เนเธอร์แลนด์ย้ายทองคำ 86 ตัน ไปลอนดอน “เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต”

เนเธอร์แลนด์ย้ายทองคำ 86 ตัน ไปลอนดอน “เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต”

3 ก.ย. 2569 02:08 น.

เนเธอร์แลนด์ย้ายทองคำ 86 ตัน ไปลอนดอน “เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต”

ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ดำเนินการขนย้ายทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกจากสหรัฐฯ กับแคนาดา ไปเก็บไว้ในกรุงลอนดอนแทน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 ธนาคารกลางแห่งเนเธอร์แลนด์ (DNB) ยืนยันว่า พวกเขาดำเนินการย้ายทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากอเมริกาเหนือไปยังกรุงลอนดอน โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น”

DNB ระบุว่า ทองคำน้ำหนักรวม 86 ตัน ถูกขนย้ายออกจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ผ่านปฏิบัติการอันซับซ้อนที่ใช้เวลานานหลายเดือน โดยปัจจุบันทองคำดังกล่าวถูกเก็บรักษาไว้ที่ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ (Bank of England) ซึ่งเป็นสถานที่ที่โลหะมีค่านี้จะสามารถซื้อขายได้ง่ายขึ้น “ในสถานการณ์วิกฤต”

โอลาฟ สไลเพน (Olaf Sleijpen) ประธานธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ “มีความจำเป็นเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือของเรา”

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาททางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา โดยทั้งสองประเทศได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตอบโต้กัน หลังจากเจรจาทางการค้าล้มเหลว

DNB ระบุว่า การย้ายทองคำซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม ได้มีการขนส่งทองคำแท่งน้ำหนัก 27 ตัน จากนิวยอร์กและออตตาวา ไปยังเมืองไซสต์ (Zeist) ในเนเธอร์แลนด์ จากนั้น ทองคำในปริมาณและคุณภาพใกล้เคียงกัน ได้ถูกย้ายต่อไปยังลอนดอน โดยไม่จำเป็นต้องนำทองคำแท่งไปหลอมใหม่

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัดว่า ทองคำจำนวนมหาศาลเช่นนี้ถูกขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยวิธีใด

ธนาคารกลางระบุเสริมว่า ส่วนที่เหลือของกระบวนการโยกย้าย ดำเนินการโดยการขายทองคำในนิวยอร์ก และทำการซื้อกลับคืนในลอนดอน

“การรวมกระบวนการซื้อ ขาย และการขนส่งทางกายภาพเข้าด้วยกัน ทำให้ DNB สามารถกระจายความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการย้ายสถานที่เก็บทองคำแท่งที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ได้” แถลงการณ์ระบุ

DNB ไม่ได้ยืนยันเฉพาะเจาะจงว่า “ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่อ้างถึงนั้นหมายถึงสิ่งใด แต่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะคลุมเครือและไม่แน่นอน เนื่องจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก

ในขณะเดียวกัน แคนาดาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรในอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ไม้แปรรูป และยานยนต์ รวมถึงการเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 50% สำหรับสินค้าแคนาดามูลค่าราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดาที่ประกาศไปเมื่อเดือนสิงหาคม

DNB ระบุว่า ทองคำที่เก็บรักษาไว้กับธนาคารแห่งชาติอังกฤษ “ถือเป็นทองคำที่สามารถซื้อขายได้ง่ายที่สุดในโลก” ดังนั้นจึงพร้อมนำมาใช้งานในยามวิกฤตได้รวดเร็วกว่าการเก็บไว้ในสหรัฐฯ หรือแคนาดา

ทั้งนี้ ก่อนการประกาศเมื่อวันพุธ DNB เก็บทองคำ 31.3% ไว้ที่นิวยอร์ก และ 19.7% ที่ออตตาวา ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวได้ลดลงเหลือ 18.5% ในทั้งสองประเทศรวมกัน

DNB เปิดเผยว่า ทองคำสำรองทั้งหมดของเนเธอร์แลนด์ ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 612.4 ตัน และมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 7.22 หมื่นล้านยูโร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซาอุฯ โวย อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ทำลูกเรือฟิลิปปินส์ดับ 2 ศพ

ซาอุฯ โวย อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ทำลูกเรือฟิลิปปินส์ดับ 2 ศพ

3 ก.ย. 2569 01:24 น.

ซาอุฯ โวย อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ทำลูกเรือฟิลิปปินส์ดับ 2 ศพ

ซาอุดีอาระเบียกล่าวหาอิหร่านว่า โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของพวกเขา จนทำให้ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต 2 ศพ แต่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธ โดยบอกว่าเรือดังกล่าวแล่นในเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาตและไปโดนกับระเบิดเอง

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 “บาห์รี” (Bahri) บริษัทเดินเรือแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ออกมายืนยันว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ของพวกเขาที่มีชื่อว่า “ซิดร์” (Sidr) ถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดทางตอนเหนือของคาบสมุทรดอนมูซันดัม ประเทศโอมาน ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.)

บาห์รี กล่าวหาว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของอิหร่าน ส่งผลให้ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต 2 ศพ นอกจากนี้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติเกาหลีใต้ชื่อ “เซเนกัล พรอสเพอริตี” (Senegal Prosperity) ก็ถูกโจมตีทางตะวันออกของมูซันดัมเช่นกัน โดยเรือทั้งสองลำกำลังขนน้ำมันดิบของซาอุฯ ลำละประมาณ 2 ล้านบาร์เรล

ด้านอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบีย โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าเรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำพยายามใช้เส้นทางเดินเรือตามคำแนะนำของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากอิหร่าน จนไปชนเข้ากับกับระเบิดในทะเลและเกิดเพลิงไหม้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ดินแดนของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน

กระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านรายงานว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ และบาดเจ็บอีก 108 ราย

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ตกอยู่ในสภาวะงอนง่อและอันตรายอย่างมากจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่าเส้นทางเดินเรือยังเปิดอยู่และช่วยดูแลความปลอดภัยของเรือสินค้า แต่เหตุโจมตีล่าสุดยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดต่อความมั่นคงพลังงานและการเดินเรือระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

2 ก.ย. 2569 23:51 น.

มือยิงชาร์ลี เคิร์ก ปฏิเสธทุกข้อหา ผู้พิพากษาเปิดทางลงโทษประหาร

มือปืนผู้ก่อเหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก เมื่อปีก่อน ให้การในชั้นศาล ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้พิพากษาอนุญาตให้อัยการเรียกร้องโทษประหารได้ เนื่องจากการกระทำของคนร้ายมีความรุนแรงมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ว่า นาย ไทเลอร์ โรบินสัน วัย 23 ปี ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดังของสหรัฐฯ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ผู้พิพากษาตัดสินใจเปิดทางให้อัยการสามารถร้องขอโทษประหารชีวิตในการพิจารณาคดีได้

โรบินสันให้การปฏิเสธข้อหาฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ (Aggravated murder) ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิตในรัฐยูทาห์ รวมถึงข้อหาอื่นอีก 6 ข้อหา จากเหตุยิง ชาร์ลี เคิร์ก วัย 31 ปี เสียชีวิตกลางงานกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย ยูทาห์ แวลลีย์ เมื่อ 10 ก.ย. 2568

แม้ฝ่ายจำเลยพยายามคัดค้าน แต่ผู้พิพากษาอนุมัติให้อัยการสามารถเรียกร้องโทษประหารชีวิตได้ เนื่องจากมี “เหตุฉกรรจ์เพิ่มโทษ” โดยอัยการชี้ว่าการยิงปืนเข้าไปในกลุ่มคนที่มีเด็กอยู่นั้น เป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่นอย่างร้ายแรง

นอกจากนั้น อัยการเสนอหลักฐานแน่นหนา ทั้งภาพวิดีโอวงจรปิด, DNA ของจำเลยที่พบบนอาวุธที่ใช้สังหาร ซึ่งก็คือปืนไรเฟิลของปู่ของโรบินสัน กับบนผ้าขนหนูและไขควงในที่ถูกพบในจุดเกิดเหตุ, รอยสลักบนปลอกกระสุนที่ตรงกับอุปกรณ์ในบ้านพัก และคำสารภาพที่โรบินสันบอกกับเพื่อนร่วมห้องพัก

ในด้านแรงจูงใจในการก่อเหตุ อัยการระบุว่าจำเลยต่อต้านแนวคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเคิร์ก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคนข้ามเพศ (Transgender)

ผู้พิพากษายังอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีเพื่อความโปร่งใส โดยผู้พิพากษานัดขึ้นศาลครั้งต่อไปในวันที่ 23 ต.ค. เพื่อกำหนดวันเริ่มการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

2 ก.ย. 2569 23:11 น.

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

ผู้นำสหภาพยุโรปกับนาโตยืนยันว่า จะยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังจากเกิดเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินในเยอรมนี และความพยายามก่อวินาศกรรมหลายครั้งในประเทศยุโรป

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 สหภาพยุโรป (EU) และองค์การนาโต (NATO) ประกาศเตรียมยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังเกิดความพยายามโจมตีด้วยโดรนที่ท่าอากาศยานไลป์ซิก ในประเทศเยอรมนี แม้ว่าการโจมตีดังกล่าวจะประสบความล้มเหลว แต่ EU ถือว่านั่นเป็น “การยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่”

ก่อนหน้านี้เยอรมนีชี้แจงว่า ผลการสืบสวนและข้อมูลข่าวกรองยืนยันว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนติดวัตถุระเบิดพยายามโจมตีเครื่องบินขนส่งสินค้าของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิกเมื่อ 4 ส.ค. โดยพบหลักฐานชิ้นส่วนและระเบิดลักษณะเดียวกับที่รัสเซียเคยใช้ในปฏิบัติการไฮบริด (Hybrid operations) รวมถึงชี้ตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 ราย

การค้นพบดังกล่าวทำให้เยอรมนีตอบโต้ด้วยการ สั่งปิดสถานกงสุลรัสเซียในเมืองบอนน์ และสั่งปิดสถาบันวัฒนธรรม Russian House ในเบอร์ลิน ขณะที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหา และขู่จะตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ตัดโอกาสที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการทูต

นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุที่ต้องสงสัยว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหลายจุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น การโจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยและสายส่งไฟฟ้าในเยอรมนี กับเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตโดรนรบในโปแลนด์ ซึ่งผู้นำโปแลนด์ระบุว่าเป็นการวางเพลิงและก่อวินาศกรรมโดยเจตนา

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายมาร์ก รุตเตอร์ เลขาธิการองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการกระทำของรัสเซีย และจะร่วมมือกันตอบโต้ให้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

EU เตรียมพิจารณาออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม การจำกัดการเดินทางของผู้ถือพาสปอร์ตรัสเซีย และการรับมือกับ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ของรัสเซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะเดียวกัน ยุโรปจะเดินหน้าสนับสนุนทางการเงินและอาวุธแก่ยูเครน รวมถึงโครงการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธร่วมกัน (Freyja) เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการโจมตียูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

2 ก.ย. 2569 21:49 น.

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟชื่อดัง ถูกห้ามขับรถเป็นเวลา 5 ปี ตามข้อตกลงกับอัยการซึ่งให้เขายอมรับผิดข้อหาขับรถโดยประมาท แทนที่จะเป็นข้อหาขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2569 ว่า ไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟชื่อดังระดับโลก ตกลงที่จะไม่โต้แย้งข้อหาขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงที่เขาทำไว้กับอัยการ เพื่อลดโทษจากข้อหาเดิมคือการขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด (DUI) หลังเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในรัฐฟลอริดา

โปรกอล์ฟชื่อดังยอมรับการถูกยึดใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 5 ปี และปรับเงินจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ตามข้อตกลงการรับสารภาพกับอัยการในมาร์ตินเคาน์ตี รัฐฟลอริดา

ทั้งนี้ วูดส์ถูกจับกุมหลังเกิดอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม โดยไม่มีผู้อื่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ นอกจากตัววูดส์ที่ต้องคลานออกมาทางประตูฝั่งผู้โดยสารเพื่อเอาชีวิตรอด

หลังเกิดเหตุ เขายอมเข้ารับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดชนิดอื่นเพิ่มเติม

ในเดือนเดียวกัน เขาปฏิเสธข้อหาลหุโทษฐานขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด และข้อหาปฏิเสธการเข้ารับการตรวจ โดยวูดส์ในวัย 50 ปี อ้างว่าเขากำลังอยู่ระหว่างเข้ารับการบำบัดหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ต่อมาในเดือนเมษายน ตำรวจได้เผยแพร่ภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ซึ่งบันทึกเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ โดยแสดงให้เห็นตำนานกอล์ฟรายนี้หลังจากรถของเขาเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกและพลิกคว่ำ

ในวิดีโอ วูดส์ดูสงบนิ่ง เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งขณะบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ผมก้มลงมองโทรศัพท์ แล้วจู่ๆ ก็ ตูม”

นายอำเภอ จอห์น บูเดนซีค แห่งมาร์ตินเคาน์ตี กล่าวในขณะนั้นว่า วูดส์ผ่านการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดอื่น ๆ

วูดส์บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ในวันนั้น เมื่อถูกถามเกี่ยวกับยาที่แพทย์สั่งจ่าย เขาตอบว่า “ผมกินอยู่สองสามตัว” และเสริมว่าเขาเพิ่งกินไปเมื่อเช้าตรู่วันนั้น จากนั้นเขาได้ไล่เรียงรายชื่อยาที่กิน แต่คลิปวิดีโอในส่วนนั้นถูกเซ็นเซอร์ไว้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับวูดส์ว่า พวกเขาสงสัยว่า “สติสัมปชัญญะตามปกติ” ของเขาลดลงจาก “สารบางอย่างที่ไม่ทราบชนิด”

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่รายงานว่าพบยาเม็ดสีขาว 2 เม็ดในกระเป๋าของเขา ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นยาไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ที่มักจ่ายตามใบสั่งแพทย์

วูดส์โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียหลังเกิดเหตุว่า “ผมรู้และเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้”

“ผมจะขอเว้นช่วงไปสักระยะเพื่อเข้ารับการบำบัดและมุ่งเน้นไปที่สุขภาพของผม นี่ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผมสามารถให้ความสำคัญกับสุขภาวะของตัวเองและพยายามฟื้นฟูร่างกายอย่างยั่งยืน”

อนึ่ง เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองที่วูดส์ถูกจับกุมในข้อหาสงสัยว่าขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยกระดับความปลอดภัย “ท่าเรือแหลมฉบัง” ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

ยกระดับความปลอดภัย "ท่าเรือแหลมฉบัง" ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

2 ก.ย. 2569 20:47 น.

ยกระดับความปลอดภัย “ท่าเรือแหลมฉบัง” ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

“ท่าเรือแหลมฉบัง” ยกระดับความปลอดภัย หลังเรือรบสหรัฐฯ จอดเทียบท่า บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.แหลมฉบัง ตั้งจุดตรวจเข้ม คัดกรองยานพาหนะ บุคคล และเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ

วันที่ 2 ก.ย. 2569 เวลา 19.00 น. นายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประธานเปิดจุด รักษาความปลอดภัย โดยมีแผนกรักษาความปลอดภัยท่าเรือแหลมฉบัง ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง บูรณาการกำลังตั้งจุดตรวจ บริเวณทางเข้า-ออกพื้นที่ท่าเรือ เพื่อตรวจสอบและคัดกรองยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออก รวมถึงเฝ้าระวังบุคคลและสิ่งของต้องสงสัยที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้รับกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ และเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง  เผยว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางด้านการรักษาความปลอดภัยของจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการหารือร่วมกันในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางเข้าพื้นที่ของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ และสร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติภารกิจจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด หากพบเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติให้รายงานผู้บังคับบัญชาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ตลอดช่วงที่เรือ USS Abraham Lincoln และกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่

“มาซามิ คุรุมาดะ” ผู้เขียน “เซนต์เซย์ย่า” ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

"มาซามิ คุรุมาดะ" ผู้เขียน "เซนต์เซย์ย่า" ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

2 ก.ย. 2569 17:09 น.

“มาซามิ คุรุมาดะ” ผู้เขียน “เซนต์เซย์ย่า” ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

อ.มาซามิ คุรุมาดะ ผู้เขียนมังงะชื่อดัง “เซนต์เซย์ย่า” เปิดเผยว่าได้ยื่นฟ้องอดีตผู้จัดการและผู้เกี่ยวข้อง หลังถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินจากบริษัท 3 แห่งที่ดูแลธุรกิจและลิขสิทธิ์ผลงานของเขารวมราว 4.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 960 ล้านบาท โดยเงินประมาณ 1.8 พันล้านเยนได้รับการชำระคืนแล้ว และกำลังเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เหลือราว 2.8 พันล้านเยน

อ.มาซามิ คุรุมาดะ นักเขียนมังงะชาวญี่ปุ่นวัย 72 ปี เจ้าของผลงานชื่อดังระดับโลกอย่าง “เซนต์เซย์ย่า” เปิดเผยวันนี้ (2 ก.ย.)ว่า เขาได้ยื่นฟ้องอดีตผู้จัดการและอดีตกรรมการบริษัท รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง ต่อศาลแขวงกรุงโตเกียว ในข้อหายักยอกและนำเงินของบริษัทไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 960 ล้านบาท

คุรุมาดะแถลงข่าวในกรุงโตเกียวว่า อดีตผู้จัดการซึ่งรับผิดชอบด้านบัญชีและการเงินของธุรกิจของเขา ถูกกล่าวหาว่าทยอยนำเงินออกจากบริษัทเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ “ผมไว้วางใจผู้ชายคนนี้ให้ดูแลเงินเข้าออกทั้งหมดของเรา แต่เขากลับยักยอกเงินจากบริษัทมานานกว่าทศวรรษ”

เขายอมรับว่า รู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีในวงการมังงะและแอนิเมชัน เขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน “เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับคดีแบบนี้อยู่เสมอ แต่ตลอดอาชีพกว่า 50 ปี ผมไม่เคยเจอคนไม่ดีแบบนี้ในโลกของอนิเมะและการ์ตูนมาก่อน ผมไม่อยากเชื่อเลย และได้แต่ถามตัวเองว่า ‘ทำไม?’”

ตามรายละเอียดของคดี บริษัทผู้ฟ้องประกอบด้วยบริษัท 3 แห่ง รวมถึง คุรุมาดะ โปรดักชัน ซึ่งทำหน้าที่บริหารลิขสิทธิ์และสิทธิในการนำผลงานของคุรุมาดะไปผลิตเป็นสินค้า

เอกสารฟ้องระบุว่า อดีตกรรมการและผู้เกี่ยวข้องถูกกล่าวหาว่า ระหว่างประมาณปี 2018 ถึง 2024 ได้โอนเงินของบริษัทไปยังบัญชีอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงสั่งให้ค่าลิขสิทธิ์ที่บริษัทควรได้รับจากคู่ค้าถูกโอนไปยังบัญชีที่ใช้ชื่อบริษัทอื่น

ยอดเงินที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 4.6 พันล้านเยน โดยมีการชำระคืนแล้วประมาณ 1.8 พันล้านเยน หรือราว 375 ล้านบาท ทำให้คุรุมาดะและบริษัทเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เหลือประมาณ 2.8 พันล้านเยน 

อดีตกรรมการรายดังกล่าวเคยเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุรุมาดะ รับผิดชอบด้านบัญชี และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งคุรุมาดะ โปรดักชัน ทั้งสองรู้จักและทำงานร่วมกันมานานกว่า 15 ปี ทำให้คุรุมาดะให้ความไว้วางใจเขาอย่างมาก

คุรุมาดะระบุว่า การยักยอกเงินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทอย่างรุนแรง จนถึงขั้นอาจทำให้ คุรุมาดะ โปรดักชันล้มละลาย โดยช่วงที่ตรวจพบความผิดปกติ บัญชีของบริษัทมีเงินเหลืออยู่จำกัด และอาจไม่สามารถชำระภาษีจำนวนมากได้

เขากล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ว่า หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ บริษัทอาจต้องปิดกิจการ และตัวเขาเองอาจไม่สามารถทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูนต่อไปได้

คุรุมาดะเริ่มตีพิมพ์มังงะ “เซนต์เซย์ย่า” ในปี 1986 ในนิตยสารรายสัปดาห์ Weekly Shonen Jump ซึ่งเป็นหนึ่งในนิตยสารมังงะที่ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นแหล่งกำเนิดผลงานระดับโลกอีกหลายเรื่อง เช่น “วันพีซ” “ดราก้อนบอล” และ “นารูโตะ”

มังงะต้นฉบับ “เซนต์เซย์ย่า” ตีพิมพ์ระหว่างปี 1986–1990 และมียอดพิมพ์รวมประมาณ 35 ล้านเล่ม ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Mangazenkan ระบุว่า ผลงานชุดนี้มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 50 ล้านเล่ม

เนื้อเรื่องได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากเทพปกรณัมกรีก เล่าเรื่องของเหล่านักรบที่เรียกว่า “เซนต์” ซึ่งสวมชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์และต่อสู้เพื่อปกป้องเทพีอาธีนา ผลงานดังกล่าวได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชัน ภาพยนตร์แอนิเมชัน วิดีโอเกม และการ์ดสะสมจำนวนมาก

“เซนต์เซย์ย่า” ยังได้รับการเผยแพร่ในต่างประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงฉบับภาษาอังกฤษภายใต้ชื่อ “Saint Seiya: Knights of the Zodiac” และถูกนำไปสร้างเป็นแอนิเมชันคอมพิวเตอร์กราฟิกสำหรับเผยแพร่ทั่วโลกในปี 2019

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างภาพยนตร์คนแสดงฮอลลีวูดในชื่อ “Knights of the Zodiac” ซึ่งเข้าฉายในปี 2023

คุรุมาดะยังคงสร้างผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2026 ได้เปิดตัวมังงะชุดใหม่ “Saint Seiya Tenkai-hen” หรือ “เซนต์เซย์ย่า ภาคสวรรค์” ในนิตยสาร Weekly Shōnen Champion ของสำนักพิมพ์อากิตะ โชเต็น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม

คดีความล่าสุดจึงไม่ได้กระทบเพียงทรัพย์สินทางธุรกิจของคุรุมาดะเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับบริษัทที่เป็นผู้บริหารลิขสิทธิ์ผลงานซึ่งสร้างชื่อเสียงและมูลค่าทางธุรกิจมหาศาลให้กับผู้เขียนตลอดหลายทศวรรษ.

ที่มา THE MAINICHI NEWSPAPERS / Anime News Network / AFP

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

2 ก.ย. 2569 15:49 น.

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

ศาลแขวงกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก 15 ปี อดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางสติปัญญาขั้นรุนแรงในเมืองอินชอน หลังพบความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 รายต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษ รวมถึงทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย ด้านศาลสั่งห้ามทำงานในสถานดูแลเด็ก เยาวชน และผู้พิการเป็นเวลา 10 ปี หลังพ้นโทษ พร้อมคุมประพฤติอีก 3 ปี

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาวันนี้ (2 ก.ย.) ให้จำคุกอดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางพัฒนาการขั้นรุนแรงเป็นเวลา 15 ปี หลังพบว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 ราย และทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัยภายในสถานดูแล

จำเลยซึ่งเปิดเผยเพียงนามสกุลว่า คิม เป็นอดีตผู้อำนวยการสถานดูแล “แซกดงวอน” ในเขตคังฮวา เมืองอินชอน ทางตะวันตกของกรุงโซล โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดในเกือบทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2012 ถึง 2025

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งห้ามคิมทำงานในสถาบันหรือสถานประกอบการที่ให้บริการแก่ผู้พิการ เด็ก และเยาวชนเป็นเวลา 10 ปี และกำหนดให้มีการคุมประพฤติเป็นเวลา 3 ปีหลังพ้นโทษ

ก่อนหน้านี้ อัยการขอให้ศาลลงโทษจำคุกคิมเป็นเวลา 20 ปี โดยคิมถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และต่อมาถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดี

คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า นายคิมอาศัยตำแหน่งหน้าที่และข้ออ้างเรื่องการดูแลและให้คำแนะนำด้านการใช้ชีวิต บังคับผู้พักอาศัยหญิง 4 รายให้มีเพศสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมทางเพศในลักษณะเดียวกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของสถานดูแล ทั้งห้องพัก ทางเดิน ห้องน้ำ และบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร

ศาลรับฟังพยานหลักฐานและเห็นว่าคำให้การของเหยื่อมีความน่าเชื่อถือ โดยระบุว่า ผู้เสียหายสามารถบอกเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ ความรู้สึก และสถานการณ์ขณะเกิดเหตุได้อย่างสอดคล้องกันในลักษณะที่ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่ได้ประสบเหตุด้วยตนเองจะสามารถแต่งขึ้นได้

หนึ่งในเหยื่อสามารถเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร รวมถึงจังหวะที่คิมหยุดการกระทำหลังได้ยินเสียงพนักงานครัวเข้ามาทำงานในช่วงเช้า ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นรายละเอียดที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือของคำให้การ

ศาลยังพิจารณาความเห็นทางการแพทย์เกี่ยวกับบาดแผลของผู้เสียหาย โดยแพทย์สูตินรีเวชให้ความเห็นว่าลักษณะบาดแผลสอดคล้องกับการบาดเจ็บและการถูกล่วงละเมิด ขณะที่ครูผู้ดูแลด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพบางราย รวมถึงฝ่ายจำเลยเอง ต่างเคยให้ข้อมูลว่าผู้เสียหายไม่สามารถร่วมกันแต่งเรื่องขึ้นมาได้

คิมปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดระหว่างการพิจารณาคดี โดยอ้างว่าคำให้การของผู้เสียหายไม่น่าเชื่อถือ และไม่สามารถระบุวันและเวลาที่เกิดเหตุได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้อโต้แย้งดังกล่าว

ศาลระบุว่า คิมเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานสวัสดิการสำหรับผู้พิการ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้อง สนับสนุน และป้องกันไม่ให้ผู้พิการตกเป็นเหยื่อการละเมิด แต่กลับใช้ประโยชน์จากผู้เสียหายที่มีข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับรู้หรือการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อสนองความต้องการทางเพศของตนเอง

ศาลเห็นว่า ลักษณะความผิดมีความร้ายแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นภายในสถานที่พักพิงซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่ผู้พิการได้รับการคุ้มครองมากที่สุด และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อผู้เสียหาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูจากผลกระทบของเหตุการณ์

นอกจากความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศแล้ว นายคิมยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย โดยในเหตุการณ์หนึ่ง เขาขว้างแก้วใส่ศีรษะของผู้เสียหายที่พยายามต่อต้านจนได้รับบาดเจ็บ และยังมีข้อกล่าวหาว่าใช้ไม้ตีกลองทำร้ายผู้พักอาศัยอีกราย

อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องข้อหาข่มขืนหนึ่งกระทง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้พักอาศัยอีกรายหนึ่ง แม้ศาลจะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความรุนแรงทางเพศและเข้าข่ายละเมิดกฎหมายสวัสดิการผู้พิการ แต่เห็นว่าอัยการไม่สามารถพิสูจน์องค์ประกอบทางกฎหมายเรื่องการใช้กำลังหรือการข่มขู่ในระดับที่เพียงพอสำหรับความผิดฐานข่มขืนได้

ศาลอธิบายว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นความผิดฐานข่มขืนตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าจำเลยใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อให้ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้

ในกรณีดังกล่าว ศาลเห็นว่าคิมมีพฤติกรรมทางเพศกับผู้เสียหายขณะที่เธอกำลังหลับโดยไม่ได้รับความยินยอม แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าคิมใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อกระทำการดังกล่าว

โค อึน-ยอง ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย กล่าวว่า คดีแซกดงวอนไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงคดีอาชญากรรมทางเพศที่ก่อโดยบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนถึงการที่การละเมิดถูกปกปิดไว้ภายในโครงสร้างขององค์กร

เธอหวังว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะช่วยปลอบประโลมผู้เสียหายและครอบครัวได้อย่างน้อยบางส่วน และเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้สถานพักพิงและสถานดูแลผู้พิการในเกาหลีใต้มีความโปร่งใสและปลอดภัยมากขึ้น

ศาลยังระบุว่า ผู้เสียหายทั้งหมดที่สามารถแสดงเจตจำนงของตนเองได้ ต่างต้องการให้มีการลงโทษจำเลย และคิมไม่ได้แสดงความพยายามอย่างเพียงพอในการเยียวยาหรือฟื้นฟูความเสียหายของผู้เสียหาย แม้เหตุการณ์จะถูกเปิดเผยแล้วก็ตาม

คดีนี้จึงได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้พิการซึ่งอาศัยอยู่ในสถานดูแลและต้องพึ่งพาผู้ดูแล อาจตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดจากผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องพวกเขาเอง.

ที่มา Yonhap / The Korea Herald / mk.co.kr

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

2 ก.ย. 2569 14:54 น.

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

นักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำรวม 566 คน ในจังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย ต้องเข้ารับการรักษาจากอาหารเป็นพิษ หลังรับประทานอาหารจากโครงการอาหารฟรี ขณะที่หัวหน้าหน่วยโภชนาการยอมรับว่าอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้เพียง 4 ชั่วโมง ทางการเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการปนเปื้อน แม้โรงครัวดังกล่าวจะได้รับใบรับรองด้านสุขอนามัยแล้วก็ตาม

นักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำจำนวน 566 คนในอำเภอซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาหลังมีอาการต้องสงสัยว่าอาหารเป็นพิษ จากการรับประทานอาหารในโครงการ “อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการฟรี” (MBG) เมื่อวานนี้ (1 ก.ย.)

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อนักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำจากสถานศึกษารวม 19 แห่ง โดยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากเป็นนักเรียนของโรงเรียนประจำมันบาอุล ฮิกัม ในหมู่บ้านปูตัต เขตตังกูลังงิน ขณะที่นักเรียนจากโรงเรียนอื่น ๆ อีกหลายแห่งในพื้นที่ก็รายงานว่ามีอาการผิดปกติในลักษณะเดียวกันหลังรับประทานอาหารกลางวันจากโครงการ MBG

ราฟลี ริดโฮ หัวหน้าหน่วยบริการเติมเต็มโภชนาการ หรือ SPPG กาลิเตงะห์ ซึ่งเป็นผู้จัดเตรียมอาหารสำหรับพื้นที่ดังกล่าว กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าอาหารที่ปรุงโดยโรงครัวมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการเก็บรักษา โดยสามารถอยู่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง

ราฟลีเปิดเผยว่า กระบวนการเตรียมอาหารเริ่มตั้งแต่เวลา 05.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังปรุงและบรรจุอาหารเสร็จ อาหารถูกจัดส่งไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ในเวลาประมาณ 11.00 น.

ตามขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐาน อาหารที่ส่งไปยังโรงเรียนจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น หรือการประเมินทางประสาทสัมผัส โดยผู้รับผิดชอบของแต่ละสถานศึกษาก่อนให้นักเรียนรับประทาน

ราฟลีระบุว่า หลังสอบถามผู้รับผิดชอบของโรงเรียน ได้รับคำยืนยันว่าอาหารผ่านการตรวจสอบและไม่มีความผิดปกติ จึงยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงเกิดกรณีอาหารเป็นพิษตามมา

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กันยายน ระบุว่า มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 566 คน จากสถานศึกษา 19 แห่ง และในจำนวนนี้ 88 คนยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ข้อมูลจากทางการท้องถิ่นระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาและทยอยออกจากโรงพยาบาลแล้ว

โดยอาหารที่แจกจ่ายในวันเกิดเหตุประกอบด้วย ข้าวสวย ไข่คน เทมเปปรุงรสบาหลี ผัดถั่วแขกกับข้าวโพดอ่อน และแอปเปิล

ทางการกำลังเร่งตรวจสอบตัวอย่างอาหารเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยตำรวจได้เก็บตัวอย่างอาหารจากมื้อดังกล่าวเพื่อนำไปตรวจสอบในกระบวนการสอบสวน ขณะที่สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลโครงการ MBG กำลังตรวจสอบว่าอาหารที่นักเรียนรับประทานเป็นต้นเหตุของอาการป่วยหรือไม่

เอมิล เอลีสเตียนโต ดาร์ดัก รองผู้ว่าการจังหวัดชวาตะวันออก และประธานคณะทำงานโครงการ MBG ประจำจังหวัด ยืนยันว่า โรงครัว SPPG กาลิเตงะห์มี ใบรับรองมาตรฐานสุขอนามัยและสุขาภิบาล หรือ SLHS อยู่แล้ว เอมิลกล่าวว่า ผลการประเมินก่อนหน้านี้ระบุว่า อาคารสถานที่และอุปกรณ์ของโรงครัวมีความเหมาะสม ขณะที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากผ่านการรับรองด้านการจัดการอาหาร และโรงครัวยังได้รับการรับรองฮาลาลด้วย

อย่างไรก็ตาม การมีใบรับรองไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตัดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนออกไปได้ทั้งหมด เพราะ SLHS เป็นการประเมินระบบและโครงสร้างพื้นฐานของสถานประกอบการ แต่ปัญหาอาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต เช่น วัตถุดิบที่มีปัญหาตั้งแต่ต้น หรือการจัดเตรียมและส่งมอบอาหารไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนดในขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐาน

เอมิลจึงย้ำว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนให้แน่ชัด ก่อนสรุปสาเหตุของการเจ็บป่วยครั้งนี้

เหตุการณ์ในซิโดอาร์โจเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการปฏิรูปโครงการ MBG ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2025 โดยมีเป้าหมายจัดหาอาหารฟรีให้เด็กหลายสิบล้านคน เพื่อแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการ

แต่โครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีอาหารเป็นพิษ ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร และภาระด้านงบประมาณของรัฐบาล

ข้อมูลจากกลุ่มเฝ้าระวังภาคประชาสังคม Network for Education Watch ระบุว่า จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม มีรายงานผู้ป่วยอาหารเป็นพิษที่เชื่อมโยงกับโครงการ MBG แล้วประมาณ 37,600 ราย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปัญหาที่พบในหลายกรณีมักเกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการจัดส่งอาหารปรุงสุกล่าช้า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนและการเสื่อมคุณภาพของอาหาร

สำนักงานโภชนาการแห่งชาติยังไม่ได้ออกความเห็นโดยทันทีเกี่ยวกับเหตุการณ์ป่วยหมู่ครั้งล่าสุดในซิโดอาร์โจ แต่ก่อนหน้านี้หน่วยงานได้สั่งปิดโรงครัวหลายร้อยแห่ง เนื่องจากพบปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพ

หน่วยงานดังกล่าวยังผ่านการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเปลี่ยนตัวหัวหน้าหน่วยงานในเดือนมิถุนายน หลังผู้บริหารคนดังกล่าวถูกจับกุมในข้อกล่าวหาทุจริต ขณะที่รัฐบาลได้ปรับลดขอบเขตของโครงการลงบางส่วน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนและผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของประเทศ

ผลสำรวจของสถาบัน Saiful Mujani Research and Consulting เมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่า มีประชาชนเพียงประมาณ 1 ใน 3  ที่พึงพอใจกับโครงการอาหารฟรี โดยกรณีอาหารเป็นพิษที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความนิยมของโครงการลดลง.

ที่มา Kompas.com / Reuters

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

2 ก.ย. 2569 14:17 น.

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เผยรายงานประเมินสถานการณ์ครั้งสำคัญ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในไม่กี่ปี แม้พลาดเป้าหมายของความตกลงปารีส แต่โลกยังสามารถลดอุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ หากเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเป้าหมายสำคัญในการควบคุมภาวะโลกร้อนที่นานาประเทศกำหนดไว้ภายใต้ความตกลงปารีสเมื่อปี 2015

รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า การหลีกเลี่ยงการทะลุระดับ 1.5 องศาฯ อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ทำได้อีกต่อไป โดยโจทย์สำคัญของโลกกำลังเปลี่ยนจากการ “หลีกเลี่ยงการทะลุเป้า” ไปสู่การทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาฯ สั้นที่สุดและสูงเกินเป้าให้น้อยที่สุด พร้อมพยายามลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

รายงาน “Limiting Overshoot” เสนอแนวทางที่เรียกว่า “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” (overshoot, peak and decline) ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในการจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนเกิน 1.5 องศาฯ โดยต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ควบคู่กับการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า การที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาฯ จะเพิ่มความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษย์และระบบนิเวศ ขณะที่โลกได้อุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาฯ เมื่อเทียบกับช่วงปี 1850-1900 หรือช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาฯ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามทุกเศษเสี้ยวขององศาและทุกปีที่อุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับสูง ผลกระทบที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ คลื่นความร้อน ไฟป่า น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนการสูญเสียระบบนิเวศ การจมอยู่ใต้น้ำของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและเมืองชายฝั่งพื้นที่ต่ำ รวมถึงความเสียหายต่อสุขภาพมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร แหล่งน้ำ เมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจ

รายงานยังเตือนว่า ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่โลกจะผ่าน “จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับ” ก็จะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การสูญเสียเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ การเสื่อมโทรมของป่าฝนอเมซอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมสภาพภูมิอากาศโลก

ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด อุณหภูมิโลกอาจพุ่งขึ้นสูงสุดประมาณ 1.8 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ก่อนจะลดลงในระยะยาว ขณะที่สถานการณ์อื่น ๆ ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดมากกว่านั้น

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รายงานเสนอคือ การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกป่าและการกักเก็บคาร์บอน โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างลึกและรวดเร็ว ไม่ใช่นำมาใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการกำจัดคาร์บอนยังมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดดังกล่าวถูกต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วน เพราะกังวลว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอการยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

อินเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP กล่าวว่า “ไม่มีผลลัพธ์ที่ดี หากเรายังคงอยู่เหนือระดับ 1.5 องศาเซลเซียส” พร้อมเตือนว่า คลื่นความร้อนรุนแรงทั่วโลกกำลังแสดงให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า แม้โลกจะก้าวข้ามระดับ 1.5 องศาฯ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ภายในสิ้นศตวรรษ หากทุกประเทศดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง กูเตอร์เรสย้ำว่า “การต่อสู้เพื่อ 1.5 องศา คือการต่อสู้เพื่อมนุษยชาติ” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือ 1.5 องศาฯ สั้นและมีระดับอุณหภูมิเกินเป้าน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม รายงานของ UNEP ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกรงว่าการยอมรับว่าโลกกำลังจะทะลุ 1.5 องศาฯ อาจทำให้สังคมหมดกำลังใจในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

แจสเปอร์ อินเวนเตอร์ รองผู้อำนวยการโครงการของกรีนพีซ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้า แต่การทะลุเป้าไม่ได้หมายความว่าโลกควรยอมแพ้ต่อเป้าหมาย 1.5 องศาฯ

ด้านบิล แฮร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Climate Analytics วิจารณ์รายงานว่า อาจกลายเป็น “เสียงเรียกร้องให้ผู้คนเฉยชา” แทนที่จะเป็นแรงผลักดันให้เร่งดำเนินการ

ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นกลุ่มที่ปกป้องเป้าหมาย 1.5 องศาฯ อย่างแข็งขัน และเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยซึ่งมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซให้เร็วและเข้มข้นที่สุด

UNEP ระบุด้วยว่า การลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยได้ทั้งสองด้าน เช่น การใช้ธรรมชาติช่วยลดความร้อนในเมือง

ขณะเดียวกัน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เริ่มดำเนินการในปัจจุบันจะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคต แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง รวมถึงความเสียหายบางประเภทที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

รายงานเตือนว่า แม้โลกจะสามารถลดอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาฯ ได้ แต่ผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงที่อุณหภูมิทะลุเป้าจะไม่สามารถย้อนกลับได้ทั้งหมด ชุมชนบางแห่งอาจต้องย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีพ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับคำถามด้านความเป็นธรรม อำนาจ และความชอบธรรมทางการเมือง

UNEP จึงเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ “เจตจำนงทางการเมือง ความร่วมมือพหุภาคี นโยบายที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเงินทุน” เป็นกลไกสำคัญในการรับมือ โดยประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าควรเป็นฝ่ายดำเนินการเร็วที่สุดและตั้งเป้าหมายให้ทะเยอทะยานที่สุด

รายงานสรุปว่า เส้นทาง “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” อาจเป็นพรมแดนใหม่ของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปจัดการได้ โลกจำเป็นต้องลงมือทันที เพราะยิ่งชะลอการดำเนินการมากเท่าใด โอกาสที่จะจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น.

ที่มา UN Environment Programme / AFP