ฮ่องกงระงับเที่ยวบินต่อเครื่องจากประเทศเสี่ยงสูง รวมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673029

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 18:20 น.ฮ่องกงระงับเที่ยวบินต่อเครื่องจากประเทศเสี่ยงสูง รวมไทยฮ่องกงประกาศระงับผู้โดยสารถ่ายลำจากประเทศเสี่ยงโควิด-19 สูงรวมไทยด้วย

วันนี้ (14 ม.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าสนามบินนานาชาติฮ่องกงประกาศระงับผู้โดยสารถ่ายลำ (transit flights) จากกว่า 150 ประเทศและดินแดนที่อยู่ในลิสต์ Group A หรือกลุ่มประเทศมีความเสี่ยงสูงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งรวมถึงไทยด้วย นับตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. ไปจนถึงวันที่ 14 ก.พ.

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะยกเว้นสำหรับนักการทูต เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักกีฬา และเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในกรุงปักกิ่ง ที่จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 4 ก.พ. นี้

สำหรับบุคคลที่อยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงตามที่สาธารณสุขกำหนดในช่วง 21 วันก่อนการเดินทาง จะไม่สามารถเดินทางเข้าฮ่องกงได้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. ถึง 15 ก.พ. เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนซึ่งแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว

ขณะที่ฮ่องกงกำลังเผชิญกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อราว 50 รายนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หลังจากที่ไม่พบการแพร่ระบาดในท้องถิ่นมานานกว่า 3 เดือน ขณะที่ฮ่องกงยังคงกลยุทธ์ Covid Zero หรือกำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ตามนโยบายของจีนแผ่นดินใหญ่

ทั้งนี้ ฮ่องกงระงับผู้โดยสารถ่ายลำทั้งหมดในเดือนมี.ค. 2020 ช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และค่อยๆ ผ่อนคลายข้อจำกัดในระยะเวลาต่อมา

Photo by Anthony WALLACE / AFP

เซี่ยงไฮ้ออกกฎใหม่คุมราคากล่องสุ่มเบรกกระแสฟีเวอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673025

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 17:15 น.เซี่ยงไฮ้ออกกฎใหม่คุมราคากล่องสุ่มเบรกกระแสฟีเวอร์ทางการเซี่ยงไฮ้ออกกฎควบคุมราคากล่องสุ่มไม่ให้สูงเกินหลังเกิดกระแสฟีเวอร์

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนออกกฎระเบียบใหม่เพื่อควบคุมราคากล่องปริศนา หรือกล่องสุ่มซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น ไม่ให้เกินกล่องละ 200 หยวน หรือ 1,047 บาท จากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเพดานราคา

นอกจากนี้ ทางการยังระบุว่าบรรดาบริษัทต่างๆ ไม่ควรกระตุ้นให้เกิดการซื้ออย่างบ้าคลั่ง (buying frenzies) ทำการตลาดอย่างหนักหน่วงและเก็งกำไร หรือจำหน่ายกล่องสุ่มให้เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในจีนเรียกร้องให้บอยคอตการโปรโมทเมนูชุดกล่องสุ่มของเครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังระดับโลกเจ้าหนึ่งที่ดำเนินการโดยบริษัทในจีน โดยกล่าวหาว่าแคมเปญดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อชุดอาหารหลายชุดเพื่อให้ได้ฟิกเกอร์ของเล่นซึ่งทำให้เกิดอาหารเหลือเป็นขยะ

ก่อนหน้านี้เครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังระดับโลกเจ้าหนึ่งร่วมมือกับบริษัทของเล่น Pop Mart ซึ่งประสบความสำเร็จในการจำหน่ายกล่องสุ่ม เปิดตัวโปรโมชั่นใหม่ที่ให้ลูกค้าสะสมฟิกเกอร์ตุ๊กตา Dimoo เมื่อซื้อชุดอาหารที่กำหนดไว้

สมาคมผู้บริโภคจีนเผยว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ลูกค้าอย่างน้อย 1 รายต้องควักกระเป๋าถึง 10,494 หยวน หรือ 54,920 บาท เพื่อซื้อชุดอาหาร 106 ชุดภายในครั้งเดียวเพื่อสะสมฟิกเกอร์ดังกล่าว โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การตัดสินใจซื้อที่ขาดการไตร่ตรอง

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กล่องสุ่มกลายเป็นประเด็นใหญ่ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สื่อท้องถิ่นรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปช่วยเหลือสุนัขและแมวกว่า 160 ตัวที่ถูกนำมาใส่เป็นสินค้าในกล่องสุ่มที่โกดังแห่งหนึ่งในเมืองเฉิงตู

Photo by Aurore MESENGE / AFP

หนุ่มฝรั่งเศสฟ้อง ‘งานน่าเบื่อเกิน’ ได้เงินชดเชยกว่า 1.5 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673022

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 16:34 น.หนุ่มฝรั่งเศสฟ้อง 'งานน่าเบื่อเกิน' ได้เงินชดเชยกว่า 1.5 ล้านชายคนนี้ได้เงินชดเชยกว่า 1.5 ล้านบาทจากงานที่แสนน่าเบื่อของเขา ทำงานเพียงวันละครึ่งชั่วโมง

เฟรเดอริก เดสนาร์ด (Frederic Desnard) จากปารีสเป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่เบื่อหน่ายกับงานที่ตัวเองทำอยู่ แต่งานนี้มันน่าเบื่อจนทำให้เขาเสียสุขภาพจิต ก่อนที่เขาจะยื่นฟ้องนายจ้างและเรียกร้องเงินชดเชยจำนวน 40,000 ยูโร หรือกว่า 1.5 ล้านบาทมาได้ในที่สุด

เดสนาร์ดเล่าว่าเขาเคยทำงานเป็นผู้จัดการที่ Interparfums ผู้ผลิตน้ำหอมแห่งหนึ่งในปารีสจนถึงปี 2014 ซึ่งมันเป็นงานที่น่าเบื่อหน่ายมาก แม้ว่าจะได้เงินกว่า 2.7 ล้านบาทต่อปี แต่สำหรับเขาตลอด 4 ปีที่ทำงานนี้มันเต็มไปด้วยความหดหู่ บั่นทอน และน่าละอาย ไม่ต่างอะไรกับ “การตกนรก”

เดสนาร์ดซึ่งเป็นคนที่ทุ่มเทและเต็มที่กับการทำงานมาก ไม่ได้ทำงานอย่างที่เขารักอีกต่อไปหลังจากที่บริษัทชวดสัญญาฉบับสำคัญกับลูกค้าไป หน้าที่ของเขาเหลือเพียงการทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ให้ประธาน เล็กน้อยชนิดที่ว่าเขาทำงานเพียง 20 ถึง 40 นาทีในแต่ละวัน ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะเข้างานตรงเวลาหรือไม่ และมันเป็นเช่นนี้มาตลอด 4 ปีจนเกิดภาวะเบื่องาน (Bore-out)

“ผมไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว ผมรู้สึกผิดและละอายใจที่ได้รับเงินเดือนโดยเปล่าประโยชน์ รู้สึกเหมือนไม่มีตัวตนในบริษัท” เดสนาร์ดกล่าว

วิกเตอร์ บิลล์บัลต์ (Victor Billebault) ทนายความของเดสนาร์ดกล่าวต่อศาลว่าภาวะเบื่องานส่งผลต่อสุขภาพของเดสนาร์ด เขาเกิดลมชักขณะขับรถจนนำไปสู่อุบัติเหตุ อีกทั้งยังต้องเคยลางานถึง 6 เดือนเนื่องจากสภาพจิตใจที่ทรุดหนัก ก่อนที่จะถูกเลิกจ้างในปี 2014

ก่อนหน้านี้เดสนาร์ดยื่นฟ้อง Interparfums ในข้อหาล่วงละเมิดและเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยเรียกร้องเงินชดเชยประมาณ 13.7 ล้านบาท ด้านทนายความของบริษัทแย้งว่าเดสนาร์ดไม่เคยพูดอะไรเลยเกี่ยวกับความเบื่อหน่ายของเขาตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ทำงาน ถ้ามันเบื่อขนาดนั้นจริงๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำไมถึงไม่เคยพูดอะไรเลยล่ะ?

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดศาลตัดสินว่าลักษณะงานที่ทำให้เดสนาร์ดเกิดภาวะเบื่องานหรือ Bore-out ถือเป็นการละเมิดรูปแบบหนึ่ง โดยทางบริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยให้เดสนาร์ดเป็นจำนวน 40,000 ยูโร หรือกว่า 1.5 ล้านบาท

ที่มา: UNILADWION

ภาพ: REUTERS/Aly Song

ในเมื่อทิปคือลมหายใจ แล้วเราควรจ่ายเท่าไรคนรับถึงจะแฮปปี้ คนให้ก็จ่ายไหว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673019

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 15:23 น.ในเมื่อทิปคือลมหายใจ แล้วเราควรจ่ายเท่าไรคนรับถึงจะแฮปปี้ คนให้ก็จ่ายไหวเปิดตัวเลขที่เหมาะสมที่ควรจ่ายให้พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารที่ต้องพึ่งพาทิปจากลูกค้าเป็นหลัก

โพสต์ทูเดย์เขียนบทความเรื่อง พนักงานเสิร์ฟอเมริกันทำงาน 6 สัปดาห์ได้ค่าแรงไม่ถึงบาท ดังนั้นแรงงานเหล่านี้จึงต้องพึ่งพาทิปจากลูกค้า วันนี้มาดูกันบ้างว่าให้ทิปเท่าไรดีจึงจะดูเหมาะสมและเรายังจ่ายไหว

บทความนับไม่ถ้วนแนะนำว่าการรับประทานอาหารมนร้านสไตล์ sit-down ปกติควรให้ทิปที่ 15-20% ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้โดยบริษัทเทคโนโลยีเกี่ยวกับร้านอาหาร Popmenu พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จ่ายทิปให้กับพนักงานร้านอาหารมากกว่า 20% ในช่วงที่ Covid-19 ระบาด และ 1 ใน 5 จ่ายมากกว่า 25% และ 38% จ่ายทิปให้พนักงานส่งอาหารไม่น้อยกว่า 20%

แบบนี้หมายความว่าธรรมเนียมการให้ทิปเปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่า การจ่ายทิป 20% กลายเป็นเรื่องปกติพื้นฐานไปแล้วหรือ?

ลิซซี โพสต์ เจ้าของรายการพอดแคสต์ Emily Post’s Awesome Etiquette และเหลนของ เอมิลี โพสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาท เผยกับ CNBC ว่า ขั้นต่ำสำหรับบริการทั่วไปคือ 15% แต่หากมีเงินเยอะหรือรู้สึกมีแรงบันดาลใจก็ให้มากกว่านี้ได้เลย

โพสต์บอกว่า “ฉันจะไม่บอกใครต่อใครว่าพวกเขาต้องจ่ายทิป 20% โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมันไม่เหมาะกับงบของคุณ”

ตีความคำพูดของโพสต์ก็คือ เราไม่ควรละเลยการให้ทิปขั้นต่ำ 15% สำหรับการบริการที่ดี เพราะพนักงานเสิร์ฟต้องพึ่งพารายได้จากทิปมากกว่างานประเภทอื่นๆ

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะภายใต้กำหมายของรัฐบาลกลาง นายจ้างสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำได้ คือสามารถจ่ายเพียง 2.13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง หากทิปที่พวกเขาได้รับบวกกับค่าตอบแทนจากนายจ้างแล้วเกิน 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

โพสต์บอกอีกว่า “ถ้าคุณให้ทิปฉัน 5% ฉันจะคิดว่าคุณเป็นคนนิสัยไม่ดี หรือไม่ก็ไม่รู้จักธรรมเนียมการให้ทิปของเรา นอกเสียจากว่ามันมีอะไรไม่ดีที่จัดเจนเกิดขึ้น อย่างฉันทำเครื่องดื่มหกใส่คุณ”

ที่น่าตกใจก็คือ ผลการสำรวจความคิดเห็นข้างต้นพบว่ามีลูกค้าถึง 6% ที่ไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายทิปให้พนักงานสักเซนต์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละร้านด้วย อาทิ ร้านอาหารจีนในสหรัฐบางร้านอาจจะปฏิเสธทิป

AFP PHOTO / JOE KLAMAR

ไขข้อข้องใจ ทำไมยังต้องระวัง Omicron ทั้งที่รุนแรงน้อยลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673006

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 13:10 น.ไขข้อข้องใจ ทำไมยังต้องระวัง Omicron ทั้งที่รุนแรงน้อยลง‘โอมิครอน’ อาจรุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์อื่น แต่มีหลายสาเหตุที่เราต้องระวังไม่ให้ติดเชื้อ

วันนี้ (14 ม.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าแม้จะพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามีสาเหตุหลายประการที่เราต้องระมัดระวังและป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโอมิครอน

อาการป่วยหนักยังเกิดขึ้นได้

การวิจัยหลายฉบับระบุว่าโอมิครอนมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการป่วยที่ไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ โดยส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน มากกว่าที่เชื้อจะลงปอด ซึ่งทำให้อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้อย่างเดลตา

แต่ศักยภาพในการแพร่กระจายที่ไม่ธรรมดาของโอมิครอน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในหลายประเทศ หมายความว่าอาจมีผู้ที่เกิดอาการป่วยหนักมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลล่าสุดจากอิตาลีและเยอรมนีแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเข้าโรงพยาบาล ป่วยหนัก และเสียชีวิต

เสี่ยงแพร่เชื้อให้คนอื่น

อากิโกะ อิวาซากิ ซึ่งศึกษาด้านภูมิคุ้มกันไวรัสจากมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่าผู้ติดเชื้ออาจเกิดอาการป่วยเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นได้ แม้ว่าจะมีแอนติบอดีจากการติดเชื้อครั้งก่อนหรือการฉีดวัคซีน รวมถึงอาจแพร่เชื้อไปยังคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการป่วยรุนแรง

ผลกระทบระยะยาวยังไม่มีใครรู้

การติดโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือฉีดวัคซีนแล้ว พบว่าผู้ป่วยบางเคสเกิดภาวะที่เรียกว่า “ลองโควิด” คือร่างกายยังคงไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติแม้จะหายจากโควิด-19 และขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวมากน้อยเพียงใด

อิวาซากิ กล่าวว่าแม้โอมิครอนจะถูกประเมินว่าไม่รุนแรง แต่มันอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ร่างกายอ่อนแอไปอีกเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้

นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าโอมิครอนจะมีภัยเงียบอื่นๆ หรือไม่ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ อาทิ ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ความบกพร่องของอสุจิ และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน

ยารักษาไม่เพียงพอ

ยาที่จะใช้รักษาโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนยังมีจำกัด ขณะที่ยาแอนติบอดี 2 ใน 3 ตัวที่เคยใช้รักษาโควิด-19 ในระลอกที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ผลกับสายพันธุ์โอมิครอน ส่งผลให้ยาที่ยังคงใช้ได้ผลคือโซโทรวิแมบ ( Sotrovimab) จาก GlaxoSmithKline ขาดตลาด เช่นเดียวกับยารักษาโควิด-19 ตัวใหม่อย่างแพกซ์โลวิด (Paxlovid) จาก Pfizer ที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อโอมิครอน

ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล

เดวิด โฮ ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งไม่มีโรคประจำตัว เชื้อโอมิครอนไม่สามารถทำอันตรายได้มากนัก ถึงกระนั้นการที่มีผู้ติดเชื้อน้อยย่อมดีกว่า เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งรองรับผู้ป่วยเต็มขีดจำกัด เมื่อมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ผู้ติดเชื้อพุ่งจนทำลายสถิติ โรงพยาบาลหลายแห่งต้องเลื่อนการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นๆ ที่ไม่ฉุกเฉินออกไป และในการแพร่ระบาดครั้งก่อนๆ โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถรักษาผู้ป่วยเคสฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

ติดเชื้อมาก = กลายพันธุ์มาก

อัตราการติดเชื้อที่มากขึ้นทำให้โอกาสที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ยิ่งสูงขึ้น และไม่มีการรับประกันว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีความอันตรายมากหรือน้อยกว่าสายพันธุ์เดิม

“SARS-CoV-2 ทำให้เราประหลาดใจในหลายๆ ด้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเราไม่มีทางคาดเดาวิถีการวิวัฒนาการของไวรัสนี้ได้” โฮกล่าว

โดยโอมิครอนเป็นโควิด-19 สายพันธุ์หลักลำดับที่ 5 และยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าไวรัสจะกลายพันธุ์ต่อไปหรือไม่ อย่างไร

ติดเชื้อตอนนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ติดเชื้ออีก

แอนติบอดีที่ได้จากการติดเชื้อโอมิครอนจะป้องกันสายพันธุ์ใหม่ในอนาคตได้ดีเพียงใดเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครทราบ โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้พบว่าผู้ที่หายจากโควิด-19 ระยะแรกมีแอนติบอดีที่สามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมได้ แต่มีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเจอสายพันธุ์ใหม่ๆ

นอกจากนี้ยังกล่าวว่าผู้ที่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยมีโอกาสน้อยกว่าที่แอนติบอดีจะสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เมื่อเทียบกับผู้ที่ป่วยหนัก

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ โฮเตซ นักวิจัยวัคซีนจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ มองว่าโอมิครอนซึ่งติดเชื้อไม่รุนแรงบริเวณทางเดินหายในส่วนบน ไม่น่าจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน

Photo by ALEJANDRO PAGNI / AFP

หนุ่มมะกันเศร้าจู๋หด 1.5 นิ้วหลังติดโควิด หมอชี้เกิดขึ้นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672997

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 12:29 น.หนุ่มมะกันเศร้าจู๋หด 1.5 นิ้วหลังติดโควิด หมอชี้เกิดขึ้นได้หนุ่มอเมริกันเจอผลข้างเคียงจาก Covid-19 พบอวัยวะเพศสั้นลง 1.5 นิ้ว

The New York Post รายงานว่า หนุ่มอเมริกันวัย 30 ปีรายหนึ่งเปิดเผยว่าเขาได้รับผลกระทบหลังจากติด Covid-19 โดยองคชาตหดสั้นลง 1.5 นิ้ว หรือ 3.81 เซนติเมตร ทำเอาเจ้าตัวเสียความมั่นใจเรื่องบนเตียงไปเลย

ชายหนุ่มรายนี้เขียนจดหมายเล่าประสบการณ์ของตัวเองในรายการพอดแคสต์ How To Do It ว่า “เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้วผมติด Covid-19 แล้วป่วยหนักมาก พออกจากโรงพยาบาลผมก็เริ่มมีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว อาการดีขึ้นเรื่อยๆ หลังเข้ารับการรักษา แต่ดูเหมือนจะมีอีกปัญหาที่น่าจะอยู่ยาว”

เขาเล่าต่อว่า “น้องชายผมสั้นลง ก่อนป่วยขนาดมันเกินมาตรฐานนะ ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ใหญ่กว่าปกติแน่นอน แต่ตอนนี้น้องชายผมมันหดลงไปนิ้วครึ่ง กลายเป็นไซส์เล็กกว่ามาตรฐานอ่ะ”

หนุ่มรายนี้อ้างว่าแพทย์วินิจฉัยว่าปัญหาของเขาเกิดจากความเสียหายที่หลอดเลือดซึ่งเกิดจาก Covid-19 และเตือนว่าอาการนี้อาจจะอยู่ถาวร

“จริงๆ มันไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่หรอก แต่มันส่งผลกับความมั่นใจในตัวเองสุดๆ ไหนจะเรื่องความสามารถบนเตียงอีก” ชายหนุ่มบอกในจดหมายที่เขียนมาขอคำแนะนำจากทางรายการ

แอชลีย์ วินเทอร์ แพทย์ระบบปัสสาวะในเมืองพอร์ตแลนด์ของสหรัฐอธิบายว่า การที่องคชาตเล็กลงหลังติด Covid-19 เป็นผลพวงจากภาวะความผิดปกติในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ (erectile dysfunction) เมื่อองคชาตแข็งตัวไม่สุดเพราะได้รับเลือดไม่เต็มที่ มันอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่อวัยวะเพศและทำให้มันสั้นลง ซึ่งอาจเป็นกรณีเดียวกันกับของชายคนนี้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้ออกกำลังกายยืดองคชาต หรือใช้อุปกรณ์ปั๊มสุญญากาศ (penis vacuum) เพื่อให้เลือดไหลเข้าสู่องคชาตได้มากขึ้นและทำให้ความยาวกลับคืน

ทั้งนี้ แพทย์ระบบปัสสาวะหลายคนเคยออกมายืนยันก่อนหน้านี้แล้วว่า ภาวะโควิดลงองคชาตเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้หลอดเลือดได้รับความเสียหาย จนส่งผลให้ขนาดขององคชาตหดเล็กลง

ขณะที่มหาวิทยาลัยลอนดอนทำการศึกษาผู้ติด Covid-19 จำนวน 3,400 ราย พบว่า มีราว 200 รายที่เกิดผลข้างเคียงระยะยาวจากการติดเชื้อ และหนึ่งในนั้นคือการที่อวัยวะเพศหดสั้นลง แต่เกิดได้ยากกว่า

Photo by Oli SCARFF / AFP

***หมายเหตุ ด้านบนเป็นภาพประกอบข่าว

ไม่จบง่ายๆ WHO เล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672989

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.ไม่จบง่ายๆ WHO เล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินโควิด-19อนามัยโลกเล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี

เว็บไซต์ Daily Sabah รายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขยายเวลาภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ หลังจากที่ประกาศใช้มาเกือบ 2 ปีแล้วเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่องค์การอนามัยโลกสามารถกำหนดได้

ขณะที่เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าขณะนี้ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 50,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก

ท่ามกลางการถกเถียงว่าโควิด-19 จะนับว่าเป็นโรคประจำถิ่นได้หรือยัง โดยนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปนสนับสนุนให้เปลี่ยนนิยามของโควิด-19 จาก “การระบาดใหญ่” (pandemic) มาเป็น “โรคประจำถิ่น” (endemic) เนื่องจากพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งรวมถึงมาเรีย ฟาน เคอร์โฮฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสโคโรนาขององค์การอนามัยโลก และแคทเธอรีน สมอลวูด เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป มองว่าท้ายที่สุดแล้วโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไวรัสยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนิยามของโรคประจำถิ่นนั้นจำเป็นต้องมีการแพร่เชื้อที่เสถียรและคาดเดาได้ อย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประกาศภาวะฉุกเฉินล่าช้าจนเกินไป หลังจากที่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายแรกในจีนเมื่อปี 2019

โดยองค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2020 ซึ่งเชื้อได้แพร่กระจายไปราว 21 ประเทศแล้ว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนนับ 100 ราย

ตั้งแต่นั้นมา มีรายงานการติดเชื้อมากกว่า 308 ล้านรายและผู้เสียชีวิตเกือบ 5.5 ล้านรายทั่วโลก

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

วังอังกฤษถอดยศ-ฐานันดรเจ้าชายแอนดรูว์เซ่นคดีล่วงละเมิดทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672984

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 10:29 น.วังอังกฤษถอดยศ-ฐานันดรเจ้าชายแอนดรูว์เซ่นคดีล่วงละเมิดทางเพศเจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดยศและฐานันดรศักดิ์ เตรียมสู้คดีล่วงละเมิดทางเพศในฐานะสามัญชน

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเผยแพร่แถลงการณ์เรื่องการถอดยศทางการทหารและฐานันดรศักดิ์เจ้าฟ้าของเจ้าชายแอนดรูว์ว่า ด้วยความเห็นชอบของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ยศทางทหารและหน่วยงานการกุศลทุกแห่ง ที่อยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก กลับคืนสู่สมเด็จพระราชนินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

โดยหลังจากนี้เจ้าชายแอนดรูว์จะไม่ใช้ตำแหน่งเจ้าฟ้า (His Royal Highness) ในงานที่เป็นทางการ และจะสู้คดีล่วงละมิดทางเพศในศาลสหรัฐในฐานะสามัญชน

ความเคลื่อนไหวจากสำนักพระราชวังเกิดขึ้นหลังจากศาลในนิวยอร์กมีคำพิพากษายกคำร้องของเจ้าชายแอนดรูว์ให้ยกคำฟ้องคดีแพ่งที่ เจอร์จิเนีย จุฟฟรี วัย 38 ปีกล่าวหาว่าเจ้าชายแอนดรูว์ล่วงละเมิดทางเพศในปี 2001 ขณะที่เธออายุ 17 ปี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าชายแอนดรูว์ทรงปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่าจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อคดีความที่กำลังเดินอยู่นี้

ภาพถ่ายซึ่งไม่ระบุวันที่และสถานที่ซึ่งเผยแพร่โดยศาลแขวงสหรัฐในเขตนิวยอร์กใต้เป็นภาพของเจ้าชายแอนดรูว์ เวอร์จิเนีย จุฟฟรี และกิสเลน แม็กซ์เวลล์ (จากซ้ายไปขวา) Photo by Handout / US District Court – Southern District of New York (SDNY) / AFP

Steve Parsons/PA Wire/Pool via REUTERS/File Photo

สนใจไหม? หนุ่มญี่ปุ่นรับจ้างอยู่เฉยๆ โกยเงินหลักแสนต่อเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672946

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 10:19 น.สนใจไหม? หนุ่มญี่ปุ่นรับจ้างอยู่เฉยๆ โกยเงินหลักแสนต่อเดือนเมื่อประเทศเต็มไปด้วยคนเหงา การนั่งเฉยๆ เป็นเพื่อนใครสักคนจึงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยม

โชจิ โมริโมโตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 38 ปีจากโตเกียวคนนี้หาเงินด้วยการรับจ้าง “อยู่เฉยๆ” โดยเสนอตัวเองไปอยู่เป็นเพื่อนลูกค้าในกิจกรรมต่างๆ หรือเป็นที่รับฟังความในใจของลูกค้าที่ไม่สามารถระบายกับใครได้ และเขาได้เงินจากการอยู่เฉยๆ ถึงหลักแสนทุกเดือน

โชจิ ริเริ่มงานแปลกนี้หลังจากที่เขาตกงานในปี 2018 โดยสร้างบัญชีบน Twitter ชื่อ Do Nothing Rent-a-Man หรือบริการรับจ้างอยู่เฉยๆ สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับความเหงา หรือมีเรื่องในใจที่ไม่สามารถระบายกับใครได้ ซึ่งก็เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากทีเดียว และขณะนี้เขามีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน

จนถึงขณะนี้โชจิให้บริการลูกค้ามาแล้วมากกว่า 3,000 คน โดยมีผู้จ้าง 2 ถึง 3 คนต่อวัน คิดค่าจ้างครั้งละ 10,000 เยน และค่าอาหาร ค่าเดินทาง แยกต่างหาก

ลูกค้าหลายคนใช้บริการโชจิเพื่อแก้เบื่อ แก้เหงา โดยจ่ายเงินจ้างเขาเพื่อให้มีเพื่อนในการทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ กินข้าว เดินเล่น ช้อปปิ้ง ไปจนถึงเรื่องซีเรียสอย่างการรับฟังคำสารภาพการฆาตกรรมโชจิก็ทำมาแล้ว

โชจิเล่าว่าเขาพบเจอกับลูกค้าและสถานการณ์ที่หลากหลาย บางคนก็โดดเดี่ยว บางคนไม่กล้าไปไหนคนเดียว บางคนต้องการใครสักคนที่จะแบ่งปันความประทับใจของพวกเขา อย่างการฟังเขาเล่นดนตรี หรือแบ่งปันเค้กวันเกิด

แม้ว่าจะเจอลูกค้ามามากแต่ก็มีอีกมากเหมือนกันที่โชจิปฏิเสธไม่รับงาน เช่น จ้างทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ถ่ายภาพนู้ด และเป็นเพื่อนกับใครสักคนจริงๆ

โชจิกล่าวกับ CBS ว่าเขาจะไม่ผูกมิตรกับลูกค้า และไม่เป็นฝ่ายชวนลูกค้าคุยก่อน “ผมถูกจ้างให้อยู่เฉยๆ หมายความว่าผมจะไม่พยายามทำอะไรเลย ไม่เป็นฝ่ายชวนคุย เพียงแค่กิน ดื่ม และตอบบทสนทนาของลูกค้านิดหน่อย แค่นั้นแหละ”

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นประสบปัญหาในการจัดการความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคม โดยในปี 2020 พบว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี และมีการแต่งตั้ง “รัฐมนตรีกระทรวงความเหงา” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา

ที่มา: Business InsiderThe IndependentNews18

ภาพ: @morimotoshoji/Twitter

คำเตือนจากอังกฤษ เงินดิจิทัลบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672953

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 09:00 น.คำเตือนจากอังกฤษ เงินดิจิทัลบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินขณะที่หลายประเทศเตรียมออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ (CBDC)

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ฝ่ายนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรเตือนว่าเงิน “ปอนด์ดิจิทัล” อาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเงิน เพิ่มต้นทุนของสินเชื่อ และกระทบต่อความเป็นส่วนตัว

หลังจากที่ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้วว่าจะจัดให้มีการปรึกษาหารือในปีนี้เกี่ยวกับทิศทางของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) หรือปอนด์ดิจิทัล ซึ่งอาจเปิดตัวหลังปี 2025

รายงานระบุว่าขณะนี้ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งดำเนินการเกี่ยวกับ CBDC เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาคเอกชนครองอำนาจในการชำระเงินทางดิจิทัล หลังจากที่คริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นที่นิยมในกระแสหลักมากขึ้น และการใช้เงินสดลดลง

ทว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรให้ความเห็นว่าปอนด์ดิจิทัลอาจทำให้ผู้คนย้ายเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเงินในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ และเพิ่มต้นทุนในการกู้ยืม นอกจากนี้อาจเป็นอันตรายต่อความเป็นส่วนตัว

ในวันเดียวกันมีรายงานว่าธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการทดสอบการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสู่การออกสกุลเงินดิจิทัลของประเทศ

ก่อนหน้านี้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่าในอีกไม่นานจะมีการเปิดตัว “ดอลลาร์ดิจิทัล” สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) แต่ยืนยันว่าจะยังคงมีพื้นที่สำหรับเหรียญที่ออกโดยเอกชนให้สามารถแข่งขันควบคู่ไปกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางได้

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า CBDC มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยจะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการเงินและทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องใช้บัญชีธนาคาร เพิ่มความยืดหยุ่นในภาคธุรกิจ และถ่วงอำนาจสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ของเอกชนซึ่งควบคุมได้ยากและเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

อย่างไรก็ตามข้อเสียของ CBDC คืออาจทำให้ประชาชนพากันย้ายเงินจากธนาคารพาณิชย์ไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงมากเมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มภาระแก่ธนาคารกลางที่ต้องแบกรับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการออก CBDC นอกจากนี้หากเกิดข้อผิดพลาดทางไซเบอร์ก็จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเองด้วย

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration//File Photo