วาทะร้อนสะท้อนสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศ วางหมากคุมเข้ม-สะท้านการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/825773

ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยที่ลากยาว จากจุดเริ่มต้นการประกาศของคณะ คสช. หลังการรัฐประหารปี 2557 จะนำพาบ้านเมืองเข้าสู่โหมดปฏิรูปบ้านเมืองในด้านต่างๆตามโรดแม็ป

หลังจากนั้นในปี 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสร็จสิ้นภารกิจและนำเสนอร่างกฎกติกาประเทศฉบับใหม่ พร้อมคำถามพ่วง “ให้ ส.ว.มีส่วนร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี” เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการทำประชามติครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2559

เมื่อประชาชนมีฉันทามติเห็นชอบ จึงเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงตามมาหลายเรื่อง จากกฎหมายแม่ สู่กระบวนการร่างกฎหมายลูก หรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการร่างไปพลางรอกระบวนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่

ในระหว่างนี้เองได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็น และการชี้แจงจากฝ่ายที่รับผิดชอบ รวมทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลกระทบต่อฝ่ายต่างๆ จึงมีข้อถกเถียง ตอบโต้ เปิดประเด็นวิวาทะผ่านทางหน้าสื่อด้วยดีกรีร้อนแรงประกอบฉากการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้
“ทีมข่าวการเมือง” จึงขอรวบรวมทั้งถ้อยคำและถ้อยความร้อนๆ จากบุคคลที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่างๆนำมาเสนอ เพื่อให้เห็นภาพย้อน และสะท้อนถึงทิศทางของบ้านเมืองนับจากนี้ต่อไป.

บทบังคับดุฝ่าด่าน

ขวบปีที่ผ่านมา เรื่องวจีวาจาต้องยกให้ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นหนึ่งเหมือนเคย โดยเฉพาะลีลา “พยัคฆ์คำราม” ออกรายการ “ตบะแตก” บ่อยๆจนคุ้นสไตล์กันดี

ทั้งนี้ เพราะเป็นจุด “เปลี่ยนผ่าน” สำคัญ บทหนักจึงอยู่ที่ “ผู้คุมเกม” ไล่ตั้งแต่ช่วงร่างรัฐธรรมนูญ ถูกจับจ้องคิวแฝง “ต่อท่ออำนาจ” ทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องเคลียร์ “อย่าระแวง อย่ากลัวผีที่มองไม่เห็น”

ในคิวกลุ่ม นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ “ผมไม่สนใจ มองเป็นอากาศธาตุ” ดักคอมีข้อมูลที่คนไทย “รู้แล้วจะหนาว” ฮึ่มๆ “แน่จริงก็ออกมา” ก่อนซัดโครม “ใครสนับสนุน วางแผน ล็อบบี้ต่างประเทศ ก็ทักษิณ”

เช่นกัน “บิ๊กตู่” ปัดข้อเสนอ “ปลดล็อกการเมือง” ตลอด รวมทั้งเมื่อมีการขอหารือ “ปรองดอง-นิรโทษกรรม” บอก “ก็เห็นคุยลับๆอยู่แล้ว อย่าผิดกฎหมายแล้วกัน” ท่าทีชัดในเรื่องนิรโทษ “จะให้ยกโทษทั้งหมดเลย ผมทำไม่ได้” ยังเอ่ยลอยลม “ถ้าท่านอยากกลับบ้านก็มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สู้คดีไป” ชัดว่าหมายถึงใคร

ถึงไคลแม็กซ์ใกล้ประชามติ เริ่มมีเสียงเรียกร้องหากไม่ผ่าน นายกฯต้องไขก๊อกรับผิดชอบเหมือนผู้นำอังกฤษพ่ายประชามติออกจากอียู “บิ๊กตู่” ล้งเล้ง “ผมไม่ออก เพราะที่มาแตกต่างกัน” กระทั่งที่หลุดไต๋ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน “ผมจะร่างเอง” ก่อนช็อตแก้ไขตามมา“ที่พูดคำทางพระเรียก เทศน์คาบลูกคาบดอก”

จนถึงจุดที่กระชากแต้มหนุนร่าง รธน.ฝ่าด่านสำเร็จ ดุลอำนาจอยู่ในมือเต็มๆ มีคนจุดพลุตั้งพรรคหนุนเป็น “ผู้นำคนนอก” แต่คิวนี้ “บิ๊กตู่” ไม่เร่ง มองว่า “ผู้นำสง่างาม” เป็นใครก็ได้ “หาไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม”

จากนั้น “บิ๊กตู่” ยังไล่เคลียร์ทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นโรดแม็ปเลือกตั้ง เลื่อน-ไม่เลื่อน “ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในและนอกประเทศ” ขณะที่ พิมพ์เขียวแผนยุทธศาสตร์ชาติ “เพื่อให้ประเทศพัฒนามีทิศทาง” ชู “ประชารัฐ” เหมือนอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก บำรุงดิน ต่างจาก “ประชานิยม ปุ๋ยเคมี ทิ้งสารพิษตกค้าง”

กระทั่งกระแส “แรงกระเพื่อม” ในรัฐบาลปลายปี 2559 ข่าวลือคิวปรับ ครม. มี “พี่ใหญ่” ติดโผ “ปิ๋ว” จากวงโคจรอำนาจ นายกฯต้องเบรกปมร้อนไม่ให้ลาม ไม่เคยคิดเขี่ยพี่ชายทิ้ง ขึงขัง “ท่านก็ทำงานดี ไม่มีข้อบกพร่อง”
ยังคงยึดสูตร “คนคู่รัฐบาล คสช.” คุมเกมในห้วงเปลี่ยนผ่านต่อไป!!

ปั๊มกติกาอัดยาแรง

ตรากตรำทำงานหามรุ่งหามค่ำ เข็นร่างรัฐธรรมนูญ ตำรับ “ปราบโกง” ฝ่าด่านประชามติ ติดดาบเสริมเขี้ยวเล็บได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เวอร์ชั่น “รีเซ็ตประเทศไทย”

ได้รับเสียงโหวตเยสท่วมท้น “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป่าปากโล่งอก “ขอให้ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจของประชาชน เพื่อร่วมกันเดินหน้าประเทศ”

หมดจากโหมด “ประชามติ” ขยับสู่ช็อตร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ “ซือแป๋มีชัย” ยังนั่งหัวโต๊ะคุมงานใหญ่ต่อเนื่อง ประเดิมกติกาฉบับแรก “ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง” จัดยาแรงชุดใหญ่ประเคนใส่นักการเมือง ล็อกเป้าคุมเข้มค่ายการเมืองให้กระดิกตัวลำบาก ออกระเบียบการจัดตั้งและหาสมาชิกพรรคเข้มข้น พร้อมตั้งแท่นวางบทลงโทษนักการเมืองรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต หากพบการซื้อขายเก้าอี้

แม้ถูกฝ่ายการเมืองรุมกินโต๊ะ พรรคใหญ่ พรรคเล็กร่วมถล่มเละเทะ แต่ประธาน กรธ.ยังกัดฟันลุยไฟต่อ ยกคำพูดนายกฯปลอบประโลม “ให้อดทนจากการถูกเล่นงาน”

ไม่ใช่แค่นักการเมืองที่โดนยาแรง แต่ยังมีหางเลขแฉลบถึงองค์กรอิสระ เจอทีเด็ดกำหนดคุณสมบัติใหม่กรรมการองค์กรอิสระ เล่นงานหัวขบวนหลายรายสะดุ้ง ต้องลุ้นหนักจะได้นั่งเก้าอี้ทำงานต่อหรือไม่ ถึงขั้น “มีชัย” ส่งซิกล่วงหน้าดังๆให้องค์กรอิสระ “ทำใจ” หากต้องพ้นตำแหน่งตามกติกาฉบับใหม่

กางกติกาชี้แจงบนเวทีรับฟังความเห็นกฎหมายลูก สาธยายเหตุผลยกเครื่อง กกต. ผุดโมเดลใหม่ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ทำหน้าที่แทน “กกต.จังหวัด” ระบุเหตุผล “มีไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ที่ กกต.จังหวัดไว้ใจได้” พร้อมยืนกรานเสียงแข็ง “กรธ.ทำงานกันอย่างหนัก ไม่มีเวลาว่างคิดฟุ้งซ่าน” ตอกหน้ากลับ กกต.คู่กรณี “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ที่กล่าวหา กรธ.เขียนกฎหมายมากลั่นแกล้ง

ยืดอกปลื้มใจบนเวทีกติกาประเทศฉบับใหม่ ถึงขั้นประกาศ “ระลึกในใจไว้ว่า วันหนึ่งข้างหน้า อเมริกาอาจจะต้องมาเลียนแบบรัฐธรรมนูญไทย”

การันตีข้อดีร่างรัฐธรรมนูญ ตามแบบฉบับ “ไทยแลนด์โอนลี่”!!

มือวางนำร่องกฎเหล็ก

หากจะประเมินทิศทางอำนาจพิเศษ มือกฎหมายรัฐบาลอย่าง “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ คือบุคคลคนสำคัญที่ต้องไม่พลาดอ่านทาง ในฐานะ “มือวางนำร่องกฎเหล็ก”

คอยเคลียร์ปมร้อนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยลูกเล่นลีลาพญาเซียน ยกสำนวนโวหาร สุภาษิต ละครทีวี และวรรณคดี “รามเกียรติ์” กระทั่งใช้คำฮอตคำฮิตอินเทรนด์มาประกอบการจำนรรจา

โดยห้วงประชามติ เมื่อถูกถามกระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตย “ดร.วิษณุ” สวนนิ่มๆ หากอธิบายเรื่องนี้ “ต้องย้อนไปก่อนวันยึดอำนาจ” ส่วนที่เสนอนำรัฐธรรมนูญเก่ามาปรับใช้ “ต้องถามว่า แล้วจะยึดอำนาจมาทำไม”

ที่โชว์ลื่นไหลปม “นิรโทษกรรม” กับ “ปรองดอง” บอก อาจไม่จำเป็นต้องคู่กัน “เวลาหิว ก็ต้องกิน แต่ไม่จำเป็นต้องกินแต่ข้าว กินแซนด์วิชก็ได้” และที่ตัวเองเคยแง้มไต๋ “เซ็ตซีโร่” สมาชิกพรรค ถึงรอบนี้ “ผมพูดเดาใจคนร่าง อาจคิดพิสดารก็ได้” ซะงั้น ส่วนที่คนจับตาปม “เซ็ตซีโร่” องค์กรอิสระ “คุณสมบัติ ถ้าไม่ครบจะต้องพ้นไป” ล้างกันแน่

แต่ที่ “ดร.วิษณุ” ย้ำขึงขังคือคดีจำนำข้าว “เป็นอีกช่องทาง ไม่ได้ใช้อำนาจพิเศษ” รวมทั้งเมื่อให้ประเมินสถานการณ์บ้านเมือง ยกวรรณคดีรามเกียรติ์ ตอนพระลักษณ์โดนหอกโมกขศักดิ์มาเปรียบเปรย จะต้องมียารักษา คือ “สังกรณี” และ “ตรีชวา” ผสมแม่น้ำ 5 สาย “สังกรณีคือประชา ส่วนตรีชวาคือรัฐ นั่นคือประชารัฐ” ดึงเข้าคอนเซปต์รัฐบาลได้นวลเนียน

และช็อตไฮไลต์ในคิวที่ต้องพูดถึงงานสำคัญในรอบ 70ปี หน้าที่ของมือกฎหมายรัฐบาลหาคำตอบให้สังคม รวมทั้งที่เกี่ยวกับโรดแม็ป-สถานะรัฐบาล “ดร.วิษณุ” ชี้ชัด มี “ตัวแปรสำคัญ” ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเปลี่ยนรัชกาล

เป็นลีลาวาทะของ “มือวาง” ยอดนักกฎหมายประจำยุค!!

ข้ามรุ่นวุ่นยื้อเก้าอี้

ขยับตัวสร้างข่าวเกรียวกราวเกือบตลอดปีตามในสไตล์ตัวจี๊ด “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านบริหารกลาง

แบกภารกิจหนัก เป็นแม่งานจัดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ท่องคาถาตอกย้ำหลักการวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ “ห้ามรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่” วางกฎเหล็กรณรงค์ประชามติ

ก่อนวันเข้าคูหา เชิญสื่อเป็นสักขีพยานทดสอบความแกร่งหีบบัตร โอ่สรรพคุณประสิทธิภาพสุดทรหด “รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม” แต่โยนหีบทดสอบไม่กี่ที หีบแตกต่อหน้าสื่อ ได้ขำกันลั่นห้อง เจ้าตัวอ้อมแอ้ม “ทุ่มแรงไปหน่อย” กลายเป็นประเด็นสีสัน ถูกนำไปล้อเลียนสนุกสนานในโลกโซเชียล

เสร็จงานยักษ์ประชามติ เข้าสู่โหมดพิจารณากฎหมายลูก ได้เวลา “สมชัย” ออกงิ้วเล่นงาน กรธ. ฉุนยกร่างกฎหมาย กกต.ไม่ได้ดั่งใจ กำหนดคุณสมบัติองค์กรอิสระสุดเข้มข้น ทำให้เก้าอี้ กกต.ชุดปัจจุบันสั่นคลอน

ออกโรงจวกยับเป็น “กลไกที่ใช้ไม่ได้” ข้ามรุ่นชนมวยรุ่นใหญ่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. โต้คารมกันมันหยด เปรียบเปรย กรธ.ทำตัวเหมือน “นักศึกษาที่ส่งวิทยานิพนธ์ แต่หมกเม็ดไม่ขอความเห็นอาจารย์ที่ปรึกษา” พร้อมส่งซิกเตือนองค์กรอิสระทุกแห่งกำลังถูก “ยึดพื้นที่” เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบภายในองค์กร

เปิดวิวาทะใส่รุ่นเดอะ “ไม่ใช่เกิดมานานกว่า แล้วหมายความว่าจะต้องเก่งกว่า” โหวกเหวกซัด กรธ.ต่อเนื่อง การเปิดเวทีรับฟังความเห็นกฎหมายสำคัญของบ้านเมืองเป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม”

ไม่โอเคเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.กกต. โอดไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองครอบงำ กกต.ได้ เหน็บแนมเป็นกลไก “คนทำไม่ได้คิด คนคิดไม่ได้ทำ” แม้ทนกล้ำกลืนเดินตามโมเดลใหม่ กรธ. แต่ไม่วายทิ้งทุ่นระเบิดส่งท้าย ถ้าทำแล้วแก้ปัญหาทุจริตเลือกตั้งไม่ได้ “ได้โปรดโทษคนคิด”

ลีลาแอ็กชั่นเดือดๆมีเกือบทั้งปี เพียงเพราะมัวแต่วุ่นยื้อเก้าอี้!!

มาดหรูบู๊ตามตำรา

คงคอนเซปต์ “เจ้าหลักการ” ในยุคเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กับลีลาวาทะเหมือนท่องสคริปต์ จนบางครั้งถูกมองว่า “ไหลตาม” กระแสประชาธิปไตย

ยิ่งท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รายนี้มาในบทเจ้าหลักการ ไล่ตั้งแต่มองว่าโครงสร้างการเมือง ที่มา ส.ว.จากการสรรหา “ไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง” จะเกิดปัญหาอำนาจทับซ้อน “สร้างประเด็น ขัดแย้งขึ้นใหม่”

นอกจากนี้ ยังมองกฎกติกาประเทศใหม่ ขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสม ทั้งเรื่องถอดถอน เงื่อนไขยื่นร้อง ป.ป.ช. และการอุทธรณ์คดีอาญาของนักการเมือง

จนสุดท้ายเลยประกาศ “ไม่รับร่าง รธน.” เพราะ “ยังไม่ตอบโจทย์ประเทศ ให้ก้าวพ้นจาก ปัญหาเดิม”

กระนั้นก็ดี เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ นายอภิสิทธิ์ก็ยังคงเป็น “ตัวแปรสำคัญ”ที่ต้องเช็กท่าที ทั้งเมื่อนักการเมืองค่ายต่างๆรวมตัวพูดคุยหาทางออกบ้านเมือง รายนี้ติงแรง ยังไม่ถึงเวลา “ระวังจะทำให้นายกฯระแวง การเมืองสมคบสุมหัวทำอะไรกันอยู่” เท่านั้นเองเลยถูกมอง หลุดคิวเอาใจ “ผู้นำ” ออกนอกหน้า

ขณะที่ปมร้อน “เซ็ตซีโร่” สมาชิกพรรค ถึงพร้อมปฏิบัติ แต่ฝากข้อคิด“ถ้าตั้งพรรคเฉพาะกิจ มีบุคคลเป็นเจ้าของก็คงง่าย” และที่ “อภิสิทธิ์” ยังสับสน “เซ็ตซีโร่” กับ “รีเซ็ต” องค์กรอิสระ เลยอ้อมแอ้ม ต่างจากปม “นิรโทษ” ส่งเสียงเข้ม อย่าให้ปนกับเรื่องปรองดอง “หวังว่าจะไม่ย้อนนิรโทษเหมาเข่ง จนวิกฤติซ้ำอีก”

ที่สุ้มเสียงเชียร์บิ๊กอำนาจพิเศษ ไล่บี้โครงการรับจำนำข้าว “รัฐบาลต้องดำเนินการตามกฎหมาย ให้ชดเชยค่าเสียหาย” ขี่แพะไล่สนุก แต่ช็อตที่เห็นต่าง คือการตั้งคณะกรรมการและแผนยุทธศาสตร์ชาติ มองว่าไม่ยึดโยงประชาชน แต่มากำหนดทิศทางบ้านเมือง20ปี “ไม่
สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงโลก จะเกิดปัญหาเยอะ”

กางตำราแสดงภูมิหรู กอดหลักการมาพะบู๊แบบเนิบๆแต่หนักแน่น!!

พิงฝารักษาทรง

เดิมพันสำคัญในห้วงปี 2559 ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี นำพรรคเพื่อไทย ประกาศเจตนารมณ์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

ประกาศกร้าวรับไม่ได้กติกาประเทศฉบับใหม่ “ไม่สอดคล้องหลักการประชาธิปไตย”

เข้าโค้งสุดท้ายช่วงประชามติ ร่ายจุดยืนผ่านเฟซบุ๊ก “ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้” ปลุกกระแสเร้าแฟนคลับให้โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถึงเวลาเคาะระฆังปิดหีบ ฝ่ายโหวตเยสชนะขาดลอย กวาดเสียงถล่มทลาย 16.8 ล้านเสียง ทิ้งขาดกลุ่มโหวตโนกว่า 6 ล้านเสียง

“อดีตนายกฯปู” พ่ายยับผลโหวต ต้องกลืนเลือด คร่ำครวญผ่านสื่อนอก บอกประเทศกำลังถอยหลัง “ห่างจากเส้นทางประชาธิปไตย” กระหน่ำทวิตเตอร์ผิดหวังเสียงโหวต “ประเทศกำลังจะก้าวถอยหลังไปใช้รัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ปฏิทินขยับเข้าช่วงครบรอบ 10ปี รัฐประหาร ก.ย.2549 “อดีตนายกฯหญิง” สบจังหวะตามน้ำ เหน็บอำนาจท็อปบูต จวกรัฐประหารทำให้ประเทศขาดโอกาสอยู่บนเวทีโลกอย่างสง่างาม

เล่นบทนางเอก “ขอให้ดิฉันเป็นผู้รับเคราะห์คนสุดท้ายจากเหตุการณ์รัฐประหาร”

พอผ่านเข้าสู่ช่วงปลายปี “อดีตนายกฯหญิง” ตะลอนทัวร์แดนอีสาน เล่นบทแม่พระ ตระเวนรับซื้อข้าวชาวนา ที่ประสบปัญหาราคาดิ่งเหว เลี้ยงกระแส รักษาเรตติ้งฐานเสียงใหญ่ของประเทศ

สบโอกาสโชว์ซีนดราม่าบีบน้ำตา ขอความเห็นใจถูกไล่บี้ทวงเงินค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว 35,000 ล้านบาท ถากถางผู้นำ คสช. “ขอให้ความเป็นธรรมกับดิฉัน เหมือนที่ท่านปกป้องน้องชายของท่าน”

พิษจำนำข้าวกระหน่ำหลังพิงฝา ทำได้แค่ประคองตัวรักษารูปมวย!!

“ทีมการเมือง”

 

แลหน้าการเมือง 2560 : ปีตัวแปรอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825326

วันแรกของศักราชใหม่ 1 มกราคม ส่วนใหญ่ทั่วโลกถือเอาเป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง

ยึดเอาฤกษ์งามยามดีปฏิทินนับหนึ่ง

“ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2560 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้

ซึ่งเป็นปีที่เรายอมรับเลยว่า คาดการณ์อนาคตได้ยาก

เนื่องจากสถานการณ์ที่จะโยงเป็นเงื่อนไขกัน ระหว่างกระบวนการตามโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.ในห้วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ กับ

พระราชพิธีสำคัญที่ต่อเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี

เป็นอะไรที่ต้องปรับได้ตามความเหมาะสม

ในอารมณ์แบบที่คนระดับคีย์แมนของรัฐบาล คสช.อย่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแพลมไต๋เป็นเชิงเคลียร์สถานการณ์ล่วงหน้า

โรดแม็ปรัฐบาลที่วางไว้อาจมีตัวแปร

แม้ในเบื้องต้นยังยืนยันว่าจะเลือกตั้งในปี 2560 แต่ปัจจัยพลิกผันเป็นสิ่งมองไม่เห็น

มันจึงเป็นอะไรที่ต้องประเมินกันแบบวันต่อวัน เดือนต่อเดือน

และถึงนาทีนี้บรรยากาศความอาลัยก็ยังไม่จาง ประชาชนคนไทยก็ยังคิดถึง “พ่อ” ทุกวัน

ดังภาพที่พสกนิกรจากทั่วประเทศยังคงเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างไม่ขาดสาย ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยที่สำนักพระราชวังยังไม่มีกำหนดการปิดการถวายสักการะ

เปิดโอกาสให้ลูกๆชาวไทยได้เข้ากราบ “พ่อ” อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งสุดท้าย

ขณะที่การจัดสร้างพระเมรุมาศและบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ที่มีการตอกหมุดกึ่งกลางพระเมรุมาศ และมีพิธีบวงสรวงบูรณะราชรถ พระยานมาศ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2559

ตามกำหนดกรุงเทพมหานครจะสามารถส่งมอบพื้นที่สนามหลวงให้กับกรมศิลปากร เพื่อจัดสร้างพระเมรุมาศได้ไม่เกินวันที่ 10 มกราคม 2560 โดยที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการจัดสร้างพระเมรุมาศจะเสร็จสิ้นไม่เกินเดือนกันยายนปีนี้

นี่คืองานสำคัญสุดของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า

เพื่อถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อประเมินเงื่อนเวลาในการจัดสร้างพระเมรุมาศที่จะเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2560 ก็ถือว่าใกล้เคียงกับสถานการณ์โรดแม็ป คสช.

ที่วางคิวปล่อยเลือกตั้งปลายปี 2560

แน่นอน นี่คือจุดหนึ่งที่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

ในอารมณ์ที่รู้สึกกันได้ การหาเสียงน่าจะขัดกับบรรยากาศในห้วงเวลาพระราชพิธีสำคัญ

ประกอบกับสัญญาณร้อนแรงที่เริ่มตั้งเค้าป่วนกระบวน การขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญที่จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ อย่างช้าสุดตามปฏิทินโรดแม็ปคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560

แต่ส่อเค้าวุ่นตั้งแต่มีการปล่อยพิมพ์เขียวเบื้องต้นออกมาหยั่งกระแส

ในอาการแบบที่พรรคการเมืองทั้งยี่ห้อเพื่อไทย ทั้งค่ายประชาธิปัตย์ โวยวาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองตั้งยาก ล้มง่าย

จงใจ “จ่ายยาแรง” ทำแท้ง “นักเลือกตั้งอาชีพ”

ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ถูกตั้งแง่จากพรรคเพื่อไทยเป็นการจ้องล้างบางลูกข่าย “ทักษิณ” ส่วนประชาธิปัตย์ก็ดักคอการเปิดทางให้นายกฯคนนอก กติกาใหม่ถูกออกแบบมาเอื้อประโยชน์นักลากตั้ง
นักการเมืองไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์ง่ายๆ

ดิ้นสู้ยาแรงแบบสุดกำลังแน่

หรือแม้แต่ขุมข่ายบุคลากรองค์กรอิสระเอง ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตั้งท่าไม่เอาด้วยกับยุทธการเซ็ตซีโร่ เงื่อนไขแฝงใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ
อาจทำให้ต้องกลับไปเริ่มจากศูนย์นับหนึ่งสรรหากันใหม่

ต่างฝ่ายต่างหวงสถานะทางอำนาจ ยังไงก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์ “ตะลุมบอน”

ตามเงื่อนเวลาบังคับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานและทีมงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องตรา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ภายในเวลา 240 วัน หรือ 8 เดือน

ประกอบด้วย 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 3.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

4.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 5.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

7.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 10.พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
ปมกฎหมายลูกจะกระตุกอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนตลอดเวลา

ในจังหวะที่พรรคการเมืองจะต้องขยับแข้งขยับขา ตามวิสัยธรรมชาติของนักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องเร้าบรรยากาศในห้วงท้ายของโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้ง

อย่างน้อยก็ต้องกดดัน คสช.ให้ปลดล็อกกฎเหล็ก ปล่อยไฟเขียวทำกิจกรรมทางการเมืองได้

ตามรูปการณ์แรงกระแทกระหว่างนักการเมืองกับฝ่ายคุมอำนาจพิเศษจะต้องหนักหน่วงขึ้นตามเงื่อนไขสถานการณ์ท้ายเทอมรัฐบาล คสช.

จ่อเป็นชนวน พร้อมลามติดไฟ กระตุกสถานการณ์ต่อต้านอำนาจรัฐบาลทหาร

ยกระดับแรงกระเพื่อมภายในประเทศ

ขณะที่สถานการณ์ด้านภายนอกประเทศก็ยังติดล็อกเงื่อนไขประชาธิปไตยกติกาสากล แรงกดดันจากนานาชาติยังคงไม่ลดระดับมาตรการแซงก์ชั่นรัฐบาลทหารของประเทศไทย

ถ้ายังไม่มีการเลือกตั้ง ก็ยังไม่คืนสู่ภาวะปกติ

นั่นก็หมายถึงตัวเลขการส่งออก ภาวะการลงทุนที่ยากจะกระเตื้อง

และโดยผลกระทบต่อเนื่องที่เลี่ยงไม่พ้นแรงกดทับทางเศรษฐกิจที่มาซ้ำสถานการณ์ความยากลำบากในการกู้สถานการณ์ความเดือดร้อนปากท้องชาวบ้าน

อาการเศรษฐกิจภายในประเทศยังต้องกระตุ้นชีพจรตลอดเวลา

เพิ่มโจทย์ยากๆหินๆให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่เดินหน้าอัดฉีดมาตรการลด แลก แจก แถม กระตุ้นการใช้จ่ายภายในแล้วหลายรอบ

ทำข้อสอบแบบให้พอผ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าไปเท่านั้น

และถึงขั้นที่มีการปรับ ครม.เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ขยับทีมรัฐมนตรีในสังกัด นายสมคิดได้โอกาสจัดทีมเศรษฐกิจใหม่ให้ลงล็อกถูกฝาถูกตัว

ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับสักเท่าไหร่

นั่นก็เพราะสภาพแท้จริงรัฐมนตรีทหารยังนั่งอยู่เต็ม ครม.

ที่แน่ๆตามคิวที่รออยู่ข้างหน้า สินค้าทางการเกษตรที่จะทยอยออกสู่ตลาดตามฤดูกาลทั้งข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา โดยสถานการณ์ที่มโนได้กับภาพของชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ แทรกแซงราคาจากภาวะตลาดโลกตกต่ำ

ซึ่งนั่นก็สวนทางกับภาวะ “ถังแตก” รัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่จะอุดหนุน

โดยสถานการณ์วุ่นๆก็จะพัฒนาไปถึงการเคลื่อนไหวของม็อบเกษตรกร

ถ้าไม่ควบคุมให้ดีก็พร้อมลามไปสมทบกับเงื่อนไขทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่กระแสจะไหลไปรวมกันเป็นคำตอบสุดท้าย ในการกดดัน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

เรียกร้องให้รัฐบาลทหาร คสช.คืนอำนาจเลือกตั้ง

เพื่อกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

ปลดล็อกเงื่อนไขแซงก์ชั่นจากนานาชาติ

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ยังอาจจะคาบเกี่ยวไปถึงการที่ต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาต้อนรับผู้นำระดับโลกที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธีสำคัญของประเทศไทย

การเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ในวงเล็บบรรยากาศพระราชพิธี

นี่คือ “ตัวแปร” ที่อาจทำให้โรดแม็ปต้องปรับตามสถานการณ์

โดยความเป็นไปในปี 2560 จึงถือเป็นห้วงเวลาวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ ในจุดที่ต้องเผชิญความยากลำบากในการบริหารประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่หลายอย่างเพิ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไม่ลืมว่า ปี 2560 ก็ยังอยู่ในห้วงสถานการณ์อำนาจพิเศษ

พล.อ.ประยุทธ์ยังคงสถานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” เต็มขั้น

มาตรา 44 ยังทรงอิทธิพล

เป็นดาบสารพัดนึกที่งัดมาใช้ผ่าทางตันได้ทุกสถานการณ์.

“ทีมการเมือง”

 

บทเรียนจุดจบจุฑามาศและลูกสาว เตือนสติพวกโกงยกตระกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/263058

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

แม้คดีทุจริตอื้อฉาวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2546 จะยืดเยื้อมายาวนานถึง 14 ปี แต่ในที่สุดกรรมก็ตามเช็คบิลนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ผู้ว่าฯททท.) จนได้เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาคดีสินบนข้ามชาติที่เคยเป็นข่าวครึกโครมเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว โดยลงโทษจำคุกนางจุฑามาศซึ่งขณะนี้วัย 70 ปีแล้ว เป็นเวลา 66 ปี และที่สำคัญคือลงโทษจำคุก น.ส.จิตติโสภาศิริวรรณ บุตรสาวนางจุฑามาศ วัย 43 ปี เป็นเวลา 44 ปีด้วย

ทั้งนี้แม้นางจุฑามาศและบุตรสาวจะใช้เงินสดคนละ 1 ล้านบาท ยื่นขอประกันตัว แต่ศาลพิเคราะห์แล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะเกรงจะหลบหนี ทำให้จำเลยทั้งสองต้องเดินคอตกเข้าไปใช้กรรมในคุกหญิง

ตามขั้นตอนนั้น นางจุฑามาศ และบุตรสาวมีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองอีกเพียงครั้งเดียวนั่นคือ การอุทธรณ์ เพราะตามกฎหมายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนั้นจะไม่มีขั้นตอนการฎีกาดังนั้นการพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงถือเป็นที่สิ้นสุด

สำหรับความผิดฐานทุจริตรับสินบนข้ามชาติที่ทำให้สองแม่ลูกที่อาจต้องพบจุดจบในคุกเกิดจากกรณีที่นายเจอรัลด์ กรีน และนางแพทริเซีย กรีน สองสามีภรรยาซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันได้ติดสินบนนางจุฑามาศ เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯททท.หลายครั้งช่วงปี 2545-2549 เพื่อให้บริษัทของสองสามีชาวอเมริกันได้สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่กรุงเทพฯ โดยสินบนข้ามชาติครั้งนี้จ่ายเข้าบัญชีบุตรสาวของ นางจุฑามาศ ที่เปิดไว้ในหลายประเทศ

การตัดสินลงโทษผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจครั้งนี้ ถือเป็นคดีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง โดยประการแรก สะท้อนให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์เอาจริงและมีประสิทธิภาพในการปฏิรูปปราบโกงของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือศาลปราบโกง ซึ่งเป็นศาลที่เพิ่งจัดตั้งใหม่เมื่อปีที่แล้วนี่เองภายใต้การผลักดันของอำนาจรัฐยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

ช่วงที่มีการผลักดันร่างกฎหมายจัดตั้งศาลปราบโกงปรากฏว่า บรรดาเหล่าพรรคนักธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมออกมาคัดค้านการจัดตั้งศาลปราบโกงแบบหัวชนฝาด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาอาทิ เป็นการตั้งศาลขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งนักการเมือง ดังนั้นจึงหวั่นวิตกว่า หากพรรคธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมขึ้นมามีอำนาจเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่มีหวังแก้กฎหมายยกเลิกศาลปราบโกงอันเป็นหนามยอกอกแน่

จุดเด่นสำคัญในประสิทธิของศาลปราบโกงก็คือพิจารณาคดีแยกเป็นเอกเทศและพิจารณาเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชั่นภาครัฐเป็นการเฉพาะ ยกเว้นคดีทุจริตของนักการเมืองซึ่งจะเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งยังทำให้การพิพากษาคดีทุจริตเป็นไปอย่างรวดรวดเร็วมีประสิทธิภาพ

ผลงานของศาลปราบโกงช่วงปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ก่อตั้งได้พิพากษาลงโทษจำคุกข้าราชการระดับสูงมาแล้วหลายคดีซึ่งในจำนวนนี้รวมทั้ง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรมช.คลัง ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ และข้าราชการระดับสูงของกรมสรรพากรรวม 6 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ต่อตระกูลชินในการเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น โดย นางเบญจา ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนอุทธรณ์

ชะตากรรมของอดีตผู้ว่าฯททท.และบุตรสาวยังสะท้อนให้เห็นว่า ยุคปฏิรูปผลกรรมไม่มีอายุความซึ่งแม้จะลอยนวลหนีความผิดการทุจริตคอร์รัปชั่นจนเวลาล่วงเลยมายาวนานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดจะช้า หรือเร็วผลกรรมก็จะตามเช็คบิลคนโกงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งในกรณีของ นางจุฑามาศ และบุตรสาวก็เช่นกัน หลังเกิดเรื่องอื้อฉาวจนมีการตรวจสอบใหม่ๆ สองแม่ลูกได้หลบหนีไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนนานหลายปี แต่แล้วก็หนีกรรมไปไม่พ้น

หากในชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นนั่นหมายถึงการปิดฉากชีวิตของอดีตผู้ว่าฯ ททท.และบุตรสาวเพราะด้วยวัยบั้นปลายชีวิตแม้จะได้รับการอภัยโทษจนได้รับอิสรภาพในอนาคตหากไม่ตายในคุกเสียก่อนก็คงต้องติดคุกนานหลายปี ซึ่งเมื่อพ้นโทษเวลานั้นก็คงอยู่ในวัยไม้ใกล้ฝั่งเต็มที และโทษที่ได้รับกลายเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลปราบโกงยังพิพากษาให้ยึดทรัพย์สองแม่ลูกทั้งทรัพย์ในประเทศและที่อยู่ในต่างประเทศ มูลค่า 62 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดินด้วย

เพราะฉะนั้นชะตากรรมของอดีตผู้ว่าฯททท.และบุตรสาวจึงเป็นคดีตัวอย่างและเป็นบทเรียนอุทาหรณ์เตือนสติเหล่าผู้บริหารหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจให้คำนึงถึงจุดจบผลกรรมในยุคปฏิรูปปราบโกงที่รวดเร็วเอาจริง และแม้จะหนีกรรมลอยนวลได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นกฎที่จะต้องใช้กรรม ขณะเดียวกันเป็นการเตือนเหล่านักธุรกิจโกงเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมทั้งหลายโดยเฉพาะพวกโกงทั้งตระกูลด้วยการเล่นแร่แปรธาตุโกงโดยใช้คนในตระกูลเป็นหุ่นเชิดนอมินี ซึ่งในที่สุดอาจกลายเป็นกรณีพ่อแม่หรือพี่รังแกฉันโดยคนในตระกูลต้องรับเคราะห์กรรมที่ผู้นำตระกูลเป็นคนบงการ ซึ่งจากชะตากรรมของครอบครัวศิริวรรณ อาจเป็นบทเรียนเตือนสติและอดห่วงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญในคดีโครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้ ขณะที่การชี้ชะตาโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนับถอยหลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

ทีมข่าวการเมือง

ภาษีหุ้นชินคอร์ปตามหลอน นช.แม้วก็แค่ดิ้นยื้อเวลาหนีกรรม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262888

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

พฤติการณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ส่อธาตุแท้พูดอย่างทำอย่างเอาแต่ได้ โดยที่ผ่านมา
เวลาศาลหรือองค์กรอิสระตัดสินคดีที่เป็นคุณต่อตัวเองก็ยอมรับชื่นชมในความยุติธรรม แต่พอตัดสินไม่สนองความต้องการของตัวเอง ก็ออกมาโวยวายกล่าวหาโจมตีอ้างว่าสองมาตรฐาน และบางครั้งลามปามถึงขนาดให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทย แต่พอต้องการพึ่งกระบวนการยุติธรรมกลับตั้งทนายเที่ยวฟ้องใครต่อใครทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นนักโทษหนีคุกคดีทุจริต

อย่างล่าสุดหลังจากที่กรมสรรพากร นำใบประเมินภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นเพื่อเรียกเก็บจาก นายทักษิณ เป็นเงิน 17,629 ล้านบาท ไปติดไว้หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าอย่างเป็นทางการก่อนที่คดีเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจะหมดอายุความในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ ปรากฏว่า นายทักษิณ เต้นเป็นเจ้าเข้าตั้งทีมทนายชุดใหญ่อันประกอบด้วย แกนนำพรรคเพื่อไทย ขึ้นต่อสู้และเตรียมฟ้อง
กลับรัฐบาลและกรมสรรพากรฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

นายนพดล ปัทมะ ทนายหน้าหอของนายทักษิณ แถลงโต้ทันควันว่าเตรียมยื่นอุทธรณ์แน่นอน โดยประเด็นสำคัญที่ นายนพดล อ้างก็คือเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ปจบไปแล้วและย้ำว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

ความจริงข้ออ้างแบบตะแบงข้างๆคูๆของคนตระกูลชินและพวกนั้นมีการชี้แจงเปิดโปงจากหลายฝ่ายผ่านสื่อจนกระจ่างชัดเจนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังมีพยายามดิ้นส่อเจตนายื้อเกมซื้อเวลาแบบเอาสีข้างเข้าถู

แต่เพื่อให้สาธารณชนไม่ถูกหลอกจนสับสนไปกับข้อมูลที่ส่อเจตนาบิดเบือนจึงทบทวนข้อเท็จจริงอีกครั้งว่า การประเมินภาษีหุ้นชินคอร์ปที่กรมสรรพากร เรียกเก็บจาก นายทักษิณ ครั้งล่าสุด 17,629 ล้านบาท นั้นไม่เกี่ยวกับกรณีที่มีการนำหุ้นชินคอร์ปขายให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามกฎหมายหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษี

การประเมินเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณครั้งล่าสุดเป็นการประเมินจากการขายหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณในคราบของบริษัทแอมเพิลริชให้กับบุตรทั้งสอง คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองธา ชินวัตร คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ทั้งๆ ที่ราคาในตลาดสูงถึงหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา จะนำหุ้นทั้งหมดไปขายให้กับกองทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่วนต่างผลประโยชน์จากการขายหุ้นบริษัทแอมเพิลริชซึ่งที่จริงเป็นของนายทักษิณที่ทำทีเป็นขายให้กับบุตรทั้งสองที่เป็นนอมินี ถึงหุ้นละ 48.25 บาท จากหุ้นที่บุตรของนายทักษิณทั้งสองถือครองทั้งหมดรวมกัน 328,000,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่ารายได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 15,866,272,594 บาท และเมื่อคำนวณหักค่าลดหย่อนต่างๆ รวมทั้งเบี้ยปรับเงินเพิ่มทั้งหลายเป็นระยะเวลาหลายปีตามกรรมวิธีการคำนวณภาษีอากรทำให้ยอดภาษีที่ต้องชำระรวมเป็นเงิน 17,629,585,191 บาท

หลายคนอาจงงว่าบริษัทแอมเพิลริชโผล่มาได้ยังไงและเกี่ยวข้องอะไรด้วยคงต้องเท้าความเดิมอีกครั้งเพราะเบื้องหลังเกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุซุกหุ้นของนายทักษิณที่สุดยอกย้อนส่อพฤติการณ์เจ้าเล่ห์เพื่อเลี่ยงจ่ายภาษีเข้ารัฐมูลค่ามหาศาล โดยก่อนที่จะมีการขายหุ้นลอตใหญ่มูลค่ามหาศาล 73,000 ล้านบาท ให้กับกองทุนเทมาเส็ก นายทักษิณ โดยการปรึกษากับนักบัญชีชื่อดังจอมเจ้าเล่ห์รายหนึ่ง วางแผนเล่นแร่แปรธาตุส่อเจตนาเลี่ยงการจ่ายภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่ามหาศาล โดยมีการไป
จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแอมเพิลริชที่เกาะฟอกเงินบริติชเวอร์จิ้น แล้วโอนหุ้นชินคอร์ป ไปยังบริษัทแอมเพิลริช จากนั้น นายทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ปในคราบบริษัทแอมเพิลริชให้บุตรทั้งสองคือ นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา อีกทอดหนึ่ง ทั้งๆที่ทั้งสองก็เป็นกรรมการบริหารของบริษัทแอมเพิชริช ในราคาหุ้นละแค่ 1 บาทขณะที่ราคาในตลาดหุ้นละ 49.25 บาทโดยเป็นการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่จะมีการขายหุ้นชินคอร์ปลอตใหญ่ให้กับกองทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์

ความจริงแล้วคดีการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปเป็นรายได้ให้แผ่นดินกำลังจะเหมือนอ้อยเข้าปากช้างอยู่แล้วเมื่อคดีจะหมดอายุความ 10 ปีในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ แต่อาจจะด้วยกรรมทำให้มีหลายฝ่ายออกมากระทุ้งจนกรมสรรพากรจำต้องมีการประเมินเรียกเก็บภาษีจาก นายทักษิณ ช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนคดีจะหมดอายุความ นั่นหมายความว่าเงื่อนไขเรื่องอายุความหมดไปและต้องเริ่มกระบวนการเรียกเก็บภาษีนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจากนี้ไปหาก นายทักษิณ ยื่นอุทธรณ์ทุกอย่างก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและจบลงที่ศาล

คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปยืดเยื้อมานานเกือบ 10 ปี โดยซ่อนเบื้องหลังทั้งที่ส่อเจตนาซุกหุ้นเล่นแร่แปรธาตุเพื่อเลี่ยงภาษีมูลค่ามหาศาลที่ควรเป็นรายได้เข้ารัฐ ขณะเดียวกัน มีการใช้อำนาจรัฐยุครัฐบาลเพื่อแม้วพยายามที่จะปิดคดีนี้ด้วยวิธีการฉ้อฉล

แต่ในที่สุดเงินของแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ กรรมคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปกำลังตามหลอนนายทักษิณที่พยายามดิ้นซื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด ซึ่งผลการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรก่อนหน้านี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานชี้อนาคตคดีนี้ได้ดีว่าจะจบลงอย่างไร

ทีมข่าวการเมือง

ไม้เด็ดบิ๊กตู่ตาต่อตาฟันต่อฟัน เพื่อแม้วยิ่งป่วนคสช.ยิ่งอยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262689

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

นับวัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะแสดงจุดยืนดับเครื่องชนเดินบนเส้นทางขนานที่ยากบรรจบกับขบวนการเพื่อแม้วที่ขณะนี้อยู่ในสภาพหลังพิงฝาชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างล่าสุดการเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดนครพนมของนายกฯลุงตู่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกับฟ้องชาวอีสานว่า สาเหตุที่บ้านเมืองแตกแยกจนทุกวันนี้เพราะมีพวกบิดเบือนบ่อนทำลายชาติ

ลีลาปราศรัยแบบพูดจากใจของนายกฯลุงตู่ถือว่าเหนือชั้นยิ่งกว่านักกินเมืองเพราะมีทั้งลูกล่อลูกชนอ้อนขอหัวใจจากชาวนครพนมคละเคล้ากับไปสไตล์ดุดันแบบทหาร โดยสรุปนายกฯลุงตู่พยายามชี้ให้เห็นในทำนองว่า ปัญหาบ้านเมืองที่เละเทะบอบช้ำมาจนทุกวันนี้ล้วนเกิดจากรัฐบาลกินเมืองที่ทิ้งปัญหาไว้มากมายจนประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลวใกล้ล้มละลาย ซึ่งหากคสช.ไม่เข้ามาป่านนี้คงล่มจมไปแล้ว ซึ่งคสช.เข้ามาทำให้สามารถหยุดวิกฤติและประเทศเดินหน้าต่อไปได้ แต่ปัญหาที่ทิ้งไว้มีมากจึงต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาบ้าง แต่ก็มีความพยายามโจมตีว่ารัฐบาลชุดนี้ว่าทำให้เศรษฐกิจแย่

ที่สำคัญนายกฯลุงตู่ดับเครื่องชนขบวนการบ่อนทำลายชาติว่า ทั้งๆ ที่ตัวเองสร้างปัญหา แต่ยังไม่เลิกเคลื่อนไหวบิดเบือนอยู่นอกประเทศใส่ร้ายบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองต่างๆ นานา คนบางพวกหนีไปอยู่ที่อื่น ทั้งๆ ที่ความจริงเกิดในแผ่นดินไทยต้องอยู่ที่นี่ตายที่นี่ แต่นี่หนีไปอยู่ประเทศอื่นแล้วด่าประเทศไทยโครมๆ เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อคนพวกนี้

นายกฯลุงตู่ยังย้ำว่าตัวเองไม่เคยคิดไล่ล่าหรือรังเกียจใคร ไม่อยากเอาใครเข้าคุก แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ทุกคนหากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีแม้แต่ตัวนายกฯเองก็ไม่ละเว้น จะผิดจะถูกไปต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ในศาล คดีความต่างๆ ซึ่งน่าจะหมายถึงคนตระกูลชินและแกนนำขบวนการเพื่อแม้วที่ถูกเช็คบิลอยู่ในขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นคดีค้างเก่าที่เกิดขึ้นมานานแล้วทั้งสิ้น

นายกฯลุงตู่ยังย้ำเรื่องความการล้างทุจริตคอร์รัปชั่น และขอให้อย่าไปเชื่อพวกที่ชอบแอบอ้างชื่อนายกฯหรือรัฐมนตรีหาประโยชน์ ซึ่งหากใครได้เบาะแสทุจริตขอให้แจ้งที่นายกฯลุงตู่ได้ทันทีจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด นายกฯลุงตู่ยังประกาศสัจจธรรมชีวิตว่าตายแล้วเอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว นายกฯลุงตู่เองกินข้าวมื้อละแค่ร้อยกว่าบาทซึ่งเรียกเสียงปรบมือกึกก้อง

พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้ลีลาจริงใจแบบทหารซื้อใจประชาชน โดยย้ำว่าที่คสช.เข้ามาทุกวันนี้ก็เพื่อชาติและประชาชน ไม่ใช่เพื่อต้องการคะแนนเสียงหรือหาประโยชน์

แต่ที่เป็นไฮไลท์วาทะเด็ดคำปราศรัยของนายกฯลุงตู่อยู่ที่เนื้อหาช่วงท้ายที่ว่า “พวกที่ต่อต้านผมในต่างประเทศจะทำไปทำไม ทำแล้วคิดว่าจะไล่ผมได้หรือ ยิ่งทำผมยิ่งอยู่ เอาให้รู้เรื่องกันไปเลย ขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำตามความต้องการของพวกเขาอยู่แล้ว วันนี้ผมเห็นประชาชนเดือดร้อน ผมอยากช่วยเหลือ ขอบอกไว้เลยถ้าคนไทยไม่พัฒนาขึ้นภายใน 5 ปีอันตราย เค้ายิ่งไล่ผมก็ยิ่งอยู่ ใครเห็นด้วยกับผมขอให้ยกมือ(ประชาชนยกมือกันพรึ่บ) ผมไม่ใช่นักการเมืองคงไม่ต้องการหาเสียง แต่อยากถามประชาชนเท่านั้น”

ท่าทีแข็วกร้าวดุดันจากนายกฯลุงตู่สะท้อนจุดยืนชัดเจนของอำนาจรัฐคสช.ที่เดินบนทางขนานที่ยากบรรจบกับขบวนการเพื่อแม้วที่ยังคงเคลื่อนไหวบ่อนทำลายคสช. รัฐบาลและความมั่นคงของชาติตลอดจนสถาบันเบื้องสูงในทุกวิถีทางทั้งบนดินใต้ดิน ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งตัวอย่างเหตุการณ์ล่าสุดก็คือปฏิบัติการทลายเครือข่ายแดงฮาร์ดคอร์ของ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” โดยยึดอาวุธสงครามร้ายแรงได้จำนวนมากพร้อมจับกุมเครือข่ายโกตี๋ 9 คน ซึ่งมีการรับสารภาพแฉแผนร้ายขบวนการเพื่อแม้วโดยมีการพาดพิงอ้างถึง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแม้วและอดีตรมว.มหาดไทย

จุดยืนและเป้าหมายระหว่างอำนาจรัฐคสช.กับขบวนการเพื่อแม้วนับวันจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยจุดยืนของคสช.และรัฐบาลคือยึดกฎหมายบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ขณะที่เป้าหมายสำคัญของขบวนการเพื่อแม้วส่อเจตนาพยายามกดดันต่อรองให้มีการนิรโทษกรรมสุดซอยให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก และอาจรวมทั้งยุติคดีที่เกี่ยวข้องกับคนตระกูลชินโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งในทางอาญาสำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมีโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใกล้จะปิดการไต่สวนพิพากษาชี้ชะตา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าไปทุกขณะโดยคาดว่าการอ่านคำพิพากษาน่าจะมีขึ้นไม่น่าเกินเดือนกันยายนนี้ ขณะที่ในทางแพ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินเป็นเงินราว 35,000 ล้านบาทโดยมีสิทธิ์ถูกยึดทรัพย์

เพราะฉะนั้นจากท่าทีของนายกฯลุงตู่จึงเหมือนเป็นปฏิบัติการตาต่อตาฟันต่อฟันต่อกรกับขบวนการเพื่อแม้วที่จ้องบ่อนทำลายอำนาจรัฐและอาจเป็นสัญญาณว่านายกฯลุงตู่มีสิทธิ์อยู่ยาว

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วส่อตีรวนล้มปรองดอง ซ่อนเป้าหมายต่อรองนิรโทษสุดซอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262490

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ทั้งๆ ที่ขบวนการสร้างความปรองดองที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นเจ้าภาพและมุ่งให้สำเร็จเสียทีหลังชาติบ้านเมืองบอบช้ำอย่างหนักจากกับดักแห่งวิกฤติความแตกแยกในชาติที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี โดยเชิญบรรดาตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มพลังคู่ขัดแย้งทุกสีร่วมเสนอแนะแสดงความเห็นแนวทางสร้างความสมานฉันท์ซึ่งทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปด้วยดีใกล้จะถึงบทสรุปแต่ล่าสุดแกนนำพรรคเพื่อแม้วกลับออกมาตั้งแง่ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางทำหน้าที่เจ้าภาพหาแนวทางสร้างความปรองดองแทนคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.)

ล่าสุด นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อแม้ว ออกมาให้ความเห็นซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อแม้ว ก่อนหน้านี้ที่ให้ตั้งคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางมาเป็นเจ้าภาพสร้างความปรองดองแทน ป.ย.ป. โดยนายจาตุรนต์ อ้างว่ากระบวนการสร้างความปรองดองของป.ย.ป.มีแนวโน้มล้มเหลวเพราะขาดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เป็นกลางเพื่อหาทางออกให้ประเทศอย่างแท้จริง

“เมื่อกระบวนการล้มเหลวก็น่าเป็นห่วงว่าในอนาคตสังคมไทยก็จะเผชิญกับความขัดแย้งและไม่สามารถพัฒนาไปอย่างราบรื่นได้อีก กลายเป็นปัญหาอย่างเดิมหรือหนักกว่าเดิม…..ถ้าสัญญาประชาคมที่จะทำกันต่อไปนี้กลายเป็นเรื่องที่บิดเบือนความจริง ไม่มีสาระเป็นแก่นสารป่วยการที่จะไปรับปากอะไรด้วย ถึงเวลานั้นก็คงต้องพูดกันตรงๆ จะให้เออออห่อหมกอะไรที่ไม่ใช่ทางออกของบ้านเมืองคงไม่ได้”

ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อแม้วเคยออกแถลงการณ์คัดค้านขบวนการสร้างความปรองดองที่คสช.เป็นเจ้าภาพโดยอ้างว่าเพราะคสช.เป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของความแตกแยก

ขณะที่ตัวแทนแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ก่อนหน้านี้ร่วมให้ข้อเสนอแนะแนวทางสร้างความปรองดองซึ่งจัดขึ้นที่กระทรวงกลาโหม ได้เสนอความเห็นหลายข้อ ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงถึงกับเรียกร้องให้คสช.ยกเลิกการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวรวมทั้งคำสั่งประกาศของคสช.ทั้งหมดที่ออกภายหลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการตั้งแง่ตีรวนเพราะเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาคสช.ประกาศใช้มาตรา 44 และคำสั่งต่างๆ จำนวนมากซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเพื่อปฏิรูปและจัดระเบียบประเทศ อาทิ การช่วยเหลือชาวนาทั่วประเทศที่ยังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวที่ค้างจ่ายมาตั้งแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด

ความจริงเรื่องข้อเรียกร้องให้ตั้งองค์กรที่อิสระเป็นกลางเพื่อหาแนวทางสร้างความปรองดองของขบวนการเพื่อแม้วนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งในอดีตหลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีการตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นที่ยอมรับในลักษณะนี้มาแล้วหลายชุดโดยทำการศึกษาและระดมข้อเสนอแนะจากคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายรวมทั้งผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาอาชีพมานานนับปีจนได้ข้อสรุปเป็นแนวทางสร้างความปรองดองฉบับสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าฯ หรือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน โดย คอป.เคยส่งรายงานผลสรุปการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับทิ้งลงตะกร้าอย่างไม่ให้ความสำคัญ ทั้งนี้เพราะผลสรุปการศึกษาของ คอป. ไม่ตอบสนองความต้องการของนายใหญ่ขบวนการเพื่อแม้วที่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยเพื่อให้ตัวเองกลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องติดคุก

ผลการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองของคปอ.นั้นมีสาระสำคัญนอกจากเสนอข้อเท็จจริงเหตุการณ์ต่างๆในอดีตซึ่งเป็นชนวนสร้างความแตกแยกในชาติอย่างรอบด้านตรงไปตรงมาเพื่อเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคตแล้ว ยังเสนอแนวทางสร้างความปรองดองอย่างยั่งยืนด้วยการนำความสำเร็จจากการยุติความแตกแยกที่ยืดเยื้อมายาวนานและสร้างความปรองดองที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศแอฟริกาใต้ภายใต้แนวคิด“เนลสัน มาเดลล่าโมเดล” มาใช้ โดยแนวทางสร้างความปรองดองต้องทำอย่างเป็นขั้นตอนโดยคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายต้องเปิดใจเจรจาและยอมรับความผิดของตัวเอง และผู้กระทำผิดต้องยอมรับโทษตามกฎหมาย จากนั้นจึงค่อยพิจารณาถึงแนวทางการนิรโทษกรรมหรือการลดหย่อนผ่อนโทษ

หลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทิ้งผลการศึกษาของ คอป.ลงตะกร้า ต่อมาอาศัยเสียงข้างมากพยายามหักดิบผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อที่จะลบล้างโทษความผิดคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาล
ให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก เพื่อจะได้กลับบ้านแบบเท่ๆ จนเป็นชนวนให้มวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงเกือบ 10 ล้านคน และจบลงด้วยการยึดอำนาจของคสช.ในที่สุด

มาทางด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตท่าทีของแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ออกมาตั้งแง่ให้มีคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางเพื่อสร้างความปรองดองโดยอ้างเพราะว่าคสช.ไม่จริงใจพรรคเพื่อแม้วต้องแสดงเหตุผลที่
ชัดเจนว่าคสช.ไม่จริงใจตรงไหน เพราะตอนตั้งป.ย.ป.ทุกพรรครวมทั้งพรรคเพื่อไทยก็สนับสนุน แต่พอป.ย.ป.เดินมาครึ่งทางกลับออกอาการจะให้ถอยหลังกลับ

พร้อมกันนี้ นายนิพิฏฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่า “พวกที่สนับสนุนความรุนแรงคือพวกที่ต้องการให้เวทีปรองดองล้มเหลว”

เพราะฉะนั้นการออกมาตั้งแง่เรียกร้องให้มีคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางเพื่อสร้างความปรองดองของบรรดาแกนนำขบวนการเพื่อแม้วทั้งๆ ที่ในอดีตรายงานผลศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองขององค์กรอิสระที่เป็นกลางอย่างคอป.หรือสถาบันพระปกเกล้าเคยเสนอรัฐบาลยิ่งลักษณ์แต่ถูกเก็บเข้าลิ้นชักมาแล้ว ท่าทีของขบวนการเพื่อแม้วจึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าพลิกลิ้นไปมาส่อเจตนาตั้งแง่ตีรวนโดยซ่อนเป้าหมายแท้จริงที่มุ่งต่อรองกดดันให้มีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยและไม่อยากเห็นการสร้างความปรองดองอันเป็นผลงานของคสช.ประสบความสำเร็จ

ทีมข่าวการเมือง

สังคมจับตาลุ้น2คดีสำคัญ เก็บภาษีแม้วเงียบ-สาวไอ้โม่งบงการโกตี๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262284

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้คอการเมืองสนใจจับตา 2 คดีสำคัญนั่นคือการประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นักโทษหนีคุก ซึ่งกำลังจะถึงเส้นตายคดีจะหมดอายุความในวันที่ 30 มี.ค.อยู่แล้วแต่กรมสรรพากรยังเฉยเงียบฉี่ผิดปกติในการประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษี ทั้งๆ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ขณะที่คดีทลายเครือข่ายก่อการร้ายของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณหรือ “โกตี๋” ซึ่งสมุน “โกตี๋” ที่ถูกจับกุมซัดทอดพาดพิงถึงนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว และอดีตรมว.มหาดไทย ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ต้องหาหนีคดีความมั่นคง ไปตั้งเครือข่ายต่อต้านคสช. รวมทั้งมั่วสุมอยู่กับขบวนการบ่อนทำลายเบื้องสูงที่ปักหลักอยู่ในต่างแดน

ทั้งๆที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลที่ควรตกเป็นของแผ่นดินกรณีการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป อีกทั้งถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) รวมทั้ง นายพิศิษฐ์ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ส่งสัญญาณเตือนว่า หากกรมสรรพากรไม่ดำเนินการประเมินเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป จาก นายทักษิณ ต้องรับผิดชอบเพราะเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

แต่นี่อีก 3 วัน ก็จะถึงเส้นตายคดีหมดอายุความ แต่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ดูเหมือนจะยังเฉยแสดงท่าทีเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว หรืออาจถือดีว่ามีแบ๊กดีหนุนหลัง ซึ่งสังคมต้องจับตาดูต่อไป โดยหากไม่มีการประเมินภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณจนคดีหมดอายุความ สังคมอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ่อนเบื้องหลังเป็นปาหี่มวยล้มต้มคนดูยุครัฐบาลคสช.ที่หวังเกี๊ยะเซียะปรองดองกับระบอบแม้ว

ส่วนกรณีการขยายผลคดีกวาดล้างเครือข่ายก่อการร้ายของ “โกตี๋” ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า “โกตี๋” เผ่นหนีหมายจับคดีก่อการร้าย จากนครหลวงเวียงจันทน์เมืองหลวงของลาว ไปยังประเทศเวียดนามแล้ว ซึ่งหากจริงสะท้อนให้เห็นข้อสังเกต 2 ประการ คือ ด้านหนึ่งสะท้อนว่า ทางการไทยอืดอาดในการประสานกับลาวเพื่อให้จับตัว “โกตี๋” กลับมาดำเนินคดีในไทย หรือด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าทางการลาวไม่จริงใจเอาจริงในการจับตัว “โกตี๋” มิฉะนั้นคงไม่ปล่อยให้ “โกตี๋” ใช้ลาวเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวและเคลื่อนไหวบ่อนทำลายความมั่นคงและที่สำคัญคือบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงของไทยมาอย่างต่อเนื่องลอยนวล

ส่วนการขยายผลการสอบสวน 9 ผู้ต้องหาเครือข่าย “โกตี๋”โดยเฉพาะนายธีรชัย อุตรวิเชียร สมุนคนสนิทของ “โกตี๋”ซึ่งใช้บ้านพักตัวเองซุกซ่อนคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก โดยระบุว่าเป็นอาวุธที่ “โกตี๋” ฝากไว้เพื่อเตรียมใช้ปฏิบัติการก่อการร้ายรอบใหม่ หลังจากที่อาวุธเหล่านี้เคยใช้ก่อเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2553

ที่น่าสนใจคือในการสอบปากคำ 9 ผู้ต้องหาเพื่อขยายผลโดยทีมนายตำรวจ นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) นายธีรชัย เปิดปากสารภาพแฉแผนก่อการร้ายจนหมดเปลือกต่อหน้าสื่อ โดยพาดพิง นายจารุพงศ์เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว และอดีตรมว.มหาดไทย ซึ่งนายใหญ่ให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ นายธีรชัย ยังเปิดเผยความลับหลังจากที่เดินทางไปพบ “โกตี๋” ที่เวียงจันทน์ ก่อนถูกจับกุมไม่นานโดย “โกตี๋” นอกจากอ้างว่ารับใบสั่งจาก นายจารุพงศ์ แล้วยังได้รับการสนับสนุนจากนายใหญ่โดยจะมีการส่งอาวุธลอตใหญ่มาให้ทางตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ซึ่งเป็นที่มาของการบุกตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์กว่า 2,000 ตู้ ของกำลังทหารและตำรวจก่อนหน้านี้ แต่ไม่พบอาวุธสงคราม อย่างไรก็ตาม พบว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ หายไปอย่างปริศนา

ล่าสุด นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ รัฐบาลพรรคเพื่อแม้ว ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการกวาดล้างเครือข่าย “โกตี๋” โดยมีการพาดพิงถึง นายจารุพงศ์ ซึ่ง นายพงศ์เทพ อ้างว่า รู้สึกแปลกใจ เพราะ นายจารุพงศ์ เดินทางออกนอกประเทศไปนานแล้ว แต่ทำไมถึงเพิ่งถูกพาดพิงในช่วงนี้

“ผมเห็นนายจารุพงศ์สมัยเป็นรัฐมนตรีไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องอาวุธ และเป็นคนสุภาพเรียบร้อยจึงแปลกใจว่ามีชื่อถูกพาดพิงได้อย่างไร”

ขณะที่ปูมหลังของ นายจารุพงศ์ นั้นมาจากข้าราชการระดับกลาง แต่เนื่องจากมีจุดยืนรับใช้ใกล้ชิดอดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ทำให้เติบโตในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว และได้รับความไว้วางใจถึงขนาดผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว และรมว.มหาดไทย

บุคลิกของ นายจารุพงศ์ นั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคนโผงผางและนักเลงอยู่ในที มักใช้คำพูดขึ้นมึงขึ้นกู และมีแนวคิดทางการเมืองค่อนข้างสุดขั้ว รวมทั้งเคยขึ้นเวทีปราศรัยปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดง ซึ่งภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 นายจารุพงศ์ ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของคสช.และหนีออกนอกประเทศไปปักหลักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับอดีตแกนนำคนเสื้อแดงและอดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว ที่ถูกออกหมายจับคดีหมิ่นเบื้องสูงกลุ่มหนึ่ง นำโดย นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ ยุครัฐบาลเพื่อแม้ว โดยนายจารุพงศ์ ร่วมกับ นายจักรภพก่อตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดย นายจารุพงศ์ เป็นเลขาธิการ และมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านคสช.

เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลไปสู่การจับกุม หรือเปิดโปงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายก่อการร้ายของ “โกตี๋” ได้หรือไม่รวมทั้งตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ที่สงสัยว่าจะซ่อนอาวุธสงครามจำนวนมากซึ่งหายไปอย่างปริศนา เช่นเดียวกับการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งคดีกำลังจะหมดอายุความในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้ว

ทีมข่าวการเมือง

ปรองดองแต่ไม่นิรโทษสุดซอย กดดันตระกูลชินเดือดสู้หลังพิงฝา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262136

วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ขณะที่ขบวนการระบอบทักษิณทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงออกมาแบะท่าในทำนองว่าหากจะปรองดองต้องให้อภัยส่อเป็นการส่งสัญญาณให้มีการนิรโทษกรรมความผิดให้กับคนตระกูลชินโดยเฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นักโทษหนีคุกและอาจรวมถึงการไม่เอาผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีรับจำนำข้าวที่กำลังนับถอยหลังไปสู่การชี้ชะตาทางอาญาเข้าไปทุกขณะ ขณะที่คดีทางแพ่งอาจถูกยึดทรัพย์ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะแสดงจุดยืนชัดเจนมาตลอดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย

ล่าสุดตระกูลชินยังถูกกรรมตามเช็คบิลในคดีภาษีซื้อขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นนอกตลาดหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท โดยขณะที่อ้อยกำลังจะเข้าปากช้างเมื่อคดีจะหมดอายุความ 10 ปี ในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้วโดยที่หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่เก็บภาษีโดยตรงคือกรมสรรพากลับส่อพฤติการณ์เกียร์ว่างปล่อยให้คดีหมดอายุความ แต่กลับมีผู้ออกมาเตือนสติรัฐบาลคสช.โดยเฉพาะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)จนรัฐบาลต้องสั่งให้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีมติให้กรมสรรพากรประเมินภาษีการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์จาก นายทักษิณ ทำให้คดีที่กำลังหมดอายุความสิ้นสภาพต้องมาเริ่มต้นนับอายุความซึ่งมีกำหนด 10 ปีใหม่ทันที

การฟื้นคดีเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งทำให้สมาชิกตระกูลชินทั้งนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับเดือดออกมาดับเครื่องชนรัฐบาลโดยออกมาให้ความเห็นในทำนองว่า เป็นเกมจองเวรไล่ล่าตระกูลชินของฝ่ายรัฐบาลคสช.

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับดราม่าหลั่งน้ำตาขณะให้สัมภาษณ์หวังทำลายภาพพจน์ความชอบธรรมของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ก็หวังเรียกคะแนนสงสารจากมหาชนซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

การออกมาดับเครื่องชนอำนาจรัฐคสช.ของ นายพานทองแท้ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนสัญญาณพร้อมแตกหักภายใต้สถานการณ์ของระบอบแม้วโดยเฉพาะคนในตระกูลชินที่ขณะนี้อยู่ในสภาพหลังพิงฝาเจอคดีเก่าตามเช็คบิลถ้วนหน้า

การที่ขบวนการระบอบทักษิณพยายามส่งสัญญาณเรื่องการนิรโทษกรรมภายใต้คำว่า “ให้อภัย” เพื่อสร้างความปรองดองมาตลอดดูเหมือนจะสวนทางกับจุดยืนของคสช. ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ย้ำมาตลอดว่าเรื่องการสร้างความปรองดองกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ บ้านเมืองต้องยึดหลักกฎหมาย ใครที่ถูก
ดำเนินคดีก็ต้องไปต่อสู้พิสูจน์ความถูกผิดในศาล ซึ่งหากศาลตัดสินอย่างไรต้องยอมรับตามนั้น คนที่ทำผิดเมื่อรับโทษแล้วจะมีการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษอย่างไรค่อยมาพิจารณา ซึ่งที่สำคัญคือต้องยอมรับโทษความผิดก่อน

ในรายละเอียดจุดยืนของคสช.ผ่านแม่น้ำ 5 สาย โดยเฉพาะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)และสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอแนวทางที่สอดคล้องกันว่า ไม่ควรมีการนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดอง แต่อาจจะมีการออกกฎหมายลดหย่อนผ่อนโทษในบางคดีสำหรับผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่จะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริต คดีความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คดีที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง รวมทั้งคดีด้านความมั่นคง

ล่าสุดการที่กำลังทหารและตำรวจบุกค้นและควบคุมตัวสมุนของ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีความมั่นคงและคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่บ้านหลังหนึ่งในจ.ปทุมธานีซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุเสื้อแดงในอดีต โดยพบคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก พร้อมกันนี้ กำลังทหารและตำรวจยังบุกตรวจค้นเป้าหมายอีก 9 จุดใน 7 จังหวัดภาคกลางและภาคอีสานพบอาวุธสงครามและสิ่งผิดกฎหมายรวมทั้งควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวนหนึ่ง ทั้งนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า อาวุธสงครามจำนวนมากเหล่านี้เชื่อว่าเตรียมไว้เพื่อก่อการร้ายรอบใหม่

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงสภาพหลังพิงฝาของคนตระกูลชินจากวิบากกรรมคดีที่ทยอยเช็คบิลจนออกอาการฟิวส์ขาดส่งสัญญาณพร้อมดับเครื่องชนอำนาจรัฐ ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มแหลมคมเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

 

เครือข่ายเพื่อแม้วเดี้ยงถ้วนหน้า อ่อนกำลังยากกลับมาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/262037

วันเสาร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เครือข่ายแกนนำขบวนการเพื่อแม้วไม่ถูกกรรมจากคดีเก่าตามเช็คบิลก็ถูกกวาดล้างออกหมายจับจนแตกกระเจิง โดยหลายคนหมดอนาคตส่อนอนคุกยาวและจบชีวิตทางการเมืองหลายปีขณะที่บางคนต้องหนีหัวซุกหัวซุนในต่างแดนในฐานะผู้ต้องหาภัยความมั่นคง และบางคนมีแนวโน้มถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ถอดถอนซึ่งนอกจากหมดสิทธิ์ลงสมัคร สส. 5 ปีแล้วยังอาจเจอคดีอาญาด้วย

เครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วที่ส่อติดคุกยาวก็คือ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำแดงฮาร์ดคอร์รวมทั้งอดีตสส.พรรคเพื่อแม้วและแกนนำเสื้อแดงอีก 12 คนที่ถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 4 ปี กรณีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยาเมื่อปี 2552 โดยคดีนี้ศาลไม่ให้ประกันตัวชั่วคราว

นอกจาก นายอริสมันต์ และพวกแล้ว ล่าสุด วัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มคนเสื้อแดง และอดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว เนื่องจากปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า นายณัฐวุฒิ ปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงเมื่อปี 2552 สั่งการให้กลุ่มเสื้อแดงบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอีกทั้ง นายอริสมันต์ ก็ปราศรัยบนเวทียืนยันว่าได้รับเงินเบื้องต้นจาก นายณัฐวุฒิ 180,000 บาท เพื่อปฏิบัติการครั้งนี้

นายวัชระ ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมฝ่ายตำรวจและอัยการในอดีตถึงไม่สั่งฟ้อง นายณัฐวุฒิ ทั้งๆ ที่เป็นตัวการสำคัญและมีหลักฐานชัดเจนว่าสั่งการให้บุกล้มการประชุมผู้นำอาเซียน

เครือข่ายกองกำลังใต้ดินขบวนการเพื่อแม้วที่สำคัญอีกแก๊งหนึ่งที่กำลังถูกกวาดล้างอย่างหนักจนราบคาบและต้องหนีหัวซุกหัวซุนคือเครือข่ายของ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณหรือ “โกตี๋” ที่ขณะนี้ถูกตั้งข้อหาหนักฐานเป็นภัยด้านความมั่นคงและวางแผนก่อการร้าย หลังกำลังทหารและตำรวจบุกทลายคลังแสงใหญ่ของเครือข่าย“โกตี๋” ใน 9 จุด 7 จังหวัด ซึ่งนอกจากยึดอาวุธสงครามร้ายแรงได้จำนวนมากและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยร่วมขบวนการวางแผนก่อการร้ายได้ 9 คน แล้วยังขยายผลจนออกหมายจับเครือข่ายร่วมขบวนการเพิ่มอีก 10 คน

ขณะที่กำลังทหารและตำรวจยังปฏิบัติการปูพรมกวาดล้างเครือข่ายนักการเมืองพรรคเพื่อแม้วและผู้มีอิทธิพลในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะที่จ.อุทัยธานี พบอาวุธสงครามจำนวนมากเช่นกัน

สำหรับ “โกตี๋” ซึ่งหนีหมายจับและกบดานอยู่ในประเทศลาวนั้น ขณะนี้ทางการไทยเตรียมประสานไปยังทางการลาวอีกครั้งเพื่อให้จับตัวส่งกลับมาดำเนินคดีในไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งมีรายงานข่าวว่า “โกตี๋” หนีหัวซุกหัวซุนออกจากที่พักในนครเวียงจันทน์แล้วและกำลังหาทางหลบหนีต่อไปยังประเทศที่สาม

แกนนำพรรคเพื่อแม้วอีกคนหนึ่งซึ่งอนาคตชะตากรรมร่อแร่ก็คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ พรรคเพื่อแม้วซึ่งเป็นเด็กปั้นในคาถาของ นักโทษชายแม้ว ที่ล่าสุดถูกสนช.ไต่สวนจากถูกยื่นถอดถอนกรณีคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจากคำชี้แจงของนายสุรพงษ์ ในที่ประชุมสนช. ถูกตั้งข้อสังเกตว่าสุนัขไม่รับประทานถามม้าตอบช้างแบบข้างๆ คูๆ อาทิ ในประเด็นที่ นายสุรพงษ์ เมื่อครั้งเป็นรมว.ต่างประเทศเคยประกาศช่วงก่อนวันปีใหม่ว่าจะคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นเจ้านายเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ซึ่ง นายสุรพงษ์ ชี้แจงต่อสนช.อย่างเล่นลิ้นเอาสีข้างเข้าถูหน้าตาเฉยโดยโยนความผิดให้สื่ออ้างว่า ตัวเองแค่พูดเล่นๆ แต่สื่อเอาคำพูดของตัวเองไปตีความและลงข่าวผิดๆ

หรืออย่างประเด็นคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว โดยใช้เวลาแค่ 1 วัน ซึ่ง นายสุรพงษ์ กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติ และเป็นการตัดสินใจดำเนินการทางการเมืองเนื่องจากไม่เห็นว่า นักโทษชายแม้ว มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อประเทศ ทั้งๆ ที่ความจริง เขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า นักโทษชายแม้ว หนีโทษคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาลและหนีหมายจับคดีความมั่นคงหลายคดี ซึ่งตามกฎหมายและระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศห้ามออกพาสปอร์ตให้

ที่สำคัญ นายสุรพงษ์ ยังโยนความผิดให้ข้าราชการประจำโดยอ้างว่าการคืนพาสปอร์ตให้ นักโทษชายแม้ว เป็นการดำเนินการของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

จากคำชี้แจงแบบข้างๆ คูๆ ของนายสุรพงษ์ จึงไม่แทบไม่ต้องทำนายผลการลงมติชี้ชะตาของสนช.ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ล่วงหน้า เพราะ นายสุรพงษ์ ได้พิพากษาตัวเองไปเรียบร้อยแล้วจากคำชี้แจงแบบเอาสีข้างเข้าถู ซึ่งผลจากการถูกถอดถอนนอกจากหมดสิทธิ์ลงสมัคร สส. 5 ปีแล้วอาจถูกดำเนินคดีอาญาด้วย

อย่าว่าแต่แม้แต่ตัวนายใหญ่และคนตระกูลชินเองก็อยู่ในภาวะหลังพิงฝาเอาตัวแทบไม่รอด

เพราะฉะนั้นจากรูปการณ์พอจะมองได้ว่า แนวโน้มของแก้ว 3 ประการอันเป็นเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้ว ซึ่งได้แก่พรรคการเมือง กลุ่มพลังมวลชนจัดตั้ง และกองกำลังก่อการร้ายใต้ดินนับวันจะถูกตัดแขนตัดขาสลายกำลังให้อ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเชื่อว่ายากจะกลับมายิ่งใหญ่มีอำนาจยึดครองบ้านเมือง ได้อีกในอนาคต

ทีมข่าวการเมือง

กรรมทยอยเช็คบิล ขบวนการเพื่อแม้วหลังพิงฝา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/261889

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ช่วงนี้ดูเหมือนว่าบรรดาสาวกขบวนการเพื่อแม้วตั้งแต่นายใหญ่ไปจนกระทั่งแกนนำทั้งพรรคเพื่อแม้วและกลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ ทยอยใช้กรรมถูกคดีเก่าตามเช็คบิลกันเป็นทิวแถวอย่างล่าสุดคือนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแดงฮาร์ดคอร์และพวกที่ถูกศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญาคดีที่นำมวลชนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่โรงแรมรอยัลคลิฟพัทยา เมื่อปี 2552 ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกฯ

แม้ทนายความของ นายอริสมันต์ จะยื่นหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว นายอริสมันต์ และคนละ 1 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวจำเลยคนอื่นๆอีก 12 คน แต่ศาลไม่อนุญาตและให้ส่งตัวเข้าเรือนจำทันที เพื่อรอการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา

สำหรับจำเลยอีก 12 คนนอกจาก นายอริสมันต์ ล้วนเป็นอดีตสส.พรรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง อาทิ นายวรชัย เหมะ, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์, นพ.วัลลภ ยังตรง, นายสิงทอง บัวชุม, นายนิสิต สินธุไพร, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวันชนะ เกิดดี,
นายพิเชฐ สุขจินดาทอง, นายศักดิ์ดา นพสิทธิ์, นายนพพร นามเชียงใต้, นายสำเริง ประจำเรือ และนายสมยศ พรหมมา

ข้อน่าสังเกตคือในสำนวนฟ้องคดีนี้ฝ่ายพนักงานสอบสวนและอัยการกลับไม่มีการสั่งฟ้องตัวการสำคัญอีกอย่างน้อย 2 คนคือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก รวมทั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตสส.พรรคเพื่อไทย เลขาธิการคนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ในช่วงเหตุการณ์บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนชัดเจนว่าทั้งสองส่อพฤติการณ์บงการและปราศรัยปลุกระดมให้มวลชนเสื้อแดงใช้ความรุนแรง

นายอริสมันต์ นอกจากใช้กรรมคดีบุกล้มอาเซียนซัมมิทแล้วยังมีคดีความมั่นคงเป็นชนักปักหลังอีกหลายคดีรวมทั้งคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และที่สำคัญซึ่งเป็นคดีเฉพาะหน้าคือคดีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ว่าสั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุกนายอริสมันต์ แต่ได้รับการประกันตัว ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาจะชี้ชะตา นายอริสมันต์ ในสิ้นเดือนนี้

แกนนำคนใกล้ชิด นายทักษิณ อีกคนหนึ่งที่กำลังจะถูกกรรมตามเช็คบิลคือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและอดีตรมว.ต่างประเทศ ซึ่งที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)นัดถอดถอน นายสุรพงษ์ ในวันที่ 30 มี.ค.นี้กรณีคืนพาสปอร์ตให้กับ นายทักษิณ ทั้งๆที่เป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับอันขัดต่อกฎหมาย ซึ่งแนวโน้ม นายสุรพงษ์ มีแนวโน้มสูงที่จะถูกถอดถอนส่งผลให้ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์ลงสมัคร สส. 5 ปี ไม่รวมโทษทางอาญา

อีกหนึ่งแดงฮาร์ดคอร์ที่รับใช้ใกล้ชิดนายใหญ่แม้วก็คือ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีหมิ่นเบื้องสูงและคดีความมั่นคงซึ่งกบดานอยู่ในลาวที่กำลังตกเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้หลังจากที่กำลังทหารและตำรวจบุกทลายเครือข่ายพื้นที่อิทธิพลของ “โกตี๋” ในจ.ปทุมธานี และอีก 8 จุดในอีก 6 จังหวัดโดยพบคลังแสงอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากรวมทั้งยาบ้า โดยมีการควบคุมผู้ต้องสงสัยเครือข่ายโกตี๋ไว้ได้ 9 คนเพื่อสอบสวนขยายผล

“โกตี๋” และพวกถูกตั้งข้อหาร้ายแรงหลายข้อหาคือ อั้งยี่ซ่องโจร มียาเสพติดไว้ในครอบครอง มีอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครอง มีพฤติการณ์อันเป็นภัยต่อความมั่นคงและวางแผนสังหารผู้นำประเทศ โดยขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมประสานไปยังทางการลาวเพื่อขอให้ส่งตัวมาให้ทางการไทยเพื่อดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

นอกจากเหล่าแกนนำเพื่อแม้วที่กำลังหลังพิงฝาแล้ว นายทักษิณ เองก็กำลังถูกกรรมเก่าตามเช็คบิลเช่นกันจากการถูกเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่อ้อยกำลังจะเข้าปากช้างเมื่อคดีกำลังจะหมดอายุความในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลโดยกรมสรรพากรเตรียมยื่นประเมินภาษีใหม่เนื่องจากที่ผ่านมามีการส่อเจตนาเล่นแปรธาตุเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปด้วยการอ้างว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งไม่ต้องเสียภาษี แต่จากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สั่งยึดทรัพย์สิน นายทักษิณ 46,000 ล้านบาท ตอนหนึ่งชี้ชัดว่า หุ้นชินคอร์ปที่ นายทักษิณ ทำทีไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแอมเพิลริชที่เกาะฟอกเงินบริติชเวอร์จิ้นแล้วโอนหุ้นชินคอร์ปมาไว้ที่บริษัทแอมเพิลริช จากนั้นขายหุ้นบริษัทแอมเพิลริชให้บุตรทั้งสองคือ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร หุ้นละแค่ 1 บาท ทั้งๆ ที่ราคาในตลาดสูงถึงหุ้นละ 49.25 บาท จากนั้นบุตรทั้งสองของ นายทักษิณ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิลริชนำหุ้นไปขายให้กองทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ฯ อันสะท้อนว่าแท้ที่จริงแล้วหุ้นทั้งหมดยังเป็นของ นายทักษิณ โดยที่บุตรทั้งสองของ นายทักษิณ เป็นเพียงนอมินี ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้เตรียมประเมินเรียกเก็บภาษีจาก นายทักษิณ จากส่วนต่างกำไรการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท

ขณะที่ นายทักษิณ ถูกเรียกเก็บภาษีทั้งๆ ที่อ้อยกำลังจะเข้าปากช้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ผู้เป็นน้องสาวก็อยู่ในภาวะกรรมกำลังจะเช็คบิลเช่นกันจากคดีโครงการรับจำนำข้าวโดยเฉพาะโทษทางอาญาที่กำลังงวดใกล้ชี้ชะตาเข้ามาทุกขณะในอีกไม่ช้า ยังไม่ร่วมคนตระกูลชินอีกหลายคนที่กำลังเผชิญวิบากกรรมจากคดีต่างๆ

ภายใต้สถานการณ์หลังพิงฝาของขบวนการเพื่อแม้วจึงไม่แปลกที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อแม้วคนสนิทของนายใหญ่จะออกมาโวยวายดับเครื่องชนรัฐบาลคสช. พร้อมทั้งขู่คิดบัญชีหลังเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมือง