สะกดใจ! ‘ปราง กัญญ์ณรัณ’แจกความหวานปนแซ่บ สวมเสื้อแหวกอกลึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/733097

สะกดใจ! 'ปราง กัญญ์ณรัณ'แจกความหวานปนแซ่บ สวมเสื้อแหวกอกลึก

สะกดใจ! ‘ปราง กัญญ์ณรัณ’แจกความหวานปนแซ่บ สวมเสื้อแหวกอกลึก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.15 น.

25 พ.ค.66 ทำเอาไอจีไฟลุกเลยทีเดียว เมื่อนักแสดงสาว “ปราง กัญญ์ณรัณ” ออกมาแจกความสดใสปนเซ็กซี่แบบรัวๆ ล่าสุด เจ้าตัวก็ได้ปล่อยทีเด็ดแบบจัดเต็มกับเสื้อแหวกอกลึกเผยให้เห็นผิวขาวออร่า ด้านหน้าว่าเด็ดแล้ว ด้านหลังก็ไม่น้อยหน้า แหวกเว้าจนถึงสะโพก บอกเลยว่าลุคนี้ความแซ่บความเซ็กซี่จัดเต็มจริงๆ

ปล่อยทีเด็ด! ‘กระแต อาร์สยาม’สวมชั้นในอวดหุ่นเป๊ะปัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/733080

ปล่อยทีเด็ด! 'กระแต อาร์สยาม'สวมชั้นในอวดหุ่นเป๊ะปัง

ปล่อยทีเด็ด! ‘กระแต อาร์สยาม’สวมชั้นในอวดหุ่นเป๊ะปัง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.12 น.

พริก 100 เม็ดยังต้องหลบให้กับความเซ็กซี่แซ่บซ่า ของ นักร้องลูกทุ่งสาว “กระแต นิภาพร บุญยะเลี้ยง” หรือ “กระแต อาร์สยาม” ที่เจ้าตัวโชว์ความแซ่บซี๊ดปล่อยพลังความฮอต ด้วยการสวมชุดชั้นในสุดร้อนแรง เผยให้เห็นหุ่นเฟิร์ม กล้ามท้องสุดสตรอง แถมบั้นท้ายที่ฟิตมาอย่างดี บอกเลยว่าเป็นสาวสวยที่มีหุ่นฟิตเปรี๊ยะสุดๆ เลยทีเดียว

.-011

กยศ.ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 27-28 พ.ค.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733092

กยศ.ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 27-28 พ.ค.66

กยศ.ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 27-28 พ.ค.66

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เชิญชวนผู้กู้ยืมที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำในการวางแผนการออมการลงทุน วันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2566 นี้ ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ร่วมจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า วันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2566 เวลา 08.30 – 16.00 น.หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตร กลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ภูมิภาคจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา และจังหวัดพัทลุง ที่ประสบปัญหาหนี้สินได้รับการช่วยเหลือ โดยจะมีการเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้ร่วมกัน ตลอดจนการให้บริการอบรมความรู้ทางการเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กองทุนขอเชิญชวนข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้กู้ยืม กยศ.เข้าร่วมงาน โดยสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาการชำระหนี้ได้ที่บูธ กยศ.

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733084

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.36 น.

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ย้ำ ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ไทยมีโอกาสเปิดรับนักลงทุนด้านนวัตกรรมเพิ่มจากนานาประเทศ

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 5/2566 ณ ห้องประชุม 3B ชั้น 3 อาคารพระจอมเกล้า สานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม โดยการประชุมมีการเสวนาในประเด็นนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของรัฐ (University Holding Company)

ดร.เอนก กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนธงจากประเทศกำลังพัฒนาไปเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทำให้รัฐบาลมั่นใจว่า กระทรวง อว. จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะทำให้ประเทศสามารถเดินไปสู่เป้าหมายได้ โดยอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม (วทน.) และต้องเดินสองขาคู่ไปกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราต้องเสนอให้รัฐบาลตระหนักว่า อว. ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ หรือทำวิจัย แต่มีหน้าที่ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนแพลตฟอร์มการพัฒนาบริษัทฐานนวัตกรรม หรือ IDE (Innovation Driven Enterprise) รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative Industry ด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ สอวช. ที่ต้องเป็น Think tank เพื่อวางกรอบให้ชัด และเป็นหน่วยงานผู้นำทางความคิด ในฐานะคนทำนโยบาย 

รมว.อว. กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน หลายประเทศในแถบยุโรป อเมริกา แม้แต่ไต้หวันเอง ที่เคยมีฐานการผลิตและลงทุนด้านนวัตกรรม ในประเทศจีน ก็จะย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย ด้วยความพร้อมทั้งภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรที่มีศักยภาพ ที่สามารถดำเนินการและเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนได้ จึงถือเป็นโอกาสและแนวโน้มที่ดีของประเทศเรา

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. ได้นำเสนอนโยบายส่งเสริม University Holding Company ต่อที่ประชุมคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องด้านการส่งเสริมระบบนิเวศ นวัตกรรมและการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายเมื่อ 25 ธันวาคม 2563 โดยที่ประชุมเห็นชอบใน 3 เรื่อง คือ 1. การสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งและดำเนินการนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุน (Holding Company) ได้ตามกฎหมาย 2. การส่งเสริมด้านเงินทุนในการร่วมลงทุนของ University Holding Company   3. กระทรวง อว. ปรับปรุงระเบียบ ภายในมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม 4. สภานโยบายส่งเสริมมหาวิทยาลัยสร้างธุรกิจนวัตกรรมเพื่อการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบ Spin-off/Startup และ 5. การส่งเสริมให้ University Holding Company ลงทุนร่วมกับภาคเอกชนในรูปแบบทุนร่วมทุน

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ยังได้มีมติ เห็นชอบร่างแนวทางปฏิบัติ เพื่อการจัดตั้งและดำเนินการนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุน ของสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของรัฐ โดยแนวทางปฏิบัติกำหนดหลักการและแนวทางให้แก่ สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของรัฐนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม โดยปัจจุบัน สามารถจัดตั้ง University Holding Company โดยสถาบันอุดมศึกษาแล้ว 6 แห่ง ซึ่ง Holding Company ดังกล่าวได้จัดตั้งและลงทุนในบริษัทลูกต่าง ๆ รวมอย่างน้อย 44 บริษัท เช่น บริษัท CU Enterprise จำกัด โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งบริษัทลูกเป็น Holding Company ของแต่ละคณะ เพื่อลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่เกิดจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมของแต่ละคณะ และ บริษัท CU Enterprise จำกัด และศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) ยังได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร University Holding Company Directorship Certification Program (UHCDP) เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้บริหารสำหรับการเป็นกรรมการใน Holding Company ที่เน้นบริหารการลงทุนในธุรกิจฐานนวัตกรรม

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนากำลังคนด้าน วทน. ไว้มาก หนึ่งในนั้นคืออุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 5 แห่ง และจะเพิ่มแห่งที่ 6 คือที่ จ.นครราชสีมา โดยมีอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) เกิดขึ้นเป็นแห่งแรก ปัจจุบันพัฒนาได้ก้าวหน้ามาก สามารถยกระดับธุรกิจขนาดเล็ก จากรายได้ 1-2 ล้านเพิ่มเป็น 10 ล้าน และเป็นหลายร้อยล้านบาทได้ โดย Holding Company เป็นจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนา IDE ซึ่งจากความพร้อมและศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์ และบุคลากร จะช่วยทำให้เราไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศที่พ้นกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2580 ได้อย่างแน่นอน

“การที่เราตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวน IDE โดยพัฒนาผู้ประกอบการ 1,000 ราย 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีนั้น มีความเป็นไปได้สูง ดูจากการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีผู้ประกอบการที่ทำรายได้อยู่ในระดับ 200-300 ล้านบาท ที่จะสามารถพัฒนาไปสู่ระดับยูนิคอร์นได้หลายสิบราย ซึ่งหากผนวกกับผู้ประกอบการที่บ่มเพาะในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ตลอดจนผู้ประกอบการที่อยู่ภายนอกด้วยนั้น โอกาสที่จะเกิด IDE 1,000 ราย ที่มีค่าเฉลี่ยยอดขาย 1,000 ล้านบาทต่อราย เชื่อว่าเป็นไปได้สูงมาก” ดร.กิติพงค์ กล่าว

จากการผลักดันนโยบายของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยได้นำเอากลไก Holding Company ไปใช้ เพื่อนำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยออกไปสู่การประกอบการ และการพัฒนาให้เกิด IDE เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้ชื่อว่า บริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำกัด โดยสภามหาวิทยาลัยมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทในปี 2560 และเริ่มตั้งบริษัทแรกในปี 2561 โดยรูปแบบการลงทุนในบริษัท มี 4 รูปแบบที่เริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่ 1) การลงทุนในบริษัทที่มีองค์ความรู้เฉพาะทาง 2) การลงทุน Joint Venture กับบริษัทมืออาชีพ 3) การแปลง ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นทุน 4) การลงทุนในบริษัทที่เป็น High potential startup และรูปแบบสุดท้ายที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการคือ การลงทุนในกองทุนอื่น ๆ โดยปัจจุบันมีบริษัทที่เริ่มดำเนินการแล้ว 8 บริษัท อีก 2 บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการหารือ โดยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นของบริษัท อ่างแก้วฯ อยู่ที่ 1 ล้านบาท และในปี 2566 นี้ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนขึ้นเป็น 10 ล้านบาท

ในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี บริษัท CU Enterprise จำกัด จัดตั้งขึ้นเป็น Sandbox ของมหาวิทยาลัยเอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้งบริษัทขึ้นมา 2 ด้าน ด้านแรก คือการนำเอาทรัพย์สินทางปัญญาของจุฬาฯ มาใช้ในการสร้างสินค้าและบริการภายใต้ Holding company ส่วนที่สอง คือการบ่มเพาะ ให้เกิด spin-off โดยอาจารย์ หรือนิสิตของมหาวิทยาลัย สามารถนำงานผลงานวิจัยไปตั้งเป็นสตาร์ทอัพ บริษัทหรือสร้างธุรกิจ (enterprise) ได้ โดยในปัจจุบันได้บ่มเพาะผู้ประกอบการไปแล้ว 300 โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวกับดิจิทัล 200 โครงการ โครงการเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง (deep tech) 100 โครงการ สร้างสตาร์ทอัพไปแล้ว 150 บริษัท และเป็น enterprise ในส่วนของอาจารย์อีกกว่า 50 บริษัท และในปี 2567 ยังได้ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาสตาร์ทอัพในกลุ่ม deep tech ให้ได้มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท

‘ปลัดมท.’แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733075

‘ปลัดมท.’แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา

‘ปลัดมท.’แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.53 น.

“ปลัด มท.”แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด”พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) ชวนพุทธศาสนิกชนร่วมโดยพร้อมเพรียง-เพื่อสิริมงคลของชีวิต

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 ที่หอประชุมสิริภักดีธรรม วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร แขวงกัลยา เขตธนบุรี กรุงเทพฯ พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก เมตตาเป็นประธาน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วม และนายสิทธา มูลหงส์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ร่วมในการแถลงข่าวการจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) โดยได้รับเมตตาจาก พระโสภณวชิรวาที ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร พระครูวิลาศกาญจนธรรม รองเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์, ศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เจ้าอาวาสวัดใหม่ (ยายแป้น) ร่วมในงาน และภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน ร่วมรับฟังแถลงข่าว

พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้ให้การรับรองวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวิสาขบูชานานาชาติร่วมกันของชาวพุทธทั้ง 3 นิกายใหญ่ คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยานแบบทิเบต เพื่อให้คนทั้งโลกได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวิสาขบูชา ไม่ว่าจะเป็นผู้นับถือศาสนิกใด และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวพุทธทั่วโลกจึงได้ร่วมกันจัดงานวิสาขบูชาโลก ที่องค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ตั้งแต่ปี 2543  โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Vesak หรือภาษาไทยเรียกว่า วิสาขะ โดยคณะกรรมการสมาคมสภาสากลวิสาขบูชาโลก จึงได้มีฉันทามติร่วมกันให้ประเทศไทยโดยมีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล และมหาเถรสมาคม เป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เรื่อง “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ในระหว่างวันที่ 1 – 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และ พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยได้รับเกียรติจากประมุขสงฆ์ต่างประเทศ อาทิ พระสังฆราชบัวคลี่แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ประธานสงฆ์สาธารณรัฐประชาชาจีน มหานายาตะประมุขสงฆ์สยามนิกายแห่งศรีลังกา และผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนกว่า 3,500 รูป/คน จาก 55 ประเทศ

“ในวันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน 2566 เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก จะเสด็จไปเป็นประธานในกิจกรรม ณ อาคารหอประชุม มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และจะทรงร่วมรับฟังการปาฐกถาพิเศษ “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) โดย นายดิเนช คุณวาระเดนะ (H.E. Dinesh Gunawardena) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และภาคบ่าย เป็นการสัมมนา 3 หัวข้อหลัก คือ 1. “พุทธปัญญาเพื่อการบรรลุสันติภาพโลก” (Buddhist Wisdom to Achieve World Peace) 2. “พุทธปัญญากับการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ” (Buddhist Advice to Cope with Climate Change) และ 3. “พุทธคุณูปการกับการพัฒนาทางสังคมและมนุษยธรรมหลังจากโรคโควิด” (Buddhist Contribution to Further Social and Humanitarian Development after Covid Pandemic) จากนั้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานเปิดงานพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด จะเป็นการประกาศปฏิญญากรุเทพมหานคร 2023/2566 โดย พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. ประธานสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก นอกจากนี้ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 จะมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อ.ศาลายา จ.นครปฐม และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 จะมีการบรรยายเรื่องเดียวกัน ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา” พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กล่าวเพิ่มเติม 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต เมตตาให้กระทรวงมหาดไทยมีส่วนสำคัญในการที่จะร่วมขับเคลื่อนงานอันเป็นงานที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งกับสังคมไทยและสังคมโลก คือ งานวันวิสาขบูชาโลก อันสอดคล้องกับวันวิสาขบูชาของชาวพุทธทุกคน ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยมีภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน ดูแลรักษาความมั่นคงภายในประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนเสริมเติมเต็มให้งานของกระทรวงมหาดไทยสำเร็จได้มาโดยตลอดนั้น  พระพุทธศาสนาและทุกศาสนาถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางการหลอมรวมพลังของทุกศาสนาในประเทศทำให้เกิด “สันติภาพของโลก” และทำให้คนในสังคม ในชุมชนมีความรัก ความสามัคคี มีจิตใจเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นปฐมบททำให้ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศไทย และนานาชาติเป็นสังคมที่มีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน ดังนั้น ในวาระพิเศษ คือ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ “วันวิสาขบูชา” จึงเป็นวาระพิเศษ เป็นวันสำคัญยิ่งที่ชาวพุทธและคนไทยทั้งมวล

“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามาอย่างเสมอต้นเสมอปลายในทุกโอกาส ทั้งวันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พิธีทอดผ้าป่า และด้วยพระเมตตาของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดมีพระบัญชาแต่งตั้งให้ตนในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทยคนที่ 41 ได้ดำรงตำแหน่งไวยาวัจกร ฝ่ายบริหารงานสาธารณสงเคราะห์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อันเป็นมิ่งมงคลต่อตนและชาวกระทรวงมหาดไทยในการร่วมถวายงานและสนองงานคณะสงฆ์ผู้เป็นหลักชัยของสังคมไทย นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงขับเคลื่อนโครงการบ้าน วัด ประชา รัฐ สร้างสุข มุ่งสร้างสรรค์ทำให้พื้นที่ของบ้าน วัด และพื้นที่สาธารณะในชุมชนให้เป็นพื้นที่ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของงานสัปดาห์วิสาขบูชาโลก คือ การส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน เพื่อให้พระสงฆ์ได้เมตตานำฝ่ายบ้านเมือง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ สร้างความผาสุก สร้างความเกื้อกูลทำให้สังคมไทยมีความสุข อันเป็นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับแผ่นดินไทย” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาหรือสัปดาห์วิสาขบูชาโลก ประจำปี 2566 นี้ กระทรวงมหาดไทยจะได้ร่วมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ที่มีอยู่ทั้ง 76 จังหวัด 878 อำเภอ รวมถึงกรุงเทพมหานคร จะได้ร่วมกันเชิญชวนและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เสริมสร้างพลังการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รวมถึงศาสนิกชนอื่น ๆ ได้ร่วมกิจกรรม ได้แก่ 1) เชิญชวนส่วนราชการ ห้าง ร้าน มูลนิธิ สมาคม บริษัทเอกชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือน ร่วมกันประดับธงชาติและธงธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญเพื่อสร้างบรรยากาศที่คึกคักของสัปดาห์วันวิสาขบูชาโลกทั่วประเทศ และเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเราคนไทยมีความเป็นสิริมงคลในห้วงของการเฉลิมฉลองจัดงานสัปดาห์วิสาขบูชาโลก 2) ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้นำการบูรณาการทุกภาคส่วน นำพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ร่วมกันทำบุญใส่บาตรและประกอบกิจกรรมที่เป็นสรรพสิริมงคล เช่น การไถ่ชีวิตโค กระบือ ปล่อยปลา ปล่อยนก ปล่อยเต่า ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า และกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มพูนขึ้นตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะให้เราได้ดำเนินการที่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติบูชาให้เพิ่มพูนมากขึ้น นอกเหนือจากการประดับธงที่ถือเป็นอามิสบูชา 3) ทุกจังหวัดและทุกอำเภอเชิญชวนเด็ก เยาวชน และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ร่วมประกาศตนเป็นพุทธมามกะต่อคณะสงฆ์ เพื่อเป็นเครื่องระลึกเตือนใจว่าเราเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธและจะปฏิบัติตามหลักธรรมะหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในด้านการพิจารณาอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โดยห้ามมีการอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนันทั้งปวงตลอดสัปดาห์วิสาขบูชาโลก และสำหรับในวันวิสาขบูชา ต้องตรวจตราไม่ให้มีการจำหน่ายสุรายามึนเมาแอลกอฮอล์ และขอความร่วมมืองดให้บริการสถานบริการในวันวิสาขบูชา เพื่อลดโอกาสคนจะไปมึนเมาทำผิดศีลธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเนื่องในโอกาสอันเป็นอุดมมงคลฤกษ์วันวิสาขบูชาในปีนี้ กระทรวงมหาดไทยจะได้ใช้เป็นนิมิตหมายอันดี เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ช่วยกันขยายผลเผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมราชบพิตร ที่กระทรวงมหาดไทยได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์เป็นหลักชัยขับเคลื่อนจนประสบผลสำเร็จเป็นบริบูรณ์ในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครนายก อันเป็นแนวทางที่สำคัญที่ทำให้คนไทยอยู่รอด คนไทยไม่เป็นหนี้เป็นสิน สามารถช่วยเหลือพึ่งพากันในครัวเรือน ในชุมชน และช่วยเหลือชุมชนอื่น ๆ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชาและการจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises)” ขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วประเทศ ได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาศีล ปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม เข้าวัด ทำบุญตักบาตร บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคม ตลอดสัปดาห์วันวิสาขบูชา 1 – 7 มิถุนายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

– 006

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองฯ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ ‘เราจะใกล้กันมากขึ้นฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733023

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองฯ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ 'เราจะใกล้กันมากขึ้นฯ'

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองฯ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ ‘เราจะใกล้กันมากขึ้นฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.17 น.

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองของชาติ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สถาบันคลังสมองของชาติ จัดการสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและองค์ความรู้จากผลงานวิจัย อันจะนำไปสู่การวิจัยและต่อยอดความรู้ในอนาคต โดยมี ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และนายสมปรารถนา สุขทวี รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ต้อนรับวิทยากรและผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรับฟังการสัมมนา จำนวน 113 คน ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว.  ได้สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม โครงการวิจัย เรื่อง“การประยุกต์ใช้ภาษีความมั่งคั่งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานด้วยความเป็นธรรมและยั่งยืนในประเทศไทย” ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเนื้อหาและข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงสังคม จึงนำไปสู่การจัดทำเป็นหนังสือ เรื่อง เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้”: ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ เพี่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้าง โดยเนื้อหาของหนังสือมีประเด็นการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง ประสบการณ์การเก็บภาษี ความมั่งคั่งในต่างประเทศ ข้อดี ปัญหา อุปสรรคในการจัดเก็บภาษี ความจำเป็น รวมถึง ข้อเรียกร้องในการจัดเก็บภาษี เพื่อสร้างระบบสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย การสัมมนานี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน รวมถึงเกิดการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจ และสังคม และนำไปสู่การผลักดันและขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง 

การเสวนามีการนำเสนอประเด็นสำคัญของหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ ในเรื่อง 1) ฝันให้ไกล คือ การทำให้เห็นภาพความหวัง/ความฝันของคนไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในปัจจุบัน ให้ฝันถึงรัฐสวัสดิการ และการยกระดับระบบสวัสดิการไปสู่การมีบำนาญถ้วนหน้า ประกันสังคมถ้วนหน้า การศึกษาฟรี เงินเลี้ยงดูเด็กถ้วนหน้า ฯลฯ 2) ไปให้ถึง คือ การทบทวนประสบการณ์การเก็บภาษีความมั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นบทเรียนและหาทางเลือกสำหรับประเทศไทย การที่รัฐเลือกเก็บภาษีคนรวย ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการลดความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความเป็นธรรม เพราะการสั่งสมความมั่งคั่งของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งย่อมมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของคนกลุ่มอื่นๆในสังคมไม่มากก็น้อย 3) ข้ามอุปสรรค คือ การหาแนวทางในการผลักดันในสามารถจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งและการจัดสวัสดิการที่คนในสังคมสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมรับผิดชอบ 4) ใกล้กันมากขึ้น คือ การแสดงให้เห็นแนวทางการก้าวข้ามอุปสรรคของการเก็บภาษีความมั่งคั่งที่เป็นอยู่ในสังคมไทย ด้วยการเสนอแนวทางเก็บ “ภาษีความมั่งคั่ง” เพื่อลดช่องโหว่ของนโยบายและปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลดการกระจุกตัวของทรัพย์สิน และสร้างความเท่าเทียมในสังคม ในรูปแบบของเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

เรื่อง “จะทำให้เกิดรัฐสวัสดิการในสังคมไทยได้อย่างไร? – ความจำเป็นของภาษีความมั่งคั่ง” กล่าวถึง ปัญหารายได้และความเปราะบาง อนาคตศาสตร์ ว่าด้วยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในไทย นโยบายการเก็บภาษีกลุ่มคนมั่งคั่ง การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ การเพิ่มสวัสดิการที่เหมาะสมจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศได้ 4 ปรากฏการณ์สะท้อนความเหลื่อมล้ำคือ 1. การขยายตัวของกลุ่มแรงงานเสี่ยง 2. ความยากลำบากของชนชั้นกลาง 3. การสะสมทุนอย่างล้นเกินของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และ 4.การจัดลำดับชั้นของสวัสดิการผ่านมูลค่าแลกเปลี่ยน การแก้ไขปัญหาโดยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจึงยั่งยืนกว่าระบบเน้นค่าจ้าง โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีการวิจารณ์และแสดงความคิดเห็นต่อหนังสือ โดยกล่าวถึง “ภาษี” ในฐานะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลที่ใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการ ซึ่งการเก็บภาษีทางตรง การลดความหลากหลายของอัตราภาษี และลดเงื่อนไขการยกเว้นภาษี จะช่วยให้สามารถเก็บภาษีความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  นอกจากนี้ การยินยอมพร้อมใจกันจ่ายภาษีของผู้คนในสังคม จะช่วยเพิ่มทรัพยากรของภาครัฐในการนำไปทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนในประเทศต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดำเนินการเสวนา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ การสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ  วช. พร้อมที่จะสนับสนุนผลงานวิจัยไปสู่การผลักดันให้เกิดการตระหนักรู้และความตื่นตัวของสาธารณชนในเรื่องภาษีความมั่งคั่ง การพัฒนาระบบสวัสดิการ และการลดความ เหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้มากยิ่งขึ้น

ส่องเพลง คนการเมือง โพสต์แทนคำพูด กลางประเด็น ‘ ศิธา -หมอชลน่าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549724

25 พ.ค. 2566

ส่องเพลง คนการเมือง โพสต์แทนคำพูด กลางประเด็น ' ศิธา -หมอชลน่าน'

ส่องบทเพลงเก่า ที่เคยดังในยุค 80 และ 90 หลัง คนการเมืองใช้เป็นตัวแทนคำพูดในใจ ในประเด็นความไม่พอใจ ระหว่าง ผู้พันปุ่น กับ นพ.ชลน่าน

นับเป็นเรื่องที่คอการเมืองให้ความสนใจ และติดตามอย่างใกล้ชิด ต่อประเด็นความไม่พอใจที่เกิดขึ้น ระหว่าง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับ น.ต.ศิธา ทิวารี หรือ ผู้พันปุ่น จนหลายฝ่ายมองว่าจะกระทบต่อความเป็นพันธมิตร ทัพ 8 พรรคการเมือง ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ซึ่งเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามของ ผู้พันปุ่น ในเรื่อง Advance MOU จนมีการตอบโต้ไปมา

บทเพลงที่คนการเมืองโพสต์ต่อกันบทเพลงที่คนการเมืองโพสต์ต่อกัน


ท่ามกลางการแจงไปโต้มา บทเพลง จำนวนหนึ่งถูกนำมาใช้เป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนคำพูด และความในใจของแต่ละฝ่าย และบนเพลงเหล่านั้น เป็นเพลงที่โด่งดัง ในช่วงปลายยุค 80 ต่อยุค 90 จึงขอวางประเด็นร้อน แล้วมาดูกันว่า แต่ละเพลงที่ถูกนำมาใช้นั้น มีเพลงอะไรกันบ้าง 
 

ส่องเพลง คนการเมือง โพสต์แทนคำพูด กลางประเด็น ' ศิธา -หมอชลน่าน'
เริ่มต้นที่ น.ต.ศิธา เปิดประเด็นใช้เพลงสื่อสาร ด้วยเพลง ‘อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ’  จากนั้น ทาง อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ฝั่งพรรคเพื่อไทย ก็มีการโพสต์ด้วยเนื้อเพลงเช่นกัน ด้วยบทเพลง ‘ซ้ำเติม’ ซึ่งเป็นผลงานของนักร้องคนเดียวกัน นั่นคือ เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ นักร้อง นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง และเป็นผู้ก่อตั้งค่ายเพลง มิวสิก บั๊กส์ ค่ายเพลงที่ถือกำเนิดในยุคเพลงอินดี้เฟื่องฟู ทั้งบทเพลง ‘อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ’   และ ‘ซ้ำเติม’ เป็นผลงานเพลงที่อยู่ในอัลบั๊มเดียวกันที่ชื่อว่า ร็อกกระทบไม้ ออกวางจำหน่ายในปี 2535 เป็นผลงานเพลงอัลบั๊มที่ 4 ของ ธเนศ 

ปกเทปคาสเซ็ท อัลบั๊ม ร็อกกระทบไม้ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ปกเทปคาสเซ็ท อัลบั๊ม ร็อกกระทบไม้ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์


ส่วนอีกฟากฝั่ง อย่าง ก้าวไกล ตัวตึงของพรรค อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ใช้บทเพลงเสมือนเป็นเครื่องรวมใจ โพสต์แสดงความเห็น ด้วยเพลง ‘จับมือกันไว้’ ที่หลาย ๆ คนรู้จักกันอย่างดีแม้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลงานการขับร้องของ เบริ์ด ธงไชย แมคอินไตย์ นักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์ของประเทศ สำหรับเพลง ‘จับมือกันไว้’ เป็นผลงานเพลงลำดับที่ 9 หรือเพลงที่ 3 ในหน้า 2 ของเทปคาสเซ็ท ในอัลบั๊มที่ 4 ชื่อว่า ส.ค.ส.

ปกอัลบั้ม ส.ค.ส.ของ เบริ์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ปกอัลบั้ม ส.ค.ส.ของ เบริ์ด ธงไชย แมคอินไตย์

ออกวางจำหน่ายครั้งแรก 17 ธันวาคม พ.ศ. 2531 ยอดขายเทปครั้งนั้น มีการระบุข้อมูลไว้ว่า ขายได้เกิน 9.5 แสนตลับ ถัดมาอีก3ปี ได้มีการจัดจำหน่ายอีกครั้งในรูปแบบซีดี มิถุนายน พ.ศ. 2534
เรียกได้ว่า แต่ละบทเพลงที่แต่ละคนนำมาใช้เพื่อเป็นตัวแทนการสื่อสารที่แท้จริงนั้น เนื้อหากินใจ และบอกอายุของแต่ละคนได้ดีทีเดียว.

‘เพื่อไทย’ ขอ ‘ประธานสภา’ ลั่นประมุขคนละฝ่ายก็ไม่เลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549711

25 พ.ค. 2566

'เพื่อไทย' ขอ 'ประธานสภา' ลั่นประมุขคนละฝ่ายก็ไม่เลว

‘ประเสริฐ’ เผย ‘เพื่อไทย’ แจ้งขอตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ ก่อนแล้ว รอคำตอบ ‘ก้าวไกล’ พรรคอันดับ 2 เป็นไม่เสียหาย คะแนน สส.เขตเท่ากัน ชี้ต่างฝ่ายเป็นประมุขก็ไม่เลว ส่วนชื่อ ‘หมอชลน่าน’ เหมาะสมแล้ว

มาที่ฝั่ง “พรรคเพื่อไทย” บ้าง ขอตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งยังต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง เนื่องจาก “พรรคก้าวไกล” ก็ประกาศชัดเจนว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นของเขา เพื่อคุมอำนาจนิติบัญญัติ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผยว่า ขณะนี้รอคำตอบจากพรรคก้าวไกล เนื่องจากเมื่อวันที่ทำ MOU ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แจ้งความประสงค์ถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย อีกฝ่ายแจ้งว่า ขอเวลาอีก 2-3 วัน จะเอาคำตอบมาให้ ซึ่งมองว่ากองเชียร์ทั้ง 2 ฝั่ง อยากให้ สส.และแกนนำของแต่ละพรรคเป็น และ ตำแหน่งประธานสภาเป็นตำแหน่งสำคัญ อยากให้คำนึงถึงความเหมาะสม แต่ถ้าพรรคก้าวไกลไม่ยอมพรรคเพื่อไทยก็คงต้องกลับมาหารือกันอีกครั้ง

พร้อมยกตัวอย่างเมื่อปี 2562 นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาฯ ซึ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคลำดับที่ 4 แต่ครั้งนี้เสียงใกล้กันมาก โดยเฉพาะ สส.แบบแบ่งเขต ที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยได้ 112 เท่ากัน เพราะฉะนั้นอยากให้มีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออก และเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยประสานงานไปแล้ว จึงอยากให้บรรยากาศการทำงานเป็นไปได้ด้วยดี เพราะได้ทำ MOU ไปแล้ว ไม่อยากให้บางเรื่องมาเป็นอุปสรรค หากปล่อยให้ต่างฝ่ายออกมาพูดก็ไม่จบซะทีและยิ่งนานไปก็ไม่ใช่ผลดี เพราะที่ผ่านมาการคุยกับพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมอื่นๆบรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดีทุกครั้ง

ส่วนจะกระทบกับการจับมือจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ยังยืนยันเจตนารมย์พรรคเพื่อไทย สนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะที่พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องประธานสภาเป็นคนละกรณีกัน และไม่มีใน MOU 

เมื่อถามว่า 10 เสียงที่ห่างกันไม่ได้มากพรรคเพื่อไทยถอยให้กับพรรคก้าวไกลพอสมควรหรือยังนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า พอสมควร เพราะ 10 เสียงเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ต่างกันเท่านั้น หากพรรคก้าวไกลได้รับการคัดเลือกตั้ง สส.เกินครึ่งหนึ่ง คือ 250 จะจบปัญหานี้ ไม่เกิดแน่นอน และในอดีตที่ผ่านมาพรรคที่ได้ลำดับที่ 1 กับ ลำดับที่ 2 จะ คะแนนต่างกัน คนละฝั่งกัน แต่ครั้งนี้เป็นฝั่งพรรคประชาธิปไตยเหมือนกัน ไม่มีพรรคใดที่ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง จึงอยากให้ทุกฝ่ายมองถึงความเหมาะสม  

“ทางพรรคก้าวไกลได้นายกฯ เบอร์ 1 ไปแล้วถ้าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสทำงานตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย” 

ส่วนที่มีชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ นายประเสริฐ มองว่า มีความเหมาะสม มีประสบการณ์ในสภา เป็น สส. 6 สมัย และเก่งเรื่องข้อบังคับ รวมถึงยังเป็นหัวหน้าพรรคด้วย ซึ่งหัวหน้าพรรคหนึ่งเป็นนายกฯ หัวหน้าอีกพรรคหนึ่งเป็นประธานสภาก็ไม่เลว

ส่วนข้อพิพาทระหว่าง นพ.ชลน่าน กับ นาวาอากาศตรีศิธา ธิวารี จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวหรือไม่ นายประเสริฐ หัวเราะ ก่อนตอบว่า อยากให้บรรยากาศดีกว่านี้ และต้องเคลียร์ใจกันเร็วๆ ซึ่งเมื่อก่อนทั้งสองฝ่ายรักกันดี ถูกคอกัน แต่นพ.ชลน่านเป็นผู้ใหญ่และเป็นหัวหน้าพรรค เมื่อมาเจอคำถามลักษณะถามจี้ 2 ครั้ง ตนว่าคงทำให้ท่านหงุดหงิดพอสมควรแต่ตนคิดว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ท่านคงให้อภัย

‘ประธานรัฐสภา’ มีอำนาจ-หน้าที่ อะไร ทำไมถูกหมายปองจาก พรรคการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549703

25 พ.ค. 2566

'ประธานรัฐสภา' มีอำนาจ-หน้าที่ อะไร ทำไมถูกหมายปองจาก พรรคการเมือง

ศึกชิงเก้าอี้ ‘ประธานรัฐสภา’ มีอำนาจ-หน้าที่ อะไร ทำไมถูกหมายปองจาก พรรคการเมือง ย้อนหน้าตา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากรัฐบาลเสียงข้างมาก

เก้าอี้ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ประธานรัฐสภา” กลายเป็นอีกตำแหน่งสำคัญ รองจากเก้าอี้รัฐมนตรี ที่มีการช่วงชิง และถูกจับตาว่า จะเป็นผู้มาจากพรรคการเมือง ที่คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง หรือมาจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง 2566 เสร็จสิ้นลง

“ประธานสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ประธานรัฐสภา” มีบทบาท หน้าที่ และมีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงดูหอมหวาน ใครก็อยากได้เก้าอี้นี้มาครอง แล้วที่ผ่านมา ประธานรัฐสภา ที่มาจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง มีใครบ้าง คมชัดลึก สรุปข้อมูลมาเป็นความรู้

รัฐสภารัฐสภา

“ประธานรัฐสภา มีหน้าที่อะไร

ตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อที่ 5 ประธานรัฐสภา มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

  1. เป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
  2. กำหนดการประชุมรัฐสภา
  3. ควบคุมและดำเนินกิจการของรัฐสภา
  4. รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภา ตลอดถึงบริเวณของรัฐสถา
  5. เป็นผู้แทนรัฐสภาในกิจการภายนอก
  6. แต่งตั้งกรรมการเพื่อดำเนินกิจการใดๆ ตาม (7)
  7. หน้าที่และอำนาจอื่น ตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

ทั้งนี้ ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น “ประธานรัฐสภา” ด้วยอีกตำแหน่ง บทบาทแรกที่ชัดเจน คือ การเป็นผู้นำชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อพระมหากษัตริย์ หลังที่ประชุมรัฐสภา ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ

ภาพที่ประชุมสภาฯ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีภาพที่ประชุมสภาฯ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ประธานรัฐสภา ใครเป็นคนเลือก

ตามตัวบทของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีประธานสภาฯ 1 คน และรองประธาน 1 หรือ 2 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภาผู้แทนราษฎรตามมติของสภา

  • ในการเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ นั้น สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้ 1 ชื่อ โดยการเสนอนั้น ต้องมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน ถ้าหากว่ามีการเสนอชื่อผู้ใดเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้ถูกเสนอชื่อนั้น เป็นผู้ได้รับเลือก ถ้าหากมีการเสนอชื่อหลายชื่อ ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ  เมื่อลงมติเสร็จสิ้นแล้ว ให้ประธานประกาศชื่อผู้ใดรับเลือกต่อที่ประชุม และให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์
  • เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภา หรือมีแต่ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ในกรณีที่มีรองประธานสภา 2 คน ให้รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภา ถ้ารองประธานสภาคนที่ 1 ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภา

ย้อนเก้าอี้ “ประธานรัฐสภา”

  • ปี 2535 นายมารุต บุนนาค จากพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 79 เสียง)
  • ปี 2538 พล.ต. บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ จากพรรคชาติไทย ภายใต้รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 92 เสียง)
  • ปี 2539 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคความหวังใหม่ รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 125 เสียง)
  • ปี 2543 นายพิชัย รัตตกุล พรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย หรือ “รัฐบาลชวน 2” (มิ.ย.- พ.ย. 2543 โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลในเดือน พ.ย. 2540 จากการดึง สส.พรรคประชากรไทย ชิงตั้งรัฐบาล หลังจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี )
  • ปี 2544 นายอุทัย พิมพ์ใจชน พรรคไทยรักไทย รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุดในสภา 248 เสียง)
  • ปี 2548 นายโภคิน พลกุล พรรคไทยรักไทย รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 377 เสียง
  • ปี 2551 นายยงยุทธ ติยะไพรัช พรรคพลังประชาชน รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 233 เสียง)
  • ปี 2551 นายชัย ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากมีการยุบพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ พลังประชาชน, ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย นายชัย ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเปลี่ยนขั้วมาเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์
  • ปี 2554 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พรรคเพื่อไทย รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ได้ที่นั่ง สส.สูงสุด 265 เสียง)

ทั้งนี้ ในปี 2557 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนในปี 2562 ประธานรัฐสภา คือ นายชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ (ได้ที่นั่งในสภา 52 เสียง พรรคอันดับ 4 ) ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พรรคพลังประชารัฐ 116 เสียง)

ย้อนตำแหน่งประธานรัฐสภาย้อนตำแหน่งประธานรัฐสภา

  • ประธานสภาผู้แทนราษฎร คนแรกคือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้รับการแต่งตั้งเข้าทำหน้าที่ 28 มิถุนายน 2475

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง 2566 เป็นที่ชัดเจนว่า พรรคก้าวไกล เป็นพรรคที่ได้รับคะแนนเสียง 151 คะแนน ซึ่งถือเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ในการจัดตั้งรัฐบาล และ เก้าอี้ประธานรัฐสภา ที่คาดว่า ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ต้องตกเป็นของพรรคก้าวไกล แต่ก็เกิดข้อถกเถียง เหมือนแย่งชิงเก้าอี้ ระหว่างก้าวไกล กับเพื่อไทย ที่อยากให้แบ่งหน้าที่ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ

แต่หากพูดกันแบบเข้าใจง่ายๆ ด้วยบทบาทหน้าที่ของตำแหน่ง “ประธานรัฐสภา” เป็นเหมือนคนคุมเกม ที่สามารถนัดประชุมสภา, สั่งปิด หรือ สั่งพักประชุม,การนำชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ และที่สำคัญ มีอำนาจบรรจุวาระ-จัดลำดับวาระการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติได้ ที่แน่นอนว่าย่อมมีผลกับอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมาย

ประธานรัฐสภา ได้รับเงินเดือนเท่าไร

ตามที่ระบุไว้ในวิกิพีเดีย เงินตอบแทน 50,000 บาท (รวมกับเงินเดือนประจำตำแหน่งอีก 75,590 บาท)

อ้างอิง : วิกิพีเดีย

นักวิชาการ แนะเปิดทางพรรคที่ 3 ให้ ‘วันนอร์’ นั่งเก้าอี้ ‘ประธานสภา’ แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549701

25 พ.ค. 2566

นักวิชาการ แนะเปิดทางพรรคที่ 3 ให้ ‘วันนอร์’ นั่งเก้าอี้ ‘ประธานสภา’ แทน

นักวิชาการ ฟาด ‘ก้าวไกล-เพื่อไทย’ เปิดศึกแย่งตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ ทำประชาชนผิดหวัง แนะเปิดทางพรรคอันดับ 3 ‘วันนอร์’ นั่งแทน

MOU พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะติดกับดักตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ เมื่อ 2 พรรคอันดับ1-2 เปิดศึกน้ำลายแย่งชิงเก้าอี้ ‘ประธานสภาผู้แทนราษฏร’ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากนักวิชาการออกโรงเตือนในเรื่องนี้

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นประเด็นปัญหาอยู่ที่การเจรจาตกลงกันมากกว่า อยากให้เข้าใจกันว่าพรรคก้าวไกล คือพรรคอันดับหนึ่งที่ ชนะการเลือกตั้งและไปเชิญพรรคอื่นเข้าร่วม ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อย่าแตกแยกกันเพราะเรื่องการแบ่งงาน เพราะประชาชนผิดหวัง

อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจทั้งสองพรรค ซึ่งในมุมของพรรคเพื่อไทยเมื่อพรรคก้าวไกลได้อำนาจ ฝ่ายบริหารแล้วพรรคเพื่อไทยก็อยากได้ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ในแง่ของพรรคก้าวไกลอาจจะไม่สบายใจ เพราะประธานผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาที่ทำหน้าที่คุมการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจเป็นเพราะกระแสข่าวอย่างล่าสุดที่มีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐจะยุบพรรคตัวเองแล้วมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย จนกลายเป็นพรรคอันดับหนึ่ง

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

ส่วนตัวมองว่าหากพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลมี MOU เฉพาะที่จะจับมือกันเป็นพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลอาจจะยอมให้ จึงควรหันหน้าเข้าหากันเพราะต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล และการเสนอมี MOU เฉพาะ อาจจะทำให้ความครางแคลงใจระหว่างกันลดลง ซึ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยคนจริงคาดหวัง เห็นการเปลี่ยนแปลง ขออย่าแตกแยกกันเพราะเรื่องนี้

แนะเปิดทาง ‘วันนอร์’ นั่งประธานสภา

ผศ.ดร.ปริญญา ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 พรรคต้องคุยกันให้ได้ ซึ่งทางเลือกมีหลายทาง คือ พรรคเพื่อไทยยอมให้ก้าวไกล หรือ ก้าวไกลยอมให้เพื่อไทย หรือ ให้พรรคอันดับอื่น เช่น พรรคอันดับสาม นายวัน มูฮัมหมัดนอร์ มะทา ขึ้นเป็น ‘ประธานสภา’ หากรัฐบาลที่ชนะอย่างขาดลอยจะไม่เกิดขึ้น เพราะตกลงกันไม่ได้เรื่องตำแหน่งประธานสภา ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ส่วนข้อขัดแย้งต่างๆ ที่ออกมาขณะนี้จากพรรคแกนนำ อย่างก้าวไกล และ เพื่อไทย รวมถึง พรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคไทยสร้างไทยนั้น จะส่งผลต่อเสถียรภาพการตั้งรัฐบาลหรือไม่ส่วนตัวมองว่า 313 เสียงนั้นถือว่าเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งอย่างมาก

“แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมถึง 8 พรรค อาจจะมีเรื่องระหองระแหงกันบ้างและเรื่องที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวบุคคลด้วย และเชื่อว่าหลักการที่ได้ลงนามร่วมกันเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า” ผศ.ดร.ปริญญา ระบุ