ทรัมป์เสนอเปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” อ้างสหรัฐฯ คุมพื้นที่โดยสมบูรณ์

ทรัมป์เสนอเปลี่ยนชื่อ "ช่องแคบฮอร์มุซ" เป็น "ช่องแคบทรัมป์" อ้างสหรัฐฯ คุมพื้นที่โดยสมบูรณ์

3 ก.ย. 2569 10:42 น.

ทรัมป์เสนอเปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” อ้างสหรัฐฯ คุมพื้นที่โดยสมบูรณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอเปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” หลังสหรัฐฯ อ้างว่าสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ได้โดยสมบูรณ์ ขณะที่อิหร่านยังโจมตีเรือและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอให้เปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น “ช่องแคบทรัมป์” ท่ามกลางการกลับมาปะทุของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายควบคุมเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. ว่า “ตอนนี้เราควบคุมช่องแคบนี้อยู่ภายใต้สหรัฐฯ แล้ว เราควรเปลี่ยนชื่อช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ช่องแคบทรัมป์” หรือไม่? เช่นเดียวกับอเมริกาเอง มันจะ “ร้อนแรง” กว่าที่เคย!”

ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ เรือและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทะเล ศักยภาพในการวางทุ่นระเบิด และระบบสื่อสารที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ครอบคลุมพื้นที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในหลายจังหวัด ได้แก่ คูเซสถาน ซิสถานและบาลูจิสถาน ฮอร์มอซกัน และเคอร์มาน โดยระบุว่าพิธีแต่งงานในพื้นที่คูเฮสตัก เขตซีริก ทางตอนใต้ของประเทศ ถูกโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน รวมถึงเด็ก 2 คน

อย่างไรก็ตาม ทิม ฮอว์กินส์ โฆษก CENTCOM ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ รับทราบรายงานดังกล่าวซึ่งมาจากสื่อของรัฐบาลอิหร่าน พร้อมยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน

อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดย IRGC ระบุว่าได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน รวมถึงเป้าหมายของสหรัฐฯ อีกแห่งในอิรัก

การสู้รบรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองฝ่ายหยุดการสู้รบอย่างเปิดเผยเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แต่สถานการณ์กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีแท่นยิงของอิหร่าน 2 แห่งบนเกาะลารัก เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากเชื่อว่ากำลังเตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ทรัมป์และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะยืนยันหลายครั้งว่าช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานแล้ว และมีน้ำมันหลายล้านบาร์เรลขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวในแต่ละวัน แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ลดลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ Kpler ระบุว่า เมื่อวันอังคารมีเรือเพียง 6 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงจาก 19 ลำเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ขณะที่ก่อนสงครามอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยปกติมีเรือเดินผ่านช่องแคบแห่งนี้ประมาณ 138 ลำภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน หน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO ซึ่งเป็นหน่วยงานติดตามความปลอดภัยทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรืออังกฤษ รายงานเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซเกือบทุกวัน

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. UKMTO รายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียตกเป็นเป้าหมายของอิหร่าน

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบยังส่งผลต่อราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4% หลังเกิดการโจมตีระลอกล่าสุด ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.12 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือราว 3.8 ลิตร เมื่อวันพุธ จากระดับต่ำกว่า 3 ดอลลาร์ก่อนสงครามเริ่มต้น

แม้สถานการณ์จะยังไม่มีแนวโน้มยุติลงในเร็ววัน แต่ทรัมป์ยังคงประกาศว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ และยืนยันว่าอิหร่านพ่ายแพ้ทางทหารแล้ว ขณะที่อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการโจมตีตอบโต้ฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

หลังการโจมตีเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ทรัมป์เตือนรัฐบาลอิหร่านอย่างแข็งกร้าวว่า หากอิหร่านตอบโต้ สหรัฐฯ จะโจมตีอีกครั้ง “ในระดับที่รุนแรงและหนักหน่วงกว่ามาก” แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน และอิรัก

ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งประกอบด้วยบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประณามการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคว่าเป็นการกระทำที่ “เลวร้ายอย่างยิ่ง” GCC ระบุว่าจะยืนหยัดเคียงข้างประเทศที่ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนและผู้อยู่อาศัย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นเสมือน “ดินแดนของอเมริกา” และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังเรียกทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาเสียใหม่ว่า “ทะเลสาบอเมริกา” ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ทั้งการคว่ำบาตรและมาตรการทางทหาร ขณะที่ยังไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการเจรจาหยุดยิง ทำให้ความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อและกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับสูง.

ที่มา TIME / Al Jazeera

พายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

พายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

3 ก.ย. 2569 09:58 น.

พายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

มหาสมุทรแปซิฟิกเผชิญพายุหมุน 3 ลูกก่อตัวพร้อมกัน ท่ามกลางอิทธิพลเอลนีโญที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ไม่บ่อย

วันที่ 3 กันยายน 2569 ทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พายุเฮอริเคนกำลังแรง 2 ลูกและพายุโซนร้อนอีก 1 ลูก กำลังเคลื่อนตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงเป็นประวัติการณ์

โดยระบุว่า พายุที่อยู่ทางตะวันตกสุดคือเฮอริเคนโลเวลล์ ตามด้วยเฮอริเคนคารินา โดยทั้งสองลูกมีกำลังระดับ 4 และคาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านทางใต้ของฮาวายและทางตะวันออกเฉียงเหนือของฮาวายตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเส้นทาง โดยมีความเป็นไปได้ที่เฮอริเคนโลเวลล์อาจเคลื่อนตัวเข้าใกล้หมู่เกาะทางตะวันตกสุดของฮาวาย นอกจากนี้ ทางตะวันออกของโลเวลล์และคารินา ยังมีพายุโซนร้อนมารี ซึ่งขณะนี้อยู่ห่างจากคาบสมุทรบาฮากาลิฟอร์เนีย ของเม็กซิโกไปทางใต้หลายร้อยกิโลเมตร และคาดว่าจะทวีกำลังเป็นเฮอริเคนภายในวันที่ 3 กันยายน

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากเอลนีโญเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการก่อตัวและทวีกำลังของพายุ โดยเมื่อมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าปกติ จะมีโอกาสเกิดพายุรุนแรงเพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่า การพบพายุหมุน 3 ลูกเรียงตัวพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิกถือเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ยาก

ทางด้านนายเบนจามิน เคิร์ตแมน นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยไมอามี กล่าวว่า มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงราว 20 ปีที่ผ่านมา และน้ำทะเลที่อุ่นทำหน้าที่เป็นพลังงานให้พายุ ขณะที่อิทธิพลของเอลนีโญทำให้แรงลมในแนวดิ่งเหนือแปซิฟิกลดลง ซึ่งเป็นสภาพที่เอื้อต่อการทวีกำลังของเฮอริเคน

ขณะเดียวกัน สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ประเมินว่า มีโอกาส 69% ที่ในปีนี้จะกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา และกำลังส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก แม้คาดว่าปรากฏการณ์จะขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม.

ที่มา AFP

อูเบอร์เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับในลอนดอนครั้งแรก ใช้เทคโนโลยี AI จาก Wayve

อูเบอร์เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับในลอนดอนครั้งแรก ใช้เทคโนโลยี AI จาก Wayve

3 ก.ย. 2569 09:49 น.

อูเบอร์เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับในลอนดอนครั้งแรก ใช้เทคโนโลยี AI จาก Wayve

Uber และ Wayve เปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในลอนดอน แต่ระยะแรกยังมีเจ้าหน้าที่มนุษย์นั่งควบคุมรถ ขณะที่ยังไม่กำหนดวันให้บริการแบบไร้คนขับเต็มรูปแบบ

วันที่ 3 กันยายน 2569 บริษัทอูเบอร์ (Uber) เปิดให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือโรโบแท็กซี่ เชิงพาณิชย์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จาก เวย์วี (Wayve) สตาร์ตอัพด้าน AI ของอังกฤษ ทำให้ลอนดอนเป็นเมืองแห่งที่ 2 ในยุโรปต่อจากกรุงซาเกร็บของโครเอเชียที่ Uber ให้บริการโรโบแท็กซี่ โดยการให้บริการในระยะแรกจะเป็นการทยอยเปิดใช้งาน เริ่มจากรถประมาณหลักสิบคัน และยังมีเจ้าหน้าที่มนุษย์นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเพื่อควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร

โดยนายเวนดี ลี หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Uber ระบุว่า บริษัทจะเริ่มต้นจากการให้บริการในวงจำกัด ก่อนทยอยขยายจำนวนรถเพิ่มเติม ขณะที่ค่าโดยสารในช่วงแรกจะคิดในอัตราเดียวกับการเรียกรถทั่วไป 

รายงานข่าวระบุว่า การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ Wayve เป็นบริษัทแรกที่นำบริการโรโบแท็กซี่ออกให้ประชาชนใช้ในกรุงลอนดอน ก่อนคู่แข่งอย่าง Waymo ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Baidu บริษัทเทคโนโลยีจากจีน ซึ่งร่วมมือกับ Lyft

อย่างไรก็ตาม Uber และ Wayve ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเปิดให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับเต็มรูปแบบเมื่อใด ขณะที่ Waymo ระบุว่ามีแผนนำรถที่ไม่มีคนอยู่หลังพวงมาลัยออกให้บริการรับผู้โดยสารภายในสิ้นปีนี้ หากได้รับอนุมัติจากรัฐบาลอังกฤษ.

ที่มา AFP

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า

3 ก.ย. 2569 09:41 น.

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนฝนตกหนักในพื้นที่ตั้งแต่ภาคตะวันตกถึงตะวันออกในช่วงหลายวันข้างหน้า หลังพายุโซนร้อนกรอวาญ เคลื่อนตัวใกล้แนวฝนและทำให้มีความชื้นเพิ่มขึ้น

วันที่ 3 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เตือนว่า พื้นที่ตั้งแต่ภาคตะวันตกถึงภาคตะวันออกของประเทศอาจเผชิญฝนตกหนักในช่วงหลายวันข้างหน้า เนื่องจากพายุโซนร้อนกรอวาญ (Kravanh) และแนวฝนมีแนวโน้มเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ทำให้รูปแบบความกดอากาศโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยระบุว่า พายุโซนร้อนกรอวาญไม่มีกำลังแรงมาก และกำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือมุ่งหน้าไปทางโอกินาวาและหมู่เกาะอามามิ จนถึงวันศุกร์ ก่อนมีแนวโน้มเคลื่อนตัวช้าลงและหยุดนิ่ง

ขณะเดียวกัน แนวฝนในฤดูใบไม้ร่วงบริเวณตอนเหนือของญี่ปุ่นคาดว่าจะเคลื่อนตัวลงมาทางใต้ และหยุดนิ่งอยู่เหนือพื้นที่ตั้งแต่ภาคตะวันตกถึงภาคตะวันออกตั้งแต่วันพฤหัสบดี ทำให้มีโอกาสเกิดฝนตกหนักเป็นวงกว้าง

นายนางายามะ ริวจิ เจ้าหน้าที่อาวุโสกล่าวว่า สภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดฝนตกหนักจะยังคงดำเนินต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศล่าสุดอย่างใกล้ชิด และอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนที่ทางการจะประกาศคำเตือนฉุกเฉินระดับ 4 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าพื้นที่ใดจะมีฝนตกหนักและปริมาณฝนจะมากเพียงใด เนื่องจากตำแหน่งของพายุและแนวฝนยังมีความไม่แน่นอน โดยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเพียงเล็กน้อยอาจทำให้บริเวณที่เกิดกลุ่มเมฆฝนเปลี่ยนไปด้วย

นิวยอร์กซิตี้ประกาศห้ามโรงเรียนใช้ AI ในห้องเรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.2

นิวยอร์กซิตี้ประกาศห้ามโรงเรียนใช้ AI ในห้องเรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.2

3 ก.ย. 2569 09:05 น.

นิวยอร์กซิตี้ประกาศห้ามโรงเรียนใช้ AI ในห้องเรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.2

นครนิวยอร์กสั่งระงับการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์ในโรงเรียนรัฐบาล ตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงม.2 เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมจำกัดเวลาใช้หน้าจอ

วันที่ 3 กันยายน 2569 ทางการนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ประกาศห้ามนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลตั้งแต่ระดับอนุบาล 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรการจำกัดการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนของเขตการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดยมาตรการนี้ครอบคลุมนักเรียนเกือบ 600,000 คน หรือเกือบสองในสามของนักเรียนทั้งหมด 

นายซอห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ระบุว่า เขตการศึกษาจะยุติหรือปิดการทำงานของฟังก์ชัน AI ในโปรแกรมที่เคยอนุญาตให้ใช้งานมากกว่า 38 โปรแกรม ซึ่งไม่ผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลรูปแบบใหม่ โดยระบุว่า นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน รวมถึงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครู ท่ามกลางความกังวลเพิ่มขึ้นว่า AI และการใช้หน้าจอมากเกินไปอาจส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก รวมถึงก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

ทั้งนี้ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมปลาย จะยังสามารถใช้เครื่องมือ AI ได้บางประเภท และจะมีการเปิดหลักสูตรด้านการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับ AI ขณะที่แชตบอตที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนพูดคุย รวมถึงบริการยอดนิยมอย่าง ChatGPT และ Claude จะถูกบล็อกไม่ให้ใช้งานในทุกระดับชั้น นอกจากนี้ เขตการศึกษาจะจำกัดเวลาใช้หน้าจอของนักเรียนตามระดับชั้น โดยมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนพิการและนักเรียนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ ขณะที่ครูยังสามารถใช้ AI ช่วยวางแผนการสอนและงานด้านการปฏิบัติงานอื่นๆ ได้ แต่ห้ามใช้ AI ในการให้คะแนนหรือประเมินผลนักเรียน.

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

3 ก.ย. 2569 09:04 น.

สะพานชิคาโกค้างกลางอากาศ หลังเปิดให้เรือผ่านแล้วปิดไม่ลง เหตุจากอากาศร้อนจัดจนโครงเหล็กขยายตัว

สะพานรถข้ามในเมืองชิคาโก ของสหรัฐฯ ยกค้างอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง หลังเปิดสะพานเพื่อให้เรือแล่นผ่าน แต่อากาศร้อนจัดทำให้เหล็กขยายตัวจนปิดไม่ลง จนท.ต้องนำเรือดับเพลิงมาฉีดน้ำเพื่อช่วยลดความร้อน

เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 2 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำชิคาโกใกล้กับ Navy Pier โดยเป็นการยกสะพานตามกำหนด เพื่อเปิดทางให้เรือ Spirit of Chicago ซึ่งเป็นเรือรับประทานอาหารและท่องเที่ยวในแม่น้ำผ่านเข้า-ออกพื้นที่ 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเรือผ่านไปแล้ว สะพานกลับไม่สามารถลดระดับลงจนปิดสนิทได้ โดยกระทรวงคมนาคมเมืองชิคาโก หรือ CDOT ระบุว่า เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อน ทำให้ชิ้นส่วนของสะพานเกิดการขยายตัวจากความร้อน (thermal expansion) ทำให้ยกสะพานลงตามเดิมไม่ได้ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองชิคาโกต้องนำเรือออกไปบริเวณแม่น้ำ ก่อนใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำจำนวนมากขึ้นไปยังโครงสร้างสะพาน เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของโลหะ

วิธีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการขยายตัวของชิ้นส่วนโลหะ ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็พยายามปรับและแก้ไขกลไกของสะพาน เพื่อให้สามารถลดระดับลงได้อย่างปลอดภัย 

เหตุการณ์ทำให้การจราจรบน DuSable Lake Shore Drive ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญของชิคาโกติดขัดอย่างหนัก รถยนต์ต้องชะลอและเปลี่ยนเส้นทาง ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องหยุดรออยู่บริเวณสะพาน 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ชิคาโกกำลังเผชิญคลื่นความร้อน โดยมีการประกาศ Heat Advisory ในพื้นที่ และคาดว่าดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริง อาจสูงถึง 100-110 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 38-43 องศาเซลเซียส 

รายงานจาก Chicago Sun-Times ระบุว่า อุณหภูมิในช่วงบ่ายพุ่งแตะประมาณ 90 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 32 องศาเซลเซียส ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ เตือนถึงสภาพอากาศร้อนจัดในพื้นที่ 

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปัญหาลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยการยกสะพานตามกำหนดการในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมักเกิดขึ้นในช่วงที่อุณหภูมิไม่สูงมากนัก 

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถทำให้สะพานปิดลงได้อย่างสมบูรณ์ และเปิดการจราจรอีกครั้งในเวลาประมาณ 14.30 น. หรือหลังจากสะพานค้างอยู่ในตำแหน่งยกขึ้นนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 

ปัญหาสะพานในชิคาโกค้างหลังยกเพื่อเปิดทางให้เรือผ่านเคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยในอดีตสะพานหลายแห่งของเมืองเคยมีปัญหาคล้ายกันจากการที่โลหะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน และเจ้าหน้าที่เคยใช้วิธีฉีดน้ำเพื่อทำให้โครงสร้างเย็นลงและหดตัวจนสามารถปิดสะพานได้.

ที่มา : AP

เกิดเหตุกราดยิงกลางเมืองมินนิแอโพลิส เจ็บ 7 ราย รวมตำรวจ 2 นาย มือปืนดับคาที่

เกิดเหตุกราดยิงกลางเมืองมินนิแอโพลิส เจ็บ 7 ราย รวมตำรวจ 2 นาย มือปืนดับคาที่

3 ก.ย. 2569 08:36 น.

เกิดเหตุกราดยิงกลางเมืองมินนิแอโพลิส เจ็บ 7 ราย รวมตำรวจ 2 นาย มือปืนดับคาที่

เกิดเหตุระทึก คนร้ายกราดยิงในย่านใจกลางเมืองมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บ 7 ราย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่มือปืนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

วันที่ 3 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงบริเวณอพาร์ทเมนต์พักอาศัย ในย่านใจกลางเมืองมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตหลังก่อเหตุ ขณะที่ตำรวจ 2 นายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เสียงปืนดังขึ้นบริเวณชั้นบนของอาคาร เมื่อเข้าตรวจสอบอาคารเมื่อเวลาประมาณ 16.39 น. ตามเวลาท้องถิ่น พบเหยื่อรายแรกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนรายที่ 2 เสียชีวิตหลังถูกนำตัวส่งศูนย์การแพทย์เฮนเนพิน เคาน์ตี ขณะที่ตำรวจ 2 นายถูกยิงได้รับบาดเจ็บ โดยนายหนึ่งถูกยิงที่ขา แต่อาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนอีกนายต้องเข้ารับการผ่าตัด

ทางด้านนายเจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากย่านลอริงพาร์ก ขณะที่จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ต้องสงสัย ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์

ขณะที่นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา แสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้ปฏิบัติงานในเหตุการณ์ ส่วนทางด้านนายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ ระบุว่า เอฟบีไอได้ส่งทรัพยากรและกำลังสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่แล้ว.

 ที่มา AFP

ดับทะลุ 1,200 ศพ กู้ภัยเนปาลยังไม่หมดหวัง เร่งหาผู้รอดชีวิตที่ติดในอุโมงค์

ดับทะลุ 1,200 ศพ กู้ภัยเนปาลยังไม่หมดหวัง เร่งหาผู้รอดชีวิตที่ติดในอุโมงค์

3 ก.ย. 2569 05:32 น.

ดับทะลุ 1,200 ศพ กู้ภัยเนปาลยังไม่หมดหวัง เร่งหาผู้รอดชีวิตที่ติดในอุโมงค์

หน่วยกู้ภัยเนปาลกำลังเร่งมือแข่งกับเวลา เพื่อเข้าถึงผู้สูญหายนับร้อยคนที่ติดอยู่ในอุโมงค์ของโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำ โดยยังไม่หมดหวังแม้เวลาจะผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติ

ทีมกู้ภัยเร่งทำงานอย่างหนักเมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) เพื่อเข้าถึงคนงานนับร้อยคนที่คาดว่าติดอยู่ภายในอุโมงค์โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในแถบเทือกเขาของเนปาล ซึ่งนับเป็นหนึ่งในความหวังสุดท้ายที่จะพบผู้รอดชีวิต หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัยคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1,200 ศพ

น้ำท่วมดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการพังทลายของธารน้ำแข็งใกล้พรมแดนเนปาลติดกับจีน ส่งผลให้เมืองและหุบเขาตลอดแนวเทือกเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วมีอย่างน้อย 1,204 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 4,200 คน

ความพยายามในการกู้ภัยมุ่งเน้นไปที่อุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมากขึ้น เนื่องจากทางการเชื่อว่าคนงานอาจยังรอดชีวิตอยู่ หลังจากถูกตัดขาดจากกระแสน้ำและเศษซากความเสียหาย โดยอุโมงค์บางจุดมีช่องที่มีการส่งอากาศเข้าไปเลี้ยง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังพยายามเข้าถึงคนงานที่สูญหายราว 900 คน

“เรามั่นใจมากว่ายังมีชีวิตอยู่ข้างในนั้น เพราะ… มีอาหารและน้ำอยู่ในตัวอาคาร ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารและเป็นสถานที่พักผ่อน” อัมชู กิรัน ชาฮี (Amshu Kiran Shahi) กรรมการบริหารการไฟฟ้าเนปาล กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ทางการระบุว่า โอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตในจุดอื่นเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ แต่ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินไปอย่างไม่ลดละ โดยทีมกู้ภัยได้ค้นหาตามแนวไหล่เขาบริเวณชายแดนติดกับจีน ซึ่งเป็นจุดที่กระแสน้ำพัดถล่มเมืองและหุบเขาจนพังราบ

“ความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตกำลังลดลงเรื่อยๆ” พนินทรา เปาเดล (Phanindra Paudel) เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแห่งชาติเนปาล กล่าว “เราได้แต่ภาวนาและมีความหวัง ความหวังก็คือความหวัง”

ขณะที่นายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ กล่าวต่อรัฐสภาว่า การค้นหาจะดำเนินต่อไป “สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดยังชัดเจน นั่นคือการดำเนินปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยต่อไป ค้นหาผู้ที่ยังคงสูญหาย และให้ความช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการกู้ภัยขนาดใหญ่กำลังดำเนินอยู่หรืออยู่ในแผนงาน ที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 4 แห่ง โดยมีทีมกู้ภัยเชี่ยวชาญพิเศษจากอินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมในความพยายามกู้ภัยภายในอุโมงค์ครั้งนี้ด้วย

ชาฮีกล่าวว่า มี 2 จุดที่มีผู้สูญหายราว 90 คน ซึ่งถือเป็นจุดที่มีหวังพบผู้รอดชีวิตมากที่สุด เนื่องจากมีอากาศอยู่ภายในอุโมงค์ โดยเฉพาะที่โครงการ “ตรีศูลี-3เอ” (Trishuli-3A) เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีห้องที่แห้งอยู่ข้างใน และคาดว่ามีออกซิเจนไหลเวียนผ่านอุโมงค์ โดยมีการใช้ท่อส่งออกซิเจนเข้าไปข้างในเพิ่มเติมด้วย

ขณะที่ในฝั่งทิเบตข้ามชายแดนไปนั้น ประเทศจีนได้ปรับเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตเป็น 21 ศพ และยังมีผู้สูญหายอยู่อีก 541 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อูเบอร์เตรียมปลดพนักงาน 10% เยอะสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด

อูเบอร์เตรียมปลดพนักงาน 10% เยอะสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด

3 ก.ย. 2569 04:47 น.

อูเบอร์เตรียมปลดพนักงาน 10% เยอะสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด

บริษัท อูเบอร์ เตรียมปลดพนักงานกว่า 10% ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เพื่อรับมือกับการเติบโตของบริการแท็กซี่ไร้คนขับ ที่กำลังเข้ามาตีตลาดธุรกิจบริการเรียกรถ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2569 ว่า บริษัท อูเบอร์ (Uber) เทคโนโลยีส์ เตรียมปลดพนักงานประมาณ 3,300 คน หรือคิดเป็น 10% ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งเป็นการลดขนาดองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อรับมือกับการเติบโตของบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ที่เริ่มเข้ามารุกตลาดธุรกิจบริการเรียกรถ

ดารา คอสโรวชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุในบันทึกถึงพนักงานเมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) ว่า การปลดพนักงานในครั้งนี้จะช่วยลดชั้นการบริหารและลดความซับซ้อนขององค์กร ซึ่งขยายตัวขึ้นในช่วงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจ

คอสโรวชาฮีไม่ได้โทษความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าเป็นเพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าความพยายามในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยให้เกิดการปลดพนักงานระลอกใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปีนี้ก็ตาม โดยเว็บไซต์ติดตามผล layoffs.fyi ระบุตัวเลขรวมผู้ถูกปลดพนักงานไว้ที่มากกว่า 123,000 คน จากเกือบ 390 บริษัท

“องค์กรที่กระชับขึ้นจะหมายถึงขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น การตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น และมีเวลาสำหรับการพัฒนาสร้างสรรค์มากกว่าการประสานงาน อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเราตั้งใจจะนำกลับไปลงทุนใหม่เพื่อการเติบโต นวัตกรรม และศักยภาพที่จะมีความสำคัญที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” คอสโรวชาฮีกล่าว

ราคาหุ้นของอูเบอร์ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2% หลังจากมีประกาศดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นอูเบอร์เป็นหุ้นในกลุ่มดัชนี S&P500 ที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก และต่ำกว่าบริษัทคู่แข่งอย่าง Lyft โดยในปีนี้อูเบอร์ปรับตัวลดลงเกือบ 8% จากความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มรับส่งอาหารอย่าง DoorDash, Instacart และแพลตฟอร์มจัดส่งท้องถิ่น ต่างสร้างแรงกดดันต่อ Uber Eats ทำให้บริษัทต้องหันไปพึ่งพาการเข้าซื้อกิจการ เช่น การเข้าซื้อ Delivery Hero มูลค่า 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อขยายขนาดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในความกังวลของ Uber มาจากรายงานเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่าง Uber และ Waymo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดย Waymo ได้เปิดให้เรียกใช้บริการรถของตนผ่านแอปพลิเคชัน Uber ในเมืองออสตินและแอตแลนตา

ขณะเดียวกัน Waymo ก็ได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ โดยไม่ผ่าน Uber เช่นเดียวกับคู่แข่งอย่าง Tesla ที่เพิ่มการลงทุนในธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับเป็นเท่าตัว สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นความกังวลว่า การเพิ่มขึ้นของฝูงรถยนต์ไร้คนขับอาจเข้ามาลดทอนบทบาทของ Uber ในฐานะตัวกลางที่ทำกำไรระหว่างยานพาหนะและผู้โดยสาร

เพื่อปกป้องตำแหน่งในตลาด Uber มีแผนที่จะทุ่มเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเป็นการสนับสนุนบริษัทต่างๆ ที่พัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ และวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางหลักสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ไร้คนขับ

การปลดพนักงานครั้งนี้ ถือเป็นการลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของ Uber นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งในตอนนั้นวิกฤตความต้องการที่ลดลงจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้บริษัทต้องปรับลดตำแหน่งงานไปถึง 6,700 ตำแหน่ง หรือเกือบ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด

นอกจากนี้ Uber ยังต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังจากพนักงานใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยีดังกล่าวของปี 2569 หมดเกือบทั้งหมดภายในเวลาเพียงสี่เดือนเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ก.คลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รูปหน้า โดนัลด์ ทรัมป์

ก.คลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รูปหน้า โดนัลด์ ทรัมป์

3 ก.ย. 2569 02:56 น.

ก.คลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รูปหน้า โดนัลด์ ทรัมป์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกเหรียญ 1 ดอลลาร์รุ่นใหม่ ที่มีรูปใบหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐฯ ท่ามกลางคำถามว่า การทำเช่นนี้จะผิดกฎหมายหรือไม่

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกเหรียญราคา 1 ดอลลาร์ที่มีใบหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งสหรัฐอเมริกา นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่มีการนำภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่ประทับลงบนเหรียญซึ่งใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

เหรียญดังกล่าวจะถูกจำหน่ายในราคา 61 ดอลลาร์ (ราว 2,000 บาท) ต่อ 1 ห่อ (25 เหรียญ) ซึ่งคิดเป็นราคาที่บวกเพิ่มขึ้นถึง 144% จากมูลค่าของเหรียญ ส่วนถุงบรรจุ 100 เหรียญ วางจำหน่ายในราคา 154.50 ดอลลาร์ (ราว 5,110 บาท)

ตอนที่กระทรวงการคลังประกาศแผนการนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหรียญดังกล่าวจะมีมูลค่าทางเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย หรือเป็นเพียงเหรียญที่ระลึกเท่านั้น แต่เมื่อวันพุธ โรงกษาปณ์สหรัฐฯ (US Mint) ระบุว่าเหรียญเหล่านี้ “จะถูกนำออกหมุนเวียนในระบบด้วย”

การนำใบหน้าของทรัมป์ไปอยู่บนเหรียญที่มีมูลค่าชำระหนี้ตามกฎหมาย ขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ ที่ระบุไว้ว่า ห้ามนำภาพประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่ไปปรากฏบนเงินตราของสหรัฐฯ

ทรัมป์ได้ท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติและข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างรุนแรงในการผลักดันเพื่อรื้อโครงสร้างสถาบันต่างๆ ของสหรัฐฯ ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ซึ่งรวมถึงการนำชื่อของเขาไปติดที่ศูนย์ศิลปะเคเนดี และการทุบทำลายปีกตะวันออก (East Wing) ของทำเนียบขาวเพื่อสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่

เหรียญรุ่นใหม่นี้มีใบหน้าของทรัมป์อยู่ด้านหนึ่ง พร้อมข้อความ “Liberty” (เสรีภาพ) และ “In God We Trust” (เราเชื่อมั่นในพระเจ้า) นอกจากนี้ยังระบุปี ค.ศ. 1776-2026 เพื่อสื่อความหมายถึงการครบรอบ 250 ปีแห่งอิสรภาพของสหรัฐฯ

ส่วนอีกด้านหนึ่งของเหรียญเป็นตราประทับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เวอร์ชันพิเศษ ซึ่งเป็นรูปนกอินทรีถือลูกธนูและกิ่งมะกอก โดยมีโล่ที่ระบุตัวเลข “250” ปิดทับอยู่

นี่เป็นเพียงความเคลื่อนไหวล่าสุดในแคมเปญของทรัมป์ ที่ต้องการนำใบหน้าและชื่อของตัวเองไปอยู่บนเงินตราของสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ากระทรวงของเขากำลังดำเนินแผนการออกธนบัตรราคา 250 ดอลลาร์รุ่นใหม่ที่มีใบหน้าของทรัมป์

เขายอมรับว่าการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องให้สภาคองเกรสแก้ไขกฎหมายที่ห้ามไม่ให้บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ปรากฏบนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนมีนาคม กระทรวงการคลังประกาศว่า จะออกธนบัตรที่มีลายเซ็นของนายทรัมป์ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกที่ธนบัตรสหรัฐฯ จะมีลายเซ็นของประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna