เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท เผยภาพครอบครัวสุดอบอุ่น ฉลองครบรอบแต่งงาน 15 ปี

 เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท เผยภาพครอบครัวสุดอบอุ่น ฉลองครบรอบแต่งงาน 15 ปี

30 เม.ย. 2569 08:29 น.

เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท เผยภาพครอบครัวสุดอบอุ่น ฉลองครบรอบแต่งงาน 15 ปี

เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงเผยแพร่ภาพถ่ายครอบครัวสุดอบอุ่น เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีแห่งการเสกสมรส สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับแฟนราชวงศ์ทั่วโลก

ในภาพดังกล่าวเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงแคเธอรีน ทรงประทับนอนบนสนามหญ้าพร้อมกับพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จ, เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ โดยทุกพระองค์ฉลองพระองค์สบายๆ ในบรรยากาศฤดูร้อนที่ดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความสุขของครอบครัว

ข้อความประกอบภาพที่เผยแพร่ผ่านบัญชี X ของพระราชวังเคนซิงตัน ระบุว่า “Celebrating 15 years of marriage” หรือ “เฉลิมฉลอง 15 ปีแห่งชีวิตคู่” ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในปี 2011 ทั้งสองพระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสอย่างยิ่งใหญ่ ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร โดยมีประชาชนจำนวนมากออกมาโบกมือแสดงความยินดี ขณะที่บ่าวสาวเสด็จโดยรถม้าจากมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ไปยังพระราชวังบักกิ้งแฮม หลังเสร็จสิ้นพิธี

สำหรับพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ประสูติในช่วงปีต่อมา ได้แก่ เจ้าชายจอร์จในเดือนกรกฎาคม 2013 เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ในเดือนพฤษภาคม 2015 และเจ้าชายหลุยส์ในเดือนเมษายน 2018

ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียมทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 ในการสืบราชบัลลังก์อังกฤษ ส่งผลให้เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ อยู่ในลำดับที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ.

ที่มา : CNN

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

30 เม.ย. 2569 05:21 น.

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

พนักงานสวนสัตว์ชื่อดังของญี่ปุ่น ก่อเหตุนำศพของภรรยาตัวเองไปเผาในเตาเผาซากสัตว์ ซึ่งปกติแล้วเอาไว้กำจัดซากสัตว์ โดยตำรวจกำลังสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 เม.ย. 2569 ว่า สวนสัตว์อาซาฮิยามะในเมืองอาซาฮิกาวะ หนึ่งในสวนสัตว์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของญี่ปุ่นยังคงปิดให้บริการ ในขณะที่ตำรวจกำลังเร่งค้นหาศพของหญิงที่สูญหาย หลังจากสามีของเธออ้างว่าเขาได้โยนศพของเธอเข้าไปในเตาเผาภายในสวนสัตว์ ซึ่งปกติใช้สำหรับกำจัดซากสัตว์ที่ตายแล้ว

นักข่าว BBC, The Japan Times และหนังสือพิมพ์รายวัน The Asahi Shimbun ของญี่ปุ่นรายงานตรงกันว่า พนักงานของสวนสัตว์อาซาฮิยามะรายนี้ รับสารภาพว่าเผาศพภรรยาของตนเอง หลังจากตำรวจท้องที่เริ่มสอบปากคำเขาเกี่ยวกับการหายตัวไปของเธอในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

Japan Times รายงานว่าภรรยาของชายคนดังกล่าวหายตัวไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม แต่ทางตำรวจเพิ่งได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากเพื่อนของเธอเข้าแจ้งความคนหาย

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ Hokkaido Television Broadcasting รายงานว่า ชายคนดังกล่าวได้ให้ปากคำกับตำรวจด้วยความสมัครใจเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่าเขา “นำศพไปทิ้งในเตาเผาขยะของสวนสัตว์และเผาเป็นเวลาหลายชั่วโมง”

หนังสือพิมพ์ The Asahi Shimbun รายงานว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุในช่วง 30 ปี โดยยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่า หญิงรายนี้เสียชีวิตอย่างไร และชายคนนี้เป็นผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมหรือไม่

ด้านสำนักข่าว BBC รายงานเพิ่มเติมว่า สวนสัตว์แห่งนี้เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2510 และถือเป็นหนึ่งในสวนสัตว์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากมีโครงสร้างและการจัดแสดงที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

รายงานระบุว่า สวนสัตว์มีกำหนดเปิดให้บริการสำหรับฤดูร้อนในสัปดาห์นี้ แต่กลับต้องปิดทำการต่อไปในขณะที่ตำรวจยังคงค้นหาร่างของหญิงที่หายตัวไป ซึ่ง The Asahi Shimbun ระบุว่าสวนสัตว์จะยังคงปิดให้บริการต่อไปจนถึงวันที่ 1 พฤษภาคมเป็นอย่างน้อย

นายฮิโรสุเกะ อิมาซุ นายกเทศมนตรีเมืองอาซาฮิกาวะกล่าวในการแถลงข่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็น “วิกฤตการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” สำหรับเจ้าหน้าที่และรัฐบาลท้องถิ่น

“ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก และตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตที่มีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” นายอิมาซุกล่าว “เรากำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรอต้อนรับทุกท่าน และหวังว่าจะมีผู้คนมาเยี่ยมชมสวนสัตว์แห่งนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : people

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่าน-ยูเครน อาจจบในเวลาใกล้เคียงกัน

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่าน-ยูเครน อาจจบในเวลาใกล้เคียงกัน

30 เม.ย. 2569 03:32 น.

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่าน-ยูเครน อาจจบในเวลาใกล้เคียงกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สงครามอิหร่านกับสงครามในยูเครนอาจจบลงในเวลาใกล้เคียงกัน หลังจากเขาโทรคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวของ CNN ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว ว่า สงครามในอิหร่านและยูเครนอาจสิ้นสุดลงใน “กรอบเวลาที่ใกล้เคียงกัน” หลังจากเขาหารือทางโทรศัพท์กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเป็นเวลานานกว่า 1.5 ชั่วโมง

เคตแลน คอลลินส์ จาก CNN ถามนายทรัมป์ว่า สงครามใดจะจบก่อนกัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “สงครามไหนจะจบก่อนน่ะหรือ? บางทีพวกมันอาจจะจบลงในกรอบเวลาที่ใกล้เคียงกันก็ได้”

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมคิดว่ายูเครนพ่ายแพ้แล้วในทางทหาร” แต่ CNN ตั้งข้อสังเกตว่า ดูเหมือนนายทรัมป์จะพูดผิดโดยเชื่อว่าเขาตั้งใจจะสื่อถึง อิหร่าน มากกว่า เนื่องจากทรัมป์พูดขยายความต่อด้วยเรื่องกองทัพเรือของอิหร่าน

“คุณไม่มีทางรู้เรื่องนี้หรอกถ้ามัวแต่อ่านข่าวลวง แต่ในทางทหารน่ะ ดูสิ มีเรือ 159 ลำ—ตอนนี้เรือทุกลำจมอยู่ใต้น้ำหมดแล้ว ซึ่งนับว่าดีทีเดียว… ตอนนี้มันยากที่พวกเขาจะกลับมามีกองทัพเรือได้อีกครั้ง คุณคิดว่าพวกเขาจะไปได้สวยหรือ ในเมื่อไม่มีทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือแม้แต่ระบบต่อต้านอากาศยาน?”

ทรัมป์ระบุว่าเขาได้คุยกับปูตินเกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน “นิดหน่อย” แต่ประเด็นหลักของการสนทนาดังกล่าวคือเรื่องยูเครน โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมคิดว่าเราจะหาทางออกได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผมหวังและผมคิดว่าเราอยากเห็นทางออกที่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

30 เม.ย. 2569 02:19 น.

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผ่านทางโทรศัพท์ โดยหารือกันในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องสงครามกับอิหร่าน ซึ่งปูตินเสนอจะช่วยดูแลแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 นายยูริ อูชาคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้หารือกันทางโทรศัพท์เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงครึ่งในวันนี้ โดยมีประเด็นหลักคือสถานการณ์การหยุดยิงกับอิหร่านและหัวข้อสำคัญอื่นๆ

ตามการเปิดเผยของนายอูชาคอฟ รัสเซียเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนาในครั้งนี้ โดยปูตินแสดงความเห็นว่าการตัดสินใจของทรัมป์ในการขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านนั้นเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง” เนื่องจากจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาและช่วยสร้างเสถียรภาพในภาพรวม

ผู้นำรัสเซียยังเน้นย้ำถึง “ผลกระทบที่เลวร้ายอย่างยิ่งและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ซึ่งจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับอิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อประชาคมโลกทั้งหมด หากสหรัฐฯ และอิสราเอลตัดสินใจกลับไปใช้กำลังทางทหารอีกครั้ง

นอกจากเรื่องอิหร่านแล้ว ผู้นำทั้งสองคนยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยปูตินได้หยิบยกความเป็นไปได้ในการประกาศหยุดยิงให้ตรงกับวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นวันที่รัสเซียเฉลิมฉลองชัยชนะของสหภาพโซเวียตที่มีเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ว่า นายปูตินเสนอตัวเข้าช่วยเหลือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการแร่ยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะ

“เขา (ปูติน) อยากจะช่วย เขาบอกผมว่าอยากจะมีส่วนร่วมกับเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เขาช่วยเราจัดการเรื่องนี้ได้” ทรัมป์เผย และตอบกลับไปว่า “ก่อนที่คุณจะช่วยผม ผมต้องการให้สงครามของคุณ (ในยูเครน) ยุติลงก่อน”

ทั้งนี้ รัสเซียเคยเสนอตัวเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านมาก่อน ซึ่งคล้ายกับบทบาทที่รัสเซียเคยทำในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558

ทรัมป์กล่าวว่าการสนทนากับปูตินเป็นไปอย่าง “ดีมาก” และเชื่อว่าทางออกของความขัดแย้งในยูเครนจะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว “ผมรู้จักเขา (ปูติน) มานาน ผมคิดว่าเขาพร้อมจะทำข้อตกลงตั้งนานแล้ว แต่ผมคิดว่ามีคนบางกลุ่มทำให้การทำข้อตกลงเป็นเรื่องยากสำหรับเขา”

แม้ทรัมป์จะไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการส่งยูเรเนียมของอิหร่านไปยังรัสเซียอย่างชัดเจน แต่เขาส่งสัญญาณว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การยุติสงครามในยูเครนก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยืนยัน ไม่เลิกปิดล้อมจนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจานิวเคลียร์

ทรัมป์ยืนยัน ไม่เลิกปิดล้อมจนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจานิวเคลียร์

30 เม.ย. 2569 00:37 น.

ทรัมป์ยืนยัน ไม่เลิกปิดล้อมจนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจานิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาจะไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน จนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาได้ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่ให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซก่อน แล้วค่อยเจรจากันเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่าย และยังไม่แน่ชัดว่าการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อใด

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับเว็บไซต์ข่าว Axios ว่า เขาต้องการคำมั่นสัญญาในการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านก่อน มิเช่นนั้นเขาจะไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน พร้อมย้ำว่าอิหร่าน “จะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้เด็ดขาด”

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า “การปิดล้อมนั้นได้ผลดีกว่าการทิ้งระเบิดเสียอีก ตอนนี้พวกเขากำลังสำลักเหมือนหมูที่ถูกยัดไส้ และสถานการณ์จะแย่ลงไปอีกสำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้”

แม้ทรัมป์จะชื่นชมประสิทธิภาพของการปิดล้อม แต่เขาปฏิเสธที่จะหารือเกี่ยวกับแผนการทางทหารในระหว่างการสัมภาษณ์ โดยระบุเพียงว่า “พวกเขาอยากจะสงบศึก พวกเขาไม่อยากให้ผมปิดล้อมต่อไป แต่ผมยังไม่อยากยกเลิก (การปิดล้อม) เพราะผมไม่อยากให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

29 เม.ย. 2569 23:43 น.

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า กองทัพใช้งบประมาณในการทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วมากกว่า 8 แสนล้านบาท นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อน

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 นาย จูลส์ “เจย์” เฮิร์สต์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายการเงินของ “เพนตากอน” หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันพุธว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้จ่ายงบประมาณในการทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.19 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายเฮิร์สต์บอกคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ เครื่องกระสุน นอกจากนี้ยังมีงบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงและการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาทดแทนของเดิม

อนึ่ง ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน กลายเป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรง เนื่องจากสภาคองเกรสกำลังพิจารณาคำขออนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมก้อนใหม่มูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับปีงบประมาณ 2570 ที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ

ด้าน ส.ส. อดัม สมิธ ผู้นำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวตอบนายเฮิร์สต์ว่า “ผมดีใจที่คุณตอบคำถามนี้ เพราะพวกเราถามหากันมานานมากแล้วแต่ไม่มีใครเคยให้ตัวเลขนี้กับเราเลย”

จนถึงปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิตระหว่างการสู้รบกับอิหร่านแล้ว 13 ศพ โดยขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงของการหยุดยิงที่เปราะบางอย่างมาก และกำลังหาทางเจรจากันเพื่อยุติสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ราคาน้ำมันพุ่ง 117 ดอลลาร์ หลังมีข่าวสหรัฐฯ เตรียมขยายเวลาปิดล้อมอิหร่าน

ราคาน้ำมันพุ่ง 117 ดอลลาร์ หลังมีข่าวสหรัฐฯ เตรียมขยายเวลาปิดล้อมอิหร่าน

29 เม.ย. 2569 22:53 น.

ราคาน้ำมันพุ่ง 117 ดอลลาร์ หลังมีข่าวสหรัฐฯ เตรียมขยายเวลาปิดล้อมอิหร่าน

ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมการเพื่อขยายระยะเวลาการปิดล้อมอิหร่านออกไปอีก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดติดขัดที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงบ่ายวันพุธ ซึ่งถือเป็นระดับราคาสูงสุดของเดือนนี้ หลังจากที่ปิดตลาดเมื่อเย็นวันอังคารด้วยราคาเพียง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้คณะที่ปรึกษาเตรียมขยายมาตรการปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านออกไปอีก เพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่านให้มากขึ้น

ด้านอิหร่านระบุว่าจะตอบโต้ด้วยการขัดขวางการจราจรของเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันอิหร่านจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด ซึ่งตามปกติแล้วช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 1 ใน 5 ของอุปทานทั่วโลก โดยความตึงเครียดนี้เริ่มปะทุขึ้นหลังจากสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านเมื่อ 13 เม.ย. โดยระบุว่า กองทัพเรือของพวกเขาจะสกัดกั้นหรือขับไล่เรือทุกลำที่เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จาก BBC Verify พบว่ามีเรืออย่างน้อย 4 ลำที่เดินทางออกจากท่าเรืออิหร่านและสามารถฝ่าด่านปิดล้อมของสหรัฐฯ ไปได้

แม้ราคาจะมีความผันผวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งอย่างมาก โดยราคาเคยลดลงไปอยู่ที่ 90 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 17 เมษายน หลังมีการประกาศหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ราคาได้กลับมาพุ่งสูงขึ้นตลอด 12 วันที่ผ่านมาเนื่องจากการปิดล้อมยังคงดำเนินอยู่

เศรษฐกิจของอิหร่านกำลังเผชิญกับวิกฤตรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว, ค่าเงินที่อ่อนตัวลงอย่างหนัก และแนวโน้มที่การส่งออกน้ำมันอาจต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง

ศูนย์สถิติแห่งอิหร่านระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งสูงถึง 53.7% ส่วนสกุลเงินเรียล (Rial) ของอิหร่านร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และมีชาวอิหร่านประมาณ 2 ล้านคน ต้องตกงานทั้งทางตรงและทางอ้อมอันเป็นผลมาจากสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวยิว 2 คน ถูกแทงบาดเจ็บในลอนดอน สาเหตุจากความเกลียดชัง

ชาวยิว 2 คน ถูกแทงบาดเจ็บในลอนดอน สาเหตุจากความเกลียดชัง

29 เม.ย. 2569 21:54 น.

ชาวยิว 2 คน ถูกแทงบาดเจ็บในลอนดอน สาเหตุจากความเกลียดชัง

เกิดเหตุคนร้ายไล่แทงชาวยิวในย่านทางเหนือของกรุงลอนดอน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยคาดว่าสาเหตุมาจากความเกลียดชังชาวยิว ซึ่งนายกเทศมนตรีซาดิก ข่าน ประณามว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อวันพุธที่ 29 เม.ย. 2569 เกิดเหตุชายคนหนึ่งใช้อาวุธมีดไล่แทงผู้คนในย่านโกลเดอร์ส กรีน (Golders Green) ซึ่งเป็นชุมชนชาวยิวทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน โดยพุ่งเป้าไปที่ชาวยิวและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คาดแรงจูงใจมาจากความเกลียดชังชาวยิว

กลุ่มอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยชาวยิวชื่อว่า “โชมริม” (Shomrim) สามารถควบคุมตัวคนร้ายไว้ได้ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง หลังจากพบเห็นชายคนดังกล่าวถือมีดวิ่งไล่แทงผู้คนในพื้นที่ โดยผู้บาดเจ็บทั้งสองรายมีอาการสาหัส และกำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีเหตุลอบวางเพลิงโดยมุ่งเป้าไปที่ชาวยิวหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุไล่แทงผู้คนที่โบสถ์ยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อ 2 ต.ค.ปีก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย

นายซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ออกมาประณามการโจมตีครั้งล่าสุดนี้อย่างรุนแรงผ่านทางแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า

“เกิดการโจมตีที่น่าหวาดกลัวต่อชาวลอนดอนเชื้อสายยิว 2 รายในย่านโกลเดอร์ส กรีน… ชุมชนชาวยิวในลอนดอนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีที่น่าตกใจอย่างต่อเนื่อง สังคมของเราต้องไม่มีที่ยืนให้กับการเหยียดเชื้อชาติและการเกลียดชังชาวยิวโดยเด็ดขาด”

นายข่านยังได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินและอาสาสมัครผู้กล้าหาญที่เข้าไประงับเหตุได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้วกว่า 20 ราย โดยเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสวนคดีโจมตีสถานที่ที่มีความเชื่อมโยงกับชาวยิว รวมถึงเหตุการณ์เผารถพยาบาลและความพยายามลอบวางเพลิงโบสถ์ยิวหลายแห่ง

เหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กำลังถูกสืบสวนว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับ ประเทศอิหร่าน ท่ามกลางคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า อิหร่านพยายามใช้ตัวแทนที่เป็นกลุ่มอาชญากรท้องถิ่น เพื่อทำกิจกรรมที่เป็นภัยในสหราชอาณาจักร

กลุ่มฝักใฝ่อิหร่านที่ชื่อว่า Harakat Ashab al-Yamin al-Islamiyya ออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีบางครั้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อังกฤษเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบ เพื่อประท้วงการแสดงความเห็นที่ “ยั่วยุและไม่อาจยอมรับได้” หลังสถานทูตอิหร่านโพสต์ออนไลน์เรียกร้องให้อิหร่านในอังกฤษอาสาเข้าร่วมแคมเปญประกาศความพร้อมที่จะสละชีพเพื่อชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

"อียู" ตั้งข้อหา "เมตา" ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

29 เม.ย. 2569 16:42 น.

“อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

คณะกรรมาธิการยุโรปตั้งข้อหา “เมตา” ล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายบริการดิจิทัล ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปี เล่นเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรม เสี่ยงเผชิญเนื้อหาไม่เหมาะสม เผยระบบแจ้งรายงานใช้งานยาก ต้องคลิกถึง 7 ครั้งกว่าจะส่งเรื่องได้ และบริษัทอาจถูกปรับสูงสุด 6% ของรายได้ทั่วโลก

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศตั้งข้อหาต่อบริษัทเมตา (Meta) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีผู้ให้บริการ เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ในข้อหาละเมิดกฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act หรือ DSA) หลังจากผลการสอบสวนที่ยาวนานกว่า 2 ปี พบว่าบริษัทล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม

เฮนนา เวิร์คคูเนน กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของอียู ระบุว่า ข้อกำหนดและเงื่อนไขของเมตา ที่ระบุว่าผู้ใช้ต้องมีอายุ 13 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเพียง “ตัวอักษรบนกระดาษ” แต่ขาดการปฏิบัติที่เห็นผลจริง โดยผลการตรวจสอบพบว่าไร้ระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โดยพบว่าเด็กสามารถสร้างบัญชีได้ง่ายๆ เพียงแค่กรอกวันเดือนปีเกิดปลอม

นอกจากนั้นยังพบว่าเครื่องมือสำหรับรายงานเมื่อพบเด็กใช้งานถูกวิจารณ์ว่าใช้งานยากมาก โดยผู้ใช้ต้องคลิกถึง 7 ครั้งกว่าจะเข้าถึงแบบฟอร์มการรายงานได้ รวมถึงเมตาประเมินความเสี่ยงต่อเด็กต่ำเกินไป ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานทั่วยุโรปที่พบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี แอบเข้าใช้งานสูงถึง 10-12%

เจ้าหน้าที่อียูย้ำว่าการปล่อยให้เด็กเล็กเข้าใช้งานทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์, การล่วงละเมิด และการเข้าถึงเนื้อหาที่รุนแรง ซึ่งหากข้อกล่าวหานี้ได้รับการยืนยัน เมตาอาจเผชิญโทษปรับสูงสุดถึง 6% ของรายได้รวมทั่วโลกประจำปี ซึ่งเมตารายงานรายได้รวม 201,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) สำหรับปี 2025

ด้านโฆษกของเมตาได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับผลการสอบสวน โดยยืนยันว่าบริษัทมีมาตรการตรวจจับและลบบัญชีผู้ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะเดินหน้าชี้แจงต่ออียูต่อไป

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการกดดันทั่วโลกให้นำแบบอย่างจากออสเตรเลียที่สั่งแบนโซเชียลมีเดียในเด็กต่ำกว่า 16 ปีมาใช้ โดยปัจจุบันหลายประเทศในยุโรปกำลังพิจารณามาตรการที่เข้มงวดขึ้น โดยอียูเตรียมเริ่มใช้งานแอปตรวจสอบอายุที่พัฒนาขึ้นเองภายในสิ้นปี 2026

นอกจากการตรวจสอบเรื่องอายุแล้วอียูยังอยู่ระหว่างสอบสวนว่าเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม มีการออกแบบที่ทำให้ผู้ใช้เสพติดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตหรือไม่ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาอียูได้ตรวจสอบแพลตฟอร์มลามกอนาจารรวมถึงเว็บไซต์ Pornhub และกำลังสอบสวน Snapchat ในประเด็นความบกพร่องด้านการคุ้มครองเด็กเช่นกัน

แม้จะได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่อียูยืนยันว่านี่คือ “อาวุธทางกฎหมาย” ที่จำเป็นในการควบคุมอิทธิพลที่ล้นเกินของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองเยาวชนในอนาคต.

ที่มา The Guardian / Reuters

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอกยอล” เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก "ยุน ซอกยอล" เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

29 เม.ย. 2569 15:47 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอกยอล” เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลอุทธรณ์กรุงโซลพิพากษาเพิ่มโทษอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เป็นจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จากกรณีใช้อำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี เพื่อขัดขวางการจับกุมตนเอง ชี้เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจที่ใช้ข้าราชการเป็นเหมือน “การ์ดส่วนตัว”

ศาลอุทธรณ์ของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาเพิ่มโทษจำคุก นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดี จากเดิม 5 ปี เป็น 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังจากศาลชั้นต้นเคยมีคำตัดสินไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายยุนถูกพบว่าใช้อำนาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี เข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะเข้าจับกุมเขาตามหมายศาล

ผู้พิพากษาศาลกรุงโซลระบุในคำวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่ “น่ารังเกียจอย่างยิ่ง” โดยระบุว่า “จำเลยไม่เพียงแต่ขัดขวางการบังคับใช้หมายจับที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังออกคำสั่งมิชอบแก่เจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนของชาติ โดยพยายามใช้คนเหล่านี้ราวกับเป็น ‘การ์ดส่วนตัว’ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง”

นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นในบางประเด็น โดยสั่งให้เขามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ จากการสั่งให้เผยแพร่เอกสารแก้ต่างการประกาศกฎอัยการศึกแก่สื่อต่างชาติ และยืนหยัดความผิดฐานกีดกันคณะรัฐมนตรีไม่ให้เข้าร่วมประชุมเพื่อวางแผนประกาศกฎอัยการศึก

ปัจจุบัน นายยุน ซอกยอล กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในอีกคดีหนึ่งซึ่งเป็นข้อหาที่รุนแรงกว่าคือ “ข้อหากบฏ” จากความล้มเหลวในการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งในครั้งนั้นเขาได้ประกาศยุติการปกครองระบอบพลเรือนโดยอ้างเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ แต่กฎอัยการศึกดังกล่าวคงอยู่เพียง 6 ชั่วโมงก่อนจะถูกรัฐสภาลงมติคัดค้าน นำมาสู่การถูกถอดถอนและดำเนินคดีในที่สุด

นอกจากนี้ อดีตผู้นำเกาหลีใต้ยังต้องเผชิญกับอีกหนึ่งคดีใหญ่ คือข้อหา “ช่วยเหลือศัตรู” จากการส่งโดรนทหารเข้าไปในน่านฟ้าเกาหลีเหนือในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งอัยการพิเศษกำลังเสนอโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี โดยเชื่อว่ายุนพยายามยั่วยุให้เกาหลีเหนือตอบโต้เพื่อสร้างเงื่อนไขในการประกาศกฎอัยการศึก

ด้าน นางคิม กอนฮี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ภริยาของนายยุน ก็กำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำเช่นกัน โดยศาลอุทธรณ์ได้สั่งเพิ่มโทษจำคุกเธอจาก 20 เดือน เป็น 4 ปี ในคดีคอร์รัปชัน หลังจากศาลพิพากษากลับคำตัดสินในข้อหาปั่นหุ้นที่เธอเคยได้รับการยกฟ้องในชั้นต้น

ทั้งทีมกฎหมายของนายยุน ซอกยอล และนางคิม กอนฮี ได้ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อศาลฎีกาต่อไป.

ที่มา AFP / Yonhap