พูดชัดสยบเจี๊ยวจ๊าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/833777

ถือเป็นความกระจ่างที่มาพร้อมกับจุดปรับเปลี่ยน

ตามความชัดเจนแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. แถลงข่าวชี้แจงด้วยตัวเองเลยว่า ได้รับการประสานจากสำนักราชเลขาธิการได้ทำเรื่องมาที่รัฐบาลว่า มีประเด็นที่ต้องหารือถึงเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่องคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปแล้ว

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งว่า มีบทบัญญัติ 3-4 รายการที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจของพระองค์

ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด

หลังจากแก้ไขแล้วจึงไม่ต้องทำประชามติใหม่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน

ขั้นตอนโรดแม็ปยังมีเหมือนเดิมทุกประการ เวลาทุกอย่างมีหมดตามกำหนด 240 วัน 150 วัน 90 วัน ทุกอย่างเริ่มสตาร์ตเมื่อมีรัฐธรรมนูญถาวรลงมา

ปลายปีนี้หลังพระราชพิธีพระบรมศพและบรมราชาภิเษกก็จะให้เดินการเมืองได้

พูดกันชัดถึงขั้นนี้ ก็น่าจะสยบเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปได้พักใหญ่กับเรื่องโรดแม็ปเลือกตั้ง

ที่แน่ๆตามกระบวนการที่มีการเร่งรัดอย่างเห็นได้ชัด ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงมติที่ประชุม ครม.ร่วมกับ สนช.ให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เป็นการด่วน

ทางวิป สนช.ก็มีมติให้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม สนช.ในวันที่ 13 มกราคมทันที

โดยจะพิจารณา 3 วาระรวด ใช้กรรมาธิการเต็มสภา

ว่ากันตามเจตนาของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่น่าจะมีการดึงเวลา

แต่นั่นก็ต้องเผื่อปัจจัย “ตัวแปร” ที่อาจสอดแทรกได้ ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่โรดแม็ปต้องคู่ขนานไปกับพระราชพิธี

ถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการคาดหมาย

อย่างไรก็ดีมุมของการเลือกตั้งตามโรดแม็ป มันก็แค่เป้าหมายที่ผูกกับนักการเมืองกับนักลงทุนเท่านั้น จุดสำคัญมันยังมีเนื้องานด้านการปฏิรูปและการปรองดองที่ถือ

เป็นเรื่องโดยตรงของประชาชนคนไทยมากกว่า เพราะมันส่งผลถึงอนาคตในทางยาวๆ

ตามสถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องโชว์ความตั้งใจในการตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศในระยะที่ 2 เพื่อรองรับ “โมเดล” ที่เจ้าตัวร่างขึ้นเองกับมือช่วงหยุดปีใหม่

ภารกิจขันอาสาถือธงนำการปฏิรูป นำประเทศไทยคืนสู่ปกติสุข

ล้อไปกับระดับเสียงขานรับพิมพ์เขียวปรองดองฉบับของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน

ไม่นิรโทษกรรม แต่เปิดทางให้คนหนีคดีกลับมาต่อสู้คดี สามารถประกันตัวได้ คดีการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หากมอบตัวยอมรับผิดให้พักคดีไว้แบบมีเงื่อนไขห้ามยุ่งการเมือง ยึดสนามบิน สถานที่ราชการ ก่อการร้ายไม่เสียหาย ถือเป็นคดีไม่ร้ายแรง

มุกปรองดองเริ่มมีเสียงขานรับในเชิงบวก เสียงต้านเริ่มลดโทนลง

ในจังหวะการเผชิญชะตากรรมของบรรดาหัวขั้วอำนาจขัดแย้ง เจอของแข็งตามๆกัน

ล่าสุด “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดงนปช. เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

เพราะสำนึกได้ และมีปัญหาสุขภาพ

ขณะที่อีกด้านก็มีข้อมูลจากสำนักข่าวอิศราว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีข้อกล่าวหา “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ในฐานะอดีตรองนายกฯสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เนื่องจากส่อทุจริตต่อหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการปล่อยให้สต๊อกน้ำมันปาล์มขาดแคลน เพื่อปั่นให้ราคาน้ำมันปาล์มในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นอย่างผิดปกติ เพื่อประโยชน์แก่พวกพ้องตน

พ่วงด้วยปมปกปิดทรัพย์สินที่ดินบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และการออกเอกสารสิทธิที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย

“ลุงกำนัน” ส่อเค้าเหนื่อยหนัก

โดนชนักปักหลังในสถานการณ์แหลมๆเสียวๆพอดี.

ทีมข่าวการเมือง

 

จุดสำคัญกว่าเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/832866

ก็ตกไป จะทำอย่างไรก็ต้องพิจารณากัน อาจต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ตามความชัดเจนในเบื้องต้นที่ระบุโดยคนระดับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย รัฐบาล คสช. ตอบคำถามนักข่าวกรณีหากพ้น 90 วันตามกำหนดรัฐธรรมนูญยังไม่มีการประกาศบังคับใช้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์

สรุปว่าไม่มีทางตัน หากเกิดปัญหาทางเทคนิคกับรัฐธรรมนูญใหม่

ล่าสุด มีการประสานทางลึก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้แจ้งต่อที่ประชุม คสช. และจะมีการแจ้ง ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า จะมีการปรับแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เรื่องเงื่อนเวลา 90 วัน ในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เปิดช่องให้มีการปรับแก้ไขได้ จากเดิมที่ต้องตกไป

เป็นอะไรที่ต่อเนื่อง ตามเค้าโครงเรื่องที่เจ้าตัวนายวิษณุได้เกริ่นไว้ล่วงหน้าแล้ว กับปมปัจจัย “ตัวแปร” ที่อาจทำให้โรดแม็ปเลือกตั้งต้องเปลี่ยนไป

และสังเกตนายวิษณุจะออกตัวตลอดว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะที่จะเอามาพูดกัน

นั่นหมายถึงบางเงื่อนไขก็อยู่นอกเหนือการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง มันเป็นฟอร์มบังคับของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผู้รับผิดชอบสัญญาประชาคมที่ประกาศให้รับรู้กันทั่วโลก
ยังไงก็ต้องยืนยันประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ป

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะไม่อยู่ในโหมดประชาธิปไตย กำหนดเลือกตั้งยังไม่ชัด แต่รัฐบาลทหาร คสช.ก็ยังมีจุดขายที่งัดออกมาแลกกับการซื้อเวลาต่อไป

แม้จะเป็นมุกเก่าๆแต่ก็เป็นอะไรที่เห็นกันด้วยตา

แบบที่นักลงทุนเชื่อมั่นได้ในเสถียรภาพทางการเมือง สถานการณ์ด้านความมั่นคง ไม่มีม็อบป่วนเมือง ประชาชนทำมาหากิน ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ไม่เหมือนช่วงการเมืองวิกฤติ ม็อบปิดถนน มีระเบิด ยิงกันรายวัน ไร้ความปลอดภัย

เทียบกับรัฐบาลประชาธิปไตยหลังเลือกตั้งรอบต่อไปที่ยังรับประกันไม่ได้ว่า ประเทศไทยจะไม่กลับมาวุ่นวาย จากเหตุที่ขั้วขัดแย้งยังไม่ยอมเลิกรา

ขณะเดียวกัน ถ้าอดทนรอเกมยาวๆ

ตามความจริงใจของผู้นำรัฐบาลทหารที่พยายามให้เห็นถึงความคืบหน้าตามสัญญาที่ดีลไว้

จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้เวลาในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่

ร่าง “โมเดล” ด้วยลายมือตัวเอง พร้อมตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศในระยะที่ 2 ในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองให้จับต้องเนื้องานได้

ล่าสุดก็มีการปล่อยพิมพ์เขียวกฎหมายปรองดองฉบับของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ชงแนวทางปลดล็อกเงื่อนไขขัดแย้ง
เปิดโอกาสให้คนหนีคดีกลับมาต่อสู้คดี สามารถประกันตัวได้

คดีการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หากมามอบตัวยอมรับผิดให้พักคดีไว้แบบมีเงื่อนไขห้ามยุ่งการเมือง ส่วนคดีอาญาร้ายแรงให้ศาลดำเนินคดีต่อไป รวมถึงกรณีบุกสนามบิน สถานที่ราชการ ก่อการร้ายที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ถือเป็นคดีไม่ร้ายแรง

อานิสงส์ส่งผลบุญถึงหัวโจกทุกขั้วทุกสี

อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่ติดชนักคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล

ไปยัน “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำม็อบ กปปส. ที่เจอคดีกบฏ นำม็อบปิดเมืองชัตดาวน์กรุงเทพฯ
หรือล่าสุดศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาจำคุกนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และพวกรวม 4 คน เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน คดีชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550

พวกลุ้นติดคุก ชูจั๊กแร้เชียร์ในใจเต็มที่อยู่แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

จริงคือเท็จเท็จคือจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/832037

ธารน้ำใจจากคนไทยทุกภาคส่วนเริ่มหลั่งไหลลงช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้ จากการระดมสิ่งของบริจาคทั้งภาครัฐและเอกชน

สะท้อนถึงสภาวการณ์ที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัส

เจอน้ำท่วมอ่วมลากยาวตั้งปลายปีที่ผ่านมา แทบไม่ได้ฉลองปีใหม่กันเลย

ล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประเมินความเสียหายสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้
คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท

และที่น่าห่วงคือความเป็นอยู่ของประชาชนที่ภาครัฐต้องเร่งช่วยเหลือ และซ่อมบำรุงถนน สะพาน ซึ่งจะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทางหนึ่ง

ถึงขั้นกระเทือนสภาวะทางเศรษฐกิจ

หนีไม่พ้นเป็นน้ำหนักกดทับซ้ำวิกฤติปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้

และถึงแม้จะถูกบลัฟว่าคิดช้าทำช้ากว่ารัฐบาลนักเลือกตั้งอาชีพไปก้าวหนึ่ง แต่ภาพของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นำคณะชุดใหญ่ลงตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดนราธิวาส
โดยเฉพาะช็อต “ผู้ชายกลางสายฝน”

ที่เฟซบุ๊กของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ได้มีการโพสต์ภาพ พล.อ.ประยุทธ์กำลังยืนถือร่มขนาดใหญ่กลางสายฝน พร้อมแคปชั่น “ฝนตก ก็ยังลุยฝ่าไป ลงพื้นที่น้ำท่วม”

ในคำบรรยาย “เห็นภาพนี้แล้ว รู้สึกได้ถึงความตั้งใจ ใส่ใจ ห่วงใยปัญหา และลงดูแลพี่น้องคนไทยที่กำลังตกทุกข์ได้ยากจากน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด”

ยุทธศาสตร์การตลาดได้อารมณ์ “ดราม่า” ถึง

นั่นก็ทำให้ผล “ซุปเปอร์โพล” 85.6 เปอร์เซ็นต์ คนพอใจนายกฯลงช่วยน้ำท่วมใต้เร็ว

รัฐบาล คสช.ก็เก๋าเกมพอประคองจังหวะ ป้องกันกระแสน้ำท่วมใต้ลามสะเทือนสถานะทางการเมือง ในมุมเปรียบเทียบเชิงบริหารระหว่างรัฐบาลนักการเมืองกับรัฐบาลทหาร

ในบรรยากาศต่อเนื่อง ประเด็นเกี่ยวโยงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม รีบบอกปัดผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” ที่พบว่าประชาชนไม่พร้อมเลือกตั้งในปีนี้

แต่ต้องการให้จัดการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2561

โดยย้ำเสียงแข็งเลยว่า รัฐบาลไม่ได้คิดว่าผลสำรวจจะออกมาอย่างไร แต่รัฐบาลต้องเดินตามโรดแม็ป เดินตามที่สัญญาไว้กับประชาชน ซึ่งต้องเป็นอย่างนั้น รัฐบาลไม่ได้คิดว่าจะอยู่ได้หรืออยู่อีกกี่ปี แต่ต้องทำตามโรดแม็ปให้ได้
ฟังแล้วพวกลุ้นเลือกตั้งตามโรดแม็ปใจชื้นไปตามๆกัน

แต่นั่นก็ยังไม่มีหลักประกันในเรื่องลีลาของเกมผกผัน “จริงเป็นเท็จ เท็จเป็นจริง”

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างแสดงท่าทีขัดแย้งกับสิ่งที่คิด

แม้แต่นักการเมืองเองที่ส่งเสียงเรียกร้องให้เลือกตั้งตามโรดแม็ป อยากลงสนามเต็มแก่

แต่เอาเข้าจริง ก็อย่างที่เห็นทุกป้อมค่ายยังตั้งแง่กฎหมายลูกที่เข้าเหลี่ยมล้างบางนักการเมืองพันธุ์เก่า ไม่เอาด้วยกับกติกาการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบใหม่

เหนืออื่นใดการคาดโทษประหาร ทั้งคดีคอร์รัปชันมูลค่าความเสียหายเกิน 1,000 ล้านบาท ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองที่รับเงินอุดหนุนโดยมิชอบ

ระวางโทษสูงขนาดนี้ เดาทางนักการเมืองคงไม่เสี่ยงเอาคอพาดเขียง

และบังเอิญจับสัญญาณเสียงของนักการเมืองรุ่นเก๋าลายครามอย่างนายประภัตร โพธสุธน อดีต รมว.เกษตรฯ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ล่าสุดพูดกับลูกพรรคที่เข้าอวยพรปีใหม่ที่บ้านอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

มีการขอร้องให้คนในพรรคสามัคคี อย่าแก่งแย่งกัน เพราะเป็นช่วงที่คนกำลังแย่งกันเป็นใหญ่ในพรรค หลังไม่มีหัวเรือใหญ่อย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี

ที่แน่ๆนายประภัตรฟันธงเลย อีกนานกว่าจะได้มีการเลือกตั้ง

ฟังพวกรุ่นใหญ่ มีแต่แทงหวยเกมลากยาว.

ทีมข่าวการเมือง

 

คิกออฟเมกะโปรเจกต์จุดเปลี่ยนประเทศ : การเมืองนิ่ง-เศรษฐกิจฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/830794

รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินมา 2 ปี 4 เดือน พยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะและวางโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองปรามาสในทางลบมาตลอด

วันนี้ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังถูกจับตาว่าจะเป็นกลไกสำคัญทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษ เพื่อเป็นฐานสำหรับเดินหน้าปฏิรูปประเทศ หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

จังหวะก้าวเดินนับจากต้นปีระกาเป็นต้นไป จะเป็นด่านทดสอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ไก่ขัน หรือหงอยคอตก ผลทดสอบออกมาหน้าไหนย่อมมีผลต่อโรดแม็ปและกลไกสำคัญทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย นายสมคิด ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง เริ่มจากฉายภาพดูย้อนไปถึง 10 ปีที่ผ่านมาว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตจาก 6-7 เปอร์เซ็นต์ หล่นไปเรื่อยเหลือ 5-4-3 จนเหลือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปี 60

ถามว่าพอใจไหม ถือว่าพอใจ เพราะไต่ขึ้นมาจาก 0.8 เปอร์เซ็นต์ 2.8 เปอร์เซ็นต์และล่าสุด 3 เปอร์เซ็นต์กว่าในปี 59 ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว เมื่อเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน จีดีพีเติบโต 6-7 เปอร์เซ็นต์ แต่ขนาดเศรษฐกิจของไทยโตกว่าเวียดนาม 12 เท่า โตกว่าเมียนมา 7-8 เท่า โตกว่ากัมพูชา 20 เท่า โตกว่า สปป.ลาว 30 เท่า

ประเทศเหล่านี้ เศรษฐกิจขยายตัวนิดหนึ่งก็ขยับขึ้นทันที

อุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศเหล่านี้แข็งแรง ทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ แต่อุตสาหกรรมพวกนี้ผ่านเราไปแล้ว ล่าสุดอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งหมดของจีนที่ค่าแรงสูงกว่าเวียดนาม 2 เท่า ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่เวียดนาม มาไทยไม่ได้ เพราะค่าแรงของไทยสูงกว่า

ฉะนั้นในช่วงนี้เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการผลิต ทั้งพยายามหาตัวเก่าที่ไม่มีนวัตกรรมอัพขึ้นมาให้มีมูลค่า หรือหาตัวใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศให้เราอยู่ได้ หากไม่ทำเราไม่มีทางยืนอยู่ได้

เรื่องนี้รอไม่ได้ ประเทศไทยอยู่ในฐานะแบบนี้ไม่ได้ ครั้งหนึ่ง ฮ่องกง สิงคโปร์ จีนเคยตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ คือ เริ่มลง แต่สามารถกระโดดไปอีกขั้นหนึ่งได้ โดยมีอุตสาหกรรมที่มีจุดขายของตัวเอง เพิ่มจุดขายขึ้นมาแข่งขันได้ ไม่ต้องอาศัยค่าแรงราคาถูก มันก็ขยับเคิร์ฟขึ้นมาได้ และเคิร์ฟเหล่านี้กำลังไปจากไทย

ผมคุยกับญี่ปุ่นว่า เราเป็นมิตรเก่า เขาอยู่กับเราแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มีคนญี่ปุ่นอยู่ 6-7 หมื่นคน เปรียบเหมือนมีบ้านอยู่ที่เมืองไทย มีโรงงานเต็มไปหมด ยกเว้นไม่มีอะไร ไม่มีความแน่นอน มีความเสี่ยงสูง

แต่ขณะนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น เราอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่าน

ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นก็สบายใจ ผมกำลังอธิบายให้เห็นว่าไทยอยู่ในเส้นเคิร์ฟพวกนี้มาก่อน ถ้าไม่ทรุดลงก็ต้องขยับขึ้นไป พวกนี้ก็จะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จีนตอนนี้ไปอยู่อันดับสูงขึ้น เราต้องไปแทนในสิ่งที่เขาไม่มี ขยับขึ้นเรื่อยๆ ไทยมีเวลาแค่ 2-3 ปี ไม่เช่นนั้นเวียดนามกินเราแน่

เมื่อเราเข้ามาสิ่งแรกที่ทำไม่ให้เศรษฐกิจทรุด คือ อัดฉีดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน ตำบลละ 5 ล้านบาท หากไม่เติมเงินลงไปชาวนาตายแน่ เพราะรัฐบาลไม่เอาจำนำข้าวและประกันรายได้ ที่เคยก่อให้เกิดปัญหาตามมา

โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยอม ลองนึกภาพดูว่า รัฐบาลทหารยอมใช้กองทุนหมู่บ้าน บวกกับปี 59 ประสบปัญหาภัยแล้ง สินค้าเกษตรราคาตก น้ำมันราคาถูก ทำให้พยุงเศรษฐกิจได้ ทุกอย่างเบาบางลง ไม่ทรุดมากเกินไป

เศรษฐกิจปี 60 เชื่อว่าจะดีขึ้น เพราะตลาดใหญ่ที่สำคัญ 2 ประเทศ ทั้งจีนเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นสัญญาณดีขึ้น และนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในระยะสั้นจะเป็นประโยชน์กับไทย เพราะมีการทุ่มงบการลงทุนอย่างไม่เคยมีมาก่อน การขยายการลงทุนในสหรัฐอเมริกามีมากขึ้น

ขณะที่ในไทยมีโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่าเป็นล้านล้านบาท จะเริ่มคิกออฟโครงการปี 60 ถึงอย่างไรปีนี้จะต้องหล่อลื่นให้โครงการออกเร็ว ภาคเอกชนก็จะตาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟ– ดีไอ) จะมาแน่นอน ถ้าทุกอย่างเดินตามโรดแม็ป

ยิ่งขณะนี้โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดี การบริโภคเริ่มฟื้นแล้ว

แต่เศรษฐกิจปากท้องยังเป็นปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังแก้ไม่ได้ นายสมคิด บอกว่า แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ดีแน่นอน ที่สำคัญเมื่อถึงจังหวะที่เศรษฐกิจโต จะทำอย่างไรให้สามารถกระจายความมั่งคั่งไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นได้

เป็นภารกิจที่สองจะต้องปฏิรูปให้มีความสมดุลระหว่างการส่งออก การลงทุนระหว่างประเทศ กับการสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้แข็งแรง ทั้งด้านการเกษตรและท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การปฏิรูปงบประมาณ กระจายงบประมาณไปสู่กลุ่มจังหวัดมาเชื่อมเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ เครื่องยนต์ที่พัฒนาประเทศจริงๆอยู่ที่กลุ่มจังหวัด เคยผลักดันเรื่องนี้ แต่ไม่ผ่าน เพราะนักการเมืองไม่ปล่อย เลยทำไม่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์เอาเป็นครั้งแรก

จึงกำหนดเดดไลน์ก่อน 15 ม.ค.60 ให้รวบรวมตัวเลขมาทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการกลั่นกรองก่อนอนุมัติงบประมาณลงไปให้

นโยบายการขับเคลื่อนพื้นที่กลุ่มจังหวัด เมื่อบวกกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมถึงกันได้หมด อนาคตการกระจายความเจริญจะไปอยู่ส่วนภูมิภาค

โครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านในปีนี้ต้องจบ ถือเป็นหัวใจนำไปสู่การปฏิรูปภาคการเกษตรและคอมมูนิตี้อย่างแท้จริง ยิ่งได้ให้โจทย์ไปแล้วในการทำดิจิทัลบิ๊กแบนด์ให้กระหึ่มทั้งอาเซียน

และยังมีนโยบายวันเบลท์ วันโรดเชื่อมเอเชียทั้งหมด ที่ไทยเป็นแกนกลางของอาเซียน ถ้าเราก่อสร้างได้ก่อนเขาต้องมาพึ่งเรา ทั้งหมดเป็นการรีฟอร์ม ถ้าทำได้จีดีพีจะมีโอกาสขยับถึง 4-5 เปอร์เซ็นต์

มาถึงวันนี้ขออย่างเดียวไม่ต้องให้มาเชียร์รัฐบาล แต่อยากให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่

ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจและช่วยดูแลงานเหล่านี้ให้สามารถผ่านไปได้ ไม่เห็นผลหรอกในยุคเรา และในยุคนี้การผลักดันโครงการอะไร เช่น ซิงเกิลเกตเวย์จะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองง่ายมาก

การปฏิรูปเศรษฐกิจจะพลิกประเทศไปทิศทางที่ดีขึ้นในระยะยาว แต่กลับถูกฝ่ายการเมืองมองว่ารัฐบาลหมดมุกถึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสมคิด บอกว่า มาตรการที่ออกไปต้องขยายให้ประชาชนรู้ว่า มุกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยอยู่รอดได้

ปี 59 ถ้าไม่มีมาตรการเหล่านี้คนมีรายได้น้อยจะลำบากมาก ถ้าเศรษฐกิจทรุดถึงจุดหนึ่งแล้วมันดึงไม่ขึ้น ถ้าเมืองไทยโชคดี 3-4 ปีจะพลิกได้ แต่ถ้ามาบอกว่าหมดมุก จะเอามุกอะไร มุกกระจอกๆผมไม่มีแน่ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย

ขอเดินหน้าทำงานต่อและภาวนาให้มีการเลือกตั้งเร็วแล้วจะไป และทิ้งคนรุ่นใหม่เอาไว้ ทั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าเขาอยากจะเล่นต่อ

คนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ต่อในรูปแบบไหน นายสมคิด บอกว่า ถึงเวลานั้นเขาคงร่วมกับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่หรือพรรคประชาธิปัตย์สนใจก็ร่วมกันได้

ทีมข่าวการเมืองถาม ว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ และมีชื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนด้วย นายสมคิด บอกว่า “ชีวิตของผมแปลก มาตอนที่ย่ำแย่

ต้มยำกุ้งก็ทีหนึ่งแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ 6 ปี มาอยู่การเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเบอร์สองยิ่งหนัก เดี๋ยวก็โดนอันโน้นอันนี้

ผมมาคราวนี้เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะลำบาก

รับประกันเลยว่าไม่ตั้งพรรค ถ้าตั้งๆไปนานแล้ว

ไม่มีชื่อผมแน่ เพราะไม่คิดจะเล่นการเมืองต่อ อายุ 64 แล้ว

แต่อนาคตข้างหน้าขอวิเคราะห์ว่า จำเป็นต้องมีพรรคใหม่

เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ”.

ทีมการเมือง

 

ศรัทธา“ประยุทธ์” ชี้ขาดยื้อโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/830066

ผ่ากระบวนท่า“สับขาหลอก”เลื่อนเลือกตั้ง

เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่ผ่านพ้นไป กลับคืนสู่ภาวะปกติ

ทิ้งไว้แค่ควันหลง ตัวเลขสถิติความสูญเสียที่กรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,919 ครั้ง

ผู้เสียชีวิตรวม 478 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 4,128 คน

มากเป็นประวัติการณ์ แถมแนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้นทุกปี ทั้งๆที่ภาครัฐและเอกชนช่วยกันรณรงค์สุดกำลัง ทั้งการขอร้องให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ หรือถึงขั้นบังคับใช้กฎหมายขั้นรุนแรง

ยกเป็นวาระแห่งชาติแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเลยว่า รัฐบาลถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการดื่มแอลกอฮอล์ มีเป้าหมายลดจำนวนอุบัติเหตุจำนวนยานพาหนะที่ถูกดำเนินคดีในเทศกาลปีใหม่

แต่ก็เหมือนไม่มีความหมาย สรุปคนเจ็บคนตายยังพุ่งไม่หยุด

จุดเดียวเลยที่ยังแก้ไม่ตก นั่นคือจิตสำนึกของคน

ดีที่สุดก็คงทำได้แค่สวดมนต์ภาวนาให้แคล้วคลาด เพราะยังไงประเทศไทยก็ยากจะหลุดพ้นวังวนความสูญเสียบนท้องถนนในช่วงเทศกาล

อยู่ที่ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

ส่วนที่แทบจะไม่ได้ฉลองเทศกาลปีใหม่กันเลย พี่น้องประชาชนในจังหวัดภาคใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี นราธิวาส

ต้องเผชิญกับอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบหลายปี

สถานการณ์หนักถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องนำทีม ครม.และข้าราชการที่เกี่ยวข้องคณะใหญ่ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสตรวจสถานการณ์ เยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

ช่วยผ่อนคลายทุกข์จากเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า

ผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปของโลกคาดการณ์ไม่ได้อีกต่อไป

ตัดฉากกลับมาที่สถานการณ์ทางการเมืองที่เข้าสู่ปีใหม่ ซึ่งแน่นอนก็ต้องตามมาด้วยเงื่อนไขใหม่ และการคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่

ภายใต้ขุมข่ายอำนาจพิเศษเก่า ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.

นับตั้งแต่การรัฐประหารเงียบ ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลนักการเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านมาจนปีใหม่ 2560 ก็ขึ้นปีที่ 3

ผ่านมา 4 พ.ศ. กินเวลาเกือบ 3 ปีเข้าไปแล้ว

แนวโน้มการทำตามสัญญาคืนความสุขให้คนไทยยังจับต้องได้ไม่เต็มไม้เต็มมือ

พูดกันตรงๆก็คือ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องใช้เวลาช่วงวันหยุดพักเทศกาลปีใหม่ลงมือร่าง “โมเดล” ในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดอง

ตั้ง “คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ” ในระยะที่ 2

ต่อเนื่องถึงการสั่งการในที่ประชุม ครม.นัดแรกประเดิมปีใหม่ ให้มีการจัดลำดับความสำคัญในเรื่องเร่งด่วนเพื่อทำให้สังคมได้รับรู้ถึงความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาล คสช.

ถึงจังหวะต้องส่งการบ้านให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงเนื้องาน

บนพื้นฐานที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 “ปฏิรูป–ปรองดอง” คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมแลกกับฉันทามติของประชาชนคนไทย

มอบอำนาจพิเศษให้นำประเทศก้าวข้ามวิกฤติ “ติดหล่ม”

ในอารมณ์ที่สังคมไทยยังไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ในมุมของการปฏิรูปที่ยังลอยๆเป็นนามธรรม แถมยังไม่ทันได้นำไปปฏิบัติก็ถูกตั้งแง่ต่อต้านแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี เป็นการครอบงำรัฐบาลในอนาคตให้ต้องเดินตามเกมอำนาจของทหาร

นักการเมืองแท็กทีมต้านแบบสุดกำลัง

ขณะที่เงื่อนไขปรองดองยังไม่เห็นหนทางปฏิบัติ นอกจากการปรองดองที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี น้ำตาเจือจางสีขั้วขัดแย้งให้จางลงไป

แต่ลึกๆก็ยังแฝงไปด้วยปมแตกแยก พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

สรุปตามสถานการณ์ประเทศไทยยังไม่หลุดจากวังวนเก่าๆ แม้จะเข้าสู่ปีใหม่ 2560 แล้ว

เทียบกับเทอมรัฐบาลทั่วไปคือ 4 ปี ตามเงื่อนเวลาที่เข้าสู่ห้วงปลายโรดแม็ปของ คสช.

โดยเฉพาะจุดสำคัญคือรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตามปฏิทินจะมีการประกาศบังคับใช้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และตามโปรแกรมต่อเนื่องจะเป็นจุดเริ่มนับหนึ่งของกระบวนการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฯลฯ

ต้องเสร็จภายใน 8 เดือน หรือ 240 วัน

ซึ่งก็จะทันกำหนดเลือกตั้งปลายปี 2560 ตามสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลทหารของไทย ได้ประกาศต่อนานาชาติ

เป็นโอกาสที่จะกู้สถานการณ์ “แซงก์ชั่น” โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่การเมืองก็จะคืนกลับสู่ธรรมชาติ ตามกระแส ความเคลื่อนไหวของป้อมค่ายต่างๆขยับเตรียมแต่งตัวกลับมาลงสนามเลือกตั้ง รวมถึงการตั้งพรรคการเมือง “นอมินี” ทหารขึ้นมารองรับเกมอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ “เต็งหาม” นายกฯคนนอก

ทุกฝ่ายยึดตามโรดแม็ปเป็นที่ตั้ง

นักธุรกิจ นักลงทุน นักเลือกตั้ง รวมถึงประชาชนคนไทยก็ลุ้นให้เป็นไปตามคิวนี้

เพราะมันคือโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์เมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ ได้ทำมาหากิน แก้ปัญหาวิกฤติปากท้องที่เข้าขั้นสาหัสมาหลายปี

แต่ก็อีกนั่นแหละ สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็ส่อเค้าตั้งแต่ต้นปีเลย

ตามสัญญาณที่คนระดับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาโยนทุ่นนำร่องเป็นนัย การเลือกตั้งตามโรดแม็ปอาจยืดเยื้อออกไป

โดยอ้างถึงเงื่อนเวลาที่ต้องใช้ในการพิจารณากฎหมายลูกอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ส่อดึงจังหวะ ลากกันแบบเต็มเหยียด

และนั่นก็หมายถึงการเลือกตั้งจะไปเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน พ.ศ.2561

ในวงเล็บต้องไม่มีเหตุติดขัด รัฐธรรมนูญต้องบังคับใช้ตามกำหนดด้วย

ทุกอย่างต้องว่ากันหลังวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

แต่เรื่องของเรื่องตามสัญญาณแปร่งๆ พวกที่จมูกไว ได้กลิ่นก่อนก็คือนักการเมือง

จับอาการทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยประสานเสียงโทนเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พากันออกมาดักทาง คสช.

มัดคอ พล.อ.ประยุทธ์อย่าผิดสัญญาประชาคม

เพราะมันจะกระเทือนเครดิตความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ

ทำให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ทีมงานรัฐบาล คสช.ออกมายืนยัน

รัฐบาลยังยึดตามโรดแม็ปเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

รีบสยบแรงกระเพื่อมไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อจับทางจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่ออกตัวเป็นเชิงว่า ต้องเข้าใจขั้นตอนโรดแม็ปคืออะไร 1.ต้องมีรัฐธรรมนูญ 2.ต้องทำกฎหมายลูก จะกี่ฉบับไม่รู้แต่มีกรอบเวลาอยู่ ถ้าทำเกินเวลาก็แสดงว่าไม่ทัน ถ้าทำเร็วกว่านั้นก็ทัน

จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับขั้นตอน โรดแม็ปก็คือโรดแม็ป ไม่ต้องไปฟังใคร

แปลไทยเป็นไทยก็ยังกั๊ก ไม่ฟันธงชัดเจน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ตามขั้นตอนจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการในส่วนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช.

รัฐบาล คสช.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนด้วย

จะเร่งให้เร็วหรือดึงให้ช้าก็ขึ้นอยู่กับ สนช.

แต่นั่นก็ว่ากันในมุมของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดไว้ ไม่ได้ว่ากันในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้มีสถานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” มีดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 อยู่ในมือ

ผ่าทางตัน เดินทางลัด อัตโนมัติยังไงก็ได้

เว้นแต่เป็นจังหวะสับขาหลอก โยนให้เป็นเกมของ สนช.ในการลากโรดแม็ปออกไป

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลย ปรากฏการณ์ปรับโรดแม็ป เลื่อนเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของ สนช. หรืออำนาจในมือรัฏฐาธิปัตย์

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับปัจจัยคะแนนนิยม ต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯลุงตู่” เป็นสำคัญ

เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ สังคมได้รับรู้ถึงความเป็นไปอะไรหลายๆอย่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน

กฎหมายหรืออำนาจ ล้วนไม่มีความหมาย

หากขาดซึ่งศรัทธาประชาชน.

“ทีมการเมือง”

 

ปัจจัย “เสี่ยง” ยังมีอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/829921

เจอคิวแทรกเร่งด่วนรับปีใหม่

สถานการณ์วิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ลามหลายจังหวัด จากภาวะฝนกระหน่ำต่อเนื่องและน้ำป่าถล่ม

เมืองใหญ่อย่าง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี หลายอำเภอจมใต้น้ำ ต้องหันมาใช้เรือสัญจรแทนรถ ถึงขั้นอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่กันชุลมุน

ขณะที่ถนนหลักหลายสายที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดถูกน้ำซัดตัดขาดเป็นช่วงๆ สนามบินงดให้บริการ ทางรถไฟถูกน้ำพัดเสียหาย ขบวนรถหลายสายหยุดค้างเติ่ง มีผู้โดยสารตกค้างมากมาย

ส่วนโรงพยาบาลต้องขนย้ายผู้ป่วยโกลาหล อันเป็นผลพวงของอุทกภัยในรอบนี้ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านแสนสาหัส จน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ต้องขนทีม ครม.ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ไปแก้ไขสถานการณ์ และช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน

ประเดิมศักราชใหม่ด้วยเรื่องวุ่นๆให้ผู้นำ คสช.ได้พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหา

ยังไม่นับรวมสถานการณ์การเมืองร้อนๆที่กระแทกเข้าใส่รัฐบาล คสช.ในเวลาเดียวกัน

ในช็อตที่คีย์แมนรัฐบาลและกองทัพ ทั้ง “บิ๊กตู่”–“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.

พากันชักแถวตัดบทร้อนๆ ปฏิเสธการขยับโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 ตามสัญญาณที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำร่องออกมา

แม้กระทั่งคนในแม่น้ำสายเดียวกันอย่างวิป สนช. ก็ต้องช่วยกลบปมร้อนไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล

ประสานเสียงเงื่อนเวลาคืนประชาธิปไตย ยังเป็นไปตามปฏิทินคือปลายปี 2560

เร่งดับไฟตั้งแต่ต้นลม หวังลดกระแสฝ่ายต่อต้าน ไม่ให้ขุมข่ายการเมืองล้งเล้งส่งเสียง ขยายความให้บานปลาย จนกลายเป็นแรงกระเพื่อม

ตีราคาให้น้ำหนักข่าวเป็นแค่อาการ “มโน” ของรองประธาน สนช. ที่เป็นห่วงเรื่องเงื่อนเวลาการพิจารณากฎหมายลูกของ สนช.อาจล่าช้าไม่ทันการณ์

เพราะปัจจุบันมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอยู่ในมือให้ สนช.พิจารณาจำนวนมาก

แต่ถ้าดูตามรูปการณ์ปัจจุบันใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงที่โปรแกรมเลือกตั้งต้องคลาดเคลื่อนจากเดิม

หากถอดความตามคำพูดจ่าฝูง ทบ.อย่าง “บิ๊กเจี๊ยบ” ที่ระบุว่า แม้เวลานี้ยังไม่มีเหตุผลต้อง

เลื่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากภาพรวมทุกอย่างยังเป็นไปตามโรดแม็ป แต่เวลาอาจคลาดเคลื่อนบ้างเล็กน้อยหรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องอนาคตข้างหน้าที่มีรายละเอียดปลีกย่อย

ส่อนัยให้แปลความได้ว่า กำหนดการเลือกตั้งมีสิทธิขยับจากเดิมได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยในอนาคต

ในสถานการณ์ที่แม้ฝ่ายกุมอำนาจพยายามยืนยันตามโรดแม็ป แต่ยังมีลีลาเด้งเชือก คอยยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของช่วงเวลา

เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ในกรณี สนช.พิจารณาร่างกฎหมายลูก 4 ฉบับสำคัญไม่ทันตามกรอบเวลา หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งร่างกฎหมายลูกมาให้พิจารณาในเวลาจวนเจียน

หรือในกรณี สนช.ไปปรับรื้อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ กรธ.ส่งมา จนต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมฯขึ้นมาแก้ไขร่างกฎหมาย

เป็นปัจจัยที่ สนช.ซ่อนอาการหวั่นเกรงอยู่ลึกๆ ตามที่ “ครูหยุย” นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ที่เป็นห่วงเรื่อง กรธ.ส่งกฎหมายลูก ให้ สนช.ล่าช้า อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้การเลือกตั้งคลาดเคลื่อนจากปี 2560

เช่นเดียวกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังฝากตั้งคำถามไปยัง กรธ.ถึงความกังวลที่อาจมีร่างกฎหมายลูกบางฉบับ ทำท่าจะออกได้ช้ากว่ากำหนด แม้จะอยู่ในช่วง 240 วันก็ตาม

โยนความกดดันใส่ กรธ.ในฐานะต้นน้ำเร่งผลิตร่างกฎหมายลูกให้เสร็จโดยเร็ว

ขณะที่ท่าทีของ กรธ.ทำได้แค่รับปากว่าจะยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้เสร็จทันตามเงื่อนเวลาที่กำหนด แต่ไม่ได้รับปากว่าจะเร่งพิจารณาให้เสร็จทันทีทันใด

บนรูปการณ์ในอนาคตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า กรธ.จะส่งร่างกฎหมายลูกมาให้ในเวลาที่จวนเจียนหรือไม่ หรืออาจมีปัจจัยภายนอกอาจทำให้โรดแม็ปหย่อนบัตรเลือกตั้งเขยื้อนจากเดิม

หากคำนวณตามเพดานเวลาสูงสุดในโรดแม็ป กรธ.ใช้เวลายกร่างกฎหมายลูก 8 เดือน ส่งมาให้ สนช.พิจารณา 2 เดือน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนเตรียมการเลือกตั้ง 5 เดือน

เบ็ดเสร็จครบทุกขั้นตอน ต้องเผื่อเวลาไว้สูงสุด 15 เดือน กว่าจะไปถึงด่านหย่อนบัตรได้ประชาธิปไตยเต็มใบกลับคืนมา ปัจจัยเสี่ยงที่จะทอดยาวข้ามปี 2560 ก็ยังมีอยู่

จุดพลุเลื่อนเลือกตั้ง ฟังดูจึงมีน้ำหนัก.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยั้งจังหวะเร่ง ‘ร่วมวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/829078

เห็นลีลาเตะตะกร้อของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ทั้งจั่วลม ทั้งวืด ล้มก้นจ้ำเบ้า แปลูกไปโน่นไปนั่นไปนี่

ล้อมวงเล่น 5 นาที เตะโดนลูกตะกร้อไม่กี่หน ชนิดใช้เวลาเดินเก็บลูกเหนื่อยกว่า

อุทานภาษาอินเตอร์เน็ตก็ต้องบอกว่า “แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ”

เอาเป็นว่า นอกจากท่านผู้นำออกตัว “ผมแก่แล้ว” และเพิ่งจะฟื้นไข้ มองในมุมบวกคิวออกกำลังกายทุกสัปดาห์ของ “บิ๊กตู่” ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

แค่ได้ขยับแข้งขาก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว

ส่วนที่มีการโพสต์ข้อความพร้อมภาพ นายกฯเตะตะกร้อ ยืดแข้งยืดขา ขณะที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ชาวบ้านยังเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ราคายางตก ฯลฯ นั่นก็น่าจะคนละเรื่องคนละฟีลกัน

แต่สไตล์ที่ไวต่อกระแส แค่โดนเหน็บนิดหน่อย “บิ๊กตู่” น่าจะรู้อารมณ์ผู้คนในสังคม

สั่งจัดโปรแกรมยกคณะ ครม.ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ทันทีทันควัน

นอกจากเยี่ยมชาวบ้าน แจกถุงยังชีพ ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย เบรกเกมตอดใส่แล้ว ยังถือโอกาสประชุมงาน ทั้งความมั่นคง การลงทุนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

โจทย์ของ “อำนาจพิเศษ” ห้วงนี้ ต้องปั่นงาน ตรึงเรตติ้งสร้างภูมิคุ้มกันส่วนตัว

ไฟต์บังคับ เตะออก “นอกวง” ไม่ได้

เหมือนปมร้อนๆในห้วงนี้ผู้นำจะโยนลูกออกจากตัว ทั้งคิว “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โวยถูกตำรวจ-ทหารตามประกบ “บิ๊กตู่” โยนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยอดีตผู้นำ

“หากเกิดอะไรขึ้นมาก็จะมาโทษรัฐบาลว่าไม่ดูแล ก็ต้องขออภัยไว้ด้วยแล้วกัน”

อดีตคนกันเองฝากผ่านสื่อ ฉะนั้น “อย่าโอดครวญ”

รวมทั้งปมแหลมๆ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. แง้มไต๋ “เลื่อนเลือกตั้ง” เพราะอาจปั๊มกฎหมายลูกไม่ทัน ทำเอา “บิ๊กตู่” ต้องย้ำธงโรดแม็ปเลือกตั้งปี 2560 ไม่เปลี่ยน-ไม่เลื่อน

โบ้ยให้เป็นเรื่องทีมปั๊มกฎหมาย สนช.ว่ากันไป

เช่นเดียวกับ ข้อเสนอร้อนของเก่าเจ้าเดิมมาได้จังหวะ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ทั้ง “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธาน กมธ. และ “สุชน ชาลีเครือ” กมธ.ออกมากระตุกนายกฯใช้อำนาจ ม.44

ดันแผนนิรโทษกรรม ปรับสู่โหมดปรองดอง

“ไม่ใช่เรื่องของผม ใครอยากเสนออะไรก็เสนอไป อย่ามายุ่งกับมาตรา 44”

โยนลูก “ไปหาวิธีกันมา”

แต่ก็ไม่ได้เตะลูกทิ้งเสียทีเดียว กับประเด็น “นิรโทษ” ที่น่าจะมีที่มาที่ไป

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ธง “เคลียร์” เริ่มสะบัด

ทั้งหมดทั้งปวง แม้ถึงที่สุดหลายปมจะต้องเป็นไปตามโจทย์นั้น แต่สำหรับ “บิ๊กตู่” เล่นลูกมั่วๆไม่ได้

เพราะมีปัจจัยพิจารณาระดับ “ตัวแปรพิเศษ” จนต้องยั้งจังหวะก้าว

เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่มาช่วงท้ายปลายปีที่ผ่านมา พร้อมๆกับร่างกฎหมายหลายฉบับที่ผ่าน สนช.แบบปุบปับฉับไว ทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.สงฆ์

กับประเด็นที่พูดต่อกันอื้ออึงถึง “สัญญาณ” ให้ สนช. “สแตนด์บาย” รองานใหญ่ “เรื่องสำคัญ”

โยงไปกระทั่งเรื่องแก้กฎเกณฑ์กติกาใน “ประเด็นสำคัญ”

แต่ยังไม่ชัดจะออกมารูปแบบใด เริ่มศักราชใหม่ก็ยังเป็นแค่กระแสข่าว ผู้นำจึงต้องรั้งจังหวะรอ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการ ในสถานการณ์บังคับ

ด้วยเงื่อนไขตัวแปรที่ “บิ๊กตู่” กำหนดเองไม่ได้

หลายประเด็น ทั้งโรดแม็ปเลือกตั้ง คิวนิรโทษ ปรองดอง ไปจนกระทั่งรายการรื้อปรับกฎกติกาใหญ่

ผู้นำจึงได้แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่น้ำแต่ละสาย

โยนให้รับลูกไป “ตั้งเรื่อง” รอไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

 

จุดที่ ‘บิ๊กตู่’ ตอบชัดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/828138

ประเดิมเอาฤกษ์เอาชัย

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ “อาจารย์น้อง” รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยา นำคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทำเนียบรัฐบาล ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 60 รูป เนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2560

พ่วงด้วยเซอร์ไพรส์ “นายกฯลุงตู่” ปล่อยซิงเกิลใหม่ เพลง “สะพาน” ที่เจ้าตัวแต่งให้กับ ครม.ทุกคนในการทำงาน เพื่อก้าวข้ามไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ตามฉากบรรยากาศชื่นมื่น

ท่ามกลางกระแสข่าวหนทางตามโรดแม็ปส่อเค้าไม่ราบรื่น

ล่าสุดเป็นคิวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยืนยันกับปากตัวเอง ยังยึดโรดแม็ปเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เพิ่มเติมด้วยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่ยืนยันไม่จำเป็นต้องชี้แจงกับต่างประเทศกรณีมีกระแสข่าวเรื่องการเลื่อนโรดแม็ป เพราะไม่มีฝรั่งชาติไหนมาถามแล้ว เนื่องจากเห็นกระบวนการและทิศทางแล้ว หลังไทยผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา

ถือเป็นสัญญาประชาคมว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ขึ้น ซึ่งโรดแม็ปอาจจะมีบวกลบบ้าง แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะปรับอย่างไร ก็จะไม่กระทบกับความเชื่อมั่น เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ต้องเดินตามนั้น ต่างชาติเขาเข้าใจในเรื่องนี้ดี

ท่าทีจากรัฐบาลทหาร คสช.พยายามยึดสัญญาประชาคมที่ประกาศไว้

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินตามรูปการณ์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จับอุณหภูมิความร้อนแรงจะไหลไปอยู่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

เปิดยุทธการ “ปล่อยของ” เป็นชุด

ไล่ตั้งแต่การเปิดไฟเขียว พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่อเนื่องกับการเดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ.2505 ผ่าทางตันการตั้งสังฆราชองค์ใหม่

ลุยถั่วแบบม้วนเดียวจบ โดยไม่สนกระแสต้าน

จนมาถึงการปล่อยสัญญาณการเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง โดยคนระดับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. จุดพลุให้ สนช.ในปีกกลุ่มอดีต 40 ส.ว.แห่ตีปี๊บ

รีบเล่นเกมเร็ว โดยที่รัฐบาลได้แค่อ้อมแอ้มยึดตามสัญญาประชาคมเดิม

โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ถึงจุดนี้สนช.คือ “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อน

ยุทธศาสตร์ทางการเมือง

เดินเกมแหลมๆคมๆแทนรัฐบาล คสช.

ตามโปรแกรมที่รออยู่ล้วนแต่คิวสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีการแบะท่าออกมาแล้ว แนวโน้มใช้เวลา ลากยาวกันแบบเต็มเหยียด

สนช.ยื้อจังหวะ ดึงเกมโรดแม็ปได้ตามกติกา

มาถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ผู้รับผิดชอบสัญญาประชาคม ยังไม่ชัวร์เลยด้วยซ้ำ

ในเมื่อทุกอย่างมันอยู่ในกระบวนการของ สนช.

แต่ที่ต้องจับตา อีกส่วนที่ขยับก็คือมุกปรองดองที่เงียบหายไปนาน โผล่มาล่าสุดเจ้าเก่าหน้าเดิมอย่างนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมชงแนวทางให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือเหมือนการใช้นโยบาย 66/23 สมัยรัฐบาล “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในการเปิดช่องให้ผู้หลงผิดเข้ามอบตัวกับทางราชการโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี

โดยให้ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่รับสารภาพไม่ต้องถูกจำคุก หรือให้มีการจำหน่ายคดี โดยไม่ต้องออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม แต่จะไม่ครอบคลุมแกนนำการชุมนุม การกระทำผิดอาญาร้ายแรง คดีทุจริต และการกระทำผิดตามมาตรา 112

และก็ตามฟอร์มเดิม เมื่อได้ยินคำว่าปรองดอง พรรคเพื่อไทยต้องลุ้นให้ถึง “นายใหญ่” พรรคประชาธิปัตย์ต้องดักคอไม่ให้เหมาถึง “ทักษิณ” ต่างฝ่ายต่างตีกินในมุมที่เข้าทางตัวเอง

แต่ที่แปลกไป ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยไม่ด่ากันโขมงโฉงเฉง แค่เถียงกันในหลักการ

เหมือนจับคลื่นความถี่ได้ สัญญาณปรองดองรอบนี้มีที่มาที่ไป.

ทีมข่าวการเมือง

 

สมมติไปตามโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/827406

คลื่นความถี่แรงรับศักราชใหม่ ตามสัญญาณเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง

เบื้องต้นเลยให้จับตารัฐธรรมนูญใหม่ที่ครบกำหนดการประกาศใช้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

สถานการณ์น่าจะเป็นคำตอบถึงความเป็นไปหลังจากนั้น

แต่ ณ ห้วงนี้ เมื่อยังไม่มีอะไรชัดเจน ก็ต้องถือเอาสัญญาประชาคมที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศให้ได้ยินทั่วโลก

เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต่างชาติยึดเป็นเกณฑ์พิจารณาสถานการณ์เมืองไทย

ในมุมเดินหน้าตามโรดแม็ปสู่การเลือกตั้งตามโปรแกรม

ตามแผนที่กะเกณฑ์กันไว้ ประเมินสัญญาณจากฝ่ายยุทธศาสตร์ทีมงานรัฐบาล คสช.

พรรคการเมือง “นอมินี” ทหารต้องเกิดขึ้นแน่

เพื่อเป็นต้นทุนประกันความปลอดภัยให้ “นายกฯลุงตู่” ในฐานะ “เต็งหาม” นายกฯคนนอก

เพราะลำพัง 250 เสียงของ “ส.ว.ลากตั้ง” มีพลังแค่ตอนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นเป็นเกมที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องมาโดนไล่บี้ไล่ต้อนในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ร่างกฎหมายสำคัญ หรือแม้กระทั่งกระทู้ถามปกติทั่วไป

โดยเฉพาะคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยังไงก็หนีไม่ออก

ในยามที่ “บิ๊กตู่” ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีกระบองยักษ์มาตรา 44 ไม่สามารถไว้ใจนักการเมือง เชื่อมั่นพรรคร่วมรัฐบาลได้เต็มที่ ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์ ค่ายภูมิใจไทยของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคชาติไทยพัฒนาในยุคลูกหลานตระกูลศิลปอาชา

พลิกเหลี่ยมการเมืองมาขี่คอผู้นำทหารได้ทุกจังหวะ

ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่ส่งเสียงเร่งเร้าให้รัฐบาลทหารปล่อยไฟเขียวลงสนามเลือกตั้งตามโรดแม็ป ตีปี๊บมั่นใจกระแส “ทักษิณ” ที่ยังตีกินได้สบายๆ

เลือกตั้งเมื่อไหร่ ก็กลับมาเป็นรัฐบาลได้แบบเสียงถล่มทลาย

แต่ลึกๆปัญหาภายในพรรคยังกั๊กกันไม่จบ กับเครื่องหมายคำถาม ใครจะเป็น “แม่ทัพ” เข้ามาขัดตาทัพ ภายใต้เงื่อนไข “ตระกูลชิน” โดนพันธนาการ

โฟกัสไปที่ตัวเต็งอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง

ที่ข่าวแว่วๆได้ตั๋วจาก “นายหญิง” บ้านจันทร์ส่องหล้าแล้ว

แต่ล่าสุดเสียงชัดๆจากปากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้กุมกระแสความนิยม ยังแทงกันตีกั๊กแค่ว่า ต้องรอให้เป็นมติของสมาชิกและคณะกรรมการบริหารพรรค

“เจ๊หน่อย” ยังต้องเผชิญด่านสำคัญ และไม่ว่าใครจะเข้ามานั่งเป็นหัวขบวน โดยสถานะของพรรคเพื่อไทยที่ยังจัดอยู่ในโซน “ต้องห้าม” ของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

ไม่มีทางจะปล่อยให้เดินหมากเลือกตั้งง่ายๆ

ถึงจะฝ่าด่าน โกยเสียงเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ ตามเงื่อนไขยังไงก็ต้องอยู่ภายใต้เงาทหาร

บริหารได้ภายใต้ข้อจำกัดที่ถูกล็อกไว้ในกติการัฐธรรมนูญใหม่

ในสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่ติดล็อกทั้งภายใน ภายนอกประเทศ ต่อให้ยี่ห้อ “ทักษิณ” ก็ยากที่จะเสกคาถาให้เศรษฐกิจไหลลื่น ฟื้นกลับมาในเร็ววัน

เผลอๆทำไม่ดี จุดขายยี่ห้อ “ทักษิณ” สิ้นราคา สถานการณ์จะยิ่งขาดทุนยับไปกันใหญ่

เดาทางพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งรอบหน้าก็คงมุ่งไปที่การจองที่นั่งเป็นฝ่ายค้าน คอยกระตุกแข้ง กระตุกขารัฐบาลทหาร ลากจังหวะให้ท็อปบูตแพ้ภัยตัวเอง

รอคนเบื่อทหาร คะแนนจะไหลไปที่ยี่ห้อ “ทักษิณ”

เพื่อไทยก็แค่ขยับขอคืนพื้นที่ในสภาให้ลูกทีมได้มีน้ำเลี้ยงประทังชีวิตเท่านั้น

เหนืออื่นใด นักเลือกตั้งอาชีพ ใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาถอนทุน คงต้องชะงักไปตามๆกัน

ประเมินสัญญาณการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ ที่มุ่งเน้นการจัดระเบียบประเทศ กระตุกสังคมไทยที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ ฉกฉวยผลประโยชน์ส่วนตนจนรัฐเกือบล่มสลาย

“ยาแรง” ไล่ล้างเชื้อโกง ยุทธการปราบคอร์รัปชันเข้มข้นแน่

นักการเมืองพันธุ์เก่าที่คิดจะหากินแบบเดิมๆ เสี่ยงโทษถึงประหารชีวิต

สรุปเอาเป็นว่า ทุกป้อมค่ายยังติดล็อกเงื่อนพันธนาการรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูก ในจังหวะยังก้าวไม่พ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน

ต่อให้ไม่โดนเซ็ตซีโร่ ถึงจะได้ไฟเขียวปล่อยลงสนามเลือกตั้ง

แต่เอาเข้าจริงนักการเมืองอาชีพก็ยังไม่พร้อมเดินเกมเต็มสูบ.

ทีมข่าวการเมือง

 

สัญญาณผ่าน ‘พิมพ์เขียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/826734

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่สิ้นสุดลง

กลับคืนสู่สถานการณ์ปกติ

โลกแห่งความจริง สิ่งที่จะต้องเผชิญในปี 2560 นับตั้งแต่นี้ไป

ภายใต้สภาพการณ์ทางการเมืองร้อนๆที่เริ่ม “เผาหัว” มาตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2559 ในจังหวะที่ผู้คนส่วนใหญ่กำลังมุ่งอยู่กับการเฉลิมฉลอง

มีการซุ่ม “ปล่อยของ” เป็นชุด

โดยสถานการณ์เล่นเร็วในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 มาตรา 7 โดยพิจารณาแบบสามวาระรวด ด้วยมติเอกฉันท์ 182 ต่อ 0

ให้เป็นพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามราชประเพณีเดิม

ปรากฏการณ์ “ปลดล็อก” นำไปสู่การแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่

เคลียร์ปมปัญหาคาราคาซังของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

เจ้าของ “สิทธิตามเกณฑ์” ที่ติดชนักคดีการครอบครองรถเบนซ์โบราณ

โดยสถานการณ์โยงเป็นเงื่อนไขกับยุทธการเดินหน้าสะสางคดี “ธัมมชโย” เจ้าสำนักจานบินพระธรรมกาย ที่ผนึกกันเป็นเครือข่ายใหญ่ในวงการสงฆ์

โยงเป็นศึก “มหานิกาย” กับ “ธรรมยุต”

ลามเป็นปมป่วน “พุทธจักร” กับ “อาณาจักร”

ตามข่าววงใน เป็นวาระแห่งชาติที่ฝ่ายคุมเกมส่งสัญญาณให้จบในปี 2560 นี้

ต่อเนื่องกันจากคิวก่อนหน้านั้นที่ สนช.ไฟเขียวผ่านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ด้วยมติ 167 ต่อ 0

โดยไม่สนกระแสต่อต้าน “ซิงเกิลเกตเวย์” ที่ดังอื้ออึง

ประเมินได้ถึงสัญญาณที่แรงกว่ากระแสคัดค้าน ล้อตามกระแสข่าวเบื้องหลังเบื้องลึกที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเลือกที่จะคุมเข้มสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ จากเหตุที่สังคมไทยยังไร้ระเบียบ ขาดมาตรฐานด้านจริยธรรม ความรับชอบต่อสังคม

โดยเฉพาะขบวนการปล่อยข้อมูลล่อแหลมผ่านโลกโซเชียลกระเทือนสถาบัน

และตามปรากฏการณ์สะท้อนสัญญาณผ่าน สนช. ยังต่อเนื่องมาถึงคิวที่คนระดับหัวแถวอย่างนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ปล่อยทุ่น “นำร่อง” เหตุจำเป็นต้องเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2560 ออกไปเป็นกลางปี 2561

ส่อดึงเวลาในการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแบบเต็มเหยียด

นี่คือ “พิมพ์เขียว” เกมอำนาจทางการเมืองในปี 2560 จาก 3-4 คิวร้อนสะท้อนผ่าน สนช.

แน่นอน โดยจุดไฮไลต์สำคัญสุดน่าจะอยู่ที่คิวการเลื่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปออกไป

ทำให้หูผึ่ง นั่งกันไม่ติด

ตามอาการของนักเลือกตั้งอาชีพที่ประสานเสียงโทนเดียวกัน ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทย

รีบทวงสัญญา มัดคอ คสช.ให้ยึดโรดแม็ปที่ประกาศไว้

ขู่กันเลยว่าจะทำให้กระทบเครดิตความมั่นใจต่อรัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

โดยเฉพาะกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

แนวโน้มถ้ามีการเลื่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปออกไปจริง ก็ไม่ต้องพูดถึงความมั่นใจของนักลงทุน และมาตรการแซงก์ชั่นจากต่างชาติ

ภาวะตูดขาด ถังแตก ยังเบาเกินไป

ทั้งหมดทั้งปวง โดยเงื่อนไขที่ย้อนแย้งกันเพิ่มความยากโจทย์ให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจขบคิด

ไปทางซ้ายก็ติด ทางขวาก็ขยับไม่ออก

ที่แน่ๆการเลือกตั้งย่อมขัดกับบรรยากาศพระราชพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์ประเทศไทย

แต่โดยความจำเป็นต้องผ่อนเงื่อนไข เจาะช่องหายใจทางเศรษฐกิจ ลดแรงกดดันทางการเมือง และเรื่องของการรับแขกต่างประเทศที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธี

มันก็พอมีทางออกช่องเล็กๆเหลืออยู่รูเดียว

สลับฉากพลเรือนเข้ามาลดโทนทหารโดยไม่เลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง