อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

9 มี.ค. 2569 10:20 น.

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

อิหร่านเผชิญกับฝนกรดคุกคามประชาชนซ้ำอีก ผลพวงจากการถูกอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมัน จนเกิดไฟไหม้เเละควันพิษสีดำปกคลุมทั่วเมืองเตหะราน

การโจมตีคลังน้ำมันที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้อิหร่านขาดแคลนน้ำมัน แต่ทำให้ประชาชนในอิหร่านต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง เพราะหลังการโจมตีคลังน้ำมันในเมืองเตหะรานที่ทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันพิษสีดำปกคลุมทั่วท้องฟ้าในกรุงเตหะราน

ทางการอิหร่านออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระวังตัวและห้ามออกจากบ้าน เนื่องจากควันดำที่ลอยในอากาศเป็นควันพิษที่เรียกว่า sulfur and nitrogen oxides หรือ ก๊าซออกไซด์ของกำมะถันและไนโตรเจน ที่หากมีฝนตกลงมารวมกับก๊าซพิษนี้เเล้วนั้นจะกลายเป็นฝนกรดที่สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังหรืออาจร้ายแรงถึงขั้นอันตรายต่อปอดเเละระบบหายใจได้

สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน เตือนว่าจะเกิดฝนในตัวเมืองเตหะรานซึ่งเป็นฝนกรดเเละมีพิษร้ายแรง และรายงานเพิ่มเติมว่าในตัวเมืองเตหะรานไม่มีกระแสลมพัด ทำให้ควันพิษสีดำยังคงปกคลุมทั่วตัวเมือง

ประชาชนในกรุงเตหะราน ให้สัมภาษณ์ว่า เขาสามารถมองเห็นควันดำจากหน้าต่างในบ้าน เเละปั๊มน้ำมันหลายแห่งในตัวเมืองต้องปิดตัวลงเพราะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน 

ประชาชนในเตหะรานทิ้งท้ายว่า แม้สหรัฐและอิสราเอลจะบอกว่าพวกเขาโจมตีเพียงเเค่เป้าหมายทางทหารเเละผู้นำของอิหร่านเพียงเท่านั้น แต่สถานที่เหล่านั้นก็ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของประชาชนทำให้ท้ายที่สุดผลกระทบก็มาถึงพลเมืองอย่างพวกเขาอยู่ดี.

อ่านเพิ่มเติม ข่าวต่างประเทศ

ที่มา Financial Time

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

9 มี.ค. 2569 10:19 น.

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบเชียบที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” และเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา

1. ประวัติส่วนตัวและการศึกษา

  • เกิด: ปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) ประเทศอิหร่าน
  • การศึกษาทางศาสนา: เขาเข้ารับการศึกษาทางศาสนาระดับสูง (Hawza) ในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาดำรงสมณศักดิ์เป็น “อยาตุลเลาะห์” (ระดับสูง) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญหากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
  • ครอบครัว: แต่งงานกับลูกสาวของ กอลามาลี ฮัดดัด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel) อดีตประธานรัฐสภาที่มีอิทธิพล

2. บทบาทและผลงานในเชิงอำนาจ

โมจตาบาไม่ได้มีผลงานในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้เหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคง:

  • การควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC): เขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกับกองทัพ โดยเฉพาะหน่วย Basij(กองกำลังอาสาสมัคร) และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วง “Green Movement” ในปี 2009
  • การบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด (Beit-e Rahbari): เขาถือเป็นผู้ดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจอันมหาศาลของบิดา ว่ากันว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดๆ ในอิหร่านที่จะผ่านไปได้โดยที่เขาไม่รับรู้
  • อิทธิพลทางการเมือง: เขาถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มสายปฏิรูปอย่างรุนแรง

3. สถานะปัจจุบัน: ตัวเต็งผู้นำสูงสุด

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ชื่อของโมจตาบาก็ถูกจับตามองมากขึ้นทันที เนื่องจาก:

  1. คู่แข่งลดลง: ไรซีเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดอำนาจ
  2. ความไว้วางใจ: เขาได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบิดาและกองทัพ IRGC
  3. การยอมรับทางศาสนา: การที่เขาได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาระดับสูงในเมืองกุม เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามีความพร้อมด้านหลักคำสอนที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ข้อควรระวัง: แม้เขาจะมีอิทธิพลสูง แต่การสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในอิหร่าน เพราะขัดกับหลักการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ (Monarchy)

สรุปผลงานสำคัญ

ด้านบทบาท/ผลงาน
ความมั่นคงมีอิทธิพลเหนือหน่วยข่าวกรองและกองกำลัง Basij
การเมืองผู้ประสานงานหลักระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดและรัฐบาล
ศาสนาอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาขั้นสูง (เป็นรากฐานความชอบธรรมในการปกครอง)

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

9 มี.ค. 2569 10:02 น.

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

การแต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการตอกย้ำอำนาจกลุ่มสายแข็ง และทำให้โอกาสเจรจาเป็นไปได้ยาก และนี่คือประวัติของโมจตาบา คาเมเนอี และสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน

1. เป็นลูกชายของผู้นำสูงสุดคนก่อน

โมจตาบา คาเมเนอี เป็นบุตรชายคนที่สองของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งดำรงตำแหน่งมานานเกือบ 40 ปี ก่อนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล

การขึ้นสู่อำนาจของเขาถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เนื่องจากหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่าประเทศจะไม่กลับไปสู่ระบบการสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” อีก แต่การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าระบบการเมืองของอิหร่านกำลังมีลักษณะคล้ายราชวงศ์มากขึ้น

2. ได้รับเลือกจากสภานักบวช

ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกเลือกโดย Assembly of Experts หรือสภาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นสภานักบวช 88 คนที่มีหน้าที่คัดเลือกผู้นำสูงสุดของประเทศ

การเลือกโมจตาบาเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามและแรงกดดันจากนานาชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าระบอบการปกครองต้องการความต่อเนื่องของนโยบายเดิม

3. บุคคลลึกลับที่มีอิทธิพลสูง

โมจตาบา คาเมเนอี เกิดปี 1969 และได้รับการศึกษาทางศาสนาเช่นเดียวกับพี่น้องของเขา แม้จะไม่เคยได้รับตำแหน่งทางการเมืองสำคัญในรัฐบาลมาก่อน แต่เขาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังมานาน

เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นสถาบันทางทหารและเศรษฐกิจที่ทรงอำนาจของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่าเครือข่ายของ IRGC และกลุ่มสายแข็งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเขา

4. เคยถูกสหรัฐคว่ำบาตร

ในปี 2019 โมจตาบาถูกคว่ำบาตรโดยกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา หลังถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสนับสนุนนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ของบิดา และช่วยผลักดันเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศ

ด้านประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุก่อนหน้าที่จะมีการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการว่า การที่โมจตาบาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

5. ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการเมืองสายแข็ง

นักสังเกตการณ์จำนวนมากเชื่อว่า โมจตาบามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 โดยใช้เครือข่ายของกองกำลัง IRGC สนับสนุนการหาเสียง

เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2009 หลังการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต เขายังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญเบื้องหลังการปราบปรามผู้ประท้วง

6. อนาคตอิหร่านอาจยิ่งแข็งกร้าว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบาอาจทำให้กลุ่มสายแข็งในอิหร่านยิ่งมีอำนาจมากขึ้น และเป็นการยืนยันว่าอิหร่านจะยังคงดำเนินนโยบายตามแนวทางของผู้นำคนก่อน

ด้านผู้อำนวยการของ Carnegie Middle East Center ระบุว่า การเลือกเขาเป็นผู้นำสูงสุดอาจสะท้อนถึงความตั้งใจของผู้นำอิหร่านที่จะรักษาเสถียรภาพของระบอบการปกครอง และส่งสัญญาณว่าความกดดันทางทหารจากสหรัฐและอิสราเอลจะไม่ทำให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืน

ขณะที่ เดวิด เพเทรียส  อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือ ซีไอเอ ได้ให้สัมภาษณ์กับ เจสสิกา ดีน  ผู้สื่อข่าวของ CNN  โดยระบุว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านมีแนวโน้มจะดำเนินแนวทางทางการเมืองและศาสนาแบบสายแข็ง ต่อเนื่องจากบิดาของเขา และจะยังคงยึดแนวคิดแบบอุดมการณ์เข้มข้นในฐานะนักบวชระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายของอิหร่านไม่เปลี่ยนแปลงมากนักซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะหลายฝ่ายต่างหวังจะได้ผู้นำที่ยืดหยุ่นกว่า เพื่อนำไปสู่หนทางประนีประนอมหรือการเจรจา.

ที่มา : CNN

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน

9 มี.ค. 2569 09:42 น.

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ยืนยันไม่มีแผนโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของอิหร่าน แม้อิสราเอลจะพุ่งเป้าโจมตีคลังน้ำมันไปแล้วหลายจุด ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ระบุว่าจะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน แม้อิสราเอลจะกำลังมุ่งเป้าโจมตีคลังเก็บสำรองน้ำมันของอิหร่านอย่างหนัก 

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนักเมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐไม่มีแผนโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน และจะหลีกเลี่ยงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศดังกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลในตลาดพลังงานโลก หลังอิสราเอลโจมตีคลังเก็บน้ำมันใกล้กรุงเตหะราน เมื่อวันเสาร์ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นการโจมตีโครงสร้างน้ำมันครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม ไรต์พยายามลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นเพียงคลังเชื้อเพลิงในพื้นที่ และความปั่นป่วนต่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียมและก๊าซจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น โดยระบุว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด ผลกระทบอาจกินเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน

ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางในเวลานี้ ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกแทบหยุดชะงัก โดยปกติแล้วน้ำมันดิบเกือบ 20% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ต้องผ่านเส้นทางนี้

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส ซึ่งเป็นดัชนีราคาน้ำมันอ้างอิงของสหรัฐ พุ่งขึ้น 12% ภายในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ และเพิ่มขึ้นรวม 36% ภายในสัปดาห์เดียว

อย่างไรก็ตาม ไรต์มองว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะปรับตัวสูงกว่านี้มากนัก เนื่องจากโลกยังมีอุปทานน้ำมันเพียงพอ โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก

ด้าน AAA สมาคมยานยนต์แห่งสหรัฐ รายงานว่า ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐเพิ่มขึ้นราว 16% ภายในสัปดาห์เดียว ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึง 22%

เว็บไซต์ติดตามราคาน้ำมัน GasBuddy ระบุว่า ราคาดีเซลซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคขนส่งทางรถบรรทุก สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023

ราคาน้ำมันยังเป็นประเด็นทางการเมืองสำคัญในสหรัฐ เนื่องจากชาวอเมริกันพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก และราคาพลังงานอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

ไรต์ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังหารือกับบริษัทเดินเรือที่ต้องการนำเรือออกจากอ่าวเปอร์เซีย โดยอาจมีการจัดกำลังทหารสหรัฐคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในระยะแรก ซึ่งเขาเชื่อว่าการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวจะกลับสู่ภาวะปกติค่อนข้างเร็ว

ข้อมูลจาก US Energy Information Administration ระบุว่า อิหร่านผลิตน้ำมันประมาณ 4% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก แม้อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศจะอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ แต่ยังมีการส่งออกบางส่วน โดยเฉพาะไปยังจีน

ขณะเดียวกันสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาความผันผวนของราคาพลังงานโลก

นอกจากนี้ US International Development Finance Corporation ยังประกาศจัดตั้งกลไกประกันความเสี่ยงวงเงินสูงสุด 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับความเสี่ยงของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวิกฤตครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึกหลายเมืองในสหรัฐฯ! พบวัตถุต้องสงสัยกลางนิวยอร์ก อพยพคนที่สนามบินแคนซัสซิตี

ระทึกหลายเมืองในสหรัฐฯ! พบวัตถุต้องสงสัยกลางนิวยอร์ก อพยพคนที่สนามบินแคนซัสซิตี

9 มี.ค. 2569 09:09 น.

ระทึกหลายเมืองในสหรัฐฯ! พบวัตถุต้องสงสัยกลางนิวยอร์ก อพยพคนที่สนามบินแคนซัสซิตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เร่งตรวจสอบเหตุวัตถุต้องสงสัยในหลายพื้นที่ ตั้งแต่นครนิวยอร์กไปจนถึงสนามบินในรัฐมิสซูรี ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย หวั่นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

เจ้าหน้าที่ตำรวจในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เข้าตรวจสอบเหตุพบ “วัตถุต้องสงสัย” ภายในรถยนต์บริเวณย่าน อัปเปอร์ อีสต์ ไซด์ ของเขตแมนฮัตตัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องสั่งปิดถนนหลายสายและอพยพประชาชนออกจากอาคารใกล้เคียงบางส่วน

ตำรวจนครนิวยอร์กระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยภายในรถที่จอดอยู่บนถนนอีสต์ เอ็นด์ อเวนิว ระหว่างถนนสายที่ 81 และ 82 โดยหน่วยเก็บกู้ระเบิดถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบและนำวัตถุดังกล่าวออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากมีผู้ขว้าง ระเบิดแสวงเครื่อง ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาจัดระหว่างการประท้วงต่อต้านอิสลามในพื้นที่เดียวกัน

การชุมนุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ชื่อ “Stop the Islamic Takeover of New York City” ซึ่งนำโดยนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เจค แลง ที่หน้าบ้านพักของนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กโซห์ราน มัมดานี หรือที่รู้จักกันในชื่อ เกรซี่ แมนชั่น

เหตุเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมและผู้ประท้วงฝ่ายตรงข้ามทำให้เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 2 คน

ขณะเดียวกัน ที่สนามบินนานาชาติ แคนซัส ซิดตี้ ในรัฐมิสซูรี เจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพผู้โดยสารออกจากอาคารผู้โดยสารทั้งหมดในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัย

สำนักงานการบินของเมืองแคนซัสซิตีเปิดเผยว่า การแจ้งเตือนภัยดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ต้องอพยพผู้โดยสารออกจากอาคารผู้โดยสารทั้งหมดทันที ขณะที่เที่ยวบินที่ลงจอดในช่วงเวลาดังกล่าวถูกสั่งให้รออยู่บนทางขับเครื่องบิน

ด้านเอฟบีไอ ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังร่วมมือกับทางสนามบินและหน่วยบังคับใช้กฎหมายเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของภัยคุกคามดังกล่าว

ผู้โดยสารรายหนึ่งวัย 29 ปี เล่าว่า ขณะกำลังรอขึ้นเครื่องไปยังรัฐเท็กซัส เขาเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากพร้อมหน่วยสุนัขดมกลิ่นเข้ามาภายในอาคาร ก่อนที่เจ้าหน้าที่สนามบินจะประกาศให้ทุกคนอพยพออกทันที

โดยผู้โดยสารราว 2,000 คนถูกนำตัวออกไปยังบริเวณลานจอดเครื่องบิน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยยังไม่มีรายงานความเสียหายใดๆ.

ที่มา : AP

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

9 มี.ค. 2569 05:47 น.

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 จากความกังวลว่าสงครามในอิหร่านจะกระทบการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยแตะระดับดังกล่าวครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการรุกรานยูเครนในปี 2565 เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามในอิหร่านจะทำให้ข้อจำกัดต่างๆ ของการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางยืดเยื้อนานขึ้นอีก

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐฯ (WTI) พุ่งขึ้น 14.7% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก เพิ่มขึ้น 12.63% แตะระดับ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:06 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET)

ในขณะเดียวกัน ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า (Dow futures) ร่วงลง 851.6 จุด หรือ 2% ส่วนดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ล่วงหน้า ลดลง 1.73% และ 1.65% ตามลำดับ ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าภาวะช็อกในตลาดพลังงานจะกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐฯ

จากข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในอเมริกาพุ่งแตะ 3.45 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 16% จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

9 มี.ค. 2569 05:15 น.

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

อิหร่านออกโรงเตือนว่า สงครามกำลังเข้าสู่ “ระยะใหม่” แล้ว โดยขู่ว่าจะตอบโต้การโจมตีด้วยการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และว่าสงครามจะไม่ยุติในเร็ววัน

เมื่อ 8 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกมาเตือนว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ได้เข้าสู่ “ระยะใหม่” แล้ว พร้อมทั้งปฏิเสธแนวคิดที่ว่า สงครามนี้จะยุติในเร็ววัน และส่งสัญญาณว่าอาจมีการตอบโต้โดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วทั้งภูมิภาค

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า ยังไม่มีวี่แววว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงในทันที แม้จะมีกระแสข่าวบางส่วนอ้างไปในทางตรงกันข้ามก็ตาม “สงครามได้เข้าสู่ระยะใหม่แล้ว และการโจมตีคลังน้ำมันและเชื้อเพลิงของอิหร่าน จะต้องถูกตอบโต้กลับในระดับภูมิภาคอย่างแน่นอน”

เขากล่าวเสริมว่า ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า อิหร่านอาจพุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อเป็นการตอบโต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลอย่างมาก ว่าการโจมตีดังกล่าวจะทำให้เกิดการหยุดชะงักของแหล่งน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“อิหร่านจะไม่อ่อนข้อในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าจะบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ” เจ้าหน้าที่กล่าว โดยอ้างถึงเส้นทางเดินเรือสำคัญที่ส่งผ่านน้ำมันจำนวนมหาศาลของโลก นอกจากนี้เขายังระบุด้วยว่า รัฐบาลเตหะรานจะเป็นผู้กำหนดเองว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

9 มี.ค. 2569 04:36 น.

อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

สื่อรัฐบาลอิหร่านประกาศในเช้าวันจันทร์ว่า โมจตาบา คาเมเนอี ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ สืบทอดตำแหน่งต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา

สื่อของรัฐบาลอิหร่านประกาศเมื่อช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ (9 มี.ค. 2569) ว่า อิหร่านได้แต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศแล้ว สืบทอดตำแหน่งต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

โมจตาบา คาเมเนอี ได้รับการคัดเลือกโดยสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักบวชระดับสูงจำนวน 88 คน และมีหน้าที่รับผิดชอบในการคัดเลือกผู้นำสูงสุด

อนึ่ง นับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในปี 2522 สภาผู้เชี่ยวชาญเคยเลือกผู้นำคนใหม่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือตอนที่ อาลี คาเมเนอี ได้รับการคัดเลือกอย่างเร่งด่วนภายหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคเมนี เมื่อกว่า 3 ทศวรรษก่อน

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) ว่า การแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี ให้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดานั้น เป็นเรื่องที่เขา “ไม่อาจยอมรับได้”

นอกจากนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News ในวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ว่า ผู้นำสูงสุดคนต่อไปของอิหร่านจะอยู่ได้ไม่นาน หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากเขา

ทั้งนี้ โมจตาบา ในวัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่สองของคาเมเนอี เขาเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีอิทธิพลอย่างมากอยู่เบื้องหลัง และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางทหารที่ทรงอำนาจที่สุดในประเทศ รวมถึงกองกำลังกึ่งทหารอาสาสมัครบาซิจ (Basij)

โมจตาบาไม่ใช่หนึ่งในนักบวชระดับสูงและไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาลอิหร่าน เขาเคยถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2019 โดยกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้กล่าวหาว่าเขาทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ (Quds Force) และกองกำลังบาซิจ เพื่อสนับสนุนบิดาของเขาในการสั่นคลอนภูมิภาคและการกดขี่ภายในประเทศ

แหล่งข่าวของอิสราเอลระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีอิหร่านโดยมุ่งเป้าหมายไปที่นายโมจตาบา แต่อิสราเอลเชื่อว่าเขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากความพยายามดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ

อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ

9 มี.ค. 2569 03:24 น.

อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนรอบใหม่ อ้างสังหารผู้บัญชาการกองกำลัง คุดส์ ฟอร์ซ ของอิหร่านได้หลายราย ขณะที่เลบานอนระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลพุ่งเกือบ 400 ศพแล้ว

เมื่อ 8 มี.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศในกรุงเบรุต ของเลบานอนรอบใหม่ และสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลัง “คุดส์” (Quds Force) ซึ่งเป็นหน่วยรบในสังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้หลายราย

ในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ผู้บัญชาการ 5 นายจากหน่วยเลบานอน (Lebanon Corps) และหน่วยปาเลสไตน์ (Palestine Corps) ของกองกำลังคุดส์ โดยมีรายงานว่าทั้งหมดกำลังอยู่ระหว่างการประชุมกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของเลบานอน

ตามข้อมูลของ IDF หน่วยเลบานอนของกองกำลังคุดส์ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักระหว่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอิหร่าน

ขณะที่ทางการเลบานอนระบุว่า การโจมตีซึ่งพุ่งเป้าไปที่ห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่งกลางกรุงเบรุตเมื่อช่วงรุ่งสาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีก 10 ราย โดยที่ไม่มีการยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตเป็นใคร

อีกด้านหนึ่ง นายราคาน นัสเซเรดดีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนระบุในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับรัฐบาลยิวเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. เพิ่มขึ้นเป็น 394 ศพแล้ว

นายนัสเซเรดดีนระบุว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว เป็นเด็กถึง 83 ราย และเป็นผู้หญิงอีก 42 ราย โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียชีวิตในการโจมตีด้วย 9 ราย

ทั้งนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตในเลบานอนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากเมื่อวันเสาร์ ซึ่งในขณะนั้นรัฐมนตรีสาธารณสุขระบุตัวเลขไว้ที่ 294 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน

สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน

9 มี.ค. 2569 02:30 น.

สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน

สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านออกมาระบุว่า ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน ทำให้เกิดความคาดหมายว่า โมจตาบา คาเมเนอี อาจได้รับเลือกเป็นผู้นำคนใหม่ต่อจากบิดาของเขา

เมื่อ 8 มี.ค. 2569 สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่คัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านออกมากล่าวว่า ชื่อของ “คาเมเนอี” จะยังคงดำรงอยู่ในฐานะผู้นำของอิหร่านต่อไป หลังจากก่อนหน้านี้สภาฯ ได้ระบุว่า เลือกผู้นำคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการ

ในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสื่อของอิหร่าน ฮอสเซนอาลี เอชเควารี กล่าวว่า “ประเด็นเรื่องการกำหนดตัวผู้นำ… ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว … นามของคาเมเนอีจะดำรงอยู่ต่อไป การลงคะแนนเสียงได้สิ้นสุดลงแล้ว และผมหวังว่าทางการจะประกาศให้ทราบในเร็ว ๆ นี้ … ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลใดๆ”

ความเห็นของเอชเควารีบ่งชี้ว่า โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่สองของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อนซึ่งเสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

ทั้งนี้ โมจตาบา คาเมเนอี ในวัย 56 ปี เป็นนักบวชระดับกลางที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าเขามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC)

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) ว่า การแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี ให้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดานั้น เป็นเรื่องที่เขา “ไม่อาจยอมรับได้”

นอกจากนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News ในวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ว่า ผู้นำสูงสุดคนต่อไปของอิหร่านจะอยู่ได้ไม่นาน หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn