Time to scrap school uniforms, says Democrat

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30369228

Time to scrap school uniforms, says Democrat

national May 12, 2019 16:57

By The Nation

2,566 Viewed

The government should scrap the rule requiring students to wear uniforms to school, in order to relieve the financial burden of parents, a prominent conservative politician has suggested.

Mallika Boonmeetrakool Mahasook, a Democratic Party member and founder of Mallika Foundation, proposed abolishing the compulsory wearing of uniforms in every public school.

“Every year, before the start of the new academic year in May, we always see news of parents struggling with the financial burden of having to buy expensive student uniforms; some parents line up in front of pawn shops to borrow money for purchasing their children’s new uniforms,” Mallika said.

She pointed out that the main reason for this problem was because all public schools enforced the rule that their students wear uniforms, so most families had to spend on this set of clothing every year.

“Since wearing a student uniform does not improve a student’s academic performance, I suggest that the Education Ministry scrap the rule requiring the wearing of uniforms in public schools. If they are allowed to wear appropriate dresses, it would save their parents this annual financial burden,” she said.

“This is not an era where poor students have to suffer humiliation. We should end the perpetuation of wrong social norms that judge people on the clothes they wear at schools.”

She also urged schools to pay more attention to enhancing the quality of teaching than focusing on students’ uniforms, as the two have no correlation.

Bangkok says bon jour to roving French frigate

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30369224

The arrival of the the French frigate, Vendémiaire, on Sunday morning is greeted by the Royal Thai Navy.
The arrival of the the French frigate, Vendémiaire, on Sunday morning is greeted by the Royal Thai Navy.

Bangkok says bon jour to roving French frigate

national May 12, 2019 13:41

By PHUWIT LIMVIPHUWAT
THE NATION

2,843 Viewed

The French frigate Vendémiaire docked in Bangkok on Sunday morning ready for joint military training exercises with the Royal Thai Navy.

Commander Jerome Henry declared his intention to “contact the Royal Thai Navy to maintain and strengthen our alliance”.

The Vendémiaire will remain berthed at Bangkok Port until Thursday, its first visit to Thailand since 2011, Henry said.

It sailed from its home port of Noumea in New Caledonia on a three-month cruise that has also included a 10-day stopover in South Korea. Its next port of call will be Bali, Indonesia, before returning to Noumea on June 14.

Henry did not say whether the frigate had traversed the South China Sea, scene of territorial disputes involving China and several Southeast Asian nations.

The Vendémiaire, constructed in 1993 in Saint-Nazaire shipyard, was designed for humanitarian service, surveillance missions, specifically anti-smuggling, and the defence of French interests far from the homeland, such as fisheries, the commander said.

Its mission extends to “upholding maritime-domain awareness” and policing, such as anti-pollution and medical and logistics assistance.

The ship’s name refers to the month of the grape harvest on the 18th-century calendar at the time of the French Revolution.

The Vendémiaire is 93.5 metres bow to stern and 36.4 metres in height.

It carries an adaptive weapons system that includes a 100-millimetre anti-surface-craft and anti-aircraft gun and a 20-millimetre rapid-firing cannon. A helicopter is onboard for short-distance surveillance and transportation.

It’s crewed by 102 officers, including 10 women and two medical personnel.

คนไทยเสี่ยงโรคภูมิแพ้อาหารเพิ่มขึ้น ปล่อยไว้อันตรายถึงชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370943

คนไทยเสี่ยงโรคภูมิแพ้อาหารเพิ่มขึ้น ปล่อยไว้อันตรายถึงชีวิต

คนไทยเสี่ยงโรคภูมิแพ้อาหารเพิ่มขึ้น ปล่อยไว้อันตรายถึงชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ฮิวจ์ เอ แซมพ์สัน และ ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต วิชยานนท์

ในการประชุมวิชาการ 1St International Samitivej Allergy Institute Symposium, Food Allergy “The State of the Art” ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต วิชยานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้สมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี เผย คนไทยเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้อาหารสูงขึ้นถึง 300-400 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนไทย ปัจจัยการเกิดโรคมาจากความเป็นอยู่ที่ดีและรักสะอาดมากขึ้นส่งผลให้ภูมิคุ้มกันที่เคยต่อสู้กับเชื้อโรคหันไปต่อสู้กับสารอาหารเหล่านั้นแทนชี้อาการแพ้กระทบ 5 ระบบในร่างกาย แนะรีบพบแพทย์เฉพาะทางหากเพิกเฉยส่งผลอันตรายถึงชีวิต

ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต วิชยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้สมิติเวชโรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร(Food Allergy) สูงขึ้น 300-400 เปอร์เซ็นต์ จากอดีตที่มีผู้ป่วยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 1 คน แต่ในปัจจุบันพบผู้ป่วยแพ้อาหารสูงถึงสัปดาห์ละ 2 คน ปัจจัยการเกิดโรคมาจากวิถีการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยจะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อาหารส่วนใหญ่จะมีฐานะอยู่ในระดับกลางถึงดี เวลาทานอาหารก็เลือกทานในร้านที่มีความสะอาดอยู่ตลอด หรือทานอาหารจากร้านสะดวกซื้อที่มีกรรมวิธีการผลิตที่สะอาด ทำให้ร่างกายได้รับเชื้อโรคน้อยลงส่งผลให้ภูมิคุ้มกันที่เคยต่อสู้กับเชื้อโรคหันไปต่อสู้กับสารอาหารเหล่านั้นแทนจนเกิดเป็นอาการแพ้เกิดขึ้น

“โรคแพ้อาหารพบได้บ่อยมากในประเทศไทยตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยปกติอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้มีได้ 6 ชนิดใหญ่ได้แก่ นม ไข่ แป้งสาลี ถั่วทั้งหลาย และสุดท้ายอาหารทะเล ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ กุ้งและปลา ในประเทศไทยนั้นอาหารทะเลเป็นอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้มากที่สุด ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ใหญ่แต่อาหารที่จะทำให้เกิดการแพ้ในเด็กและแพ้รุนแรงนั้นพบว่าเป็นแป้งสาลี โดยในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและออสเตรเลีย การแพ้ถั่วลิสงเป็นเรื่องใหญ่มากเรามักจะได้ยินว่ามีการเสียชีวิตจากการแพ้ถั่วลิสงบ่อยๆ สำหรับประเทศไทยแล้วการแพ้ถั่วลิสงยังไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ”


ตัวอย่างอาหารที่มีส่วนผสมของไข่

สาเหตุของการเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต กล่าวว่า ส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย อาการของโรคนี้จะแสดงความผิดปกติของร่างกายขึ้นมาหลังจากทานอาหารบางอย่างที่ร่างกายแพ้เข้าไป เช่น เด็กที่แพ้แป้งสาลี เนื่องจากภูมิคุ้มกันในลำไส้ของเด็กยังไม่แข็งแรง ระบบทางเดินอาหารยังมีกลไกการป้องกันหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ได้ไม่สมบูรณ์ น้ำย่อยและเอนไซม์ต่างๆ ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้โปรตีนในอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้น ยังคงเหลือส่วนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การตอบสนองทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้อาหาร หรือ ผู้ใหญ่ที่พบว่าแพ้อาหารทะเลมากที่สุดนั้นเนื่องจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก จนค่อยๆ ก่อให้เกิดอาการเมื่อเวลาผ่านไปทำให้บางคนอาจเพิ่งพบว่ามีอาการแพ้ในภายหลังจากที่เมื่อก่อนเคยทานได้ตามปกติ

โดยอาการแพ้ที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั้นแบ่งออกเป็น 5 ระบบ ได้แก่ ระบบผิวหนัง มีอาการเป็นลมพิษเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบบวมรอบๆ ปากและตา ระบบหายใจ มีอาการจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบบวมบริเวณกล่องเสียงและหลอดลม เป็นหืดระบบทางเดินอาหาร มีอาการคันปาก คันคอ คันลิ้น ปวดท้อง อาเจียน และลำไส้อักเสบเวลาถ่ายอาจมีเลือดปะปนออกมาด้วย ระบบประสาท มีอาการทำให้ผู้ป่วยมึนงง และ ระบบหัวใจ มีอาการความดันโลหิตต่ำ และอาจถึงขั้นเกิดอาการช็อกได้

“สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากอาการภูมิแพ้แล้ว คือ คนไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจและตระหนักถึงความอันตรายของโรคภูมิแพ้อาหาร ส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงหากมีอาการแพ้ก็เป็นเพียงแค่ผื่นคันหรืออาการอื่นๆ ที่ไม่ส่งผลถึงชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้วหากผู้ป่วยมีอาการแพ้มากกว่าสองระบบ หรือที่เรียกว่าการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้รุนแรงควรเข้ารับการรักษาและวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร่งด่วน”


ตัวอย่างอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี

สำหรับแนวทางการรักษาอาการของโรคภูมิอาหารที่ถูกวิธีคือ ควรเริ่มจากการตรวจหาภูมิแพ้อาหารนั้นว่าเกิดจากสาเหตุอะไร โดยสถาบันโรคภูมิแพ้สมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ได้พัฒนานวัตกรรมการตรวจเช็คที่แม่นยำ 2 วิธี คือ “การใช้สารสกัดจากอาหาร” ที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้มาสัมผัสร่างกายและ“การเจาะเลือด” ซึ่งการเจาะเลือดจะให้ผลที่แน่นอนกว่าและสามารถวัดระดับภูมิแพ้ได้อีกด้วย ส่วนขั้นตอนการรักษามี 2 แนวทาง ได้แก่ หนึ่ง การสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย (Oral immunotherapy) ด้วยการให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่แพ้ทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการรักษาที่ต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และสอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารให้ระมัดระวังการเลือกทานอาหารมากขึ้น หลีกเลี่ยงและตรวจสอบส่วนผสมอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร นอกจากนี้ ผู้ประกอบการด้านอาหาร ควรให้ความสำคัญกับส่วนผสมต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงอาหารและควรแสดงป้ายบอกรายละเอียดของอาหารอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่ตนแพ้ได้ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เกิดอาการแพ้สาเหตุหลักเป็นเพราะไม่ทราบว่าอาหารที่ตัวเองรับประทานเข้าไปนั้นมีส่วนผสมของอาหารที่ตนมีอาการแพ้ปะปนอยู่ด้วย

ในการ ประชุมวิชาการ 1St International Samitivej Allergy Institute Symposium, Food Allergy “The State of the Art” สถาบันโรคภูมิแพ้สมิติเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ยังได้เชิญองค์กรด้านภูมิแพ้ชั้นนำระดับโลกและคณะแพทย์ชื่อดัง อาทิ ดร.ฮิวจ์ เอ แซมพ์สัน (Dr. Hugh A Sampson) ประธานบริหาร Icahn Medical School at Mount Sinai Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ระดับโลกมาร่วมวิเคราะห์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการรักษาโรคภูมิแพ้อยู่ตลอดเวลา เพื่อพัฒนาการรักษาภายในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

เครื่องดื่มนมสำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป ศาสตร์ที่เรียนรู้จากธรรมชาติเพื่อคนเป็นแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370941

เครื่องดื่มนมสำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป ศาสตร์ที่เรียนรู้จากธรรมชาติเพื่อคนเป็นแม่

เครื่องดื่มนมสำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป ศาสตร์ที่เรียนรู้จากธรรมชาติเพื่อคนเป็นแม่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มร.วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า พร้อมด้วยทีมบริหารและเซเลบฯ

เนสท์เล่ ผู้นำด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีระดับโลก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ NANKID Suprema 3 เครื่องดื่มนมสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งสะท้อนการผสมผสานขององค์ความรู้ที่ได้จากธรรมชาติและความเข้าใจในนิยามการเป็นแม่ เพื่อมอบโภชนาการ สำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป พร้อมดึง 3 เซเลบริตี้ตัวแทนคุณแม่ 3 สไตล์หญิงแอร์ ม.ร.ว. จันทรลัดดา (ยุคล) อุบลเดชประชารักษ์, โอ๋-อภิชญา ไกรฤกษ์ และ แชนนอน-ชาริณี กัลยาณมิตร ร่วมแชร์นิยามความเป็นแม่ในแบบของตน และแนวทางการสร้างพื้นฐานทางโภชนาการที่แข็งแรงให้กับลูกในระยะยาว ร่วมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็กมาให้ข้อมูลเรื่องโภชนาการและการเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

มร.วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “ในฐานะที่ เนสท์เล่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระดับโลกและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมายาวนานกว่า 150 ปี ยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งที่จะเรียนรู้จากธรรมชาติ พร้อมเข้าใจความเป็นแม่ ที่ทุ่มเทเพื่อลูกอย่างไม่มีสิ้นสุด ในแต่ละปี เนสท์เล่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาด้วยงบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาทต่อปี*ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสุขภาพสู่อนาคต โดย NANKID Suprema 3เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนมที่มีแหล่งโปรตีนทั้งหมดมาจากเวย์โปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วนด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสท์เล่ พร้อมทั้งเติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ Bifidus BL, DHA, ARA และสารอาหารอีก 11 ชนิด ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก”


ม.ร.ว.จันทรลัดดา (ยุคล) อุบลเดชประชารักษ์

ด้านเซเลบริตี้คุณแม่ลูกสามและที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ของศูนย์การค้า สยามพารากอน หญิงแอร์ ม.ร.ว.จันทรลัดดา(ยุคล) อุบลเดชประชารักษ์ เผยเคล็ดลับการดูแลลูกในแบบฉบับของตนเองว่า “เพราะเชื่อว่าธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุดเราจึงให้ความสำคัญกับธรรมชาติของลูกทุกคน ให้เขาได้เติบโตอย่างมีสุขภาพที่ดีและมีความสุขตามธรรมชาติที่เขาเป็น เช่น คนโตชอบเลข อีกคนชอบศิลปะ เราก็จะสนับสนุนให้ลูกได้ทำในสิ่งที่เขาชอบ ดังนั้นทุกสิ่งที่เราเลือกให้กับลูก จึงต้องเป็นสิ่งที่เหมาะกับเขา ยิ่งได้รู้ถึงคุณสมบัติที่ดีของเวย์โปรตีน ก็ยิ่งมั่นใจว่า NANKID Suprema 3เหมาะกับลูกๆ ของเราในวัยนี้”

ส่วนคุณแม่สุดเป๊ะอย่าง โอ๋-อภิชญาไกรฤกษ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ LS Horizon Limited เผยว่า “เราไม่สามารถควบคุมอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราสามารถทำได้คือวางแผนให้ดีที่สุดตั้งแต่วันนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราบังคับให้ลูกต้องเป็นในแบบที่เราคิด แต่หมายถึงการวางแผนตัวเราเองให้พร้อมที่สุดสำหรับลูกเสมอ เช่น ในแต่ละวัน โอ๋จะตื่นเช้าเพื่อเจอลูกก่อนไปทำงาน พอถึง 6 โมงเย็นก็จะวางงานและกลับบ้านทันทีเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากที่สุด และด้วยความที่โอ๋เป็นคนเป๊ะในทุกเรื่อง พอได้ทราบว่าใน NANKID Suprema 3 มีการใช้เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะเพื่อย่อยเวย์โปรตีนเล็กลงได้อย่างเป๊ะโอ๋เลยไว้ใจ เช่นเดียวกับคุณแม่ทั่วโลก”

สำหรับ แชนนอน-ชาริณี กัลยาณมิตร คุณแม่นักธุรกิจดาวรุ่ง ผู้ก่อตั้งORAMI และ Venture Partner กองทุน Gobi Partners อธิบายสไตล์การเลี้ยงลูกในแบบของเธอว่า “โดยส่วนตัวเชื่อว่าในแต่ละวันที่เด็กๆ ได้เรียนรู้และเติบโต ความสนใจของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เราจึงต้องคอยสังเกตและไม่หยุดที่จะปรับเปลี่ยนแผนไปกับเขาในทุกสเต็ป เพราะการเป็นแม่สำหรับเรา คือการทุ่มเทอย่างไม่มีวันสิ้นสุด”

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ชัยวัฒน์ ชัชเวช ไวยาวัจกร วัดฉลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370888

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ชัยวัฒน์ ชัชเวช ไวยาวัจกร วัดฉลอง

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ชัยวัฒน์ ชัชเวช ไวยาวัจกร วัดฉลอง

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 14.55 น.

สมาคมสะมาริตันส์ ประเทศไทย เดินหน้าใช้โซเชียลแก้ปัญหาฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370680

สมาคมสะมาริตันส์ ประเทศไทย เดินหน้าใช้โซเชียลแก้ปัญหาฆ่าตัวตาย

สมาคมสะมาริตันส์ ประเทศไทย เดินหน้าใช้โซเชียลแก้ปัญหาฆ่าตัวตาย

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในประเทศไทย มีคนฆ่าตัวตายเฉลี่ยปีละ 4,000 คน โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือกลุ่มวัยรุ่นไทยจำนวนหนึ่งล้านคนที่เป็นโรคซึมเศร้า แต่ความนิยมของโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น กลับสร้างโอกาสใหม่ ที่คาดไม่ถึงในการช่วยเหลือบุคคลที่มีความเสี่ยง ความช่วยเหลือในรูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมนี้ ทำให้คนไทยในหลากหลายกลุ่มอายุ มีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถหาความช่วยเหลือได้ทันที และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตและการป้องกันการฆ่าตัวตายไปด้วยในขณะเดียวกัน

ตระการ เชนศรี นายกสมาคมสะมาริตันส์ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์อาสาสมัครเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย และเป็นหน่วยงานที่ไม่อิงกับศาสนา โดยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เผยว่า ที่ผ่านมา การทำงานของสมาคมสะมาริตันส์จะเน้นด้านการเป็นศูนย์ช่วยเหลือผ่านการให้คำแนะนำทางโทรศัพท์ แต่เมื่อปีพ.ศ.2559 ที่เราสังเกตว่ากลุ่มวัยรุ่นไทยเลือกที่จะส่งข้อความหรือใช้แอพพลิเคชั่นในการส่งข้อความ แทนการโทรศัพท์หรือขอความช่วยเหลือที่คลินิก ปีเดียวกันนั้นเองเราจึงเริ่มลองศึกษาการใช้ช่องทางดิจิทัลในการสื่อสาร เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคนทุกคนในประเทศสามารถติดต่อเราได้โดยง่าย เราได้รับข้อความเฉลี่ย 300 ข้อความต่อเดือน โดย Facebook Messenger เป็นช่องทางหนึ่งที่คนใช้ติดต่อสื่อสารกับสมาคมสะมาริตันส์มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เครื่องมือเช่น Messenger เป็นช่องทางที่ทำให้เราสามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที ด้วยวิธีที่สะดวกและไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในงานของเรา

สมาคมสะมาริตันส์ ประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีอาสาสมัคร 100 คน ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างมืออาชีพแก่ผู้คนราว 10,000 คน ในแต่ละปี ฮอตไลน์ศูนย์ช่วยเหลือในภาษาไทยให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด ในช่วงเวลา 12.00-22.00 น. ที่จะขยายเวลาให้บริการเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนฮอตไลน์ในภาษาอังกฤษ เปิดตัวไปเมื่อปีพ.ศ.2551 ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2555 สมาคม
สะมาริตันส์ ประเทศไทย เปิด Facebook Page เพื่อใช้ในการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการผ่าน Messenger การสร้างตัวตนในโซเชียลมีเดียทำให้สมาคมสามารถให้ความช่วยเหลือโดยตรงได้ในวงกว้างขึ้นในสังคมไทย ซึ่งยังเป็นสังคมที่มองปัญหาสุขภาพจิตในแง่ลบอยู่มาก คนที่ต้องการความช่วยเหลือจึงรู้สึกสบายใจกว่าที่จะพิมพ์ข้อความ เมื่อเทียบกับการโทร.เข้าศูนย์ช่วยเหลือ

จากข้อมูลของมูลนิธิเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายอเมริกัน (American Foundation for Suicide Prevention) เผยว่า คนที่อยากฆ่าตัวตายจะมีความคิดนี้อยู่เพียงหนึ่งชั่วโมง และจำนวนครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้มักตัดสินใจฆ่าตัวตายในช่วงสิบนาทีสุดท้าย ซึ่ง ตระการ ได้กล่าวเสริมว่า “ในโลกยุคดิจิทัล ความรวดเร็วสำคัญที่สุด ทั้งนี้ แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Messenger ช่วยให้เราเข้าถึงคนเหล่านี้ได้มากเท่าที่จะทำได้ และคนไทยส่วนมากไม่ค่อยกล้าพูดถึงปัญหาสุขภาพจิตเพราะมองว่าอาการซึมเศร้าหรือความคิดอยากฆ่าตัวตายเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ หรือเป็นอาการผิดปกติทางจิตที่ร้ายแรง ซึ่งความเชื่อนี้ไม่ใช่ความจริงเลย คนส่วนมากที่ฆ่าตัวตาย ทำไปเพราะความสิ้นหวัง ความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม และท้อแท้ เราสามารถช่วยชีวิตคนได้โดยการให้ช่องทางเพื่อระบายความเจ็บปวด และเป็นที่พึ่งทางใจ”

ทั้งนี้ สมาคมสะมาริตันส์ ประเทศไทย ได้พิสูจน์ว่าโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างการรับรู้แก่สาธารณะ การเริ่มต้นบทสนทนา และยังถือเป็นก้าวที่สำคัญในการลดแนวความคิดเชิงลบที่มีต่อปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทย

“เราได้เปิดตัวแคมเปญวีดีโอบน Facebook เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2559 หลังจากการฆ่าตัวตายของผู้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แคมเปญดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว และตั้งแต่นั้นมา หนึ่งในวีดีโอของแคมเปญมียอดการรับชมมากกว่า 1.8 ล้านครั้ง และยังคงถูกแชร์อยู่ในปัจจุบันเราแทบไม่อยากเชื่อว่าเราสามารถส่งข้อความของเราไปยังผู้คนจำนวนมากมายได้จากแพลตฟอร์มเดียว”

ในปีพ.ศ.2561 สมาคมสะมาริตันส์ได้กลายเป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของ Facebook ในประเทศไทย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วย Facebook พัฒนาเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่และความคิดเห็นจากชุมชน เครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอันต่อเนื่องของ Facebook ในการช่วยสร้างชุมชนที่ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกแพลตฟอร์ม อีกทั้งยังช่วยเชื่อมต่อผู้คนที่กำลังเป็นทุกข์กับผู้คนที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อีกด้วย

“การไม่ตัดสินผู้อื่น คือกฎที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่งของสมาคมสะมาริตันส์และอาสาสมัครของเราทุกคนได้ผ่านการฝึกอบรมที่เคร่งครัด เกี่ยวกับเทคนิคในการรับฟังอย่างตั้งใจและการให้กำลังใจ เราได้ทำงานร่วมกับ Facebook ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา และได้สังเกตเห็นว่าโดยทั่วไปแล้ว โซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนเปิดรับความคิดใหม่ๆ และแบ่งปันความรู้สึกของพวกเขามากขึ้น การร่วมมือครั้งนี้มีบทบาทที่สำคัญต่อพันธกิจของสมาคมสะมาริตันส์ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตโรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายล้วนเป็นประเด็นที่ผู้คนควรพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและโซเชียลมีเดียทำให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้ ถ้าหากคุณรู้สึกเศร้า อย่ามองข้ามความรู้สึกนั้นไป คุณสามารถติดต่อสมาคม สะมาริตันส์ทางโทรศัพท์หรือทาง Messengerพูดคุยกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวของคุณและจำเอาไว้เสมอว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่เพียงลำพัง”

หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักกำลังเป็นทุกข์จากความคิดในการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย กรุณาติดต่อสมาคมสะมาริตันส์ประเทศไทย ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-7136793(ภาษาไทย) หรือ 02-7136791 (ภาษาอังกฤษ) สำหรับแคมเปญใหม่บน Facebook ของสมาคมสะมาริตันส์ที่มีชื่อว่า Talk to TheDead ซึ่งเป็นการบรรยายความรู้สึกเกี่ยวกับผลกระทบที่การฆ่าตัวตายได้สร้างความเสียหายให้กับผู้คนที่เขาทิ้งเอาไว้ข้างหลัง หรือเยี่ยมชมได้ที่ลิงค์ https://www.facebook.com/pg/Samaritans.Thailand/videos/?ref=page_internal

ประชุมนานาชาติ ปลุกพลังของการให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370686

ประชุมนานาชาติ ปลุกพลังของการให้

ประชุมนานาชาติ ปลุกพลังของการให้

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

4 องค์กรการกุศล Asia Philanthropy Circle-APC, Thai Young Philanthropist Network-TYPN, มูลนิธิเพื่อคนไทย และมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ ได้ร่วมกันจัดประชุมนานาชาติ “The Givers Network 2018, Bangkok” ขึ้นเป็นครั้งแรก ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวการให้ของ 5 ตัวแทนผู้ให้ และการเสวนาร่วมกันของบุคคลและองค์กรจากหลากหลายภาคส่วนในสังคม เพื่อระดมความคิดในการต่อยอดซึ่งกันและกันในการทำงานเพื่อสังคม ด้วยผลตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน พร้อมเชิญชวนบุคคลทั่วไปและองค์กรร่วมเป็นสมาชิก เพื่อร่วมแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ และต่อยอดการให้ด้วยกัน

ดร.วิทย์ สุนทรนันท์ ตัวแทน The Givers Network และประธานมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ กล่าวถึงความตั้งใจของการจัดการประชุม The GiversNetwork 2018, Bangkok ในครั้งนี้ว่าเพื่อปลุกพลังของการให้แก่ผู้คนทั่วไปในสังคม ผ่าน 5 เรื่องราวชีวิตและมุมมองการให้ในมิติที่แตกต่างกันไป โดยหวังให้เกิดแรงส่งให้ผู้คนร่วมให้ด้วยกันที่มีพลังและเกิดผลมากยิ่งขึ้นต่อไป เราจึงยังมีงานในส่วนของแพล็ตฟอร์มที่ต้องดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เครือข่ายผู้มีจิตใจของการให้ The GiversNetwork ได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้ทั้งในระดับองค์กรและบุคคลร่วมลงทะเบียนเป็นสมาชิกผ่านเว็บไซต์ www.giversnetwork.org

หนึ่งในผู้ให้ สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท็กซี่จิตอาสาที่ให้บริการรับส่ง (ฟรี) สำหรับคนพิการคนป่วย และไม่ใช่แค่ขับรถไป-ส่ง ยังช่วยอุ้มจากเตียงที่บ้านไปถึงโรงพยาบาล เขาทำแบบนี้มานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ทุกครั้งที่ต้องพูดถึงเบื้องหลังที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เขาต้องร้องไห้กับความเจ็บปวดและความสุขในอดีต เพราะเขาเองก็เคยผ่านช่วงเวลาลำบากและยากจนมาก่อน บ่อยครั้งไม่มีกิน แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนที่ไม่เคยรู้จักเลยทำให้ตระหนักรู้ว่าควรใช้ชีวิตให้มีคุณค่าต่อผู้อื่นและ น้ำใจที่ได้รับจากคนแปลกหน้านั่นเองที่เป็นแรงบันดาลให้ผมอยากทำความดี

“ภารกิจหลักของผม ตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 หรือไม่ก็ตี 4 เพราะมีผู้ป่วยจองคิวให้ไปรับประมาณ 4 คน บางทีมีขาจรเพิ่มอีกสามคน สิ่งที่ผมทำก็ซ้ำๆ ซากๆ ไปรับ-ไปส่งผู้ป่วยทำให้เพื่อนๆ ที่รู้จักกันมองว่าผมไม่เต็มหรือบ้าโดยเมื่อจะทำงาน ผมต้องใส่เข็มขัดพยุงหลัง ปลอกแขนผ้ากันเปื้อน บางคนต้องนอนบนพื้นกระดาน พื้นปูน และไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ เราก็เป็นสะพานบุญให้โพสต์เพื่อขอบคุณคนที่แบ่งปันให้คนอื่น เคยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ให้ที่นอนผมไปช่วยคนที่ขาดแคลนไม่อั้น หรือคนที่อยู่อเมริกาโอนเงินมาให้ซื้ออุปกรณ์ให้ผู้ป่วยสิ่งสำคัญการเป็นสะพานบุญต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต”

ที่ผ่านมาแม้เขาจะพบบททดสอบสารพัดถูกเอาเปรียบและถูกทำร้ายเกือบตลอดชีวิตในวัยหนุ่มแต่เขากลับคิดว่า “คนอื่นจะทำกับเรายังไง เราจำขึ้นใจว่าอย่าไปทำกับคนอื่นแบบเดียวกับที่เขาทำกับเรา”

เชาวลิต สาดสมัย หรือครูเชาว์ จิตอาสาผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ ในชุมชมแออัดบริเวณใต้สะพานพระราม 8 กับต้นทุนชีวิตที่มากกว่าติดลบ เขาเกิดมาพร้อมความพิการแบบออทิสติก เติบโตในสถานสงเคราะห์ แสดงให้สังคมไทยได้เห็นว่าแม้จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ เขามุ่งหน้าเรียนจบปริญญาตรีเพื่อมาทำงานช่วยเหลือสังคม ปัจจุบันครูเชาว์เป็นนักพัฒนาสังคมอัตราจ้าง สังกัดกรุงเทพมหานคร มีหน้าที่หลักในการดูแลเด็กๆ ในศูนย์ดูแลเด็กแล้ว ยังดูแลผู้ป่วยและคนแก่ที่ยากจนและถูกทิ้งให้อยู่โดยลำพัง ครอบคลุมถึง 6 ชุมชน สำหรับ “ความฝันอันสูงสุด” ของครูเชาว์คือต้องการให้เด็กด้อยโอกาสที่ผ่านเข้ามาเป็นลูกศิษย์ในชีวิตของเขาได้มีโอกาสเรียนจบระดับปริญญาและแผนงานอันใกล้ที่เขาต้องการคือตั้งศูนย์อนามัยดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนในชุมชน วันนี้เขายังคงมุ่งมั่นก้าวเดินต่อไป

“ผมยินดีต้อนรับคนที่จะเข้ามาช่วยทำงานช่วยเหลือสังคมกับผม ไม่ต้องมีเงิน ไม่ต้องมีของขอแค่มีใจที่พร้อมจะให้ แค่คุณเดินเข้ามา ก็ได้บุญแล้วครับ”

สตาร์บัคส์ ช่วยเหลือชุมชน ชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370705

สตาร์บัคส์ ช่วยเหลือชุมชน ชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือ

สตาร์บัคส์ ช่วยเหลือชุมชน ชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพื่อสานต่อความช่วยเหลือชุมชนชาวไร่ กาแฟทางภาคเหนือของไทยอย่างยั่งยืน บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) มอบเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท ให้แก่ องค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน หรือ The Integrated Tribal Development Program (ITDP) เนื่องในโอกาส ที่บริษัทได้ส่งมอบประสบการณ์สตาร์บัคส์ในประเทศไทยครบ 20 ปีในปีนี้ โดยเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวมาจากรายได้ส่วนหนึ่งจากร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) สาขาหลังสวน และกิจกรรม Good Coffee Day ซึ่งสตาร์บัคส์จัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือชาวไร่กาแฟ พร้อมรับเครื่องดื่มฟรี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ตลอดระยะเวลา 17 ปี สตาร์บัคส์ ได้มุ่งมั่นทำงานร่วมกับ องค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน ในการรับซื้อกาแฟอาราบิก้าคุณภาพเยี่ยมจากชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย ภายใต้ชื่อ กาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ ตามแนวปฏิบัติในการรับซื้อกาแฟอย่างมีจริยธรรม ที่เรียกว่า Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E.) Practices  ที่ช่วยให้ชาวไร่กาแฟสามารถเพาะปลูกกาแฟได้ดียิ่งขึ้น ทั้งต่อตนเอง และต่อโลก สตาร์บัคส์ ได้เข้าไปรับซื้อเมล็ดกาแฟ ควบคู่ไปกับการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวไร่กาแฟให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินบริจาคล่าสุดนี้ ทางองค์กร ฯ จะนำไปสร้างโรงเพาะต้นอ่อนกาแฟ จัดซื้อต้นอ่อนกาแฟอาราบิก้า และสนับสนุนการเพาะปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย ต่อไป

LIFE & HEALTH : เภสัชกร รพ.ใส่ใจดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370681

LIFE&HEALTH : เภสัชกร รพ.ใส่ใจดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย

LIFE&HEALTH : เภสัชกร รพ.ใส่ใจดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คนส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยมักจะคุ้นเคยกับการไปใช้บริการที่โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และอาจจะเจอกับการรอคอยและใช้เวลานานที่โรงพยาบาล ทำให้ผู้รับบริการส่วนใหญ่เมื่อมาถึงห้องยา จะไม่ค่อยให้ความสำคัญและไม่สนใจเมื่อเภสัชกรโรงพยาบาลซักถามหรือให้ข้อมูลการใช้ยา เพราะคิดว่า ยาก็เหมือนเดิม วิธีใช้ก็เหมือนเดิม ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ใช่และมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาจากการใช้ยาตามมาได้จนถึงอันตรายแก่ชีวิต

เภสัชกรอำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ได้ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายมีความซับซ้อนมากขึ้น มียาใหม่เพิ่มขึ้นทุกปีเภสัชกรโรงพยาบาลจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้องและปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่มักมีหลายโรคร่วมและต้องพบแพทย์หลายท่าน ซึ่งจำเป็นต้องมี การประสานรายการยา รวบรวมข้อมูลรายการยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับจากคลินิกหรือโรงพยาบาลอื่น หรือยาที่ได้รับจากแพทย์ทุกแผนกที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจภายในโรงพยาบาลเดียวกัน รวมถึงยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรที่ผู้ป่วยซื้อใช้เอง เพื่อประเมินว่ามีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยาหรือไม่ ทั้งปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อน การเกิดยาตีกัน ทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรือเกิดอาการพิษจากยา ซึ่งถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือ แจ้งรายการยาทั้งหมดที่ใช้อยู่แก่เภสัชกรโรงพยาบาล จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะบางครั้ง ยาที่ใช้อยู่อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็เป็นได้”

เภสัชกรหญิง วนิชา ปิยะรัตนวัฒน์งานบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในโรงพยาบาลสมุทรสาคร เล่าถึงตัวอย่างผู้ป่วยที่เกิดปัญหาจากการใช้ยาอย่างรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการเนื้อตาย (gangrene) ซึ่งจากการสืบค้นประวัติเดิมพบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะและได้รับยาปฏิชีวนะชื่อ Clarithromycin รับประทาน แต่ต่อมาผู้ป่วยมีอาการไมเกรนจึงไปซื้อยารักษาอาการไมเกรนที่มีส่วนผสมของ Ergotamine มารับประทานเพิ่ม ทำให้เกิดปัญหา “ยาตีกัน” โดยยา Clarithromycin ทำให้ระดับ Ergotamine ในเลือดสูงขึ้นมาก ส่งผลให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวอย่างรุนแรง เกิดภาวะเนื้อตายบริเวณปลายมือปลายเท้าเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถึงกับต้องตัดแขนตัดขา

เภสัชกรโรงพยาบาลยังมีบทบาทในการประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ด้วย โดยอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เป็นเพียง อาการข้างเคียง เช่น ง่วงซึมคลื่นไส้ นอนไม่หลับ เป็นต้น เภสัชกรจะให้คำแนะนำในการป้องกันหรือแก้ไขอาการดังกล่าว แต่หากเป็นการแพ้ยา ซึ่งอาการจะรุนแรงกว่า เช่น เกิดผื่นแพ้ชนิดผิวไหม้ หลอดลมตีบ หายใจไม่ออก เป็นต้น เภสัชกรจะให้ความสำคัญในการประเมินเพื่อระบุว่าแพ้ยานั้นจริง และบอกความรุนแรงของการแพ้ รวมทั้งออกบัตรแพ้ยา ให้คำแนะนำ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การป้องกันการแพ้ยาซ้ำที่อาจมีความรุนแรงมากกว่าการแพ้ครั้งแรก โดยต้องคำนึงถึงยาบางชนิดที่มีสูตรโครงสร้างยาคล้ายกันด้วย แม้จะเป็นยารักษาโรคที่แตกต่างกัน เช่น หากมีประวัติแพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มซัลฟา อาจต้องระวังการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางชนิด หรือยาบรรเทาอาการปวดที่มีซัลฟาเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

เภสัชกร ทศพล เลิศวัฒนชัย งานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เล่าถึงประสบการณ์การช่วยป้องกันผู้ป่วยแพ้ยาซ้ำให้ฟังว่า ในคืนที่อยู่เวรดึก มีผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉิน ด้วยอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ตอนจ่ายยาสอบถามญาติผู้ป่วยที่มารับยาแทนถึงประวัติการแพ้ยา แต่ญาติไม่ทราบ จึงออกมาสอบถามผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยบอกว่าเคยแพ้ยาแก้อักเสบแต่จำชื่อไม่ได้ เป็นยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลนี้เมื่อ 2-3 เดือนก่อนกินแล้วมีอาการผื่นคัน ตอนอยู่ในห้องฉุกเฉินอ่อนเพลียมากจึงไม่ได้แจ้งแพทย์และพยาบาล ปรากฏว่าเมื่อเปิดดูข้อมูลยาที่ผู้ป่วยเคยได้รับ และนำตัวอย่างแผงยาที่สงสัยกลับไปให้ผู้ป่วยยืนยัน จึงทราบว่ายาที่ผู้ป่วยเคยแพ้ เป็นยากลุ่มเดียวกับที่แพทย์สั่งให้ครั้งนี้ จึงปรึกษาแพทย์และเปลี่ยนยากลุ่มอื่นให้แก่ผู้ป่วย พร้อมทั้งออกบัตรแพ้ยาให้แก่ผู้ป่วยพกติดตัวไป

ดังนั้น เมื่อไปรับบริการครั้งต่อไปที่โรงพยาบาล เวลารับยาก่อนกลับบ้าน อย่ารำคาญที่ต้องฟังคำแนะนำเรื่องการใช้ยาจากเภสัชกรเพียงเพราะจะรีบกลับบ้าน และหากมีข้อสงสัยเรื่องยาไม่ว่าเรื่องการใช้หรือการเก็บยา อย่าลืม สอบถามเภสัชกร เพราะยาทั้งหลายให้ทั้งประโยชน์และอาจก่อให้เกิดโทษได้หากใช้ไม่ถูกต้องเหมาะสม สิ่งที่สำคัญในการเริ่มใช้ยาคือ การอ่านฉลากยาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด ถูกทางหรือถูกวิธี และถูกเวลา

ถ้ามีปัญหาเรื่องการใช้ยาและสมุนไพร สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือ เภสัชกรร้านยาใกล้บ้านได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้เพราะเภสัชกรเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาและสมุนไพรได้ผ่านการเรียนและฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องและพอเพียงถึง 6 ปีในคณะเภสัชศาสตร์ จากสถาบันที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรอง รวมทั้งยังต้องมีคุณสมบัติและผ่านการสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรมอีกด้วย

นอกจากนี้ ทางสภาเภสัชกรรมยังมีการกำหนดให้เภสัชกรเหล่านี้ ต้องพัฒนาและติดตามความรู้ด้านยา สมุนไพรและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุก ๆ 5 ปีอีกด้วย ทั้งนี้สภาเภสัชกรรมยังได้กำหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยจะมีบทลงโทษนอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายอีกด้วย ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรมนี้ทำให้เภสัชกรต้องรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพมากยิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

เปิดข้อคิดธรรมะ จาก 9 พระอาจารย์ ‘ครบรอบ 22 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370690

เปิดข้อคิดธรรมะ จาก 9 พระอาจารย์ ‘ครบรอบ 22 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ’

เปิดข้อคิดธรรมะ จาก 9 พระอาจารย์ ‘ครบรอบ 22 ปี เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ’

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

22 ปีเต็ม สำหรับโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ที่ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย ได้จัดขึ้นเพื่อนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเผยแพร่สู่พุทธศาสนิกชน เป็นประจำทุกวันศุกร์เวลาเที่ยง ณ อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม ด้วยธรรมะบรรยายจากพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีชื่อเสียงระดับประเทศ และบุคคลน่ายกย่องที่ประสบความสำเร็จในชีวิตโดยใช้หลักธรรม

ล่าสุดโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ได้จัดกิจกรรมทำบุญใหญ่ในโอกาสครบรอบ 22 ปีนิมนต์พระเถระชื่อดัง 9 รูปจากทั่วประเทศมาร่วมเจริญพุทธมนต์และแสดงธรรม รวมทั้งจัดให้มีการทำบุญสลากภัต การแสดงกลองฉลองชัย จากคณะนักศึกษาสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยมีผู้บริหารซีพี ออลล์, พนักงาน และพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในพื้นที่สีลม ได้ร่วมทำบุญกว่า 800 คน ตามปณิธานขององค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้กับทุกคน”

พระธรรมรัตนดิลก เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร 1 ใน 9 พระอาจารย์ที่ได้มาบรรยายธรรม พระอาจารย์ได้หยิบยกเรื่องของน้ำพระพุทธมนต์มาเตือนสติ เพราะน้ำมนต์เมื่ออยู่ในภาชนะก็มีความใส สงบนิ่ง เหมือนคนที่มีสติรู้อยู่กับตัวและมีความลุ่มลึกในการดำเนินชีวิตว่า

“น้ำพระพุทธมนต์นั้นได้มีการสวดมนต์ และมีพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีหลักธรรมของพุทธานุสติ คือการกำหนดสติและรู้จักบริหารเวลาให้มีค่าและมีประโยชน์เพื่อส่วนรวม และการกำหนดจิตให้นิ่งได้คือการบริหารจิตได้อย่างมีคุณค่า”

ส่วนพระครูไพศาลพัฒนโกวิท (ครูบาเทือง) เจ้าอาวาสวัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน จังหวัดเชียงใหม่ท่านได้เปรียบเทียบบุญคล้ายความสะอาดและสกปรกของเล็บไว้อย่างง่ายๆ แล้วแต่ว่าใครจะเลือกหนทางใดเพราะท้ายสุดแล้วความสุขที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะส่งผลถึงอนาคต

“สุโขปุญญัสสะอุจจะโย การสั่งสมซึ่งบุญย่อมนำมาซึ่งความสุข ซึ่งเกิดจากการทำบุญ บุญนั้นมาจากคนที่อาจรู้จักรักษาความสะอาดเล็บมือเล็บเท้าบ้านเรือนเครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ นั่นคือผู้มีบุญ ส่วนความสกปรกทุกอย่างเป็นบาป ทั้งเล็บมือเล็บเท้าที่อยู่อาศัยที่เป็นธรรมใกล้ๆ ง่ายๆ ของการแยกระหว่างบุญและบาป การทำบุญจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก บุญจะช่วยล้างกิเลสสิ่งที่น่าสกปรกที่สุดคือสารพัด “ขี้” โดยเฉพาะขี้โกรธ ขี้โลภ ขี้หลง ขี้เหล่านี้ไม่มีประโยชน์ เหม็นไปไกลข้ามประเทศ ข้ามทวีป ขนาดขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้หมูยังรู้จะมีประโยชน์ กับกว่าเหม็นก็หายและเป็นปุ๋ย เป็นประโยชน์ให้พื้นที่ คนเราจึงควรหมั่นสร้างโอกาส สร้างบุญ เชื่อในการทำบุญ เชื่อในการทำความดี  บุญคือดอกไม้งาม ดอกไม้มีกลิ่นหอม คนมีบุญเยอะก็มีแต่ความหอม ขจรไปไกล บุญก็ควรทำให้ถูกที่ถูกทิศก็จะถึงที่หมายปลายทาง สร้างความสุขสร้างประโยชน์ เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และส่งผลถึงอนาคต”

เช่นเดียวกับ พระวิเชียรโมลี เจ้าอาวาสวัดหนัง กรุงเทพหานคร ได้กล่าวธรรมอรรถาธิบายความหมาย เรื่องบุญกุศลและบาป รวมถึงสัจธรรมของชีวิตไว้ว่า “คนเราเกิดแล้ว มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งธรรมดาจึงควรกระทำแต่ความดีหมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลเพราะเมื่อตายไปก็ไม่สามารถนำทรัพย์สินเงินทองติดตัวไปได้ เมื่อตายไปกรรมสิทธิ์ทั้งหมดก็สิ้นไปเช่นกัน สิ่งที่คว้าติดตัวไปได้ก็มีเพียงแค่จิต จิตที่จะนำไปมีเพียงจิตที่คิดเป็นบุญ  เมื่อเป็นมนุษย์ก็ควรที่จะรู้จักไม่เป็นทาสกับตัณหามีความปรารถนาดี แต่ก็ต้องรู้จักที่จะแสวงหาสิ่งนั้นมาได้บนความถูกต้อง”

ด้าน ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ กล่าวว่า “โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 2540 โดยได้นิมนต์พระอาจารย์มาบรรยายธรรมให้
พนักงานบริษัทร่วมฟัง และขยายผลสู่ประชาชน กว่า 22 ปี ที่ผ่านมา โดยได้จัดงาน “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ”ต่อเนื่อง มากว่า 1,200 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะมีผู้ร่วมฟังบรรยาย 300-500 คน จึงเสมือนเป็นจุดศูนย์รวมให้ชุมชนได้ร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาสร้างความสงบสุข เสริมสติ ก่อปัญญา เพื่อให้น้อมนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ผู้สนใจสามารถเข้ารับฟังธรรม โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ได้ที่ชั้น 11 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00-13.00 น.โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.02-0711869  หรือ  www.cpall.co.th