ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

9 มี.ค. 2569 22:28 น.

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

(ภาพจาก AFP PHOTO / DHA (DEMIROREN NEWS AGENCY))

รัฐบาลตุรกีเผยว่า อิหร่านยิงมิสไซล์เข้าใส่ประเทศของพวกเขาเป็นครั้งที่ 2 ในรอบไม่กี่วัน แต่ระบบป้องกันของนาโตสามารถยิงสกัดเอาไว้ได้

รัฐบาลตุรกียืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 ว่า ระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศของนาโต (NATO) ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่เข้าสู่น่านฟ้าของตุรกีได้เป็นครั้งที่ 2 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกระตุ้นให้พลเมืองสหรัฐฯ ทั้งหมดเดินทางออกจากพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีเนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง

นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. เตหะรานก็ดำเนินการตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายทรัพย์สินและฐานกำลังของสหรัฐฯ

จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าตุรกีจะรอดพ้นจากการสูญเสีย แม้ว่าจะมีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในฐานทัพหลายแห่งของประเทศก็ตาม ซึ่งรวมถึงฐานทัพอากาศอินเซิร์ลลิก (Incirlik) ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองอาดานา (Adana) ทางตอนใต้ของประเทศ

แต่ในวันจันทร์ สถานทูตสหรัฐฯ ในตุรกีระบุว่าได้สั่งปิดสถานกงสุลในเมืองอาดานา และแนะนำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นเดินทางออกจากพื้นที่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันทุกคนออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีโดยด่วน

เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ มีคำสั่งดังกล่าว กระทรวงกลาโหมของตุรกียืนยันว่า ขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านถูกระบบป้องกันของนาโตสกัดเอาไว้ได้ในน่านฟ้าของตุรกี ซึ่งนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 5 วันที่มิสไซล์ของอิหร่านถูกยิงเข้าใส่ตุรกี

ซากขีปนาวุธบางส่วนตกในพื้นที่โล่งของจังหวัดกาซีอันเท็ป (Gaziantep) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอาดานาไปทางทิศตะวันออกประมาณ 200 กิโลเมตร โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ เบอร์ฮาเนตติน ดูรัน หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบประธานาธิบดีตุรกี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ตุรกีจะไม่ลังเลที่จะปกป้องน่านฟ้าและความมั่นคงตามแนวชายแดนของตนเอง

“เราขอย้ำเตือนอย่างจริงจังอีกครั้งไปยังทุกฝ่าย โดยเฉพาะอิหร่าน ให้ละเว้นจากการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในภูมิภาคและทำให้พลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

9 มี.ค. 2569 21:34 น.

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

(ภาพจาก AFP PHOTO / LEBANESE GOVERNMENT PRESS OFFICE)

นายกรัฐมนตรีเลบานอนยืนยันว่า รัฐบาลของเขาพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับอิสราเอล หลังกองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอน โดยมีเป้าหมายไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค.2569 นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอน ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า รัฐบาลของเขาพร้อมจะกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีเข้าใส่เลบานอนยิ่งขึ้นอีก นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับรัฐบาลยิวเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายซาลามบอกกับหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศส L’Orient–Le Jour ว่า อิสราเอลยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของเลบานอนในการรื้อฟื้นการเจรจา “อย่างไรก็ตาม เราเปิดกว้างที่จะหารือในทุกวาระ ทุกรูปแบบ และทุกสถานที่ในการจัดทำข้อตกลงเหล่านั้น”

ขณะที่นายโจเฟซ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน โพสต์ข้อความย้ำผ่าน X ว่า รัฐบาลได้แสดงความ “พร้อมอย่างเต็มที่” สำหรับการหารือเพื่อ “ยับยั้งอันตรายจากการยกระดับความรุนแรงของอิสราเอล” และอ้างด้วยว่า รัฐบาลได้รับการรับรองแล้วว่า อิสราเอลจะไม่โจมตีสนามบินเบรุตและถนนไปสู่สนามบินแห่งนี้

อนึ่ง กองทัพของอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่บางส่วนของเลบานอนอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยิงขีปนาวุธเข้าไปในอิสราเอลเพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน

แม้ฝ่ายนิติบัญญัติของเลบานอนจะสั่ง แบน กิจกรรมทางการทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไปแล้ว และเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ยอมวางอาวุธ แต่ซาลามกล่าวว่ารัฐบาลไม่ต้องการเผชิญหน้ากับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกลุ่มนี้

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้ว 394 ศพ รวมถึงเด็ก 83 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

IMF จัดประชุมชวนวางแผนการรับมือ สิ่งที่ไม่คาดคิดท่ามกลางความขัดแย้งของตะวันออกกลาง

IMF จัดประชุมชวนวางแผนการรับมือ สิ่งที่ไม่คาดคิดท่ามกลางความขัดแย้งของตะวันออกกลาง

9 มี.ค. 2569 16:24 น.

IMF จัดประชุมชวนวางแผนการรับมือ สิ่งที่ไม่คาดคิดท่ามกลางความขัดแย้งของตะวันออกกลาง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF จัดสัมมนาชวนทั่วโลกมาวางแผนรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF จัดงานประชุม ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นถึงความเสี่ยงทางการเงินเเละเศรษฐกิจที่มาจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เเละชี้ประเด็นชวนคิด เรื่องความท้าทายที่คาดไม่ถึง ที่ต้องหาเเนวทางใหม่ๆในการรับมือหรือ “New normal” 

คุณคริสตาลีนา จอร์เจวา กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ว่า ถ้าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ก็สามารถนำไปสู่ความไม่มั่นคงของตลาด, เงินเฟ้อและตลาดเศรษฐกิจเติบโตได้ช้าลง ทำโลกในปัจจุบันผู้กำหนดนโยบายการเงินต้องคำนึกถึงสิ่งที่ไม่คาดคิด หรือ Unthinkable ปัญหาเหล่านี้ทำให้ทาง IMF ต้องจัดเรียงความสำคัญของนโยบายภายในองค์กรใหม่เพื่อรับมือกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากมีการปิดช่องเเคบฮอร์มุซเเละทำให้การขนส่งน้ำมันเเละสินค้าผ่านเส้นทางนั้นลดลงไปกว่า 90%  ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันออกไปทั่วโลกขนาดใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนเเรงในช่วงที่ผ่านมา 

ด้านภูมิภาคเอเชียที่มีการนำเข้าน้ำมันจากทางตะวันออกกลางกว่า 60% จากน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด ทำให้เมื่อมีการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชเเล้วนั้นต้องประสบกับปัญหาใหญ่ อย่างในญี่ปุ่นที่มีการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึง 90% ต้องมาเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและภาวะเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงเเละเศรษฐกิจหยุดชะงักได้ นี่จึงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเผชิญและหาวิธีการรับมือ

ด้านสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ในช่องทางโซเชียลมีเดียว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นเพียงการปรับตัวระยะสั้น เเละเป็นราคาที่คุ้มค่าจะจ่าย เพราะเมื่อสหรัฐจัดการกับอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ ราคาจะปรับลดลงมาทันที 

นอกจากนี้World Economic Outlook ยังรายงานว่าเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นไป 10% อัตราเงินเฟ้อของโลกจะเพิ่มขึ้นตามไป 40% และยังทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง

นี่จึงเป็นจุดที่สำคัญ ที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องคำนึงถึงเเละมุ่งเน้นการออกนโยบายเพื่อวางรากฐาน ให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต.

ที่มา : Straitstimes

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

9 มี.ค. 2569 16:13 น.

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลเวียดนามเตรียมบังคับใช้มาตรการฉุกเฉิน ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกอย่างหนัก ดันราคาน้ำมันในประเทศพุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ขณะที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งเริ่มทยอยปิดตัวเนื่องจากน้ำมันขาดแคลน

กระทรวงการคลังของเวียดนามเปิดเผยว่า กำลังพิจารณาแผนร่างกฤษฎีกาเพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทลงเหลือร้อยละ 0 เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศและสร้างความมั่นใจด้านความมั่นคงทางพลังงาน หลังราคาพลังงานโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

แถลงการณ์จากกระทรวงการคลังระบุว่า หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกยังคงดำเนินต่อไป จะทำให้แหล่งอุปทานน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลนและผลักดันให้ราคาสูงขึ้นอีก โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน ราคาน้ำมันในเวียดนามได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนรัฐบาลต้องประกาศใช้ระเบียบวาระราคาสถานการณ์ฉุกเฉิน

สื่อรัฐบาลเวียดนามรายงานว่า ราคาน้ำมันเบนซินเกรดที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในประเทศพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 21 มาอยู่ที่ 27,040 ดอง (ประมาณ 33.03 บาท) ต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะยานสูงถึงกว่าร้อยละ 50

ปัจจุบัน เวียดนามจัดเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วที่ร้อยละ 10 และภาษีน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และน้ำมันก๊าดที่ร้อยละ 7 ซึ่งภายใต้ร่างกฎหมายใหม่นี้ ภาษีทั้งหมดจะถูกยกเลิกชั่วคราวจนถึงสิ้นเดือนเมษายน หากได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล

แม้ปัจจุบันเวียดนามจะยังไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในวงกว้าง แต่มีรายงานว่าสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กหลายสิบแห่งเริ่มปิดให้บริการชั่วคราวหรือลดเวลาทำการลงเนื่องจากปริมาณน้ำมันในสต็อกลดน้อยลง ด้านประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยชาวนครโฮจิมินห์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ราคาน้ำมันสูงเสียดฟ้าในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม ผมคงต้องเริ่มเดินไปทำงานแทนแล้ว”

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อต้นปี 2022 ทำให้รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ หรือ จี7 จะจัดประชุมฉุกเฉินในวันนี้ เพื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกัน เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น.

ที่มา AFP

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

9 มี.ค. 2569 15:22 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 เตรียมเปิดประชุมด่วนวันนี้ รับมือราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทวีความรุนแรง จนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตาย ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดแรงเทขายอย่างหนัก

รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันนี้ (9 มี.ค.) เพื่อหารือถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมาตรการรับมือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดของการสู้รบในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเอเชีย พุ่งขึ้นกว่า 25% ไปแตะระดับ 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 109 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งรองรับการส่งออกน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก ตกอยู่ในสภาวะชะงักงันเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

มีรายงานว่าที่ประชุม G7 จะหารือเรื่องการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ภายใต้การประสานงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก

ความตื่นตระหนกแผ่กระจายไปยังตลาดเงินทั่วโลก โดยดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษเปิดตัวลดลง 1.5% ขณะที่ฝั่งเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปิดลบ 5.2% ส่วนดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงหนักกว่า 8% จนต้องประกาศใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” (Circuit Breaker) เพื่อระงับการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที ก่อนจะปิดตัวที่ระดับลบ 6%

สถานการณ์ในอิหร่านทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อมีการแต่งตั้งนายโมจทาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ต่อจากบิดา สะท้อนว่าฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงสงคราม ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มคลังน้ำมันหลายแห่งในอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล โดยระบุว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นถือเป็น “ราคาที่เล็กน้อยมาก” เมื่อเทียบกับความปลอดภัยและสันติภาพของโลกที่จะเกิดขึ้นเมื่อภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกกำจัดทิ้ง พร้อมย้ำว่า “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดต่างออกไป”

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงว่า อิสราเอลเป็นผู้ตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเอง ไม่ใช่สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลของชาวอเมริกันต่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่เริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามครั้งนี้.

ที่มา BBC

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

9 มี.ค. 2569 13:38 น.

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงลามเผาวอดอาคารสไตล์วิกตอเรียนเก่าแก่หน้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์  ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่มลงมา ท่ามกลางการระดมกำลังนักดับเพลิงกว่า 60 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ ทางการสั่งปิดสถานีรถไฟที่พลุกพล่านที่สุดของสกอตแลนด์ทันที กระทบผู้โดยสารนับหมื่นในเช้าวันจันทร์

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณอาคารอนุรักษ์ระดับ B สไตล์วิกตอเรียน บนถนนยูเนียน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับทางเข้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์ เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 170 ปีพังถล่มลงมาบางส่วน

หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยสกอตแลนด์ ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 15.45 น. โดยต้นเพลิงเริ่มจากร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนที่เปลวเพลิงจะโหมกระหน่ำและลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วอาคาร 4 ชั้น จนกระทั่งช่วงค่ำส่วนยอดโดมบริเวณหัวมุมตึกได้พังถล่มลงมาต่อหน้าฝูงชนที่เฝ้าสังเกตการณ์ ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาจากตัวอาคารเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 60 นาย พร้อมรถดับเพลิง 15 คัน รวมถึงรถกระเช้าสูงและทีมกู้ภัยทางน้ำ ถูกระดมกำลังเข้าสกัดเพลิงตลอดทั้งคืน เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ร้านค้าชื่อดังในอาคารดังกล่าว อาทิ ร้านกาแฟ “Sexy Coffee” และร้านทำผม “Willow” ออกมาแถลงด้วยความโศกเศร้าว่าธุรกิจของพวกเขาถูกไฟเผาทำลายจนหมดสิ้น ขณะที่โรงแรม Voco Grand Central ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสถานีต้องอพยพแขกผู้เข้าพักทั้งหมดไปยังโรงแรมอื่นในเมืองเพื่อความปลอดภัยด้านการคมนาคม 

บริษัทรถไฟแห่งชาติประกาศปิดสถานีกลางกลาสโกว์ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดในสกอตแลนด์อย่างไม่มีกำหนด โดยในวันจันทร์นี้จะไม่มีขบวนรถไฟเข้า-ออกในชั้นบน ส่วนชั้นล่างรถไฟจะวิ่งผ่านโดยไม่จอดรับส่งผู้โดยสาร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางเดินรถไปยังลอนดอน, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์

แถลงการณ์จากรัฐบาลนายจอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีแห่งสกอตแลนด์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ขณะที่หน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมเข้าตรวจสอบความเสียหายของตัวสถานีอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงเช้าวันจันทร์

อาคารที่เกิดเหตุ หรือที่รู้จักในชื่อ “ยูเนียน คอร์เนอร์” (Union Corner) ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1851 ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าตัวสถานีรถไฟกลางที่เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1879 การสูญเสียครั้งนี้จึงถือเป็นการสูญเสียมรดกทางสถาปัตยกรรมครั้งสำคัญของเมืองกลาสโกว์.

ที่มา BBC

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ “ริฮานนา” กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ "ริฮานนา" กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

9 มี.ค. 2569 12:37 น.

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ “ริฮานนา” กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

ตำรวจลอสแอนเจลิสจับกุมหญิงวัย 30 ปี หลังก่อเหตุใช้ปืนกราดยิงใส่บ้านพักของซุปเปอร์สตาร์สาว “ริฮานนา” กว่า 10 นัด จนกระสุนทะลุผนังบ้าน เผยขณะเกิดเหตุริฮานนาพักผ่อนอยู่ภายในคฤหาสน์พร้อมครอบครัว โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

สำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ยืนยันเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับคฤหาสน์หรูของ ริฮานนา (Rihanna) นักร้องสาวชื่อดังระดับโลกในย่านเบเวอรีฮิลส์ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุยิงกันเมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) ก่อนจะสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในเวลาต่อมา

รายงานจากตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงอายุประมาณ 30 ปี ได้ขับรถมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามคฤหาสน์ และใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมระดมยิงเข้าไปในทรัพย์สินของนักร้องสาวประมาณ 10 นัด โดยพยานระบุว่าเห็นเธอลั่นไกอย่างต่อเนื่องประมาณ 7 นัดก่อนจะขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นร่องรอยกระสุนปืนหลายนัดที่บริเวณประตูรั้วหน้าบ้าน ขณะที่สถานีข่าวท้องถิ่น KTLA รายงานว่ามีกระสุนอย่างน้อย 1 นัดยิงทะลุผนังเข้าไปภายในตัวบ้าน แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ยืนยันกับสื่อว่า ในขณะเกิดเหตุริฮานนาพักอาศัยอยู่ภายในคฤหาสน์ ซึ่งเป็นที่พักที่เธอใช้ชีวิตร่วมกับ เอแซป ร็อกกี (A$AP Rocky) สามีของเธอและลูกๆ  อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

หลังเกิดเหตุไม่นาน เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยและระบุพิกัดรถยนต์ของผู้ต้องสงสัยได้ที่บริเวณซึ่งห่างจากบ้านของริฮานนาไปประมาณ 12 กิโลเมตร และเข้าควบคุมตัวหญิงคนดังกล่าวทันที ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือแรงจูงใจในการก่อเหตุต่อสาธารณชน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของ LAPD ได้ปิดกั้นพื้นที่โดยรอบคฤหาสน์เพื่อเก็บหลักฐานและปลอกกระสุนปืนไรเฟิลในที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ริฮานนาเพิ่งให้กำเนิดบุตรคนที่สามซึ่งเป็นลูกสาวเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา หลังจากที่เธอและเอแซป ร็อกกี ได้ประกาศข่าวการตั้งครรภ์ในงาน Met Gala ปี 2025 โดยทั้งคู่มีลูกชายร่วมกันก่อนหน้านี้แล้ว 2 คน คือ ไรออต (Riot) และ อาร์แซดเอ (RZA)

คู่นี้ยังเคยคกเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ในช่วงต้นปี 2025 จากคดีความของเอแซป ร็อกกี ที่ถูกฟ้องร้องในข้อหายิงปืนใส่เพื่อนเก่า ซึ่งในครั้งนั้นศาลตัดสินว่าเขาไม่มีความผิด โดยมีภาพจำที่ริฮานนาพาลูกชายทั้งสองคนไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดีในศาลด้วย

ปัจจุบัน ริฮานนา หรือ “โรบิน เฟนตี” ในวัย 37 ปี ไม่เพียงแต่เป็นศิลปินผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงตลอดระยะเวลา 20 ปีในวงการเพลง แต่ยังเป็นนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลจากแบรนด์เครื่องสำอาง Fenty Beauty และธุรกิจชุดชั้นใน ซึ่งนิตยสารฟอร์บสประเมินว่าเธอมีทรัพย์สินสุทธิรวมมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา BBC

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

"ฮิวแมนไรต์วอตช์" กล่าวหาอิสราเอลใช้ "ฟอสฟอรัสขาว" โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

9 มี.ค. 2569 11:49 น.

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

องค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรต์วอตช์” (HRW) ออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวยิงจากปืนใหญ่เหนือพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมืองโยห์มอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

องค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรต์วอตช์” หรือ HRW ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก ออกแถลงการณ์ กล่าวหาว่ากองทัพอิสราเอลใช้สารฟอสฟอรัสขาวโจมตีเขตที่พักอาศัยในเมืองโยหมอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย”

HRW ระบุว่าได้ทำการตรวจสอบและระบุพิกัดจากภาพถ่ายจำนวน 7 ภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นกระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกยิงให้ระเบิดกลางอากาศเหนือพื้นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีภาพเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยพลเรือนเข้าดับไฟที่ลุกไหม้บ้านเรือนอย่างน้อย 2 หลัง และรถยนต์อีก 1 คันในบริเวณดังกล่าว

ฟอสฟอรัสขาวเป็นสารเคมีที่ลุกไหม้ทันทีเมื่อสัมผัสกับออกซิเจน แม้จะได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อสร้างม่านควันหรือส่องสว่างในสนามรบ แต่หากนำมาใช้เป็นอาวุธเพลิงจะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง ทั้งไฟไหม้ป่าและอาคาร รวมถึงสร้างบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกลวก ทำลายระบบทางเดินหายใจ ทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

แม้จะมีการประกาศหยุดยิงในปี 2024 แต่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์อย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเลบานอนหลายระลอกและส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่พื้นที่ชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 394 ราย และมีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 500,000 คน ตามรายงานของทางการเลบานอน

นายรามซี เคสส์ นักวิจัยด้านเลบานอนของ HRW ระบุในรายงานว่า “การที่กองทัพอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจะส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อพลเรือน” พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการกระทำดังกล่าวทันทีและขอให้ประเทศผู้สนับสนุนอาวุธระงับการช่วยเหลือทางทหารและการขายอาวุธแก่อิสราเอล

นอกจากประเด็นเรื่องฟอสฟอรัสขาวแล้ว เมื่อเดือนที่ผ่านมาเลบานอนยังได้กล่าวหาอิสราเอลว่ามีการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช “ไกลโฟเซต” ข้ามมายังฝั่งเลบานอนบริเวณชายแดน ซึ่งประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ประณามว่าเป็นการ “อาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม”.

นายรามซี เคสส์ นักวิจัยด้านเลบานอนระบุในแถลงการณ์ว่า การที่กองทัพอิสรา่เอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ที่มา Human Rights Watch

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

9 มี.ค. 2569 11:03 น.

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

เกิดเหตุกองขยะขนาดยักษ์ถล่มทับรถบรรทุกและร้านอาหารบริเวณศูนย์กำจัดขยะ “บันตาร์เกบัง” นอกกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย และยังคงสูญหายอีก 5 ราย หลังฝนตกหนักทำโครงสร้างกองขยะไม่เสถียร ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจวกทางการจาการ์ตาต้องรับผิดชอบ ชี้เป็นบทเรียนราคาแพงจากการจัดการขยะที่ล้มเหลว

หน่วยกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยความคืบหน้าเหตุการณ์กองขยะถล่มครั้งใหญ่ ณ บ่อขยะบันตาร์เกบัง (Bantargebang) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตาเพียง 25 กิโลเมตร เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น (8 มี.ค.)  โดยขยะได้ถล่มทับรถบรรทุกขยะและร้านขายอาหารที่ตั้งอยู่โดยรอบ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า กำลังเร่งเปิดทางเข้าพื้นที่โดยใช้เครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดไฮดรอลิกร่วมกับการใช้สุนัขกู้ภัยดมกลิ่นเพื่อหาพิกัดของผู้ที่อาจติดอยู่ใต้กองขยะ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากสภาพกองขยะยังคงไม่คงตัวและเสี่ยงต่อการถล่มซ้ำหลังจากมีฝนตกหนักสะสม

นายคุสุโม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยระบุว่า “เรากำลังประเมินสถานการณ์หน้างานอย่างใกล้ชิด หากสภาพอากาศและพื้นที่เอื้ออำนวย เราจะเดินหน้าค้นหาต่อไปอย่างเต็มกำลัง”

ผู้เสียชีวิต 4 รายที่ยืนยันแล้ว ประกอบด้วย นายเดดี สุตรีสโน พนักงานขับรถบรรทุกขยะ และเจ้าของร้านอาหารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอีก 2 ราย คือ นางสาวเอนดา วิดายันตี อายุ 25 ปี และนางซูมิเน อายุ 60 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่สี่ไม่มีการระบุชื่อในรายงานเบื้องต้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งตามหาผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 5 ราย

บ่อขยะบันตาร์เกบัง ถือเป็นหนึ่งในบ่อขยะแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 687 ไร่ และรองรับขยะสะสมกว่า 55 ล้านตัน โดยแต่ละวันเขตปริมณฑลรอบจาการ์ตาที่มีประชากรกว่า 42 ล้านคน จะผลิตขยะรวมกันสูงถึง 14,000 ตัน

นายฮานิฟ ไฟซอล นูโรฟิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานท้องถิ่นอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะการปล่อยให้มีการสะสมขยะเกินขีดจำกัด ทั้งที่มีกฎหมายสั่งห้ามบ่อขยะแบบเปิด มาตั้งแต่ปี 2008 “บันตาร์เกบังอยู่ในความดูแลของบริหารจัดการกรุงจาการ์ตา ดังนั้นพวกเขาต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” นายฮานิฟกล่าวว่า “เหตุการณ์นี้ต้องเป็นบทเรียนที่ขมขื่น เพื่อให้จาการ์ตาเร่งปรับปรุงระบบจัดการขยะโดยเร็วที่สุด”

ย้อนกลับไปในปี 2005 อินโดนีเซียเคยเผชิญเหตุการณ์กองขยะถล่มในจังหวัดชวาตะวันตกซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 143 ราย โดยมีสาเหตุมาจากการระเบิดของก๊าซมีเทนประกอบกับฝนตกหนัก

ด้านประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้ระบุเมื่อเดือนก่อนว่า บ่อขยะส่วนใหญ่ในประเทศจะใช้งานเกินขีดความสามารถภายในปี 2028 ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะลงทุนงบประมาณกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 34 แห่งภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและลดการพึ่งพาบ่อขยะแบบเดิม.

ที่มา JAKARTA GLOBE

“คิม จองอึน” ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ “กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง” เนื่องในวันสตรีสากล

"คิม จองอึน" ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ "กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง" เนื่องในวันสตรีสากล

9 มี.ค. 2569 10:37 น.

“คิม จองอึน” ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ “กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง” เนื่องในวันสตรีสากล

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันสตรีสากล ยกย่องบทบาทผู้หญิงในประเทศว่าเป็น “เสาหลักแห่งการปฏิวัติ” แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่มีจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมปรากฏตัวเคียงข้าง “คิมจูแอ” บุตรสาวผู้ถูกจับตามองว่าเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้กล่าวชื่นชมสตรีชาวเกาหลีเหนือในฐานะผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ ในระหว่างงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ณ กรุงเปียงยาง

ในถ้อยแถลงฉบับภาษาอังกฤษ นายคิมระบุว่า สตรีในยุคปัจจุบันได้กลายเป็น “เสาหลักที่แข็งแกร่งของการปฏิวัติ” โดยเขากล่าวเน้นย้ำถึงความพยายามและความเสียสละของพวกเธอว่า “แม้ว่าพวกเธอจะมีร่างกายที่ดูอ่อนแอ แต่กลับมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวอย่างชัดเจน ใบหน้าที่เรียบง่ายนั้นแฝงไปด้วยความกล้าหาญ และริ้วรอยบนใบหน้านั้นคือเครื่องหมายที่แสดงถึงความพยายามอย่างหนักหน่วง”

ภายในงานดังกล่าว นายคิมได้ปรากฏตัวพร้อมกับภรรยาคือ นางรี โซลจู และบุตรสาว “คิม จูแอ” โดยภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอ แสดงให้เห็นภาพของจูแอนั่งอยู่ข้างบิดาและกุมมือกันไว้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสัญญาณตอกย้ำภาพลักษณ์ของเธอในฐานะผู้สืบทอดอำนาจของเกาหลีเหนือ

นอกจากนี้ ในงานยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคและคณะทูตต่างประเทศเข้าร่วมชมการแสดงภายหลังการกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งสื่อของรัฐระบุว่าสุนทรพจน์ของนายคิมได้รับ “เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้อง” จากผู้ชมที่เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ

แม้ว่าในรายงานของเคซีเอ็นเอจะไม่ได้ระบุชื่อ “คิมจูแอ” โดยตรง แต่เรียกเธอว่า “บุตรสาวผู้เป็นที่รัก” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ที่ระบุว่า รัฐบาลเปียงยางเริ่มกระบวนการวางตัวให้จูแอเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากนายคิมอย่างเป็นทางการ

การปรากฏตัวครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่จูแอเพิ่งเดินทางไปเยี่ยมชมสนามยิงปืนเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ซึ่งสื่อของรัฐได้เผยแพร่ภาพเธอกำลังส่องกล้องเล็งปืนไรเฟิลด้วยท่าทางที่มั่นคง สะท้อนถึงการปลูกฝังอุดมการณ์ตามสายเลือด “เพ็กตู” ที่ตระกูลคิมใช้ปกครองเกาหลีเหนือด้วยความเด็ดขาดมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา AFP