รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

8 มี.ค. 2569 09:52 น.

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่ยูเครนตลอดคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย ในเมืองคาร์คิฟ รวมถึงเด็ก 2 ราย ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีจี้พันธมิตรเร่งส่งอาวุธป้องกันภัยทางอากาศ หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและรถไฟถูกทำลายหนัก ทำประชาชนนับล้านขาดแคลนไฟฟ้าและระบบทำความร้อน

ยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ด้วยโดรนและขีปนาวุธในช่วงคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มี.ค.) สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายแห่ง และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คนในเมืองคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ รวมถึงเด็ก 2 คน

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบรางทั่วประเทศ พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรนานาชาติตอบสนองต่อการโจมตีที่เขาเรียกว่า “โหดร้ายต่อชีวิตผู้คน” และย้ำว่ายูเครนยังต้องการการสนับสนุนด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธเพิ่มเติม

ทางด้านนายกเทศมนตรีเมืองคาร์คิฟ อีฮอร์ เทเรคอฟ เปิดเผยว่า ขีปนาวุธแบบบอลลิสติกของรัสเซียได้พุ่งชนอาคารที่พักอาศัยสูง 5 ชั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 15 คน ขณะที่อาคารที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 19 หลังได้รับความเสียหาย

ผู้ว่าการแคว้นคาร์คิฟระบุว่า การโจมตียังสร้างความเสียหายต่ออาคารพาณิชย์ อาคารราชการ สายส่งไฟฟ้า และรถยนต์จำนวนมาก ขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตและร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากอาคาร นอกจากนี้ อัยการภูมิภาคยังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอีก 2 คนจากการโจมตีด้วยโดรนใกล้ที่ทำการไปรษณีย์ในหมู่บ้านใกล้ชายแดนรัสเซีย

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนได้ 453 ลำ และขีปนาวุธ 19 ลูก แต่ยังมีขีปนาวุธ 9 ลูก และโดรนโจมตี 26 ลำที่สามารถพุ่งโจมตีเป้าหมายรวม 22 จุดทั่วประเทศ

ในกรุงเคียฟ มีผู้บาดเจ็บ 3 คน และเกิดไฟฟ้าความร้อนสำหรับทำความร้อนในอาคารที่พักอาศัยกว่า 2,800 แห่งใน 4 เขตของเมืองหลวงหยุดชะงัก หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ดูแลโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของยูเครนประกาศใช้มาตรการตัดไฟฉุกเฉินใน 7 ภูมิภาค เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

เจ้าหน้าที่ยูเครนยังเปิดเผยว่า รัสเซียได้โจมตีสถานีรถไฟอย่างน้อย 4 แห่งในภาคกลางของประเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟและท่าเรือในแคว้นโอเดซาทางตอนใต้ ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุน้ำมันพืชเกิดเพลิงไหม้ และโกดังเก็บเมล็ดธัญพืชได้รับความเสียหาย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายไปยังโรงงานอุตสาหกรรมทางทหาร สนามบินทหาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน.

ที่มา Reuters

ผู้นำอิสราเอลลั่น จะโจมตีอิหร่านสุดกำลังต่อไป โวใกล้ครองน่านฟ้าได้แล้ว

ผู้นำอิสราเอลลั่น จะโจมตีอิหร่านสุดกำลังต่อไป โวใกล้ครองน่านฟ้าได้แล้ว

8 มี.ค. 2569 05:33 น.

ผู้นำอิสราเอลลั่น จะโจมตีอิหร่านสุดกำลังต่อไป โวใกล้ครองน่านฟ้าได้แล้ว

เบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศกร้าวว่า อิสราเอลจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป “ด้วยสรรพกำลังทั้งหมดที่เรามี” พร้อมอ้างว่า อิสราเอลกับสหรัฐฯ ใกล้ยึดครองน่านฟ้าของอิหร่านได้ทั้งหมดแล้ว

เมื่อ 7 มี.ค. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกแถลงการณ์ระบุว่า อิสราเอลจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป “ด้วยสรรพกำลังทั้งหมดที่เรามี” และบอกด้วยว่าตอนนี้ กองกำลังของพวกเขาใกล้คุมน่านฟ้าของอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

ในแถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งบันทึกไว้ล่วงหน้า เนทันยาฮูอ้างว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเข้า “ควบคุมน่านฟ้าของอิหร่านได้เกือบทั้งหมด” และระบุว่ายังมี “เป้าหมายและเซอร์ไพรส์อีกมากมายที่เตรียมไว้”

“เราจะสั่นคลอนเสถียรภาพของระบอบการปกครองนี้ และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น” ผู้นำอิสราเอลกล่าว โดยก่อนที่แถลงการณ์นี้จะถูกเผยแพร่ไม่นาน อิสราเอลเพิ่งประกาศการโจมตีกรุงเตหะรานระลอกใหม่

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังส่งคำขู่โดยตรงไปยังสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นหน่วยรบระดับชนชั้นนำของอิหร่าน ว่า “เรากำลังเล็งพวกคุณอยู่”

เขาบอกด้วยว่า ปฏิบัติการทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ จะ “สร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้ประชาชนชาวอิหร่านสามารถกำหนดโชคชะตาด้วยมือของตนเองได้” พร้อมทั้งกระตุ้นให้ชาวอิหร่านลุกฮือขึ้นสู้

“ช่วงเวลาแห่งความจริงกำลังใกล้เข้ามา เราไม่ได้ต้องการที่จะแบ่งแยกอิหร่าน แต่ต้องการปลดปล่อยอิหร่านจากการกดขี่ของทรราชเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกคุณ”

เนทันยาฮูยังพูดถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเขาเรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนปฏิบัติตามข้อผูกมัดภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงเดือนพฤศจิกายน 2567 และดำเนินการปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

“หากล้มเหลวในการดำเนินการดังกล่าว จะส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อเลบานอน ถึงเวลาแล้วที่พวกคุณต้องกำหนดโชคชะตาด้วยมือของตนเอง เราจะทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อปกป้องพลเมืองของเรา” เนทันยาฮูกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

8 มี.ค. 2569 04:49 น.

อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านเผยว่า อาจสามารถเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้ภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ

สำนักข่าว “ฟาร์ส” (Fars) ของอิหร่านรายงานเมื่อ 7 มี.ค. 2569 ว่า สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นคณะผู้รับผิดชอบในการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนถัดไปของอิหร่าน เปิดเผยว่า อาจคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้ภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

อยาตอลเลาะห์ โมซัฟฟารี ระบุว่า สภาผู้เชี่ยวชาญซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 88 คน ต่างกำลัง “รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ” ให้เงื่อนไขต่างๆ พร้อมสำหรับการเปิดประชุมเพื่อคัดเลือกผู้นำคนต่อไปของอิหร่าน และหวังว่า ภารกิจนี้จะลุล่วงภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

โมซัฟฟารีระบุต่อไปว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเลือกตัวผู้นำสูงสุดคนใหม่แต่อย่างใด พร้อมทั้งเรียกร้องให้สาธารณชนอย่าคาดเดาหรือแพร่สะพัดข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทั้งนี้ รายงานข่าวหลายกระแสชี้ว่านาย โมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ คือตัวเก็งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

เชื่อกันว่า โมจตาบา ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สองของ อาลี คาเมเนอี เป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอิหร่าน โดยเขามีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกองกำลังทหารที่ทรงอำนาจที่สุดในอิหร่าน กับกลุ่ม “บาสิจ” (Basij) ซึ่งเป็นเครือข่ายกองกำลังกึ่งทหารอาสาสมัคร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แคนาดาจี้ถอดถอน อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับสืบสันตติวงศ์

แคนาดาจี้ถอดถอน อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับสืบสันตติวงศ์

8 มี.ค. 2569 03:51 น.

แคนาดาจี้ถอดถอน อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับสืบสันตติวงศ์

ผู้นำแคนาดาออกมาเรียกร้องให้สหราชอาณาจักร ถอดถอนอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ หลังเขาถูกสอบสวนคดีประพฤติมิชอบโดยเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

เมื่อ 7 มี.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา ได้ออกมาเรียกร้องให้ถอดถอน แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ของราชวงศ์อังกฤษ หลังจากเขาเผชิญกับข่าวอื้อฉาวมากมายที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ และถูกตัดสินความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

เมื่อเดือนก่อน แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่การงาน หลังจากอีเมล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มคดีเอปสตีน ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมาแฉว่า แอนดรูว์แบ่งปันข้อมูลลับให้กับนายเอปสตีน ในตอนที่อดีตเจ้าชายผู้นี้ดำรงตำแหน่งทูตการค้าของสหราชอาณาจักร

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในกรุงโตเกียว คาร์นีย์กล่าวว่าเขาคิดว่าการกระทำที่ “น่ารังเกียจ” ของอดีตดยุคแห่งยอร์ก ควรส่งผลให้เขาถูกถอดถอนออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ และว่า “แม้ว่าเขาจะอยู่ในลำดับที่ค่อนข้างไกล แต่หลักการสำคัญในเรื่องนี้ยังคงต้องยึดถือไว้”

ปัจจุบัน อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบสันตติวงศ์ แม้จะถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเอปสตีน

กระแสเรียกร้องให้ถอดถอนแอนดรูว์ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้แจ้งต่อ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรว่า รัฐบาลของเขาจะสนับสนุนแผนการดังกล่าว หากอังกฤษตัดสินใจดำเนินการ

แอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวกับเซอร์ เคียร์ ว่า “ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลของผมจะเห็นชอบต่อข้อเสนอใดก็ตามที่จะถอดถอนเขาออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ … สิ่งเหล่านี้เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง และชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก”

ทางด้าน คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก็ได้ขานรับคำเรียกร้องของอัลบาเนซี โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “บรรทัดฐานสำคัญคือ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และเมื่อการสอบสวนสิ้นสุดลง หากรัฐบาลสหราชอาณาจักรตัดสินใจถอดถอนเขาออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ นั่นคือสิ่งที่เราพร้อมจะสนับสนุน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

8 มี.ค. 2569 03:09 น.

ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

บาเลนดรา ชาห์ แร็ปเปอร์หนุ่มวัย 35 ปี สามารถเอาชนะอดีตนายกรัฐมนตรี ชาร์มา เคพี โอลี ในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศได้สำเร็จ จ่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มี.ค. 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งของเนปาลยืนยันว่า พรรคของนายบาเลนดรา ชาห์ แร็ปเปอร์หนุ่มวัย 35 ปี คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป และตัวนายชาห์เองก็โค่นคู่แข่งคนสำคัญอย่างนาย ชาร์มา เคพี โอลี อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงในเขตเลือกตั้งของนายโอลีเอง ด้วยคะแนน 68,348 ต่อ 18,734 คะแนน ชิงที่นั่งในสภามาได้สำเร็จ

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.) ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่กลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ประท้วงโค่นล้มรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน โดยเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างนักการเมืองขั้วอำนาจเก่ากับนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เข้ามาเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มเจนซี ที่กำลังโกรธแค้นและกระหายความเปลี่ยนแปลง

นายชาห์ ซึ่งลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุเมื่อเดือนมกราคมเพื่อลงท้าชิงในเขตเลือกตั้งของโอลี เตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล หลังจากพรรค RSP ของเขาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้

อนึ่ง กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองของเนปาลตกอยู่ในวงจรของรัฐบาลผสมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค โดย 2 ใน 3 นั้นเป็นพรรคคอมมิวนิสต์

การเลือกตั้งในครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มเจนซี จะประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวคนทั้งประเทศได้หรือไม่ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะให้คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านบททดสอบเข้ามากำหนดอนาคต หรือว่าเหล่านักการเมืองรุ่นใหญ่ระดับแถวหน้า ผู้ซึ่งครองอำนาจมานานหลายทศวรรษ จะยังคงรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้

ทั้งนี้ พรรค RSP ของชาห์ได้เปิดเผยร่างนโยบายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยให้คำมั่นว่าจะสร้างงาน 1.2 ล้านตำแหน่ง และลดการถูกบังคับให้ต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน เพื่อตอบโต้ความอัดอั้นตันใจของประชาชนต่อปัญหาการว่างงานและค่าแรงต่ำ ซึ่งส่งผลให้ชาวเนปาลหลายล้านคนต้องดิ้นรนไปทำงานในต่างประเทศ

พรรค RSP ยังให้สัญญาว่าภายใน 5 ปี จะยกระดับรายได้ต่อหัวของประชากรเนปาลจาก 1,447 ดอลลาร์ เป็น 3,000 ดอลลาร์ พร้อมทั้งขยายขนาดเศรษฐกิจของประเทศให้เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ และจัดสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ประกันสุขภาพ ให้แก่ประชาชนทุกคนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รบ.ทรัมป์ขายระเบิด 12,000 ลูกให้อิสราเอล ไม่รอสภาอนุมัติ อ้างฉุกเฉิน

รบ.ทรัมป์ขายระเบิด 12,000 ลูกให้อิสราเอล ไม่รอสภาอนุมัติ อ้างฉุกเฉิน

8 มี.ค. 2569 01:55 น.

รบ.ทรัมป์ขายระเบิด 12,000 ลูกให้อิสราเอล ไม่รอสภาอนุมัติ อ้างฉุกเฉิน

สหรัฐฯ อนุมัติการขายระเบิดอเนกประสงค์หนัก 1,000 ปอนด์ จำนวน 12,000 ลูกให้แก่อิสราเอล โดยไม่ผ่านขั้นตอนของสภาคองเกรส โดยอ้างความฉุกเฉินของสถานการณ์

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 7 มี.ค. 2569 ว่า รัฐบาลของทรัมป์ใช้อำนาจข้ามขั้นตอนของสภาคองเกรส เพื่ออนุมัติขายระเบิดอเนกประสงค์รุ่น BLU-110A/B ขนาด 1,000 ปอนด์ จำนวน 12,000 ลูก มูลค่ารวมกว่า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้อิสราเอลทันที โดยอ้างความฉุกเฉินของสถานการณ์

ตามประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ได้ตัดสินใจและให้เหตุผลโดยละเอียดว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องขายยุทโธปกรณ์และบริการด้านการป้องกันประเทศดังกล่าวให้แก่รัฐบาลอิสราเอลในทันที เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา จึงให้ระงับข้อกำหนดในการตรวจสอบของสภาคองเกรสภายใต้มาตรา 36(b) ของกฎหมายควบคุมการส่งออกอาวุธ”

“การขายตามที่เสนอในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของอิสราเอลในการรับมือกับภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต เสริมสร้างการป้องกันมาตุภูมิ และทำหน้าที่เป็นปัจจัยป้องปรามภัยคุกคามในภูมิภาค” ประกาศดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (6 มี.ค.) ระบุเพิ่ม

นอกจากระเบิดแล้ว แพ็กเกจการขายอาวุธดังกล่าวยังรวมถึง บริการสนับสนุนด้านวิศวกรรม, ขนส่ง, การสนับสนุนทางเทคนิคจากรัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทคู่สัญญา ตลอดจนองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนโครงการ

การเร่งรัดการขายครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่อิสราเอลและสหรัฐฯ ยังคงทำสงครามกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณถึงการโจมตีระลอกใหม่ที่รุนแรงว่า “วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก!”

“พื้นที่และกลุ่มบุคคลที่ไม่เคยถูกพิจารณาให้เป็นเป้าหมายจนถึงขณะนี้ กำลังอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อการทำลายล้างอย่างสิ้นซากและความตายที่แน่นอน เนื่องจากพฤติกรรมที่เลวร้ายของอิหร่าน” ทรัมป์เขียนข้อความบน Truth Social เมื่อเช้าวันเสาร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน. UAE ฉุน เรียกอิหร่านเป็น “ศัตรู” หลังโดนโจมตีต่อเนื่อง

ปธน. UAE ฉุน เรียกอิหร่านเป็น “ศัตรู” หลังโดนโจมตีต่อเนื่อง

8 มี.ค. 2569 00:13 น.

ปธน. UAE ฉุน เรียกอิหร่านเป็น “ศัตรู” หลังโดนโจมตีต่อเนื่อง

ประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งคำเตือนถึงอิหร่าน ว่าประเทศของเขาไม่ใช่เหยื่อที่เคี้ยวได้ง่ายๆ พร้อมกับเรียกอิหร่านว่าเป็น “ศัตรู” หลังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 7 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่งคำเตือนถึงอิหร่านว่า ประเทศของเขา “ไม่ใช่เหยื่อที่เคี้ยวง่าย” พร้อมกับเรียกกรุงเตหะรานว่า “ศัตรู” หลังจาก UAE ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

ประธานาธิบดี อัล นาห์ยาน ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม MBZ กล่าวว่าเขา “ต้องการส่งข้อความไปยังศัตรูของ UAE”

“UAE นั้นสวยงาม UAE เป็นต้นแบบที่น่าดำเนินตาม แต่ผมขอบอกคุณว่า อย่าได้ถูกภาพลักษณ์นั้นหลอกตา” MBZ กล่าวระหว่างการเยี่ยมเยียนโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังรักษาพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่าน “มือของ UAE นั้นแข็งแกร่งและสามารถเอื้อมถึง เนื้อของเรานั้นขม และเราไม่ใช่เหยื่อที่เคี้ยวได้ง่ายๆ”

ถ้อยแถลงของ MBZ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้น ถูกเผยแพร่ออกมาไม่นานหลังจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของเอมิเรตส์ได้ตอบโต้ภัยคุกคามจากขีปนาวุธของอิหร่าน และประธานาธิบดีของอิหร่านเพิ่งออกมาบอกว่า การโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียจะหยุดลง หากไม่ถูกโจมตีก่อน

“เรากำลังปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ ประชาชนของเรา และผู้ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเรา ขอพระเจ้าคุ้มครอง UAE คุ้มครองประชาชนและทุกคนในประเทศ และประทานพรแห่งความมั่นคงและความปลอดภัยแก่พวกเขา” MBZ กล่าวเสริม “ผมสัญญากับพวกคุณว่า สิ่งที่กำลังจะตามมาจะแสดงให้เห็นว่าเราแข็งแกร่งขึ้น”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามปะทุเมื่อ 28 ก.พ. UAE รายงานการโจมตีจากอิหร่านแล้วมากกว่า 1,200 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจากมิสไซล์หรือโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 100 ราย สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานในกรุงอาบูดาบี และในนครดูไบ

ล่าสุดในวันเสาร์ที่ 7 มี.ค. UAE ก็รายงานว่า กำลังตอบโต้การโจมตีด้วย “ขีปนาวุธและโดรน” จากอิหร่าน ทั้งที่ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน เพิ่งกล่าวไปเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ว่า อิหร่านจะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน “เว้นแต่จะถูกโจมตีก่อน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

อิหร่านดับพุ่ง 1,348 ศพ หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลถล่ม เกือบ 200 รายเป็นเด็ก

อิหร่านดับพุ่ง 1,348 ศพ หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลถล่ม เกือบ 200 รายเป็นเด็ก

7 มี.ค. 2569 23:27 น.

อิหร่านดับพุ่ง 1,348 ศพ หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลถล่ม เกือบ 200 รายเป็นเด็ก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลในอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,348 ศพแล้ว นอกจากนั้นการโจมตียังขยายวงกว้างไปใน 28 จังหวัด แม้เป้าหมายหลักจะยังอยู่ที่กรุงเตหะรานกับภาคตะวันตก

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 สำนักข่าวนักสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่มีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ รายงานว่า จำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตในอิหร่านจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 1,172 ศพแล้ว นับจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

HRANA ระบุว่า ในกลุ่มผู้เสียชีวิตดังกล่าว เป็นเด็กมากถึง 194 ราย และนอกจากผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนแล้ว HRANA ระบุว่ามีบุคลากรทางทหารเสียชีวิตอีก 176 ศพด้วย

HRANA เผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึง 17.00 น. วันศุกร์ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) เกิดการโจมตีอย่างน้อย 664 ครั้งจาก 136 เหตุการณ์ ใน 28 จังหวัด ซึ่งการโจมตีครั้งล่าสุดนี้ถูกประเมินว่ามีความรุนแรงกว่าหลายวันที่ผ่านมาหลายเท่าตัว และแพร่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ แม้เป้าหมายหลักจะยังอยู่ที่กรุงเตหะรานกับภาคตะวันตก

HRANA เผยอีกว่า มีสถานที่บางแห่งที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหายระหว่างวันพฤหัสบดีถึงเย็นวันศุกร์ รวมถึง ศูนย์ของสภาเสี้ยววงเดือนแดง, ที่พักอาศัย 3 แห่งในกรุงเตหะราน และอาคารของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน (NIOC)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ลั่น วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก ชี้กำลังหาเป้าหมายใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ลั่น วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก ชี้กำลังหาเป้าหมายใหม่

7 มี.ค. 2569 22:06 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ลั่น วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก ชี้กำลังหาเป้าหมายใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก และว่าพวกเขากำลังมองหาเป้าหมายใหม่ในอิหร่าน ที่ไม่เคยตกเป็นเป้าโจมตีมาก่อน

เมื่อ 7 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าเขาจะยกระดับสงครามในอิหร่านในวันนี้ โดยระบุผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า “วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก” และพวกเขากำลังพิจารณาเป้าหมายที่ไม่เคยตกเป็นเป้าโจมตีมาก่อน

“พื้นที่และกลุ่มบุคคลที่ไม่เคยถูกพิจารณาให้เป็นเป้าหมายจนถึงขณะนี้ กำลังอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อการทำลายล้างอย่างสิ้นซากและความตายที่แน่นอน เนื่องจากพฤติกรรมที่เลวร้ายของอิหร่าน” ทรัมป์เขียนระบุ

นอกจากนั้น นายทรัมป์ดูเหมือนจะอ้างถึงคำพูดของประธานาธิบดีอิหร่าน ที่กล่าวขอโทษประเทศเพื่อนบ้านในการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ โดยทรัมป์อ้างว่า มาซูด เปเซชเคียน ได้ “ยอมจำนน” ต่อเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางแล้ว และได้ “สัญญาว่าจะไม่ยิงใส่พวกเขาอีกต่อไป”

“คำสัญญานี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะการโจมตีอย่างไม่ลดละของสหรัฐฯ และอิสราเอลเท่านั้น” ทรัมป์ระบุ

“อิหร่านไม่ใช่ “อันธพาลแห่งตะวันออกกลาง” อีกต่อไป แต่พวกเขากลายเป็น “ผู้แพ้แห่งตะวันออกกลาง” แทน และจะเป็นเช่นนั้นไปอีกหลายทศวรรษจนกว่าจะยอมจำนน หรือที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือ ล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง! วันนี้อิหร่านจะถูกโจมตีอย่างหนัก!” ทรัมป์เขียนทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น ยังมีสิทธิ์โจมตีตอบโต้ หลัง ปธน.ขอโทษเพื่อนบ้าน

อิหร่านลั่น ยังมีสิทธิ์โจมตีตอบโต้ หลัง ปธน.ขอโทษเพื่อนบ้าน

7 มี.ค. 2569 21:40 น.

อิหร่านลั่น ยังมีสิทธิ์โจมตีตอบโต้ หลัง ปธน.ขอโทษเพื่อนบ้าน

ทางการอิหร่านยืนยัน พวกเขายังมีสิทธิ์ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ที่มาจากฐานทัพในประเทศตะวันออกกลาง แม้ว่าก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีอิหร่านจะออกมาขอโทษประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกโจมตีก็ตาม

เมื่อ 7 มี.ค. 2569 ทางการอิหร่านออกมาประกาศว่า พวกเขาจะตอบโต้ขั้นเด็ดขาด ต่อการโจมตีใดๆ ที่มาจากฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้ว่าก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน จะกล่าวขอโทษต่อประเทศเพื่อนบ้าน และว่าจะหยุดโจมตีพวกเขา เว้นเสียแต่ว่าอิหร่านจะถูกโจมตีก่อน

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดีอิหร่านก็ออก “คำชี้แจง” เกี่ยวกับความเห็นของนายเปเซชเคียน หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อ้างว่านี่คือหลักฐานที่แสดงว่าอิหร่านได้ “ยอมจำนน” ต่อเพื่อนบ้านแล้ว

“เราจะตอบโต้ขั้นเด็ดขาดต่อการโจมตีใดๆ ที่มาจากฐานทัพอเมริกัน” รองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดีอิหร่านระบุ “ข้อความจากประธานาธิบดีเปเซชเคียนนั้นชัดเจนว่า หากประเทศในภูมิภาคไม่ให้ความร่วมมือกับอเมริกาในการโจมตีเรา เราก็จะไม่โจมตีพวกเขา”

ด้านนายเปเซชเคียนก็ดูเหมือนว่าจะต้องการขยายความคำพูดก่อนหน้านี้ของตนเอง โดยโพสต์ข้อความบน X ว่า อิหร่านแสวงหาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศเพื่อนบ้านเสมอมา แต่เน้นย้ำว่าสิ่งนี้ “ไม่ได้ลบล้างสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่านในการป้องกันตนเอง” ต่อการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

“เราจะยืนหยัดและต่อต้านจนหยดสุดท้ายของชีวิตเพื่อปกป้องประเทศของเรา” นายเปเซชเคียนกล่าว “เราไม่ได้โจมตีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร แต่เรามุ่งเป้าไปที่ฐานทัพ สิ่งอำนวยความสะดวก และทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn