ทรัมป์โว การตรวจร่างกายประจำปี เป็นไปด้วยดีไร้ที่ติ

ทรัมป์โว การตรวจร่างกายประจำปี เป็นไปด้วยดีไร้ที่ติ

27 พ.ค. 2569 03:20 น.

ทรัมป์โว การตรวจร่างกายประจำปี เป็นไปด้วยดีไร้ที่ติ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า การตรวจร่างกายประจำปีผ่านพ้นไปด้วยดีไร้ที่ติ ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองเรื่องสุขภาพของเขา ซึ่งแสดงอาการผิดปกติหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อ 26 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปีของตนนั้นผ่านพ้นไปด้วยดีอย่าง “ไร้ที่ติ” ในขณะที่ประเด็นด้านสุขภาพของเขา ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 80 ปีในเดือนหน้า กำลังถูกจับตามองอย่างมาก

การตรวจร่างกายในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของทรัมป์นับตั้งแต่กลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวเมื่อปีก่อน และเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการคาดเดาที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขา รวมถึงรอยฟกช้ำที่ปรากฏบนมือ และอาการง่วงนอนอย่างเห็นได้ชัดระหว่างการประชุม

“ทุกอย่างผ่านการตรวจเช็กอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระหว่างนั่งรถเดินทางกลับมายังทำเนียบขาวจากโรงพยาบาลทหาร วอลเตอร์ รีด ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง มักจะออกมาโอ้อวดอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางร่างกายและสติปัญญาของเขา เมื่อเปรียบเทียบกับโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ที่ปัญหาสุขภาพเป็นเหตุให้ต้องถอนตัวจากการลงสมัครเลือกตั้งครั้งล่าสุด

เขากล่าวในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “ผมยังรู้สึกเหมือนเดิมกับเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่มีผิด” แม้ว่าเขาจะนิยมทานอาหารฟาสต์ฟู้ด สเต็ก และดื่มไดเอทโค้ก (Diet Coke) พร้อมกล่าวเสริมอย่างติดตลกว่า “บางทีฟาสต์ฟู้ดอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้”

แต่ทรัมป์เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในเรื่องข้อมูลสุขภาพของเขา โดยเมื่อปีที่แล้วทรัมป์เข้ารับการตรวจร่างกาย 2 ครั้ง คือการตรวจตามกำหนดในเดือนเมษายน และการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าในเดือนตุลาคม ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับสุขภาพของเขา

เมื่อฤดูร้อนปีก่อน ทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้รับการตรวจประเมินอาการขาบวม และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำส่วนปลายบกพร่องเรื้อรัง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเกิดจากลิ้นหัวใจในหลอดเลือดดำทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไปสะสมจนทำให้เกิดอาการบวม เป็นตะคริว และเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีผู้พบเห็นว่าทรัมป์มีอาการข้อเท้าบวมอยู่บ่อยครั้ง

นับตั้งแต่กลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวในปี 2568 ทรัมป์มักปรากฏตัวพร้อมกับรอยฟกช้ำที่มือขวา ซึ่งมักจะถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องสำอางอยู่เสมอ แต่ทางทำเนียบขาวชี้แจงว่า รอยดังกล่าวเกิดจากการที่เขารับประทานยาแอสไพริน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด “ตามมาตรฐาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน

อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน

27 พ.ค. 2569 01:54 น.

อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน

ชาวอิหร่านบางส่วนเริ่มกลับมาใช้งานอินเทอร์เน็ตได้แล้ว หลังจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ปะทุขึ้น ทำให้เน็ตถูกตัดไปนานถึง 88 วัน แต่การเชื่อมต่อมาพร้อมกับข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อ 26 พ.ค. 2569 นายโมฮัมหมัด เรซา อาเรฟ รองประธานาธิบดีลำดับที่ 1 ของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สัญญาณอินเทอร์เน็ตเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วในบางส่วนของประเทศ หลังจากที่ถูกตัดขาดไปกว่า 88 วันนับตั้งแต่สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลปะทุขึ้น

“ก้าวแรกสู่การเข้าถึงพื้นที่ไซเบอร์อย่างเสรีและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว” นายอาเรฟระบุ

เน็ตบล็อกส์ (Netblocks) และ เคนทิก (Kentik) สององค์กรเฝ้าระวังระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รายงานว่า มีการกู้คืนระบบอินเทอร์เน็ตกลับมาได้ “บางส่วน” เมื่อเวลาประมาณ 13:00 น. วันอังคาร ตามเวลากรีนิช (GMT) อย่างไรก็ตาม ทางเคนทิกออกมาเตือนว่าเครือข่ายส่วนใหญ่ในประเทศยังคงใช้งานไม่ได้

รัฐบาลอิหร่านได้สั่งตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั้งหมด หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. อ้างว่าทำเพื่อป้องกันการสอดแนม การจารกรรมข้อมูล และการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งนี่นับเป็นการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตระดับชาติที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

เคนเทนต์ครีเอเตอร์รายหนึ่งในกรุงเตหะรานของอิหร่านบอกกับสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ว่า เขาเริ่มกลับมาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านไวไฟ (WiFi) ที่บ้านได้แล้วในวันอังคาร และ “ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ รายได้บางส่วนของผมกำลังจะกลับคืนมา”

ทางเน็ตบล็อกส์ระบุว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการกลับมาใช้งานอินเทอร์เน็ตในครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และให้ข้อมูลกับบีบีซีว่า ลักษณะการกลับมาของสัญญาณสอดคล้องกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งมีการยกเลิกมาตรการตัดสัญญาณในอดีต ซึ่งกระบวนการกู้คืนระบบทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง

“การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังไม่ได้กลับคืนสู่สภาพเดิมทั้งหมดทั่วทั้งประเทศ โดยยังคงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค” อิซิก เมเตอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของเน็ตบล็อกส์กล่าวเมื่อวันอังคาร

เมเตอร์กล่าวเสริมว่า มีสัญญาณที่บ่งชี้ถึง “การปิดกั้นและคัดกรองเนื้อหาที่เข้มข้นกว่าเดิม” เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่เคยเกิดการตัดอินเทอร์เน็ตในลักษณะเดียวกันระหว่างที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มข้อจำกัดให้แอปพลิเคชันส่งข้อความอย่าง วอตส์แอปป์ (WhatsApp) ด้วย

“นั่นหมายความว่าในเวลานี้ หลายๆ ครอบครัวอาจจะยังคงประสบความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับผู้เป็นที่รัก” นายเมเตอร์ระบุ “จากสถิติที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการกู้คืนระบบอินเทอร์เน็ตหลังจากสั่งปิดไปในอิหร่าน สัญญาณจะกลับมาพร้อมกับข้อจำกัดที่หนักหน่วงขึ้นและการควบคุมที่เข้มงวดมากกว่าเดิมเสมอ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี ไม่กี่วันก่อนอายุครบ 80 ปี

ทรัมป์เข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี ไม่กี่วันก่อนอายุครบ 80 ปี

27 พ.ค. 2569 00:00 น.

ทรัมป์เข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี ไม่กี่วันก่อนอายุครบ 80 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว ไม่กี่วันก่อนจะถึงวันเกิดอายุครบ 80 ปีของเขา ท่ามกลางการตั้งคำถามเรื่องสุขภาพของเขาที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี ท่ามกลางกระแสการคาดเดาต่างๆ นานาที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพของเขา และเพียงไม่กี่วันก่อนที่จะถึงวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 80 ปีของผู้นำสหรัฐฯ รายนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง มักจะออกมาโอ้อวดอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางร่างกายและสติปัญญาของเขา เมื่อเปรียบเทียบกับโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ที่ปัญหาสุขภาพเป็นเหตุให้ต้องถอนตัวจากการลงสมัครเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ทว่า การเข้ารับการตรวจร่างกายและทำฟันของทรัมป์ ณ โรงพยาบาลทหาร “วอลเตอร์ รีด” (Walter Reed) ใกล้กรุงวอชิงตันในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการง่วงนอนอย่างเห็นได้ชัดของเขาระหว่างการประชุม รวมถึงรอยฟกช้ำที่ปรากฏบนมือของเขา

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP ซึ่งร่วมเดินทางไปกับขบวนรถประจำตำแหน่งประธานาธิบดีรายงานว่า ทรัมป์เดินทางมาถึงโรงพยาบาลเมื่อเวลาประมาณ 08:50 น.วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยตามกำหนดการประจำวันระบุว่า เขามีกำหนดเข้าร่วมประชุมหารือด้านนโยบายที่ทำเนียบขาวในเวลา 13:30 น.วันเดียวกัน ซึ่งเรื่องสงครามอิหร่านเป็นวาระสำคัญสูงสุด

โดยปกติแล้ว ทำเนียบขาวจะเปิดเผยสรุปผลการตรวจร่างกายของประธานาธิบดีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม ขอบเขตของรายละเอียดที่จะเปิดเผยนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทำเนียบขาวแต่เพียงผู้เดียว

นายทรัมป์จะมีอายุครบ 80 ปีในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะตรงกับการจัดแข่งขันชกมวยกรง UFC บริเวณสนามหญ้าของทำเนียบขาว โดยคาดว่าจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมงานหลายพันคน

ทั้งนี้ ทรัมป์เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในเรื่องข้อมูลสุขภาพของเขา โดยเมื่อปีที่แล้วทรัมป์เข้ารับการตรวจร่างกาย 2 ครั้ง คือการตรวจตามกำหนดในเดือนเมษายน และการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าในเดือนตุลาคม ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับสุขภาพของเขา

เมื่อฤดูร้อนปีก่อน ทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้รับการตรวจประเมินอาการขาบวม และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำส่วนปลายบกพร่องเรื้อรัง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเกิดจากลิ้นหัวใจในหลอดเลือดดำทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไปสะสมจนทำให้เกิดอาการบวม เป็นตะคริว และเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีผู้พบเห็นว่าทรัมป์มีอาการข้อเท้าบวมอยู่บ่อยครั้ง

นับตั้งแต่กลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวในปี 2568 ทรัมป์มักปรากฏตัวพร้อมกับรอยฟกช้ำที่มือขวา ซึ่งมักจะถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องสำอางอยู่เสมอ แต่ทางทำเนียบขาวชี้แจงว่า รอยดังกล่าวเกิดจากการที่เขารับประทานยาแอสไพริน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด “ตามมาตรฐาน”

ภายหลังการตรวจร่างกายในเดือนตุลาคม ทรัมป์กล่าวว่าผลการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ในการเข้าพบแพทย์ครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่า สุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือดของเขานั้น “ยอดเยี่ยมมาก”

ขณะที่ นาวาเอก นพ. ชอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำตัวของนายทรัมป์จากกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุในจดหมายที่ทำเนียบขาวนำมาเปิดเผยในเวลานั้นว่า อายุหัวใจของทรัมป์ “ถูกพบว่ามีอายุอ่อนกว่าอายุจริงตามปฏิทินถึงประมาณ 14 ปี”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง

จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง

26 พ.ค. 2569 23:09 น.

จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง

ทางการจีนดำเนินการประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุวางยาพิษสังหารมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเกมรายใหญ่ของจีนเมื่อ 6 ปีก่อนแล้ว จากความไม่พอใจที่ถูกลดบทบาทในบริษัท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 พ.ค. 2569 ว่า ทางการจีนดำเนินการประหารชีวิตนาย สวี่ เหยา (Xu Yao) ผู้ก่อเหตุวางยาพิษฆาตกรรมนาย หลิน ฉี (Lin Qi) มหาเศรษฐีและเจ้าของบริษัทเกมชื่อดังของจีนอย่าง บริษัท ยูซู เกมส์ (Yoozoo Games)

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ในปี 2563 สวี่ เหยา ลงมือวางยาพิษสังหาร หลิน ฉี เนื่องจากเกิดความไม่พอใจหลังจากเขาถูกหลินลดบทบาทในบริษัท ทั้งที่ตัวเขาเพิ่งช่วยให้หลินบรรลุข้อตกลงสร้างภาพยนตร์กับทาง Netflix ได้ไม่นานก่อนหน้านั้น

บริษัท ยูซู เกมส์ ของหลิน เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงภาพยนตร์จากนวนิยายวิทยาศาสตร์ไตรภาคของจีน ซึ่งต่อมา Netflix ได้นำไปสร้างเป็นซีรีส์เรื่อง 3 Body Problem

สวี่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2567 และการประหารชีวิตของเขา ซึ่งรายงานระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ได้รับการยืนยันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผ่านแถลงการณ์ของบริษัท ยูซู เกมส์ ซึ่งระบุในแถลงการณ์ว่า “ในที่สุดความยุติธรรมก็บังเกิด”

“พวกเราขอไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งต่อคุณหลิน และขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจไปยังครอบครัวของเขา” แถลงการณ์ระบุ “ในฐานะเพื่อนร่วมงานที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา สมาชิกทุกคนในบริษัทรู้สึกซาบซึ้งในความเที่ยงธรรมของกระบวนการยุติธรรม”

ทั้งนี้ นวนิยายวิทยาศาสตร์ไตรภาคเรื่อง 3 Body Problem อ้างอิงมาจากหนังสือชุด Remembrance of Earth’s Past ของหลิว ฉือซิน นักเขียนชาวจีน หนังสือชุดนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาจีน และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบ 30 ภาษา รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจในการนำไปดัดแปลงเป็นผลงานอื่นๆ อีกมากมาย

โดยเวอร์ชันที่ Netflix นำไปดัดแปลงในปี 2024 ได้กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่มีผู้ชมมากที่สุดบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลินได้รับเกียรติให้มีชื่อเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร (Executive Producer) หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว

การเสียชีวิตของหลินสร้างความตกตะลึงให้กับอุตสาหกรรมเกมทั้งในจีนและต่างประเทศ หลินเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ยูซู เกมส์ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเกมที่มีฐานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ และเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากเกมแนววางแผนกลยุทธ์ Game of Thrones: Winter Is Coming

ย้อนกลับไปในปี 2561 หลินได้แต่งตั้งให้สวี่เป็นผู้บริหารบริษัท ทรี-บอดี้ ยูนิเวิร์ส (Three-Body Universe) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ตั้งขึ้นเพื่อจัดการโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแฟรนไชส์นวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องดังกล่าว ทว่า รายงานท้องถิ่นระบุว่าทั้งสองคนเกิดความขัดแย้งกันในปี 2563 เมื่อหลินตัดสินใจมอบหมายให้ผู้บริหารคนอื่นเข้ามาดูแลการดำเนินงานทางธุรกิจแทน

หลังจากนั้น สวี่ได้อำพรางสารพิษร้ายแรงให้อยู่ในรูปของยาเม็ดโปรไบโอติกแล้วนำไปให้หลินทาน ทำให้หลินเกิดอาการป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในเดือนธันวาคม 2563 และเสียชีวิตในอีก 9 วันต่อมาด้วยวัย 39 ปี

ตำรวจสามารถจับกุมตัวสวี่ได้หลังจากหลินถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน โดยนอกเหนือจากการเสียชีวิตของหลินแล้ว แผนการวางยาพิษของสวี่ยังส่งผลให้คนอื่นๆ อีกหลายคนโดนลูกหลงและล้มป่วยด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านจวกสหรัฐฯ ละเมิดหยุดยิงอย่างร้ายแรง ลั่นตอบโต้แน่

อิหร่านจวกสหรัฐฯ ละเมิดหยุดยิงอย่างร้ายแรง ลั่นตอบโต้แน่

26 พ.ค. 2569 21:53 น.

อิหร่านจวกสหรัฐฯ ละเมิดหยุดยิงอย่างร้ายแรง ลั่นตอบโต้แน่

ทางการอิหร่านประณามสหรัฐฯ ว่าละเมิดหยุดยิงอย่างร้ายแรง หลังเปิดฉากโจมตีพื้นที่ในภาคใต้ของประเทศ และประกาศว่า พวกเขาจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้โดยไม่มีการตอบโต้

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 อิหร่านแถลงว่า สหรัฐฯ ได้กระทำการ “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง” หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านระลอกใหม่ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังมีการเจรจาเพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงยุติสงครามที่เริ่มมาตั้งแต่ 28 ก.พ.

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีฐานยิงขีปนาวุธในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน และเรือของอิหร่านที่พยายามจะวางทุ่นระเบิด ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ เรียกปฏิบัติการนี้ว่าเป็นการ “โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง”

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบต่อผลพวงของ “การกระทำที่ก้าวร้าวและไร้ความชอบธรรม” ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งติดกับช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกซึ่งถูกอิหร่านปิดกั้น จนส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น

“สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะไม่ปล่อยให้การกระทำที่ชั่วร้ายใดๆ ลอยนวลไปโดยไม่มีการตอบโต้อย่างแน่นอน และจะไม่ลังเลที่จะปกป้องชาติอิหร่าน” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุ

ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การโจมตีดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการเจรจาที่มีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3% หลังการโจมตี ส่วนจีนก็ออกมาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิง และแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลงจากการเจรจา แต่อาจจะต้อง “ใช้เวลาอีก 2-3 วัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถไฟพุ่งชนรถบัสรับส่งนักเรียนในเบลเยียม เสียชีวิตหลายราย

รถไฟพุ่งชนรถบัสรับส่งนักเรียนในเบลเยียม เสียชีวิตหลายราย

26 พ.ค. 2569 16:53 น.

รถไฟพุ่งชนรถบัสรับส่งนักเรียนในเบลเยียม เสียชีวิตหลายราย

เกิดเหตุรถมินิบัสรับส่งนักเรียน ซึ่งบรรทุกเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่เป็นเด็กพิเศษรวม 7 คน พร้อมคนขับและผู้ดูแล ถูกรถไฟพุ่งชนอย่างรุนแรง บริเวณทางข้ามทางรถไฟ เมืองบุคเกนฮูต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย เจ้าหน้าที่ระบุสัญญาณเตือนและไม้กั้นทางรถไฟทำงานตามปกติในขณะเกิดเหตุ

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (26 พ.ค.) บริเวณทางข้ามทางรถไฟตัดระหว่างถนนสเตชันส์สแตรต และถนนเฟียร์ฮุยเซน  ในเมืองบุคเกนฮูต จังหวัดฟลานเดอร์ตะวันออก ประเทศเบลเยียม

อัน แบร์เกอร์  โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเบลเยียม แถลงยืนยันว่า รถยนต์คันที่ถูกชนเป็นรถมินิบัสรับส่งนักเรียนของโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ซึ่งมีผู้โดยสารอยู่บนรถทั้งหมด 9 คน ประกอบด้วย เด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 7 คน คนขับรถ 1 คน และผู้ดูแลนักเรียนอีก 1 คน โดยแรงกระแทกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุแล้ว “หลายราย” และเจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉินต้องเร่งทำซีพีอาร์ผู้บาดเจ็บในจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน แต่ตำรวจยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดสถานะและจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด จนกว่าจะมีการแจ้งให้ครอบครัวของผู้ประสบภัยทราบเป็นที่เรียบร้อย โดยขณะนี้กลุ่มญาติได้รับการดูแลสภาพจิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญที่โรงเรียนใกล้เคียง

โทมัส บาเคน โฆษกของ อินฟราเบล บริษัทผู้บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานรถไฟของเบลเยียม เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เป็นการปะทะที่รุนแรงมากและนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยจากการตรวจสอบระบบพบว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ สัญญาณไฟจราจรบริเวณทางข้ามเป็นสีแดง และไม้กั้นทางรถไฟได้เลื่อนลงมาปิดสนิทตามกระบวนการความปลอดภัยทุกประการ

“พนักงานขับรถไฟได้พยายามสับเบรกฉุกเฉินอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ด้วยระยะที่กระชั้นชิดทำให้ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน เรากำลังเร่งสอบสวนเพื่อทำความเข้าใจว่ารถบัสคันดังกล่าวเข้าไปอยู่บนรางในเวลานั้นได้อย่างไร แต่ในเวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความห่วงใยและคำอธิษฐานของเราที่มีต่อผู้สูญเสียและครอบครัว” 

ขณะที่ เกียร์ต เฮอร์มันส์ นายกเทศมนตรีเมืองบุคเกนฮูต ระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวขับมาจากทางถนนเคิร์กฮอฟสแตรต ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้ามาบนทางรถไฟทั้งที่ระบบสัญญาณเตือนภัยและไม้กั้นกำลังทำงานอยู่ ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังเร่งกู้หลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

บริษัทรถไฟแห่งชาติเบลเยียม รายงานว่า มีผู้โดยสารอยู่บนขบวนรถไฟดังกล่าวประมาณ 100 คน ซึ่งทั้งหมดไม่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายและได้รับการช่วยเหลืออพยพออกจากขบวนรถโดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอย่างปลอดภัย มีเพียงผู้โดยสาร 1 รายที่อยู่ในอาการช็อกอย่างรุนแรง

หนึ่งในผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนรถไฟขบวนดังกล่าว เล่าถึงนาทีเฉียดตายว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พวกเราได้ยินเสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว รถไฟสั่นสะเทือนจนกระจกหน้าต่างด้านหน้าแตกกระจาย ตอนนั้นพวกเรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง และภาพที่ผมเห็นคือมีคนคนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นคนขับรถมินิบัส ร่างกระเด็นลอยทะลุออกมานอกตัวรถ”

หลังเกิดเหตุสะเทือนใจ อานเนลีส แฟร์ลินเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและความมั่นคงแห่งทะเลเหนือ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ว่า

“ไม่มีคำบรรยายใดที่จะแสดงความรู้สึกต่ออุบัติเหตุชนกันระหว่างรถไฟและรถโรงเรียนที่เมืองบุคเกนฮูตในวันนี้ได้ ดิฉันขอส่งความเห็นอกเห็นใจและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังผู้ประสบภัย เด็กๆ ครอบครัว และทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ขอขอบคุณหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าพื้นที่อย่างรวดเร็วและทำงานอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งทางสำนักงานอัยการจะเข้ามาร่วมติดตามและตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างใกล้ชิด”.

ที่มา HLN.BE / Euronews

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิตจาก “โรคคอตีบ” พบระบาดรุนแรงที่สุดในรอบ 35 ปี

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิตจาก "โรคคอตีบ" พบระบาดรุนแรงที่สุดในรอบ 35 ปี

26 พ.ค. 2569 16:08 น.

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิตจาก “โรคคอตีบ” พบระบาดรุนแรงที่สุดในรอบ 35 ปี

ออสเตรเลียยืนยันพบผู้เสียชีวิตจาก “โรคคอตีบ” รายแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 พบผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 240 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนชนพื้นเมืองพื้นที่ห่างไกล ทางการเร่งฉีดวัคซีนและเปิดคลินิกเฉพาะกิจสกัดการแพร่ระบาด

สตีฟ เอดจิงตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประจำเขตนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี แถลงว่า ผลการชันสูตรพลิกศพจากห้องปฏิบัติการในต่างประเทศยืนยันว่า ชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลรอยัลดาร์วิน มีสาเหตุมาจาก “โรคคอตีบ” ซึ่งถือเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รายแรกของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2018

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงสาธารณสุขนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี ได้ออกมาชี้แจงปฏิเสธกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้จากสำนักข่าว ABC ที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตรายที่สองเป็นชายในแคว้นตอนกลางของออสเตรเลีย โดยยืนยันว่าการเสียชีวิตของคนไข้รายดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรคคอตีบแต่อย่างใด และขอสงวนข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อความเป็นส่วนตัว

ออสเตรเลียเริ่มพบผู้ติดเชื้อคอตีบเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ก่อนจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วในเดือนกุมภาพันธ์ จนต้องมีการประกาศสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา โดยความรุนแรงในระลอกนี้กระจายตัวไปใน 4 รัฐหลัก ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในปีนี้พุ่งสูงถึงอย่างน้อย 242–245 ราย แหล่งระบาดสำคัญอยู่ในชุมชนพื้นเมืองห่างไกล โดยพบว่านอร์เทิร์นเทอร์ริทอรีวิกฤตที่สุด โดยพบผู้ติดเชื้อคิดเป็น 60% ของประเทศ (ราว 146 ราย)

ส่วนรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย พบผู้ติดเชื้อราว 36% (89 ราย) โดยเฉพาะในภูมิภาคคิมเบอร์ลีย์ และถือเป็นการพบผู้ป่วยคอตีบระบบทางเดินหายใจครั้งแรกของรัฐในรอบกว่า 50 ปี ขณะที่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย พบผู้ติดเชื้อ 7 รายในเขต APY Lands ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และในรัฐควีนส์แลนด์ พบผู้ติดเชื้อจำนวน 3 ราย ในเมืองแคร์นส์และบริสเบน

มาร์ก บัตเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย กล่าวแสดงความกังวลว่า “นี่คือสิ่งที่มีบางอย่างผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ขนาดนี้กับโรคที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จัดให้เป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ทำให้เราจำเป็นต้องกลับมาตรวจสอบอย่างจริงจังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

ทั้งนี้  โรคคอตีบเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ โรคคอตีบระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Diphtheria) แพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม อาการเริ่มแรกจะมีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ภายในไม่กี่วันเชื้อจะสร้างแผ่นเยื่อหนาสีเทาแกมขาวเกาะอยู่บริเวณลำคอและทอนซิล ทำให้กลืนลำบากและหายใจติดขัด ในรายที่รุนแรงแผ่นเยื่อนี้จะอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเตือนว่า แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ แต่อัตราการเสียชีวิตยังสูงถึง 1 ใน 10 ราย

ส่วนโรคคอตีบที่ติดเชื้อที่ผิวหนัง (Cutaneous Diphtheria) แพร่กระจายผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง ทำให้เกิดแผลพุพองหรือแผลเปื่อยตามร่างกาย โดยมักเกิดที่แขนและขา แผลจะหายช้ามาก แต่ความรุนแรงของโรคน้อยกว่าระบบทางเดินหายใจ

จากความรุนแรงดังกล่าว ศาสตราจารย์ ไมเคิล คิดด์  หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของออสเตรเลีย ได้ประกาศให้สถานการณ์โรคคอตีบระบาดครั้งนี้เป็น “เหตุการณ์โรคติดต่อที่มีความสำคัญระดับชาติ” ขณะที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 7.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 160 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มทรัพยากรทางการแพทย์และเร่งระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยง

ด้านกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ระบาด ได้เร่งจัดตั้งคลินิกเคลื่อนที่ ในเมืองหลัก เช่น ดาร์วิน แคทเธอรีน และอลิซสปริงส์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ โดยตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วมากกว่า 10,407 โดส

ทางการระบุว่า “วัคซีนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด” โดยปกติแล้วเด็กๆ จะได้รับวัคซีนพื้นฐาน 5 โดส ตั้งแต่อายุ 2 เดือนถึง 4 ปี และฉีดกระตุ้นในช่วงอายุ 12-13 ปี อย่างไรก็ตาม จากวิกฤตในครั้งนี้ แพทย์แนะนำทุกๆ 5 ปี จากเดิมที่กำหนดไว้ทุก 10 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และสกัดกั้นการแพร่ระบาดให้ยุติลงโดยเร็วที่สุด.

ที่มา BBC / ABC

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

26 พ.ค. 2569 14:44 น.

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

อิสราเอลสร้างโรงเรือนและปรับปรุงระบบน้ำเพื่อการเกษตร กิจกรรมแรกของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยครบ 72 ปี ณ ศูนย์เรียนรู้วิถีพอเพียงบ้านสวนเมอร์ซี่

เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 72 ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยจัดกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองด้วยการสร้างโรงเรือนและปรับปรุงระบบน้ำเพื่อการเกษตร ณ ศูนย์เรียนรู้วิถีพอเพียงบ้านสวนเมอร์ซี่ ถนนกรุงเทพกรีฑา กรุงเทพมหานคร ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (บ้านเมอร์ซี่)

โครงการบ้านสวนเมอร์ซี่ (Mercy Farm) เริ่มขึ้นเมื่อพ.ศ. 2549 ภายใต้การดูแลของบาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์เพื่อพัฒนาเยียวยาเด็กและเยาวชนที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเมอร์ซี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ด้อยโอกาส มีภูมิหลังที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะยากจนมาจากครอบครัวที่เปราะบาง หรือต้องการความสนับสนุนด้านการศึกษาและกำลังใจบ้านสวนเมอร์ซี่จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยซึ่งเอื้อต่อการเยียวยาจิตใจ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะชีวิตด้านเกษตรกรรม สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิ และดำเนินชีวิตภายใต้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจว่าเป็นพื้นฐานหลักของสังคมที่เข้มแข็งและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม จึงริเริ่มโครงการความร่วมมือในด้านต่างๆรวมถึงจัดกิจกรรมหลากประเภททั้งด้านการศึกษา สังคมและบันเทิง เพื่อสนับสนุนศูนย์เมอร์ซี่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสองทศวรรษและเมื่อพ.ศ. 2559 สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯได้มอบอุปกรณ์ระบบการชลประทานน้ำหยดที่พัฒนาในประเทศอิสราเอลให้บ้านสวนเมอร์ซี่พร้อมกับส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแบ่งปันความรู้เรื่องเทคโนโลยีการเกษตร สอนเด็กและเยาวชนของบ้านสวนเมอร์ซี่ให้เรียนรู้วิธีใช้น้ำอย่างคุ้มค่ารู้จักการปลูกผักสวนครัวที่เหมาะสม เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพด้วยวิถีธรรมชาติและเกษตรกรรม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผลผลิตที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของสมาชิกบ้านสวนเมอร์ซี่และศูนย์เมอร์ซี่ทั้งยังมีปริมาณมากพอที่จะส่งไปขายยังชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

ในปีนี้ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้ปรับปรุงระบบน้ำหยดให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม พร้อมกับสร้างโรงเรือนให้อีกหนึ่งหลังเพื่อให้การปลูกผักสวนครัวดำเนินไปได้ตลอดปี มีการจัดการระบบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันพืชผักสวนครัวจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

โครงการนี้เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโอกาส เปลี่ยนการเกษตรให้เป็นการเรียนรู้อันเป็นความร่วมมือที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่มีความมุ่งมั่นร่วมกัน ในการช่วยให้เด็กๆมีพัฒนาการและความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจ มีศักดิ์ศรี และภาคภูมิ 

“ความร่วมมือนี้สะท้อนความเชื่อของอิสราเอลที่ว่าการศึกษาคือเครื่องมือที่สร้างความเข้มแข็งให้เด็กๆ จากการใช้นวัตกรรมและสร้างทักษะจากการลงมือทำ” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์กล่าว

“เราหวังว่าการแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีการเกษตร จะช่วยบ่มเพาะให้สมาชิกบ้านสวนเมอร์ซี่มีความมั่นใจและรู้จักพึ่งพาตนเองโครงการนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันแท้จริงยั่งยืนระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยที่มีมาตลอด 72 ปีโดยตั้งอยู่บนความหวังที่เรามีร่วมกันต่อบุตรหลานของเรา”

สะพานข้ามแยกกลางกรุงโซลถล่มบางส่วนระหว่างรื้อถอน ดับ 1 เจ็บ 6

สะพานข้ามแยกกลางกรุงโซลถล่มบางส่วนระหว่างรื้อถอน ดับ 1 เจ็บ 6

26 พ.ค. 2569 14:38 น.

สะพานข้ามแยกกลางกรุงโซลถล่มบางส่วนระหว่างรื้อถอน ดับ 1 เจ็บ 6

เกิดเหตุสะพานข้ามแยก “ซอโซมุน” ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ ที่อยู่ระหว่างการรื้อถอน เกิดพังถล่มลงมาบางส่วน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย และยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 2 ราย

สำนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กรุงโซลเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.32 น. ของวันนี้ (26 พ.ค.) บริเวณสถานที่รื้อถอนสะพานข้ามแยกซอโซมุน ทางตะวันตกของกรุงโซล ซึ่งสะพานข้ามแยกเก่าแก่แห่งนี้มีกำหนดการที่จะถูกรื้อถอนเสร็จสิ้นในช่วงต้นเดือนหน้า

รายงานระบุว่า ในระหว่างที่คนงานกำลังปฏิบัติหน้าที่ โครงสร้างพื้นผิวถนนของสะพานเกิดการทรุดตัวและพังถล่มลงมาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้รถสำหรับใช้ในการรื้อถอน 1 คัน และประชาชนรวมถึงคนงานติดอยู่ใต้โครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่

ล่าสุดในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้แล้ว 4 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ 1 ราย และอีก 1 รายอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น ขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงพยายามฝ่าซากปรักหักพังเพื่อเข้าไปให้ถึงตัวผู้ประสบภัยอีก 2 รายที่คาดว่ายังติดอยู่ด้านล่าง

หลังเกิดเหตุเพียง 6 นาที ทีมกู้ภัยชุดแรกได้เดินทางถึงพื้นที่ในเวลา 14.38 น. ก่อนที่ทางหน่วยงานดับเพลิงจะประกาศยกระดับการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินเป็น “ระดับ 1” ในเวลา 14.49 น. โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย 62 นาย รถกู้ภัยและอุปกรณ์ 16 คัน พร้อมด้วยรถพยาบาลเพิ่มเติมอีก 5 คัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกราว 30 นายเข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมรายงานสถานการณ์ตรงไปยังศูนย์จัดการวิกฤตแห่งชาติ 

อุบัติเหตุครั้งนี้ยังส่งผลกระทบวงกว้างต่อการคมนาคม โดยบริษัทรถไฟแห่งชาติเกาหลี ประกาศระงับการเดินรถไฟระหว่างสถานีโซล และสถานีชินชอน ทันที ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถไฟสายกยอง-อึย และบริการรถไฟใกล้เคียงอื่นๆ

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงโซลที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน ส่งผลให้สองผู้สมัครตัวเต็งจากพรรคการเมืองใหญ่ประกาศระงับกิจกรรมหาเสียงทันที

โดยนายชอง วอนโอ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน แถลงว่า “การหาเสียงจะถูกระงับไว้ชั่วคราว การฟื้นฟูและกู้ภัยจากอุบัติเหตุคือสิ่งสำคัญที่สุด” ก่อนจะเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุทันที

ส่วนนายโอ เซฮุน ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของพลเมือง ผมขอหยุดการหาเสียงตั้งแต่เวลานี้และจะมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุทันทีเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตัวเอง” พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กรุงโซลทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม

ด้าน นายกรัฐมนตรี คิม มินซอก หลังได้รับรายงานสรุปสถานการณ์ ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินไปยังกระทรวงเพื่อความปลอดภัยและรัฐกิจสัมพันธ์ และสำนักงานดับเพลิงแห่งชาติ ให้ระดมกำลังพลและอุปกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมดเข้าสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัยอย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับให้ประสานงานกับสถานพยาบาลใกล้เคียงที่ศักยภาพเพียงพอ เพื่อเตรียมรองรับและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อลดการสูญเสียชีวิต พร้อมเน้นย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ปฏิบัติงาน และจำกัดการเข้าพื้นที่ของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของการพังถล่มในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งดำเนินการสอบสวนต่อไป.

ที่มา Yonhap / Korea Herald

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงทะเลเหลือง ท่ามกลางข่าว “สี จิ้นผิง” อาจเยือนเปียงยาง

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงทะเลเหลือง ท่ามกลางข่าว "สี จิ้นผิง" อาจเยือนเปียงยาง

26 พ.ค. 2569 13:17 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงทะเลเหลือง ท่ามกลางข่าว “สี จิ้นผิง” อาจเยือนเปียงยาง

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกลงสู่ทะเลเหลือง ด้านกองทัพเกาหลีใต้เพิ่มระดับเฝ้าระวังและประสานข้อมูลกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะที่มีกระแสข่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อาจเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า

คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กองทัพสามารถตรวจจับสัญญาณการปล่อยขีปนาวุธบาลิสติกพิสัยใกล้ รวมถึงสิ่งเทียมอาวุธอื่นๆ จำนวนหลายลูก โดยถูกยิงออกมาจากบริเวณเมืองจองจู จังหวัดพยองอันเหนือ ของเกาหลีเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (26 พ.ค.) มุ่งหน้าไปทางทะเลเหลือง ซึ่งเป็นน่านน้ำที่คั่นกลางระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและประเทศจีน

รายงานจากกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวบินเป็นระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร โดยขีปนาวุธประเภทนี้ ถือเป็นขีปนาวุธบาลิสติกที่มีพิสัยการยิงค่อนข้างสั้นคือไม่เกิน 300 กิโลเมตร ขณะนี้กองทัพเกาหลีใต้กำลังร่วมกับสหรัฐฯ ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำเพาะและวิถีการบินอย่างละเอียด

คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กองทัพของเราได้ยกระดับการเฝ้าระวังและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการปล่อยขีปนาวุธเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยยังคงรักษาท่าทีเตรียมพร้อมรบอย่างเต็มพิกัด” 

การทดสอบขีปนาวุธในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการวิเคราะห์ของหลายฝ่ายเกี่ยวกับกำหนดการเยือนเกาหลีเหนือของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า โดยสำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้เพิ่งรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในรัฐบาลว่า ผู้นำจีนน่าจะเดินทางเยือนกรุงเปียงยางภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่นายสี จิ้นผิง เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

แม้ว่าในปัจจุบัน ทั้งรัฐบาลจีนและเกาหลีเหนือจะยังไม่ได้ออกมายืนยันกำหนดการเยือนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่จีนก็ยังคงเป็นผู้สนับสนุนทางเศรษฐกิจและการเมืองหลักของเกาหลีเหนือ ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจะเริ่มหันไปกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้นก็ตาม

นักวิเคราะห์มองว่า การที่เกาหลีเหนือเร่งเดินหน้าทดสอบอาวุธอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นความพยายามของรัฐบาลเปียงยางที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ความมั่นคงโลกและบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่กำลังอ่อนแอลง เพื่อตราหน้าและตอกย้ำสถานะการเป็น “รัฐนิวเคลียร์” ของตนเอง นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีปฏิเสธความพยายามของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยผู้นำ คิม จองอึน ได้ตอกย้ำหลายครั้งว่า รัฐบาลเกาหลีใต้คือ “ศัตรูที่มุ่งร้ายและเป็นปรปักษ์มากที่สุด”

การยิงขีปนาวุธในวันนี้ ถือเป็นการทดสอบอาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือในรอบ 37 วัน และนับเป็นครั้งที่ 8 ของปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือเพิ่งระดมยิงขีปนาวุธพิสัยสั้นหลายลูกไปทางทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ซึ่งในเวลาต่อมาสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือระบุว่า เป็นการทดสอบขีปนาวุธแบบพื้นสู่พื้นเพื่อตรวจสอบคุณลักษณะและอานุภาพของหัวรบประเภทระเบิดลูกปราย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. เกาหลีเหนือยังได้ทำการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนยุทธศาสตร์และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจากเรือทำลายล้าง “ชเวฮยอน” เหนือทะเลเหลือง โดยมีนายคิม จองอึน เดินทางไปควบคุมดูแลปฏิบัติการด้วยตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเกาหลีเหนือยังคงไม่หยุดยั้งในการพัฒนาขีดความสามารถด้านแสงยานุภาพทางการทหารอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Yonhap / AFP