“ธนกร” เผย ประชาชนฝากขอบคุณ “บิ๊กตู่” จัดโครงการคนละครึ่งเฟส 2 แจง “เก่ง” หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนกร”เผย ประชาชนฝากขอบคุณ”บิ๊กตู่” จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2 แจง”เก่ง” หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที (komchadluek.net)

“ธนกร”เผย ประชาชนฝากขอบคุณ”บิ๊กตู่” จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2 แจง”เก่ง” หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที

"ธนกร"เผย ประชาชนฝากขอบคุณ"บิ๊กตู่" จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2   แจง"เก่ง"  หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที

11 ธันวาคม 2563 – 12:57 น.

“ธนกร”เผย ประชาชนฝากขอบคุณ”บิ๊กตู่”จัดโครงการคนละครึ่งเฟส2 แจง”เก่ง”หากพบทุจริตรัฐบาลสั่งฟันทันที

11 ธ.ค.63  นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงวันหยุดยาวตนเดินทางไปต่างจังหวัด มีประชาชนฝากขอบคุณพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ดำเนินโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ผ่านการบริโภคจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป 50% แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน

เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ที่แบ่งกลุ่มผู้ใช้สิทธิเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ได้รับสิทธิเดิม ไม่เกิน 10 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐเพิ่มเติมคนละ 500 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2564 ซึ่งเมื่อรวมกับวงเงินตามสิทธิที่มีอยู่เดิม 3,000 บาท เท่ากับจะมีวงเงินรวม 3,500 บาท สามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 และผู้ลงทะเบียนใหม่ไม่เกิน 5 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐคนละ 3,500 บาท สำหรับใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564

นายธนกร กล่าวอีกว่า โครงการคนละครึ่งพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างมาก ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ได้รับอนุมัติงบประมาณเพิ่ม 22,500 ล้านบาท คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบ 45,000 ล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่ม 0.32% เพราะจะมีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวม 105,000 ล้านบาท 


ส่วนกรณีที่นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ระบุว่า โครงการดังกล่าวหละหลวม ไร้การตรวจสอบ ร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาและฮั้วกับผู้ใช้สิทธิ นำส่วนต่างมาแบ่งกันนั้น นายธนกรกล่าวว่า กระทรวงการคลังมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฏหมายทันที ส่วนที่มีการร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สคบ.ตรวจสอบทันที

อย่างไรก็ตาม ขอเตือนว่า โครงการนี้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉนั้นอย่าฉวยโอกาส

“แรมโบ้” ไล่ถาม “ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว “แสงกนกกุล” เดือดร้อน (ชมคลิป) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” ไล่ถาม”ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว”แสงกนกกุล”เดือดร้อน (ชมคลิป) (komchadluek.net)

“แรมโบ้” ไล่ถาม”ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว”แสงกนกกุล”เดือดร้อน (ชมคลิป)

"แรมโบ้" ไล่ถาม"ปิยบุตร" สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว"แสงกนกกุล"เดือดร้อน  (ชมคลิป)

11 ธันวาคม 2563 – 10:59 น.

“แรมโบ้” ไล่ถาม”ปิยบุตร” สถาบันทำอะไรให้ครอบครัว”แสงกนกกุล”เดือดร้อน ถ้าไม่มีความสุข ก็อพยพครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ อย่าเรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 ทำผิดกฎหมายแต่ไม่อยากถูกลงโทษ มั่นใจประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่อยากยกเลิก แต่อยากไล่คนจาบจ้วงออกนอกประเทศ

11 ธ.ค. 63 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ระบุ มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงฯ เหมือนปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกนั้น โดยนายสุภรณ์ มองว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่อยากให้มีการยกเลิก มาตรา 112 นี้อย่างแน่นอน เพราะหากไม่มีการทำผิดกฎหมายก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกลัวมาตรานี้ ก็จะมีคนที่อยากทำผิดมาตรานี้ เช่นนายปิยบุตรและพรรคพวกเท่านั้น ถึงได้บังอาจกล้ามาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา112 เพราะอยากจะกระทำความผิดโดยการหมิ่นประมาทดูหมิ่นจาบจ้วงก้าวล่วง แต่ไม่อยากถูกลงโทษ อย่างนี้เรียกว่า ไม่ยอมรับกฎหมายบ้านเมือง จะเป็นนักกฎหมายเป็นครูอาจารย์ไปทำไม ไปเป็นคนเถื่อนอยู่ในป่าในถ้ำจะเหมาะสมกว่า

“คนอย่างนายปิยบุตร คำก็พระมหากษัตริย์ สองคำก็พระมหากษัตริย์  พยายามที่จะคิดล้มล้างสถาบันตลอดเวลาที่ผ่านมา มีแนวคิดตามต่างประเทศที่ไปรับความคิดชั่วๆมา หรืออาจเป็นเพราะมีภรรยาเป็นชาวต่างชาติด้วยใครๆก็รู้ จึงได้รับการปลูกฝังความคิดฝังสมองมาจากภรรยาชาวต่างชาติด้วยหรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่นายปิยบุตรพยายามคิดที่จะล้มล้างหรือปฏิรูปสถาบัน โดยเฉพาะการพูดให้ยกเลิกมาตรา 112 ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ทำไมคนไทยที่รักสถาบันและปกป้องสถาบันจะอ่านเกมของนายปิยบุตรไม่ออก พูดอะไรออกมา”อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่”แล้ว

นอกจากนี้ยังมั่นใจว่าสิ่งที่ประชาชนที่รักสถาบัน ปกป้องสถาบัน ต้องการมากที่สุดขณะนี้ คือเอา มาตรา112 มายังคับใช้ดำเนินคดีกับคนที่จาบจ้วง ก้าวล่วง และดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เข้าคุกให้หมด เพราะนับวันยิ่งจวบจ้วงก้าวล่วงมากขึ้นๆตลอด ซึ่งบุคคลธรรมดาทั่วไปยังมีกฎหมายดำเนินคดีกับผู้ที่หมิ่นประมาทเลย แต่นี่คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ยังกล้าคิดบังอาจก้าวล่วงจาบจ้วง สมองคงคิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐอย่างนั้นใช่ไหม

“ตนอยากถามนายปิยบุตรว่า สถาบัน ทำอะไรให้นายปิยบุตรและครอบครัวแสงกนกกุล เดือดร้อน ถ้าคิดว่าอาศัยแผ่นดินไทยซุกหัวนอนอยู่ อาศัยข้าวแดงแกงร้อนกินบนแผ่นดินจนเติบได้ใหญ่โตมายังไม่มีความสุขกายสบายใจ ยังไม่มีจิตสำนึกในบุญคุณแผ่นดินไทยและยังคิดไม่ได้ว่า บุคคลท่านใดคือคนที่ปกป้องผืนแผ่นดินนี้ให้ครอบครัวนายปิยบุตรและครอบครัวมีที่ซุกหัวนอนตราบจนทุกวันนี้ ตนและประชาชนผู้รักสถาบันก็ขอขับไล่ให้นายปิยบุตรและครอบครัวออกนอกประเทศเก็บเสื้อผ้าไปอยู่ประเทศอื่น ไปอยู่ที่ชอบๆในประเทศที่ครอบครัวนายปิยบุตรให้ความเคารพรักเทิดทูนไม่ต้อง อยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป  เชิญเลยครับ รีบไปให้พ้นๆจากประเทศไทยได้เร็วๆเท่าไรยิ่งดี อย่ามาทำตัวสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับคนไทยและประเทศไทยอีกเลย คนไทยทั้งแผ่นดินจะได้มีความสุขกันเสียที”นายสุภรณ์ กล่าว

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ (naewna.com)

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.23 น.

คิกออฟจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 11 ธันวาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานในพิธี “KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา” ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง (ประกันยางพารา) ระยะที่ 2 ที่ว่าการอำเภอท้ายเหมือง จ.พังงา ให้กับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพาราใน จ.พังงา โดยมี นายบุญเติม เรณุมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และข้าราชการ เข้าร่วมในพิธี

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,834,087 ราย โดยแบ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับ กยท. จำนวน 1,142,294 ราย เกษตรกรชาวสวนยางที่แจ้งพื้นที่ปลูกกับ กยท. จำนวน 419,060 ราย และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน 272,733 ราย การจ่ายเงินส่วนต่างจะแบ่งออกเป็น 6 งวด เดือนละงวด ต.ค. – มี.ค.โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายหลังจากที่ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 2 กยท.ได้ประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง โดยงวดแรกจะจ่ายพร้อมกันในวันที่ 11 ธ.ค.63 นี้ เป็นการจ่ายตรงผ่านบัญชี ธ.ก.ส.เจ้าของสวนยางและคนกรีดยางที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 1 ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คือขึ้นทะเบียนก่อน 12 ส.ค.62 จะได้รับเงินงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้

ส่วนเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.62 แต่ไม่เกิน 15 พ.ค.63  กยท.ได้ตรวจสอบและส่งข้อมูลการจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ตามโครงการฯ ให้กับ ธ.ก.ส.แล้ว เพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในรอบถัดไป

โดยเงื่อนไข ต้องเป็นสวนยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ หากเจ้าของสวนกรีดเองจะได้รับส่วนต่างประกันรายได้ทั้งจำนวน กรณีจ้างกรีดยาง เจ้าของสวนยางจะได้ 60% และคนกรีดจะได้ 40% ของรายได้ทั้งหมด

“วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในช่วงที่ราคายางมีความผันผวน โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางทุกกลุ่ม กรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 10,042 ล้านบาท โดยในเดือน ธ.ค.จะจ่ายพร้อมกันสองงวด คืองวดเดือน ต.ค.และ พ.ย.ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกร” นายณกรณ์ กล่าว

ด้าน นายวิรัตน์ หนูแป้น อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา กล่าวว่า เงินส่วนต่างจากการประกันราคายางที่ได้จากรัฐบาล ตนก็จะนำไปซื้อปุ๋ย ซื้อยาฉีดวัชพืช ก็ถือว่าเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน

ทั้งนี้ นายวิรัตน์ และครอบครัวทำสวนยางพารา มา 30 กว่าปี จำนวน 50 ไร่ เป็นการทำยางก้อนถ้วย และเมื่อ ปี 2550 ก็เริ่มทำสวนผลไม้ ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียนและสะตอ ควบคู่ไปกับการทำสวนยางพารา

“ปลูกยางอย่างเดียวไม่พอกิน ต้องทำสวนผลไม้ ผสมผสาน ในช่วงที่กรีดยางไม่ได้ ก็เป็นช่วงที่ ผลไม้ เงาะ มังคุด ทุเรียนออกพอดี ตนก็ขายผลไม้ ขายสะตอ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ถ้าไม่มีสวนผลไม้ก็อยู่ไม่ได้ เพราะราคายางพาราตกต่ำมาหลายปี แต่ช่วงนี้ราคายางดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดีมาก ถ้าตนไม่กรีดยางพาราเอง เงินก็คงไม่เหลือ” นายวิรัตน์ กล่าว

ขณะที่ พัชลี ศรีเพชร เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางทอง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา วัย 47 ปี กล่าวว่า ในหมู่บ้านบางทองเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปาล์ม สำหรับตนทำสวนยางพาราจำนวน 10 ไร่ และทำน้ำยางก้อนถ้วย ซึ่งตอนนี้ราคาขายอยู่ประมาณ 19 บาท ตนได้ รับเงินส่วนต่างมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้มาก คงจะนำไปใช้จ่ายในครัวเรือน

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 งวดแรกประจำเดือน ต.ค.63 จะใช้กำหนดราคายางพาราอ้างอิงย้อนหลัง 60 วัน คือตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. – 23 พ.ย.63 โดยราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 62.62 บาท/กก. ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 52.86 บาท/กก. ชดเชย 4.14 บาท/กก. และราคายางก้อนถ้วย (DRC 50%) อยู่ที่ 19.09 บาท/กก. ชดเชย 3.19 บาท/กก. โดยประกันรายได้ตามการผลิตแต่ละประเภท ได้แก่ ยางพาราแผ่นดิบคุณภาพดี ประกันราคา 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ประกันราคา 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ประกันราคา 23 บาท/กิโลกรัม โดยจะมีการประกาศราคากลางอ้างอิงทุกเดือน

เปิดโครงการ ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ (naewna.com)

เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 ว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบ พัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูป เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายทั้งผลผลิตประเภทพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมงและปศุสัตว์ ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตร คำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตสินค้า เพื่อให้สินค้านั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของ
ผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งยังส่งเสริมให้รวมกลุ่มผลิตสินค้าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีสหกรณ์ เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน และช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสานและงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมานำเสนอและจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 18 แล้ว ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญมาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์ เพื่อจำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทร.มาสั่งจองและเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ และในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ขายดีเป็นที่นิยมนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพรสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 0-2628-5512 หรือ 06-5524-1124 กรมฯ มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

สศท.9 เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา (naewna.com)

สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมชาย คังคะมณี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. พบการระบาดครั้งแรกในอินโดนีเซียปี 2559 และเมื่อปี 2562 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา และไทย ซึ่งโรคดังกล่าวระบาดโดยลมและฝน ต้องการน้ำเพื่อการขยายพันธุ์ จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก ความชื้นสูง สำหรับประเทศไทย (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยยางพารา ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563) พบการระบาด 14 จังหวัดภาคใต้ รวมพื้นที่เสียหายประมาณ 357,662 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ระบาดมากที่สุด 4 อันดับแรก เป็นเขตภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ นราธิวาส 279,315 ไร่ ยะลา 55,180 ไร่ สงขลา 5,950 ไร่ และปัตตานี 4,770 ไร่ ซึ่งโรคใบร่วงยางพาราชนิดนี้ทำให้ต้นยางพาราเกิดใบร่วงอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต ซึ่งขณะนี้จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นราธิวาส ประกอบกับช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนเกษตรกรจึงกรีดยางได้น้อยลงสศท.9 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตยางพาราและติดตามสถานการณ์ดังกล่าว ในจ.สงขลาซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,963,305 ไร่ พบการระบาด 5,950 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.35 ของเนื้อที่กรีดยางได้ในจังหวัด 1,704,760 ไร่ โดยอำเภอที่พบการระบาดมากที่สุด 3 อำเภอแรกได้แก่ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย มีการระบาดในทุกพันธุ์ยางที่ปลูก คือ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ PB 311

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคในเขตภาคใต้ตอนล่างอย่างเร่งด่วน พร้อมเก็บตัวอย่างใบ เพื่อนำมาวินิจฉัยเชื้อหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยนำสารเคมีที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้มาทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น คาร์เบนดาซิม โพรพิโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล โพรพิโคนาโซลผสมกับไดฟีโนโคนาโซล ซึ่งได้ผลลัพธ์ดี และขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลไปทดสอบในแปลงจริงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะใช้ทั้งอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และเครื่องยนต์พ่นสารแบบแรงดันน้ำสูงชนิดลากสายในการฉีดพ่น ทั้งนี้ สศท.9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือแก้ปัญหาโรคดังกล่าว โดยต้นยางที่มีอายุมากขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก ซึ่งอาการใบร่วงจากเชื้อรานี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง เนื่องจากมีใบร่วงมากกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30- 50 โดยเบื้องต้นเกษตรกรสามารถสังเกตอาการของโรคใบร่วงได้ด้วยตนเอง ซึ่งใบยางพาราโดยเฉพาะใบแก่จะมีลักษณะเป็นรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ จากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะแห้งตาย เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้น ใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด ซึ่งอาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน หากเกษตรกรสงสัยว่ายางพาราที่ปลูกเป็นโรคดังกล่าวให้รีบติดต่อ กยท. ในพื้นที่เพื่อเข้าตรวจสอบ วินิจฉัยโรค และหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นหนึ่งในกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูก ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ขณะนี้ี้อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เล่าให้ฟังว่า กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นกฎหมายลำดับรองฉบับที่ 2 จากทั้งหมด 23 ฉบับ 18 มาตรา ที่สทนช.ได้ดำเนินการจัดทำและยกร่างกฎหมายลำดับรอง (เฉพาะมาตราเร่งด่วน) ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ดังกล่าว ต่อจากร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ….. ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ จะมีความสัมพันธ์กับ พระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ ที่กำหนดลุ่มน้ำของประเทศไทยใหม่จาก 25 ลุ่มน้ำเป็น 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ภาคประชาชนมาบูรณาการการทำงานเพื่อให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน

องค์กรผู้ใช้น้ำ คือ กลุ่มบุคคลซึ่งใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน มีสิทธิ์รวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำ

องค์กรผู้ใช้น้ำจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพราะองค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจปัญหาน้ำและแนวทางแก้ไขในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ปัจจุบันแม้หน่วยงานด้านน้ำหลายหน่วยงานมีการจัดตั้งองค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และยังมีไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ มีผลบังคับใช้เมื่อไร องค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือ จะร่วมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นมาใหม่ก็ได้ ควรจะมายื่นขอจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำที่ถูกต้องตามกฎหมาย

เนื่องจากองค์กรผู้ใช้น้ำ จะเป็นช่องทางสำคัญในการออกเสียงเสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ และนำเสนอโครงการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำได้โดยตรง ตลอดจนร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำ ดังนั้น องค์กรผู้ใช้น้ำจึงจัดเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และ ระดับพื้นที่ คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งตัวแทนขององค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และตัวแทนของคณะกรรมการลุ่มน้ำก็จะถูก
คัดเลือกเข้าไปเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติด้วย

ปัญหาเกี่ยวกับน้ำในระดับรากหญ้าหรือระดับพื้นที่ จะถูกสะท้อนขึ้นไปสู่ระดับกรรมการลุ่มน้ำและระดับชาติตามลำดับ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาก็จะตรงจุด มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือ อาจจะเรียกว่า “เกาถูกที่คัน”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘รมช.ประภัตร’ สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา (naewna.com)

'รมช.ประภัตร'สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ถือว่าหนักสุดในรอบ 50 ปี โดยเฉพาะที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ถือว่าท่วมค่อนข้างหนัก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้น ตนได้กำชับทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เร่งรัดในการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ที่ตนกำกับดูแล ได้สั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์ และหน่วยสัตวแพทย์ เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ผู้เลี้ยงสัตว์ แล้วบางส่วน

ส่วนเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาภายหลังน้ำลด กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนทันทีภายหลังน้ำลด โดยสถานการณ์ขณะนี้น้ำยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังใน 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และสงขลา ระดับน้ำลดลงทุกจังหวัด โดยกรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย รวม 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 101 อำเภอ 560 ตำบล 4,130 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 555,194 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 24 ราย (สุราษฎร์ธานี 2 ราย นครศรีธรรมราช 19 ราย ตรัง 1 ราย และสงขลา 2 ราย) ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมใน 5 จังหวัด 44 อำเภอ 231 ตำบล 1,492 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 282,691 ครัวเรือน ส่วนความเสียหายด้สนการเกษตรฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อ วางมาตราการในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรต่อไป

“เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ผมได้คุยกันแล้ว และได้กำชับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายทันทีภายหลังน้ำลด เพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เร็วที่สุด ให้สรุปตัวเลขมาที่กระทรวงว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเบื้องต้นคงจะให้ทางจังหวัดช่วยเหลือตามกรอบการช่วยเหลือไปก่อน ส่วนอะไรที่นอกเหนือก็จะส่งมายังส่วนกลางเพื่อ หาทางช่วยเหลือเยียวยาต่อไป คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมหารือในเรื่องนี้ว่าจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร” นายประภัตร กล่าว

‘มนัญญา’ เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มนัญญา’เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม (naewna.com)

'มนัญญา'เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม

‘มนัญญา’เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.09 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำหน่ายรัง ในพื้นที่ชุมชน 4 สปก.อุทัยธานี และพบปะรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม ส.ป.ก.เป็นต้น ณ อาคารเอนกประสงค์ ส.ป.ก.บ้านร่องตาที ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งพื้นที่ทำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นพื้นที่ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ที่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการนำที่ดินแปลงว่าง เนื้อที่ประมาณ 3,000 กว่าไร่ โดยให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในรูปแบบแปลงรวมผ่านกระบวนการสหกรณ์ โดยสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ขอเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.เนื้อที่ประมาณ 2,423-0-84 ไร่ และจัดให้สมาชิก 369 ราย ครอบคลุมพื้นที่หมู่ที่ 4 , 6 และ 8 ต.ระบำ และหมู่ที่ 7 และ 10 ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกผัก ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และมันสำปะหลัง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และ ส.ป.ก.ได้ส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการ คทช.อาทิ การพัฒนาต่อยอดหม่อนไหม เป็นผ้าทอฝ้ายแกมไหม และย้อมสีธรรมชาติเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ packaging และเป็นตัวกลางในการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด ตลอดจนเชื่อมโยงกับเครือข่ายสหกรณ์ ซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ต่อไป

สำหรับสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ชุมชน 4 มีสมาชิกจำนวน 53 ราย กลุ่มทอผ้าและทำเสื่อกก 20 ราย สหกรณ์มีแผนที่จะส่งเสริมการทอผ้าและทำเสื่อกก โดยจะดำเนินการจัดตั้งกลุ่มอาชีพเพื่อต่อยอดให้สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ เนื่องจากมีความมั่นคงในอาชีพ  มีตลาดรองรับที่แน่นอน ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 22 วัน สามารถสร้างรายได้ประมาณ 9,000 – 14,000 บาท อย่างไรก็ตาม อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นับเป็นอีกอาชีพสำคัญที่เป็นทางเลือกให้เกษตรกรไทยในการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน จึงควรมีการส่งเสริม สนับสนุน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

สาวงาม ‘นางสาวไทย’ อวดโฉมโชว์หุ่นสวยในชุดว่ายน้ำวันพีชรอบ ‘Swimming Competition’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – สาวงาม ‘นางสาวไทย’อวดโฉมโชว์หุ่นสวยในชุดว่ายน้ำวันพีชรอบ ‘Swimming Competition’ (naewna.com)

สาวงาม 'นางสาวไทย'อวดโฉมโชว์หุ่นสวยในชุดว่ายน้ำวันพีชรอบ 'Swimming Competition'

สาวงาม ‘นางสาวไทย’อวดโฉมโชว์หุ่นสวยในชุดว่ายน้ำวันพีชรอบ ‘Swimming Competition’

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.35 น.

สาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2563 อวดโฉมโชว์สัดส่วน ให้คณะกรรมการและสื่อมวลชนได้ชมรอบ Swimming Competition ที่จัดบริเวณสระว่ายน้ำ โรงแรม ยู นิมมาน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อคัดเลือกสาวงามในแบบ Authentic Empowering Beauty งามอย่างแตกต่างและมีคุณค่า

ซึ่งมีคณะกรรมการนำโดย คุณอนันต์ จันทรานุกูล อุปนายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คนที่ 3 , คุณไชยวุฒิ พึ่งทอง ประธานฝ่ายสิทธิประโยชน์และประธานฝ่ายหารายได้  สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ,  คุณรดิศทัต ประภานนท์ รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , ดร.อดิศร สุดดี ผู้อำนวยการกองประกวดนางสาวไทย , ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , เภสัชกรหญิง สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ Miss International 2019-2020 / นางสาวไทย ประจำปี 2562 , คุณสาวิณี ประการะนังนางสาวไทย ประจำปี 2527 , ดร.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ ที่ปรึกษากองประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2563 และ คุณตรีมินทร์ เกษมวิรัติพงศ์ Professional Certified Coach ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับทัศนคติและดึงศักยภาพ ร่วมให้คะแนนเหล่าสาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี ในรอบนี้ด้วย โดยผู้เข้าประกวดมาในชุดวันพีช จากผู้สนับสนุนชุดว่ายน้ำกองประกวดนางสาวไทย แบรนด์ Phatchara ได้เดินโชว์สัดส่วนและหยุดโพสให้เหล่าคณะกรรมการได้ชมทีละคน เริ่มจากหมายเลข MT01-MT30 คน ซึ่งแต่ละคนก็พกเอาความมั่นใจมาเต็ม 100 จากนั้นเดินโชว์ปิดท้ายในรอบฟินาเล่ พร้อมอวดรอยยิ้มและความมั่นใจ ครั้งละ 6 หมายเลข เพื่อให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ ก่อนเสร็จสิ้นในรอบ Swimming Competition และเตรียมตัวในงาน Chiang Mai Gala Night การประกวดขวัญใจเชียงใหม่ ในค่ำคืนนี้ ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งกองประกวดฯ จะมอบให้กาชาดจังหวัดเชียงใหม่

แฟนนางงามสามารถเกาะติดทุกกิจกรรมการประกวด นางสาวไทยประจำปี 2563 ได้จากช่องทาง Facebookเพจ นางสาวไทย-Miss Thailand  สามารถโหวต MISS POPULAR 2020 ให้กับสาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2563 โดยพิมพ์ข้อความ MT ตามด้วยหมายเลขผู้เข้าประกวด ส่งมาที่ 4806999 (ครั้งละ 3 บาท ทุกเครือข่าย) ได้จนถึง 12 ธันวาคม 2563 เพื่อให้สาวงามในดวงใจของคุณผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายบนเวทีนางสาวไทย ปี 2563  ประกวดรอบ Preliminary Competition ในวันเสาร์ ที่ 12 ธันวาคม 2563 ชม รอบตัดสิน ในค่ำคืนวันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม 2563 จะจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุม และแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ ออกอากาศทาง ช่อง7 HD กด 35

‘คิง เพาเวอร์’ ส่งมอบความสุขเทศกาลปีใหม่ผ่านงานศิลปะภาพวาดลายเส้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ‘คิง เพาเวอร์’ ส่งมอบความสุขเทศกาลปีใหม่ผ่านงานศิลปะภาพวาดลายเส้น (naewna.com)

‘คิง เพาเวอร์’ ส่งมอบความสุขเทศกาลปีใหม่ผ่านงานศิลปะภาพวาดลายเส้น

‘คิง เพาเวอร์’ ส่งมอบความสุขเทศกาลปีใหม่ผ่านงานศิลปะภาพวาดลายเส้น

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.16 น.

11 ธันวาคม 2563  คิง เพาเวอร์ ร่วมส่งมอบความสุขในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ผ่านงานศิลปะภาพวาดลายเส้นในธีม  ‘Let’s Smile and Live a Life Beyond Boundaries’  ให้รอยยิ้มส่งความสุขไปให้ไกลกว่าเดิม  นำเสนอเรื่องราวการส่งความสุขผ่านการตกแต่งด้วยคาแรคเตอร์ไทยประยุกต์โดยศิลปินภาพวาดอิลลัสเตรท illustratorยูน-ปัณพัท เตชเมธากุลผู้มีผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

เพื่อให้ ‘รอยยิ้ม’ ส่งความสุขไปให้ไกลกว่าเดิม ในเทศกาลความสุขส่งท้ายปี และส่งความสุขต้อนรับ  ศักราชใหม่  คิง เพาเวอร์ ผู้นำธุรกิจรีเทลเพื่อการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก ได้นำเสนอเรื่องราวการส่ง ‘ความสุข’ ผ่านการตกแต่งในธีม  ‘Let’s Smile and Live a Life Beyond Boundaries’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ขยายผลจากแนวคิด Life Beyond Boundaries เปิดประสบการณ์ให้ชีวิตไม่หยุดเดินทาง โดยการนำผลงานศิลปะภาพวาดอิลลัสเตรทผ่านคาแรคเตอร์ไทยประยุกต์ที่มีเอกลักษณ์ มาสร้างบรรยากาศตกแต่งพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของคิง เพาเวอร์ ซึ่งเป็นสถานที่สร้าง ‘รอยยิ้ม’ และ ‘ความสุข’ ให้นักเดินทางในทุกสถานการณ์ให้นักเดินทางทั้งในประเทศและทั่วโลก

‘รอยยิ้ม’ และ ‘ความสุข’ ถ่ายทอดโดยศิลปินภาพวาดอิลลัสเตรท   คุณยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ซึ่งเป็น  illustrator รุ่นใหม่ไฟแรงที่มีผลงานได้รับการยอมรับในระดับสากลซึ่งผลงานภาพวาดเพื่องานตกแต่งชุด ‘Let’s Smile and Live a Life Beyond Boundaries’“คุณยูน” สามารถนำเสนอเรื่องราวผ่านการตกแต่งที่สวยงาม มาพร้อมลายเส้นเฉพาะตัวที่มีเสน่ห์สะท้อน วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทยอย่างชัดเจน

โดย คุณยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ได้กล่าวถึงการขยายแนวคิดของ คิง เพาเวอร์ สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อตกแต่งบรรยากาศครั้งนี้ว่า “ต้องการให้ภาพชุดนี้ สื่อสารถึง ‘รอยยิ้ม’ ‘ความสุข’ และ ‘การเริ่มต้นใหม่’ ให้ปีหน้าเป็นปีที่ดี เป็นปีแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ดีสำหรับทุกๆคน ได้รับแรงบันดาลใจความประทับใจจนเป็นผลงานชุดนี้จากประโยคในหนังสือภาพของ  Jimmy Liao ที่แปลเป็นไทยว่า ‘มนุษย์งดงามด้วยความฝัน’ สอดคล้องกับสถานการณ์การเผชิญความยากลำบากของคนทั่วโลกตลอดปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ว่า ‘เรายังมีความฝัน และความฝันของเรายังคงเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนมีพลังจะชีวิตในวันพรุ่งนี้”

โดยภาพชุดนี้นำคาแรคเตอร์แบบไทยประยุกต์มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว เพื่อให้ผลงานศิลปะถูกนำเสนอในงานตกแต่งที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ คิง เพาเวอร์ ชัดเจน โดยนำเสนอในรูปแบบ จักรวาลไทย ที่แวดล้อมด้วยคาแรคเตอร์ตัวละครที่ให้ความรู้สึกที่มีเอกลักษณ์เช่นกัน อาทิ นางเมขลาล่อแก้ว ซึ่งไม่ว่าจะเจอฝน หรือรามสูร   ที่เป็นอุปสรรค นางเมขลายังคงยิ้มได้และดำเนินเรื่องราวของตนเองได้อย่างสวยงาม หรือสายรุ้ง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ คาแรคเตอร์ที่สะท้อนความหวังที่สวยงาม รวมถึง ช้างหรือลิง ที่ทำให้นึกความสนุกสนานได้เป็นต้น”

สำหรับคาแรคเตอร์ไทยประยุกต์และองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ในภาพวาดชุด ‘Let’s Smile and Live a Life Beyond Boundaries’  ประกอบด้วยคาแรคเตอร์สำคัญ ดังนี้

ช้าง,มะลิ,นางอัปสร             

คาแรคเตอร์สะท้อนเอกลักษณ์ไทยที่อ่อนน้อมในการต้อนรับ,  การแสดงออกถึงความยินดีไมตรีจิต ในการต้อนรับนักเดินทางทั่วโลก

กล่องของขวัญ     

คาแรคเตอร์ที่นำมาสื่อสารถึง สินค้าและของที่ระลึก สำหรับนักเดินทาง ซึ่งที่ คิง เพาเวอร์ ให้ความสำคัญในการคัดสรรและเข้าใจถึงความต้องการของนักเดินทาง

จันทรา-สุริยา

คาแรคเตอร์สำคัญที่สื่อสารถึงความรอบรู้ ความรู้จริง ในทุกความต้องการข้อมูลสำคัญ คำแนะนำที่ดีเพื่อนักเดินทางทั่วโลก

นางเมขลา

คาแรคเตอร์ที่สะท้อนให้เห็นการมองโลกในมุมบวก ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ยากลำบาก การปรับมุมมองสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ ซึ่ง คุณยูน ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานทุกครั้งจากเพลง If you want the rainbow you must have the rain

หนุมาน  

คาแรคเตอร์จากวรรณคดีไทย  สะท้อนภาพความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในผลงานภาพนี้ต้องการสื่อสารถึง ‘ความมุ่งมั่น ทุ่มเท ของ  คิง เพาเวอร์ ในการส่งมอบประสบการณ์ความสุข สร้างรอยยิ้มให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้วในทุกสถานการณ์

รถเทียมม้า 

คาแรคเตอร์ที่สะท้อนถึงแรงบันดาลใจมากมายของนักเดินทาง ที่ทำให้เกิดความสุขและรอยยิ้ม ซึ่งในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงการสร้างแรงบันดาลใจใหม่เป็นสิ่งสำคัญ

นอกเหนือจาก คาแรคเตอร์จากภาพวาดจะถูกนำเสนอในรูปแบบการตกตกแต่งที่สวยงามในพื้นที่ของ คิง เพาเวอร์ ในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ความสุข ความสนุกสนาน ยังได้ถูกนำเสนอให้ลูกค้าที่มาเยือน  คิง เพาเวอร์ รางน้ำ บริเวณคราว เอเทรี่ยม ยังสามารถสนุกสนานกับกิจกรรมผ่านจอ interactive ภายในกล่องของขวัญขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถสัมผัสกับคาแรคเตอร์ทั้ง 6 ด้วยแสงสี เทคนิค ความสวยงาม เพื่อให้ถ่ายรูปและร่วมแชร์ความสุขกันในเทศกาลปีใหม่นี้พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมายสำหรับการซื้อสินค้าทั้งที่สาขารางน้ำ,มหานคร, พัทยาและภูเก็ต รวมถึงการซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์ http://www.kingpower.com  และแอปพลิเคชั่นคิง เพาเวอร์

ร่วมส่งต่อ‘ความสุข’ ด้วยภาพวาดลายเส้น เติมเต็มความหวัง ความฝัน  แรงบันดาลใจใหม่ๆกับบรรยากาศ “Let’s Smile and Live a Life Beyond Boundaries” ให้รอยยิ้มส่งความสุขไปให้ไกลกว่าเดิม ที่ คิง เพาเวอร์  สาขารางน้ำ, มหานคร, พัทยา และภูเก็ต  พร้อมร่วมสนุกกับการส่งต่อความสุขผ่าน King Power Social Media ด้วยการกด Follow IG ‘Kingpowerofficial’ โดยสามารถเลือกรูปใบหน้าและรูปแบบคาแรคเตอร์   ที่ต้องการ พร้อมกดแชร์เพื่อส่งต่อรอยยิ้มให้กับคนพิเศษในเทศกาลนี้