‘นฤมล’ห่วงใย สถานการณ์น้ำ มอบให้กรมชลฯ จัดการตามแผน

‘นฤมล’ห่วงใย  สถานการณ์น้ำ  มอบให้กรมชลฯ  จัดการตามแผน

‘นฤมล’ห่วงใย สถานการณ์น้ำ มอบให้กรมชลฯ จัดการตามแผน

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 52,667 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 1,099 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 28,729 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,778 ล้าน ลบ.ม.(67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 10,082 ล้าน ลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/2568 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 18,400 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 63% ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้วกว่า 6,209 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 69% ของแผนฯ) ซึ่งภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ และมีเพียงพอที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2567/2568 พบว่าทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้วกว่า 9.14 ล้านไร่ คิดเป็น 91% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังรวม 6.33 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่วางไว้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน 2568

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

ปรับโฉม‘อุตสาหกรรมกุ้งไทย’สู่ความยั่งยืน เส้นทางคืนสู่แชมป์โลก

ในวงการอาหารทะเล อุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ โดยเฉพาะในด้านการส่งออก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาทต่อปี และเมื่อย้อนกลับไปในปี 2552 ผลผลิตกุ้งของไทยสูงสุดถึง 600,000 ตัน แต่กลับปรากฏว่าหลังจากนั้น อุตสาหกรรมนี้กลับเริ่มเผชิญวิกฤติอย่างหนักหน่วงเนื่องจากการระบาดของโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ในช่วงปี 2555-2557 ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างรุนแรงเหลือเพียง 300,000 ตัน ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ทำให้ไทยสูญเสียตำแหน่งในตลาดโลก แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในหลายด้าน

เมื่อปัญหาโรคระบาดเป็นปัญหาเรื้อรัง การเลี้ยงกุ้งในระบบดั้งเดิม เน้นการเปิดน้ำจากแหล่งธรรมชาติและไม่ควบคุมคุณภาพน้ำจึงไม่ตอบโจทย์  เมื่อน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแพร่กระจายในบ่อ หรือปล่อยให้มีสัตว์พาหะปะปนเข้าบ่อทำให้อัตราการตายของกุ้งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนหนักเป็นสาเหตุหลักให้หลายคนเลิกอาชีพ และปล่อยฟาร์มให้รกร้าง เกิดปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมตามมา

ตามรายงานของ SCB EIC ในปี 2024 พบว่าการส่งออกกุ้งของไทยมีมูลค่าเพียง 1,134.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงถึง 7.4% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกและอัตราการรอดของกุ้งที่ต่ำลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งไทยจะมีแนวโน้มลดลงต่อไปในปี 2025 อีก 2.3% อย่างต่อเนื่อง

หากต้องการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมายั่งยืน จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงไปสู่ระบบที่มีความรับผิดชอบและประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ซึ่งตอบโจทย์การป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง การติดตั้งมาตรการป้องกันเช่น ตาข่ายป้องกันนก การจัดการพื้นที่ฟาร์มให้มีความปลอดภัย และระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เกษตรกรสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการขาดทุนได้อย่างมาก

ในด้านการใช้เทคโนโลยี การมีระบบการเลี้ยงแบบปิดหรือกึ่งปิด สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ดีจะช่วยให้การเลี้ยงกุ้งมีเสถียรภาพมากขึ้น ระบบน้ำหมุนเวียนที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อก่อนปล่อยเข้าบ่อ จะมีส่วนช่วยลดโอกาสการติดเชื้อจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงบ่อร้างและการเลี้ยงด้วยมาตรฐานใหม่ที่คำนึงถึงความปลอดภัยทางชีวภาพ จะช่วยให้เกษตรกรสามารถกลับมาเลี้ยงกุ้งได้อีกครั้ง โดยมีความเสี่ยงต่ำกว่าเดิม

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนแปลงระบบการเลี้ยงอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลได้ประกาศแผนปฏิบัติการยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งเป็นวาระแห่งชาติในปี 2568-2572 ด้วยงบประมาณกว่า 5,178 ล้านบาท ผ่านการกำหนด 11 มาตรการสำคัญ เช่น การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ การส่งเสริมระบบการจัดการฟาร์มที่ยั่งยืน การจัดการโรคกุ้ง การสร้างแบรนด์และขยายช่องทางการตลาดไปยังต่างประเทศ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์

การพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการส่งออกของกุ้งไทย โดยการสร้างแบรนด์และการตระหนักถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะช่วยให้สามารถสร้างความมั่นใจในกลุ่มลูกค้า ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกันกับองค์กรและหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงและการจัดการฟาร์ม จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ในระยะยาว ประเทศไทยต้องเตรียมตัวในการแข่งขันกับผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ เช่น เอกวาดอร์ อินเดีย และอินโดนีเซียซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า กุ้งไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มการผลิตสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัยทางชีวภาพ พร้อมกับความยั่งยืนในการผลิต

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงแนวทางการเลี้ยงกุ้งอย่างจริงจัง ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐและการปรับตัวของเกษตรกร จะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีโอกาสกลับมาเป็นผู้นำในตลาดโลกอีกครั้ง การทวงคืนแชมป์การส่งออกกุ้งไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากทุกฝ่ายรวมแรงร่วมใจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ยั่งยืน ระหว่างการทำงานร่วมกันของคนในวงการ อุตสาหกรรมกุ้งไทยจึงมีความหวังฟื้นฟูและสร้างคุณค่าใหม่ต่อประเทศและต่อสังคมในอนาคต

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

ม.นเรศวรพัฒนา ‘สูตรอาหารปลานิลจากใบไชยา’ เพิ่มโอเมกา3-ลดพึ่งพาปลาป่น

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

นักวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวรเผยความสำเร็จในการพัฒนาสูตรอาหารปลานิลโดยใช้ ใบไชยา และ แมลง เป็นวัตถุดิบหลัก ช่วยเพิ่มปริมาณโอเมกา-3 ในเนื้อปลานิลให้เทียบเคียงกับปลาแซลมอนนำเข้า ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลจากการใช้ปลาป่นและน้ำมันปลา

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568  ณ ห้อง 7401 อาคารสถานพัฒนามาตรฐานและเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก คณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร รองศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ เขียวขจรเขต อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร ได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับ “การพัฒนาสูตรอาหารปลานิลจากแมลงเป็นหลัก ด้วยวัตถุดิบพื้นบ้านเพื่อยกระดับการสะสมโอเมก้า-3 (linolenic acid และ DHA) ในกล้ามเนื้อให้เทียบเคียงปลามูลค่าสูงจากต่างประเทศ”

รองศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ เขียวขจรเขต อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร เปิดเผยว่า  จากการทดลองในห้องปฏิบัติการของคณะวิจัย พบว่า ใบไชยาป่น ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่พบมากในจังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งสำคัญของ กรดไขมันชนิด 18:3n-3 (linolenic acid) ซึ่งสามารถเป็นสารตั้งต้น (precursor) สำหรับการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวชนิดไม่อิ่มตัวสูง (LC-HUFA) ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเมื่อนำใบไชยาป่นมาผสมในอาหารปลานิลที่ระดับ 200 กรัม/กิโลกรัม หรือ 20% สามารถ ทดแทนกากถั่วเหลืองได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวิเคราะห์กรดไขมันในกล้ามเนื้อปลานิล พบว่ากรดไขมัน LC-HUFA (linolenic acid) ในเนื้อปลานิลเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า กรดไขมัน DHA ซึ่งเป็นไขมันโอเมกา-3 ที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 2.41 เท่า เทียบกับชุดควบคุม ปริมาณ DHA ในเนื้อปลานิลสูงถึง 65.75 กรัม/กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศลดการพึ่งพาปลาป่นและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ต้องพึ่งพาปลาป่นและน้ำมันปลาเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่การจับปลาจากธรรมชาติจำนวนมาก กระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและทำให้ราคาวัตถุดิบเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น โครงการนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนา อาหารปลานิลสูตรใหม่ที่ใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนหลัก ร่วมกับ ใบไชยา เพื่อให้ปลาสามารถสะสมกรดไขมันโอเมกา-3 ได้โดยไม่ต้องใช้ปลาป่น

ผลการวิจัยนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอาหารสัตว์น้ำที่ยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของปลานิล และช่วยให้ปลานิลไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ

การวิจัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงปลานิลที่มีโอเมกา-3 สูงในราคาที่ถูกลง แต่ยังเป็นอีกทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรทางทะเล และสนับสนุนอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ///-026

พึ่งผลผลิตเดียวไม่พอ! ชาวสวนยาง‘นครพนม’ปรับตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้

พึ่งผลผลิตเดียวไม่พอ! ชาวสวนยาง‘นครพนม’ปรับตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้

พึ่งผลผลิตเดียวไม่พอ! ชาวสวนยาง‘นครพนม’ปรับตัวทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

“ยางพารา” หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่นิยมปลูกกันในหลายพื้นที่ของไทย แต่การฝากชีวิตไว้กับผลผลิตเพียงอย่างเดียวย่อมหมายถึงความเสี่ยง ดังที่ น.ส.ลัดดาวัลย์ คมจันทา เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 10 บ้านท่าศิลารมย์ ต.บ้านแก้ง อ.นาแก จ.นครพนม เปิดเผยว่า ด้วยปัญหารายได้และหนี้สิน ทำให้เห็นว่าการปลูกแต่ยางพาราอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ แปลงพื้นที่ 14 ไร่ จากทั้งหมด 15 ไร่ 28 ตารางวา ให้เป็นระบบวนเกษตร หรือการปลูกพืชหลายชนิดในลักษณะจำลองสภาพป่าตามธรรมชาติ

โดยมีทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น พยุง สักทอง มะค่า ต้นกุง ผักหวาน ยางนา ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น สละอินโด มะม่วง กล้วย คอนแคน ไผ่ ไพล ขมิ้นชัน กระชาย อีกทั้งยังเลี้ยงไก่ นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมลดต้นทุนการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น เพาะกล้าไม้ ผสมดินพร้อมปลูก ทำปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ปัจจุบันมีรายได้จากการเกษตรเฉลี่ย 350,000 บาทต่อปี

“การใช้ประโยชน์ในที่ดินกิจกรรมหลักคือ ปลูกยางพารา ไม้ยืนต้น ไม้ผล ไม้สมุนไพร แซมในพื้นที่ว่าง และมีกิจกรรมเสริมด้วยการเพาะขยายพันธุ์ไม้ ผสมดินพร้อมปลูกและทำปุ๋ยหมัก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ของครอบครัว” น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว

เดอะไนน์ฯ พระราม 9 ผนึกกำลัง เขตสวนหลวง ชวนร่วม “ปิดไฟ 1ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน: 60+ Earth Hour” 22 มี.ค.นี้ พร้อมกันทั่วโลก

เดอะไนน์ฯ พระราม 9 ผนึกกำลัง เขตสวนหลวง ชวนร่วม “ปิดไฟ 1ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน: 60+ Earth Hour” 22 มี.ค.นี้ พร้อมกันทั่วโลก

เดอะไนน์ฯ พระราม 9 ผนึกกำลัง เขตสวนหลวง ชวนร่วม “ปิดไฟ 1ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน: 60+ Earth Hour” 22 มี.ค.นี้ พร้อมกันทั่วโลก

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ผนึกกำลัง สำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร เดินหน้าโครงการ  “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน: 60+ Earth Hour”  นำโดย พิทยา อินภิรมย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะไนน์  เซ็นเตอร์ จำกัด และ วรรณา  เพียวอยู่  ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตสวนหลวง พร้อมพนักงานเหล่าจิตอาสาร่วมเดินขบวนรณรงค์ภายในศูนย์การค้าฯ และตลาดเสรีมาร์เก็ต เชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดโลกร้อนง่ายๆ เพียงช่วยกันปิดไฟดวงที่ไม่ใช้งาน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อลดการใช้พลังงานทุกชนิดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยจะปิดไฟพร้อมกันทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 น. ทั้งนี้ ทุกคนสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้  มาร่วมเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนโลกของเราอีกครั้ง

‘มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา’ มอบตู้อบเด็กทารก 10 เครื่อง 10 รพ. เป้าหมาย 100 เครื่องทั่วไทย

‘มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา’ มอบตู้อบเด็กทารก 10 เครื่อง 10 รพ. เป้าหมาย 100 เครื่องทั่วไทย

‘มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา’ มอบตู้อบเด็กทารก 10 เครื่อง 10 รพ. เป้าหมาย 100 เครื่องทั่วไทย

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.25 น.

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา สานต่อเจตนารมณ์ของการเป็นผู้ให้ ของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตประธานกรรมการมูลนิธิฯ จัดทำโครงการ “พลังคนไทย พลังใจให้ชีวิต” มอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิดให้กับโรงพยาบาลประจำอำเภอต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับทารกแรกเกิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่งมอบตู้อบเด็กทารกที่มีมาตรฐานระดับสากลแล้วรวม 90 เครื่อง 90 โรงพยาบาล โดยในปี 2568 มูลนิธิฯ เดินหน้าต่อด้วยการส่งมอบตู้อบเด็กจำนวน 10 เครื่องให้กับ 10 โรงพยาบาล เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย 100 เครื่อง 100 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผอ.รพ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รับมอบตู้อบเด็กทารกจากมูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา

รพ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในภูมิภาคอาเซียน สาเหตุการตายของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 72  มาจากการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมักมีภาวะพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย สำหรับประเทศไทยในแต่ละปีมีทารกเกิดใหม่ปีละ 700,000 คน ในจำนวนดังกล่าวเป็นทารกเกิดก่อนกำหนดประมาณ 100,000 คน และยังพบภาวะพิการแต่กำเนิดถึง 3% นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิต ซึ่งทารกกลุ่มนี้ต้องเข้ารับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ภายในเครื่องควบคุมอุณหภูมิร่างกายที่เรียกว่า “ตู้อบ” ในปัจจุบันพบว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลยังคงประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น โดยเฉพาะตู้อบเด็กทารก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยชีวิตทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพและสามารถส่งต่อทารกไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กทม.

รพ.อ่างทอง จ.อ่างทอง

รพ.สิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี

รพ.บาลเวียงแก่น จ.เชียงราย

รพ.เถิน จ.ลำปาง

รพ.ฉลอง จ.ภูเก็ต

เพื่อเป็นการมอบโอกาสในการมีชีวิตใหม่ มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา มีวัตถุประสงค์ให้การสนับสนุนด้านสาธา รณสุขจึงได้จัดทำโครงการ “พลังคนไทย พลังใจให้ชีวิต” ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ได้ส่งมอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิดในพื้นที่ที่ขาดแคลนให้กับโรงพยาบาลประจำอำเภอไปแล้ว 90 เครื่องแก่ 90 โรงพยาบาลครอบคลุม 77 จังหวัด และในปี 2568 มูลนิธิฯ ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจอันทรงคุณค่านี้ ด้วยการส่งมอบตู้อบเด็กทารกเพิ่มเติมอีก 10 เครื่องให้กับ 10 โรงพยาบาลที่ยังขาดแคลน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 100 เครื่อง 100 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

รพ.นครนายก จ.นครนายก

รพ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี

ส่งมอบตู้อบเด็กทารกแรกเกิด

พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตัวแทนโรงพยาบาลที่ได้รับมอบตู้อบเด็กทารก ในปี 2567 กล่าวว่า “ดีใจและขอบคุณมูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา ที่มอบตู้อบเด็กทารกให้กับโรงพยาบาลรวมถึงเล็งเห็นความสำคัญของตู้อบเด็กทารก ซึ่งปกติผู้บริจาคส่วนใหญ่จะบริจาคอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ใหญ่มากกว่าตู้อบเด็กทารกนับเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ช่วยมอบโอกาสรอดชีวิตให้กับทารกได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและพัฒนาประเทศชาติต่อไป สำหรับโรงพยาบาลกบินทร์บุรี มีอัตราการคลอดเฉลี่ยเดือนละ 100 คน ซึ่งในจำนวนนี้จะมีทารกประมาณ 60-70 คน ที่เจ็บป่วยด้วยอาการ สำลักน้ำคร่ำ ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด น้ำหนักตัวน้อย ฯลฯ ต้องอยู่ในตู้อบเด็กเฉลี่ย 3 วัน ทำให้ตู้อบเด็กไม่เพียงพอกับการใช้งาน การได้รับบริจาคตู้อบเด็กจากมูลนิธิฯ นับเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญอย่างยิ่ง และสามารถนำไปช่วยเหลือทารกที่มีภาวะเร่งด่วนได้ในทันที”

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา ยังคงมุ่งมั่นสานต่อเจตนารมณ์ของการให้ ผ่านโครงการ “พลังคนไทย พลังใจให้ชีวิต” และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยิ่งใหญ่ช่วยต่อลมหายใจ สร้างปาฎิหาริย์ และมอบโอกาสรอดชีวิตให้กับทารกแรกเกิดเพื่อเติบโตเป็นพลังสำคัญที่จะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับสังคมไทยต่อไป ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://vichaisrivaddhanaprabha.com

LONGINES เผยโฉมคอลเลกชันประจำปี 2025 ‘แบ ซูจี’ มาร่วมงานในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญ

ONGINES เผยโฉมคอลเลกชันประจำปี 2025 ‘แบ ซูจี’ มาร่วมงานในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญ

LONGINES เผยโฉมคอลเลกชันประจำปี 2025 ‘แบ ซูจี’ มาร่วมงานในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

Longines จัดงาน Longines Press Meeting 2025” (ลองจินส์ เพรส มีตติ้ง 2025) เพื่อแนะนำเรือนเวลาแห่งวิจิตรศิลป์และความสง่างามแห่งดีไซน์ที่นำมาจัดแสดงอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ให้สื่อมวลชนจากทั่วเอเชียได้สัมผัสนาฬิการุ่นใหม่กันแบบเอ็กซ์คลูซีฟก่อนใคร ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท โซล

ไฮไลท์ของงานในค่ำคืนนี้คือการปรากฏตัวของ แบ ซูจี Ambassador of Elegance ของ Longines ที่ได้รับเกียรติจาก             แมทธิอาส เบรสชัน (Matthias Breschan) ประธานกรรมการบริหารของลองจินส์ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ด้วยความสง่างามอันน่าหลงใหลของสาวสวยมากความสามารถคนนี้ การปรากฏตัวของแบ ซูจี จึงเสริมสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับงานได้อย่างลงตัว และสะท้อนถึงความสง่างามอันยั่งยืนของ Longines ได้อย่างน่าจดจำ

งานลองจินส์ เพรส มีตติ้ง 2025 จัดขึ้นเพื่อนำเสนอนาฬิการุ่นใหม่ประจำปี โดยยังคงเดินหน้าผลักดันการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ทุกความชื่นชอบของสาวกนาฬิกาทั่วโลก

เกี่ยวกับลองจินส์

ลองจินส์แบรนด์นาฬิการะดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นที่เมืองแซงต์อิมิเยร์ เมื่อปี ค.ศ. 1832 โดยเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาที่มีดีไซน์สง่างามและทำงานอย่างทรงประสิทธิภาพที่สืบทอดมายาวนาน นับตั้งแต่อดีตลองจินส์ได้รับเลือกให้เป็นผู้จับเวลาการแข่งขันกีฬาระดับโลกมากมาย รวมถึงเป็นพันธมิตรกับสมาพันธ์กีฬานานาชาติ ทำให้ชื่อของลองจินส์เป็นส่วนหนึ่งของโลกกีฬามาโดยตลอด นอกจากนี้ ลองจินส์เจ้าของโลโก้รูปนาฬิกาทรายติดปีกยังเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทสวอทช์กรุ๊ปซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำระดับโลก และยังวางจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 150 ประเทศ

#EleganceisanAttitude #LonginesThailand

สทนช. ชวนร่วมงาน ‘วันน้ำโลก ปี 2568’ ย้ำแนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ ชูการอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง สร้างสมดุลน้ำเพื่อโลกที่ยั่งยืน

สทนช. ชวนร่วมงาน ‘วันน้ำโลก ปี 2568’ ย้ำแนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ ชูการอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง สร้างสมดุลน้ำเพื่อโลกที่ยั่งยืน

สทนช. ชวนร่วมงาน ‘วันน้ำโลก ปี 2568’ ย้ำแนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ ชูการอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง สร้างสมดุลน้ำเพื่อโลกที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตรียมจัดงาน “วันน้ำโลก ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “น้ำคือชีวิต การอนุรักษ์น้ำและธารน้ำแข็งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น ในการนี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “วันน้ำโลก ประจำปี 2568” ภายหลังการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์น้ำ  และขับเคลื่อนแผนบูรณาการการแจ้งเตือนอุทกภัยทั้งระบบ ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ณ ห้องประชุมน้ำปิง สำนักงานทรัพยกรธรรมชาติ อาคารจุฑามาศ ถ.วิภาวดีรังสิต

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็น “วันน้ำโลก (World Water Day)” เพื่อกระตุ้นให้ทั่วโลกร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา สทนช. ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมวันน้ำโลกในนามรัฐบาลไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นเตือนทุกภาคส่วนถึงความสำคัญของน้ำและปัญหาด้านน้ำในปัจจุบัน รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนเกิดความสนใจในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) 

เข็มอัปสร สิริสุขะ แบรนด์แอมบาสเดอร์ สทนช.

“สำหรับงานวันน้ำโลกในปี 2568 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ ห้องแคทลียา ชั้น 1 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยในงานจะมีการฉายวิดีทัศน์การแถลงสารจากนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศนโยบายและเจตนารมณ์ในการรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และร่วมปรับตัวต่อสถานการณ์น้ำของโลก ทั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม เป็นประธานในพิธี

วันน้ำโลก ในปีนี้จัดขึ้นตามประเด็นที่องค์การสหประชาชาติหรือ UN กำหนด คือ ‘Glacier Preservation’ หรือ ‘การอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง’ ภายใต้แนวคิด ‘น้ำคือชีวิต การอนุรักษ์น้ำและธารน้ำแข็งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’ ซึ่งเป็นวาระสำคัญระดับโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งน้ำทั่วโลก โดยเฉพาะธารน้ำแข็งซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ราว 18,600 จุด ในพื้นที่มรดกโลก 50 แห่ง คิดเป็นพื้นที่กว่า 66,000 ตารางกิโลเมตร ที่กำลังละลายอย่างรวดเร็ว และคาดว่ากว่า 1 ใน 3 ของจำนวนธารน้ำแข็งทั้งหมด จะหายไปในอีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ ระดับน้ำทะเล ระบบนิเวศชายฝั่ง การเกิดอุทกภัย และการสูญเสียแหล่งน้ำจืดสำหรับการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมทั่วโลก”

ภายในงาน วันน้ำโลก ประจำปี 2568 ยังมี นิทรรศการซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายในงาน ที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของน้ำและธารน้ำแข็ง รวมถึงประเด็นทรัพยากรน้ำในประเทศไทย เช่น น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มและน้ำทะเลหนุนสูง ตลอดจนแนวทางการอนุรักษ์และบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ การจัดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Climate Change Adaptation” หรือ “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองจากตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบคลุม 6 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1. ผลกระทบจากน้ำป่าและดินโคลนถล่ม โดย ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายก อบต.เกาะช้าง จังหวัดเชียงราย 2. ปัญหาภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูง โดย สมปอง รัศมิทัต นายก อบต.บางยอ จังหวัดสมุทรปราการ 3. ภัยพิบัติน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก โดย ดอเล๊าะอาลี สาแม ประธานเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ 4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ผู้แทนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม 5. แนวทางการเตรียมการรับมือของประเทศไทย โดย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. และ 6. การรณรงค์ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม โดย เข็มอัปสร สิริสุขะ ผู้แทนประชาสัมพันธ์ (Brand Ambassador) ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำ ของ สทนช. 

ทั้งนี้ สทนช. ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานวันน้ำโลก ปี 2568 หรือติดตามรับชมกิจกรรมภายในงานผ่านการถ่ายทอดสดทาง Facebook Live ของ สทนช. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อร่วมกันตระหนักถึงความสำคัญของน้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมหาแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพราะ “น้ำคือชีวิต” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดูแลรักษา เพื่อให้โลกของเราคงความสมดุลและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

มาถึงไทยแล้ว ‘อูลาแล็บ’ สตูดิโอน้ำหอมสุดฮิปแนวใหม่ ผสานเรื่องราวของกลิ่นหอม ไอเดียสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม

มาถึงไทยแล้ว ‘อูลาแล็บ’ สตูดิโอน้ำหอมสุดฮิปแนวใหม่ ผสานเรื่องราวของกลิ่นหอม ไอเดียสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม

มาถึงไทยแล้ว ‘อูลาแล็บ’ สตูดิโอน้ำหอมสุดฮิปแนวใหม่ ผสานเรื่องราวของกลิ่นหอม ไอเดียสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว  อูลาแล็บ (Oo La Lab) สตูดิโอน้ำหอมแนวใหม่สำหรับการรังสรรค์ความหอมที่ใช่ในแบบตัวเอง แห่งแรกในประเทศไทยที่ เดอะ คอมมอนส์ ศาลาแดง (theCOMMONS Saladaeng) กรุงเทพมหานคร  หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวอย่างงดงามที่สิงคโปร์ และดูไบ อูลาแล็บ ได้นำกรรมวิธีการผสมกลิ่นหอมที่ผสานทั้งศาสตร์ ศิลป์ และผัสสะ มาสู่แหล่งฮิปสไตล์ใจกลางมหานครของประเทศไทย เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบความหอมได้มาสร้างสรรค์น้ำหอมในแบบฉบับของตัวเอง

สตูดิโอน้ำหอมสุดฮิปใจกลางกรุงเทพฯ แห่งนี้จะกลายเป็นดั่งห้องทดลองความหอมสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบน้ำหอม คนที่ใช้ชีวิตในย่านนี้ หรือนักท่องเที่ยว ได้มาสร้างสรรค์กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนผ่านเวิร์กชอป โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมคอยให้คำแนะนำ ภายในสตูดิโอได้รับการออกแบบให้มีทั้งส่วนจัดวางผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ และห้องเวิร์กชอปสำหรับการทดลองทำน้ำหอม โดยอูลาแล็บ ที่ เดอะ คอมมอนส์ ศาลาแดง แห่งนี้ นำเสนอน้ำหอมพิเศษที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี และคอลเล็กชันกลิ่นหอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ได้แรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมและพรรณไม้อันล้ำค่าของเมืองไทยอีกด้วย

แดน เทอร์รี่ ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของแบรนด์อูลาแล็บ กล่าวว่า “กลิ่นหอมเป็นสื่อกลางที่ทรงพลัง  นอกจากจะถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถกระตุ้นอารมณ์ เชื่อมโยงผู้คน และเล่าขานเรื่องราวได้มากมาย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมอันรุ่มรวย ความคิดสร้างสรรค์ พลังแห่งชีวิต และความหลงใหลในงานฝีมือ เราจึงเลือกที่นี่เป็นฉากสำหรับเรื่องราวบทใหม่ของแบรนด์”

แดน เทอร์รี่ ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของแบรนด์อูลาแล็บ 

สตูดิโอ อูลาแล็บ กรุงเทพฯ นี้  พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษ ที่จะพาทุกคนดำดิ่งสู่โลกแห่งกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของอูลาแล็บ โดยผสานเสน่ห์ของวิถีนิยมท้องถิ่นเข้ากับส่วนผสมอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างสรรค์กลิ่นหอมที่ตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทย ประกอบด้วย เวิร์กชอปน้ำหอมแบบเฉพาะบุคคล: ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้ลงมือออกแบบและปรุงน้ำหอมของตัวเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมของอูลาแล็บให้คำแนะนำ เพื่อสร้างสรรค์กลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตนและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ผลิตภัณฑ์น้ำหอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ: ความหอมที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันในแบบฉบับของอูลาแล็บ อาทิ น้ำหอมกลิ่นพิเศษ เทียนหอม และเครื่องหอมสำหรับบ้าน รวมทั้งกลิ่นหอมพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและพรรณไม้ท้องถิ่นของไทย

กิจกรรมเวิร์กชอปแบบส่วนตัวหรือสำหรับองค์กร: พื้นที่ของสตูดิโอที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดกิจกรรมทั้งรูปแบบการพบปะกลุ่มย่อย กิจกรรมคอแลปกับแบรนด์สินค้าต่างๆ และเวิร์กชอปการสร้างความสัมพันธ์ในทีมระดับองค์กร ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวและการสร้างสรรค์กลิ่นหอม

อูลาแล็บ ไม่เพียงให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์อันหรูหรา แต่ยังยึดมั่นในแนวคิดเรื่องความยั่งยืนควบคู่ไปด้วย  เช่นเดียวกับสตูดิโอในกรุงเทพฯ ที่อูลาแล็บให้ความใส่ใจในการเลือกใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกผลิตภัณฑ์และทุกประสบการณ์ที่ได้รับจากอูลาแล็บสอดคล้องกับแนวทางการบริโภคอย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

“เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้ต้อนรับเหล่าผู้มีความคิดสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ สู่โลกแห่งน้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา  ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำหอม หรือสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งกลิ่น เราอยากเชิญชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์  คิดค้น และถ่ายทอดตัวตนผ่านพลังแห่งการสร้างสรรค์กลิ่นหอมไปกับเรา”แดน เทอร์รี่  กล่าวทิ้งท้าย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมและเรื่องราวความหอมกับอูลาแล็บ สตูดิโอ กรุงเทพฯ สามารถเข้าไปดูได้ที่ เว็บไซต์ https://th.oola-lab.com/ หรือ ติดต่อ info@oola-lab.com

คริสตัล MILLENIA จากสวารอฟสกี้เติมประกาย คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง 2025 ของทอม บราวน์

คริสตัล MILLENIA จากสวารอฟสกี้เติมประกาย คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง 2025 ของทอม บราวน์

คริสตัล MILLENIA จากสวารอฟสกี้เติมประกาย คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง 2025 ของทอม บราวน์

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

สวารอฟสกี้ (Swarovski) เติมประกายให้กับคอลเลกชัน Ready-to-Wear ฤดูใบไม้ร่วง 2025 ของ ทอม บราวน์ (Thom Browne) ที่นิวยอร์ก ด้วยชุดหลากหลายสไตล์ที่ประดับด้วยเครื่องประดับตระกูล Millenia อันเป็นเอกลักษณ์ของสวารอฟสกี้ แบรนด์เครื่องประดับจากประเทศออสเตรีย

จิโอวานน่า อิงเกอเบิร์ท ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ระดับโลกของสวารอฟสกี้ ร่วมมือกับ บราวน์ รังสรรค์ชุดเดรสทรงคอลัมน์แบบ trompe-l’œil สุดตระการตาที่พลิกนิยามแฟชั่นการตัดเย็บแบบหลอกตา ดีไซน์อันประณีตแยบยลทำให้ตัวเดรสดูเหมือนเสื้อโค้ทสุดเนี้ยบที่สวมทับเชิ้ตเดรส และเนกไท แต่แท้จริงแล้ว ทุกองค์ประกอบล้วนรังสรรค์ขึ้นจากคริสตัล สวารอฟสกี้

ชิ้นงานระดับกูตูร์นี้ถูกประกอบขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยใช้ระยะเวลากว่าสองสัปดาห์ และรังสรรค์ด้วยคริสตัลทรงแปดเหลี่ยมเจียระไนสุดประณีตกว่า 3,500 เม็ด ในเฉดสี Silver Night, Jet Black และ White โดยเหล่าช่างฝีมือแห่งห้องเสื้อชั้นสูงในปารีส สะท้อนถึงความชำนาญในงานศิลปะอันไร้ที่ติของสวารอฟสกี้

คริสตัล Millenia อันเป็นเอกลักษณ์ของสวารอฟสกี้ทอประกายระยิบระยับบนรันเวย์ เสริมมิติให้ลุคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อโค้ตผ้าวูลที่ปักประดับด้วยสายโซ่คริสตัล Millenia-cut ทรงแปดเหลี่ยมที่พริ้วไหวอย่างโดดเด่น กระโปรงลวดลายนกแม็กพายซึ่งรังสรรค์ด้วยคริสตัลทั้ง และเสื้อแจ็กเก็ตผ้าวูลลายตารางที่ตกแต่งด้วยจี้คริสตัลในโทนสี แดง ขาว และน้ำเงิน อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ทอม บราวน์ (Thom Browne)