ปรองดองเฉพาะกิจ เปลี่ยนฉากอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/840761

โหมโรงปฏิรูปยุทธศาสตร์“สามัคคี”ทะลวงทางตัน

จาก 13 ตุลาคม 2559 ถึง 20 มกราคม 2560 ครบรอบ 100 วันแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

เป็นอีกวาระสำคัญที่พสกนิกรชาวไทยร่วมกันจัดงานใหญ่

โดยสำนักพระราชวังจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร ขณะที่รัฐบาลจัดงานทำบุญ ตักบาตร กองทัพ หน่วยงานราชการจัดอุปสมบทหมู่ พระสงฆ์ ประชาชนเข้าวัดสวดมนต์

ภาครัฐ ภาคเอกชน ชาวบ้านทั่วไป พร้อมใจถวายเป็นพระราชกุศล

รำลึก คิดถึง “พ่อ” ไม่เสื่อมคลาย

ตามปรากฏการณ์ที่ “ไทยรัฐ” ได้จัดทำหนังสือพิมพ์ ฉบับพิเศษเนื่องในวาระ 100 วันแห่งความอาลัย ฉบับประจำวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2560 บันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบแสง สี เสียง และสื่อประสมทั้งฉบับ

ยอดพิมพ์เพิ่มมากกว่าปกติหลายเท่า ตามความ ต้องการของผู้อ่าน

ส่วนใหญ่ต้องการนำไปสะสมเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของชีวิตได้อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่

“ในหลวง รัชกาลที่ 9” ในความทรงจำ

และในขณะที่ความคืบหน้าตามกระบวนการทางพระราชพิธีผ่านพ้นกำหนด 100 วัน โดยสถาน-การณ์ด้านกระบวนการตามโรดแม็ปทางการเมืองก็เดินถึงจุดสำคัญ

กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ปรองดอง”

ซึ่งรอบนี้ต้องยอมรับว่า “ออกตัวแรง” และมีแนวโน้มได้เนื้อได้หนังมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ตามจังหวะการเทกแอ็กชั่นของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ร่างโมเดลด้วยตัวเอง ก่อนมอบธงให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นแม่ทัพใหญ่ในการดำเนินการงานช้าง

ด้วยสถานะของ “พี่ใหญ่” ผู้กว้างขวาง คุยได้ทุกวงการ

และความคืบหน้าล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เรียกโดยย่อว่า “ป.ย.ป.”

ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายกรัฐมนตรี รมต.ประจำสำนักนายกฯ รมว.คลัง รมว.มหาดไทย เป็นกรรมการ

โดยโครงสร้างอำนาจหน้าที่เป็นหน่วยหลักในกระบวนการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

คุมภาพกว้างทั้งโหมดการปรองดองควบไปโหมดการปฏิรูป

ในขณะที่กลไกหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการปรองดองเป็นการเฉพาะ น่าจะอยู่ที่กรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ พล.อ.ประวิตรกำกับดูแล

และมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ มอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้าง-มงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

คณะทำงานส่วนใหญ่เน้นเฉพาะทหาร

ตามรูปการณ์เห็นได้เลยว่า มีการเร่งความคืบหน้ากระบวนการกันอย่างรวดเร็ว

สะท้อนระดับความจริงจังและความตั้งใจของรัฐบาลทหาร คสช.

แต่แน่นอน ประเด็นการปรองดองไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นของเก่าค้างปีที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาแล้วก็เก็บใส่ลิ้นชักไว้ไม่รู้กี่คณะต่อกี่คณะ

คว้าน้ำเหลวมาแล้วไม่รู้กี่รอบ

และครั้งนี้ก็เช่นกัน ยังไม่ทันไร ก็มีสัญญาณจากฝั่ง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ประกาศไม่รับมุก ไม่ขอร่วมวงที่ พล.อ.ประวิตรเสนอให้นักการเมือง แกนนำขั้วขัดแย้ง ลงนามใน “เอ็มโอยู” หรือข้อตกลงยุติความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง

อ้างไม่ใช่ทางออก และตั้งท่าค้านการนิรโทษกรรมเหมือนเดิม

ขณะที่อีกด้านก็มีการอ้างแหล่งข่าวคนใกล้ชิดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ตั้งแง่กังขาในเรื่องความจริงใจของรัฐบาลทหาร คสช.ที่จะสร้างความปรองดอง ทำไมจึงเพิ่งจะมาดำเนินการในช่วงที่ใกล้จะถึงช่วงท้ายโรดแม็ป หรือเป็นเพราะหวังยื้อการเลือกตั้งให้ช้าออกไป

ตั้งแง่ไม่ไว้ใจทหาร โวยที่ผ่านมาโดนทุบอยู่ฝ่ายเดียวตามเคย

โจทย์สำคัญ “หัวโจก” ขั้วขัดแย้งยังยึกยัก

“ทักษิณ-เทพเทือก” ไม่รับมุก ปรองดองส่อเค้าล่มปากอ่าวตามฟอร์ม

ซึ่งนั่นก็ประเมินกันในมุมเก่า วิเคราะห์กันบนพื้นฐานเงื่อนไขสถานการณ์เดิมๆ

แต่เรื่องของเรื่อง ความพยายามเดินหมากปรองดองรอบนี้ มันมีปัจจัยใหม่ที่เพิ่มเข้ามา

และจัดเป็นปัจจัยที่ “เอื้อ” มากกว่า “ฉุด”

จุดสำคัญอันดับแรกเลยก็คือ บรรยากาศพระราชพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ตามปรากฏการณ์นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นอะไรที่ทุกฝ่ายสัมผัสได้

ความสามัคคีฟื้นกลับมาสู่สังคมไทย ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อ “พ่อ”

ไม่มีการแบ่งสี แบ่งค่าย แยกฝั่ง แยกฝ่าย ก่อภาพความสวยงามในหัวใจของคนในชาติปรองดองกันเพื่อเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่รัก

พวกที่จ้องจะหักดิบปรองดอง ก็ต้องเสี่ยงสวนกระแส

ประกอบกับสถานการณ์ต่อเนื่องในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญก็เห็นกันอยู่กับ “การจ่ายยาแรง”

นักการเมือง แกนนำขาใหญ่ม็อบ เข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

เดินคอตกเข้าคุกตามๆกัน

และแนวโน้ม “หัวโจก” ม็อบ นักการเมืองทุกขั้ว ทุกค่าย ต่างติดคดี มีชนักปักหลัง

ถ้ายังสนุกกับธุรกิจค้าความขัดแย้ง ใช้ความแตกแยกของคนในบ้านเมืองเป็นเครื่องมือในการต่อรองผลประโยชน์เกมอำนาจทางการเมืองและธุรกิจ

ปลายทางของชีวิตหนีไม่พ้นเข้าไปนั่งปรับความเข้าใจในเรือนจำ

ที่สำคัญเลย โดยโจทย์สถานการณ์ที่อยู่ในห้วงท้ายโรดแม็ป กำลังเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง

ตามเงื่อนไขนี้ เดาทางพวกหัวโจกม็อบและนักการเมืองก็น่าจะประเมินเงื่อนสถานการณ์ปรองดองรอบนี้ในมุมที่เปลี่ยนไปจากมุกปรองดองลอยๆแบบที่ผ่านมา

ดูแล้วก็แค่ลีลา ทุกอย่างแปรผันตามการต่อรองผลประโยชน์

ทั้งหมดทั้งปวงเลย ปรองดองรอบนี้ไม่ได้อยู่ในวังวนเดิมแบบที่ผ่านมา

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ต่างยืนยัน ไม่มีการนิรโทษกรรม ไม่พูดเรื่องการอภัยโทษ

เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลไม่สามารถก้าวก่ายได้

นี่ก็เท่ากับตัดปมปัญหา “เรื้อรัง” ที่โดนต่อต้าน เลี่ยงปมอุดตัน

จุดไฮไลต์จริงๆมันอยู่ที่การเชิญให้นักการเมือง แกนนำขั้วขัดแย้งมาร่วมทำ “เอ็มโอยู” โดยรัฐบาล คสช.เป็นคนกลางเปิดวงให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพูดคุย แสดงความคิดเห็น

จะสร้างความปรองดองในสังคมไทยได้อย่างไร

เบื้องต้นเลยดูเหมือนจะเน้นไปที่เงื่อนไขในการเลือกตั้ง โดยทุกฝ่ายต้องสัญญาจะไม่ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง และจะยอมรับผลเลือกตั้ง

ไม่ว่าพรรคไหน ขั้วไหนจะชนะเลือกตั้ง ใครจะได้เป็นรัฐบาล

เป็นการแสดง “สัจวาจา” ต่อสาธารณชน

และเมื่อสัญญาแล้วต้องทำตามเอ็มโอยูที่ลงนามไว้ ถ้าเบี้ยว กลืนน้ำลาย ตระบัดสัตย์ในภายหลัง ก็มีหวังโดนมาตรการทางสังคม “แบน” เอง

เหมือนมวยที่ต้องกำหนดกติกาก่อนชก

ไม่เช่นนั้นก็ซัดกันมั่วไปหมด ต่อยใต้เข็มขัด กัดหู คนแพ้ไม่ยอมคนชนะ

หนีไม่พ้นต้องฆ่ากันตายไปข้าง

เช่นกันถ้ายังไม่เคลียร์ให้ชัด ปล่อยเลือกตั้งไปก็ไม่มีหลักประกันจะกลับมาวุ่นวายไม่เลิก

สั้นๆเข้าใจง่ายๆ รอบนี้มันก็แค่ “ปลดล็อก” ทางตัน

เสมือนหนึ่ง “ปรองดองเฉพาะกิจ” เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนการปรองดองในระยะยาวก็ไปว่ากันต่อในรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง จะนิรโทษกรรม อภัยโทษ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล คสช.แต่อย่างใด

ทหารดึงตัวเองออกมาเป็นคนกลาง ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

และถึงจะไม่สำเร็จก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย

ถ้านักการเมืองไม่เอา ม็อบไม่สน ทหารก็ไม่เดือดร้อนอะไร

คสช.ลากยาวอำนาจพิเศษอยู่ต่อไป ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่เลือกฝากผีฝากไข้กับทหารมากกว่า

ไม่มีทางปล่อยให้ประเทศวุ่นวาย

ไม่ปล่อยผีนักการเมืองทำรัฐล้มเหลวแน่.

“ทีมการเมือง”

 

ไฟต์บังคับปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/840634

ส่อเค้าเจอแรงเสียดทานเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

โมเดล “ปรองดอง” ในแบบฉบับท็อปบูตที่ขออาสาเป็นเจ้าภาพคลี่คลายความขัดแย้ง ภายใต้การดำเนินงานของ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

ทีมงานปฏิรูปสร้างความสมานฉันท์ชุดใหม่ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ลงทุนนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานด้วยตัวเองในทุกชุด

ภายหลัง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. มีท่าทีเซย์โนข้อเสนอจับคู่ขัดแย้งร่วมลงนามสัตยาบันกรุยทางสู่ความปรองดอง

ตั้งแง่สร้างเงื่อนไขสงบศึกตามที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้กำกับดูแลคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง โยนหินออกมา

เช่นเดียวกับท่าทีจากคนแดนไกล “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แพลมสัญญาณผ่านคนใกล้ชิด ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล คสช.มีความจริงใจสร้างความปรองดอง

ตีความไปถึงขั้นมีเจตนายื้อการเลือกตั้ง

ตามทิศทางที่นายใหญ่ประเมินแล้วว่า ไม่อยู่ในข่ายได้อานิสงส์ล้างผิดจากการสลายขั้วขัดแย้งในเที่ยวนี้

กระตุกอารมณ์ลูกทีมพรรคเพื่อไทย และทีมงาน นปช.ไม่ให้เคลิ้มไปกับแนวทางหย่าศึกเวอร์ชั่นรัฐบาลทหาร

ต้องออกลีลากระแทกแดกดันใส่ทีมงานท็อปบูต ประชดขอทำเอ็มโอยู ห้ามทหารฉีกรัฐธรรมนูญทำรัฐประหารยึดอำนาจ

แม้แต่ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเด้งเชือก ขอหยั่งเชิงรอดูท่าทีฝ่ายอำนาจพิเศษ ไม่กล้าลงสนามปรองดองเต็มตัว

ตัวแปรสำคัญในโหมดปรองดองจากสองพรรคการเมืองหลัก “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” และสองกลุ่มการเมืองใหญ่ “นปช.–กปปส.” ยังออกอาการจูนกับกองทัพไม่ลงตัว

ตั้งแง่โครงสร้าง คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่ฟูลทีมไปด้วยคณะทำงานสีเขียว ส่งผลให้ฝ่ายการเมืองเหมือนตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือชก แทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรได้เลย

โบ้ยให้ทหารตกอยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งเหมือนกัน โอกาสสร้างความปรองดองคงลำบาก

ยังไม่ทันได้เริ่มต้นจับเข่าคุยกันจริงๆจังๆ ก็ตั้งป้อมแยกเขี้ยวใส่ คสช.แล้ว

นั่นก็เป็นไปตามลีลาธรรมชาติของนักการเมืองที่ต้องยื่นเงื่อนไขต่อรอง เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดไว้ก่อน

ในสถานะที่คีย์แมนแต่ละขั้วค่ายล้วนมีบาดแผลทางคดีความติดตัวหนักเบา มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ย่อมถือโอกาสช่วงเจรจาสร้างความปรองดองเป็นข้อต่อรองให้ตัวเองหลุดจากชนัก

สวนทางหลักการคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองของ “บิ๊กป้อม” ที่พุ่งโฟกัสไปที่การจัดระเบียบนักการเมือง เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเกิดความราบรื่น

ตั้งแท่นให้เรื่องคดีความ ต้องว่าไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ปิดทาง “การนิรโทษกรรม” เป็นเส้นทางลัดสร้างความปรองดอง

เล็งตั้งโจทย์หิน 10 ด้าน กวักมือเรียกหัวโจกแต่ละค่ายมาสะท้อนมุมมองแก้ปัญหาด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ สังคม ต่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ให้ได้ข้อยุติภายใน 3 เดือน

กลั่นกรองยกร่างเป็นข้อตกลงคืนความสงบสุข ห้ามฝ่ายการเมืองแตกแถวทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง

ให้ยอมรับผลการเลือกตั้ง และเลิกปลุกม็อบออกมาอาละวาดข้างถนนเหมือนที่ผ่านมา

ทหารอาศัยจังหวะสุกงอมทางความขัดแย้ง โหมกระแสสร้างความปรองดอง ยุติความแตกแยกในสังคมที่เรื้อรัง และสร้างความเบื่อหน่ายให้ประชาชนมามากกว่าทศวรรษ

บนรูปการณ์ปัจจุบันที่กองทัพกุมสภาพเป็นต่อ เหนือนักเลือกตั้งแทบทุกประตู ทั้งอำนาจในมือ และกติกาการเมืองฉบับใหม่
ตรงข้ามกับนักการเมืองที่ชาวบ้านเบื่อหน่ายพฤติกรรม นักเลือกตั้งประเมินแล้ว ขืนดื้อแพ่งสู้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะยังต้องก้มต่ำหลีกทางให้กระแส สีเขียวไปอีกพักใหญ่

กลายเป็นไฟต์บังคับให้ทุกสี ทุกค่ายกระโดดร่วมวงปรองดอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

จุดร่วมอยู่ที่ ‘สัญญาณดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/839904

สตมวารอาลัย สถิตในใจไทยนิรันดร์

ครบ 100 วันความสูญเสียครั้งใหญ่ จากการเสด็จสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ถึงวันนี้เชื่อว่าคนไทยทุกหมู่เหล่า

ยังไม่คลายสิ้นจากความโศกเศร้า

และภาพที่ฉายให้เห็นไปทั่วโลก คนไทยทั้งชาติได้แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคี รวมจิตรวมใจทำดีถวายเป็นพระราชกุศล

“น้ำใจคนไทย” เอกลักษณ์ของผู้คนที่ไม่มีชาติใดเหมือน

เหนืออื่นใด ในหลวงพระองค์ใหม่ “รัชกาลที่ 10” เปรียบเสมือนแสงสว่างส่องทางสร้าง “ความหวัง” ให้คนไทยทั้งชาติ

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่รับสั่งกับรัฐบาล และรัฐมนตรีบางท่านว่า ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน”

“สิ่งสำคัญจะต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติ ไม่มีความขัดแย้ง”

แนวทางอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. รับมาถ่ายทอดต่อ และยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ สนองพระราชปณิธาน

ทั้งนี้ แนวทาง “ไม่ให้มีความขัดแย้ง” ถือเป็นโจทย์หลักอำนาจพิเศษ

สะท้อนจากการขยับเร่งเครื่องโหมดปรองดอง โดยล่าสุด “บิ๊กตู่” ออกคำสั่งมาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อย่างเป็นทางการ

และตั้งกรรมการ 4 กลุ่มย่อย คือ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกฯ

โดย “บิ๊กตู่” เป็นประธานเองทุกกลุ่มย่อย มี 6 รองนายกฯเป็นรองประธานดูแลด้านต่างๆ

ที่ถูกโฟกัสคือ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นผู้กำกับดูแลขับเคลื่อนแก้โจทย์ขัดแย้งแตกแยก

ให้บรรลุเป้าหมายสำคัญจากการยึดอำนาจของ คสช.

ถึงแม้อยู่ในห้วงจัดคนลงโครงสร้าง แต่อีกทางก็มีเสียงโหวกเหวกจากฟากคนการเมือง

เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางปรองดองที่ยังไม่ชัด การลงสัตยาบัน ให้สัจวาจา มาตรการแก้วิกฤติและเยียวยาใน

ทางกฎหมาย ที่มีข้อเสนอจากแม่น้ำสายต่างๆ ทั้งให้ประกันตัว

พักโทษ พักการพิจารณาคดี คุมประพฤติ ที่มองกันไปถึงขั้น นิรโทษกรรม อภัยโทษ

เริ่มเห็นแตกต่าง มองคนละทาง จนหวั่นว่าเชื้อความขัดแย้งจะหวนคืน

โรคเก่าปะทุ วิกฤติวนกลับมาที่จุดเดิม

แต่ก็เป็น “บิ๊กตู่” ต้องออกมาเบรกเกมเร็ว ย้ำให้ขยับ

ไปทีละช็อต ไม่ต้องเร่งเกม เร่งเวลาเดินช็อตเบื้องต้นที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น

รวมทั้งเบี่ยงตัวจากการเป็นคู่ขัดแย้ง ฉายบท “คนกลาง” ให้ชัด

รวมทั้งที่ทำให้เห็นสัญญาณดีคือ ทุกขั้วฝ่ายต่างเห็นความสำคัญกับการพูดคุย เพื่อหาวิธี “อยู่ร่วมกัน”

ขานรับพร้อมร่วมมือกับ ป.ย.ป.ในคิวสำคัญนี้

ในภาวะที่ประเมินได้ถึงอาการอ่อนล้าทุกขั้ว เหนื่อยหน่ายกันทุกฝ่ายกับวิกฤติขัดแย้งในบ้านเมืองกว่าทศวรรษที่ผ่านมา และที่สำคัญสัญญาณพิเศษจากการเริ่มต้นใหม่ จุดหลักคือบรรยากาศบ้านเมือง

ต้องนิ่ง–สงบ เป็นอันรับรู้และเข้าใจตรงกัน

ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นโจทย์ยาก แต่เป็นไฟต์บังคับของ “บิ๊กตู่” ผู้นำอำนาจพิเศษในห้วงเปลี่ยนผ่าน

ต้องเป็นผู้นำล้างวิกฤติ ผู้นำสร้างความปรองดอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ดื้อด้านไปใครได้เสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/839054

ครู “แพะ” หรือครู “แกะ” กลายเป็นวาระระดับชาติไปแล้ว

เมื่อคนระดับ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ยังต้องออกมาร่วมวงเสวนา

ประเด็นปัญหาของอดีตข้าราชการครูที่ต้องติดคุกเพราะโดนข้อหาขับรถชนคนตาย แต่ภายหลังมีการพลิกคดีว่าเป็นแพะติดคุกฟรี

เพราะฝีมือการทำสำนวนของตำรวจ

โดยให้ยึดหลัก คนเราต้องพูดด้วยหลักฐานและกฎหมาย อย่าพูดด้วยความรู้สึก

เรื่องของเรื่อง คดีครูแพะส่อเค้าสถานการณ์ไหลลึก เมื่อตำรวจไล่บี้เป็นครูแกะ อยู่ในขบวนการดิสเครดิต “ตบหน้า”

วงการสีกากี และกำลังลามเป็นชนวนศึกระหว่างตำรวจกับกระทรวงยุติธรรมโดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ต่อจิ๊กซอว์โยงไปถึงเครือข่ายขบวนการลุยปฏิรูปใหญ่ตำรวจ

มหากาพย์รามเกียรติ์ไม่จบง่ายๆแน่

แต่เบื้องต้นเลย นี่คือ ปรากฏการณ์ที่สะท้อนอิทธิพลของโลกโซเชียลมีเดีย ที่ครอบงำ “จริต” ของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่นิยมเสพข้อมูลสั้นๆอ่านข่าวอย่างผิวเผิน

อิงความรู้สึกส่วนตัวในการตัดสินโดยไม่ยึดถือข้อเท็จจริง

เกิดเป็นกระแสร้อนๆพวกที่เชื่อครู “แพะ” กับฝ่ายที่ติดใจครู “แกะ” แบ่งข้าง

วิจารณ์ด่ากันแหลกในโลกออนไลน์ ลักษณะเดียวกับหลายๆประเด็นก่อนหน้าที่

พวกเสพข้อมูลโลกโซเชียลจุดชนวนขัดแย้งให้ปะทุขึ้นเป็นกระแสสังคม

ตามอารมณ์แบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีแน่นอน

โดยเฉพาะกับเงื่อนสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่โหมดปรองดอง แนวโน้มต้องเจอแรงหน่วงจากพวกที่มีความคิดอิงแอบอยู่กับแกนนำหัวขั้วขัดแย้ง ฝังใจอยู่กับสีเสื้อ เลือกเชื่อในตัวของผู้นำจิตวิญญาณมากกว่าจะประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

สิงสถิตอยู่ในโลกโซเชียล กดแชร์ กดไลค์ โดยไม่สนอะไร

มองในมุมนี้ ก็หมายถึงท่าทีของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำขาใหญ่ กปปส. ที่ประกาศแต่หัววันไม่ร่วมลงนามใน “เอ็มโอยูปรองดอง” ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมปรองดองของรัฐบาล คสช.โยนธงออกมา

ย่อมมีผลต่อสถานการณ์ของฝ่ายแนวร่วม กปปส.

เช่นเดียวกับที่มีการอ้างแหล่งข่าวคนใกล้ชิดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ตั้งแง่กังขาในเรื่องความจริงใจของรัฐบาลทหาร คสช. ที่จะสร้างความปรองดอง ทำไมจึงเพิ่งจะมาดำเนินการในช่วงที่ใกล้จะถึงโรดแม็ป หรือเป็นเพราะหวังยื้อการเลือกตั้งให้ช้าออกไป

นี่ก็คงกระตุกลูกข่าย “นายใหญ่” ให้ฝั่งกลุ่มเสื้อแดงเกิดความระแวง

โหมไฟขัดแย้งกันต่อไปในโลกโซเชียล ฝั่งใครฝั่งมัน

ยังไม่ทันเริ่มตั้งไข่ ปรองดองส่อเค้าล่มปากอ่าวตามฟอร์ม

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินสัญญาณคลื่นความถี่ในการปรองดองรอบนี้ต่างจากทุกครั้ง

จากอาการเอาจริงเอาจังของรัฐบาล คสช. เล่นเกมเร็วตามสไตล์ทหาร ผ่านไปไม่กี่วัน ตอนนี้คณะกรรมการการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง

เช่นเดียวกับคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ของฝ่ายกลาโหม ก็มีชื่อทีมงานครบ พร้อมรูปแบบโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจน

เป็นอะไรที่สะท้อนความจริงใจของทหาร ชัดเจนกว่าข้อครหาที่ว่า คสช.เดินมุกปรองดองแบบขายผ้าเอาหน้ารอดตามที่รับปากไว้ในการยึดอำนาจ

ประกอบกับปัจจัยเสริมสำคัญนั่นคือ บรรยากาศพระราชพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์

ในอาการแนวร่วมม็อบล้าอ่อนแรง นักการเมืองก็โหยหาเลือกตั้ง

ตามแนวโน้มสถานการณ์ฝ่ายคุมเกมอำนาจ “จ่ายยาแรง” ห้วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศ ถ้าแกนนำหัวขั้วอำนาจยังสนุกกับธุรกิจค้าความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์

ก็มีลุ้นไปนั่งปรับความเข้าใจกันในเรือนจำ

ขณะที่ทหาร คสช.ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย ตราบใดที่นักการเมืองยังไม่เข้าโหมดปรองดอง อำนาจพิเศษก็ยื้อออกไปได้อย่างชอบธรรม

ยึกยักดื้อด้านไป ใครได้ใครเสียก็เห็นๆอยู่.

ทีมข่าวการเมือง

 

ช็อตแรกชิ่ง ‘คู่ขัดแย้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/838248

โจทย์ยากๆ ตัวปัญหาต้องเก็บไว้ท้ายๆ

กับเหลี่ยมที่ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขาใหญ่ค่าย กปปส.ฟันธงสวนกระแส

ปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย

ในมุมของผู้มีประสบการณ์เชี่ยวกราก ตรงนี้ก็เหมือนการอ่านหมากทะลุ

แต่อีกมุมก็เป็นเสียงจาก “ลุงกำนัน” ที่กำลังโดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ตั้งแท่นรื้อคดีปั่นราคาน้ำมันปาล์มเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและพรรคพวกในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และข้อกล่าวหาเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ซึ่งถือว่าเข้าข่ายคดีทุจริต

ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขปรองดอง ตามสูตรที่โยนทุ่นกันออกมา

ดูท่า “ลุงกำนัน” ยังไงก็ไม่ยอมเล่นเกมที่เหนื่อยฟรีแน่

ตรงกันข้ามกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยกธงเชียร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้เข้ามาเป็นหัวหอกทีมปรองดอง เพราะถือเป็นบุคคลที่ได้รับความนับถือจากทุกฝ่าย ขอให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตรให้เดินหน้าสร้างความปรองดองให้สำเร็จ

ในอารมณ์ของฝ่าย “ทักษิณ” ที่โดนไล่ต้อนจนแทบไม่มีที่ยืน

เมื่อรัฐบาล คสช.ยื่นขอนไม้ปรองดองให้เกาะลอยคอ ถึงแม้จะไม่รวมถึงการนิรโทษกรรมและคดีทุจริตที่ทั้ง “นายใหญ่” และเครือข่ายติดชนักปักหลังอยู่ แต่การเปิดช่องให้หายใจหายคอได้

ก็ถือว่าได้อานิสงส์ไม่มากก็น้อย

เรื่องของเรื่องอาการของขั้วขัดแย้งทางการเมือง เป็นอะไรที่แปรผันตามผลประโยชน์

ในโหมดของการต่อรอง ไม่มีใครได้ทั้งหมด เสียทั้งหมด

เบื้องต้นเลยปรองดองรอบนี้ต้องจับอารมณ์คนกลางๆ ที่แทบจะไม่มีได้มีเสีย

แบบที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลผลักดันเรื่องการปรองดอง หากเกิดขึ้นได้จะได้แก้ปัญหาของประเทศ

หรือนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานคณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ประกาศท่าทีสนับสนุน ทั้งการตั้ง ป.ย.ป. หรือโมเดลการเรียกพรรคการเมืองทำเอ็มโอยูเจรจาก่อนยุติความขัดแย้ง ไม่เกี่ยวการนิรโทษ หรืออภัยโทษ

เพราะเงื่อนไข จังหวะเวลากาลเทศะ ไทมิ่งลงตัว ต้องหันกลับมาคุยเพื่อทำให้ส่วนรวมเดินหน้าอยู่ร่วมกันได้ ร่วมมือพลิกโฉมหน้าประเทศไทยขับเคลื่อนบ้านเมืองไปข้างหน้า

และสำคัญที่สุด น้ำหนักมันอยู่ที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจ

โฟกัสจากท่าทีของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่เห็นด้วยกับแนวคิดของ พล.อ.ประวิตร ในการเรียกพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาคุยกัน

ทำสัจวาจาปรองดอง เพื่อร่วมกันทำให้ประเทศเดินหน้า

ตามจังหวะที่ พล.อ.ประวิตรก็รุกคืบในการตั้งคณะกรรมการเตรียมการสร้างสามัคคีปรองดอง

โดยระบุถึงรูปแบบประกอบด้วยตัวแทนพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาแสดงความเห็นเสนอแนะ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายกฎหมาย นักวิชาการ

ก่อนรวบรวมประเด็นทั้งหมดเพื่อเขียนเป็นกติกา

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สั่งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง

ขุมข่ายข้าราชการพลเรือนของมหาดไทยพร้อมรองรับงานใหญ่

หันไปที่ฟากกองทัพ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ก็พร้อมสนับสนุนข้อมูลในส่วนของกองทัพบกที่มีการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์มาตั้งแต่ต้น พร้อมกับเชื่อว่า มีคณะกรรมการปรองดองฯขึ้นมาดำเนินการในระดับนโยบายก็เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเดินไปสู่แนวทางที่ดี

ทหารแบะท่าพร้อมออกแรงหนุนเต็มกำลัง

จับอาการ คสช.ที่เดินหน้ากระบวนการปรองดองด้วยความจริงจังและตั้งใจ

แม้ในเบื้องต้นจะยังถูกตั้งแง่ แค่เทกแอ็กชั่นให้เห็นว่า คสช.ทำตามที่ประกาศไว้ในการยึดอำนาจ ไม่ได้คาดหวังถึงผลสำเร็จอย่างที่โดนปรามาส

แต่โดยกระบวนท่าของการเปิดหวูดปรองดองมาถึงตรงนี้

ทหาร คสช.สามารถสลัดตัวเองออกมาจากสถานะ “คู่ขัดแย้ง” ได้แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปัจจัยเอื้อปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/837381

2 ชั่วโมง 329 ล้านบาท

ยอดบริจาคเงินในรายการ “ประชารัฐร่วมใจ ช่วยอุทกภัยภาคใต้” ที่ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นั่งเป็นโอปะเรเตอร์รับสายโทรศัพท์บริจาคด้วยตัวเอง ถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์

ตามปรากฏการณ์คนไทยไม่เคยทิ้งกันยามยาก

นี่คือคุณสมบัติพิเศษมากกว่าชนชาติอื่น และต้องถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ตามเงื่อนสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่โหมดของการปรองดอง

ในอารมณ์ที่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เอื้อมากกว่าในรอบหลายปีที่พยายามกันมา

ตามน้ำเสียงตอบรับเชิงบวกเริ่มดังกว่าเสียงโวยวายเชิงลบ

สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับกระบวนการขับเคลื่อนที่คืบหน้าอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ช็อตที่

พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดปีใหม่ร่าง “โมเดล” ปฏิรูปและปรองดอง

เป็นพิมพ์เขียว “นำร่อง” พร้อมมอบธงให้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

เดินหน้าวางแผนงาน จัดโครงสร้าง ป.ย.ป.

โดยการประสานกับทีมงานแม่น้ำ 5 สาย ไล่ตั้งแต่ คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

เพื่อนำแผนนโยบายปรองดองไปสู่ภาคของการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่งแน่นอน ตามกระบวนการก็คงจะนำมาผสมผสานกัน

ทั้งสูตรปรองดองฉบับของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ที่เสนอให้ “พบกันครึ่งทาง”

ไม่นิรโทษกรรม แต่เปิดให้คนหนีกลับมาสู้คดี

หรือแม้แต่ข้อมูลในส่วนของกองทัพบกที่มีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปฯ ซึ่งล่าสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยอมรับว่าในภาพรวมดีขึ้น

การแบ่งแยกสีและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของประชาชนน้อยลง

แต่อาจมีความคิดเห็นแตกต่างเรื่องการเมืองอยู่บ้าง เมื่อมีคณะกรรมการปรองดองชุดนี้ขึ้นมาดำเนินการในระดับนโยบายก็เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเดินไปสู่แนวทางที่ดี

สรุปก่อนจะมีผลในทางปฏิบัติ คงต้องปรับจูนกันตามเงื่อนไข

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยกระบวนการของ ป.ย.ป.นั่นก็ด้านหนึ่ง แต่หน่วยขับเคลื่อนทางลึกจริงๆน่าจะอยู่ที่ “หัวหน้าทีมเตรียมงานสร้างความปรองดอง” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ได้รับธงมอบหมายภารกิจสำคัญจาก “นายกฯลุงตู่”

ในฐานะ “พี่ใหญ่” ผู้กว้างขวางในทุกวงการ

ด้วยพื้นฐานบุคลิกของ พล.อ.ประวิตรเป็นคนที่เชื่อมต่อได้ทุกจุด โดยเฉพาะกับนักการเมืองที่ต่อสายตรงได้ทุกป้อมค่าย สายสัมพันธ์เชื่อมถึงระดับแกน

ตามปรากฏการณ์ที่สะท้อนจากแนวคิดเบื้องต้น พล.อ.ประวิตรเตรียมส่งเทียบเชิญทุกป้อมค่าย ขั้วขัดแย้งทางการเมืองทุกฝ่ายมาตั้งวงพูดคุย

พร้อมลงนามใน “เอ็มโอยู” หรือข้อตกลงยุติความขัดแย้ง

ท่ามกลางเสียงขานรับจากทุกป้อมค่าย เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ กลุ่มเสื้อแดง นปช.ก็แบะท่าพร้อมคุย ขณะที่ฝ่ายม็อบ กปปส.ก็ไม่ขัด

เรื่องของเรื่อง หลักของการปรองดองมันต้องมีการคุยกันทั้งวงนอก และล็อบบี้กันวงใน

ตามสูตรพบกันครึ่งทาง ไม่มีใครได้ทั้งหมดและเสียทั้งหมด

ทั้งหมดทั้งปวง โดยกระบวนการเดินประสานทางลึกของ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตรที่ตีคู่ไปกับการขับเคลื่อนกระบวนการปรองดองของ ป.ย.ป.

ปรองดองรอบนี้มีสัญญาณคลื่นความถี่ชัดขึ้นตามลำดับ

ประกอบกับปัจจัยสำคัญที่จะส่งแรงบวกเสริมให้กับโหมดปรองดองรอบนี้ นั่นก็คือ ความสง่างามของงานพระราชพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์

ภาพของแต่ละขั้วขัดแย้งหันกลับมาร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นบรรยากาศความสามัคคี

มันเป็นอะไรที่สวยงาม คนไทยปรองดองช่วยกันดำรงไว้ซึ่งสถาบัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

สัญญาณพิเศษสร้างสะพานปรองดอง : พลิกโฉมหน้าประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/836185

เป็นปีแห่งการปฏิรูปและปรองดอง

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยกำหนดโครงสร้างตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนทำงานคู่ขนานอีก 4 สาย

สายแรก คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ สายที่สอง คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ สายที่สาม คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และสายที่สี่ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคณะทำงานศึกษาประเด็นกฎหมายที่จะส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการสร้างสังคมสันติสุข ในคณะกรรมาธิการการเมือง (กมธ.) ได้จังหวะส่งรายงานผลการศึกษา พร้อมแนบร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เพื่อนำเข้าที่ประชุม สนช. ก่อนเสนอให้รัฐบาล

ประจวบเหมาะพอดีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดย กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กำลังขมวดผลการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดอง เพื่อนำเข้าที่ประชุม สปท.ก่อนส่งไม้ต่อให้รัฐบาล

คณะกรรมการทำงานแต่ละชุดที่ คสช.ตั้งขึ้น มีตัวแทน คสช. รัฐบาล สนช. และ สปท.เข้าไปร่วมวงศ์ไพบูลย์อยู่ด้วย และฝ่ายการเมืองแต่ละค่ายก็ออกมาขานรับ แต่ในรายละเอียดยังต้องปรับจูนคลื่นให้ไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อทุกถนนทุกสายมุ่งสู่สถานีปลายทางสร้างความปรองดอง

นับจากนี้ไปการเดินไปสู่ความปรองดองได้อย่างไร นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ด้านการเมือง สปท. ที่มีตัวแทนคู่ขัดแย้งทุกสีอยู่ใน กมธ.ได้ศึกษาถึงทางออกของประเทศ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง อยู่ในแผนด้านปฏิรูปการเมือง

ในวาระสุดท้ายก่อนที่ สปท.จะพ้นหน้าที่ หลังรัฐธรรมนูญฉบับประชามติบังคับใช้และ
มีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปภายใน 120 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ จะต้องเดินหน้าเรื่องนี้ให้สำเร็จ

กมธ.ศึกษาเรื่องนี้ เริ่มจากมิติสภาพปัญหา สาเหตุความขัดแย้งที่นำสังคมเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อและเผชิญหน้าอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2548-2557 ส่วนใหญ่นักการเมืองเป็นต้นตอของความแตกแยก

เพราะต้องการแสวงหาหรือช่วงชิงอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แสวงหาผลประโยชน์จากกิจกรรมทางการเมือง ทำให้นักการเมืองแต่ละค่ายไม่อาจแสวงหาจุดร่วมด้วยการประนีประนอมกันได้

นำไปสู่การปลุกมวลชนโดยผ่านกระบอกเสียงของฝ่ายตัวเอง ใช้วาทกรรมตอกลิ่ม
ความขัดแย้ง เพื่อเอาชนะทางการเมือง และให้หลุดพ้นจากการถูกกล่าวหา หรือถูกดำเนินคดีต่างๆ กลายเป็นปัญหาความมั่นคง บั่นทอนเสถียรภาพ และศักยภาพในการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดความทุกข์ยากกับประชาชน

การแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง ต้องเริ่มจากการวางเป้าหมายให้ชัดเจนและหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ถึงกระบวนการอยู่ร่วมกันอย่างไรไม่ให้มีปัญหา ไม่เช่นนั้นเสนอทางออกรูปแบบต่างๆ แต่มีบางฝ่าย บางพวกไม่เห็นด้วยก็ยากที่จะเดินหน้าไปสู่ทางออกของประเทศได้

ฉะนั้นวันนี้จะต้องสร้างหลักการและมาตรการขึ้นมาใหม่ ใช้หลักการทั่วไปเหมือนเดิมไม่ได้ เช่น การยุติคดี การลดหย่อนผ่อนโทษ การพักโทษ การรอลงอาญา หรือไกลไปถึงการนิรโทษกรรมที่ถูกปฏิเสธมาตลอด

ข้อเสนอดังกล่าวจะมีคำถามตามมาตลอดว่า จะสร้างความเสียหายให้แก่กระบวนการยุติธรรม คำถามเหล่านี้มีลักษณะถามให้ปรองดองหรือถามให้ตีกัน ถ้าถามให้เกิดความปรองดองควรวางหลักเอาไว้ว่า อะไรที่ผ่อนปรนได้ให้นำหลักนั้นมาใช้ แต่ถ้าถามให้ทะเลาะกันต่อ คือ เสนอทางออกอย่างไรก็ไม่ยอมรับสักอย่าง ผิดไปหมด

ขอให้ตกลงกันให้ดี หาทางลดทิฐิ ลดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน และร่วมแรงร่วมใจหาทางออก เพราะแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่แค่คดีความ ขอให้ดูมิติอื่นๆที่จะเสนอแก้ไขไปพร้อมๆกัน เช่น การสร้างความสงบในบ้านเมือง ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม

จะเป็นใบเบิกทางแก้ปัญหาความแตกแยกและสร้างความปรองดอง

คดีความที่เกิดขึ้นในทางการเมืองเป็นสากลทั่วโลก ขอให้เข้าใจตรงกันว่า ความคิดเห็นทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรร้ายแรง เพราะเป็นการแสดงออกทางอุดมคติ อุดมการณ์ทางการเมือง

ฉะนั้นคดีที่เกิดขึ้นขอให้แบ่งเป็นคดีของผู้ชุมนุม ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไปเหมือนเป็นความผิดร้ายแรง เช่น คดีก่อการร้าย คดีกบฏ คดีขัดคำสั่งของฝ่ายบริหารหรืออำนาจรัฐ ถ้าเป็นการกระทำหรือชุมนุมไม่ได้มีความผิดถึงขั้นก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิต ทรัพย์สิน เช่น การปิดสนามบิน การบุกทำเนียบรัฐบาล เราต้องให้โอกาสว่าเป็นความผิดไม่ร้ายแรง

ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการเผาทรัพย์สิน เผาสถานที่ราชการ มีมือเผาจริงและผู้ที่ยุยงกองเชียร์ให้เผาถูกดำเนินคดี ทางออกควรลงโทษเฉพาะมือเผา ผู้ที่ยุยงหรือเป็นกองเชียร์แม้มีข้อหาหนักร้ายแรง

แต่ควรให้โอกาส การเจรจาปรองดองถึงจะเริ่มต้นได้

ขณะที่คดีของระดับแกนนำหรือผู้สั่งการ หากเป็นความผิดอาญาไม่ร้ายแรง ให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะให้โอกาสแกนนำหรือผู้สั่งการ จำหน่ายคดีผู้นั้นออกจากสารบบความไปชั่วคราวหรือยุติคดี ปล่อยตัวให้ได้รับอิสรภาพ

ภายใต้เงื่อนไขห้ามไม่ให้จำเลยผู้นั้นกระทำความผิดใดๆ จะไปกระทำการก่อให้เกิดความวุ่นวาย ปลุกปั่น ปลุกระดม สร้างความไม่สงบในบ้านเมืองอีกภายในช่วง 5 ปี แต่แกนนำหรือผู้สั่งการที่คิดว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด จะต่อสู้คดีต่อไปก็ได้

คดีที่แกนนำหรือผู้สั่งการทำความผิดอาญาร้ายแรง ศาลก็ดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ส่วนผู้ที่ทำผิดหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นใคร มีจำนวนไม่น้อยไปเปิดสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์ผ่านโซเชียลมีเดีย จัดรายการต่อต้านรัฐ ยุยงส่งเสริมสร้างความแตกแยก ควรเปิดให้โอกาสกลับมาต่อสู้คดีและให้โอกาสได้รับการประกันตัว ไม่ใช่ถูกขังยาว

ข้อเสนอเหล่านี้ เมื่อทุกฝ่ายยอมรับได้ควรใช้มาตรการทางกฎหมายพิเศษ ไม่ถึงขั้นออกกฎหมายนิรโทษกรรม ประเดี๋ยวจะถูกต่อต้านเหมือนที่ผ่านๆมาหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า คนเหล่านี้ทำผิดแล้วไม่ได้รับผิดตามกฎหมาย จะเคยตัว อนาคตข้างหน้าจะกลับมาทำผิดอีก

และในอนาคตควรมีกลไกป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวอีก เช่น นอกจาก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ควรมีกฎหมายห้ามกระทำการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความแตกแยก หรือเกลียดชังต่อกัน

ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษทางแพ่ง อาญา และทางการเมือง อาทิ หากผู้ที่กระทำผิดเป็นนัก
การเมืองให้ตัดสิทธิทางการเมือง10 ปีหรือตลอดชีวิต เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี

วันนี้บรรยากาศและข้อเสนอของทุกฝ่ายกำลังเข้าสู่โหมดปรองดอง เชื่อว่าโอกาสที่จะปฏิรูปการเมือง แก้ปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองได้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งใหญ่

ไม่เช่นนั้นผลการเลือกตั้งออกมา ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนชนะ อีกฝ่ายจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกมาต่อต้าน สถานการณ์จะกลับไปสู่สภาพเดิมๆ

ในที่สุดประชาชนจะทนทุกข์ทรมานต่อไปอีก 10–20 ปี

ข้อเสนอเหล่านี้ฝ่ายที่มีส่วนได้เสียทางการเมืองจะยอมรับได้อย่างไร นายเสรี บอกว่า ถ้าใครไม่เห็นด้วย ขอให้เสนอกลับมาว่า ทางออกดีกว่านี้ ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้ามีอะไรบ้าง ไม่ใช่ค้านทุกเรื่อง แต่ไม่ยอมเสนอทางออกที่ดีคืออะไร

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า คสช. รัฐบาล สนช.และ สปท.เดินหน้าเรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน ทาง สปท.ได้รับสัญญาณพิเศษมาอย่างไร นายเสรี บอกว่า เรื่องนี้ไม่บังเอิญ ทุกฝ่ายได้จังหวะเสนอไปในทิศทางเดียวกันพอดี

และรัฐบาลประกาศชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าจะเริ่มเดินหน้าปรองดองปี 2560 ขณะที่ สปท.หลังจากเสนอทางออกไปหลายรูปแบบแล้ว ยังไม่ประสบความสำเร็จ มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องสานต่อภารกิจให้จบ

หวังว่าสิ่งที่เสนอไปจะเป็นบันไดขั้นแรกให้ก้าวเดินไปสู่เป้าหมาย

เพราะข้อเสนอตอนนี้อยู่ในช่วงจังหวะที่เหมาะสม

ที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง–สร้างความปรองดอง.

ทีมการเมือง

 

ปรองดองไม่ลงตัว ทหารตีตั๋วต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/835514

โรดแม็ปชัด“เพิ่มเวลา”คสช.ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ฟ้าฝนแปรปรวน

ทำให้ 12 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยต้องประสบอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปี

สถานการณ์ลากยาวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้พี่น้องประชาชน บ้านเรือน เรือกสวนไร่นาเสียหาย โรงพยาบาลจมน้ำต้องปิดให้บริการ น้ำซัดสะพานขาด ถนนหนทางการจราจรเป็นอัมพาต

มีคนเสียชีวิตกว่า 30 ราย มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาท

แต่ไม่ว่าวิกฤติน้ำจะรุนแรงแค่ไหน ก็แพ้น้ำใจคนไทย

ในสถานการณ์ที่พี่น้องชาวใต้กำลังลำบาก ก็มีธารน้ำใจจากพี่น้องภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง พร้อมใจกันบริจาคทั้งเงินและสิ่งของส่งไปช่วยผู้ประสบภัย

สื่อมวลชน บริษัทเอกชน ผนึกกำลังกับหน่วยงานรัฐบาลในการระดมความช่วยเหลือ

ไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง คนไทยไม่เคยทิ้งกันในยามยาก

เหนืออื่นใด จากการที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก-รัฐมนตรี หัวหน้า คสช. โดยอันเชิญพระราชกระแส รับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยให้องคมนตรีติดตาม พร้อมรัฐบาลช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ขอแก้ปัญหาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

โดยพระราชทานลายพระหัตถ์ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ มาถึงประชาชนทุกคนว่า “ด้วยความรักและห่วงใยขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อขวัญที่ดีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ”

ความเดือดร้อนของพสกนิกรอยู่ในพระเนตรพระกรรณ

และถึงวันนี้หลายพื้นที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย รอฟื้นฟูกันต่อไป ในจังหวะน้ำท่วมภาคใต้ถือเป็นปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้าของรัฐบาลทหาร คสช.

เพิ่มโจทย์ยากในเชิงบริหาร โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่การขับเคลื่อนทางการเมืองตามโรดแม็ป คสช.ก็มาถึงจุดปรับเปลี่ยนสำคัญ ตามการแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ระบุได้รับการประสานจากสำนักราช-เลขาธิการได้ทำเรื่องมาที่รัฐบาลว่า มีประเด็นที่ต้องหารือถึงเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่องคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปแล้ว

โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งผ่านองคมนตรีว่า มีบทบัญญัติ 3–4 รายการที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจของพระองค์

ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด

ในมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันเลยว่า หลังจากแก้ไขแล้วจึงไม่ต้องทำประชามติใหม่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน ขั้นตอนโรดแม็ปยังมีเหมือนเดิมทุกประการ เวลาทุกอย่างมีหมดตามกำหนด 240 วัน 150 วัน 90 วัน ทุกอย่างเริ่มสตาร์ตเมื่อมีรัฐธรรมนูญถาวรลงมา

ปลายปีนี้ หลังพระราชพิธีพระบรมศพและบรมราชาภิเษกก็จะให้เดินการเมืองได้

นี่คือความชัดเจนที่มาพร้อมกับจังหวะปรับเปลี่ยน

และนั่นก็ทำให้ประเมินได้ถึงโอกาสการเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่มีแนวโน้มจะต้องเลื่อนเวลาออกไป

ตามเงื่อนไข “ตัวแปร” ที่สอดแทรกเข้ามา

ถึงแม้ตัวแปรภายในกระบวนการรัฐธรรมนูญที่จะมีการปรับแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ และมีความพยายามทำให้ทันภายในกรอบเวลาเดิมที่กำหนดไว้

อย่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ทำการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 กันแบบ 3วาระรวด ในวันที่ 13 มกราคม ทันทีที่ได้รับการประสานจากรัฐบาล คสช.

โดยความตั้งใจของรัฐบาล คสช. และ สนช. เพื่อความต่อเนื่องในกระบวนการ

เทกแอ็กชั่น เร่งให้ทันตามกำหนดโรดแม็ปเดิม

แต่อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญมันยังอยู่ตัวที่ตัวแปรนอกกระบวนการรัฐธรรมนูญ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดชัดแล้วว่า ภายหลังพระราชพิธีพระบรมศพและบรมราชาภิเษกก็จะให้เดินการเมืองได้

ตรงนี้ยังไม่มีอะไรกำหนดตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามสถานการณ์

ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ การถวายพระเกียรติอย่างสูงสุด

เอาเป็นว่า มาถึงจุดนี้ โดยเงื่อนสถานการณ์รัฐธรรมนูญถือว่า “ต่อเวลา” ให้รัฐบาล คสช.ได้คุมเกมบริหารอำนาจพิเศษต่อไปจากโรดแม็ปเดิม

การเลือกตั้งยังเป็นอะไรที่หนทางอยู่อีกไกล

เรื่องของเรื่อง ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานรัฐบาลทหารจะต้องวางแผนรองรับสถานการณ์ปรับเปลี่ยนโรดแม็ปกันในเบื้องต้นก่อนก็คือหนทางเฉพาะหน้า

เพื่อลดแรงเสียดทานในการทอดเวลาออกไป

ก่อนอื่นเลย ต้องโชว์ให้เห็นถึงเนื้องานที่ขันอาสารับปากชาวบ้านไว้ หลังยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านมาเกือบ 3 ปี มีอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังบ้าง

ซึ่งโดยจังหวะก็น่าสอดรับสถานการณ์พอดี กับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้เวลาในช่วงปีใหม่ ทำการร่างโมเดลกระบวนการปฏิรูปและปรองดองด้วยลายมือ ก่อนส่งให้ทีมงานจัดทำเป็นพิมพ์เขียว

ต่อเนื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของปีใหม่ ก็ได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศในระยะที่ 2” โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่า ควรจะเพิ่มเรื่องการสร้างความปรองดองให้เชื่อมโยงกับการปฏิรูป และคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คสช.

โดยให้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของทั้งคณะกรรมการปฏิรูปปรองดอง และคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อนำประเด็นต่างๆมาจัดลำดับความเร่งด่วน ว่ามีเรื่องอะไรสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ

หากเรื่องไหนแก้ไขกฎหมายนาน จำเป็นจะต้องดึงบางเรื่องออกมาประกาศเป็นมาตรา 44

“นายกฯลุงตู่” เทกแอ็กชั่น เร่งปั่นเนื้องาน “ปรองดอง-ปฏิรูป”

โชว์ความตั้งใจในการทำตามสัญญา เพื่อให้เป็นเงื่อนไขที่ผู้นำทหาร คสช.ได้แลกกับฉันทามติประชาชนในการอนุมติให้ใช้อำนาจพิเศษ

ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับการเลือกตั้งตามโรดแม็ป

และก็ไม่ใช่แค่การขยับเร่งเนื้องานเฉพาะรัฐบาล คสช.เท่านั้น ตามจังหวะรับกันเป็นกระบวนการกับความเคลื่อนไหวอีกด้านก็มีการปล่อย “พิมพ์เขียวปรองดอง” ฉบับของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน

ที่มาพร้อมกับข้อเสนอแบบ “พบกันครึ่งทาง”

สรุปคร่าวๆว่า ไม่นิรโทษกรรม แต่เปิดทางให้คนหนีคดีกลับมาต่อสู้คดี สามารถประกันตัวได้

คดีการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หากมอบตัวยอมรับผิดให้พักคดีไว้แบบมีเงื่อนไขห้ามยุ่งการเมือง

คดียึดสนามบิน สถานที่ราชการ ก่อการร้ายไม่เสียหาย ถือเป็นคดีไม่ร้ายแรง

ตามสูตรปรองดองที่ส่งอานิสงส์ให้ได้ทั่วถึงกันทุกหัวขั้วอำนาจขัดแย้ง

ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ตั้งแง่กลับบ้านอย่างเท่ๆ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และบรรดาแกนนำม็อบเสื้อแดง นปช.ที่เจอคดีก่อการร้าย และอีกหลายคดีที่เป็นผลพวงจากการชุมนุม

แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ติดชนักโทษถึงประหาร ชีวิต จากคดีก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปิดสนามบินดอนเมือง และยึดทำเนียบรัฐบาล

หรือ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ที่โดนฟ้องคดีกบฏ นำม็อบปิดถนน ยึดเมือง ชัตดาวน์กรุงเทพมหานคร

ต่างคนต่างรู้ชะตากรรมตอนจบ หนีไม่พ้นเรือนจำ

นั่นจึงทำให้การขยับเดินงานเรื่องปรองดองของรัฐบาล คสช.และ สปท.เริ่มมีเสียงขานรับในเชิงบวก

จากปกติที่พูดเรื่องปรอง-ดองเป็นต้องด่ากันโขมง โฉงเฉง

เรื่องของเรื่องว่ากันตามความจริง ถ้าไม่มีหลักของการพบกันครึ่งทาง การปรองดองก็ไม่มีทางเกิดขึ้น

มันต้องยอมได้บ้างเสียบ้าง เพราะไม่มีทางที่ใครจะได้หมดหรือเสียหมด

ที่สำคัญ โดยสถานการณ์ที่สัมผัสได้ถึง “ยาแรง” ในกระบวนการผ่าตัดประเทศช่วงเปลี่ยนผ่าน

คนดังทางการเมือง แกนนำหัวขั้วขัดแย้งบางคนเข้าไปใช้ชีวิตในคุก

ขณะที่แนวโน้มก็ลุ้นชะตากรรมโหด ไม่ว่าเครือข่ายตระกูลชินวัตร ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังลุ้นหนักกับคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ส่วนนายสุเทพก็อาการส่อเค้าหนักไม่แพ้กัน ล่าสุดโดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดินหน้าเช็กบิลฐานส่อทุจริตต่อหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการปล่อยให้สต๊อกน้ำมันปาล์มขาดแคลน ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินไม่ชอบด้วยกฎหมายในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย

ต่างฝายต่างโดนชนักปักหลัง เต็มไปด้วยบ่วงมัดคอพันธนาการ

ถ้ายังไม่ยอมเลิกรา ก็ต้องลุยกันต่อไป รอไปนั่งปรับความเข้าใจกันในเรือนจำ

เปิดทางให้ทหารยังยื้อรักษาอำนาจพิเศษอยู่อย่างนี้

ตามข้ออ้างอย่างชอบธรรม

ไม่มีทางปล่อยให้การเมืองทำประเทศตกอยู่ในภาวะรัฐล้มเหลว.

“ทีมการเมือง”

 

พัดไปทิศทางเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/835382

“ด้วยความรักและห่วงใย ขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อขวัญที่ดี จิตใจ และร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ”

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. อัญเชิญลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานถึงประชาชนทุกคน

ภายหลังนายกฯและ รมว.มหาดไทย พร้อมทั้งองคมนตรีเข้าเฝ้าฯถวายรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้

โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหา การช่วยเหลือดูแลประชาชน การวางแผนงานระยะยาว รวมทั้งยังรับสั่งถึงแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

น้ำพระราชหฤทัยและแนวทางช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ ที่นายกฯรับใส่เกล้าฯนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ

ในจังหวะประเทศไทยห้วงเปลี่ยนผ่าน ที่หลายเรื่องเริ่มชัดและขยับเดินต่อได้

ถึงคิวเริ่มเดินเครื่องปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ วางยุทธศาสตร์ 20 ปี และแก้โจทย์ขัดแย้ง

โดยล่าสุด “บิ๊กตู่” เป็นเจ้าภาพใหญ่เอง ประเดิมนัดประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ (ป.ย.ป.)

โฟกัสไปที่คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มีชื่อของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กำกับดูแล

บทเหมาะสำหรับ “พี่ใหญ่” ผู้มากคอนเน็กชั่น แก้วิกฤติขัดแย้ง

โดยที่ต้องจับตา “บิ๊กป้อม” ระบุ จะมี “ผู้ใหญ่” มานั่งหัวโต๊ะพูดคุยกับฝ่ายการเมือง

แก้จุดสำคัญ ปมเหตุวิกฤติในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

และที่เป็น “สัญญาณแรง” ที่มาพร้อมกัน นอกจากคิวเสนอรายงานจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. ถึงจังหวะเสนอรายงานฉบับเต็มต่อรัฐบาล ชงโมเดลปรองดองเป็นทางการ

โดยชูหลักการ “ให้โอกาส” ฝ่ายต่างๆที่ติดคดีการเมืองตั้งแต่ 19 ก.ย.2549–22 พ.ค.2558 ด้วยมาตรการบรรเทาโทษ ให้ประกันตัว ปล่อยตัวชั่วคราว ชะลอการลงโทษ หยุดโทษ พักการพิจารณาพิพากษาคดี

ที่น่าสนใจ ข้อเสนอจำแนกคดี โดยระบุให้คดีบุกสนามบิน สถานที่ราชการ คดีก่อการร้าย

แยกเป็นคดี “ไม่ร้ายแรง”

รวมทั้งข้อเสนอให้ผู้ที่หลบหนีคดีในต่างประเทศกลับมาต่อสู่คดี เปิดโอกาสให้ประกันตัว ใช้มาตรการปล่อยตัวชั่วคราว กำหนดเงื่อนเวลา 5 ปี

หากไม่กระทำผิดซ้ำ คดีเป็นอันยุติ

ข้อเสนอแหลมๆ ที่สอดคล้องไปกับ สนช. ถึงจังหวะเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

โดยเนื้อหาในร่าง กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาฯ 11 คน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเหตุการณ์อันเกี่ยวเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2557

และจำแนกคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองให้ชัด

พร้อมข้อเสนอ มาตรการรอการกำหนดโทษ รอการลงโทษ การลดหย่อนผ่อนโทษ ฯลฯ

ไอเดีย สนช.ดูจะเดินสอดคล้องไปกับโมเดล สปท.พร้อมใจจัดรายการ “ลด แลก แจก แถม”

แม่น้ำสายรองชงเรื่อง ไหลไปในทิศทางเดียวกัน พัดตามทิศทางลม

และไปรวมศูนย์ที่แม่น้ำสายหลัก คสช.–รัฐบาล ทีม ป.ย.ป.

หากเป็นสถานการณ์ปกติ แรงต้านกระหึ่มแน่ แต่คิวนี้มาถูกจังหวะ “อำนาจพิเศษ” เริ่มใส่เกียร์เดินเครื่องโหมดปรองดอง ในสถานการณ์ที่สัญญาณ “ปรองดอง” แรงจัด

คลื่นความถี่พิเศษเริ่มรับรู้และสัมผัสได้

ขณะที่ผู้นำอำนาจพิเศษประกาศแนวทาง “ปลดพันธนาการ สู่ประชาธิปไตย”

โมเดล “ปลดล็อก” เพื่อนำไปสู่ “ปรองดอง” เริ่มชัดขึ้น.

ทีมข่าวการเมือง

 

ล็อกเข้าโหมดปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/834653

มีเหตุให้เลื่อนคิวโดยอัตโนมัติ

ในโปรแกรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 3 วาระรวด ตามที่ ครม. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประสานส่งเรื่องมาให้แก้ไขโดยเร่งด่วน

โดยมีความจำเป็นขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ในประเด็นหมวดพระมหากษัตริย์ มีทีมกฎหมายระดับหัวกะทิ อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายวิษณุ เครืองาม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ร่วมทีมแก้ไข

คำนวณคร่าวๆต้องใช้เวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวและร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ 3-4 เดือน ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ชี้แจงมา

โรดแม็ปเลือกตั้ง ทอดเวลาออกไปจากปลายปี 2560 ตามปฏิทินเดิม

แต่นั่นก็เป็นไปตามสถานการณ์ความจำเป็นของประเทศ ในช่วงที่จังหวะและบรรยากาศของบ้านเมืองยังไม่เหมาะสม หากจะให้หาเสียงเลือกตั้ง ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างพระราชพิธีสำคัญ

ตามที่ “บิ๊กตู่” ระบุว่า การหาเสียงเลือกตั้งจะเริ่มขยับได้ หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระบรมศพ และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หลังปลายปี 2560 ไปแล้ว และจะได้รัฐบาลใหม่ปี 2561

เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองเข้าใจ และยอมรับเหตุผลความจำเป็นที่เกิดขึ้น พร้อมกลับมาลงสนามเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม

กระแสเวลานี้จึงไหลไปโฟกัสสู่โหมด “ปรองดอง”

จากรูปการณ์ปัจจุบันที่แม่น้ำเกือบทุกสายไหลไปในทิศทางเดียวกัน ตามธงของผู้นำคสช.ที่ประกาศตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง

หาทางนำประเทศกลับสู่บรรยากาศสามัคคี สมานฉันท์

ในฉากการโหมสัญญาณปรองดอง ตามที่ “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมเตรียมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ นัดแรก

ประกาศปลดล็อกพันธนาการที่เป็นอุปสรรค สร้างความปรองดองให้สำเร็จภายใน 1 ปี

เบอร์หนึ่ง คสช. สั่งเอาจริง อาสาเป็นเจ้าภาพหาทางคืนความสามัคคีให้คนในชาติแบบเอาจริงเอาจัง โดยยึดกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือนำร่องสร้างสันติสุขคืนสู่สังคม ไม่ใช้นิรโทษกรรมเป็นทางลัดสร้างความปรองดอง
ไล่เลี่ยกับช็อตที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพิ่งชงโมเดลหย่าศึกความขัดแย้งฉบับล่าสุด เปิดออปชันล่อใจก๊วนสีเสื้อต่างๆมาร่วมวงปรองดอง

ทั้งแกนนำและชาวบ้านที่มีคดีติดตัว กรณียึดสนามบิน บุกรุกสถานที่ราชการ แม้กระทั่งเผาบ้านเผาเมือง อยู่ในข่ายได้รับการจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ไปจนถึงลดหย่อนผ่อนโทษให้

ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของพฤติกรรมที่กระทำผิด

ไม่เว้นแม้แต่พวกหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ก็เปิดทางให้กลับมาสู้คดี แลกกับการได้ประกันตัว

แม้กระทั่ง สนช.เองก็ขยับเร่งเครื่องตรากฎหมายที่ส่งเสริมการสร้างความปรองดอง และการเคลียร์คดีความทางการเมือง ร่วมส่งเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลและ คสช. พิจารณาอีกทาง

คสช. และขุมข่ายอำนาจพิเศษพากันปล่อยของ โหมทำคะแนนช่วงปลายรัฐบาล ดึงทุกสีเสื้อเข้าร่วมวงปรองดอง เพื่อหย่าศึกให้ได้ก่อนจัดการเลือกตั้ง

ขณะที่หัวโจกกลุ่มการเมือง ล้วนตกที่นั่งเดียวกัน ต่างมีคดีความเป็นชนักปักหลังติดตัว เสี่ยงแหย่ขาเข้าตะรางได้ตลอดเวลา

ไล่เรียงมาตั้งแต่แกนนำ นปช.ที่เพิ่งถูกศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกคดีบุกบ้าน “ป๋าเปรม” ต้องไปลุ้นสู้คดีชั้นศาลฎีกา หรือ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เพิ่งได้รับประกันตัวออกจากเรือนจำ ก็มีสภาพบักโกรก ไม่รู้จะถูกจับยัดคุกรอบใหม่เมื่อไร

ฟาก “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ก็ต้องปาดเหงื่อ เพราะถูก ป.ป.ช. รื้อคดีตั้งแท่นสอบเอาผิด กรณีปล่อยให้มีการปั่นราคาน้ำมันปาล์ม สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี

หรือฝั่ง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องวิ่งโร่สู้คดีจำนำข้าวในชั้นศาล

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังถูกคู่ปรับเก่า “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ตามราวียื่นหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เร่งรัดให้ยื่นฎีกา กรณีหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

คีย์แมนการเมืองทุกคนต่างมีบาดแผลติดตัวถ้วนหน้า ขยับตัวซ่าออกนอกหน้าไม่ได้

เข้าล็อกยกเป็นข้อต่อรอง บีบให้เข้าโหมดปรองดองโดยอัตโนมัติ.

ทีมข่าวการเมือง