จีนแนะนำลูกเรือสวมผ้าอ้อมป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนแนะนำลูกเรือสวมผ้าอ้อมป้องกันโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 14:00 น.จีนแนะนำลูกเรือสวมผ้าอ้อมป้องกันโควิด-19จีนแนะแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 บนสายการบินรวมถึงการสวมผ้าอ้อมในเที่ยวบินที่มีความเสี่ยงสูง

เดอะวอชิงตันโพสต์ รายงานสำนักงานบริหารการบินพลเรือนของจีน (CAAC) ได้ออกเอกสารให้คำแนะนำแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาบนเครื่องบิน โดยส่วนหนึ่งของคำแนะนำด้านอุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคลระบุว่า

“อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลสำหรับลูกเรือในห้องโดยสาร: หน้ากากอนามัย, ถุงมือแบบใช้แล้วทิ้งสองชั้น, แว่นตานิรภัย, หมวกคลุมผมแบบใช้แล้วทิ้ง, ชุดคลุมแบบใช้แล้วทิ้งทิ้ง, ผ้าคลุมรองเท้าแบบใช้แล้วทิ้ง และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินควรสวมผ้าอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ”

โดยแนะนำให้ลูกเรือสวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปในเที่ยวบินที่ให้บริการทั้งไปและกลับจากประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศเกิน 500 รายต่อประชากร 1 ล้านคน รวมถึงในเที่ยวบินที่มีความเสี่ยงต่ำควรทำความสะอาดห้องน้ำของลูกเรือก่อนและหลังใช้งานทุกครั้ง

ทั้งนี้ มาตรการที่ออกมาใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสำหรับเที่ยวบินในแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป โดยบางสายการบินกำหนดให้มีการเว้นที่นั่งระหว่างผู้โดยสาร หรือบังคับให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน

นิตยสารไทม์ยกไบเดน-แฮร์ริสเป็นบุคคลแห่งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นิตยสารไทม์ยกไบเดน-แฮร์ริสเป็นบุคคลแห่งปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 12:40 น.นิตยสารไทม์ยกไบเดน-แฮร์ริสเป็นบุคคลแห่งปีนิตยสารไทม์ยก โจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส ว่าที่ประธานาธิบดีและรองเป็นบุคคลแห่งปี 2020

นิตยสารไทม์ (Time) ประกาศให้ โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ และคามาลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐเป็นบุคคลแห่งปีของปี 2020

เอ็ดเวิร์ด เฟลเซ็นธาล บรรณาธิการนิตยสารไทม์ระบุว่า “สำหรับการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวของชาวอเมริกัน สำหรับการแสดงให้เห็นว่าพลังแห่งความเห็นอกเห็นใจยิ่งใหญ่กว่าความโกรธเกรี้ยวของการแบ่งแยก สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ของการเยียวยาในโลกที่แสนเศร้า โจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส คือบุคคลแห่งปี 2020 ของไทม์”

ทั้งสองคนเอาชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยแฮร์ริสนั้นเป็นทั้งผู้หญิงคนแรกและผู้หญิงผิวสีคนแรกและผู้หญิงเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐ

ขณะที่ซูเปอร์สตาร์เอ็นบีเอ เลบรอน เจมส์ ได้รับเลือกเป็นนักกีฬาแห่งปี และบอยแบนด์สัญชาติเกาหลี บีทีเอส เป็นคนบันเทิงแห่งปี

ผู้ที่เข้ารอบในปีนี้เป็นภาพสะท้อนเหตุการณ์สำคัญๆ ของปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์, เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานแนวหน้า,นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี หัวหน้าคณะทำงานการรับมือ Covid-19, และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ซึ่งล้วนเป็นตัวละครหลักในปีอันแสนวุ่นวาย ซึ่งรวมถึงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ความไม่สงบในบ้านเมืองสหรัฐกรณีเชื้อชาติ และการเลือกตั้งที่ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่

กษัตริย์โมร็อกโกสั่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กษัตริย์โมร็อกโกสั่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศฟรี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 11:20 น.กษัตริย์โมร็อกโกสั่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศฟรีสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการจัดฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

The North Africa Post รายงาน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม สำนักพระราชวังโมร็อกโกแถลงว่า สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้รัฐบาลโมร็อกโกดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาให้ประชาชนทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชดำริในโครงการจัดฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ให้แก่ประชาชนชาวโมร็อกโกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าชาวโมร็อกโกทุกคนจะได้รับวัคซีนดังกล่าวเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พระองค์ทรงเป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมการสำหรับโครงการจัดฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยในระยะแรกจะจัดฉีดวัคซีนสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ครู ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง

ทั้งนี้ วันที่ 10 ธันวาคม กระทรวงสาธารณสุขโมร็อกโกเผยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,345 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันทั่วประเทศอยู่ที่ 391,529 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 6,427 ราย

เตรียมใจไว้เลย โลกเรายังร้อนได้มากกว่านี้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เตรียมใจไว้เลย โลกเรายังร้อนได้มากกว่านี้อีก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.เตรียมใจไว้เลย โลกเรายังร้อนได้มากกว่านี้อีกปี 2020 เป็น 1 ใน 3 ปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 170 ปี แต่นี่ยังไม่ถือว่าร้อนที่สุด เพราะจากนี้ไปโลกจะร้อนขึ้นอีกอย่างน้อยปีละ 1 องศาเซลเซียส

เร็วๆ นี้มีรายงานเกี่ยวกับความร้อนของโลกออกมาเป็นระยะ ล่าสุดโครงการสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติเผยว่า ช่วงสิ้นสุดของศตวรรษนี้ หรือในปี 2100 อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส แม้ว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงที่ Covid-19 ระบาดจะลดลงก็ตาม

และยังเตือนอีกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงช่วงล็อกดาวน์จะช่วยโลกร้อนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเราไม่พร้อมใจกันลดใช้พลังงานจากฟอสซิลเป็นวงกว้างและรวดเร็วที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญยังห่วงอีกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะหวนกลับมาอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปี 2021

หรือจะเป็นรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่เตือนว่าโลกกำลังอยู่ในช่วง “หายนะของสภาพภูมิอากาศ” และปีนี้เป็น 1 ใน 3 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาตั้งแต่ปี 1850 หรือเมื่อ 170 ปีที่แล้ว

รายงานเดียวกันนี้ยังบอกอีกว่า อุณหภูมิทั่วโลกในแต่ละปีจะร้อนขึ้นอีกอย่างน้อย 1 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม (ช่วงปี 1850-1900) ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ในเวลาใกล้เคียงกันกรมอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษเผยข้อมูลว่า หากยังไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พื้นที่ส่วนใหญ่ของอังกฤษจะไม่มีหิมะภายในปี 2100 หรืออีกเพียง 80 ปีข้างหน้าเท่านั้น และทางตอนใต้ของประเทศจะไม่เจอกับอุณหภูมิ 0องศาเซลเซียสหรือติดลบภายในปี 2040

จากคำเตือนข้างต้นจะเห็นว่าตัวแปรสำคัญของภาวะโลกร้อนก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด (75%) และยังเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการสะสมพลังงานความร้อนในชั้นบรรยากาศมากที่สุดอีกด้วย

นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือช่วง 170 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการขับรถยนต์ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า การทำไร่ หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สูงกว่าในยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์ หรือเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว

ในปี 1850 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 280 ส่วนในล้านส่วน แต่ข้อมูลล่าสุดจากองค์การนาซา (ต.ค.2020) พบว่าเพิ่มขึ้นมาที่ 415 ส่วนในล้านส่วน

ถ้าถามว่า 415 ส่วนในล้านส่วนร้ายแรงแค่ไหน ตอบได้เลยว่า ขณะนี้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแล้วอย่างน้อย 1 องศาเซลเซียส เพียง 1 องศาเซลเซียสเรายังรู้สึกว่าร้อนจนแทบทนไม่ไหว แต่นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นหากความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิจะสูงขึ้นถึง 2-3 องศาเซลเซียส

และตอนนี้แม้จะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็พอมองเห็นสัญญาณเตือนที่โลกส่งมาให้มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ไฟป่าเกิดถี่ขึ้น พายุเฮอร์ริเคนและไต้ฝุ่นรุนแรงขึ้น รวมทั้งคลื่นความร้อนที่เล่นงานหลายประเทศ

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันบวกกับกิจกรรมที่ทำลายระบบนิเวศของมนุษย์กำลังผลักให้โลกเข้าสู่ภาวะสภาพภูมิอากาศอบอุ่น (Warmhouse) และ สภาวะโลกร้อนในระดับวิกฤต (Hothouse) ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 34 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งในยุคนั้นร้อนจนไม่มีน้ำแข็งขั้วโลก และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงกว่าในปัจจุบันราว 9-14 องศาเซลเซียส

หรือที่ใกล้กว่านั้นคือ ภายในปี 2100 หรืออีก 80 ปีข้างหน้า ถ้ามนุษย์ยังไม่หยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นอีก 4.7 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหันนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลกันว่าทั้งโลกและมนุษย์จะปรับตัวไม่ทัน เพราะเมื่อ 250 ล้านปีที่แล้วที่เกิดเหตุการณ์ที่นำมาสู่สูญพันธุ์ครั้งใหญ่นั้น ต้องใช้เวลานับพันนับหมื่นปีกว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นถึงจุดพีค บางรายงานบอกว่าใช้เวลาถึง 150,000 ปี

หรือเมื่อ 56 ล้านปีก่อนที่โลกประสบกับภาวะโลกร้อนครั้งใหญ่ ก็ยังต้องใช้เวลาราว 10,000-20,000 ปีอุณหภูมิจึงจะเพิ่มสูงสุด

ทว่าภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ใช้เวลาเกิดขึ้นเพียง 200 ปีเท่านั้น

เมื่อหายนะมาถึงมนุษย์จะได้รับผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือของตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานของสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (IEP) พบว่าประชากรโลกมากถึง 1,200 ล้านคนใน 31 ประเทศจะต้องย้ายที่อยู่ภายใน 30 ปีข้างหน้าอันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและภาวะโลกร้อน

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งจาก Climate Impact Lab พบว่าหากยังไม่หยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จำนวนผู้เสียชีวิตจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงจะแซงหน้าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคติดต่อทั้งหมดรวมกัน

ขณะที่แม้ว่าหลายประเทศจะตื่นตัวแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน พยายามวางนโยบายปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหภาพยุโรป อังกฤษ แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาแบบประเทศใครประเทศมัน ทำให้ความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีอุปสรรคอยู่มากและอาจไม่บรรลุเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมตามข้อตกลงปารีส

อย่างไรก็ดี จะผลักภาระให้ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนเพียงลำพังไม่ได้ ประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งดำเนินการด้วย แต่หากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องแบกรับภาระหนัก

เหตุผลหนึ่งคือค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามข้อตกลงปารีส สถาบันเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนานานาชาติ (IIED) ระบุว่าบรรดาประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องใช้เงินถึง 93,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเพื่อให้ข้อตกลงบรรลุเป้าหมาย

อีกเหตุผลคือ ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ต้องพึ่งพารายได้จากกิจการที่ต้องตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือกิจการที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อาทิ ประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตัวการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับต้นๆ

แต่ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนคงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อรักษาโลกที่สวยงามไว้ส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต

‘ดอกกระดาษ’ บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ดอกกระดาษ’ บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า (komchadluek.net)

‘ดอกกระดาษ’ บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า

'ดอกกระดาษ' บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า

11 ธันวาคม 2563 – 09:01 น.

บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว นักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่ขึ้นไปชมความสวยงามของทุ่งดอกกระดาษ บนโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้ากันอย่างคึกคัก คาดในช่วงเทศกาลปีใหม่ดอกกระดาษจะบานเต็ม 100% เป็นทุ่งดอกกระดาษที่สวยงามที่สุดเพียงหนึ่งเดียวในปร

วันที่ 11 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว บนโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า ม.10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เป็นไปด้วยคึกคัก นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหล มาชมความสวยงามของทุ่งดอกกระดาษที่ขณะนี้เบ่งบาน หลากสีสันสวยงาม ในแปลงที่ 1 เต็มแปลงแล้ว ซึ่งคาดว่าจะบานและสวยงามที่สุด 100% ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้แน่นอน

นายศุภกุล จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า ได้กล่าวว่า ขณะที่ทุ่งดอกกระดาษแปลงที่ 1 บริเวณทางเข้าโครงการฯ ดอกกระดาษเริ่มบานสะพรั่งชูช่อสีสันสวยงาม ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมและถ่ายรูปแล้ว ส่วนบริเวณใต้หน้าผาต่างๆ ก็เริ่มบานแล้วเช่นกัน ซึ่งคาดว่าทุ่งดอกกระดาษทั้ง 2 จุด จะบานเต็มที่เป็นทุ่งดอกกระดาษที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้แน่นอน ส่วนสภาพอากาศบนโครงการฯ ในตอนนี้กลางวันจะอยู่ที่ประมาณ 17-18 องศาเซสเซียส แต่ยามกลางคืนและรุ่งเช้า อุณหภูมิจะลดลงเหลือเพียง 7-10 องศาเท่านั้น 

'ดอกกระดาษ' บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า

สำหรับโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้านั่นตั้งอยู่ภายในเขตอุทยาน ภูหินร่องกล้า ก่อนถึงโรงเรียนทหารการเมืองและบ้านร่องกล้า ที่ระดับความสูง 1200 เมตร จึงส่งผลให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นกว่าตอนทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว ภูมิทัศน์ของโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า อยู่ท่ามกลางภูเขาที่เขียวขจี ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อปลูกฟื้นฟูสภาพป่า เพาะชำ กล้าไม้  การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต  ปลูกปรับปรุงระบบนิเวศต้นน้ำ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่บริเวณ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าในด้านการท่องเที่ยวและสภาพแวดล้อม  

'ดอกกระดาษ' บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า
'ดอกกระดาษ' บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า
'ดอกกระดาษ' บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า
'ดอกกระดาษ' บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า

ไฮไลต์ของการมาเที่ยวคือ การได้ยืนชมวิวตามผาต่างๆ ทั้ง 5 ผา ได้แก่ ผาบอกรัก ผาสลัดรัด ผารักยืนยง ผาคู่รัก และผาไททานิค ซึ่งตั้งอยู่เรียงรายกัน รวมถึงชมทุ่งดอกกระดาษที่จะบานอยู่ริมผา อย่างงดงามในช่วงเดือนมกราคม  สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจมาเที่ยวชมวิว และทุ่งดอกกระดาษที่สวยงาม สามารถเดินทางมาได้ โดยโครงการพัฒนาป่าไม้ตามพระราชดำริภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่เลยตัวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มาเพียง 3 กิโลเมตร ก่อนที่จะถึงหมู่บ้าน บ้านร่องกล้า(ทางขึ้นภูลมโล) ประมาณ 5 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น.

'ดอกกระดาษ' บานแล้วเต็มทุ่ง หนึ่งเดียวบนภูหินร่องกล้า

มื้อเช้ากิน “ข้าวกล้อง” โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มื้อเช้ากิน “ข้าวกล้อง” โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี (komchadluek.net)

มื้อเช้ากิน “ข้าวกล้อง” โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี

มื้อเช้ากิน "ข้าวกล้อง" โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี

11 ธันวาคม 2563 – 17:59 น.

มื้อเช้ากิน “ข้าวกล้อง” โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี จะทำให้รู้สึกเบิกบาน ผ่อนคลาย ลดภาวะความตึงเครียดของร่างกายและสมองของเด็กๆ ได้ทุกวัน

เด็กเล็กช่วงวัย 1-3 ปี มีความเครียดได้ทุกวันเหมือนผู้ใหญ่   โภชนาการที่ดีจะช่วยจัดการความเครียดได้  มีคำแนะนำจากกุมารแพทย์ ระบุว่า เพียงปรับเปลี่ยนอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรทในมื้อเช้าของลูกโดยเลือกกินข้าวไม่ขัดสีแทนข้าวขาว หรือขนมปังโฮลวีทแทนขนมปังขาวพร้อมกับเนื้อสัตว์ จะทำให้ร่างกายผลิตสารสื่อประสาทในสมองที่เป็นสารสร้างความสุข ชื่อว่า “เซโรโทนิน”  ทำให้รู้สึกเบิกบาน ผ่อนคลาย ลดภาวะความตึงเครียดของร่างกายและสมองของเด็กๆ ได้ทุกวัน แถมในข้าวไม่ขัดสียังมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาสมองในวัยเด็กเล็กได้ดีอีกด้วย 

มื้อเช้ากิน "ข้าวกล้อง" โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี

แพทย์หญิงเสาวภา  พรจินดารักษ์   กุมารแพทย์ พัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์  ให้ข้อมูลว่า เด็กเล็กมีความเครียดไม่ต่างจากผู้ใหญ่ อยู่ที่ว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นหรือไม่  พฤติกรรมที่เด็กเล็กแสดงออกเวลาเครียด คือกริยาอาการรูปแบบต่างๆ อาจจะหงุดหงิดง่าย งอแงเอาแต่ใจ โดยเฉพาะเมื่อถูกขัดใจจะเห็นได้ชัดเจน เมื่อพ่อแม่เห็นลูกฮึดฮัด ร้องงอแง ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ จึงไม่คิดว่าเด็กๆ ก็เครียดเป็น  ยิ่งถ้าบ้านไหนชอบแหย่เด็กให้โวยวาย ให้นึกเลยว่า เรากำลังทำให้ลูกเผชิญกับความเครียดโดยไม่จำเป็น ผู้ใหญ่จึงไม่ควรแหย่เด็กเด็ดขาด เพราะความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนภาวะโภชนาการของเด็กได้            

“ตามธรรมชาติร่างกาย เมื่อเกิดภาวะตึงเครียด จะหลั่งสารอะดรีนาลีนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะสู้หรือหนี  โดยระบบการหมุนเวียนเลือดและหัวใจจะทำงานหนักขึ้นและเร็วขึ้น หายใจถี่ขึ้น กล้ามเนื้อแขนขาเกร็ง มีการยับยั้งการดูดซึมอาหารของลำไส้  ซึ่งการยับยั้งการดูดซึมอาหารของลำไส้นี่แหละ ที่ทำให้ร่างกายของเด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอได้ถ้ามีความเครียดต่อเนื่องยาวนาน เมื่อร่างกายดูดซึมสารอาหารไม่พอ ก็ต้องดึงเอาสารอาหารที่เก็บสะสมไว้ในร่างกายออกมาใช้แทน ดังนั้น ถ้าเด็กที่มีโภชนาการน้อยหรือไม่เหมาะสมอยู่เป็นทุนเดิม ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคขาดสารอาหารได้ การเลี้ยงลูกให้มีโภชนาการที่สมบูรณ์ร่วมกับการเลี้ยงลูกเชิงบวก จึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับลูก เพราะร่างกายเด็กจะสามารถรับมือกับความเครียดในปริมาณเหมาะสม โดยไม่ต้องดึงสารอาหารที่ควรใช้ในการเจริญเติบโตมาใช้งานแทน” แพทย์หญิงเสาวภา กล่าว และให้ข้อมูลน่าสนใจเติมเพิ่มว่า ทุกครั้งที่เกิดความเครียด ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนความเครียดอีกตัวชื่อว่าคอร์ติซอล ฮอร์โมนตัวนี้ถ้าเกิดขึ้นเรื้อรังและยาวนานก็จะส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลายได้           

มื้อเช้ากิน "ข้าวกล้อง" โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี

อย่างไรก็ตาม ในสมองมีสารสื่อประสาทหลายชนิดที่ช่วยระงับความเครียด เราเรียกว่าสารสื่อประสาทที่สร้างความสุข  เช่น  “เซโรโทนิน” ซึ่งทำให้เราเบิกบานใจ ผ่อนคลาย อารมณ์ดี โดยอาหารกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไก่ นม ไข่ กลุ่มถั่วและธัญพืชต่างๆ จะมีกรดอะมิโนทริพโตเฟนสูง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตเซโรโทนิน โดยสมองจะมีระดับซีโรโทนินสูงก็เมื่อร่างกายได้รับอาหารกลุ่มดังกล่าวร่วมกับกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในเวลาเดียวกัน เช่น  กินข้าวกับไก่ทอด   หรือกินขนมปังคู่กับทูน่า  คุณหมอแนะนำให้เลือกข้าวไม่ขัดสี และขนมปังโฮลวีทดีกว่าข้าวขัดสีและขนมปังขาว  เมื่อเซโรโทนินเพียงพอ ลูกจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ มีความสุข  แต่ถ้าเซโรโทนินไม่เพียงพอ ลูกจะดูซึมๆ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาหรืออาจตรงกันข้ามคือ หงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี ดังนั้น  มื้อสำคัญของลูกคืออาหารเช้า เพื่อให้ร่างกายมีความสุขได้ตลอดวัน  คุณแม่ควรจัดคาร์โบไฮเดรทที่ไม่ขัดสีบวกกับกลุ่มโปรตีนในสัดส่วนที่เหมาะสมจึงจะทำให้เกิดสมดุลฮอร์โมนในสมองได้           

สำคัญคือมื้อเช้าสำหรับเด็กเล็ก  กินข้าวไม่ขัดสีพร้อมโปรตีนและห้าหมู่ครบถ้วน          

โดยคุณหมอ แนะนำเพิ่มเติมอีกว่า  คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับอาหารในกลุ่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระด้วย เพราะความเครียดที่เกิดขึ้นจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง จะเจ็บป่วยง่ายขึ้น ถ้ากินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระทุกวันก็เท่ากับไปช่วยแก้กันได้ เช่น ผักและผลไม้หลากสี  ซึ่งเป็นอาหารในกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุ          

มื้อเช้ากิน "ข้าวกล้อง" โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี

แต่หลายครอบครัวมักเจอปัญหาลูกไม่ชอบกินผัก กินผลไม้น้อยหรือไม่กินเลย การเลือกนมเสริมสารอาหารสำหรับเด็กเล็กวัย 1-3 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่มอาหารสำหรับเด็กเล็ก (Young Child Formula : YCF) ก็เป็นตัวช่วยของคุณแม่ได้ทางหนึ่ง เพราะนมกลุ่มนี้ นอกเหนือจากในนมจะมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรทและไขมันตามธรรมชาติอยู่แล้ว ยังมีการเติมสารอาหารในกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุ  เช่น  ธาตุเหล็ก ไอโอดีน  โฟเลต วิตามินบี12 และแร่ธาตุต่างๆ ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตตามช่วงวัย โดยสารอาหารเหล่านี้ถูกเติมในปริมาณที่มีการวิจัยมาแล้วว่าเหมาะกับช่วงวัย 1-3 ปี          

มีคำแนะนำเรื่องการเลือกนมสำหรับเด็กเล็กวัย 1-3 ปี  จากคุณหมอเสาวภา  โดยคุณหมอฝากย้ำว่า  คุณแม่ต้องรู้ว่านมเป็นอาหารหลักของลูกในช่วงปีแรก  และช่วง 6-12 เดือน ลูกต้องกินอาหารเสริมตามวัย เพื่อให้คุ้นชินกับอาหารอื่นที่ไม่ใช่นมและเนื้อหยาบขึ้นทีละนิดๆ  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหลังอายุ 1 ปีที่บทบาทอาหารจะสลับกัน โดยอาหารหลักจะเป็นอาหาร 3 มื้อ ที่มีความหลากหลาย และเนื้อหยาบขึ้นด้วย ส่วนนมจะกลายมาเป็นอาหารเสริม 2-3 ครั้งต่อวันแทน  “เราต้องยึดเรื่อง 3 มื้อหลักให้ได้ครบ 5 หมู่ ส่วนการกินนม  ถ้ากินนมแม่อยู่ก็ให้กินต่อไปยาวๆไปเลยเพราะข้าวเป็นอาหารหลักอยู่แล้ว

มื้อเช้ากิน "ข้าวกล้อง" โภชนาการลดเครียดเด็กเล็กวัย 1-3 ปี

“การเลือกชนิดของนมให้ขึ้นอยู่กับสไตล์ของเด็ก  ถ้าวัย 1-2 ปี เด็กบางคนยังไม่ขอบดูดหลอด เราก็ใช้ดื่มแก้ว เป็นนมวัวก็ได้  นมเสริมสารอาหารก็ได้  แล้วนมสองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน ก็ต่างตรงที่นมวัวทั่วไปไม่ได้เสริมเพิ่มอะไรลงไป แต่เพียงพอต่อร่างกาย (เพราะอาหารหลักอยู่ที่ 3 มื้อห้าหมู่) ส่วนนมเสริมสารอาหารก็จะมีการเติมสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองของช่วงวัย เหมาะกับเด็กที่พ่อแม่ประเมินว่าลูกอาจขาดสารอาหารจากมื้อหลักในระหว่างที่กำลังปรับพฤติกรรมการกิน อาจด้วยเพราะทะเลาะกันเยอะ ลูกต่อต้านจนเม้มปากหนัก คายอาหารทุกคำที่ป้อน ร้องไห้อาละวาด สัมพันธภาพไม่ดีแล้ว ความเครียดของลูกและแม่จะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านไม่กินมากขึ้นอีก สารอาหารต่างๆก็คงไม่ถึงท้องแน่ ถ้าเป็นแบบนี้ แนะนำให้ดื่มนมเสริมสารอาหารในช่วงมื้อนม เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารจำเป็นที่หลากหลายบ้าง และช่วยลดความเครียดของแม่ลง แล้วคุณแม่ก็มาตั้งหลักใหม่ สร้างวินัยการกินด้วยวิธีเชิงบวกแทนนะคะ  โดยคุณแม่บางท่านใช้เวลาปรับวินัยการกินเป็นสัปดาห์ แต่บางท่านก็เป็นเดือน ตรงนี้ไม่ว่ากัน เพราะแต่ละท่านมีพื้นฐานและบริบทไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าใช้เวลาปรับลูกนานให้ประเมินด้วยว่า ลูกจะขาดอาหารที่จำเป็นหรือเปล่า การให้เป็นนมเสริมสารอาหารก็จะมีประโยชน์ต่อลูกในช่วงนี้ได้”  คุณหมอ กล่าวทิ้งทาย

คู่เอกสามอ่าว ‘วิชิต’ สูสี ตระกูล ‘ลิ้ม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คู่เอกสามอ่าว’วิชิต’ สูสี ตระกูล ‘ลิ้ม’ (komchadluek.net)

คู่เอกสามอ่าว’วิชิต’ สูสี ตระกูล ‘ลิ้ม’

 คู่เอกสามอ่าว'วิชิต' สูสี ตระกูล 'ลิ้ม'

11 ธันวาคม 2563 – 15:19 น.

กระแสเปลี่ยนประจวบมาแรง “วิชิต” มวยรองมีลุ้น “นายกเกียร์” เหนื่อยแน่

++
    โค้งสุดท้ายสังเวียนนายก อบจ.เมืองสามอ่าว ทั้งทีมแชมป์เก่า-“เฮียไล้” สราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ หมายเลข 1 จากทีมประจวบโมเดล ก็มุ่งมาหาเสียงที่ อ.หัวหิน และ อ.ปราณบุรี 
    อีกด้านหนึ่ง ความปราชัยของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ในสนามเลือกตั้ง ส.ส. เพราะคนหัวหินต้องการความเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น ทีมงานเฮียไล้จึงต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ 
    ส่วน “วิชิต ปลั่งศรีสกุล” หมายเลข 2 จากพรรคเพื่อไทย เตรียมเปิดปราศรัยใหญ่ ที่สวนสาธารณะโผน กิ่งเพชร อ.หัวหิน ในวันที่ 14 ธ.ค.2563 เพื่อปลุกกระแสให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
     วิชิตรู้ดีว่า หากต้องการชนะทีมประจวบโมเดล จะต้องปลุกพลังเงียบให้ออกจากบ้านไปใช้สิทธิ์ให้เยอะๆ

++
เปลี่ยนประจวบ
++
    อานิสงส์ของการเคลื่อนไหว “เขย่าท้องถิ่น” ของคณะก้าวหน้า กลายเป็นกระแสที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในขอบเขตทั่วประเทศ
    กระแสต้านการผูกขาดระดับประเทศ ทำให้ทีมงานของวิชิต ปลั่งศรีสกุล ผู้สมัครนายก อบจ.ประจวบฯ ค่ายเพื่อไทย เริ่มมีความหวัง
    วิชิตเองได้ชูคำขวัญ “เปลี่ยนประจวบให้ดีกว่านี้” มาแต่แรก และตอกย้ำหมดเวลา “บ้านใหญ่” ผูกขาดการบริหารงบฯ ปีละ 600 ล้านบาท 
    บวกกับคู่แข่งตัวจริง มีบาดแผล ทำให้คนสามอ่าวโจษขานถึงการเปลี่ยนตัวผู้เล่นกระทันหัน และเรื่องลึกๆลับๆ ใน อบจ.

 คู่เอกสามอ่าว'วิชิต' สูสี ตระกูล 'ลิ้ม'

                     วิชิต ชูเปลี่ยนประจวบ

++
แบรนด์ต่อพิฆาต
++
    การได้แชมป์บอลถ้วยโตโยต้าไทยลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ส่งผลให้ “ต่อพิฆาต” สโมสรฟุตบอลพีที ประจวบ เอฟซี กลายเป็นทีมบอลขวัญใจคนสามอ่าว
    ชื่อเสียง  “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ ประธานสโมสร พีที ประจวบฯ โด่งดังทั้งในท้องถิ่นและระดับชาติ
    สำหรับเลกแรก ไทยลีก ฤดูกาล 2020 ผลงานทีมต่อพิฆาต ไม่สู้ดีนัก ยังป้วนเปี้ยนอยู่ท้ายตาราง 

 คู่เอกสามอ่าว'วิชิต' สูสี ตระกูล 'ลิ้ม'

                 นายกเกียร์ ประกบพี่ชาย เหมือนขายแพ็คคู่

   อย่างไรก็ตาม ทีมต่อพิฆาตยังอยู่ในใจชาวบ้าน นายกเกียร์ จึงให้พี่ชาย-เฮียไล้ สวมเสื้อทีมพีทีประจวบฯ ออกหาเสียงตลอดเวลาเพื่อยืนยันว่า นี่คือตัวแทนของกลุ่มประจวบโมเดล
    มิหนำซ้ำ แผ่นป้ายหาเสียง ก็ยังต้องนำภาพนายกเกียร์ประกบเฮียไล้ เพราะคนสามอ่าวจำได้แค่ว่า เฮียไล้เป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันใหญ่

ทั้งรักทั้งชัง ‘ธนาธร’ ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทั้งรักทั้งชัง’ธนาธร’ ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว (komchadluek.net)

ทั้งรักทั้งชัง’ธนาธร’ ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

11 ธันวาคม 2563 – 09:48 น.

สมรภูมิเมืองเหนือ “ธนาธร” เจอทั้งไล่ ทั้งรัก ตรวจแนวรบ พบแกนนำแดงเมืองลับแล มีโอกาสชนะ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ช่วงวันที่ 9-11 ธ.ค.2563 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางช่วยรณรงค์หาเสียงให้กับผู้สมัครนายก อบจ. โซนภาคเหนือตอนล่าง ไล่ตั้งแต่นครสวรรค์ ,กำแพงเพชร, พิษณุโลก และแพร่
    ปรากฏว่า มีข่าวธนาธร เจอคนกลุ่มหนึ่งเปิดเพลงหนักแผ่นดินและชูป้ายขับไล่ เหมือนหลายๆจังหวัด
    ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนที่ชื่นชอบประธานคณะก้าวหน้าออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น 

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

                    ธนาธร หาเสียงที่กำแพงเพชร

++
ลุ้นยาก
++
    กลุ่มก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบจ.สายเหนือ 7 จังหวัด โดยภาคเหนือตอนบน ส่งแค่สนามพะเยา
    เมื่อตรวจแนวรบภาคเหนือตอนล่าง สนามกำแพงเพชร “เต้อ” อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ อดีตหัวหน้าคณะทำงานพรรคอนาคตใหม่(กำแพงเพชร-พิษณุโลก) ทำงานภาคประชาสังคมมายาวนาน 
    คู่แข่งคือ สุนทร รัตนากร อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร พี่ชาย วราเทพ รัตนากร สมัยที่แล้ว สุนทรลงสมัครนายก อบจ.ในนามกลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี แต่หนนี้ใช้ชื่อ “กลุ่มหมอทร” 
    เมื่อจุลพันธ์ ทับทิม อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร 3 สมัย สายเรืองวิทย์ ลิกค์ ไม่ลงสมัคร จึงทำให้ “หมอทร” หนทางสะดวก
    ข้ามฟากไปพิษณุโลก ณชพล พลอาสา เจ้าของเอ็กซ์ทะเวนตี้ทู สตูดิโอ และประธานชมรมถ่ายภาพพิษณุโลก 
    สนามนี้ คณะก้าวหน้าผ่านยาก เพราะเจอทั้ง มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ กลุ่มพลังพิษณุโลก อดีตนายก อบจ.พิษณุโลก และอดีต ส.ส.พิษณุโลก 3 สมัย และยลดา ช่างพินิจ หลานสาว นิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย 
    เช่นเดียวกัน “โกลี่” สุภวัฒน์ ศุภศิริ ตัวแทนคณะก้าวหน้า ลูกชายของสาโรจน์ ศุภศิริ ซึ่งบิดาโกลี่ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ แม่เลี้ยงติ๊ก-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู 
    ส่วนทายาทพ่อเลี้ยงณรงค์ “เสี่ยเอน” อนุวัธ วงศ์วรรณ อดีตนายก อบจ.แพร่ 3 สมัย มีฐานเสียงแน่น ยากที่หลานแม่เลี้ยงติ๊กจะเอาชนะได้

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

                           หาเสียงที่เมืองสองแคว

++
ลับแลมีหวัง
++
    สนามอุตรดิตถ์ คณะก้าวหน้าได้ผู้สมัครนายก อบจ. ที่มีต้นทุนทางการเมือง ปัณณวัฒน์ นาคมูล เดิมชื่อจเร นาคมูล อดีตนักกิจกรรมรามคำแหง รุ่นเดียวกับจตุพร พรหมพันธุ์ 
    ปัณณวัฒน์ เคยแกนนำ นปช.อุตรดิตถ์ และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว ปัณณวัฒน์ เป็นผู้วางกลยุทธ์หาเสียงให้พรรคอนาคตใหม่ อุตรดิตถ์

 ทั้งรักทั้งชัง'ธนาธร' ลุยเหนือ มีลุ้นสนามเดียว

                    แกนนำแดงลับแล มีลุ้น

    ส่วนแชมป์ ชัยศิริ ศุภรักษ์จินดา อดีตนายก อบจ.อุตรดิตถ์ 3 สมัย เล่นการเมืองท้องถิ่นมานานกว่า 35 ปี คลุกคลีกับนักการเมืองระดับชาติมาทุกพรรค
    เลือกตั้งนายก อบจ.สมัยที่แล้ว ชัยศิริได้รับการสนุนจากพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงเมืองลับแล 
    สมรภูมิภาคเหนือ หากคณะก้าวหน้าจะล้มแชมป์เก่าได้ ก็คงมีสนามอุตรดิตถ์เท่านั้นที่ได้ลุ้น แต่ก็ไม่ง่าย

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” (komchadluek.net)

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น”

11 ธันวาคม 2563 – 16:25 น.

ไม่ต้องรอ 10 ปีปลดล็อก ! “ปิยบุตร” เลาะริมโขงเปิดเวที “บึงกาฬ” หนุน “ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น” – ปลุก ปชช.เลือกส่งเสียงสะท้อนไล่ “ประยุทธ์” – เจ้าตัวมั่นใจ “ปักธงก้าวหน้า – ธงประชาธิปไตย”

11 ธ.ค.63 ที่ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า พร้อมด้วยนายภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บึงกาฬ เบอร์ 2 พร้อมด้วยทีมผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ. ร่วมเปิดเวทีปราศรัยหาเสีย เชิญชวนประชาชนร่วมลงคะแนนให้ผู้สมัครของคณะก้าวหน้าเพื่อการเปลี่ยนแปลงและยืนยันสานต่อภารกิจพรรคอนาคตใหม่และจุดยืนหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.

นายภูมิพันธ์ กล่าวว่า คณะก้าวหน้าให้โอกาสคนธรรมดาได้มาลงเป็นผู้สมัครนายก อบจ.  ตนเองพร้อมยืนเคียงข้างแกนนำคณะก้าวหน้าร่วมต่อต่อต้านเผด็จการ และสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง และการแข่งขันของเรายืนหยัดด้วยอุดมการณ์แนวทาง 3.เรื่อง คือ

1. แนวทางประชาธิปไตย

2. แนวทางการเมืองแบบใหม่ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ยืนหยัดด้วยเสียงบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชน ทำเพื่อประชาชน และ

3.ไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์และความร่ำรวย และตนมีความมั่นใจสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ว่าจะสามารถปักธงคณะก้าวหน้า ปักธงประชาธิปไตยในบึงกาฬได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ สำหรับเป้าหมายของเราในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนบึงกาฬ หลักๆแล้วมีสองเรื่อง 1.ความต้องการของพี่น้องชาวเกษตรกรที่ต้องการรายได้เพิ่ม ทุกวันนี้รายได้มวลรวมของจังหวัดบึงกาฬอยู่ที่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี หารแล้วจะตกเฉลี่ยอยู่ที่ 7.8 หมื่นบาทต่อคนต่อปี ซึ่งเราตั้งเป้าว่าจะต้องบริหารเพื่อเพิ่มให้ไปถึงค่าเฉลี่ยที่ 1.2 แสนบาทต่อคนต่อปีให้ได้  และ 2. ความสุขมวลรวมที่วัดโดยสำนักงานส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) วันนี้บึงกาฬอยู่ที่ 7.2 เราตั้งเป้าจะเพิ่มให้ไปถึง 8 ให้ได้

“ยางพาราเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนจังหวัดบึงกาฬ เรามุ่งมั่นอย่างมากที่จะผลักดันให้เกิดการแปรรูปขึ้นในจังหวัดของเรา ให้เรามีสิทธิในการกำหนดราคา นอกจากนี้เรายังเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน เราเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจพื้นฐานของพี่น้อง นโยบายทั้งหลายเราใช้เวลาคิดมาเป็นปี ทำงานร่วมกันกับพี่น้องในการลงศึกษาดูพื้นที่ต่างๆ และเรายังมีนโบายด้านสาธารณูปโภค สวนสาธารณะ น้ำไฟฟ้า ประปา ฯลฯ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของเรา นั่นคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน” นายภูมิพันธ์ กล่าว

นายภูมิพันธ์ยังระบุว่านอกจากนี้ คณะก้าวหน้าบึงกาฬยังมีนโยบายอีกหลายอย่างที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชาวบึงกาฬ นั่นคือการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ต่อยอดและพัฒนาจุดดึงดูดในพื้นที่ท่องเที่ยว และที่สำคัญคือการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเข้าหากัน

“ในด้านการขนส่งสาธารณะ มีนโยบายในการสร้างระบบขนส่งมวลชนระยะทาง 23 กิโลเมตร เชื่อมต่อจุดผ่านแดนบึงกาฬไปยังตัวเมืองบึงกาฬ และสิ้นสุดที่วัดโพธาราม ในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ที่ 15 บาทตลอดสาย รวมทั้งให้มีอัตราการเดินรถที่สะดวกและเพียงพอทุกๆ 30 นาที และทุกๆ 15 นาทีในชั่วโมงเร่งด่วน รวมถึงการพัฒนาพื้นที่รกร้างตามแนวการเดินรถให้เป็นสถานที่ค้าขาย นำรายได้ที่เกิดจากการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวและการคมนาคมให้กระจายลงสู่ชุมชน” ภูมิพันธ์ กล่าว

ด้าน นายปิยบุตร ระบุว่า สำหรับความเป็นมาที่พวกเรามาเป็นคณะก้าวหน้าและการมารณรงค์สู้ศึกชิงนายก อบจ.ในวันนี้ ต้องท้าวความย้อนไปตั้งแต่สมัยตั้งพรรคอนาคตใหม่ เชื่อว่าหลายคนที่นี่กาให้พรรคอนาคตใหม่ เราทุกคนทราบดีว่าเราก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. และประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนั้นเราเสนอตัวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี พี่น้องสรับสนุนเรามา 6.3 ล้านเสียง แต่ธนาธรเข้าไปในสภาได้ไม่ถึง 10 นาทีก็ถูกเตะออกมาด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตนยังได้เข้าไปทำงานในสภา พยายามเป็นปากเสียง แต่ก็มีเวลาอยู่แค่ 10 เดือน 28 วัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ยุบพรรคอนาคตใหม่ตัดสิทธิดรรมการบริหารพรรค 10 ปี เตะตนออกมาจากสภาอีกคน แต่แม้พวกตนจะถูกตัดสิทธิออกมาแล้วก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ ถ้าทำแบบนั้นคนที่อยากให้ยุพรรคบจะได้ใจ เราเลยตั้งคณะก้าวหน้าขึ้นมาสืบสานแนวคิดของพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่น ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่น และผลักดันการกระจายอำนาจ เพราะฉะนั้นอย่าเสียดาย นี่ทำให้เราได้เดินทางมาพบกับพี่น้องได้ถึงที่ ได้ทุกที่

“และวันนี้กมาอีกแล้ว มีพวกนักร้องเรียนไปร้อง กกต. ไปหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาทางสกัดกั้นพวกเราคณะก้าวหน้า ว่าเราทำตัวเสมือนพรรคการเมืองอีก และยังมีการมาปล่อยข่าวอีกว่าอย่าไปเลือกคณะก้าวหน้า เดี๋ยวคะแนนจะหายไปเปล่าๆ เพราะเดี๋ยวก็โดนคดีอีก ขอย้ำตรงนี้ว่า อย่าไปเชื่อ ยิ่งเป็นแบบนั้นพี่น้องยิ่งต้องมากาพวกเราให้มากๆ ให้ถล่มทลาย ยิ่งจะเป็นการช่วยไม่ให้พวกเราถูกคดี คนที่คิดจะทำลายพวกเรายิ่งต้องคิดหนัก ว่าจะยุบอีกกี่ครั้งประชาชนก็ยังสนับสนุนพวกเรา การยุบไปจะคุ้มหรือไม่ ทำให้เขาเห็นว่าเราไม่สยบยอมต่อพวกเขา” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่เราจะสังเกตได้ คือช่วงนี้รัฐมนตรีต่างขยันมาก เดินทางไปจังหวัดต่างๆ ที่มีผู้สมัครเป็นเครือญาติกันลงสมัครเป็นนายก อบจ.แทบจะทุกสัปดาห์ ซึ่งไม่เป็นไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่สิ่งที่พวกเราต้องคิดกัน ว่าการที่คนในบ้านเดียวกันเป็นรัฐมนตรี อีกคนหนึ่งเป็น ส.ส. อีกคนเป็นนายกเทศมนตรี ฯลฯ เหมากวาดทุกตำแหน่งแบบนี้ เราเรียกว่าผูกขาดการเมืองหรือไม่ การที่ตระกูลหนึ่งสามารถยึดได้ทั้งจังหวัดทุกตำแหน่ง สำหรับเรานี่คือเรื่องที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย การเมืองไม่ควรถูกผูกขาดไว้ที่บ้านหลังใดหลังหนึ่ง คณะก้าวหน้ายึดหลักว่าเจ้านายของเราคือประชาชน สำหรับภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ผู้สมัครนายก อบจ.ของเรา บ้านที่เขาสังกัดคือบ้านของชาวบึงกาฬทุกคน ชาวบึงกาฬทุกคนคือเจ้านายของเขา ไม่ใช่ธนาธร ไม่ใช่ปิยบุตร นี่คือการเมืองแบบใหม่แบบสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาเวลาเราพูดเรื่องนายก อบจ. มีแต่คนบอกว่าการเมืองท้องถิ่นโหดนะ มีอิทธิพล เงินตรา อำนาจรัฐ กลไกต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเต็มไปหมด แต่ที่เราตัดสินใจลงมาก็เพราะต้องการเปลี่ยนการเมืองแบบนี้

“หากการซื้อเสียงยังใช้ได้ผล ถ้ามีใครมาซื้อเสียงแล้วเรากาตามเขา ทำให้เขาได้รับเลือกตั้งไป เขาจะได้เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่บริหารเงินแต่ละปีมีประมาณ 3-4 ร้อยล้านบาท ใครก็ตามที่เอาเงินมาแจก ขอให้พี่น้องตระหนักไว้เลยว่าที่เอาเงินมาแจกต้องอย่าไปกา ถ้าเขาได้มาเป็นนายก อบจ.เขาจะเอาคืนไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า เพราะฉะนั้น ถ้าให้มาก็รับไว้ แต่ก็มองหน้าให้แม่นๆ ว่าเบอร์ไหน แล้วก็อย่าไปกา เราต้องการเปลี่ยนการเมืองแบบตระกูลให้เป็นแบบทั่วๆไป ภูมิพันธ์เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เป็นประธานหอการค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงจังหวัดบึงกาฬ มีนโยบายต่างๆเต็มไปหมด ภูมิพันธ์ไม่ต้องใช้อะไรในการเดินเข้ามาคุยกับธนาธรและตน ไม่ต้องเป็นคนของบ้านไหน ไม่ต้องต่อแถวเดินตามนาย แต่ภูมิพันธ์มีความคิดประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ที่ทำให้คณะก้าวหน้าส่งภูมิพันธ์ลงชิงนายก อบจ.บึงกาฬ ดังนั้น อยากให้พี่น้องลองเลือกแบบใหม่ๆ หลายคนบอกว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าพี่น้องกาแบบเดิมก็จะไม่ได้แบบใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงที่บึงกาฬ เราต้องกาหมายเลข 2 ให้เป็นนายก อบจ.บึงกาฬ แล้วจะได้การเปลี่ยนแปลงที่จังหวัดบึงกาฬแน่นอน” ปิยบุตร กล่าว

ปิยบุตร กล่าวทิ้งท้ายว่า พี่น้องหลายคนที่มีมีจิตใจรักประชาธิปไตย ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เยาวชนที่ชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำเท่าไหร่ประยุทธ์ก็ไม่ออกเสียที พี่น้องอยากช่วยแต่ต้องทำมาหากิน ไม่สามารถเสียค่ารถไปได้  ตนคิดว่ามีวิธีง่ายๆ ที่สามารถใช้ในการแสดงออกได้ทุกคน นั่นคือถ้าพี่น้องอยากให้ประยุทธ์ออกจากตำแหน่ง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปชุมนุมก็ได้ ขอเพียงในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ เข้าคูหากาเลือกภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น เบอร์ 2 ให้เป็นนายก อบจ. เพราะนี่คือคนที่ธนาธรและตนสับสนุนให้ลงที่นี่ ถ้าพี่น้องร่วมกันกาให้มากๆ จนถล่มทลาย นั่นก็คือการส่งสัญญาณไปดังๆ แล้ว ว่าเราไม่เอาประยุทธ์

“เพราะฉะนั้น ถ้ากาให้คณะก้าวหน้า พี่น้องจะได้การเมืองแบบใหม่ๆ ได้เปลี่ยนตัวนายก อบจ. เสียที นอนจากนั้น ยังได้ส่งสัญญาณว่าคนบึงกาฬไม่สนับสนุนประยุทธ์ ไม่เอาประยุทธ์  และที่สำคัญ พี่น้องที่เสียดายว่าพวกเราอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสิทธิ อยากให้ไปทำงาน หลายคนบอก 10 ปีก็จะรอ กี่ปีก็จะรอ หากพี่น้องเห็นเราถูกรังแก ได้รับความอยุติธรรมมาตลอดเวลา เสียดาย ผมเสนอว่าถ้ายังรักธนาธร ยังรักผม เสียดายโอกาส ไม่ต้องรออีก 10 ปี วันที่ 20 ธันวาคมนี้ไปกากบาทเลือกผู้สมัครคณะก้าวหน้า นั่นก็คิอการแสดงออกว่ายังรักและสนับสนุนพวกเราพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปอยู่ แสดงออกให้พวกเขาเห็นว่าต่อให้ยุบอีกกี่พรรค พี่น้องประชาชนก็จะเดินหน้าสนับสนุนพวกเราต่อไป เลือกนายก อบจ.คณะก้าวหน้าวันนี้ ได้วิสัยทัศน์ธนาธรลุยงานบริหารท้องถิ่นทันที” นายปิยบุตร กล่าว

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน (komchadluek.net)

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

"ธนาธร" บุก "เมืองสองแคว" ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม "ณชพล พลอาสา" ปลุกชาว "พิษณุโลก" ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

11 ธันวาคม 2563 – 14:33 น.

“ธนาธร” บุก “เมืองสองแคว” ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม “ณชพล พลอาสา” ปลุกชาว “พิษณุโลก” ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน – ชี้คนเห็นต่างต้องหยุดระราน แนะให้รณรงค์แบบที่ตนทำ – ด้านกลุ่มป่วนหงอย เจอ ปชช. ชู 3 นิ้วไล่

11 ธ.ค.63  ที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางรณรงค์ช่วยหาเสียงให้กับ นายณชพล พลอาสา ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก เบอร์ 2 โดยขึ้นรถแห่รอบตัวเมือง จากนั้นลงเดินตลาดราษฏร์ธรรมาภรณ์ มีพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของให้การต้อนรับอบอุ่น บางคนเข้ามาให้กำลังใจ “สู้ๆ” รวมถึงเดินมาบอกด้วยว่า “20 ธันวาคมนี้ ไปเลือกตั้งแน่นอน” ขณะที่วานนี้ ช่วงเวลา 19.30 น. ที่ลานคนเมือง อ.เมืองพิษณุโลก นายธนาธร ได้ขึ้นเวทีปราศรัยย่อยบนรถติดเครื่องขยายเสียงร่วมกับนายณชพล แสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก มีประชาชนร่วมฟังเป็นจำนวนมาก  

"ธนาธร" บุก "เมืองสองแคว" ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม "ณชพล พลอาสา" ปลุกชาว "พิษณุโลก" ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

นายธนาธร กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองท้องถิ่นที่เราจะสร้าง อันดับแรก คือการต่อสู้กับเผด็จการและอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนทุกรูปแบบ สอง.คือเราจะไม่ซื้อเสียง พวกเราไม่เชื่อเลยว่าการซื้อเสียงจะสร้างการเมืองที่ดีได้ เราอยากจะสร้างการเมืองใหม่ การเมืองที่มีคุณภาพ และจะนำมาสู่ข้อที่ สาม. คือจะไม่มีการใช้อำนาจทางการเมือง มาสร้างผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตัวเอง และการเมืองท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มีความสำคัญไม่แพ้การเมืองระดับชาติ งบประมาณ อบจ. พิษณุโลกจากภาษีประชาชนกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 1 วาระคือ 4,000 ล้านบาท ชาวพิษณุโลกร่วมกันกำหนดได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้บริหารผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ ดังนั้น ตนอยากให้ทุกคนไปใช้สิทธิใช้เสียงกัน และแน่นอนที่สุดการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองก็เป็นเรื่องการเมืองเช่นเดียวกัน 

“วันนี้พวกเรามาใช้สิทธิเสรีภาพของเรา สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิเสรีภาพในการรณรงค์หาเสียงซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และแน่นอนที่สุดเราต้องยอมรับความจริงกันว่า ผมไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศรักหรือชอบผมได้ ซึ่งผมยอมรับอย่างสดุดีว่า มีคนที่ไม่สนับสนุนพวกเราอยู่ในสังคม นี่คือเรื่องพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ ก็คือการเคารพสิทธิเสรีภาพของกันและกัน ใครไม่ชอบคณะก้าวหน้าก็สามารถไปเดินตลาดรณรงค์เหมือนที่ผมทำ การที่จะได้มาสักหนึ่งเสียงเราต้องขึ้นรถแห่ เดินตลาด ไปเล่าความคิดของเราให้ประชาชาฟัง ต้องไปเคาะประตูบ้านเพื่ออธิบายแนวอุดมการณ์ของพวกเรา ดังนั้น ผมอยากขอให้คนที่ไม่ชอบผม ทำแบบเดียวกับผม แต่อย่ามาระรานสิทธิในการรณรงค์หาเสียงของผม และที่สำคัญอย่ามาระรานสิทธิของประชาชนที่มารอฟังการปราศรัย” นายธนาธร กล่าว

"ธนาธร" บุก "เมืองสองแคว" ขึ้นเวทีปราศรัยร่วม "ณชพล พลอาสา" ปลุกชาว "พิษณุโลก" ไปใช้สิทธิเลือกผู้มาบริหารงบ 4 พันล้าน

ด้าน นายณชพล กล่าวว่า หากตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้าไปขับเคลื่อนจังหวัดพิษณุโลก ตนจะพัฒนาโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การบริหารของ อบจ. ให้มีคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งโรงเรียนภายใต้ อบจ. จะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศจากครู และต้องเป็นสถานที่แสดงออกสำหรับเยาวชน นอกจากนี้ จะดึงศักยภาพของพิษณุโลกออกมาใช้ให้มากที่สุด เช่น ในด้านการท่องเที่ยว เราต้องยอมรับว่าเป็นเมืองผ่าน ดังนั้นต้องมี Man made attractions หรือ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น สร้างเป็นสิ่งดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยว อบจ.พิษณุโลก ต้องลงทุนเป็นโครงการใหญ่กับแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะในด้านศิลปวัฒนธรรม หรือในด้านธรรมชาติ

“อีกหนึ่งศักยภาพของจังหวัดคือภาคการเกษตร ต้องมีการจัดการน้ำให้เพียงพอ ไปให้ทั่วถึงโดยเฉพาะกับพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 74 เปอร์เซนต์ เราต้องทำให้ต้นทุนในการเอาน้ำมาใช้ของเกษตรกรนั้นน้อยที่สุด และใช้ได้ยาวนานที่สุด เพราะถ้าเศรษฐกิจเกษตรกร 1.5 แสนครัวเรือนดี เม็ดเงินก็จะหมุนเวียน ความจริญก็จะเกิดขึ้นกับ จ.พิษณุโลก” นายณชพล กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายธนาธรกำลังขึ้นปราศรัย ได้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามมาก่อกวนบริเวณพื้นที่กิจกรรมหาเสียงของคณะก้าวหน้า แต่ประชาชนที่มารอฟังการปราศรัยมีจำนวนมากกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งที่มายืนรอฟังการปราศรัยได้รวมตัวกันป้องกัน พร้อมกับชู 3 นิ้วใส่และตะโกนไล่ จนในที่สุดกลุ่มคนดังกล่าวต้องถอยออกไปจากบริเวณจัดกิจกรรมและสลายตัวไปในที่สุด