เมื่อ AI ปลอมได้แม้กระทั่งรอยยิ้ม จนถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการใส่ร้าย
รูปเซลฟี่ของกลุ่มนักกีฬามวยปล้ำขณะถูกจับกุมตัวข้อหาประท้วง ถูกปลอมแปลงด้วย AI จนกลายเป็นไวรัลบนทวิตเตอร์ สร้างกระแสด้านลบให้กับกลุ่มผู้ประท้วงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
โดยในช่วงปีที่ผ่านมามีการแพร่ข่าวปลอมด้วยเทคโนโลยี AI หลายต่อหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ จนผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนภัยอันตรายจากปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถใช้เทคโนโลยี DeepFake หรือการปลอมแปลงใบหน้าบุคคลจนอาจนำไปสู่ข้อมูลที่เป็นเท็จ
จริงอยู่ว่ารูปที่ใช้ AI ในการแต่งอาจดูเหมือนจริงเมื่อมองในแวบแรก แต่หากเราซูมภาพดูจะเห็นรายละเอียดบางอย่างที่ผิดไปจากธรรมชาติ
2.หาต้นตอของรูป ถ้าหากไม่แน่ใจว่ารูปดังกล่าวเป็นรูปจริง หรือรูปแต่งจาก AI ลองพยายามหาที่มาของรูป เช่น รูปดังกล่าวถูกโพสต์ครั้งแรกที่ไหน โพสต์โดยแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และลองอ่านความคิดเห็นใต้โพสต์ว่าเป็นเช่นไร โดยการหาที่มาของรูป สามารถค้นหาผ่าน Google Image Reverse Search, TinEye, Yandex
3.สังเกตสัดส่วนร่างกาย รูปแต่งจาก AI มักมีสัดส่วนบางอย่างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น มือเล็กเกินไป นิ้วมือยาวเกินไป หรือศีรษะกับเท้าไม่สมดุลกับร่างกาย เป็นต้น
4.มองหาข้อผิดพลาดแบบ AI สำหรับรูปคน หนึ่งในจุดที่ AI หลายเจ้ามักทำพลาด คือ มีนิ้วมือไม่ครบ มีนิ้วมือเกิน มีจำนวนฟันที่เยอะผิดปกติ มีใบหูที่ลักษณะผิดปกติ หรือหากสวมแว่นก็มักจะมีรูปทรงบิดเบี้ยว
5.ดูว่ารูปดูดีเกินกว่าความจริงหรือไม่ AI มักถูกออกแบบมาให้สร้างรูปที่มีความสมบูรณ์แบบ เช่น ใบหน้าเรียบเนียนไร้ริ้วรอย ผมและฟันที่สวยไร้ที่ติ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้ากลมกลืนไร้รอยต่อ
6.หาข้อผิดพลาดที่พื้นหลัง มีบางกรณีที่ AI ใช้การโคลนสิ่งของ หรือคน ในการสร้างภาพพื้นหลังของรูปจนเกิดเป็นภาพซ้ำๆ ประกอบกัน หรืออาจใช้เทคนิคเบลอรูปพื้นหลังแทน
อย่างไรก็ตาม 6 วิธีจับผิดภาพจาก AI ดังกล่าว เป็นแค่วิธีสังเกตเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งในอนาคตอาจใช้วิธีเหล่านี้ไม่ได้ผล เพราะทุกวันนี้บริษัทต่างๆ ต่างก็พัฒนา AI อย่างไม่หยุด เพื่อสร้างผลงานออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด ไม่แน่ว่าในอนาคต AI อาจจะสร้างภาพที่เหมือนจริงจนมนุษย์ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอมก็เป็นได้.