WHO ทรัมป์แช่แข็งเงินช่วยเหลือจาก USAID กระทบกว่า 50 ประเทศ

WHO ทรัมป์แช่แข็งเงินช่วยเหลือจาก USAID กระทบกว่า 50 ประเทศ

13 ก.พ. 2568 05:06 น.

WHO ทรัมป์แช่แข็งเงินช่วยเหลือจาก USAID กระทบกว่า 50 ประเทศ

องค์การอนามัยโลกเตือนโครงการด้านสุขภาพในกว่า 50 ประเทศ กำลังได้รับผลกระทบ หลังรัฐบาลทรัมป์ระงับโครงการช่วยเหลือของ USAID วอนกลับมากระจายความช่วยเหลืออีกครั้ง

เมื่อวันพุธที่ 12 ก.พ. 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเปิดเผยว่า โครงการเพื่อรับมือเชื้อเอชไอวี, โปลิโอ, ฝีดาษลิง และไข้หวัดนกในกว่า 50 ประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ระงับการให้เงินช่วยเหลือต่างประเทศผ่านองค์กร USAID มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังดำเนินขั้นตอนต่างๆ เพื่อปิดสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ หรือ ยูเอสเอด (USAID) โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหาหน่วยงานนี้ว่า ใช้งบประมาณสิ้นเปลืองและไม่มีเหตุผล นอกจากนั้นยังบริหารโดยพวกฝ่ายซ้ายจัด

แต่ ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า บริการรักษาเอชไอวีและอื่นๆ ในกว่า 50 ประเทศ กำลังได้รับผลกระทบจากการขาดเงินช่วยเหลือจาก USAID และเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์พิจารณาเพื่อกระจายความช่วยเหลืออีกครั้ง จนกว่าจะพบวิธีแก้ปัญหาแบบอื่น

“มีมาตรการที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการ ซึ่งเรากังวลว่าจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อด้านสุขภาพโลก” ดร.เกเบรเยซุสกล่าว โดยยกตัวอย่างโครงการ PEPFAR หรือ แผนฉุกเฉินของประธานาธิบดีเพื่อบรรเทาโรคเอดส์ ที่ต้องหยุดบริการตรวจและป้องกันโรค กับรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ในกว่า 50 ประเทศ

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศจะปลดพนักงานของ USAID ที่ประจำการอยู่ทั่วโลกกว่า 10,000 คน และระงับโครงการช่วยเหลือต่างๆ ทั้งหมดในทันที เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

USAID ใช้งบประมาณราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 0.6% ของการใช้จ่ายรายปีของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยใช้ไปกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ในเอเชีย, ภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ทะเลซาฮารา และในยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่คือในยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย การเจรจาเพื่อยุติสงครามยูเครนจะเริ่มทันที หลังต่อสายคุยปูติน

ทรัมป์เผย การเจรจาเพื่อยุติสงครามยูเครนจะเริ่มทันที หลังต่อสายคุยปูติน

13 ก.พ. 2568 04:36 น.

ทรัมป์เผย การเจรจาเพื่อยุติสงครามยูเครนจะเริ่มทันที หลังต่อสายคุยปูติน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครนจะเริ่มขึ้นทันที หลังจากเขาโทรศัพท์พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามยูเครนจะเริ่มขึ้นทันที หลังจากเขาเพิ่งพูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เป็นเวลานานและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 12 ก.พ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

การสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่นายทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนก่อน เกิดขึ้นในขณะที่นายทรัมป์แสดงความชัดเจนต่อที่ปรึกษาของเขาว่า เขาต้องการทำให้สงครามยูเครนจบลงอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทรัมป์หลายคนระบุว่า พวกเขาหวังว่าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเมื่อวันอังคาร จะเป็นสัญญาณของการเริ่มความพยายามครั้งใหม่เพื่อยุติสงครามซึ่งดำเนินมาจนเกือบจะเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว และตอนนี้ผู้นำทั้งสองก็กลับมาสนทนากัน หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัสเซียเงียบใส่กันมานานหลายปี

โพสต์ของโดนัลด์ ทรัมป์ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ Truth Social ระบุว่า “เราหารือกันเรื่องยูเครน, ตะวันออกกลาง, พลังงาน, ปัญญาประดิษฐ์, อำนาจเงินดอลลาร์ และอีกหลากหลายประเด็น”

“เราตกลงจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากๆ รวมถึงไปเยือนประเทศซึ่งกันและกัน เรายังตกลงที่จะให้ทีมผู้แทนของเราเริ่มการเจรจาในทันที และเราจะเริ่มด้วยการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครน แจ้งต่อเขาเรื่องการสนทนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกำลังทำมันอยู่ตอนนี้”

นักวิเคราะห์มองว่า จากแถลงการณ์ของทั้งทำเนียบขาวสหรัฐฯ และเครมลินของรัสเซียเกี่ยวกับเรื่องการสนทนาทางโทรศัพท์ ระหว่างนายทรัมป์กับนายปูติน ทำให้เชื่อว่าทั้งคู่คุยกันอย่างเป็นมิตร

“ประธานาธิบดีปูตินถึงกับใช้ ‘สามัญสำนึก’ ซึ่งเป็นสโลแกนหาเสียงหาแข็งแกร่งของผม เราทั้งคู่เชื่ออย่างยิ่งในคำนี้” นายทรัมป์ระบุ โดยบอกเป็นนัยว่านายปูตินเลือกคำพูดของตัวเองอย่างระมัดระวังเพื่อดึงดูดสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายเครมลินระบุว่า นายทรัมป์กับนายปูตินคุยกันนานเกือบ 90 นาที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ปิดทางยูเครนร่วมนาโต ชี้กลับไปมีดินแดนเท่าเดิมไม่ได้

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ปิดทางยูเครนร่วมนาโต ชี้กลับไปมีดินแดนเท่าเดิมไม่ได้

12 ก.พ. 2568 23:45 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ปิดทางยูเครนร่วมนาโต ชี้กลับไปมีดินแดนเท่าเดิมไม่ได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตัดโอกาสที่ยูเครนจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต และว่าการจะกลับไปมีดินแดนเท่าเดิมนั้นไม่อาจเป็นจริงได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธที่ 12 ก.พ. 2568 ว่า สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียต้องจบลง ในขณะที่การให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโตนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นจริง และสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของยุโรปกับยูเครนเป็นอันดับแรกๆ อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ย้ายความสนใจไปที่การป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ เอง และงัดข้อกับจีน

นายเฮกเซธ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมกับกลุ่ม “Ukraine Defense Contact Group” (UDCG) ผู้สนับสนุนการช่วยเหลือยูเครน โดยเขากล่าวก่อนร่วมประชุมว่า ทหารของยุโรปควรเป็นกำลังหลักในการรักษาความปลอดภัยให้ยูเครนยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทหารสหรัฐฯ จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

รัฐมนตรีกลาโหมรายนี้บอกอีกว่า “สหรัฐฯ ไม่เชื่อว่าการให้สมาชิกภาพของนาโตแก่ยูเครน เป็นผลลัพธ์จากการเจรจาที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้” นายเฮกเซธเสริมอีกว่า การรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนต้องได้รับการสนับสนุนโดยทหารจากชาติยุโรปและไม่ใช่ชาติยุโรปที่มีความสามารถ โดยจะไม่มีทหารสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

นายเฮกเซธกล่าวด้วยว่า การย้อนคืนให้ชายแดนยูเครนมีเท่ากับก่อนปี 2557 หรือก่อนที่รัสเซียจะยึดแคว้นไครเมียไปจากยูเครนนั้น เป็นเป้าหมายที่ไม่อาจเป็นจริงได้ แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเป้าหมายที่นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนตั้งเป็นเงื่อนไขในการเจรจาสันติภาพ

ในความเป็นจริงแล้ว ชาติสมาชิกนาโตหลายประเทศก็เห็นตรงกันกับนายเฮกเซธ ว่าการนำไครเมียคืนจากรัสเซียนั้น ไม่น่าเกิดขึ้นจริงได้ เจ้าหน้าที่นาโตนายหนึ่งระบุว่า เขาจะกังวลมากกว่า หากนายเฮกเซธกล่าวว่า ยูเครนไม่อาจกลับไปมีพรมแดนเท่ายุคก่อนปี 2565 หรือก่อนสงครามกับรัสเซียเริ่มขึ้นได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกลาโหมของยุโรปบอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า ชาติสมาชิกนาโตหลายประเทศก็ไม่เชื่อว่ายูเครนจะสามารถเข้าร่วมนาโตได้เมื่อดูจากสถานการณ์ทางการเมืองกับรัสเซีย แต่พวกเขาไม่พูดออกมาตรงๆ เหมือนนายเฮกเซธ เพราะไม่อยากให้รัสเซียคิดว่า พวกเขาสามารถควบคุมได้ว่า ประเทศใดจะสามารถเข้าร่วมนาโตได้หรือไม่

นายเฮกเซธยังไม่ได้ประกาศแพ็กเกจช่วยเหลือยูเครนก้อนใหม่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลรวมพลทหารกองหนุน เตรียมพร้อมเผื่อกลับไปต่อสู้ในกาซาอีกครั้ง

อิสราเอลรวมพลทหารกองหนุน เตรียมพร้อมเผื่อกลับไปต่อสู้ในกาซาอีกครั้ง

12 ก.พ. 2568 22:23 น.

อิสราเอลรวมพลทหารกองหนุน เตรียมพร้อมเผื่อกลับไปต่อสู้ในกาซาอีกครั้ง

(ภาพจาก AFP PHOTO / HANDOUT / ISRAELI ARMY)

อิสราเอลสั่งรวมพลทหารรวมถึงกองหนุนทั้งภายในและภายนอกฉนวนกาซา เพื่อเตรียมพร้อมกรณีต้องกลับไปต่อสู้ในฉนวนกาซาอีกครั้ง หากกลุ่มฮามาสไม่ยอมปล่อยตัวประกัน

เมื่อวันพุธที่ 12 ก.พ. 2568 กองทัพอิสราเอลเรียกรวมพลทหารกองหนุน เพื่อเตรียมความพร้อมเผื่อกรณีกลับไปเริ่มการต่อสู้ในฉนวนกาซาอีกครั้ง หากกลุ่มฮามาสไม่ยอมปล่อยตัวประกันในวันเสาร์ที่ 15 ก.พ.นี้ตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งกำลังเสี่ยงพังทลายหลังบังคับใช้ได้ราว 3 สัปดาห์จาก 6 สัปดาห์เท่านั้น

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเปิดเผยว่า เขาได้ออกคำสั่งให้กองทัพรวมพลทั้งภายในและโดยรอบฉนวนกาซาแล้ว ก่อนที่กองทัพอิสราเอลจะประกาศในเวลาต่อมาว่า พวกเขาจะประจำการทหารเพิ่มเติมบริเวณภาคใต้ของอิสราเอล รวมถึงเคลื่อนกำลังทหารกองหนุนด้วย

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อ 19 ม.ค. 2568 กลุ่มฮามาสตกลงจะปล่อยตัวประกันเพิ่ม 3 คนทุกวันเสาร์ แต่ในสัปดาห์นี้ พวกเขากลับประกาศจะระงับการปล่อยตัวประกัน โดยกล่าวหาอิสราเอลว่า ละเมิดข้อตกลงเนื่องจากยิงโจมตีภายในฉนวนกาซา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ศพแล้วในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบโต้การตัดสินใจของฮามาสด้วยถ้อยคำแข็งกร้าว โดยระบุว่า ตัวประกันทุกคนต้องเป็นอิสระภายในเที่ยงวันเสาร์นี้ มิเช่นนั้น เขาจะ “ปล่อยให้นรกแตกไปเลย”

ส่วนนายเนทันยาฮู เตือนในวันอังคารว่า อิสราเอลจะกลับไปต่อสู้อย่างเข้มข้นอีกครั้ง หากฮามาสไม่ปล่อยตัวประกันภายในเส้นตาย แต่ไม่ได้เจาะจงว่าจะให้ปล่อยตัวประกัน 3 คนตามข้อตกลง หรือปล่อยทั้งหมดเหมือนที่นายทรัมป์เรียกร้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กรมประมงพัฒนานวัตกรรมเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด

กรมประมงพัฒนานวัตกรรมเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด

กรมประมงพัฒนานวัตกรรมเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.52 น.

ประมง เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Aquaculture) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด            

วันนี้ (13 ก.พ.) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้ผลักดันโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในชื่อ “Support to upscaling and adoption of innovations and good practices on energy use efficiency in aquaculture in Thailand” มีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมง ได้เริ่มโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่ง สำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และ 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์ และราชบุรี ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2.ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4.ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และ 5.ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) และ 2.การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุน นโยบายสนับสนุนการให้บริการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากสตาร์ทอัพและนักลงทุน การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรในการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานทดแทน และการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

สำหรับการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 18 – 30% และลดต้นทุนพลังงานลงถึง 22.4 – 39% ซึ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งทะเลลดลงเป็น 10.1 – 24.3 บาท/กิโลกรัม และยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 2,291 – 9,433 kCO2e/รอบการเลี้ยง/บ่อ ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ซึ่งเชื่อมั่นว่านวัตกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำนี้ จะเป็นก้าวสำคัญ ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในภาคประมงของไทยต่อไป

015

‘อิทธิ’ขานรับนายกฯแก้ฝุ่นPM2.5ด่วน

‘อิทธิ’ขานรับนายกฯแก้ฝุ่นPM2.5ด่วน

‘อิทธิ’ขานรับนายกฯแก้ฝุ่นPM2.5ด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ ภายใต้หัวข้อ “การเฉลิมฉลองทศวรรษแห่งความร่วมมือ ในระดับภูมิภาคเพื่ออนาคตเกษตรกรรมที่ยั่งยืน” และงาน 10th Anniversary of ASEAN Climate Resilience Network (ASEAN-CRN) ซึ่งกรมวิชาการการเกษตร เป็นเจ้าภาพจัดเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่าประเทศไทย พร้อมจะเป็นผู้นำในการ “ไม่เผาพืชทางการเกษตร และไม่รับซื้อ ไม่นำเข้า สินค้าเกษตรที่ผ่านการเผา” นอกจากนี้ในการประชุมดังกล่าวยังขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอาเซียน ให้หยุดการเผาไหม้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งสร้างมลทางอากาศอย่างรุนแรง

“นายกฯ ได้สั่งการด่วนผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เฝ้าดูอย่างใกล้ชิด และให้ขยายเวลาเพิ่มการขึ้นบินปฏิบัติการต่อเนื่องในการเจาะชั้นบรรยากาศเร่งระบายและลดการสะสมของฝุ่น PM2.5 ซึ่งกรมฝนหลวงฯ ได้เริ่มบินปฏิบัติการมาตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2567 รวมทั้งให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ กรมการข้าว และกรมฝนหลวงฯ ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการทำเกษตรกรรมแบบปลอดการเผา เพื่อลดปริมาณฝุ่นฯ ให้ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา” นายอิทธิ กล่าว

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงฯจะปรับแผนการทำงานเพิ่มเติมในเวลากลางคืน โดยทำหนังสือขออนุญาต บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ซึ่งจะพิจารณาวางแผนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่หนองบัวลำภู ติดตามขับเคลื่อนงานด้านเกษตร

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่หนองบัวลำภู  ติดตามขับเคลื่อนงานด้านเกษตร

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่หนองบัวลำภู ติดตามขับเคลื่อนงานด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู โดยมีน.ส.อรอาภา โล่ห์วีระ รอง ผวจ.หนองบัวลำภู ต้อนรับ สำหรับ จ.หนองบัวลำภู มีครัวเรือนเกษตรกร 73,129 ครัวเรือน พื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 1.55 ล้านไร่ โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีข้าว 690,934 ไร่ อ้อยโรงงาน 283,575 ไร่ มันสำปะหลัง 88,794.50 ไร่ ยางพารา 135,110.41 ไร่ และพืชผัก ปศุสัตว์ ประมง ตามลำดับ

ทั้งนี้ จ.หนองบัวลำภู มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ในปี 2565 มีมูลค่า 31,697 ล้านบาท โดยภาคเกษตรกรรมมีมูลค่าถึง 6,957 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22 ของ GPP ทั้งหมด แต่มีรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัวเท่ากับ 67,363 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมาก ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และแม้จะมีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่แต่เกษตรกรยังคงเผชิญปัญหาด้านการผลิตและรายได้ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วมซ้ำซาก การทำเกษตรแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ ดร.ณมาณิตา ได้ฟังบรรยายสรุปการพัฒนาแหล่งน้ำและรายงานความก้าวหน้าผลการแก้ปัญหาด้านแหล่งน้ำและแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำตามความต้องการของเกษตรกร และเดินทางไปยังกลุ่มแปลงใหญ่เห็ด ต.กุดดินจี่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู และลงพื้นที่ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำบอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.โคกม่วง อ.โนนสัง เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว (สะพานเชื่อมรัก)

สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องการความช่วยเหลือ คือ 1.การบริหารจัดการน้ำด้วยพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก และแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีจำกัด จังหวัดยังคงเผชิญความท้าทายในการเพาะปลูกและดำรงชีพของเกษตรกร จึงได้ขอรับสนับสนุนงบประมาณสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำเพิ่มเติม การฟื้นฟูลำน้ำ และก่อสร้างระบบชลประทาน 2.การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ซึ่งยังขาดองค์ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและขาดช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนโครงการอบรมและการนำระบบ Smart Farming มาใช้จะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนการผลิตได้จริง 3.การสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิต ราคาสินค้าเกษตรหลัก เช่น มันสำปะหลัง อ้อย และข้าว ยังมีความผันผวนอย่างมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร การจัดตั้งกองทุนประกันราคาและสนับสนุนการแปรรูปสินค้า จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น และ 4.การแก้ปัญหารายได้ต่ำของประชากร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้าน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ๆ

‘อัครา’-‘มนพร’ร่วมงาน ใช้เทคโนโลยีผลิตข้าวเหนียว

‘อัครา’-‘มนพร’ร่วมงาน  ใช้เทคโนโลยีผลิตข้าวเหนียว

‘อัครา’-‘มนพร’ร่วมงาน ใช้เทคโนโลยีผลิตข้าวเหนียว

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมมือ : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม และผู้ที่เกี่ยวข้อง จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวเหนียวคุณภาพดีฯ เพื่อสร้างความรู้ในสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับเพาะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกระดับด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวคุณภาพดีในพื้นที่นำร่องเขตปลดล็อกอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (Drone for agriculture) ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 โดยมีนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม นายอานนท์ นนทรีย์รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เจ้าหน้าที่ส่วนจังหวัด ภาคเอกชน และเกษตรกร เข้าร่วม ที่ศูนย์ประชุมศรีโคตรบูรณ์ วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม อ.เมือง จ.นครพนม ว่าการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจสายพันธุ์ข้าวเหนียวที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์ผ่านการใช้เทคโนโลยีการผลิต และการใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (Drone for Agriculture) ให้เกิดผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดี และมีรายได้เพิ่ม จึงบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคม โดยบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวคุณภาพดีในพื้นที่นำร่องเขตปลดล็อกอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (Drone for agriculture) ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 เพื่อให้เกษตรกรใช้โดรนดูแลผลผลิตข้าวได้อย่างแม่นยำ สามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”นายอัครา กล่าว

‘นฤมล’ประชุมคปก. เห็นชอบร่างพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดิน-คุ้มครอง พื้นที่ทำเกษตรกรรม

‘นฤมล’ประชุมคปก.  เห็นชอบร่างพ.ร.บ.  ปฏิรูปที่ดิน-คุ้มครอง  พื้นที่ทำเกษตรกรรม

‘นฤมล’ประชุมคปก. เห็นชอบร่างพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดิน-คุ้มครอง พื้นที่ทำเกษตรกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผ่านระบบประชุมออนไลน์ Zoom Meeting

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการสำรวจวางโครงหมุดหลักฐานแผนที่และปักหลักเขต ปีงบประมาณ 2568 และโครงการก่อสร้างหอถังสูงและระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2568 (ระยะที่ 2) เพื่อสร้างหลักฐานแผนที่สนับสนุนหน่วยรังวัด ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ และสร้างระบบกระจายน้ำในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้เกษตรกรมีน้ำใช้ทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน รวมถึงเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม พ.ศ. .. เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช.พิจารณาให้เกษตรกรสามารถนำโฉนดเพื่อการเกษตรไปสร้างประโยชน์ต่อยอดเป็นแหล่งเงินทุนสร้างอาชีพได้

นอกจากนี้ ยังมีมติเห็นชอบให้ฝ่ายเลขานุการในการประชุมฯ รับข้อสังเกตไปปรับร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ..ให้เกษตรกรสามารถต่อยอดอาชีพ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีบนพื้นที่ ส.ป.ก.ต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมช.อิทธิฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชลบุรี

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมช.อิทธิฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชลบุรี

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมช.อิทธิฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชลบุรี

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.16 น.

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เขต 2 ร่วมติดตามคณะ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานฯ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ ศาลาการเปรียญ วัดร่องแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

– 006