ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

22 พ.ค. 2569 09:35 น.

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

ข้อมูลกู้ภัยไขปริศนา เหตุนักดำน้ำชาวอิตาลี 5 คนเสียชีวิตภายในถ้ำใต้น้ำลึกในมัลดีฟส์ เชื่อว่าทั้งหมดอาจว่ายผิดทาง เข้าไปในอุโมงค์ตัน จนไม่สามารถหาทางออกได้ ก่อนอากาศจะหมดลงใต้ทะเลลึก

ลอรา มาร์โรนี ประธานบริษัทกู้ภัยดำน้ำ Dan Europe เผยความเป็นไปได้ สาเหตุที่ทำให้นักดำน้ำชาวอิตาลี 5 คนเสียชีวิตในถ้ำใต้น้ำลึกในมัลดีฟส์  โดยคาดว่าทั้งหมดอาจว่ายผิดทาง เข้าไปในอุโมงค์ตัน จนไม่สามารถหาทางออกได้ ก่อนอากาศจะหมดลงใต้ทะเลลึก โดยเปิดเผยว่าทีมกู้ภัยชาวฟินแลนด์พบร่างนักดำน้ำทั้ง 4 คนอยู่รวมกันในทางเดินภายในถ้ำที่ไม่มีทางออก ลึกลงไปประมาณ 50 เมตรใต้มหาสมุทรอินเดีย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเลชาวอิตาลี ลูกสาวของเธอ นักวิจัยวัยหนุ่มสาวอีก 2 คน และไกด์ดำน้ำประจำมัลดีฟส์ โดยกลุ่มทั้งหมดหายตัวไประหว่างลงดำน้ำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ถ้ำดังกล่าวเป็นระบบถ้ำใต้น้ำขนาดใหญ่ มีหลายห้องและทางเชื่อมยาวหลายร้อยเมตร เริ่มต้นด้วยโพรงขนาดใหญ่ที่มีพื้นทราย ซึ่งเป็นจุดที่พบศพของไกด์ดำน้ำในการค้นหาครั้งแรกของเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์

จากนั้น ภายในถ้ำจะมีอุโมงค์ยาวเกือบ 30 เมตร เชื่อมไปยังห้องถ้ำอีกส่วนหนึ่ง แต่บริเวณดังกล่าวมีสันทรายที่สามารถบดบังทัศนวิสัยได้ โดยเฉพาะขณะพยายามว่ายย้อนกลับออกมา

มาร์โรนีระบุว่า นักดำน้ำอาจหาทางออกที่ถูกต้องไม่เจอ จึงว่ายเข้าไปในอุโมงค์ด้านซ้ายที่เป็นทางตันแทน และด้วยอากาศที่เหลือจำกัด ทำให้พวกเขามีเวลาอยู่ใต้น้ำเพียงไม่กี่นาที จนอาจไม่มีโอกาสลองหาทางออกใหม่หลายครั้ง

ปฏิบัติการกู้ร่างเต็มไปด้วยความเสี่ยง หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองทัพมัลดีฟส์เสียชีวิต 1 นายจากภาวะลดความกดอากาศผิดปกติ หรือ Decompression Sickness ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จนต้องเรียกทีมกู้ภัยผู้เชี่ยวชาญจากฟินแลนด์เข้ามาช่วยแทน

แพทริก กรอนควิสต์ หนึ่งในนักดำน้ำกู้ภัยเล่าว่า ทีมเริ่มเห็นร่องรอยผิดปกติบนพื้นถ้ำ ก่อนพบร่างทั้งหมดอยู่ในหลุมมืดสนิทภายในถ้ำ โดยร่างกระจายอยู่ในพื้นที่เพียง 2-3 เมตร โดยสามร่างอยู่บนพื้นถ้ำ และอีกหนึ่งร่างติดอยู่ใกล้เพดานถ้ำ มันเป็นภารกิจที่เศร้ามาก และเขาไม่มีวันลืม

ขณะนี้ ทางการมัลดีฟส์กำลังสอบสวนว่า เหตุใดนักดำน้ำกลุ่มนี้จึงได้รับอนุญาตให้ดำน้ำลึกถึง 60 เมตร ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้นักท่องเที่ยวดำน้ำได้ลึกไม่เกิน 30 เมตรเท่านั้น.

ที่มา : channelnewsasia

ผลวิจัยชี้ คนทั่วโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 30 ปี

ผลวิจัยชี้ คนทั่วโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 30 ปี

22 พ.ค. 2569 09:30 น.

ผลวิจัยชี้ คนทั่วโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 30 ปี

งานวิจัยเผย ประชากรโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนป่วยด้วยความผิดปกติทางจิต เพิ่มขึ้น 95.5% ในปี 2566 เทียบกับปี 2533 โดยโรควิตกกังวลและ ซึมเศร้าพุ่งสูงสุด หลังโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตสุขภาพจิตโลก

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สถาบันเพื่อการวัดและประเมินสุขภาพ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เดอะ แลนเซต (The Lancet) ระบุว่า ในปี 2566 มีประชากรทั่วโลกเกือบ 1,200 ล้านคนเผชิญความผิดปกติทางจิต หรือเพิ่มขึ้นถึง 95.5% เมื่อเทียบกับปี 2533 สะท้อนภาระด้านสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยงานวิจัยพบว่า โรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุด และมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยโรควิตกกังวลเพิ่มขึ้น 158% ส่วนโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 131% จากเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

นอกจากนี้ การศึกษายังครอบคลุมความผิดปกติทางจิตอีก 12 ประเภท อาทิ ไบโพลาร์ โรคจิตเภท ออทิสติก สมาธิสั้น โรคการกินผิดปกติ รวมถึงภาวะบกพร่องทางสติปัญญาที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยพบว่าทุกโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งหมด แม้โรคอย่างอะนอเร็กเซีย บูลิเมีย และจิตเภท จะเป็นกลุ่มที่พบได้น้อยกว่า แต่ในปี 2566 ยังมีผู้ป่วยราว 4 ล้านคน 14 ล้านคน และ 26 ล้านคนตามลำดับ

ทีมวิจัยยังพบความแตกต่างด้านอายุ เพศ และปัจจัยทางสังคมใน 204 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยผู้หญิงมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าผู้ชายในหลายโรค ขณะที่ออทิสติก สมาธิสั้น ความผิดปกติด้านพฤติกรรม และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ พบมากในผู้ชาย

หนึ่งในประเด็นที่นักวิจัยกังวลมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 15-19 ปี กลายเป็นช่วงวัยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิตสูงสุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโครงการศึกษาภาระโรคโลก หรือ GBD เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มวัยกลางคนมักเป็นกลุ่มที่มีภาระสูงที่สุด  

งานวิจัยยังชี้ว่า การระบาดของโควิด-19 มีส่วนทำให้ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงขึ้น โดยอัตราโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นระหว่างการระบาดและยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่โรควิตกกังวลพุ่งสูงและยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงปี 2566 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า ปัญหาการไม่รายงานอาการป่วยทางจิตยังคงมีอยู่ทั่วโลก ทำให้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยอมรับว่าข้อมูลชุดนี้ถือเป็นฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดในปัจจุบัน.

ที่มา CNN

อีโบลาคร่าแล้ว 160 ศพ พบผู้ป่วยในคองโกห่างศูนย์กลางการระบาดมาก

อีโบลาคร่าแล้ว 160 ศพ พบผู้ป่วยในคองโกห่างศูนย์กลางการระบาดมาก

22 พ.ค. 2569 06:19 น.

อีโบลาคร่าแล้ว 160 ศพ พบผู้ป่วยในคองโกห่างศูนย์กลางการระบาดมาก

จำนวนผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าเป็นเพราะไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มเป็น 160 ศพแล้ว ขณะที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อในจังหวัดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางการระบาดในปัจจุบันหลายร้อยกิโลเมตร

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 กลุ่มพันธมิตรแม่น้ำคองโก (Alliance Fleuve Congo) ซึ่งเป็นพันธมิตรกลุ่มกบฏที่ยึดครองพื้นที่ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เอาไว้ เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างน้อย 1 ราย ในจังหวัดคิวูใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางการระบาดในจังหวัดอิตูรี (Ituri) หลายร้อยกิโลเมตร

การพบผู้ป่วยรายนี้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ชนบทใกล้กับเมืองบูคาวู (Bukavu) อันเป็นเมืองเอกของจังหวัดคิวูใต้ เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการแพร่กระจายของโรคระบาดที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า แพร่กระจายโดยไม่มีการตรวจพบมานานราวสองเดือนในจังหวัดอิตูรี ก่อนจะถูกตรวจพบเมื่อสัปดาห์ก่อน

กลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้เดินทางมาจากเมืองคิซานกานี ทางตอนเหนือ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขคองโกที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ที่ต้องสงสัยว่าเสียชีวิตเพราะเชื้ออีโบลาแล้ว 160 ศพ และมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 670 ราย โดยในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันผลว่าเป็นบวกแล้ว 61 ราย

นอกจากนั้น ยังพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วสองรายในประเทศยูกันดา ซึ่งอยู่ติดกับดีอาร์คองโก โดยทางการยูกันดาแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะระงับเที่ยวบินไปยังดีอาร์คองโกเพื่อป้องกันไว้ก่อน โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันในปัจจุบัน เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดี โคลด บาฮิซิเร โฆษกด้านสาธารณสุขของจังหวัดคิวูใต้ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า พบผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลา 2 ราย โดย 1 รายเสียชีวิตแล้ว ส่วนอีกรายกำลังอยู่ในขั้นตอนแยกกักโรคเพื่อรอผลตรวจ

นอกจากนั้น เมื่อสัปดาห์ก่อน มีการยืนยันพบผู้ป่วยอีโบลา 1 รายในเมืองโกมา (Goma) เมืองเอกของจังหวัดคิวูเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ M23 ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรแม่น้ำคองโก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK เผยแนวปฏิบัติใหม่ ต้องใช้ห้องน้ำ-ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเพศสภาพทางชีวภาพ

UK เผยแนวปฏิบัติใหม่ ต้องใช้ห้องน้ำ-ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเพศสภาพทางชีวภาพ

22 พ.ค. 2569 05:20 น.

UK เผยแนวปฏิบัติใหม่ ต้องใช้ห้องน้ำ-ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเพศสภาพทางชีวภาพ

สหราชอาณาจักรเผยแนวปฏิบัติใหม่เรื่องการใช้พื้นที่ที่แยกเพศเดี่ยว เช่น ห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยกำหนดให้การใช้งานอยู่บนพื้นฐานของเพศสภาพทางชีวภาพ

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 แนวปฏิบัติฉบับใหม่จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม (EHRC) ของสหราชอาณาจักรยืนยันว่า พื้นที่ที่แยกเพศเดี่ยว (Single-sex spaces) เช่น ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและห้องน้ำ จะต้องถูกใช้งานบนพื้นฐานของเพศสภาพทางชีวภาพ (Biological sex) เท่านั้น

แนวปฏิบัติใหม่ยกตัวอย่างว่า ตามข้อกำหนดดังกล่าว สตรีข้ามเพศ (Trans woman) หรือ ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นชายแต่ระบุตัวตนเป็นหญิง ไม่ควรใช้ห้องน้ำหญิงหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหญิง

แนวปฏิบัติดังกล่าวซึ่งจัดทำโดย (EHRC) และได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มคนข้ามเพศควรได้รับทางเลือกให้ใช้พื้นที่รูปแบบที่สาม หรือพื้นที่ที่เป็นกลางทางเพศ (Gender-neutral space) แทน

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดระบุว่า การปล่อยให้คนข้ามเพศไม่สามารถเข้าถึงบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ เลยนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติได้

ทั้งนี้ แนวปฏิบัตินี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจึงมีเวลา 40 วันในการยื่นข้อกังวลใด ๆ ซึ่งหากไม่มีการคัดค้าน แนวปฏิบัตินี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

แนวปฏิบัติใหม่ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากศาลฎีกาของสหราชอาณาจักรมีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปีก่อนว่า คำนิยามของ “ผู้หญิง” ภายใต้พระราชบัญญัติความเท่าเทียม (Equality Act) ควรยึดตามเพศสภาพทางชีวภาพ

หลักปฏิบัตินี้กำหนดแนวทางสำหรับสมาคม ธุรกิจ และบริการต่าง ๆ ที่เปิดให้สาธารณชนเข้าใช้ ว่าควรจัดระเบียบสิ่งอำนวยความสะดวกของตนอย่างไร โดยครอบคลุมสถานที่ที่หลากหลาย ตั้งแต่ศูนย์การค้า โรงยิม ไปจนถึงโรงพยาบาลและร้านอาหาร

นางบริดเจต ฟิลลิปสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสตรีและความเท่าเทียม กล่าวว่า เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้คือการช่วยให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือการทำให้มั่นใจว่าองค์กรต่างๆ มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย ในการนำกฎหมายไปบังคับใช้” เธอกล่าว

ภายในแนวปฏิบัติมีข้อแนะนำว่า ห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เป็นกลางทางเพศ ควรเป็นพื้นที่มิดชิดที่ล็อกได้ มีผนังตั้งแต่พื้นจรดเพดาน และมีอ่างล้างหน้ารวมอยู่ภายใน

EHRC ระบุว่า พวกเขาไม่คิดว่าข้อกำหนดเหล่านี้จะเป็นภาระที่หนักหนาเกินไปสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากสถานบริการต่าง ๆ สามารถตัดสินใจอนุญาตให้คนข้ามเพศใช้ห้องน้ำสำหรับผู้พิการได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ EHRC ยังระบุเสริมว่า หากสถานบริการใดมีห้องน้ำเพียงแค่สองห้อง คือห้องน้ำชายหนึ่งห้องและห้องน้ำหญิงหนึ่งห้อง ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้ห้องน้ำเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกแบบใช้ร่วมกันได้ทุกเพศ (Unisex) ได้เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

22 พ.ค. 2569 04:08 น.

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

พรรคแมลงสาบ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองล้อเลียนบนโลกออนไลน์ในอินเดีย กำลังได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงโปรเจกต์ตลกร้าย กลายเป็นพื้นที่เพื่อแสดงความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากการเป็นโปรเจกต์ล้อเลียนบนโลกออนไลน์ หลังจากที่ประธานศาลฎีกาของอินเดียเปรียบเทียบคนหนุ่มสาวที่ว่างงานว่าเป็นเหมือน “แมลงสาบ” แต่ในตอนนี้ คนรุ่นใหม่ชาวอินเดียหลายล้านคนกำลังหลั่งไหลเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคนี้ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการระบายความอัดอั้นตันใจของพวกเขา

พรรคแมลงสาบกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนโซเชียลมีเดียทั่วอินเดีย โดยการเปลี่ยนอารมณ์ขันแบบตลกร้าย ให้กลายเป็นการประท้วง มีการส่งต่อมีมและวิดีโอสั้นที่ล้อเลียนการทุจริต ปัญหาการว่างงาน และความล้มเหลวของระบบการเมืองจนล้นหน้าฟีด

ผู้ใช้งานหลายล้านคนต่างยอมรับ “แมลงสาบ” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ให้เป็นสัญลักษณ์เชิงประชดประชันที่แสดงถึงความอดทนอดกลั้น

การเติบโตอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

การเติบโตของกระแสออนไลน์ในครั้งนี้ถือว่ารวดเร็วอย่างผิดปกติ โดยพรรคแมลงสาบ หรือชื่อจริงคือ “ค็อกโรช จันตา” (Cockroach Janta Party) หรือ CJP โดยคำว่า จันตา แปลว่าประชาชน เพิ่งจะเริ่มเปิดตัวเว็บไซต์และบัญชีโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แต่พอถึงวันพฤหัสบดี หน้าเพจ Instagram ของพรรคกลับมียอดผู้ติดตามพุ่งทะลุมากกว่า 15 ล้านคน ซึ่งแซงหน้าบัญชีทางการของพรรครัฐบาลอย่าง พรรคภารตียชนตา (BJP) ของนายนเรนทรา โมดี ที่มียอดผู้ติดตามอยู่ 8.8 ล้านคนบนแพลตฟอร์มเดียวกันไปไกลมาก

“ไม่มีสิ่งไหนในโปรเจกต์นี้ที่ตั้งใจให้มันบานปลายขนาดนี้เลย” อภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งพรรค CJP กล่าว โดยปัจจุบันเขาเป็นนักยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองและเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตันในสหรัฐอเมริกา

เขากล่าวเสริมว่า การเติบโตของกระแสนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่คนรุ่นใหม่ชาวอินเดีย “คนรุ่นใหม่ต่างหากที่เป็นกลุ่มคนที่รู้สึกอึดอัดและสิ้นหวังมากจริง ๆ พวกเขาไม่มีช่องทางให้ระบาย และพวกเขาก็กำลังโกรธเคืองรัฐบาลเป็นอย่างมาก”

ชนวนเหตุจากคำพูดของผู้นำทางกระบวนการยุติธรรม

พรรค CJP ปรากฏขึ้นบนโลกออนไลน์หลังจากที่คำพูดของ สุริยา กันต์ (Surya Kant) ประธานศาลฎีกา จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในกลุ่มคนหนุ่มสาวชาวอินเดีย ซึ่งเดิมทีก็มีความโกรธแค้นอยู่แล้วจากปัญหาการว่างงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงกรณีอื้อฉาวล่าสุดเรื่องข้อสอบราชการรั่วไหล ซึ่งทำให้การเปิดรับสมัครงานของภาครัฐต้องหยุดชะงักลง

ในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อสัปดาห์ก่อน นายกันต์วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่เขาอธิบายว่าเป็น “พยาธิ” ที่คอยโจมตีสถาบันต่าง ๆ และเปรียบเทียบคนหนุ่มสาวที่ว่างงานและนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มว่าเป็นเหมือนแมลงสาบ

“มีคนหนุ่มสาวประเภทที่เหมือนแมลงสาบ พวกที่ไม่ได้รับการจ้างงานใด ๆ หรือไม่มีที่ยืนในอาชีพการงาน” กันต์กล่าว โดยเขาระบุว่าบางคนหันไปใช้วิธีเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย ทำงานสื่อสารมวลชน หรือทำแคมเปญเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ “เริ่มไล่โจมตีทุกคน”

คำพูดดังกล่าวแพร่กระจายไปบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นคำพูดที่เหยียดหยาม ในเวลาต่อมากระแสข่าวดังกล่าวระบุว่า กันต์ได้ชี้แจงว่าคำพูดของเขาหมายถึงคนกลุ่มที่ใช้ใบปริญญาปลอม และตนไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกคนรุ่นใหม่ของอินเดียแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื้อฉาวนี้ได้นำไปสู่การสร้างบัญชี CJP บน Instagram อย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเพจได้นำแมลงสาบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง และเริ่มโพสต์มีม คำขวัญหาเสียงล้อเลียน รวมถึงบทวิจารณ์เชิงเสียดสีที่มุ่งเป้าไปที่รัฐบาลของโมดี ภายในเวลาไม่กี่วัน ทางกลุ่มสามารถดึงดูดอาสาสมัครออนไลน์ได้หลายหมื่นคนผ่านการกรอกฟอร์มใน Google Form พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายค้านบางส่วนอีกด้วย

“เราต้องเข้าใจว่าเมื่อ 5 ปีก่อน ไม่มีใครพร้อมที่จะลุกขึ้นมาพูดต่อต้านโมดีหรือรัฐบาล ยุคสมัยมันกำลังเปลี่ยนไปแล้ว” นายดิปเกกล่าว โดยตัวเขาเคยทำงานร่วมกับพรรคอามอาดมี (Aam Aadmi Party หรือ AAP) ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตัวขึ้นจากขบวนการต่อต้านการทุจริตของอินเดียในปี 2555

เสียงสะท้อนของความสิ้นหวังในเอเชียใต้

ดิปเกกล่าวว่า CJP ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรทางการเมืองที่แท้จริงใด ๆ ทว่าการเติบโตของพรรคล้อเลียนนี้กลับสะท้อนถึงกระแสภาพรวมที่ใหญ่กว่าทั่วเอเชียใต้ ซึ่งคนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อต้านรัฐบาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการลุกฮือในศรีลังกาและบังกลาเทศ และความไม่สงบในเนปาล

“คนรุ่นใหม่รู้สึกอึดอัดและสิ้นหวังมากจริง ๆ แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมรับฟังข้อกังวลของพวกเขา” ดิปเกกล่าว

แรงกดดันเหล่านี้รุนแรงเป็นพิเศษในอินเดีย ซึ่งประชากรมากกว่าหนึ่งในสี่เป็นคนหนุ่มสาว ทว่าหลายคนกลับต้องเผชิญกับโอกาสทางการงานที่ริบหรี่และปัญหาการว่างงานที่เรื้อรัง นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่จำนวนมากยังโกรธเคืองพรรค BJP ของโมดี ในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการแบ่งแยกทางศาสนาที่รุนแรงขึ้น ความเหลื่อมล้ำที่ขยายกว้างขึ้น และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

แผนนโยบายเชิงตลกร้ายและการตอบโต้

พรรค CJP เน้นหนักไปที่การล้อเลียนตัวเอง โดยตั้งเกณฑ์การสมัครเข้าเป็นสมาชิกแบบประชดประชันเอาไว้ว่า จะต้องเป็นคนว่างงาน ขี้เกียจ ติดหน้าจอเป็นนิสัย และมีความสามารถในการบ่นระบายได้อย่างมืออาชีพ

ส่วนแถลงการณ์นโยบายของพรรคก็ใช้การเสียดสีเพื่อพูดถึงประเด็นข้อพิพาทหลายประเด็นในการเมืองอินเดีย รวมถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อยักษ์ใหญ่ของกลุ่มทุนกับรัฐบาล และการแต่งตั้งผู้พิพากษาที่เกษียณอายุแล้วให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ด้านกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนโมดีได้ออกมาโจมตีว่า พรรคแมลงสาบเป็นเพียงลูกเล่นทางการเมืองบนโลกออนไลน์ที่เข้าพวกกับฝ่ายค้าน โดยอ้างถึงการที่ดิปเกเคยทำงานร่วมกับพรรค AAP ในอดีต นอกจากนี้พวกเขายังกล่าวว่าความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นนี้น่าจะจางหายไปอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับตอนที่มันเกิดขึ้น โดยแย้งว่านี่เป็นเพียงแคมเปญดิจิทัลไม่ใช่ขบวนการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนในพื้นที่จริง

แต่ดิปเกกล่าวว่าสิ่งที่เริ่มต้นบนโลกออนไลน์นั้นไม่น่าจะจำกัดอยู่แค่ในโซเชียลมีเดีย “นี่คือขบวนการเคลื่อนไหวที่มาถึงอินเดียแล้ว… มันจะเปลี่ยนทิศทางการพูดคุยทางการเมือง … มันจะดำเนินต่อไปบนโลกออนไลน์ และถ้าจำเป็น มันก็จะลงสู่ท้องถนนด้วย”

การเซ็นเซอร์และการกลับมา

ขบวนการเคลื่อนไหวนี้เริ่มล้นทะลักออกจากโลกออนไลน์อย่างช้า ๆ โดยเริ่มมีอาสาสมัครรุ่นใหม่บางคนแต่งกายเป็นแมลงสาบไปปรากฏตัวในงานประท้วงต่าง ๆ และในขณะเดียวกัน มาตรการตอบโต้ก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเช่นกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดิปเกโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า บัญชีของ CJP บน X ซึ่งมียอดผู้ติดตามประมาณ 200,000 คนถูกระงับการเข้าถึงในประเทศอินเดีย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก โดยเหตุผลในการระงับนั้นยังไม่แน่ชัด

แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เขาได้ประกาศเปิดตัวบัญชีใหม่ของกลุ่ม พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า “แมลงสาบกลับมาแล้ว” และเสริมท้ายว่า “คิดว่าจะกำจัดพวกเราได้เหรอ? ขำแป๊บ (Lol)”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อิสราเอลเนรเทศ นักเคลื่อนไหวทุกคน จากกองเรือขนเสบียงกาซา

อิสราเอลเนรเทศ นักเคลื่อนไหวทุกคน จากกองเรือขนเสบียงกาซา

22 พ.ค. 2569 02:38 น.

อิสราเอลเนรเทศ นักเคลื่อนไหวทุกคน จากกองเรือขนเสบียงกาซา

อิสราเอลเนรเทศนักเคลื่อนไหวต่างชาติจากกองเรือขนเสบียงกาซา ที่ถูกจับระหว่างพยายามฝ่าการปิดกั้นของกองทัพอิสราเอลแล้ว หลังจากเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการปฏิบัติต่อนักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้

ทางการอิสราเอลเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ค. 2569 ว่า ได้ดำเนินการเนรเทศนักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติทั้งหมดที่ถูกกองทัพอิสราเอลควบคุมตัวจากกองเรือขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์มุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซาแล้ว หลังจากเกิดกระแสไม่พอใจและเสียงประณามจากทั่วโลกต่อแนวทางการปฏิบัติกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ถูกคุมขัง

นักเคลื่อนไหวมากกว่า 430 คนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถูกนำตัวไปคุมขังในอิสราเอล หลังจากเรือของพวกเขาถูกสกัดกั้นกลางทะเลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่พวกเขากำลังพยายามฝ่าการปิดกั้นของอิสราเอลเพื่อเข้าไปในฉนวนกาซา แม้ว่าความพยายามหลายครั้งที่ผ่านมาจะไม่เคยสำเร็จ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล จุดชนวนให้เกิดกระแสประณามอย่างกว้างขวางรวมถึงปฏิกิริยาตอบโต้ทางการทูต ด้วยการโพสต์วิดีโอที่เผยให้เห็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ถูกควบคุมตัวในสภาพที่มือถูกมัดและหน้าผากแนบอยู่กับพื้น ก่อนจะพูดว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล”

คลิปดังกล่าวทำให้ เบน-กวีร์ ถูกประณามอย่างรุนแรงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่อิตาลี สเปน ออสเตรเลีย ไปจนถึงแคนาดา และถูกตำหนิจากภายในประเทศตนเองโดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กิเดียน ซาร์ รวมถึง ไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอลด้วย

โอเรน มาร์มอร์สไตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “นักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติทั้งหมดจากกองเรือประชาสัมพันธ์ (PR flotilla) ถูกเนรเทศออกไปจากอิสราเอลแล้ว” และเสริมว่า “อิสราเอลจะไม่ยอมให้มีการละเมิดมาตรการปิดกั้นทางทะเลที่ชอบด้วยกฎหมายต่อฉนวนกาซาอย่างเด็ดขาด”

ด้านกลุ่มอาดาลาห์ (Adalah) ซึ่งเป็นศูนย์กฎหมายที่เป็นตัวแทนของกลุ่มนักเคลื่อนไหว ระบุเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีว่า สมาชิกกองเรือส่วนใหญ่ “อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อเนรเทศ” จากสนามบินรามอน ทางตอนใต้สุดของอิสราเอล หลังจากถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำคัตซิออต (Ktziot prison) ของอิสราเอล

ส่วนประเทศตุรกีประกาศว่ากำลังส่งเครื่องบินไปยังอิสราเอลเพื่อ “นำพลเมืองของเรา รวมถึงผู้เข้าร่วมจากประเทศที่สามมายังตุรกี ผ่านเที่ยวบินเช่าเหมาลำพิเศษที่เราจะจัดขึ้นในวันนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ต้องอยู่ในอิหร่านต่อไป

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ต้องอยู่ในอิหร่านต่อไป

22 พ.ค. 2569 01:38 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ต้องอยู่ในอิหร่านต่อไป

แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านบอกกับสื่อต่างประเทศว่า ผู้นำสูงสุด โมจตาบา คาเมเนอี มีคำสั่งให้เก็บแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงไว้ในประเทศต่อไป ซึ่งสวนทางกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่าน 2 ราย ว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกคำสั่งห้ามไม่ให้ส่งยูเรเนียมที่มีความบริสุทธิ์ใกล้เคียงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธออกนอกประเทศ ซึ่งสวนทางกับหนึ่งในเงื่อนไขยุติสงครามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เตหะรานมอบยูเรเนียมให้วอชิงตันอย่างชัดเจน

“คำสั่งของผู้นำสูงสุด และฉันทามติภายในคณะรัฐบาลคือ คลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะต้องไม่ถูกส่งออกนอกประเทศ” หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าว และระบุอีกว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเชื่อว่าการส่งวัสดุดังกล่าวออกนอกประเทศ จะทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงและเปราะบางต่อการถูกโจมตีในอนาคตโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

คำสั่งดังกล่าวของอายาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น และทำให้การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านมีความซับซ้อนกว่าเดิม

เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า โดนัลด์ ทรัมป์ รับรองกับอิสราเอลว่า คลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ จะต้องถูกส่งออกไปนอกประเทศอิหร่าน และข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ก็ตามจะต้องมีข้อกำหนดในเรื่องนี้รวมอยู่ด้วย

อิสราเอล สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่น ๆ กล่าวหาอิหร่านมานานแล้วว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยชี้ไปที่การยกระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสูงถึง 60% ซึ่งสูงระดับใช้ผลิตพลังงานมาก และเข้าใกล้ระดับ 90% ที่จำเป็นสำหรับการสร้างอาวุธ ส่วนฝ่ายอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่า เขาจะไม่ถือว่าสงครามสิ้นสุดลงจนกว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะถูกนำออกไปจากอิหร่าน, รัฐบาลเตหะรานยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธตัวแทนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาค และศักยภาพด้านขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านจะต้องถูกทำลาย

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ภายในกลุ่มผู้นำอิหร่านมีความหวาดระแวงอย่างยิ่ง ว่าการหยุดยิงกับสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมานาน 6 สัปดาห์แล้ว จะเป็นเพียงกลลวงทางยุทธวิธีของรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อสร้างความรู้สึกตายใจว่าปลอดภัย ก่อนที่จะเริ่มต้นเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่

นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาสันติภาพของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “ความเคลื่อนไหวทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้นของศัตรู” แสดงให้เห็นว่าฝ่ายอเมริกากำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหม่

ขณะที่ทรัมป์ได้กล่าวเมื่อวันพุธเช่นกันว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะดำเนินการโจมตีรัฐบาลเตหะรานเพิ่มเติม หากอิหร่านไม่ยอมตกลงในสนธิสัญญาสันติภาพ แต่ก็เปรยด้วยว่า รัฐบาลวอชิงตันอาจจะยอมรออีกสองสามวันเพื่อให้ได้ “คำตอบที่ถูกต้อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” คิวบา หลังตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร

จีนจี้สหรัฐฯ หยุด "ข่มขู่" คิวบา หลังตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร

22 พ.ค. 2569 00:16 น.

จีนจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” คิวบา หลังตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร

ทางการจีนออกมาเรียกร้องสหรัฐฯ ให้หยุดการข่มขู่ประเทศคิวบา หลังจากรัฐบาลอเมริกันยื่นฟ้องร้องนาย ราอูล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบาในข้อหาฆาตกรรม

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 ทางการจีนออกมาเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาหยุดใช้ “การบีบบังคับ” และ “การข่มขู่” ต่อคิวบาซึ่งเป็นพันธมิตรของจีน หลังจากที่รัฐบาลวอชิงตันยื่นฟ้องอดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร ของคิวบา ในข้อหาฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยิงเครื่องบิน 2 ลำเมื่อ 30 ปีก่อน

นาย กั๊ว เจี่ยคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า “สหรัฐอเมริกาควรยุติการใช้มาตรการคว่ำบาตรและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับคิวบา และหลีกเลี่ยงการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังในทุก ๆ เรื่อง”

“จีนสนับสนุนคิวบาอย่างเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีแห่งชาติ และคัดค้านการแทรกแซงจากภายนอก” นายกั๊วระบุ

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ยื่นฟ้องร้องนายราอูล คาสโตร วัย 94 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการสังหารพลเมืองสหรัฐฯ จากเหตุการณ์ยิงเครื่องบินตก 2 ลำของกลุ่ม “Brothers to the Rescue” ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา เมื่อปี 2539 จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวอเมริกัน 3 ราย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามกดดันคิวบามาโดยตลอด รวมถึงเคยหารืออย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความพยายามในการโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์ของคิวบาอีกด้วย

โดยสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อคิวบา รวมถึงการสั่งปิดกั้นการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวซ้ำเติมวิกฤตพลังงานของคิวบา ที่ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับและการขาดแคลนอาหารเป็นวงกว้าง

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ในภาคพลังงาน กลาโหม การเงิน และความมั่นคงของคิวบา รวมถึงบุคคลที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือยักยอกทรัพย์สินของรัฐด้วย

ในทางกลับกัน จีนได้ขยับขยายความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกับคิวบามากขึ้น นับตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เดินทางเยือนประเทศเกาะแห่งนี้ในปี 2557 และในปี 2561 คิวบาได้เข้าร่วมโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) หรือทางสายไหมใหม่ของจีน และได้รับเงินทุนสนับสนุนการโครงการโครงสร้างพื้นฐานมากมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยุโรปพบผู้ป่วย โรคหนองในแท้-ซิฟิลิส พุ่งสูงทุบสถิติรอบ 10 ปี

ยุโรปพบผู้ป่วย โรคหนองในแท้-ซิฟิลิส พุ่งสูงทุบสถิติรอบ 10 ปี

21 พ.ค. 2569 22:45 น.

ยุโรปพบผู้ป่วย โรคหนองในแท้-ซิฟิลิส พุ่งสูงทุบสถิติรอบ 10 ปี

หน่วยงานสาธารณสุขยุโรปเผยว่า จำนวนผู้ป่วยโรคหนองในแท้กับโรคซิฟิลิส เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี โดยสเปนพบมากที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 พ.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้ป่วย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ โรคหนองในแท้ (Gonorrhoea) และซิฟิลิส (Syphilis) มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี

ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ระบุว่า ในปี 2567 พบผู้ป่วยโรคหนองในแท้ในยุโรปถึง 106,331 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 303% นับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมียอดอยู่ที่ 45,557 ราย

ECDC ระบุว่า ช่องว่างของการตรวจและป้องกันโรคที่ขยายตัวกว้างขึ้น เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายบรูโน ชิอันโช หัวหน้าหน่วยโรคติดต่อทางตรงและโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนของ ECDC กล่าวว่า “การติดเชื้อเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อาการปวดเรื้อรัง และการมีบุตรยาก และในกรณีของโรคซิฟิลิส อาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจหรือระบบประสาทได้”

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า เคสผู้ป่วยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งเป็นกรณีที่เชื้อถ่ายทอดโดยตรงจากมารดาสู่ทารกแรกเกิด และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ติดตัวไปตลอดชีวิต มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2566 ถึงปี 2567

“การปกป้องสุขภาพทางเพศของคุณยังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีคู่นอนคนใหม่หรือมีคู่นอนหลายคน และควรไปตรวจหาเชื้อหากคุณมีอาการ” บรูโน ชิอันโช กล่าวเสริม

ในบรรดาประเทศยุโรปที่เข้าร่วมการรายงานข้อมูลเมื่อปี 2024 ประเทศสเปนเป็นประเทศที่พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคหนองในแท้และซิฟิลิสสูงที่สุด โดยมีจำนวนอยู่ที่ 37,169 ราย และ 11,556 รายตามลำดับ

ทาง ECDC ระบุว่า กลุ่มชายรักชายยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างไม่สมส่วน โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคหนองในแท้และซิฟิลิสในระยะยาวมากที่สุด ขณะที่กลุ่มผู้หญิงรักต่างเพศในวัยเจริญพันธุ์ ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน

แม้ว่าโรคหนองในเทียม (Chlamydia) ยังคงเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีการรายงานผู้ป่วยมากที่สุดในภาพรวม แต่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับลดลง 6% นับตั้งแต่ปี 2558 โดยลงมาอยู่ที่ 213,443 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน แอร์ฟรานซ์-แอร์บัส ผิดจริง กรณีเครื่องบินตกปี 2552

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน แอร์ฟรานซ์-แอร์บัส ผิดจริง กรณีเครื่องบินตกปี 2552

21 พ.ค. 2569 22:04 น.

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน แอร์ฟรานซ์-แอร์บัส ผิดจริง กรณีเครื่องบินตกปี 2552

ศาลกรุงปารีสตัดสินให้สายการบิน แอร์ฟรานซ์ กับบริษัท แอร์บัส มีความผิดจริง ข้อหากระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากเหตุเครื่องบินตกเมื่อปี 2552

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์ปารีสมีคำพิพากษาให้สายการบิน แอร์ฟรานซ์ (Air France) และบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน แอร์บัส (Airbus) มีความผิดฐานกระทำการโดยประมาทในนามนิติบุคคล เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อปี 2552 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 228 ศพ

เครื่องบินแอร์บัส A330 เที่ยวบิน AF447 เส้นทางระหว่างริโอเดจาเนโรไปยังปารีส ตกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 หลังเกิดภาวะ “ปีกเครื่องบินสูญเสียแรงยก” หรือ “ภาวะร่วงหล่น” (Stall) ระหว่างเผชิญพายุและดิ่งลงสู่ผืนน้ำ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องทั้งหมดเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ ศาลเคยตัดสินยกฟ้องทั้งสองบริษัทไปเมื่อเดือนเมษายน 2566 แต่พวกเขากลับถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงหลังจากมีการยื่นอุทธรณ์ในครั้งนี้

อนึ่ง ซากเครื่องบินแอร์บัส A330 ลำนี้ถูกค้นพบหลังจากเสาะหาอย่างยาวนานครอบคลุมพื้นที่พื้นดินใต้ทะเลถึง 10,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนกล่องดำถูกกู้ขึ้นมาได้หลังจากเสาะหาในทะเลลึกอยู่นานหลายเดือนในปี 2554

ลูกเรือทั้งหมด 12 คน และผู้โดยสาร 216 คนบนเที่ยวบินนี้เสียชีวิตทั้งหมดเมื่อเครื่องบินตกกระแทกผิวน้ำทะเลจากความสูง 38,000 ฟุต นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของฝรั่งเศส โดยที่ญาติของผู้โดยสารบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศส บราซิล และเยอรมัน ได้มารวมตัวกันเพื่อรับฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย

แอร์ฟรานซ์ กับ แอร์บัส ถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับในอัตราสูงสุดเป็นจำนวนเงินรายละ 225,000 ยูโร (ราว 8.5 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของผู้เหยื่อเคราะห์ร้ายบางส่วนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเพียงเศษเงินปรับเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินนี้ก็ถูกมองว่าสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของทั้งสองบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคาดกันว่า ทั้งแอร์บัสและแอร์ฟรานซ์จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc