อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

6 มี.ค. 2569 17:28 น.

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ ควบคู่กับการจัดทำแผนปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทยภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล–สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั้งโลกต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มี.ค. 2569) ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าและค่าระวางเรือประมาณร้อยละ 50–140

กระทรวงอุตสาหกรรมได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โดยพบว่าอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต การผลิตแก้ว/กระจกแผ่น การผลิตกระเบื้องและเซรามิก การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า และการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงอุตสาหกรรม  ปิโตรเคมีในแง่ของวัตถุดิบ สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ในระยะต้นอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมภาคอุตสาหกรรมไทยมากนัก และยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในทุกอุตสาหกรรม หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน ประเมินว่าในสถานการณ์ดังกล่าวยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงครามและไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิต อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ Hybrid จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่อาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางจากความต้องการยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษจากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้นและแนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษทดแทนพลาสติก 

จากการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐ พบว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ (1) การบริหารจัดการความเสี่ยงและวัตถุดิบ เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลาง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติ และ (2) การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิตและการตลาด และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว โดยมีมาตรการเร่งด่วนประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบและปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ (2) ด้านการลดต้นทุน เช่น สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดในโรงงานผ่านโซลาร์รูฟท็อป การผลิตพลังงานจากชีวมวล และการส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากกากน้ำตาลและน้ำมันปาล์ม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น (3) ด้านแหล่งเงินทุน เช่น สนับสนุนสินเชื่อภายใต้กองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ สินเชื่อ SME Green Productivity ภายใต้ SME D Bank และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และ (4) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น สนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการใช้พลังงาน

สำหรับมาตรการสนับสนุนในระยะกลางและระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรค เป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) และ Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มองเฉพาะการติดตามสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการใน 4 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและพลังงานนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว

สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกกลางเทอม เซ่นปมสัมพันธ์ฉาวกับผู้ช่วย

สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกกลางเทอม เซ่นปมสัมพันธ์ฉาวกับผู้ช่วย

6 มี.ค. 2569 16:48 น.

สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกกลางเทอม เซ่นปมสัมพันธ์ฉาวกับผู้ช่วย

โทนี กอนซาเลซ สส.รัฐเท็กซัส ประกาศถอนตัวจากการเลือกตั้งกลางเทอมแล้ว หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากเหล่าสมาชิกในพรรครีพับลิกัน จากการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับอดีตเจ้าหน้าที่ในสังกัด

สื่อต่างประเทศรายงาน ว่า นายโทนี กอนซาเลซ สส.รัฐเท็กซัส ในสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกัน ได้แถลงยุติการรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงแล้วอย่างเป็นทางการ หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับอดีตเจ้าหน้าที่ในสังกัด คือนาง เรจินา ซานโตส-อาบีเลส ในขณะที่ทั้งคู่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ซึ่งในเวลาต่อมาเธอได้เสียชีวิตลงจากการจุดไฟเผาตัวเอง โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา 

นายกอนซาเลซ ได้โพสต์แถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.)  โดยระบุว่า “หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและได้รับกำลังใจจากครอบครัว ผมตัดสินใจที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ แต่จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในวาระที่เหลืออย่างเต็มกำลัง เพื่อรับใช้ประชาชนในเขตของผมต่อไป”

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากแกนนำพรรครีพับลิกันออกแถลงการณ์ร่วม เพื่อเรียกร้องให้เขาถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบ รันออฟ (Runoff) หรือการเลือกตั้งรอบตัดเชือก ในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเขาจะต้องลงแข่งกับ นายแบรนดอน เอร์เรรา จากพรรคเดียวกัน

ประธานวิปพรรครีพับลิกัน นายทอม เอ็มเมอร์ เผยว่าเขาได้บอกกับนายกอนซาเลซแล้วว่า ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้สมาชิกพรรคทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก โดยเฉพาะการที่นายกอนซาเลซเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาในก่อนหน้าและระบุว่ามันเป็นเพียงการแบล็คเมล์ที่มีจุดประสงค์ทางการเมือง โดยเขาได้เตือนว่า หากนายกอนซาเลซไม่ยอมถอนตัวจากการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ด้วยตัวเอง เขาอาจต้องเผชิญกับมติพรรคในการขับออกจากตำแหน่ง (Expulsion) 

ในขณะที่คณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เริ่มตั้งคณะทำงานสอบสวนประเด็นการประพฤติมิชอบทางเพศ และการเอื้อประโยชน์ในที่ทำงาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดระเบียบข้อบังคับของสภาฯ อย่างร้ายแรง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายไมค์ จอห์นสัน เผยกับสื่อว่า แม้ข้อกล่าวหาของนายกอนซาเลซจะน่าตกใจและน่ารังเกียจ แต่เราจะยังคงยึดหลักกระบวนการยุติธรรมในการสอบสวน และการบีบให้ นายกอนซาเลซ ถอนตัวจากการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้นั้นก็ถือเป็น “โทษประหารชีวิตทางการเมือง” (Political Death Penalty) ที่รุนแรงเพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคบางส่วน เช่น นายโธมัส แมสซี และนางแนนซี เมซ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ผู้นำพรรคพยายามออกมาปกป้องนายกอนซาเลซให้ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ เป็นการกระทำมีเป้าหมายเพียงเพื่อที่จะรักษาเสียงข้างมากที่ปริ่มน้ำเอาไว้เท่านั้น และการกระทำนี้อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของพรรคในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า.

ที่มา BBCCNN

อ่านข่าว เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก

สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก

6 มี.ค. 2569 16:40 น.

สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก

สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เผยค่าใช้จ่ายในการทำสงครามโจมตีอิหร่านในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) หรือเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม และอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ

ผลวิจัยล่าสุดจากศูนย์ยุทธศาสตร์และสากลศึกษา (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่ออิหร่าน ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) เฉพาะในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ หรือเฉลี่ยสูงถึง 891.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 28,390 ล้านบาท)

มาร์ก แคนเซียน และ คริส พาร์ค นักวิจัย ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ เป็นงบประมาณที่ “ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า” ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสในเร็วๆ นี้

รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นี้เกิดจากการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนและระบบอาวุธล้ำสมัย โดยในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ได้ใช้ยุทโธปกรณ์ไปมากกว่า 2,000 รายการ และคาดว่าต้องใช้งบประมาณถึง 3,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธมาเติมในคลังให้คงเดิม

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า การโจมตีอิหร่าน “กำลังจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมาก” โดยจะมีการเพิ่มฝูงบินขับไล่ ขีดความสามารถด้านการป้องกัน และเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดให้มากขึ้น

เหล่านักวิเคราะห์มองว่า งบประมาณสงครามที่ไม่อยู่ในแผนนี้จะกลายเป็น “จุดศูนย์กลางของการต่อต้านสงคราม” เนื่องจากชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังสร้างรอยร้าวในกลุ่มฐานเสียง “America First” ของทรัมป์ ที่เคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะไม่นำพาประเทศเข้าสู่ “สงครามในต่างแดน” ซึ่งสถานการณ์นี้ต่างจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่นำไปสู่การจับกุมนายประเทศนิโกลัส มาดูโร ก่อนหน้านี้ เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนั้นมีการวางแผนงบประมาณไว้รองรับเกือบทั้งหมด

นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียทางชีวภาพอย่างมหาศาล โดยสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า นับตั้งแต่การทิ้งระเบิดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 181 ราย ตามข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ

ขณะที่ในเลบานอน มียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 123 ราย ส่วนฝั่งสหรัฐฯ มีทหารเสียชีวิตแล้ว 6 นาย ในอิสราเอลเสียชีวิต 11 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 9 รายในกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย.

ที่มา  Al Jazeera

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

6 มี.ค. 2569 15:50 น.

อินโดนีเซียเตรียมสั่งปิดบัญชีโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้

รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ประกาศบังคับใช้กฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเป็นทางการ สั่งระงับการเข้าถึงของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เริ่มปิดบัญชีโซเชียลมีเดียพร้อมกันทั่วประเทศ 28 มีนาคมนี้ หวังแก้ปัญหาภัยคุกคามออนไลน์และการเสพติดดิจิทัลในเด็ก

รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามกฎระเบียบลูกที่แยกออกมาจากกฎหมายลำดับรอง ฉบับที่ 17 ปี 2025 ว่าด้วยการบริหารจัดการผู้ให้บริการระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการคุ้มครองเด็ก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “PP Tunas”

นางมิวเทีย ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ระบุในแถลงการณ์วันนี้ (6 มี.ค.) ว่ากฎระเบียบดังกล่าวเริ่มประกาศใช้แล้วเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้แก่เยาวชนในโลกไซเบอร์ รวมถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศนอกกลุ่มชาติตะวันตกชาติแรกๆ ที่ใช้นโยบายจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลตามเกณฑ์อายุ

นางมิวเทียเน้นย้ำว่ามาตรการนี้มีความจำเป็นเนื่องจากเด็กๆ กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่ออันตรายบนอินเทอร์เน็ต “เหตุผลของเราชัดเจน ลูกหลานของเรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่สื่อลามกอนาจาร, การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์, การหลอกลวงออนไลน์ และที่สำคัญที่สุดคือปัญหาการเสพติดดิจิทัล”

รัฐบาลจะเริ่มขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายในวันที่ 28 มีนาคม 2026 โดยในระยะแรก บัญชีผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่ถูกจัดว่ามีความเสี่ยงสูงจะถูก “ปิดการใช้งาน” อย่างเป็นค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งรายชื่อแพลตฟอร์มที่รวมอยู่ในนโยบายนี้ ได้แก่ ยูทูบ, TikTok, เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, เธรดส์ (Threads), X (หรือทวิตเตอร์เดิม), Bigo Live และ Roblox (แพลตฟอร์มเกม)

กระทรวงสื่อสารฯ ระบุว่ากระบวนการปิดบัญชีจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าทุกแพลตฟอร์มจะปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีมิวเทียยอมรับว่าในช่วงเริ่มต้นอาจสร้างความไม่สะดวกใจให้แก่ทั้งเด็กและผู้ปกครอง “เราตระหนักดีว่าการบังคับใช้กฎนี้อาจทำให้เด็กๆ บ่น หรือทำให้พ่อแม่สับสนในการรับมือกับความไม่พอใจของลูก แต่ในสภาวะที่เรียกว่า ‘ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล’ เช่นนี้ นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลต้องทำเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ”

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราต้องการให้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ให้ช่วงวัยเยาว์ของเด็กๆ ต้องมาเป็นเหยื่อสังเวยแก่เทคโนโลยี” โดยรัฐบาลยืนยันว่านโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการเฝ้าระวังภัยจากโลกดิจิทัล ไม่ให้กลายเป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป.

ที่มา detikcom

“ทรัมป์” ส่งสัญญาณ “คิวบา” คือเป้าหมายถัดไป เตรียมเปิดดีลใหญ่หลังจบศึกอิหร่าน

"ทรัมป์" ส่งสัญญาณ "คิวบา" คือเป้าหมายถัดไป เตรียมเปิดดีลใหญ่หลังจบศึกอิหร่าน

6 มี.ค. 2569 14:42 น.

“ทรัมป์” ส่งสัญญาณ “คิวบา” คือเป้าหมายถัดไป เตรียมเปิดดีลใหญ่หลังจบศึกอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเปิดการเจรจากับรัฐบาลคิวบาในอนาคตอันใกล้ หลังสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านสิ้นสุดลง โดยระบุว่าคิวบาต้องการทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ อย่างมาก ขณะที่สถานการณ์ในคิวบากำลังเผชิญวิกฤตขั้นรุนแรงหลังถูกสหรัฐฯ ตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากเวเนซุเอลาจนไฟฟ้าดับค่อนประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “คิวบา” จะเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับถัดไปในนโยบายต่างประเทศ โดยเน้นไปที่การทำข้อตกลงครั้งใหม่ หลังจากที่ปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาได้เกือบ 1 สัปดาห์

ในระหว่างการต้อนรับทีมฟุตบอล อินเตอร์ ไมอามี ที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้กล่าวกับเจ้าของสโมสรซึ่งมีเชื้อสายอเมริกัน-คิวบาว่า พวกเขาอาจจะได้ “กลับบ้าน” ในเร็วๆ นี้ โดยระบุว่า “เราต้องการจัดการเรื่องนี้ (สงครามอิหร่าน) ให้เสร็จสิ้นก่อน แต่มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ก่อนที่คุณและผู้คนอีกมากมายจะได้กลับไป”

ทรัมป์ยังได้หันไปกล่าวย้ำกับ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่าภารกิจถัดไปคือคิวบา “เราต้องการทำสิ่งนั้นเป็นพิเศษ… คิวบา” พร้อมเสริมว่า “หากเราทำทุกอย่างเร็วเกินไป สิ่งเลวร้ายอาจเกิดขึ้นได้”

คำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงที่คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างหนัก หลังจากสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ได้สำเร็จ ทรัมป์ได้สั่งระงับการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจากเวเนซุเอลาไปยังคิวบาซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมขู่จะตั้งกำแพงภาษีกับทุกประเทศที่ขายน้ำมันให้คิวบา

ทรัมป์ระบุในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ Politico ก่อนหน้านี้ว่า “เราตัดขาดทั้งน้ำมันและเงิน หรือพูดง่ายๆ คือตัดทุกอย่างที่มาจากเวเนซุเอลา ตอนนี้พวกเขาต้องการทำข้อตกลง พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ และเรากำลังคุยกับคิวบาอยู่” 

ขณะนี้คิวบากำลังประสบภาวะไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและการเข้าถึงน้ำดื่ม ข้อมูลจากสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าชาวคิวบากว่า 2 ล้านคน ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากพายุเฮอริเคนเมลิสซาเมื่อเดือนตุลาคม ขณะที่คิวบามีผู้ป่วยเรื้อรังกว่า 5 ล้านคน ต้องพึ่งพาไฟฟ้าในการรักษา ส่วนประชากร 10% ต้องอาศัยน้ำดื่มจากรถบรรทุกที่ใช้ปั๊มไฟฟ้า

องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่ซ้ำเติมด้วยภัยพิบัติที่ประดังเข้ามา” โดยมีรายงานสถานพยาบาลกว่า 385 แห่งได้รับความเสียหาย และเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสไข้เลือดออกและโรคไข้โอโรพุช (Oropouche)

นอกจากวิกฤตภายใน คิวบายังเผชิญกับมรสุมทางการทูต โดยรัฐบาลเอกวาดอร์ประกาศให้เอกอัครราชทูตคิวบาเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” และสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง โดยไม่มีการระบุสาเหตุที่แน่ชัด มีรายงานพบเห็นการเผาทำลายเอกสารบนดาดฟ้าสถานทูตคิวบาในกรุงกีโตหลังประกาศดังกล่าว.

ที่มา ABC News

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต หลังปฏิบัติการจับกุม “มาดูโร”

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต หลังปฏิบัติการจับกุม "มาดูโร"

6 มี.ค. 2569 12:39 น.

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต หลังปฏิบัติการจับกุม “มาดูโร”

สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาประกาศฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตและกงสุลอย่างเป็นทางการ หลังความตึงเครียดยาวนานหลายปี โดยเกิดขึ้นภายหลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร เมื่อต้นปี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายระบุจะร่วมมือกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและผลักดันกระบวนการปรองดองทางการเมือง

สหรัฐอเมริกาและรัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและกงสุลระหว่างกันอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ถูกตัดขาดมาตั้งแต่ปี 2019 โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ หลังเกิดเหตุการณ์ที่สหรัฐจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และผลักดันกระบวนการปรองดองทางการเมืองในเวเนซุเอลา รวมถึงสร้างเงื่อนไขสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในอนาคต 

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มผ่อนคลายลงตั้งแต่เดือนมกราคม หลังสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารบุกจับกุมนายมาดูโรและภรรยา ก่อนนำตัวไปขึ้นศาลในนครนิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาวุธและการค้ายาเสพติด ซึ่งทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว 

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ศาลสูงเวเนซุเอลาได้แต่งตั้งเดลซี โรดริเกซ ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ และเริ่มเปิดการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงการากัสซึ่งปิดทำการตั้งแต่ปี 2019 ได้กลับมาเปิดดำเนินงานอีกครั้ง 

รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุในแถลงการณ์ว่า พร้อมเดินหน้าสู่ “ยุคใหม่ของการเจรจาเชิงสร้างสรรค์” บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และความเสมอภาคทางอธิปไตยของรัฐ พร้อมแสดงความหวังว่าความสัมพันธ์ที่ฟื้นขึ้นจะนำไปสู่ความเป็นอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประชาชนเวเนซุเอลา 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์จากรัฐบาลเวเนซุเอลาไม่ได้กล่าวถึงแผนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหรือการเลือกตั้งในอนาคต ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ย้ำว่าการมีส่วนร่วมกับเวเนซุเอลามุ่งเน้นการสร้างเงื่อนไขสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างสันติ

แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า เจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย จะถูกย้ายไปประจำการที่กรุงการากัสเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาแบบเผชิญหน้าและการให้บริการกงสุลแก่ประชาชน

ในอีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือระหว่างสองประเทศเริ่มขยายไปสู่ด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ หลังจากสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน และอนุญาตให้เวเนซุเอลาขายน้ำมันภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ ขณะที่เวเนซุเอลาได้ปรับกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันมากขึ้น 

นอกจากน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลซึ่งมากที่สุดในโลกแล้ว เวเนซุเอลายังมีทรัพยากรแร่สำคัญ เช่น ทองคำ เพชร และแร่หายากหลายชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ประเทศนี้ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจและพลังงานโลก.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ไม่สนราคาน้ำมันพุ่งเซ่นปฏิบัติการถล่มอิหร่าน ลั่น “ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น”

"ทรัมป์" ไม่สนราคาน้ำมันพุ่งเซ่นปฏิบัติการถล่มอิหร่าน ลั่น "ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น"

6 มี.ค. 2569 11:55 น.

“ทรัมป์” ไม่สนราคาน้ำมันพุ่งเซ่นปฏิบัติการถล่มอิหร่าน ลั่น “ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น”

“โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ำชัดไม่กังวลวิกฤตราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุความขัดแย้งในอิหร่าน ลั่น “ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น” ชี้ปฏิบัติการทางทหารคือความสำคัญลำดับแรก และเชื่อราคาจะลดลงเองหลังจบภารกิจ ขณะที่ทีมงานทำเนียบขาวเร่งหาทางรับมือหวั่นกระทบคะแนนเสียงการเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยระบุว่าเขาไม่มีความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นจากการขยายตัวของความขัดแย้งในอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายหลักในขณะนี้คือปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ

“ผมไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลย” ทรัมป์ตอบคำถามสื่อถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ขยับตัวสูงขึ้น “ราคามันจะลดลงอย่างรวดเร็วเองเมื่อเรื่องนี้จบลง และถ้ามันจะขึ้น มันก็ต้องขึ้น แต่นี่คือสิ่งที่สำคัญกว่าการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย”

ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนโทนอย่างชัดเจน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเดียว ทรัมป์เพิ่งจะกล่าวอวดผลงานการลดราคาน้ำมันในการแถลงนโยบายประจำปี และในงานปราศรัยที่รัฐเท็กซัสเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อราคาน้ำมัน แต่คนใกล้ชิดในทำเนียบขาวกลับมองต่างออกไป แหล่งข่าวภายในระบุว่า ซูซี ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว และคริส ไรท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้เร่งหารือกับเหล่าซีอีโอของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เพื่อหาทางรับมือกับวิกฤตพลังงาน

นอกจากนี้ แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า ทีมความมั่นคงและทีมเศรษฐกิจกำลังเร่งวางมาตรการลดราคาน้ำมัน โดยไวล์สได้เตือนในที่ประชุมว่า หากรัฐบาลล้มเหลวในการควบคุมราคาน้ำมัน อาจนำไปสู่ “หายนะ” ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งกำลังเผชิญกับความไม่พอใจของประชาชนเรื่องค่าครองชีพอยู่แล้ว

ทรัมป์วางกรอบเวลาของปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านไว้ที่ประมาณ 4-5 สัปดาห์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะกังขาว่าอาจยืดเยื้อกว่านั้นก็ตาม นอกจากนี้เขายังยืนยันว่า “ไม่มีแผน” ที่จะนำน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ออกมาใช้ในขณะนี้ และเขามั่นใจว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญระดับโลกจะยังคงเปิดกว้าง เนื่องจากกองทัพเรือของอิหร่านได้ลงไป “นอนอยู่ก้นทะเล” เรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลจาก AAA องค์กรด้านการเดินทางของสหรัฐฯ ที่ติดตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 15 เซนต์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งขึ้นแล้ว 16% นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าราคานั้น “ยังไม่ได้พุ่งขึ้นมากเท่าใดนัก”

ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือกหลายทางเพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ได้แก่ การประกาศยกเว้นภาษีน้ำมันชั่วคราว การผ่อนปรนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สามารถผสมเอทานอลในน้ำมันได้มากขึ้นในช่วงฤดูร้อน การจัดประกันภัยความเสี่ยงให้แก่เรือบรรทุกน้ำมันที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และการส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารในอุตสาหกรรมพลังงานระบุกับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักที่จะกดราคาให้ต่ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยวิธีที่ได้ผลที่สุดคือการทำให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด

ขณะที่ผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส อย่างนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็แสดงท่าทีสอดคล้องกับทรัมป์ โดยปฏิเสธความกังวลเรื่องราคาน้ำมัน และยืนยันจะเน้นย้ำเรื่องความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นกลยุทธ์หลักในการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง.

ที่มา Reuters

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

6 มี.ค. 2569 11:43 น.

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

อะห์มัด วาฮิดี กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน หลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม โดยนักวิเคราะห์นิยามว่ามีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯมาก่อน

ตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามเต็มรูปแบบกับสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งทำให้ผู้นำทางทหารระดับสูงของอิหร่านหลายคนถูกสังหาร

วาฮิดีเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการ IRGC หลังจากผู้บัญชาการก่อนหน้าอย่าง พลเอก โมฮัมหมัด ปักปูร์  ถูกสังหารในช่วงเริ่มต้นของการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอล

ก่อนหน้านั้นไม่นาน ผู้บัญชาการ IRGC อีกคนคือ ฮุสเซน ซาลามี ก็ถูกสังหารเช่นกันในช่วงสงครามเมื่อปี 2025 ทำให้ตำแหน่งผู้นำขององค์กรทหารสำคัญนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งภายในระยะเวลาไม่นาน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ตำแหน่งผู้บัญชาการ IRGC ในช่วงสงครามถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

วาฮิดีเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคแรกของ IRGC หลังการปฏิวัติอิสลามในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และไต่เต้าขึ้นมาในองค์กรอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980

นักวิเคราะห์เผย มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯและอิสราเอล

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีรายงานว่า อะห์มัด วาฮิดี มีส่วนร่วมในการติดต่ออย่างลับระหว่างตัวแทนของอิหร่านกับตัวกลางที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในขณะนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาว อิหร่าน–คอนทรา ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แอบอำนวยความสะดวกในการส่งอาวุธให้กับอิหร่านอย่างลับ ๆ

ซึ่ง อาลี อัลโฟเนห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัย Arab Gulf States Institute ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า วาฮิดีมีความ “คุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง” กับอิสราเอลและสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในการเจรจาลับดังกล่าวนั่นเอง

ทั้งนี้ สื่อของอิหร่านระบุว่า เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ Quds Force ระหว่างปี 1988-1997 ก่อนส่งต่อหน้าที่ให้กับ กอเซม โซไลมานี ในปี 1998

ต่อมาโซไลมานีก็ถูกสังหารจากการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐในปี 2020 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นคือโดนัลด์ ทรัมป์

มีบทบาทหลายด้านนอกจากกองทัพ

อย่างไรก็ตาม บทบาทของ อะห์มัด วาฮิดี ต่างจากผู้บัญชาการ IRGC หลายคนในอดีต และไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในกองทัพเท่านั้น โดยเขาเคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีกลาโหม ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซีก่อนออกจากตำแหน่งในปี 2024

ประสบการณ์ทั้งในระบบราชการ การเมือง และกองทัพ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

แม้วาฮิดีจะมีบทบาทสำคัญในรัฐอิหร่าน แต่ชื่อของเขาก็ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาหลายประการ

องค์การตำรวจสากล Interpol เคยออกหมายแดงตามคำร้องของอาร์เจนตินา จากข้อกล่าวหาว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดศูนย์ชุมชนชาวยิว AMIA Jewish Community Center ในกรุงบัวโนสไอเรสเมื่อปี 1994 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน แต่รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล

นอกจากนี้ สหรัฐและสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรวาฮิดี จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศหลังการเสียชีวิตของ แมฮ์ซอ แอมีนี ในปี 2022

บทบาทสำคัญในอนาคตของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งวาฮิดีสะท้อนความพยายามของผู้นำอิหร่านในการเลือกบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถรักษาเสถียรภาพของรัฐได้ในช่วงวิกฤต

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า กองกำลัง IRGC ถือเป็นเสาหลักของระบอบการปกครองของอิหร่าน และบทบาทของผู้บัญชาการองค์กรนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ในช่วงเวลาที่ผู้นำทหารระดับสูงจำนวนมากถูกสังหารจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ ชื่อของวาฮิดีจึงถูกจับตามองมากขึ้นว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและความมั่นคงของอิหร่านในอนาคต.

ที่มา : Aljazeera

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

6 มี.ค. 2569 10:46 น.

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

นักท่องเที่ยวนับ 100,000 คน ต้องติดอยู่ในตะวันออกกลางเพราะสถานการณ์ความไม่สงบ ที่ทำให้เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

หลังจากที่สหรัฐเเละอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยว ถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน เนื่องจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 100,000 คนต้องติดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

จากที่ปกติน่านฟ้าของภูมิภาคตะวันออกกลางมีการจราจรที่หนาแน่น เเละมีเที่ยวบินดำเนินการจำนวนมาก กลับกลายเป็นน่านฟ้าที่ถูกปิดเเละไม่มีเที่ยวบินดำเนินการ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็น 1 ในสนามบินที่มีเที่ยวบินเยอะที่สุดที่สามารถเชื่อมต่อภูมิภาคยุโรป เอเชีย เเละแอฟริกา ไปยัง 291 จุดหมายทั่วโลก เเละรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 4.9 ล้านคน กลับมีเที่ยวบินลดลง 87% ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายสนามบินในภูมิภาคตะวันออกกลางยกเลิกเที่ยวบินเฉลี่ย 91% และช่วงวันที่ 4 มีนาคม บางสนามบินเรื่มกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในบางเส้นทาง เเม้เหตุการณ์ความวุ่นวายยังไม่สงบลง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกว่า 300,000 คนยังอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างเดินทางกลับประเทศ 

ด้านสหรัฐรายงานว่า พลเมืองชาวอเมริกันกว่า 17,500 คนได้รับการช่วยเหลือเเละเดินทางออกจากตะวันออกกลางและกลับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างปลอดภัย.

อ่านเพิ่มเติม ข่าวต่างประเทศ

ที่มา CNN

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

"ควีน ปาห์ลาวี" ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

6 มี.ค. 2569 10:44 น.

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

“ฟาราห์ ปาห์ลาวี” พระชายาของ “โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบอบสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านจะล่มสลายโดยอัตโนมัติ

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเสียชีวิต และส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความปั่นป่วน พร้อมตั้งคำถามต่ออนาคตทางการเมืองของอิหร่าน

อดีตจักรพรรดินีวัย 87 ปี ระบุว่า การเสียชีวิตของบุคคลหนึ่ง แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างอำนาจเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบการปกครองจะสิ้นสุดลงทันที พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกรักษาความเคารพต่ออธิปไตยของอิหร่าน และสนับสนุนให้ประชาชนอิหร่านกำหนดอนาคตของตนเอง

เธอกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางประเทศ คือความสามารถของประชาชนอิหร่านในการรวมตัวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐที่ปกครองภายใต้หลักนิติธรรมอย่างสันติ เป็นระเบียบ และมีอธิปไตย

ฟาราห์ ปาห์ลาวี ยังกล่าวด้วยว่า เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายของเธอ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็นทางเลือกทางการเมืองหากระบอบสาธารณรัฐอิสลามล่มสลาย กำลังเตรียมแผนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

เรซา ปาห์ลาวี วัย 65 ปี ได้รับความสนใจจากเวทีโลกมากขึ้นในช่วงการประท้วงทั่วประเทศอิหร่านที่ทวีความรุนแรงในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งตะโกนคำขวัญสนับสนุนบุตรชายของอดีตชาห์

ล่าสุดเขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เรียกร้องให้ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในอิหร่านร่วมมือกันสร้างเอกภาพของชาติ และส่งสัญญาณไม่สนับสนุนให้ใช้ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นโอกาสผลักดันการแยกดินแดน

ขณะเดียวกัน ฟาราห์ ปาห์ลาวี ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีสนับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวอิหร่าน เช่น สิทธิในการเลือกผู้นำ การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และการมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและความมั่งคั่ง

เธอย้ำว่า การสนับสนุนควรมุ่งไปที่ประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิหร่านใช้ความยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงการนองเลือด

ก่อนหน้านี้ การประท้วงในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนมกราคมถูกปราบปรามอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน หรือ HRANA ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วง และคาดว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 53,000 คนตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

ฟาราห์ ปาห์ลาวี เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า กระแสการประท้วงครั้งล่าสุดของอิหร่าน “ไม่มีทางย้อนกลับได้” และชัยชนะของประชาชนอิหร่านจะไม่เพียงเป็นชัยชนะของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะของสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของโลกด้วย

อดีตจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวี และพระสวามี โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ถูกขับออกจากอิหร่านในเดือนมกราคมปี 1979 หลังการปฏิวัติของประชาชนที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ และนำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในเวลาต่อมา.

ที่มา AFP