‘หนิง ปณิตา’ – ‘มดดำ คชาภา’ นำทีมเปิดตัว ‘Dr.master’

'หนิง ปณิตา' - 'มดดำ คชาภา' นำทีมเปิดตัว 'Dr.master'

‘หนิง ปณิตา’ – ‘มดดำ คชาภา’ นำทีมเปิดตัว ‘Dr.master’

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

“Dr.master” แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ Medical Grade ของคนไทย กับการยกระดับสารสกัดของสมุนไพรไทยที่ผ่านการวิจัยและพิสูจน์ได้ว่าแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านการปลูกผมอย่าง โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช (Masterpiece Hospital)” เป็นมิติใหม่แห่งการดูแลเส้นผม เหมือนมีแพทย์ที่ช่วยดูแลเส้นผมและหนังศีรษะอยู่ด้วยกันทุกที่ ดูแลและแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ ลึกระดับเซลล์รากผม ได้จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ “The Master of HAIR SOLUTIONS By Dr.master” ณ ห้อง Stadium ชั้น 3 โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช พร้อมเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์คนดัง หนิง – ปณิตา พัฒนาหิรัญ และ มดดำ – คชาภา ตันเจริญ ที่จะมาเป็น Master ตัวจริง! สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ

Dr.master ถือเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาไทยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ และผ่านการทดสอบโดยแพทย์ชำนาญการด้านผิวหนัง (Dermatologist) อย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านเส้นผมและหนังศีรษะของคนไทย เช่น ผมร่วง ผมหงอก หนังผมแห้ง และรังแค โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนั้น เป็น Medical Grade ที่พัฒนาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกับโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช (Masterpiece Hospital) ซึ่งเป็นผู้นำด้านการปลูกผมในประเทศไทย ผลิตจากโรงงานที่มีคุณภาพได้รับมาตรฐานและนวัตกรรมที่ทันสมัย รวมถึงได้รับการพัฒนาและวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีตกค้างหรืออันตรายต่อผู้ใช้

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช, ดร.วาสนา อินทะแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด, คุณภูริวัจน์ เสรีฐานุพัชร์ CEO Of Project Dr.master และ คุณยศภัทร กุลดิลก กรรมการบริหาร บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด บริษัทในเครือ บมจ. มาสเตอร์ สไตล์ พร้อมประกาศจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง

ซึ่งไฮไลต์ของงานเป็นการเปิดตัวพรีเซนเตอร์สองคนสำคัญแห่งวงการบันเทิงไทย หนิง – ปณิตา พัฒนาหิรัญ และ มดดำ – คชาภา ตันเจริญ ที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดประสบการณ์ในการดูแลเส้นผม พร้อม 4 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะของคนไทยอย่างตรงจุด

หนิง ปณิตา” Master of Dr.master เผยว่า หนิงรู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ Dr.master เพราะหนิงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามโดยเฉพาะเส้นผม ซึ่ง Dr.master ตอบโจทย์ทุกอย่าง รวมถึงให้ความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยและได้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการดูแลเส้นผมของตัวเองให้สุขภาพดีแบบยั่งยืน หนิงอยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆค่ะ

มดดำ คชาภา กล่าวเสริมว่า แม้ว่ามดดำกับหนิงจะมีเรื่องที่คิดต่างกันหลายเรื่อง แต่มีเรื่องเดียวที่คิดเหมือนกัน คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีเพื่อเส้นผม ที่ผ่านมาได้ประสบปัญหารากผมไม่แข็งแรง ผมร่วง มาโดยตลอด พอได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ Dr.master บอกเลยว่าผลลัพธ์ชัดเจนมาก ทุกคนที่เจอปัญหาแบบมดดำไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะนี่แหละคือคำตอบ!

Dr.master มิติใหม่ของการดูแลเส้นผม ที่ไม่เพียงแต่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสินค้าดูแลเส้นผมในประเทศไทย แต่ยังพร้อมมอบความมั่นใจและความสุขในทุกวัน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ทุกปัญหบนหนังศีรษะ ช่วยคนไทยมีสุขภาพผมดีในทุกวัน 

สำหรับใครที่สนใจ Dr.master มาร่วมสร้างตำนานบทใหม่กับนักต้าน! ต้านผมร่วง ต้านผมหงอก และติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/drmaster.official

Instagram: https://www.instagram.com/drmaster.official

TikTok: https://www.tiktok.com/@drmaster.official

Line: @Dr.master หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/@dr.master

#drmaster

#drmasterbymasterpiece

#hairsolutions

#แชมพูมาสเตอร์

#ครีมนวดผมมาสเตอร์

#เซรั่มผมมาสเตอร์

#วิตามินผมมาสเตอร์

‘กานต์’ภรรยา’เสก โลโซ’โพสต์อีก ต้องการให้ลิขสิทธิ์ตกไปอยู่กับลูก

'กานต์'ภรรยา'เสก โลโซ'โพสต์อีก ต้องการให้ลิขสิทธิ์ตกไปอยู่กับลูก

‘กานต์’ภรรยา’เสก โลโซ’โพสต์อีก ต้องการให้ลิขสิทธิ์ตกไปอยู่กับลูก

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

เพจ SEK LOSO เคลื่อนไหวอีก ระบุทนายชี้การทำสัญญา – เจตนารมณ์ต้องการให้ผลงานเพลงโลโซไม่มีวันตาย ใครร้องก็ได้ – ให้ลิขสิทธิ์เพลงตกไปอยู่กับลูก

ยังคงเคลื่อนไหวอีกครั้ง สำหรับเพจ SEK LOSO สำหรับเรื่องลิขสิทธิ์เพลงกับค่ายเพลง ล่าสุด (13 ม.ค.68 เวลา 08.27 น.) ได้มีการโพสต์ระบุว่า 

ทนายบอกว่า

“ เพราะโดยปกติ คู่สัญญาทั้งสองได้ตกลงกันไว้อย่างไร ก็เป็นไปตามสัญญาอยู่แล้ว

อีกอย่างการขอสำเนาเอกสารหรือสัญญา ก็เพื่อที่จะทำการตรวจสอบสิทธิและหน้าที่ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามสัญญา เพื่อไม่ให้เกิดการประพฤติผิดสัญญา

ซึ่งโดยปกติ หากคู่ฉบับยังมีอยู่ที่คุณเสก หากจะนำข้อมูลไปใช้หรือดำเนินการอย่างไร ก็เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาอยู่แล้ว

การที่ต้องให้ฝ่ายคุณกานต์ ต้องทำสัญญารักษาความลับ เท่ากับเป็นการสร้างเงื่อนไข เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง

อีกอย่างสัญญาที่ที่ทำกันไว้ มีข้อมูลส่วนบุคคลของฝ่ายคุณเสก หรือ คุณกานต์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาอยู่ ดังนั้น คุณกานต์หรือคุณเสก ก็ควรที่จะมีสิทธิในการขอข้อมูล จากบริษัทฯ ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายได้ ”

*** พี่เสกต้องการให้ทุกคนนำเพลงของพี่เสกโลโซไปร้องได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อไม่ให้เพลงของโลโซหรือเสกโลโซต้องตายไป แล้วยังไงจะเอาอะไรกันอีก 

*** และต้องการให้ลิขสิทธิ์เมื่อพี่เสกเสียชีวิตไปให้ตกไปอยู่ของ เสือ กวางและลอนดอน เท่านั้น

( นี่ถือว่าเป็นพินัยกรรมเรื่องลิขสิทธิ์ของเสกโลโซอย่างเป็นทางการ และบริษัทโลโซเอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด )

*** มาตราใหม่ เมื่อคู่สัญญาเป็นบริษัท จะนับตั้งแต่วันที่เผยแพร่วันแรก ถึง 50 ปีถือว่าหมดลิขสิทธิ์จากทางต้นสังกัด ! 

ว่าที่เจ้าสาวป้ายแดง หมิง ( ชาลิสา ) เดินสายแจกการ์ดงานแต่งเรียบหรูอลังการ

ว่าที่เจ้าสาวป้ายแดง หมิง ( ชาลิสา ) เดินสายแจกการ์ดงานแต่งเรียบหรูอลังการ

ว่าที่เจ้าสาวป้ายแดง หมิง ( ชาลิสา ) เดินสายแจกการ์ดงานแต่งเรียบหรูอลังการ

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

เตรียมนับถอยหลังเข้าสู่งานวิวาห์แล้ว สำหรับ หมิง จิรกิติยา ( ชาลิสา ) บุญครองทรัพย์ นางสาวไทย ประจำปี 2546 เป็นนางสาวไทยคนที่ 40 ของประเทศไทย หลังจากที่แฟนหนุ่มอรรถ วิสุทธิ์ รังษิณาภรณ์ เซอร์ไพรส์คุกเข่าขอนางเอกสาวแต่งงานในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งงานวิวาห์จะมีขึ้นในวันที่ 16  มกราคม นี้  ใกล้วันสำคัญเช่นนี้ก็ทำเอาว่าที่เจ้าสาวป้ายแดงตื่นเต้นสุดๆ

ล่าสุดว่าที่เจ้าสาวป้ายแดง หมิง ได้เดินสายแจกการ์ดงานแต่งเรียบหรูอลังการให้กับผู้ใหญ่ที่เคารพรักและเหล่าบรรดาเพื่อนสนิท โดยหมิงได้โพสต์รูปภาพขณะกำลังมอบการ์ดงานแต่งพร้อมระบุข้อความว่า “น้องหนี   ไปก่อนละนะ รอแต่งหลังพี่ไม่ไหวละ  ขอบคุณเฮีย @kueng_chalermchai ที่ดูแล สั่งสอน น้องตลอดมา ทั้งเวอร์ชั่นนุ่มนวล บางทีก็ Hardcore จนน้องมาถึงฝั่งละนะ  รักเฮียนะฮับ  และพี่หมอ @moraek8 ที่น่ารักของน้อง เจอกันนะค้า

ท่ามกลางแฟนๆ ที่เข้ามาแสดงความยินดีกับว่าที่เจ้าสาวป้ายแดงกันอย่างล้นหลาม

หัวใจแทบวาย! ‘ลิซ่า’เสิร์ฟความแซ่บสวมบิกินีตัวจิ๋วแบรนด์หรู อวดรอยสักดอกเอเดลไวส์

หัวใจแทบวาย! 'ลิซ่า'เสิร์ฟความแซ่บสวมบิกินีตัวจิ๋วแบรนด์หรู อวดรอยสักดอกเอเดลไวส์

หัวใจแทบวาย! ‘ลิซ่า’เสิร์ฟความแซ่บสวมบิกินีตัวจิ๋วแบรนด์หรู อวดรอยสักดอกเอเดลไวส์

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

13 มกราคม 2568 ทำเอาไอจีแตกกันเลยทีเดียวเมื่อ ซุป’ตาร์สาวชื่อดังระดับโลก ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ออกมาโพสต์ภาพผ่านทางไอจีส่วนตัว “@lalalalisa_m”เสิร์ฟความแซบในชุดว่ายน้ำบิกินี่ตัวจิ๋วสีส้มสดใส จากแบรนด์หลุยส์ วิตตอง (LOUIS VUITTON) อวดความเซ็กซี่ ท่ามกลางหาดทรายสวย และทะเลสีฟ้า ที่ทำเอาแฟนๆ ทั้งบลิ๊งค์และลิลลี่กระหน่ำกดหัวใจรัวๆ 

ซึ่งหลังจากที่ ลิซ่า โพสต์ไปก็มีแฟนๆ กดไลค์พร้อมทั้งคอมเมนต์รัวๆ มากกว่า 5 หมื่นข้อความ โดยยอดไลก์พุ่งกระฉูดทะลุไปร่วม 7 ล้านไลก์ภายในชั่วข้ามคืน นอกจากนี้จากแฟนคลับทั้งไทยและต่างประเทศยังเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมกันรัวๆ เลยทีเดียว

‘ก้อง ห้วยไร่’ ชวนบุกเชียงใหม่! ม่วนในงาน ‘WTF Music Festival’

‘ก้อง ห้วยไร่’ ชวนบุกเชียงใหม่! ม่วนในงาน ‘WTF Music Festival’

‘ก้อง ห้วยไร่’ ชวนบุกเชียงใหม่! ม่วนในงาน ‘WTF Music Festival’

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จัดงานแถลงข่าวไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ “WTF Music Festival” หรือ “Waterfall Music Festival”ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ณ J Valley Resort รีสอร์ทที่จะเป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวแห่งใหม่ล่าสุดใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอย่างน้ำตกและลำธาร แถมยังมี WTF Coffee Camp คาเฟ่สไตล์แคมป์ปิ้งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของชาวไทยเเละชาวต่างชาติในขณะนี้ เตรียมสร้างโมเมนต์สุดเเสนประทับใจให้กับทุกคน ครั้งแรกกับการฟังเสียงดนตรีท่ามกลางน้ำตกกลางธรรมชาติและวิวที่ดีที่สุดในเชียงใหม่

นอกจากธรรมชาติที่ว่าสุดแล้ว Line Up ศิลปินก็สุดเช่นกัน เมื่อผู้จัดงานรวมตัวท็อปแถวหน้าของเมืองไทยมาแบบจุใจ ถึง 2 STAGE ทั้ง J STAGE เวทีใหญ่ของงาน นำทีมโดย บอดี้สแลม, เจฟ ซาเตอร์, ก้อง ห้วยไร่ feat.สิงโต นำโชค, MEAN และ โบกี้ไลอ้อน ส่วนอีกเวทีอย่าง WTF STAGE ก็ไม่น้อยหน้ากัน นำโดย มีนตรา อินทิรา, เขียนไข และวานิช, ABOY, Wim กานต์ กษิดิ์เดช, DJ และ Local Band ที่จะมาสร้างสีสันให้กับคอนเสิร์ตครั้งนี้ในแบบที่ไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน ภายในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้น ณ CASA LAPIN ชั้น 4 สยามพารากอน นำทีมโดย เจ-เอกชัย สุขุมวิทยา ผู้ก่อตั้ง WTF Coffee Camp และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจมาร์ท กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ พร้อมด้วย “ก้อง ห้วยไร่” ที่ควบตำเเหน่งศิลปินเเละCreative Partner มาร่วมพูดคุยถึงความพิเศษที่ผู้ชมจะได้สัมผัสในงานนี้ โดยงาน WTF Music Festival จะเปิดขายบัตรในวันที่ 9 มกราคม ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ 1.www.Thaiticketmajor.com และ Thaiticket Major ทุกสาขา 2.J Valley Resort แม่ริม เชียงใหม่ 3.ร้าน Jaymart Mobile สาขาภาคเหนือทุกสาขา โดยลูกค้าที่ชำระผ่านบัตร J Wallet Visa ที่จะมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษให้กับผู้ที่ใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งความสะดวกสบายในการ
จับจ่ายแบบครบวงจรภายในงานด้วย J Wallet

ก้อง ห้วยไร่ เผยว่า “ผู้ใหญ่เห็นเราเคยจัดงานห้วยไร่เห็นว่าเรามีประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ เลยมาแชร์กันช่วยกันครับ อย่างเรื่องการเลือกศิลปิน เราพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดมานำเสนอ จริงๆ งานนี้ผู้จัดและทีมงานเต็มที่มากๆ มีความตั้งใจมาก ต้องการแค่อยากให้คนรู้ว่าวอเตอร์ฟอลล์ที่ประเทศไทยมันสวยมากๆ สวยจริงๆ สวยจนอยากให้ทุกคนมาเห็นด้วยตาเปล่า เราจัดคอนเสิร์ตในที่ที่ดีมากๆ ถือว่ารอบนี้เป็นการแกรนด์โอเพนนิ่งที่ชัดเจนแล้วครับ” ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fan Page : J Valley Resort และ www.Thaiticketmajor.com

เปิดศักราชใหม่ ‘ช่อง 3’ ยกทัพละคร-ซีรี่ส์ จัดเต็มความบันเทิงตลอดเดือนมกราคม

เปิดศักราชใหม่ ‘ช่อง 3’ ยกทัพละคร-ซีรี่ส์ จัดเต็มความบันเทิงตลอดเดือนมกราคม

เปิดศักราชใหม่ ‘ช่อง 3’ ยกทัพละคร-ซีรี่ส์ จัดเต็มความบันเทิงตลอดเดือนมกราคม

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่อง 3 เปิดศักราชใหม่ 2568 ด้วยความบันเทิงแบบจัดเต็มต้อนรับปีมะเส็งยกทัพละครใหม่-ละครดัง-ซีรี่ส์ต่างประเทศสุดฮิต เตรียมลงจอตลอดเดือน “มกราคม” เริ่มต้นด้วยละครดราม่า “แม่เลี้ยง” พบการฟาดฟันของแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและการแก้แค้นทวงคืน ผลงานจากค่าย ทีวีซีน ของผู้จัด “ปิ่น ณัฏฐนันท์” นำแสดงโดย กองทัพ พีค ประกบคู่ อุ้ม อิษยาเป็นครั้งแรก พร้อมด้วย แอน สิเรียม ฟาดฟันกับ ลีน่า ลลินา และ เข็ม ลภัสรดา ฯลฯ เตรียมออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.30 น. เริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 20 มกราคม มาต่อกันด้วยละครพีเรียดสุดฮา“คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” เรื่องราวสุดปั่นป่วนของนางเอกสาวดาวรุ่งที่ต้องย้อนอดีตมาเป็นนางคณิกาน้องใหม่สมัยรัชกาลที่ 3ผลงานจากค่าย ถนัดละคร ของ “ป้าแจ๋ว – ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์” นำแสดงโดย โบว์ เมลดา ประกบคู่พระเอก ภณ ณวัสน์ ปะทะกับนักแสดงตัวแม่ จอย รินลณี ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 22 มกราคม ทางด้านคอเพลงลูกทุ่งห้ามพลาดกับละครเพลงลูกทุ่งผสมแอ๊กชั่น “เพลงพยัคฆ์” ผลงานค่ายเจ เจนเนอเรชั่น ของผู้จัด “นก จริยา” ที่ได้พระเอก เด่นคุณ งามเนตร มาสวมบทฝาแฝดครั้งแรก ประกบคู่กับ ยิหวา ปรียากานต์พร้อมทัพนักแสดง อาทิ นิ้ง ศรัณยา, แซ็ค ชุมแพ, ฮาย ชุติมา ฯลฯ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. เริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 20 มกราคมนี้

ยกขบวนคืนจอช่อง 3 อีกครั้งกับละครดังที่ใครหลายคนคิดถึง เริ่มด้วยละครย้อนยุคสุดดราม่า “ทุ่งเสน่หา” ที่ขนเหล่านักแสดงมาฟาดฟันอารมณ์ดราม่าดุเดือด ไม่ว่าจะเป็น หน่อย บุษกร, เต้ย จรินทร์พร, เด่นคุณ งามเนตร,ท็อป จรณ, บอมบ์ ธนิน ฯลฯ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. สำหรับช่วงย้อนเวลาหาละครพบกับ “รักเดียวของเจนจิรา”ซึ่งได้ วิลลี่ แมคอินทอช ควงคู่ จอย ศิริลักษณ์ มาถ่ายทอดความรักสุดคลาสสิก ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 04.00 น. ต่อด้วยละครฮิตเสาร์-อาทิตย์ ที่นำละครดัง “ทรายสีเพลิง” มาลงจอ นำแสดงโดยนางเอกสาว ชมพู่ อารยา มารับบทหญิงสาวผู้มีปมปัญหาในใจ จึงพยายามแก้แค้นและทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะคนที่สร้างปัญหาให้เธอ ร่วมด้วย มิว นิษฐา, ป๋อ ณัฐวุฒิ, ชาคริต แย้มนาม และ อาเล็ก ธีรเดช ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.45 น. เริ่มวันเสาร์ที่ 25 มกราคม พลาดไม่ได้กับเรื่องราวความรัก และการแก้แค้นที่พร้อมมาฟาดฟัน เชือดเฉือน อย่างมีชั้นเชิงในละคร “เกมรักทรยศ” ที่ได้ แอน ทองประสม มาประกบ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และ แพทริเซีย ธัญชนก กู๊ดออกอากาศทุกวันศุกร์ เวลา 20.30 น. วันเสาร์- อาทิตย์ เวลา 20.25 น. เริ่มตอนแรกวันศุกร์ที่ 24 มกราคม

ปิดท้ายด้วยซีรี่ส์จีน “ตำนานเทพวานรสะท้านภพ” เมื่อมนุษย์ธรรมดาได้ย้อนเวลากลับไปกลายเป็นราชาแห่งวานร ซุนหงอคง เขาต้องจำใจยอมรับชะตากรรม และเริ่มเดินทางไปเผชิญหน้ากับเหล่าปีศาจร้าย!! ออกอากาศทุกวันจันทร์- อังคาร เวลา 22.30 น. เริ่มวันอังคารที่ 14 มกราคม คอซีรี่ส์เกาหลีเตรียมกรี๊ดเพราะช่อง 3 นำ “ชีพพลีเพื่อชาติ หัวใจนี้เพื่อเธอ” ลงจออีกครั้งพบกับเรื่องราวความรักของหัวหน้าหน่วยรบพิเศษเกาหลีใต้กับแพทย์อาสา ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 00.30 น. วันอังคาร-พุธ เวลา 24.00 น.วันพฤหัสบดี เวลา 23.30 น. วันศุกร์ เวลา 00.15 น. วันเสาร์ เวลา 01.15 น. และวันอาทิตย์ เวลา 01.35 น. ติดตามความสนุกครบรสตลอดทั้งเดือน “มกราคม” ได้ทางช่อง 3 “ดูทีวีกด 33 ดูมือถือกด 3Plus”

‘จี๋-สุทธิรักษ์’ เจ็บหนัก ถูกหักหลัง ร้องไห้แทบขาดใจ

‘จี๋-สุทธิรักษ์’ เจ็บหนัก ถูกหักหลัง ร้องไห้แทบขาดใจ

‘จี๋-สุทธิรักษ์’ เจ็บหนัก ถูกหักหลัง ร้องไห้แทบขาดใจ

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากที่ LOMOSONIC วงร็อกโชว์เดือดสังกัด genie records ในเครือ GMM MUSIC พาทุกคนเปิด NEW ERA ของวงในซิงเกิ้ลเปิดอัลบั้มชุดที่ 6 ไปแล้วกับเพลง “HARD MODE (ฮาร์ดโหมด)” ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี ปลุกพลังชาวร็อกให้พร้อมรอติดตามอัลบั้มใหม่ที่จะปล่อยให้ฟังกันในปี 2025 นี้ 

การกลับมาในครั้งนี้ LOMOSONIC มาพร้อมกับซิงเกิ้ลที่ 2 ของอัลบั้มใหม่ เป็นเพลงช้าจังหวะดุดัน พร้อมเนื้อหาที่เข้มข้น “ถ้าหากฉันรู้ว่ามันจะเจ็บ (ALT.ENDING)” แทงใจคนที่ทุ่มเทให้กับความรัก แต่ต้องพบกับความผิดหวังในตอนจบ ซึ่งหากเรารู้ว่าสุดท้ายแล้วในตอนจบจะเจ็บขนาดนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ขอเป็นเพียงแค่คนที่เดินผ่านกันไปก็พอ โดยที่เพลงนี้วงยังรับหน้าที่โปรดิวซ์กันเอง โดยมี อ๊อฟ Big Ass รับหน้าที่เป็น Executive Producer เสริมกำลังออกมาเป็นเพลงช้าในแบบของ LOMOSONIC ที่ทุกคนรอคอย โดยพาร์ทดนตรีจะแบ่งออกเป็น 2 พาร์ท โดยจะมีดนตรี Instrumental ต่อจากเพลงเต็มเพื่อขยายอารมณ์ของเพลงนี้ให้มากที่สุด โดยจะเรียกพาร์ทนี้ว่า “REPLAY” เสมือนเป็นฉายซ้ำภาพความเจ็บปวดอย่างไม่รู้จบ

ส่วนมิวสิกวีดีโอจะเป็น Interactive Music Videoที่ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะย้อนเวลาไปแก้ไขจุดเริ่มต้นของความรักนี้อีกครั้งยังไง ซึ่งเป็นผลงานกำกับของ จั๊ก-จิรัฏฐ์ สมภักดีพร้อมทั้งยังได้นักแสดงดาวรุ่งอย่าง จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตรที่ทุ่มสุดตัว ถ่ายทอดอารมณ์ของคนๆ หนึ่งที่ถูกคนรักหักหลัง แม้ในความสัมพันธ์ตอนเริ่มจะมีความสุขเพียงใด แต่ตอนจบทำให้เขาเจ็บเกินกว่าจะทนไหว ทุกคนสามารถติดตามชม Music Video “ถ้าหากฉันรู้ว่ามันจะเจ็บ (ALT.ENDING)” เพลงใหม่จาก LOMOSONIC ได้แล้ววันนี้

‘หน่อง-อรุโณชา’ เดินเครื่องปล่อยซีรี่ส์วายเรื่องใหม่ ‘Reset การเกิดใหม่ของดวงดาว’

‘หน่อง-อรุโณชา’ เดินเครื่องปล่อยซีรี่ส์วายเรื่องใหม่  ‘Reset การเกิดใหม่ของดวงดาว’

‘หน่อง-อรุโณชา’ เดินเครื่องปล่อยซีรี่ส์วายเรื่องใหม่ ‘Reset การเกิดใหม่ของดวงดาว’

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นอีกปีที่ทุ่มเทสุดแรง สำหรับผู้จัดคนเก่ง “พี่หน่อง-อรุโณชา” ที่ซุ่มเงียบเตรียมงานมาอย่างยาวนาน ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวซีรี่ส์วายเรื่องที่ 2 หลังจากผลงานซีรี่ส์วายเรื่องแรกอย่าง “พี่จะตีนะเนย” นั้นประสบความสำเร็จมาแล้ว ก็เดินเครื่องทำการบ้าน จนได้ผลงานชิ้นที่ 2 ออกมากับเรื่องที่มีชื่อว่า “Resetการเกิดใหม่ของดวงดาว” โดยจับคู่พระเอก-นายเอกอย่าง“ปีเตอร์แพน-ทัศน์พล วิวิธวรรธ์”และ “ปอนด์ พลวิชญ์ เกตุประภากร” มาเจอกันเป็นครั้งแรก งานนี้เคมีเคใจไม่ธรรมดา หลังจากที่ปล่อย Pilotไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทั้งแฟนไทย แฟนนิยาย แฟนต่างชาติ ก็ต่างชื่นชมความสามารถทางการแสดง และคาแร็กเตอร์ตัวละครที่ดูสมกับที่พวกเขารอคอยเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงที่มาร่วมแสดงอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น บอม-ธนวัฒน์อุทัยกิจวานิช, วินเนอร์-ธนทัตคูณอเนกสิน, อินดี้-ธนดล เหมไอยรา, เอนเจ-ดั่งปั้น โทมเสน, ไท-อเล็กซานเดอร์ไท มาโนยู, เชลล์-ธกฤต ไชยวุฒิ,โรเจอร์-อชิรวิชญ์ สุภาวิตา และนอกจากใน Pilot ที่ปล่อยไปแล้วยังมีนักแสดงชั้นนำอีกมากมาย
อาทิ เฟริสท์-ฉลองรัฐ นอบสำโรง,หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น, นนท์ อินทนนท์และ คริส-คริสโตเฟอร์ ไทเลอร์ จินดาพล

ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในช่วงของการเดินหน้าถ่ายทำกันอย่างเต็มที่ แฟนๆ เตรียมรอชมซีรี่ส์วายอีกผลงานที่ “บรอดคาซท์” ร่วมมือกับ “iQIYI” ตั้งใจทำอย่างสุดความสามารถ เร็วๆ นี้ แน่นอน

‘ต๊อบ-แตงโม’ ชวน ‘แอดเตเต้-พัชร’ เม้าท์มันใน ‘SPORTS LIFE’

‘ต๊อบ-แตงโม’ ชวน ‘แอดเตเต้-พัชร’ เม้าท์มันใน ‘SPORTS LIFE’

‘ต๊อบ-แตงโม’ ชวน ‘แอดเตเต้-พัชร’ เม้าท์มันใน ‘SPORTS LIFE’

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยกให้เป็นปีทองของวงการกีฬาจริงๆ สำหรับปี 2567 ที่ผ่านมาช่อง 7HD ไม่พลาดเสิร์ฟคอนเทนต์กีฬาเอาใจสายสปอร์ตแบบจัดเต็มโดยเฉพาะศึกวอลเลย์บอลและฟุตบอลเยาวชน แชมป์กีฬา 7HD ที่ได้กระแสตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม สัปดาห์นี้ SPORTS LIFE เลยขอรวบรวมความประทับใจมาให้ได้ชมกัน งานนี้ 2 พิธีกรต๊อบ-วาทิต ตรีครุธพันธุ์ และ แตงโม-พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน ขอเรียกกำลังเสริมด้วยการชวนผู้บรรยายสุดฮอต แอดเตเต้-พัชร สมสกุล มาจ้อกันแบบออกรสออกชาติ

เริ่มต้นด้วยการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของศึกวอลเลย์บอลเยาวชนหญิง แชมป์กีฬา 7HD แชมเปี้ยน คัพ 2024 งานนี้เปิดประเด็นเม้าท์กันตั้งแต่การลงพื้นที่พูดคุยกับน้องๆ ถึงโรงเรียน ตลอดจนเกมการแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้นรวมถึงการแจ้งเกิดผู้บรรยายกีฬาที่สร้างรอยยิ้มและสีสันให้กับทัวร์นาเมนท์นี้ จากนั้นมันกันต่อเนื่องกับความฮอตฟีเวอร์แห่งปี ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ฟุตบอลแชมป์กีฬา 7HD แชมเปี้ยน คัพ 2024 ศึกลูกหนังขาสั้นที่ได้รับความนิยมตลอดกาล ปีนี้สร้างปรากฏการณ์ความปังทุกนัด ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวของทีมอะคาเดมีดังระดับประเทศตัวนักกีฬาดีกรีทีมชาติ ไวรัลขอบสนามโรนัลโด กับล่ามคู่ใจ กระแส ชญานนท์ฟีเวอร์ ที่ดังไกลระดับโลกกันเลยทีเดียว ตามมาด้วยปรากฏการณ์ยอดผู้ชมทั้งออนไลน์และในสนามอย่างถล่มทลาย และปิดท้ายด้วยการเปิดไทม์ไลน์แห่งปี 2025 กับ 4 Series แชมป์กีฬา 7HD 4 ชนิดกีฬา ได้แก่ บาสเกตบอล 3X3, วอลเลย์บอล, เซปักตะกร้อและ ฟุตบอล รับรองว่าถูกใจแฟนกีฬาแน่นอน ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการ SPORTS LIFE วันอังคารที่ 14 มกราคมนี้ เวลา 22.55 น. ทาง ช่อง 7HD กด 35 และแฟนกีฬาสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV ช่องทางออนไลน์ Ch7HD Sports (Facebook, IG, TikTok)และ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube)และเว็บไซต์ www.ch7.com

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

“อยากบอกว่าผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดพ่อเพราะผมเชื่อว่าตอนนั้นพ่อก็เป็นเด็กเหมือนผมตอนนี้”

ความในใจจาก “เอ (นามสมมุติ)” เยาวชนชายที่ “ก้าวพลาด” ถูกจับในคดีใช้ความรุนแรง แต่ยังได้รับ “โอกาสที่ 2” เมื่อถูกส่งไปอยู่ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และได้เข้ากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเจ้าตัวยังยกตัวอย่าง “กิจกรรมวิเคราะห์ข่าว” ที่ในแต่ละวันเยาวชนทุกคนจะได้รับโจทย์เป็นข่าวต่างๆ ที่คนทั่วไปพบเห็นผ่านสื่อ ซึ่งหลายครั้งก็เหมือนกับเห็นตนเองไปอยู่ในเนื้อข่าวเหล่านั้น เป็นการทบทวนชีวิตของตนเองไปในตัว

แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เด็กชายเอเติบโตมาในสภาพที่คลอดได้เพียง 3 วัน พ่อแม่ก็แยกทางกันเด็กชายเอถูกส่งไปอยู่กับย่าซึ่งมีกิจการร้านขายของชำ แต่ย่าก็ป่วยเป็นโรคไต ร้านของย่าอยู่ในชุมชนแออัด สภาพบ้านเรือนชิดกันเกือบจะดูคล้ายกับสลัม และมีปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดย่าเลี้ยงเด็กชายเอจนถึงเรียนจบชั้น ป.3 จึงส่งออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะเห็นว่าตนมีปัญหาติดเกม วันๆ ไปอยู่แต่ที่ร้านเกม

เด็กชายเอไปอยู่ต่างจังหวัด เรียนจนจบชั้น ป.6 จากนั้นเมื่อเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา เริ่มคบเพื่อนซึ่งพบว่าเพื่อนมีพฤติกรรม “เล่นยา” ใช้สารเสพติดแต่เวลานั้นเด็กชายเอยังคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแม้จะใช้ชีวิตกับอยู่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ตาม แต่พฤติกรรมติดเพื่อนนั้นก็รุนแรงขนาดไม่ยอมเข้าบ้าน ไปอยู่แต่ที่บ้านเพื่อนตลอด และ “โดดเรียน” ไม่ยอมไปโรงเรียน ซึ่งตนก็บอกพ่อว่าขอ “ดร็อป”ในตอนแรกพ่อไม่ยอม ตนก็ไม่ไปเรียนเสียดื้อๆ จนท้ายที่สุดพ่อก็ต้องยอม

จากต่างจังหวัด เด็กชายเอหวนกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้พ่อพาไปฝากกับผู้เป็นอาและพาไปสมัครเรียน แต่เวลานั้นเป็นช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และต้องจัดการเรียนการสอนทางออนไลน์ เอยอมรับว่าตนไม่ได้เรียนหนังสือเลย จับคอมพิวเตอร์ทีไรก็ใช้เพื่อเล่นเกมเท่านั้น แต่ก็ยังผ่านชั้น ม.1 มาได้ กระทั่งเมื่อขึ้นชั้น ม.2 คราวนี้อาการหนักเพราะติดทั้งเพื่อนและผู้หญิงจนโดดเรียนทุกวัน โดยที่อาก็ไม่รู้เพราะออกไปทำงานก่อนที่ตนจะออกจากบ้าน หรือวันที่ตนออกจากบ้านก่อนก็จะแต่งชุดนักเรียน

“ครูเขาโทรไปบอกพ่อว่าทำไมผมไม่เข้าเรียนเลย พอเขาคุยกับครูเสร็จพ่อก็โทรมาหาผมบอกว่าถ้าไม่ไปโรงเรียนก็แต่งชุดอยู่บ้านไปเลย นอนอยู่บ้านไปเลยไม่ต้องไปเรียน (พ่อประชด) แต่ก็เข้าทางผม เช้าวันต่อมาผมแต่งตัวปกติไปนั่งกับเพื่อนที่ใส่ชุดนักเรียนซึ่งโดดเรียนมา ก็พากันใช้ความรุนแรง เกาะกลุ่มใช้สารเสพติด มีกัญชา น้ำกระท่อม อย่างอื่นผมไม่ยุ่ง” เอ กล่าว

เด็กชายเอเติบโตเป็นนายเอ พฤติกรรมติดเพื่อนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมเข้าบ้าน รวมกลุ่มเพื่อนใช้ความรุนแรงจนถูกจับในคดีทำร้ายร่างกาย ในตอนแรกถูกส่งเข้าไป “คุกเด็ก” หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กแห่งอื่น และยังคงมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งก่อเรื่องข้างในนั้นจนถูกจับขังเดี่ยว แต่ในใจก็คิดว่าไม่อยากอยู่ในสถานพินิจฯ แห่งนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ทางบ้านกาญจนาฯเข้ามาสอบถามหาคนสมัครใจไปอยู่พอดี

สิ่งที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าบ้านกาญจนาฯ แตกต่างจากสถานพินิจฯ แห่งอื่น คือ “บรรยากาศที่เป็นมิตร”สัมผัสได้ถึงความใส่ใจมากกว่าจะเป็นการคุมเข้ม ดังที่นายเอให้นิยามสถานที่แห่งนี้ว่า “ไม่เล่นกับด้านมืด..แต่พยายามแสวงหาแสงสว่างในตัวคน”จนเมื่อเวลาผ่านไป พ่อที่มาเยี่ยมก็ถึงกับถามว่า “ทำไมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?” เพราะเห็นว่าดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งน้อยลง ทั้งนี้ นายเอย้ำว่า ที่นำเรื่องของตนเองมาบอกเล่า ก็หวังให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ไม่เดินซ้ำรอย และหากวันนั้นตนตั้งใจเรียนหนังสือ ชีวิตน่าจะดีกว่านี้เพราะพ่อก็ตั้งใจส่งเสียเต็มที่

นายเอ บอกเล่าชีวิตของตนในงานกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568 เสวนา“ความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทย…ที่ขาดแคลนการลงทุน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน และมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 8 ม.ค. 2568ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ

จากเรื่องราวของนายเอที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น“ปุ๊” เป็นชื่อเล่นของชายวัยสามสิบเศษ ที่ชีวิตผ่านเรื่องหนักๆ มาเช่นกัน นายปุ๊ บอกเล่าในงานนี้ว่าตนเองเป็น “ลูกคนกลาง” มีพี่ชายกับน้องสาว ทั้ง 3 ชีวิตเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ใช้ความรุนแรงเนื่องจาก “พ่อติดเหล้า” เมาแล้วชอบทำร้ายร่างกายแม่ จนในที่สุดแม่ทนไม่ไหวก็หนีไป ขณะที่พ่อกับลูกๆ ทั้ง 3 คน ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ แต่เป็นการย้ายเข้ามาแบบไร้จุดหมาย พ่อทำงานก่อสร้างแต่ก็ทำๆ หยุดๆ อาศัยหลับนอนตามวัดพึ่งพาข้าวปลาอาหารจากพระ และถึงขั้นที่เด็กชายปุ๊เคยไปนั่งขอทานบนสะพานลอย

“มีพลเมืองดีไปแจ้งตำรวจ ผมก็โดนจับส่งไปที่มูลนิธิ แต่ให้แยกกันอยู่ (พี่สาวและน้องชายไปอยู่อีกที่หนึ่ง) ตอนนั้นยังเล็กมากไม่รู้ความเลยว่าไปแล้วต้องเจออะไรบ้าง พ่อก็หายไปสักพักหนึ่งแล้วก็พอเขารู้ว่าเราอยู่จุดไหนเขาก็มาเยี่ยมบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่นานก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ผมก็ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่อย่างไรบ้าง”ปุ๊ กล่าว

แม้ชีวิตในมูลนิธิแห่งนั้นทำให้ปุ๊ได้รับโอกาส นั่นคือ “การศึกษา” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการเติบโต เพราะ “บาดแผลทางกายและใจที่เคยได้รับในวัยเด็ก” สมัยที่ยังอยู่กับพ่อและมักถูกพ่อที่เมาสุราทำร้ายร่างกาย นายปุ๊ เล่าต่อไปถึงชีวิตในโรงเรียน แม้จะมีเพื่อนแต่เวลาเรียนก็มักเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง “ชีวิตไม่มีเป้าหมาย..ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร” และแม้โดยนิสัยจะไม่ชอบใช้ความรุนแรง แต่บางครั้งก็อดไม่ได้เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องการเป็นเด็กกำพร้า ทำให้มีเรื่องชกต่อยอยู่บ้าง

เมื่อข้ามพ้นวัยเด็กเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว ปุ๊เริ่มคิดได้แล้วว่า “มีแต่การเรียนเท่านั้นที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากชะตากรรมที่เป็นอยู่” เด็กหนุ่มสามารถเรียนจนจบชั้น ม.6 พร้อมๆ กับช่วยเหลืองานมูลนิธิในการดูแลเด็กๆ ที่ก็ถือเป็นรุ่นน้องไปด้วย จากนั้นปุ๊ตัดสินใจออกไปหางานทำพร้อมๆ กับส่งตัวเองเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย และใช้เวลา 5 ปี จึงเรียนจบระดับ ป.ตรี และสิ่งที่คัดสินใจทำหลังจากเรียนจบคือการ “ตามหาแม่” ซึ่งปุ๊ก็สืบจนรู้ว่าแม่ที่พลัดพรากกันไปตั้งแต่ยังเด็กอยู่ที่ใด แต่ก็ต้องแลกมาด้วย “ความจริงอันเจ็บปวด” เมื่อได้พบ

“เราก็ไปสืบที่เขต เขาก็อำนวยความสะดวกช่วยเหลือ จนเราได้ไปเจอเขา เราก็มีทุนในส่วนหนึ่งบ้าง เงินเก็บเราบ้าง ก็ไปสร้างห้องน้ำซ่อมแซมบ้านให้ แต่สิ่งที่เราไปเจอ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลย สิ่งที่เราเห็นวันนั้น แม่พูดกับเราว่าเขาตั้งใจที่จะทิ้งเรา วันต่อมาพี่สาวกับน้องชายก็มองหน้ากัน นี่หรือคือสิ่งที่เราโหยหามาทั้งชีวิต?ถ้าเราเจอแม่ก็คงได้มีอย่างคนอื่นเขาบ้าง ก็เลยกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย” ปุ๊ เล่าถึงวินาทีที่พบกับผู้เป็นแม่

หลังรับรู้ความจริงที่เจ็บปวดจากปากผู้เป็นแม่ แม้ในใจจะไม่ได้กล่าวโทษแม่และคิดว่าด้วยช่วงวัยและเวลาแบบนั้นแม่อาจมีเหตุผลหรือความจำเป็นบางอย่างที่ทิ้งตนไป และตนก็พยายามรวบรวมกำลังใจเพื่อจะ “ยืนหยัด” มีชีวิตอยู่ต่อไปไห้ได้ด้วยทัศนคติที่ดี แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่า “เสียศูนย์” ไปช่วงระยะเวลาหนึ่งเหมือนกันก่อนจะกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว “หากวันนั้นไม่ตั้งใจเรียนวันนี้ก็คงไม่มีอนาคต” ชีวิตอาจไปจบลงด้วยการติดคุกตะราง แต่การได้เรียนหนังสือทำให้ตนมีวิธีคิดมากขึ้น

ขณะที่ เตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีความผูกพันกับนายปุ๊ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำงานในมูลนิธิแห่งนั้นที่ปุ๊เติบโตมา กล่าวเสริมว่า ในเวลานั้นตนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เข้าทำงานในมูลนิธิในภารกิจช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน “เมื่อครอบครัวไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่..เด็กจึงตัดสินใจออกจากบ้านมาเร่ร่อน” โดยงานของตนคือการเป็น “ครูอาสา” ให้กับเด็กเหล่านี้ทั้งที่ยังเร่ร่อนอยู่และที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิแล้ว

คำถามที่ เตชาติ์ ได้ยินจากปากเด็กๆ อยู่บ่อยครั้งคือ “เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน?”, “เมื่อไหร่จะได้มีบัตรประชาชน?”, “เมื่อไหร่พ่อแม่จะมารับ?”,“จะเรียนไปเพื่ออะไร?” แม้กระทั่งกรณีของปุ๊กว่าจะเรียนจบได้ ในช่วงวัยรุ่นที่เป็นเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ก็ถึงขั้นต้องไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบบ้าง ไปตามตัวจากร้านเกมบ้าง พยายามหาเวลาพูดคุยอบรมกัน จนได้รู้ว่า ปุ๊อยากเป็นนักกีฬา จึงแนะนำว่าหากอยากเป็นก็ต้องตั้งใจเรียน และแม้เราจะเลือกเกิดไม่ได้แต่สามารถเลือกทางเดินได้

“หลายคนก็ไปจบ ป.โท เป็นครูบาอาจารย์แต่ส่วนน้อยไม่เกิน 3% อีก 97% คือหลุดจากสังคม เขารู้สึกว่าเขาไม่มีรากเหง้า ตรงนี้ก็หมายความว่ามันยังวนเวียน แล้วพอมารู้จักป้ามล (ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก)ก็ยังเห็นเด็กที่หนักขึ้นไปอีก หลังจากที่เราเห็นเด็กที่มีปัญหา ครอบครัวมีปัญหา เราเห็นแค่ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นปลายทาง ถ้าไม่มีคนดูแล ปลายทางก็เหมือนน้องเอ (ก่อคดีแล้วถูกจับกุมต้องไปอยู่ในสถานพินิจฯ)” เตชาติ์ กล่าว

มุมมองจากแพทย์ “หมอโอ๋” ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กล่าวถึงแนวคิดที่ว่า “อาชญากรเด็ก..เด็กเป็นเองไม่ได้” การที่เด็กคนหนึ่งติดเพื่อน ติดเกม ไม่เรียนหนังสือ ฯลฯ มันมีรากของปัญหาเสมอ “เมื่อเด็กไม่ได้โตมากับความรัก..เมื่อคนที่ควรจะรักเขาที่สุดไม่ได้ให้สิ่งนั้น..เด็กจึงไปโหยหาเอากับสิ่งอื่น” เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการความรัก ต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ใช้ได้และมีความหมาย

แต่เมื่อคนคนหนึ่งไปแสวงหาความรักจากสิ่งอื่นภายนอก (เช่น เพื่อน) ก็ต้องแล้วแต่ว่า“สิ่งนั้นจะพาไปทางไหน?” อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของทั้ง 2 คนข้างต้น ก็ทำให้เห็นความสำคัญของ“การมีอะไรบางอย่างเป็นหลักให้ยึด” ดังกรณีของนายเอ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ทำให้เห็นว่า ท่ามกลางความวุ่นวายจากปัญหาต่างๆ ที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญจริงๆ แล้วคนคนนั้นก็ยังมีแสงสว่างอยู่ภายใน และได้เริ่มเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งแสงสว่างขึ้น ณ ที่แห่งนั้น รดน้ำพรวนดินจนงอกงาม

“วันหนึ่งที่เขาขึ้นมาเล่า วันหนึ่งที่เขาพูดว่าเขาเข้าใจพ่อ “พ่อคือเด็กคนหนึ่งเหมือนกัน” เอาจริงๆ มันเกิดจากการเติบโตที่ไม่ได้เกิดจากการไปชี้ด่าว่าทำไมแกมันไม่ได้เรื่อง? ทำไมถึงเละเทะแบบนี้? ทำไมถึงเป็นอันธพาล? ทำไมถึงใช้ความรุนแรง? แต่มันเป็นการสร้างแล้วก็บ่มเพาะจากการเชื่อมั่นว่าทุกคนมีด้านสว่างในตัวเองแล้วพอเขาเติบโตอย่างมั่นคงภายใน เขาสามารถที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ในบุคคลอื่นๆ” หมอโอ๋ ยกตัวอย่างเรื่องเล่าของเอ

หมอโอ๋กล่าวต่อไปว่า “พ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์..แต่เป็นมนุษย์ที่สามารถทำผิดพลาดล้มเหลวได้” หรือกรณีของปุ๊ก็เป็นตัวอย่างว่าไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่รักลูก ดังนั้น หากเข้าใจว่าพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากตัวเรา เมื่อนั้นเราก็อาจเลือกที่จะให้อภัยและเข้าใจว่าเขาก็ทำดีที่สุดของเขาได้เท่านั้น ซึ่งการให้อภัยไม่ได้หมายความว่าทำให้เขาพ้นผิด แต่เพื่อละวางความทุกข์ที่ตัวเราแบกไว้

ด้าน ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษกกล่าวว่า กรณีของปุ๊ที่รู้สึก “ดิ่ง” เมื่อตามหาแม่จนพบแต่แม่กลับบอกว่าตั้งใจทิ้งไปเอง เรื่องนี้ทำให้มีคำถามต่อไปว่า “ชีวิตของแม่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร?..กระท่อนกระแท่นมาขนาดไหน?..และใครได้เยียวยาแผลใจของแม่บ้าง?” มุมมองเหล่านี้อาจไม่เคยมีในสังคมไทย และเป็นมุมกลับเช่นกัน แต่การที่ให้อภัยคนเป็นแม่ก็เท่ากับให้อภัยตนเองและอาจเชื่อมโยงกับการที่ตัวเราจะมีอนาคตต่อไปด้วย

“กว่าผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่งตัดสินใจจะปฏิเสธลูกตัวเอง หันมาบอกกับเราแล้วเราก็ดิ่งไปเลยว่า ‘ฉันตั้งใจจะทิ้งเธอนะ!’ มันกำลังเล่าว่าในอดีต ในวันที่แม่เป็นเด็ก แม่เป็นลูกของใครสักคนหนึ่ง แม่ก็ต้องบาดเจ็บน่าดูเลย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ที่มันไม่ถูกเยียวยา มันจะอยู่กับเขายาวตลอดไป ดังนั้นเขาไม่สมควรที่จะถูกเกลียดชัง แต่สมควรที่จะได้รับการให้อภัย” ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าว

ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าวต่อไปว่า อย่างในกรณีของเอ ที่สามารถพูดออกมาได้ว่าพ่อของตนในวันนั้นก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกับตนในวันนี้ ซึ่งก็คงไม่รู้อะไรเลย ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อของเอ ก่อนที่เอจะมาบอกเล่าชีวิตในงานนี้ ซึ่งพ่อก็บอกว่าอยากรู้เหมือนกันว่าตนได้ทำอะไรให้ลูกชายบาดเจ็บขนาดไหน เพราะตนกับลูกที่ผ่านมาก็ไม่เคยคุยกัน ดังนั้น จึงเห็นว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กหากถูกนำมาพูดคุยกัน ไม่ซุกไว้ใต้พรมก็คงไม่กลายเป็นของเน่าเหม็น

ยังมีเสียงสะท้อนจากตัวแทน “กลุ่มผู้ถูกเจียระไน” ซึ่งเป็นอดีตเยาวชนที่เคยอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ที่กล่าวเสริมว่า ในขณะที่สถานพินิจฯ ใช้งบประมาณวันละ 4-5 ล้านบาท หรือเรือนจำที่ใช้งบประมาณวันละ 20 ล้านบาท “แต่เมื่อดูต้นตอของปัญหาจะพบรูปแบบที่เหมือนกันเช่น เผชิญความรุนแรงในบ้าน บ้านไม่น่าอยู่ อยู่แล้วไม่มีตัวตน ก็ไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่คิดว่าเป็นบ้าน แล้วก็พากันไปทำผิดกฎหมายถูกจับและโดนตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหา” คำถามคือปัญหามาจากเด็กหรือผู้ใหญ่? หากมองเข้าไปลึกๆ ถึงระบบโครงสร้าง

รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ตั้งคำถามว่า “ในขณะที่ผู้ใหญ่คาดหวังกับเด็ก..คำถามคือผู้ใหญ่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและดีพอกับการคาดหวังนั้นหรือไม่?” เพราะเมื่อมองไปรอบด้านจะเห็นปัญหาอบายมุขเข้ามาใกล้ตัวมากเช่น ข้อมูลในปี 2565 ชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงตัวเด็กเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า ภายในเวลาเพียง 7 ปี

ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องยอมรับว่าทำการตลาดทำมาดีมาก และมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนเป็นสำคัญเพราะต้องการผู้บริโภครายใหม่โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามที่มีข้อมูล ณ ปี 2564 พบว่า มีผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเฉลี่ย 2,200 รายต่อปี

“เห็นไหมว่ามันเพียงพอไหมกับที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องดูแลอนาคตเด็กให้ปลอดภัย ให้อยู่รอด เราทำกันดีพอแล้วหรือยัง? ในอีกหลายๆ เรื่อง เรื่องการพนันก็ไม่แพ้กัน เรามีตัวเลขอยู่ประมาณ 7 แสนกว่าคน ที่มีโอกาสเข้าสู่วงจรนักพนันหน้าใหม่ ไม่น้อยนะที่เขาจะก้าวเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่นับกลุ่มที่ถูกหลอกลวงจากออนไลน์ทั้งหลาย ผู้ใหญ่ยังถูกเลยในการถูกหลอกลวง เยาวชนก็ถูกหลอกลวงด้วยเช่นกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า จากกิจกรรมวันเด็กตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น ถามคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี เด็กคนไหนตอบได้มีรางวัลให้ ทำให้เกิดคำถามว่าเราสามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้บ้างหรือไม่ และคิดว่าในงานวันเด็กที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารวมกันเป็นจำนวนมาก “ทำอย่างไรจะให้รับรู้ถึงสิทธิเด็ก แน่นอนว่าคงไม่ได้หวังให้เด็กเล็กๆ รับรู้อะไรมาก ที่สำคัญกว่าคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ต่างๆ ที่นำของขวัญมาให้เด็ก ทราบกันหรือไม่ว่าสิทธิเด็กคืออะไร” ซึ่งประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาแล้ว

หรือ “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เด็กได้รับผลกระทบ มีใครนำปัจจัยร่วมต่างๆ มาคุยกันหรือไม่ ความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นบ่มเพาะอะไร สร้างบาดแผลให้เด็กบ้างหรือไม่” จึงเกิดแนวคิดว่าจะใช้โอกาสของวันเด็กแห่งชาติสื่อสารเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร แต่เรื่องนี้ทำเองไม่ได้ ในขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน มีบ้านพักเด็กและครอบครัวอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในที่พึ่งเมื่อเด็กมีปัญหา อีกทั้งกลไกของบ้านพักเด็กซึ่งจัดงานวันเด็กร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ในพื้นที่ ก็สามารถสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ลงไปได้

อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในปี 2567ที่ผ่านมา ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูล ราว 188,000 เรื่อง ในจำนวนนี้ 26,000 เรื่องเกี่ยวข้องกับปัญหาเด็กและเยาวชน และจากเรื่องขอความช่วยเหลือทั้งหมด พบว่า ความรุนแรงติด 1 ใน 5 อันดับแรก

“กรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมกับ สสส. ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ได้จัดกิจกรรมขึ้นโดยใช้โอกาสสำคัญคือวันเด็กแห่งชาติ เป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการที่จะมาดูเรื่องความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทยที่ขาดแคลนการลงทุนร่วมกันซึ่งก็คิดว่าโอกาสในครั้งนี้ที่ใช้วันสำคัญของเด็กๆ ของเรา ก็คือวันเด็กแห่งชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่มันเกิดขึ้นจากความรุนแรงในครอบครัว ที่มันจะส่งไปถึงเด็กแล้วก็จะกลายเป็นความรุนแรงข้ามรุ่นของเด็กและเยาวชน” อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว