‘เปิ้ล ไอริณ’ร่ายยาวสอนสังคม เด็กยุคนี้ถูกตามใจ-ก้าวร้าว เข้าตำราพ่อแม่รังแกฉัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/732795

'เปิ้ล ไอริณ'ร่ายยาวสอนสังคม เด็กยุคนี้ถูกตามใจ-ก้าวร้าว เข้าตำราพ่อแม่รังแกฉัน

‘เปิ้ล ไอริณ’ร่ายยาวสอนสังคม เด็กยุคนี้ถูกตามใจ-ก้าวร้าว เข้าตำราพ่อแม่รังแกฉัน

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.36 น.

‘เปิ้ล ไอริณ’ ร่ายยาวสอนสังคม เด็กยุคนี้ถูกตามใจ-ก้าวร้าว เข้าตำราพ่อแม่รังแกฉัน

บนอินสตาแกรม irin.888 ของ ‘เปิ้ล ไอริณ ศรีแกล้ว’ โพสต์ภาพอุ้มน้องหมาพร้อมข้อความเปรียบเทียบสอนสังคม เข้าตำราพ่อแม่รังแกฉัน โดยระบุว่า 

” เคยพาหมาไปร้านเสริมสวย ที่เคยไปเป็นประจำ มีลูกชายเจ้าของร้าน ประมาณขวบกว่า อุ้มหมาเราขึ้นเก้าอี้ไปนั่งกับเค้า หมากลัว โดดลงมา ก้ออุ้มขึ้นอีก! เราเห็นหมากลัวน้ำตาซึม เลยอุ้มหมากลับ เด็กร้องไห้กรีสๆเลย บอก “เอามา หมาเค้า”

แม่ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน เดินมาอุ้มลูกออกไปหน้าร้าน ตะโกนดังลั่น “อยากเป็นทาสหมาหรอ??” อาทิตย์ถัดมา เด็กในร้านลอยหน้าลอยตาใส่เราบอก “เค้าซื้อหมาตัวใหม่ให้ลูกละนะ”

อยากบอกว่า เราเคยเป็นครูอยู่ To be number one มาสองปี เพราะเราชอบเด็ก เข้าใจธรรมชาติเด็ก แต่แม่บางคน ไม่เคยเรียนวิชาความเป็นแม่ ไม่มีคู่มือความเป็นแม่ติดตัวมา นั่นทำไม ในภพชาตินี้ พวกเรา ถึงได้เห็นภาพเด็กวัยรุ่น ที่ติดคุก เป็นนักโทษการเมือง จึงแสดงออก กรี๊ดๆก้าวร้าวเหลือทน

แล้วสุดท้าย ผู้คน ก็รุมด่าทอที่พ่อแม่ ที่เลี้ยงเค้า ให้ไม่เคยมีวัคซีน ไม่เคยรู้วิธีจัดการ การได้ รึไม่ได้! ไม่เคยสอน ให้รู้จักการยับยั้งชั่งใจ แต่กลับสอนว่า ถ้าแสดงอาการแบบนี้ จะได้ทุกอย่าง!

เรารับไม่ได้เลย ที่สมัยนี้ แม่บางคน ปล่อยให้ลูกเล็กๆ อยู่แต่กับแท็บเล็ตมือถือ แต่ไม่เอาเวลาอันมีค่านั้น มาคุย มาสอน อบรมลูก ให้เด็กๆ เป็นเด็กที่ต้องโตไป แบบมีศักยภาพที่ดี ต่อครอบครัวและสังคม!

นี่แหละ ที่เข้าตำรา “พ่อแม่ รังแกฉัน” ที่แท้ทรู !! “

#ฝากไว้ให้คิด #ให้มันจบในรุ่นเรา

https://www.instagram.com/p/CskgxcfvWw5/?utm_source=ig_embed&utm_campaign=loading

ดูโพสต์นี้บน Instagram

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732897

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มทร.ธัญบุรีได้ให้ความสำคัญด้านการลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับด้านพลังงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น พยายามรณรงค์ให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัยตระหนักรู้ถึงการใช้ไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด มีการกำหนดแผนและเป้าหมายการใช้พลังงานในแต่ละปีมีการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ใช้ ซึ่งแต่ละปีมีเป้าหมายที่จะลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 5% แต่สำหรับในปี 2565 ที่ผ่านมาสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 6% สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ หรือคิดเป็น 4.2 ล้านบาทต่อปี

“การที่ภาครัฐมีนโยบายกำหนดค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า (Float time : Ft) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งที่ตั้งแต่ต้นปี 2566 ใช้ไฟฟ้าลดลง และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องค่า Ft มทร.ธัญบุรี จึงเร่งดำเนินการหาพลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนภายในมหาวิทยาลัย โดยขณะนี้ได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ร่วมกับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2566 ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างดี รวมถึงยังคงมีมาตรการควบคู่อื่นๆ เช่น ปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีอายุเกิน 10 ปี และการส่งเสริมให้คนในองค์กรช่วยการประหยัดพลังงานอีกด้วย” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732902

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง  ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาววรรลภา พันธ์ครุฑ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัทเอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินโครงการ “NTT DATA Critical Resource Preparation” ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้าน COBOL เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลกที่กำลังขาดแคลนบุคลากร COBOL Programmer ในปัจจุบันธนาคารชั้นนําของโลก 45 แห่งจาก 50 แห่ง รวมไปถึงกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่อย่างเช่น ประกันสังคม, กองทุนรวม, โรงแรม และโรงพยาบาล ยังคงใช้ COBOL เป็นระบบหลังบ้านเพื่อประมวลผลบนคอมพิวเตอร์เมนเฟรม เพราะยังคงเสถียรและมีประสิทธิภาพสูงซึ่งสวนทางกับการพัฒนาบุคลากรไอที ที่มีมหาวิทยาลัยเพียง 30% ทั่วโลกที่ยังคงวิชานี้ไว้ ส่วนในไทยไม่มีสอนหลักสูตรนี้แล้ว หรือจะมีก็เป็นเพียงวิชาเลือกเท่านั้น และทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา COBOL ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 55 ปี สะท้อนให้เห็นว่าบุคลากรด้าน COBOL Programmer กำลังขาดแคลนทั่วโลก

ผศ.ดร.นรงค์ ฉิมพาลี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่า โลกยุคนี้สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานอยู่เสมอ เพื่อสอดรับกับความต้องการตลาดแรงงาน ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งหลักสูตรระยะสั้น และระยะยาว ไปพร้อมการพัฒนาทักษะความรู้นักศึกษาที่ตลาดต้องการ และการเข้าร่วมโครงการก็เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกการทำงานจริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีที่เรียนจบ นับเป็นการสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาได้เพิ่มทักษะ ภาษา COBOL หนึ่งในทักษะที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้ออกไปทำงานสายนี้ได้ทั่วโลก

ผศ.ดร.นิพัทธ์ จงสวัสดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยว่า COBOL เป็นภาษาโปรแกรมระดับสูงที่มนุษย์สามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย และปูพื้นวิธีคิด(Logic) หรือวิธีคิดด้าน Programming ก้าวสู่การเป็นโปรแกรมเมอร์มืออาชีพในการพัฒนาโปรแกรม หรือแอปพลิเคชั่นที่ทันสมัยต่างๆ ในโอกาสนี้ได้องค์ความรู้จาก เอ็นทีที เดต้า ที่มีความรู้และมีทักษะแบบมืออาชีพ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานจริงจากรุ่นสู่รุ่น (train the trainer) และสร้างเป็น COBOL Community ของบุคลากรในคณะฯ มหาวิทยาลัย ขยายผลสู่ชุมชนนักพัฒนาโปรแกรมต่อไป

อาจารย์อดิศักดิ์ เสือสมิง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ทักษะ COBOL เป็นตลาดเฉพาะ หรือ Niche market นอกจากช่วยเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทั่วโลกแล้ว ยังเป็นอาชีพที่ได้รับผลตอบแทนสูงและมีโอกาสเติบโตในสายงานอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรในโครงการนี้ 2 หลักสูตร คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จะเน้นทักษะสำคัญทางด้าน Software Development และ Networking และ Digital Business Information Technology (BI) ทักษะสำคัญทางด้าน Data, Business Intelligent และ Business Integration ซึ่งล้วนเป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นจากการสำรวจความต้องการของตลาดแรงงานด้าน IT และยังช่วยเสริม Soft Skill ที่สำคัญ สำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีมซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันให้ความสำคัญ

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732896

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ  บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จัดประกวด “KITKASE Challenge 2023 by KitKat” ระดับอุดมศึกษาโดยให้ออกแบบซองบรรจุภัณฑ์คิทแคท รับเงินรางวัลรวมกว่า 180,000 บาท และทีมผู้ชนะได้เข้าร่วมโปรแกรม Nesternship เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานของเนสท์เล่ และเพิ่มพูนทักษะความสามารถจากการทำงานจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Nestlé needs YOUth” ที่สนับสนุนพันธกิจเนสท์เล่ระดับโลก ช่วยเหลือเยาวชนกว่า 10 ล้านคน ให้เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้มีทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน รวมถึง Nestlé Management Trainee Program เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนที่จะเติบโตมาเป็นผู้นำองค์กรในอนาคต

สำหรับนิสิต นักศึกษา ผู้รับรางวัล KITKASE Challenge มี 3 ทีม คือ ทีมชนะเลิศได้แก่ Calico catคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ทีม Triple Smash จากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และรองชนะเลิศอันดับสอง ทีม NMB35 คณะศิลปกรรม วิทยาลัยการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รร.บ้านวังโพรง ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันคีตะมวยไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732893

รร.บ้านวังโพรง ได้รองชนะเลิศอันดับ 1  แข่งขันคีตะมวยไทย

รร.บ้านวังโพรง ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันคีตะมวยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางนัฏชนก แสงสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังโพรง เปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านวังโพรง ได้ส่งนักกีฬาคีตะมวยไทย ในนามทีมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2เข้าร่วมการแข่งขัน “คีตะมวยไทยสู่นานาชาติ WMC Kita MuaythaiThailand Championships2023” เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (Central World) กรุงเทพมหานคร โดยมีดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณนายกสมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยมิสเตอร์ สเตฟานฟ็อกซ์ เลขาธิการสหพันธ์มวยไทยนานาชาติ และผู้แทนองค์กรมวยจาก 5 ทวีปทั่วโลก มาร่วมในพิธีเปิด และชมการแข่งขัน

การแข่งขันครั้งนี้มีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขัน 12 ทีม จากทั่วประเทศ ทีมนักกีฬาคีตะมวยไทย โรงเรียนบ้านวังโพรง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยมีนักกีฬา ได้แก่ 1.ด.ช.ชลากร น้อยตั้ง 2.ด.ช.ศุภโชคกัณหา 3.ด.ช.ภาณุกร อินทอง4.ด.ช.ชชนน ชลีรมย์ 5.ด.ช.ธนัชชัย ศิริโสตร์ 6.ด.ช.ณัฐกิตติ์ สุขเจริญ7.ด.ช.ณภัทร โมคะรัตน์ ครูผู้ฝึกสอนได้แก่ 1.นายศิริพจน์ สุขเจริญ2.นางสาวปวริศา จันทร์ขำ

มูลนิธิโตโยต้า มอบทุนการศึกษา นักเรียน นักศึกษา 878 ทุนทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732898

มูลนิธิโตโยต้า มอบทุนการศึกษา  นักเรียน นักศึกษา 878 ทุนทั่วไทย

มูลนิธิโตโยต้า มอบทุนการศึกษา นักเรียน นักศึกษา 878 ทุนทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย มอบทุนการศึกษาประจำปี 2565 แก่นักเรียน นักศึกษาที่ รวมทั้งสิ้นจำนวน 878 ทุน มูลค่ากว่า 9.8 ล้านบาท ใน 4 ภาคทั่วประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จำนวน 295 ทุนมูลค่า 2.5 ล้านบาท, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 159 ทุน มูลค่า 3 ล้านบาท, ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 44 ทุน มูลค่า 0.88 ล้านบาท, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวน 120 ทุน มูลค่า 1 ล้านบาท, มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน จำนวน 188 ทุนมูลค่า 1.5 ล้านบาท และมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว จำนวน 72 ทุนมูลค่า 1 ล้านบาท

เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไทย โดย มีแผนขยายการมอบทุนการศึกษาเพิ่มขึ้นให้แก่ เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในทุกระดับชั้น รวมถึงจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการส่งเสริมฝีมือแรงงาน ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาด้านวิชาชีพ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในกลไกที่ขับเคลื่อนภาคธุรกิจมากขึ้น รวมไปถึงปัญหาด้านความขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข เพิ่มการสนับสนุนทุนด้านอาชีวศึกษา และทุนนักเรียนพยาบาล เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้ตามสิ่งที่ตนเองถนัดและสนใจ รวมถึงช่วยสร้างบุคลากรเฉพาะทางในสายอาชีพต่างๆ ที่ภาคธุรกิจยังคงขาดแคลน

นอกจากนี้ มูลนิธิยังตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาด้านการขาดแคลนโภชนาการที่ดีของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก จากการได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วนหรือมีปริมาณที่ไม่เหมาะกับความต้องการของร่างกาย มูลนิธิจึงสนับสนุนให้มีโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนและชุมชนที่อยู่ห่างไกล เพื่อให้เด็กในวัยเรียนได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนตามหลัโภชนาการ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรม โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732895

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรม โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรม โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.)เป็นประธานพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมเทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชโดยมี ดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์เจริญทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯและเลขานุการฯ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เป็นวิทยากรบรรยายถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ณ โรงแรมอวานี พลัสเขาหลัก รีสอร์ท จังหวัดพังงา

การฝึกอบรมดังกล่าว ผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจแนวทางและมาตรการดำเนินงานในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) รวมถึงได้ศึกษาดูงานศูนย์เรียนรู้ อนุรักษ์ พัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ และบทบาทมหาวิทยาลัยกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เปิดมุมมอง‘ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช’ วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732952

เปิดมุมมอง‘ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช’ วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ

เปิดมุมมอง‘ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช’ วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.25 น.

เปิดมุมมอง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ แนะ สมศ. ให้เน้นความสำคัญกับรูปแบบเน้นประเมินเพื่อการเรียนรู้

24 พฤษภาคม 2566 ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช วิเคราะห์ระบบการศึกษาใน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ แคนาดา ฟินแลนด์ เซี่ยงไฮ้ (จีน) และออสเตรเลีย มีรูปแบบการศึกษาภายใต้เป้าหมายเดียวกันในการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาควบคู่การพัฒนาทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในอนาคต  พร้อมแนะ สมศ. ให้ความสำคัญกับรูปแบบการประเมิน เน้นการประเมินเพื่อการเรียนรู้มากกว่าการประเมินเพื่อกำกับ รับข้อเสนอแนะและนำข้อเสนอแนะเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานและลดช่องว่างด้านคุณภาพการศึกษาของไทย

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสถาบันพระบรมราชนก เปิดเผยมุมมองระบบการศึกษาของไทยและต่างประเทศ ผ่านการบรรยายหัวข้อ “การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก” ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 23 สมศ. “2 ทศวรรษแห่งการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการศึกษา” ประจำปี พ.ศ. 2566 ว่า รูปแบบของโรงเรียนในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่รูปแบบของโรงเรียนในอนาคต ดังนั้นการยกระดับระบบการศึกษาในโรงเรียนให้มีความทันสมัยจึงเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาตลอดเวลา และบางครั้งต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง

สำหรับ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการประเมินสถานศึกษาที่รับการประเมินคุณภาพภายนอกทั่วประเทศ ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบการเมิน โดยระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ดีนั้นต้องเป็นระบบที่บูรณาการทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายมีบทบาทร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐ ทีมผู้บริหารโรงเรียน อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้ประกอบการ ซึ่งแนวทางการดำเนินการควรเน้นการประเมินเพื่อการเรียนรู้มากกว่าการประเมินเพื่อกำกับ นั่นหมายความว่าการประเมินต้องเป็นการรับข้อเสนอแนะและนำข้อเสนอแนะเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ เพื่อยกระดับมาตรฐานและลดช่องว่างด้านคุณภาพการศึกษา

หากจะวิเคราะห์ระบบการศึกษาในต่างประเทศ อ้างอิงจากหนังสือ การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลกที่ยกตัวอย่างระบบการศึกษาของ 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ แคนาดา ฟินแลนด์ เซี่ยงไฮ้ (จีน) และออสเตรเลีย ซึ่งมีวิธีดำเนินการแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ แต่ทั้ง 5 ประเทศมีรูปแบบการศึกษาภายใต้เป้าหมายเดียวกันนั่นคือ 1.การสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา และ 2.พัฒนาทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในอนาคต

สำหรับประเทศสิงคโปร์ เน้นระบบการศึกษาคุณภาพสูง โดยระบบการศึกษาของสิงคโปร์ถูกออกแบบใหม่อยู่เสมอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในยุคที่ 3 เน้นความรู้ทั่วโลก เน้นนวัตกรรม เน้นการสร้างสรรค์และการวิจัย

ประเทศแคนาดา ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ดังนั้นสิ่งที่แคนาดาพยายามทำคือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาคุณภาพสูง ความโดดเด่นของแคนาดาคือ ครูเป็นผู้กำหนดคุณภาพการศึกษาและแผนพัฒนาด้วยตนเองเพื่อทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพการศึกษาและพัฒนาหลักสูตรเอง เรียกได้ว่าเป็นการมอบอำนาจให้แก่ครูและโรงเรียนในการดำเนินการ

ประเทศฟินแลนด์ พัฒนาจากประเทศเกษตรกรรมที่การศึกษาค่อนข้างล้าหลัง ใช้เวลา 30 ปี พลิกสู่ประเทศที่มีการศึกษาคุณภาพสูงระดับชั้นนำของโลก มีแนวทางในการออกแบบการศึกษาเพื่อเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ โดยภาครัฐได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ให้แก่เด็กทุกคน ไม่จำกัดฐานะ อาชีพ และที่อยู่อาศัย โรงเรียนสำหรับการศึกษานี้เรียกว่า Common School ศูนย์กลางของการพัฒนาระบบการศึกษาคือโรงเรียน และครูคือหัวใจของคุณภาพการศึกษาภายใต้หลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น

สาธารณรัฐประชาชนจีน จีนพลิกฟื้นระบบการศึกษาที่ถูกทำลาย สู่การเป็นประเทศที่มีคุณภาพทางการศึกษาอันดับหนึ่งของโลกภายในระยะเวลา 20 ปี โดยการมุ่งปฏิรูปเพื่อสร้างพลเมืองยุคใหม่ ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่หลักการหรือความรู้แต่เป็นการประยุกต์หลักการหรือความรู้โดยเป้าหมายคือการเรียนรู้ของนักเรียน จัดตั้งโรงเรียนนำร่อง โดยมีการกระจายครูที่สอนเก่งไปทั่วมลฑล มีการทำงานเป็นทีมร่วมกันสังเกตพฤติกรรมเด็ก ปฏิกิริยาที่มีต่อการสอน และนำผลมาปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีขึ้น

ประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีเด็กที่อยู่ห่างไกลจึงมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่ใช้ระบบเทเลคอนเฟอร์เรนจากที่ห่างไกลเข้ามาเรียนเป็นรูปแบบของลักษณะการเรียนทางไกล และสิ่งที่เป็นความท้าทาย คือโรงเรียนมีความแตกต่างและมีความหลากหลาย ดังนั้นนโยบายภาครัฐจึงมุ่งให้ความช่วยเหลือโรงเรียนที่อ่อนแอเป็นพิเศษและเปลี่ยนหลักสูตรการผลิตครูและพัฒนาครูประจำการให้ตอบสนองกับหลักสูตรใหม่

“หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพสูง เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในและนอกห้องเรียนเพื่อพัฒนาเยาวชนไปสู่การเป็นพลเมืองของโลก วงการการศึกษาควรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและพลิกผันของโลกและสังคม เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทันและสามารถจัดการกับระบบการศึกษาในอนาคตได้” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว 

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732862

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.49 น.

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต อรรถพล ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า  เมื่อเร็ว ๆนี้ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่จัดการศึกษาในสังกัด ศธ. ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนถึงระดัพบอาชีวศึกษา โดยได้เน้นย้ำในเรื่องความปลอดภัยของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาคารสถานที่ การเดินทางของนักเรียน และขอให้ดำเนินการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานตามที่หลักสูตรกำหนด  รวมถึงขอให้แต่ละหน่วยงานบริหารจัดการทั้งเรื่องคนและงบประมาณ อย่างโปร่งใส  ต้องปลอดจากปัญหาทุจริตคอรัปชั่น โดยเฉพาะในส่วนของ  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกฐานะเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสการใช้งบประมาณ ในการจัดซื้อหนังสือเรียน รวมถึงการเรียกรับเงินแต่งตั้งผู้บริหาร กศน.จังหวัด ซึ่งเบื้องต้น ตนได้สั่งระงับการเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายงบประมาณของ สกร. โดยอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะงบบุคลากร ส่วนงบใช้จ่ายในการจัดซื้อหนังสือเรียนให้เป็นไปตามความต้องการขอผู้ใช้ เพื่อให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และขอให้รายงานการใช้จ่ายงบประมาณ ในทุกเรื่องให้สำนักงานปลัดศธ. รับทราบโดยตรง 

“เรื่องนี้ผมได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และได้เชิญ นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดี สกร. ในฐานะอดีตรักษาราชการแทน เลขาธิการ กศน.  มาสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้  ขอให้เป็นหน้าที่ของกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยขอให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ก็ต้องว่ากันไปตามระเบียบ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยังไม่ตั้ง นายคมกฤช เป็นรักษาการอธิบดี สกร. เพราะยังมีเรื่องของการตรวจสอบอยู่ รวมถึงพิจารณาในเรื่องของฝีมือการทำงาน  และโดยหลักการบริหาร เห็นว่า ควรตั้งข้าราชการระดับ 10 มาดูแล สกร. ตามสายการบังคับบัญชา ไม่ใช่ให้ข้าราชการระดับ 9 มากำกับดูแลกันเอง  ส่วนการบริหารงานภายในกสร.นั้น  เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริต ดังนั้น จึงขอให้ชะลอการใช้งบประมาณในเรื่องต่าง ๆทั้งหมด ยกเว้นการทำงานในเรื่องปกติ ซึ่งเท่าที่ดูตามข้อร้องเรียน ในส่วนของการใช้งบปกติ คิดว่าไม่มีปัญหา แต่การใช้จ่ายงบประมาณอื่น ๆที่เป็นการเปลี่ยนแปลงงบประมาณนั้น ค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะการพัฒนากำลังคน ไม่ใช้เรื่องซื้อหนังสือเรียนอย่างเดียว ต้องดูเรื่องอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้เรียนด้วย  โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน” นายอรรถพล กล่าว

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งอธิบดี สกร. โดยหลักแล้ว ควรให้รัฐบาลต่อไป มาดำเนินการสรรหาผู้ที่เหมาะสม แต่เร็ว ๆนี้ตน กับ น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รมว.ศธ. ว่าอาจจะต้องหาผู้ที่เหมาะสมมารักษาการก่อน เพื่อไม่ให้การทำงานสะดุด  โดยควรจะต้องหาผู้ที่มีวุฒิภาวะ สามารถควบคุมการทำงานภายใน สกร. รวมถึงมีความเชียวชาญการทำงานด้านระเบียบและงบประมาณ เข้ามาดูแล เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ประชาชนมีความมั่นใจในการทำงานของ กสร.มากยิ่งขึ้น  

“แม้จะยกฐานะจาก กศน. เป็น สกร. มีสถานเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้แล้ว แต่ก็ยังมีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของสำนักงานปลัด ศธ.เช่นเดิม เพียงแต่จะมีอิสระในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ และบุคลากรมากขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้คือเรื่องการถ่ายโอนการทำงาน ที่ต้องจัดทำให้รอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ และกฎหมายต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับ กสร.จังหวัด  รวมถึงประเด็นที่ต้องตัดสินใจ อย่างเช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)  ซึ่งไม่น่าจะเป็นหน่วยงานทางการศึกษา เพราะไม่มีนักเรียน แต่สาเหตุที่ให้มีสถานะเหมือนสถาบันการศึกษา เพื่อให้บุคคลกร มีเส้นทางการเติบโตในสายงาน สามารถทำวิทยฐานะได้ ดังนั้น อาจจะเสนอให้มีการยกระดับเป็นกอง ภายใต้การกำกับของ สกร. ได้หรือไม่ ตรงนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องหารือร่วมกันอย่างรอบด้านอีกครั้ง” นายอรรถพล กล่าว  

‘ก้าวไกล’ แจง 3 วาระร้อน ในฐานะประธานสภา ดันกฎหมายก้าวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549659

24 พ.ค. 2566

'ก้าวไกล' แจง 3 วาระร้อน ในฐานะประธานสภา ดันกฎหมายก้าวหน้า

‘ก้าวไกล’ แจง 3 วาระ พร้อมผลักดันในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ดันกฎหมายก้าวหน้า , แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยราบรื่น , สร้างรัฐสภาโปร่งใส ย้ำทำการเมืองไม่ใช่เพื่อตำแหน่ง แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลง

เฟซบุ๊กเพจของ “พรรคก้าวไกล” ได้โพสต์ประเด็น 3 วาระที่พรรคก้าวไกลต้องการผลักดันในฐานะ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า พรรคก้าวไกลเดินทางบนเส้นทางการเมืองไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มี 3 วาระที่สำคัญมากของพรรคก้าวไกลที่เราจำเป็นต้องใช้สถานะ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการผลักดัน

วาระแรก: เพื่อผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า

ตลอด 4 ปี ของสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ 2 มีกฎหมายถูกเสนอเข้าสู่สภามากกว่า 478 ฉบับ แต่มีกฎหมายที่ผ่านสภาไปเพียงแค่ 78 ฉบับ เท่านั้น เฉลี่ยกฎหมาย 1 ฉบับใช้เวลาในการพิจารณากว่า 310 วัน และในจำนวนกฎหมาย 78 ฉบับที่ผ่าน เกือบทั้งหมดเป็นกฎหมายของ ครม. มีกฎหมายของ ส.ส. ซีกรัฐบาลผ่านเพียง 4 ฉบับเท่านั้น และไม่มีกฎหมายของภาคประชาชนที่ผ่านสภาเลย ทำให้เกิดสภาวะที่กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน และไม่รองรับความท้าทายใหม่ ๆ ได้ดีเท่าที่ควร

กฎหมายส่วนใหญ่จาก 400 ฉบับที่ตกไป ไม่ใช่เพราะผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบ แต่กลับตกไปด้วยสาเหตุอื่น ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายที่รอบรรจุระเบียบวาระแต่ไม่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา 180 ฉบับกฎหมายที่ถูกประธานสภาวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน และนายกรัฐมนตรีปัดตกไม่นำเสนอเข้าสู่สภา 85 ฉบับ

มีกฎหมายที่สภาพิจารณาและถูกปัดตกไปจริง ๆ เพียง 45 ฉบับเท่านั้น เท่ากับว่าร่างกฎหมายที่ถูกนำเสนออีก 355 ฉบับ ถูกปัดตกไปด้วยกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และให้อำนาจดุลพินิจแก่ประธานสภาและนายกรัฐมนตรีเพียงแค่คนใดคนหนึ่ง กลับมีอำนาจมากกว่าเจตจำนงของผู้แทนประชาชนที่เหลือ

ในสัญญาประชาคมที่ “พรรคก้าวไกล” ให้ไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีกฎหมายอย่างน้อย 45 ฉบับของพรรคก้าวไกลที่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เป็นกฎหมายการเมือง 11 ฉบับ กฎหมายสิทธิเสรีภาพ 8 ฉบับ กฎหมายปฏิรูปที่ดิน 8 ฉบับ กฎหมายปฏิรูประบบบริหารราชการ 8 ฉบับ กฎหมายบริการสาธารณะ 4 ฉบับ กฎหมายเศรษฐกิจ 4 ฉบับ กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ กฎหมายแรงงาน 2 ฉบับ กระบวนการนิติบัญญัติที่ก้าวหน้าจำเป็นอย่างยิ่งในการทำให้กฎหมายเหล่านี้ได้รับการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ

วาระที่สอง : เพื่อผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเดินหน้าอย่างราบรื่น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นวาระสำคัญ และถูกระบุไว้ใน MOU ของพรรคร่วมรัฐบาล การทำภารกิจนี้ให้ลุล่วง จะต้องผ่านการประชุมสภาหลายครั้ง และจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในเนื้อหาที่มีความแหลมคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ประธานสภาต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ในการอำนวยการประชุมให้เดินหน้าไปอย่างราบรื่น เป็นที่ยอมรับของสมาชิกสภาทุกฝ่าย และนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

วาระที่สาม : ก้าวไกลจะผลักดันหลักการ “รัฐสภาโปร่งใส” และ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

“รัฐสภาโปร่งใส” หรือ Open Parliament จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ อยู่ที่ประธานรัฐสภา พรรคก้าวไกลประกาศเจตจำนงแน่วแน่ว่าจะทำให้รัฐสภาไทยโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการมีส่วนร่วมและตรวจสอบกระบวนการนิติบัญญัติ โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด

3.1 ถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ ให้พี่น้องประชาชนติดตามได้ หรือหากไปไกลกว่านั้น ก็เป็นการรายงานบันทึกการออกเสียงลงมติต่าง ๆ ของผู้แทนราษฎรทุกคน โดยนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้าถึงง่าย และรวดเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนติดตามการทำงานของผู้แทนของตนได้อย่างสะดวก ว่าในแต่ละประเด็น ผู้แทนของตนเองได้ลงมติออกเสียงไปอย่างไรบ้าง

3.2 ส่งเสริมการทำงานของสำนักงบประมาณรัฐสภา (Parliamentary Budget Office หรือ PBO) ในการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้งบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานองค์กรต่างๆ เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์นั้นจะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

3.3 ตั้งสภาเยาวชน หรือ Youth Parliament (ซึ่งอาจต่อยอดจากสภาเด็กและเยาวชนที่มีอยู่) ที่ขึ้นตรงกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้สมาชิกสภาเยาวชนทุกคนมาจากการเลือกตั้งของเยาวชนทั่วประเทศ และกำหนดให้ข้อเสนอใดที่สภาเยาวชนลงมติเห็นชอบ ถูกบรรจุเป็นวาระที่รัฐสภาต้องรับไปพิจารณาต่อโดยอัตโนมัติ ด้วยสถานะเทียบเท่ากับร่างกฎหมายที่ประชาชน 10,000 คน สามารถร่วมกันลงชื่อเสนอสู่สภาได้ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน

พรรคก้าวไกลต้องการให้ผู้แทนราษฎรของเราดำรงตำแหน่งประธานสภา ไม่ใช่เพื่อตำแหน่ง แต่เราต้องการอำนาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงรัฐสภาไทยให้สามารถออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ สามารถแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้จริง และเป็นรัฐสภาที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง

'ก้าวไกล' แจง 3 วาระร้อน ในฐานะประธานสภา ดันกฎหมายก้าวหน้า