“พั้นช์คุง” ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

"พั้นช์คุง" ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

6 มี.ค. 2569 10:09 น.

“พั้นช์คุง” ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

แฟนคลับโล่งใจ เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่เผยข่าวดี “พั้นช์” ลูกลิงกำพร้าในสวนสัตว์ญี่ปุ่น ที่กลายเป็นไวรัลบนโซเชียล เข้าสังคมเก่ง และเริ่มไม่ง้อแม่ตุ๊กตาแล้ว

มีข่าวดีมาให้แฟนคลับ ลูกลิง”พั้นช์” ได้ชื่นใจ  เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่เมืองอิจิคาวะ ประเทศญี่ปุ่นพบว่า พั้นช์เริ่ม ใช้ตุ๊กตาน้อยลง และหันมาใช้เวลากับลิงตัวอื่นมากขึ้น โดยมีภาพที่มันปีนขึ้นหลังลิงตัวโต นั่งรวมกับลิงในฝูง และบางครั้งก็ได้รับการเลียขนหรือกอดจากลิงตัวอื่น แสดงทิศทางที่ดีของการปรับตัวเข้ากับสังคมของลิงในฝูง หลังจากเคยโดดเดี่ยวและต้องพึ่ง แม่ตุ๊กตาอุรังอุตังตัวใหญ่ เป็นที่ปลอบใจ

ก่อนหน้านี้ ภาพของเจ้าพั้นช์ที่ลากตุ๊กตาขนาดใหญ่กว่าตัวเองไปทั่วสวนสัตว์ กลายเป็นภาพที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเอ็นดู เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวอื่นไล่หรือไม่ยอมรับ เจ้าพั้นช์จะรีบกลับไปกอดตุ๊กตาตัวโปรดเพื่อปลอบใจตัวเอง

ซานาเอะ อิซึมิ ฃแฟนคลับวัย 61 ปีจากโอซากะ ซึ่งเดินทางมาที่สวนสัตว์เพราะเป็นห่วงเจ้าลิงตัวนี้ กล่าวว่า เธอรู้สึกดีใจมากที่เห็นมันเติบโตแบบนี้ มันทำให้เธอโล่งใจ และมันน่ารักมากจริง ๆ

ด้านโคสุเกะ คาโนะ เจ้าหน้าที่ดูแลสวนสัตว์วัย 24 ปี กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญที่สุดของเราคือช่วยให้พั้นช์เรียนรู้กฎของสังคมลิง และได้รับการยอมรับจากฝูง”

เรื่องราวของพั้นช์กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์เมื่อเดือนที่ผ่านมา จนมีผู้คนหลั่งไหลไปชมจำนวนมาก ทำให้สวนสัตว์ต้องออกกฎให้ผู้เข้าชม ลดเสียงรบกวนและจำกัดเวลาชมเพียง 10 นาที เพื่อไม่ให้ลิงกว่า 50 ตัวในพื้นที่เกิดความเครียด

ด้าน ชิเกคาซุ มิซุชินะ ผู้อำนวยการสวนสัตว์กล่าวว่า การที่พั้นช์เริ่มเลิกพึ่งพาตุ๊กตาถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเมื่อมันเริ่มไม่ต้องใช้ตุ๊กตา นั่นหมายความว่ามันกำลังเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหวังไว้

แม้ตอนนี้เจ้าพั้นช์ยังคง นอนกอดตุ๊กตาทุกคืน แต่ผู้ดูแลหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นมันนอนขดรวมกับลิงตัวอื่นในฝูง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตและการใช้ชีวิตในสังคมลิงอย่างแท้จริง.

ที่มา : Channelnewsasia

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

6 มี.ค. 2569 09:52 น.

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

สงครามโจมตีอิหร่านวันที่ 7 กองทัพอิสราเอล เปิดฉากโจมตีกรุงเบรุต ของเลบานอน หลังเตือนประชาชนอพยพด่วน ขณะยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 123 ศพ 

วันที่ 6 มีนาคม 2569 สงครามในตะวันออกกลางสหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีอิหร่าน เข้าสู่วันที่ 7 หลังอิสราเอลประกาศเดินหน้าสู่ “ระยะถัดไป” ของปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน

ก่อนการโจมตี กองทัพอิสราเอลได้ออกคำเตือนอพยพครั้งใหญ่แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ให้ประชาชนในพื้นที่รีบอพยพเพื่อรักษาชีวิตทันที ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากแตกตื่นหนีออกจากบ้าน รถติดยาวบนถนนสายหลัก ขณะที่บางคนยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเตือนให้ผู้คนรีบออกจากพื้นที่ โดยทางการเลบานอนเปิดเผยว่า ตั้งแต่การปะทะเริ่มต้นมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 123 ศพ บาดเจ็บ 683 ราย และประชาชนกว่า 90,000 คนต้องพลัดถิ่น 

ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มขยายวงเมื่อกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรของอิหร่าน เปิดฉากโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้การสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ทำให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศและส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่บางพื้นที่ชายแดนของเลบานอน.

ที่มา BBC

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

6 มี.ค. 2569 08:56 น.

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

กองทัพสหรัฐเผยโจมตีเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะเดินหน้าปฏิบัติการกดดันกองทัพเรืออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง

กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐ หรือ United States Central Command (CENTCOM) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองกำลังสหรัฐได้ดำเนินการโจมตี เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน จนเกิดเพลิงไหม้ ระหว่างปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

CENTCOM ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองกำลังสหรัฐยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางทะเลต่อกองทัพเรือของ Iran อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า “กองกำลังสหรัฐจะไม่ถอยจากภารกิจในการทำลายศักยภาพของกองทัพเรืออิหร่าน วันนี้เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงเรือบรรทุกเครื่องบินในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกโจมตีและกำลังเกิดไฟลุกไหม้”

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ พิกัดหรือพื้นที่ที่เกิดการโจมตี รวมถึงความเสียหายหรือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

รายงานด้านความมั่นคงระบุว่า เรือที่ถูกโจมตีอาจเป็น IRIS Shahid Bagheri ซึ่งเป็นเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็น เรือบรรทุกโดรนของกองทัพเรืออิหร่าน

โดยเรือลำดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถปล่อยโดรนลาดตระเวนและโดรนโจมตีจากทะเล, ใช้เป็นฐานปฏิบัติการโดรนระยะไกล และสนับสนุนภารกิจทางทหารของอิหร่านในทะเลเปิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า โครงการเรือบรรทุกโดรนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่านในการ ขยายอิทธิพลทางทะเลและเพิ่มศักยภาพการโจมตีระยะไกล โดยเฉพาะในอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากสหรัฐและพันธมิตรเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่า การทำลายเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านอาจเป็นความพยายามของสหรัฐในการ ลดศักยภาพการโจมตีทางทะเลและโดรนของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

"บริทนีย์ สเปียร์ส" ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

6 มี.ค. 2569 08:35 น.

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียจับกุม “บริทนีย์ สเปียร์ส” นักร้องเพลงป๊อบชื่อดังฐานต้องสงสัยขับรถขณะมึนเมา ก่อนปล่อยตัวในช่วงเช้ามืด พร้อมกำหนดวันขึ้นศาลต้นเดือนพฤษภาคม 

ด้านตัวแทนยอมรับเป็นเหตุการณ์ที่ “ไม่อาจแก้ตัวได้”

วันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บริทนีย์ สเปียร์ส” นักร้องเพลงป๊อปชื่อดังระดับโลก  วัย 44 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียควบคุมตัวเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธ หลังถูกสงสัยว่าขับรถในสภาพมึนเมา บริเวณรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ

สำนักงานนายอำเภอเขตเวนทูราในรัฐแคลิฟอร์เนียยืนยันกับสื่อท้องถิ่นว่า การจับกุมเกิดขึ้นจริง และนักร้องสาวถูกปล่อยตัวในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดี โดยมีกำหนดขึ้นศาลที่เวนทูรา ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้

ขณะที่ตัวแทนของนักร้องดังให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่อาจแก้ตัวได้ พร้อมระบุว่านักร้องสาวจะปฏิบัติตามกฎหมาย และหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในชีวิตของเธอ พร้อมระบุว่า ครอบครัวและคนใกล้ชิดกำลังวางแผนช่วยเหลือเพื่อดูแลสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของ”บริทนีย์ สเปียร์ส” ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยลูกชายของเธอก็จะใช้เวลาอยู่กับแม่มากขึ้น

รายงานยังระบุว่า บัญชีอินสตาแกรมของสเปียร์สดูเหมือนถูกลบออกไปไม่นานหลังข่าวการจับกุมแพร่สะพัด

ทั้งนี้ “บริทนีย์ สเปียร์ส” เป็นหนึ่งในศิลปินป๊อปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก มีเพลงฮิตจำนวนมาก แต่ก่อนหน้านี้ในปี 2567 เธอเคยประกาศว่าจะไม่กลับสู่วงการเพลงอีก โดยผลงานล่าสุดคือการร้องเพลงคู่กับเอลตัน จอห์น ในปี 2565

นอกจากนี้ เธอยังเคยตกอยู่ภายใต้การดูแลทางกฎหมาย นานถึง 13 ปี จนถึงปี 2564 ซึ่งทำให้ชีวิตส่วนตัวและทรัพย์สินของเธอถูกควบคุมโดยบิดา ก่อนจะถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านบันทึกความทรงจำชื่อ The Woman in Me ที่ตีพิมพ์ในปี 2566 ขณะที่เควิน เฟเดอร์ไลน์ อดีตสามีของเธอ  ก็เพิ่งออกหนังสือบันทึกความทรงจำของตัวเองในปี 2568 ชื่อ You Thought You Knew ด้วยเช่นกัน.

ที่มา BBC

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

6 มี.ค. 2569 05:43 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านติดต่อเข้ามาโดยหวังว่าจะขอเจรจา เพื่อทำข้อตกลงยุติสงคราม แต่ตัวเขาสวนกลับไปว่า ตอนนี้สหรัฐฯ อยากสู้มากกว่าที่อิหร่านอยากสู้เสียอีก

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า ทางการอิหร่านได้ติดต่อเข้ามาด้วยความหวังว่าจะทำข้อตกลงยุติสงคราม แต่ตัวเขายืนยันว่ามันสายไปแล้ว และว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าทำลายอิหร่านอย่างสิ้นซาก

“พวกเขากำลังโทรมา พวกเขาถามว่า ‘เราจะทำข้อตกลงกันได้อย่างไร?’” ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาว “ผมตอบไปว่า ‘คุณมาสายไปหน่อยนะ และตอนนี้เราอยากสู้มากกว่าที่พวกคุณอยากสู้เสียอีก’”

อนึ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หน่วยข่าวกรองของอิหร่านได้ส่งสัญญาณมายังสหรัฐฯ ว่าอาจพร้อมที่จะเปิดการเจรจาเกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าในขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และ “ทางออก” ที่เป็นไปได้นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ทรัมป์กำลังเฉลิมฉลองความคืบหน้าของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า “กองทัพสหรัฐฯ พร้อมด้วยพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมอย่างอิสราเอล ยังคงเดินหน้าทำลายล้างศัตรูอย่างสิ้นซาก ซึ่งรุดหน้าเกินกว่ากำหนดการ และอยู่ในระดับที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นมาก่อน”

ผู้นำสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ABC ในเวลาต่อมาว่า อิหร่านนั้นย่อยยับจนต้องใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าที่พวกเขาจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ใหม่

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังกระตุ้นให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลก ดำเนินการขอลี้ภัย “เราขอเรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลกยื่นความจำนงขอลี้ภัย และมาช่วยเราสร้างสรรค์อิหร่านยุคใหม่ที่ดียิ่งขึ้นและมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่” ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์หนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

6 มี.ค. 2569 05:03 น.

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบในการผ่านร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยมีคะแนนโหวตห่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบในการผ่านร่างกฎหมายที่มุ่งจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน ตามรอยวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่ลงมติร่างกฎหมายคล้ายกันไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า สมาชิกฝ่ายรีพับลิกันยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์อย่างเหนียวแน่น

ผลการลงมติคือ ไม่เห็นชอบ 219 เสียง ต่อเห็นชอบ 212 เสียง โดยมี สส. พรรคเดโมแครตกลุ่มที่สนับสนุนอิสราเอลหลายรายตัดสินใจโหวตสวนมติพรรคแม้จะได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากผู้นำพรรคก็ตาม ในขณะที่มี สส. พรรครีพับลิกัน 2 ราย ซึ่งเคยตำหนิทรัมป์ว่าผิดคำสัญญาตอนหาเสียงเรื่อง “จะไม่ทำสงครามในต่างแดน” ได้โหวตสวนมติพรรคตนเองเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายนี้

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามที่นำโดย สส. โธมัส แมสซี จากพรรครีพับลิกันรัฐเคนทักกี และ สส. โร คานนา จากพรรคเดโมแครตรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทั้งคู่สามารถผลักดันให้เกิดการลงมติได้ภายใต้ กฎหมายอำนาจการทำสงครามปี 2516 (War Powers Act)

ปัจจุบัน สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสได้แสดงจุดยืนสนับสนุนปฏิบัติการของทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่วุฒิสภาได้ตีตกความพยายามที่คล้ายคลึงกันไปก่อนหน้า

ด้านพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ต่างคัดค้านการยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยระบุว่าทรัมป์ดำเนินการอย่างผิดกฎหมายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรส และกำลังสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาวให้กับสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา สภาคองเกรสมักจะสงวนท่าทีต่อความขัดแย้งทางทหารต่างๆ ที่ทรัมป์เข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เวเนซุเอลาจนมาถึงสงครามที่กำลังขยายวงกว้างในตะวันออกกลางในขณะนี้ แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะมีการบรรยายสรุปข้อมูลลับแก่สมาชิกสภาคองเกรสเกี่ยวกับรายละเอียดปฏิบัติการในอิหร่าน แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อเพียงใด

นายฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร พยายามอย่างหนักที่จะรวมเสียงในพรรคให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถโน้มน้าวกลุ่ม สส. ที่สนับสนุนอิสราเอลอย่างเหนียวแน่นได้ ส่งผลให้มี สส.เดโมแครตแตกแถวไปหลายราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

6 มี.ค. 2569 04:42 น.

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์สั่งปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากการปราบผู้อพยพในมินนิโซตา และปมแคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลด คริสตี โนเอม ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิแล้ว หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการบริหารงานของเธอ รวมถึงการจัดการมาตรการปราบปรามผู้อพยพของรัฐบาลและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ

ทรัมป์ระบุว่าเขาจะเสนอชื่อ นายมาร์กเวย์น มัลลิน สว.รัฐโอกลาโอมา สังกัดพรรครีพับลิกันให้ดำรงตำแหน่งแทน โดยทรัมป์ได้ประกาศเรื่องนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพียงสองวันหลังจากที่ โนเอมถูกสมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตซักฟอกอย่างหนักในสภาคองเกรส ปมแคมเปญโฆษณาของกระทรวงซึ่งใช้งบประมาณถึง 220 ล้านดอลลาร์

นายทรัมป์บอกด้วยว่า จะแต่งตั้งให้โนเอมดำรงตำแหน่ง “ทูตพิเศษเพื่อการคุ้มครองอเมริกา” (Special Envoy for The Shield of the Americas) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงใหม่ที่เขาระบุว่าจะมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ในซีกโลกตะวันตก

ด้านโนเอมได้ขึ้นเวทีในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานด้านการบังคับใช้กฎหมายเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ทรัมป์ประกาศคำสั่งปลด แต่เธอไม่ได้กล่าวถึงการถูกไล่ออกจากกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิในทันที โดยเธอเลือกที่จะอ่านตามบทพิจารณาที่เตรียมมา

ทั้งนี้ คริสตี โนเอม กลายเป็นสมาชิกระดับรัฐมนตรีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 คนแรกที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยการลงจากตำแหน่งของเธอเป็นการปิดฉากวาระการทำงานอันวุ่นวายในการกำกับดูแลกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งเผชิญกับทั้งการประท้วงและการฟ้องร้องทางกฎหมายมากมาย

โนเอมถูกโจมตีอย่างหนักจากการที่เธอผลักดันนโยบายปราบคนเข้าเมืองอย่างแข็งกร้าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ จนนำไปสู่การยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ศพในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคม จุดกระแสความโกรธแค้นของประชาชนและเกิดการประท้วงรุนแรงตามมา

เก้าอี้ของโนเอมสั่นคลอนมากยิ่งขึ้นอีกหลังจาก การไต่สวนของสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ ซึ่งเธอต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสมาชิกสภาฝ่ายรีพับลิกันด้วยกันเอง โดยประเด็นที่ถูกตรวจสอบอย่างหนักคือ แคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีตัวเธอเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อรณรงค์ให้ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายเดินทางออกไปโดยสมัครใจ

โนเอมบอกกับสมาชิกสภาว่าทรัมป์รับทราบเรื่องแคมเปญนี้ล่วงหน้าแล้ว แต่ทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Reuters เมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุว่าเขาไม่ได้เป็นผู้อนุมัติแคมเปญโฆษณานี้

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องคนเข้าเมืองแล้ว โนเอมยังถูกวิจารณ์ รวมถึงจากคนในพรรครีพับลิกันเอง เกี่ยวกับความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินผ่านสำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลาง (FEMA) และการตอบสนองต่อภัยพิบัติต่างๆ ของรัฐบาลทรัมป์ด้วย

ตอนนี้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) ภายใต้การดูแลของเธอยังเผชิญกับภาวะชัตดาวน์ (Shutdown) มานานกว่า 20 วันแล้ว เนื่องจากงบประมาณไม่ได้รับการอนุมัติ แต่พนักงานจำนวนมากยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

6 มี.ค. 2569 02:48 น.

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีผู้นำยูเครนเผยว่า ได้รับคำขอจากสหรัฐฯ และพันธมิตรของยูเครน ให้ช่วยเหลือในการป้องกันการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ซึ่งเซเลนสกีบอกว่า สั่งให้มีการจัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็นแล้ว

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาขอให้ยูเครนช่วยป้องกันชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย จากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง

เซเลนสกีกล่าวว่า บรรดาพันธมิตรของยูเครนมีการติดต่อเข้ามา และมีการร้องขอจากฝั่งอเมริกา ซึ่งเขาได้ออกคำสั่งให้จัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็น และทำให้แน่ใจว่าผู้เชี่ยวชาญพิเศษของยูเครน ซึ่งสามารถรับประกันความมั่นคงที่จำเป็นได้ จะถูกส่งไปช่วยเหลือ

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวได้ถาม โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องข้อเสนอดังกล่าวของยูเครน โดยผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ผมยินดีรับความช่วยเหลือจากทุกประเทศ”

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะให้ความช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขที่ว่า การป้องกันประเทศของยูเครนเองจะต้องไม่ถูกบั่นทอนลง และต้องมีผลประโยชน์ทางการทูตตอบแทนกลับมายังกรุงเคียฟด้วย

เขาเสนอแนะเป็นพิเศษว่า ยูเครนยินดีที่จะนำโดรนสกัดกั้นของพวกเขาแลกกับการขอระบบป้องกันภัยทางอากาศ แพทริออต ของสหรัฐฯ มาประจำการในยูเครนเพิ่มเติม เพื่อใช้ป้องกันการโจมตีของรัสเซีย

ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางจุดกระแสความกังวลว่า ยูเครนอาจได้รับผลกระทบหากบรรดาพันธมิตรหันไปให้ความสนใจกับความขัดแย้งใหม่นี้แทน นอกจากนั้นยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น และการที่รัสเซียอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ซึ่งรายได้ส่วนนี้เป็นแหล่งเงินทุนหลักในการทำสงครามของรัสเซีย

เซเลนสกีรับทราบถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ดูเหมือนจะกระตือรือร้นที่จะใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้เพื่อผลักดันผลประโยชน์แห่งชาติของยูเครน

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เซเลนสกีได้พูดคุยกับบรรดาผู้นำในแถบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน จอร์แดน และคูเวต โดยสัญญาว่าจะดำเนินการในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” เพื่อช่วยปกป้องฐานทัพทหารและโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนของประเทศเหล่านั้นจากการโจมตีของอิหร่าน

“เป็นที่ชัดเจนว่าคำขอหลักที่พวกเขามีต่อยูเครนคืออะไร” เซเลนสกีกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ “ใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับการโจมตีจากอิหร่าน ย่อมต้องเจอกับความท้าทายที่รุนแรง นั่นคือ โดรนชาเฮด (Shahed) ซึ่งยากต่อการสกัดกั้นหากขาดความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมและอาวุธที่เพียงพอ”

ผู้นำยูเครนกล่าวเสริมว่า “มันเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของเราในการช่วยเหลือผู้คนให้รู้จักป้องกันตนเอง และเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพในเส้นทางขนส่งเสบียงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

6 มี.ค. 2569 02:00 น.

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ฯ ประเมินว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 1.17 แสนล้านบาท

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) เผยแพร่รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค. 2569) ชี้ว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน พวกเขาใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.17 แสนล้านบาท) หรือเฉลี่ย 890 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท)

ในจำนวนนี้ มีงบประมาณไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์ที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการซึ่งรวมอยู่ในงบของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อยู่แล้ว ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3.54 พันล้านดอลลาร์นั้น นักวิเคราะห์จาก CSIS ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ต้องของบฯ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นผ่านงบประมาณพิเศษหรือร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณฉบับใหม่

นอกจากค่าปฏิบัติการและค่าสนับสนุนแล้ว ค่าใช้จ่ายหลักที่ถูกคาดการณ์ไว้คือการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาทดแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งเนื่องจากคลังกระสุนขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ และพันธมิตร เริ่มลดน้อยลง รวมถึงความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์ เช่น เครื่องบินรบ F-15 จำนวน 3 ลำที่ถูกยิงตกในเหตุการณ์ยิงพวกเดียวกันเองที่คูเวต

CSIS ระบุว่า ในระยะต่อไป ค่าใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงไปตาม “การปรับเปลี่ยนของกองทัพสหรัฐฯ ที่จะใช้ยุทโธปกรณ์ที่มีราคาถูกลง” รวมถึง “ความเข้มข้นของปฏิบัติการ และประสิทธิภาพในการตอบโต้ของอิหร่าน”

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านจะยืดเยื้อเพียงใด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน โดยนายเฮกเซธเคยพูดไว้ว่า ปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินไปนานตราบเท่าที่ประธานาธิบดีเห็นสมควร

“คุณอาจจะบอกว่า 4 สัปดาห์ แต่มันอาจจะเป็น 6, เป็น 8 หรือแค่ 3 สัปดาห์ก็ได้” นายเฮกเซธกล่าวเมื่อวันพุธ “ท้ายที่สุดแล้ว เราคือผู้กำหนดจังหวะและเวลาของปฏิบัติการนี้เอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

6 มี.ค. 2569 00:40 น.

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ตัวเขาต้องได้มีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน และยืนยันว่าเขาไม่ยอมรับในตัวลูกชายของ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเป็นตัวเก็งผู้นำคนต่อไป

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ตัวเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งผู้นำคนต่อไปของอิหร่าน พร้อมทั้งปัดตกโอกาสที่ มุจตาบา คาเมเนอี จะขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา และอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ สังหารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า ลูกชายของคาเมเนอีนั้นไร้ความสำคัญ ผมต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง เหมือนกับกรณีของเดลซีในเวเนซุเอลา” ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios โดยอ้างถึง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ผู้ก้าวขึ้นมามีอำนาจหลังจากสหรัฐฯ บุกจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร

ทรัมป์ระบุด้วยว่า เขาจะไม่ยอมรับผู้สืบทอดอำนาจที่ยังคงดำเนินนโยบายตามรอยอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

“ลูกชายของคาเมเนอีเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับผม เราต้องการใครสักคนที่จะนำความปรองดองและสันติภาพมาสู่อิหร่าน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเตือนว่าการตั้งผู้นำที่เดินตามเส้นทางเดิมอาจบีบให้สหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้ง “ภายใน 5 ปีข้างหน้า”

คำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากทำเนียบขาวเพิ่งจะส่งสัญญาณว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านนั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักในปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn