อัล ฮะรอม ก่อนจะเดินทางต่อไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อประกอบพิธีในอีกหลายวันข้างหน้า

ผู้แสวงบุญจำนวนมากบอกว่าเฝ้ารอโอกาสนี้มาหลายปี บางคนเคยยื่นสมัครหลายครั้งก่อนจะได้รับสิทธิเดินทางมาร่วมพิธีในปีนี้ โดยหลายเสียงสะท้อนความรู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งที่ได้มาถึงนครเมกกะด้วยตนเอง

ระหว่างพิธีฮัจญ์ ผู้แสวงบุญจะประกอบพิธีเวียนรอบกะอ์บะฮ์ 7 รอบ หรือที่เรียกว่า “ฏอวาฟ” จากนั้นเดินระหว่างเนินเขาซอฟาและมัรวะฮ์ ก่อนเดินทางไปยังมีนา หลังจากนั้นจะเดินทางไปยังภูเขาอาระฟัต เพื่อยืนหยัดขอพรและภาวนา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพิธีฮัจญ์ ก่อนพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์เพื่อเก็บก้อนกรวด และกลับไปยังมีนาเพื่อประกอบพิธีขว้างเสาหินเชิงสัญลักษณ์แทนการขับไล่สิ่งชั่วร้าย.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดิ่งกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน คลี่คลายสงคราม

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดิ่งกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน คลี่คลายสงคราม

25 พ.ค. 2569 09:26 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดิ่งกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน คลี่คลายสงคราม

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ หลังนักลงทุนมีความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงยุติสงครามในตะวันออกกลาง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งสัญญาณว่ายังไม่ใกล้บรรลุข้อตกลงในเร็ววัน

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือปรับลดลง 5.1% มาอยู่ที่ 98.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 3,580 บาทต่อบาร์เรล ในการซื้อขายเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันอาทิตย์ ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ลดลง 5.2% อยู่ที่ 91.57 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,340 บาทต่อบาร์เรล

แรงเทขายเกิดขึ้นหลังตลาดประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีทางออกผ่านการเจรจา แม้ก่อนหน้านี้นายโดนัลดฺ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียลดความคาดหวังต่อการทำข้อตกลง โดยระบุว่าได้แจ้งผู้แทนสหรัฐฯ ไม่ให้เร่งรีบ เพราะมองว่าเวลายังเป็นของฝ่ายสหรัฐฯ

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ราคาน้ำมันยังคงผันผวนสูงตามทิศทางการเจรจาและสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกในช่วงนี้ หลังความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายในภูมิภาค.

พบรอยร้าวถังสารเคมีพิษในแคลิฟอร์เนีย อาจช่วยลดแรงดัน หลังอพยพประชาชนกว่า 4 หมื่นคน

พบรอยร้าวถังสารเคมีพิษในแคลิฟอร์เนีย อาจช่วยลดแรงดัน หลังอพยพประชาชนกว่า 4 หมื่นคน

25 พ.ค. 2569 08:25 น.

พบรอยร้าวถังสารเคมีพิษในแคลิฟอร์เนีย อาจช่วยลดแรงดัน หลังอพยพประชาชนกว่า 4 หมื่นคน

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีถังเก็บสารเคมีพิษรั่วไหลในเมืองการ์เดนโกรฟ เขตออเรนจ์เคาน์ตี ล่าสุดเจ้าหน้าที่พบรอยร้าวบริเวณตัวถัง ซึ่งอาจช่วยระบายแรงดันภายในและลดความเสี่ยงการเกิดระเบิดครั้งใหญ่ได้

ก่อนหน้านี้ ทางการได้สั่งอพยพประชาชนราว 40,000 คนออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันศุกร์ หลังถังเก็บสารเคมีเกิดการรั่วไหลและปล่อยไอระเหยปกคลุมชุมชน ซึ่งอยู่ห่างจากดิสนีย์แลนด์เพียงประมาณ 8 กิโลเมตร

ทีเจ แม็กโกเวิร์น รักษาการหัวหน้าหน่วยดับเพลิงเขตออเรนจ์เคาน์ตี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าใกล้ถังสารเคมีเมื่อคืนวันเสาร์เพื่อประเมินสถานการณ์ และพบรอยร้าวที่อาจช่วยลดแรงดันภายในถังได้บางส่วน

เขาระบุว่า ข้อมูลที่ได้จากปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำมากขึ้น แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของการรั่วไหล และเจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันว่ารอยร้าวดังกล่าวเกี่ยวข้องกับต้นตอของเหตุหรือไม่

มีรายงานว่าถังดังกล่าวบรรจุเมทิลเมทาคริเลต (Methyl Methacrylate) ปริมาณประมาณ 26,000 ลิตร ซึ่งเป็นสารไวไฟและระเหยง่าย ใช้ในการผลิตพลาสติก

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่าอุณหภูมิภายในถังเพิ่มสูงขึ้น จนเสี่ยงเกิดการระเบิดรุนแรง ทำให้ต้องฉีดน้ำหล่อเย็นถังอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) เตือนว่า สารชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา และระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทหากได้รับสารในปริมาณมาก

จนถึงวันอาทิตย์ ประชาชนที่อพยพยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าพื้นที่ ขณะที่มีการเปิดศูนย์พักพิงรองรับผู้ได้รับผลกระทบ

ด้านดิสนีย์แลนด์ยืนยันว่ายังเปิดให้บริการตามปกติ แต่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กาวิน นิวซัม ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตออเรนจ์เคาน์ตี และขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเคร่งครัด

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัทจีเคเอ็น แอโรสเปซ ในเมืองการ์เดนโกรฟ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตและทดสอบชิ้นส่วนสำหรับอากาศยานพาณิชย์และทางทหาร โดยบริษัทระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์.

ที่มา : channelnewsasia

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

25 พ.ค. 2569 07:58 น.

เวียดนามเตรียมแจกเงินจูงใจมีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 หวังกระตุ้นอัตราเกิดที่ลดลง

รัฐบาลเวียดนามเตรียมมอบเงินสนับสนุนให้ผู้หญิงที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี เริ่มปี 2570 หวังรับมืออัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่คนรุ่นใหม่มีบุตรน้อยลง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว เวียดนามนิวส์ ของทางการเวียดนามรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามเตรียมเริ่มมาตรการจูงใจทางการเงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือขั้นต่ำราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือประมาณ 2,700 บาท ให้แก่ผู้หญิงที่มีบุตร 2 คนก่อนอายุครบ 35 ปี โดยมาตรการนี้ยังครอบคลุมผู้หญิงจากกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร

รายงานข่าวระบุว่า นอกจากเงินสนับสนุนแล้ว รัฐบาลยังเสนอมอบสิทธิประโยชน์ด้านการลาคลอด การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร และการตรวจคัดกรองโรคแต่กำเนิดสำหรับหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในบางกรณี

ก่อนหน้านี้ เวียดนามเพิ่งยกเลิกนโยบายจำกัดการมีบุตรไม่เกิน 2 คนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้มายาวนานเพื่อควบคุมการเติบโตของประชากร ขณะที่แม้จำนวนประชากรของเวียดนามยังเพิ่มขึ้น แต่หลายเมืองใหญ่ โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์ ซิตี้ กำลังเผชิญอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ประชากรวัยแรงงานของประเทศจะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 2030

ผู้กำหนดนโยบายของเวียดนามเตือนว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป สังคมผู้สูงอายุจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศในอนาคต.

ที่มา Vietnam News

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว 16 ศพ

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว  16 ศพ

25 พ.ค. 2569 07:25 น.

อินเดียเผชิญคลื่นความร้อนขั้นวิกฤติ ดับจากฮีตสโตรกแล้ว 16 ศพ

อินเดียเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง มีผู้เสียชีวิตจากภาวะฮีตสโตรกแล้วอย่างน้อย 16 ราย ขณะที่หลายเมืองทั่วประเทศอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส ท่ามกลางคำเตือนด้านสุขภาพ

ทางการอินเดียระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากภาวะฮีตสโตรกทั้งหมดอยู่ในรัฐเตลังกานาทางตอนใต้ของอินเดีย โดยนายปงกูเลติ ศรีนิวาส เรดดี รัฐมนตรีฝ่ายรายได้ของรัฐ เรียกร้องให้หน่วยงานต่าง ๆ เฝ้าระวังทั่วทั้งรัฐเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนจากอันตรายของคลื่นความร้อน

โดยแถลงการณ์จากสำนักงานของเรดดีระบุว่า ความรุนแรงของสภาพอากาศร้อนได้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประกาศเตือนประชาชนล่วงหน้าเกี่ยวกับวิธีป้องกันตัวในช่วงคลื่นความร้อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนว่า อุณหภูมิที่สูงจัดอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ เลือดข้นขึ้น และในกรณีรุนแรงอาจทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวได้

ทางการรัฐเตลังคานายังแนะนำให้ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรีมีครรภ์ หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านในช่วงเวลากลางวัน เว้นแต่มีความจำเป็น

ก่อนหน้านี้ กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ได้คาดการณ์ว่า หลายพื้นที่ของประเทศจะเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยและคลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่อง

ในกรุงนิวเดลีและเมืองใกล้เคียง อุณหภูมิยังคงสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสตลอดทั้งสัปดาห์ ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากประชาชนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศและพัดลมอย่างหนักเพื่อคลายร้อน

นอกจากอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวันแล้ว อุณหภูมิในเวลากลางคืนยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนแทบไม่มีเวลาพักจากความร้อน

อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ยังเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และยังพึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานเป็นหลัก แม้รัฐบาลจะประกาศเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2070 ก็ตาม

ทั้งนี้ สถิติอุณหภูมิสูงสุดอย่างเป็นทางการของอินเดียอยู่ที่ 51 องศาเซลเซียส วัดได้ที่เมืองพาโลดี รัฐราชสถาน เมื่อปี 2016.

ที่มา : channelnewsasia