เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในพิธีปล่อยเรือรบเกาหลีเหนือ “คิม จองอึน” เดือดจัดสั่งลงโทษจนท.สั่งการผิดพลาด

เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในพิธีปล่อยเรือรบเกาหลีเหนือ "คิม จองอึน" เดือดจัดสั่งลงโทษจนท.สั่งการผิดพลาด

22 พ.ค. 2568 09:33 น.

เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในพิธีปล่อยเรือรบเกาหลีเหนือ “คิม จองอึน” เดือดจัดสั่งลงโทษจนท.สั่งการผิดพลาด

สื่อเกาหลีเหนือปูดแล้ว เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงระหว่างพิธีปล่อยเรือพิฆาตลำใหม่ เรือจมต่อหน้าผู้นำคิม จองอึน ทำให้ผู้นำคืมโกรธจัด ลั่นเป็นอาชญากรรม สั่งคิดบัญชีเจ้าหน้าที่ระดับสูงกลางที่ประชุมใหญ่ของพรรค

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่าเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงระหว่างพิธีปล่อยเรือพิฆาต “โช ฮยอน” (Choe Hyon) ขนาด 5,000 ตัน ที่เมืองท่าชองจิน ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งในงานนี้มีผู้นำสูงสุด คิม จองอึน พร้อมบุตรสาวร่วมสังเกตการณ์ด้วยตนเอง

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดจากความผิดพลาดในการสั่งการและการปฏิบัติอย่างประมาทของเจ้าหน้าที่ ทำให้บางส่วนของท้องเรือได้รับความเสียหายและเสียสมดุลจมลงบางส่วน

รายงานข่าวยังระบุว่า ผู้นำคิม จองอึน ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เป็น อาชญากรรมที่เกิดจากความสะเพร่าอย่างร้ายแรง และย้ำว่าเขาจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้ผ่านไปเฉยๆ ขณะเดียวกันได้ประกาศว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักในการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี ที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า

ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเพิ่งเปิดตัวเรือพิฆาตลำแรก โดยคิม จองอึน ปรากฏตัวร่วมพิธีกับคิม จูแอ ลูกสาวของเขา ขณะที่เกาหลีเหนือประกาศว่า เรือรบพิฆาตลำใหม่ติดตั้งอาวุธทรงพลังที่สุดของประเทศจะเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2569.

มวลน้ำซัดออสเตรเลีย ดับแล้ว 1 ศพ อีกกว่า 50,000 คนติดในพื้นที่วิกฤต

มวลน้ำซัดออสเตรเลีย ดับแล้ว 1 ศพ อีกกว่า 50,000 คนติดในพื้นที่วิกฤต

22 พ.ค. 2568 09:31 น.

มวลน้ำซัดออสเตรเลีย ดับแล้ว 1 ศพ อีกกว่า 50,000 คนติดในพื้นที่วิกฤต

ฝนตกหนักถล่มพื้นที่ทางตะวันออกของออสเตรเลียในวันพฤหัสบดี ส่งผลให้แม่น้ำที่เอ่อล้นอยู่แล้วทะลักเข้าท่วม มีประชาชนเกือบ 50,000 คนติดค้างไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้

พื้นที่ทางตะวันออกของออสเตรเลียเผชิญฝนตกหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยมีปริมาณเท่ากับฝนที่ควรจะตกตลอด 4 เดือนในบางพื้นที่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ขณะที่เมืองเคมป์ซีย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเกษตรกรรมริมแม่น้ำแม็คลี ถูกน้ำล้อมรอบอย่างฉับพลันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

มวลน้ำซัดออสเตรเลีย ดับแล้ว 1 ศพ อีกกว่า 50,000 คนติดในพื้นที่วิกฤต

คริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์กล่าวว่า ประชาชนยังต้องเตรียมใจรับข่าวร้ายเพิ่มเติมใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า และนี่เป็นภัยธรรมชาติที่เลวร้ายมากสำหรับชุมชนนี้ มินส์ระบุว่า มีประชาชนเกือบ 50,000 คนที่อาจถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเนื่องจากน้ำท่วมในพื้นที่ชายฝั่งตอนกลางของรัฐ ซึ่งมีแม่น้ำไหลลงมาจากเนินเขาสูงชันสู่อาณาบริเวณป่าชื้นด้านใน และยังมีรายงานว่ามีผู้สูญหายอย่างน้อย 3 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินราว 2,500 คนถูกส่งเข้าพื้นที่ พร้อมเรือช่วยเหลือ เฮลิคอปเตอร์หลายลำ และโดรนค้นหานับร้อยลำ

ขณะที่นายกเทศมนตรีคินนี ริง ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่าตามปกติคนส่วนใหญ่อาจรู้สึกผ่อนคลายกับเสียงฝนตกบนหลังคาสังกะสี แต่ตอนนี้มันกลับเป็นเสียงดังและน่ากลัว โดยคราวนี้ฝนตกอย่างหนัก และทุกครั้งที่ฝนเริ่มลงเม็ด ก็อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งเลวร้ายอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ริงเผยว่า ในพื้นที่ของเธอเพียงแห่งเดียว มีผู้คนมากกว่า 20,000 คนที่ถูกตัดขาด ไม่สามารถเข้าถึงยาและสิ่งของจำเป็นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านแทบจะไม่เคยเจอมาก่อน

มวลน้ำซัดออสเตรเลีย ดับแล้ว 1 ศพ อีกกว่า 50,000 คนติดในพื้นที่วิกฤต

ล่าสุดมีรายงานว่าตำรวจพบศพชายวัย 63 ปีภายในบ้านที่ถูกน้ำท่วมในเมืองโมโต ซึ่งอยู่ห่างจากซิดนีย์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 400 กิโลเมตร ขณะเดียวกันประชาชนบางรายต้องปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาเพื่อหนีน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ เรือ และโดรนเข้าร่วมภารกิจค้นหาและช่วยเหลือครั้งใหญ่

ทั้งนี้ ออสเตรเลียต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ทะเลทรายแห้งแล้งไปจนถึงชายฝั่งเขตร้อน โดยในปี 2024 อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโดยรอบประเทศสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตามรายงานจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ซึ่งส่งผลให้ความชื้นในอากาศเพิ่มขึ้น และนำไปสู่ฝนตกหนักมากขึ้นตามมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

สหรัฐฯ รับโบอิ้ง 747 จากกาตาร์ เตรียมดัดแปลงเป็น “แอร์ฟอร์ซวัน”

สหรัฐฯ รับโบอิ้ง 747 จากกาตาร์ เตรียมดัดแปลงเป็น “แอร์ฟอร์ซวัน”

22 พ.ค. 2568 06:26 น.

สหรัฐฯ รับโบอิ้ง 747 จากกาตาร์ เตรียมดัดแปลงเป็น “แอร์ฟอร์ซวัน”

สหรัฐฯ รับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่กาตาร์มอบให้เป็นของขวัญแล้ว และเตรียมดัดแปลงเพื่อใช้เป็น แอร์ฟอร์ซวัน ท่ามกลางข้อครหาว่าอาจผิดรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันพุธที่ 21 พ.ค. 2568 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้รับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 747 จากกาตาร์แล้ว และเครื่องบินลำนี้จะถูกอัปเกรดโดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยและความต้องการต่างๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องแอร์ฟอร์ซวัน หรือเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี

กาตาร์มอบเครื่องบินลำนี้แก่สหรัฐฯ เป็นของขวัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนตะวันออกกลางเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยนายทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ในตอนนั้นว่า “ทำไมกองทัพของเราและผู้จ่ายภาษีของเรา จะต้องถูกบีบให้จ่ายเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ ในเมื่อเราสามารถได้มันมาแบบฟรีๆ”

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลว่า การรับโบอิ้ง 747 จากกาตาร์ อาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญซึ่งห้ามรับของขวัญจากต่างประเทศ นักวิจารณ์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การปรับปรุงเครื่องบินลำนี้เพื่อให้ได้มาตรฐานความมั่นคงสำหรับใช้เป็น แอร์ฟอร์ซวัน จะต้องใช้ทั้งเงินและเวลา

นายทรัมป์ถูกนักข่าวถามเรื่องนี้ในวันพุธ ระหว่างที่เขาพูดคุยกับนายไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ที่ห้องทำงานรูปไข่ โดยระบุว่า การที่กาตาร์มอบเครื่องบินเจ็ทลำนี้ให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ เป็นเรื่องโอเค และเป็นสิ่งที่ดี

ด้านนายกรัฐมนตรีกาตาร์ บอกกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กในวันจันทร์ว่า การมอบเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำนี้กระทำอย่างโปร่งใสอย่างที่สุดและถูกกฎหมายมากๆ และมันเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศทำร่วมกันมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

นายทรอย เมนค์ เลขาธิการกองทัพอากาศ กับนายเดวิด อัลวิน หัวหน้าคณะเสนาธิการกองทัพอากาศสหรัฐฯ บอกกับเหล่า ส.ส. ว่า นายเฮกเซธได้ออกคำสั่งให้กองทัพอากาศเริ่มวางแผนปรับปรุงเครื่องบินลำนี้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กระเบื้องหลังคาหอกลองจีนอายุ 650 ปี ถล่มบางส่วน เคราะห์ดีไม่มีคนเจ็บ (คลิป)

กระเบื้องหลังคาหอกลองจีนอายุ 650 ปี ถล่มบางส่วน เคราะห์ดีไม่มีคนเจ็บ (คลิป)

22 พ.ค. 2568 05:49 น.

กระเบื้องหลังคาหอกลองจีนอายุ 650 ปี ถล่มบางส่วน เคราะห์ดีไม่มีคนเจ็บ (คลิป)

กระเบื้องหลังคาของหอกลองเก่าแก่ของจีน จู่ๆ ก็หลุดร่วงลงมาจำนวนหลายร้อยแผ่น ทำให้นักท่องเที่ยวต้องวิ่งหนีด้วยความแตกตื่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระเบื้องหลังคาหลายร้อยแผ่นของหอกลอง “เฟิ่งหยาง” อันเก่าแก่ของจีน จู่ๆ ก็หลุดร่วงลงมาบนพื้นเบื้องล่าง ทำให้นักท่องเที่ยวต้องหนีด้วยความแตกตื่น แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้

หอกลองเฟิ่งหยางสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1918 หรือราว 650 ปีก่อน เป็นหนึ่งในหอกลองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน เคยถูกใช้เพื่อบอกเวลาเริ่มต้นเทศกาลและบางเวลาระหว่างวัน ก่อนจะกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดอันฮุย โดยอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งราว 320 กม.

***ชมคลิปที่นี่***

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (19 พ.ค. 2568) เมื่อกระเบื้องหลังคาของหอกลองเฟิ่งหยางหลุดร่วงลงมาบนพื้น ทำให้เกิดฝุ่นควันสีน้ำตาลเทาฟุ้งกระจายเป็นวงกว้าง

หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับสื่อท้องถิ่นของจีนว่า แผ่นกระเบื้องตกลงมาต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 นาที ส่วนผู้เห็นเหตุการณ์อีกคนบอกว่า เขาได้ยินเสียงกระเบื้องตกกระทบพื้นแผ่นแล้วแผ่นเล่าจากร้านค้าที่หน้าทางเข้าหอ แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีใครอยู่ที่จัตุรัส ทำให้ไม่มีผู้บาดเจ็บ

“ถ้ามันเกิดช้ากว่านี้อีกนิดละก็ คงจะมีเด็กๆ มากมายที่ทานข้าวเย็นเสร็จมาเล่นกัน (ใกล้หอ)” ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าว

ด้านสำนักงานท่องเที่ยวและวัฒนธรรมท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ และเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ หอกลองเฟิ่งหยางเพิ่งผ่านการซ่อมบำรุงไปเมื่อปีก่อน หลังจากหลังคาได้รับความเสียหายเล็กน้อย

หอกลองเฟิ่งหยางประกอบด้วย 2 ส่วน คือฐานหอคอยดั้งเดิมที่สร้างตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิง กับส่วนหอด้านบนซึ่งเคยสร้างใหม่ในปี 2538 โดยความเสียหายจากการพังถล่มครั้งล่าสุดส่งผลกระทบเฉพาะส่วนหอด้านบนเท่านั้น

เขตเฟิ่งหยางมีชื่อเสียงทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเป็นบ้านเกิดของ จู หย่วนจาง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง ผู้สร้างความเจริญให้ประเทศด้วยการค้ากับต่างชาติที่เข้มแข็งและการเพิ่มจำนวนประชากร และเป็นช่วงเดียวกับที่จีนใช้เงินกระดาษแทนที่สกุลเงินดั้งเดิมที่เป็นทองและเงิน

ฮือฮา พบแบคทีเรียพันธุ์ใหม่บนสถานีอวกาศ “เทียนกง” ของจีน

ฮือฮา พบแบคทีเรียพันธุ์ใหม่บนสถานีอวกาศ “เทียนกง” ของจีน

22 พ.ค. 2568 04:53 น.

ฮือฮา พบแบคทีเรียพันธุ์ใหม่บนสถานีอวกาศ “เทียนกง” ของจีน

จีนพบแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบบนโลกมาก่อน อยู่ในสถานีอวกาศเทียนกง และดูเหมือนว่ามันจะสามารถปรับตัวกับสภาวะที่นั่นได้ดี

สำนักข่าว ซีซีทีวี สื่อโทรทัศน์แห่งชาติของจีนรายงานในวันที่ 21 พ.ค. 2568 ว่า นักบินอวกาศจีนพบแบคทีเรียที่มีลักษณะเป็นท่อนขนาดเล็ก ซึ่งไม่เคยเจอที่ใดบนโลกมาก่อน อยู่ภายในห้องควบคุมของสถานีอวกาศเทียนกง และมันอาศัยอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก โดยเจ้าหน้าที่ตั้งชื่อให้มันว่า “นีอัลเลีย เทียนกงเจนซิส” (Niallia tiangongensis)

นักบินอวกาศเก็บตัวอย่างแบคทีเรียดังกล่าวจากสถานีอวกาศเทียนกงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 แล้วส่งมันกลับโลกในสภาพถูกแช่แข็งเพื่อทำการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กชนิดนี้ ซึ่งถูกพบในสภาพแวดล้อมแบบปิดอย่างสิ้นเชิง

ผลการศึกษาซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Systematic and Evolutionary Microbiology บรรยายว่า การวิเคราะห์ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แบคทีเรียตัวนี้ เป็นสายพันธุ์ใหม่ของแบคทีเรียในตระกูล (genus) “นีอัลเลีย” และผลการตรวจสอบลำดับยีนพบว่าญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของมันคือแบคทีเรีย “นีอัลเลีย เซอร์คูลันส์” ซึ่งมีอยู่บนโลก อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์เทียนกงมียีนต่างกันมาก

นีอัลเลีย เทียนกงเจนซิส มีความแตกต่างทางโครงสร้างและการทำงาน หมายความว่ามันปรับตัวอย่างดีเพื่ออาศัยอยู่ในสถานีอวกาศ มันมีความสามารถในการย่อยสลายเจลาตินในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร ทำให้มันสามารถกินโปรตีนชนิดนี้เพื่อเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่ขาดสารอาหารอย่างบนสถานีอวกาศได้

นอกจากนั้น เทียนกงเจนซิสยังสามารถสร้างไบโอฟิล์มป้องกัน มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ซ่อมแซมความเสียหายจากรังสี และสร้างเอนโดสปอร์ ซึ่งช่วยให้มันมีชีวิตรอดในอวกาศ

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า แบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่นี้วิวัฒนาการในอวกาศ หรือมีอยู่ในโลกอยู่แล้วแต่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน โดยจนถึงตอนนี้มนุษย์ค้นพบแบคทีเรียแล้วหลายหมื่นชนิด แต่เชื่อกันว่า ยังมีแบคทีเรียบนโลกที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกนับพันล้านชนิด

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การค้นพบแบคทีเรีย นีอัลเลีย เทียนกงเจนซิส จะทำให้พวกเขาเข้าใจความไม่แน่นอนของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่นักบินอวกาศในอนาคตจะต้องพบเจอมากขึ้น และช่วยออกแบบมาตรการด้านสุขอนามัยสำหรับภารกิจระยะยาว

แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า แบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้มีอันตรายต่อนักบินอวกาศบนสถานีเทียนกงหรือไม่ แต่ญาติของมันอย่าง นีอัลเลีย เซอร์คูลันส์ สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิตได้ โดยเฉพาะในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : wired

เดือด ทรัมป์พบผู้นำแอฟริกาใต้ เปิดคลิปกล่าวหา ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว

เดือด ทรัมป์พบผู้นำแอฟริกาใต้ เปิดคลิปกล่าวหา ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว

22 พ.ค. 2568 04:05 น.

เดือด ทรัมป์พบผู้นำแอฟริกาใต้ เปิดคลิปกล่าวหา ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับผู้นำแอฟริกาใต้ แต่ระหว่างการพูดคุย นายทรัมป์กลับเปิดคลิปกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวสวนผิวขาว จนบรรยากาศตึงเครียด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 21 พ.ค. 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ต้อนรับการมาเยือนของนาย ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแห่งแอฟริกาใต้ แต่ระหว่างการพูดคุยนายทรัมป์กลับลอบโจมตีด้วยการเปิดคลิปวิดีโอที่เขาอ้างว่าเป็นหลักฐานว่ากำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว

บรรยากาศการพูดคุยที่เริ่มขึ้นด้วยความสบายใจ จู่ๆ ก็กลายเป็นความตึงเครียด เมื่อนายรามาโฟซาบอกกับนายทรัมป์ว่า ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาฟรีกาเนอร์ (Afrikaner) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวแอฟริกันผิวขาวที่มีเชื้อสายของชาวดัตช์ เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้

นายทรัมป์ตอบกลับว่า “เรามีเรื่องราวนับพันที่จะพูดถึงเรื่องนี้” ก่อนจะสั่งให้เจ้าหน้าที่หรี่ไฟในห้องลงแล้วเปิดโทรทัศน์จอใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของทั้งสอง แสดงให้เห็นคลิปวิดีโอซึ่งรวมถึงภาพอดีตประธานาธิบดี จาคอบ ซูมา แห่งแอฟริกาใต้ กับนายจูเลียส มาเลมา ร้องเพลงยุคการแบ่งแยกสีผิวเรียกร้องให้ “สังหารพวกโบเออร์” (Boer) ซึ่งสื่อถึงชาวสวนชาวอาฟรีกาเนอร์ ในขณะที่มีผู้สนับสนุนเต้นอยู่ด้วย

ไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้
ไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

อย่างไรก็ตาม นายรามาโฟซา ผู้ที่ก่อนหน้านี้ระบุว่าเขามาวอชิงตันเพื่อรีเซ็ตความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงรักษาความสงบเอาไว้ได้ และตอบกลับอย่างใจเย็นว่า มุมมองที่แสดงออกมาในคลิปวิดีโอนี้ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลแอฟริกาใต้

นอกจากนั้นยังมีภาพวิดีโอที่นายทรัมป์อ้างว่า แสดงให้เห็นหลุมฝังศพชาวสวนผิวขาวในแอฟริกาจำนวนหลายพันหลุม ซึ่งประดับด้วยกางเขนสีขาว แต่นายรามาโฟซากล่าวว่า เขาไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน และอยากรู้ว่าภาพนี้มาจากสถานที่ใด

จากนั้นนายทรัมป์กางบทความหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่เขาบอกว่า เป็นรายงานการเข่นฆ่าในแอฟริกาใต้ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเขาอ่านพาดหัวข่าวบางข่าวก่อนจะพูดว่า “ความตาย ความตาย ความตาย ความตายอันโหดร้าย”

นายรามาโฟซายอมรับว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ แต่ย้ำว่าผู้ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่คือคนดำ แต่นายทรัมป์กลับพูดแทรกขึ้นมาว่า “ชาวสวนไม่ใช่คนดำ”

คลิปวิดีโอที่นายทรัมป์ใช้กล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ
คลิปวิดีโอที่นายทรัมป์ใช้กล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ

ทั้งนี้ ทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวในแอฟริกาใต้เป็นสิ่งที่ฝ่ายขวาจัดในสหรัฐฯ พูดถึงมานานแล้ว และยิ่งรุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมื่อมันถูกพูดถึงโดยนาย อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดังผู้เกิดที่แอฟริกาใต้ และนายทัคเกอร์ คาร์ลสัน นักวิจารณ์การเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม

นายทรัมป์วกกลับไปพูดถึงเรื่องนี้หลายครั้งตลอดการพูดคุยกับนายรามาโฟซาซึ่งได้รับการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ โดยระบุว่า “ผมจะบอกว่า การแบ่งแยกสีผิวนั้นเลวร้าย มันเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด มันถูกรายงานอยู่ตลอดเวลา แต่นี่มันตรงข้ามกับการแบ่งแยกสีผิว”

“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ไม่เคยถูกรายงาน ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับมัน เรารู้แค่ว่าเราถูกท่วมท้นด้วยผู้คน ด้วยชาวสวนผิวขาวจากแอฟริกาใต้ (ที่อพยพเข้ามา) และนั่นคือปัญหาใหญ่” นายทรัมป์กล่าว “พวกเขาคือชาวสวนผิวขาว และพวกเขาหนีออกมาจากแอฟริกาใต้ มันเป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่ได้เห็น แต่ผมหวังว่า เราจะได้รับคำอธิบายในเรื่องนั้น เพราะผมรู้ว่าคุณไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นหรอก”

ด้านนายรามาโฟซายังคงพูดอย่างสงบ โดยบอกว่า “พวกเราได้รับการสอนสั่งโดยเนลสัน แมนเดลา ว่าไม่ว่าเมื่อไรที่มีปัญหา ผู้คนจำเป็นต้องนั่งลงรอบโต๊ะแล้วพูดคุยกัน และนี่คือสิ่งที่พวกเขาอยากพูดถึงเช่นกัน”

อนึ่ง การพบกันระหว่างนายทรัมป์กับนายรามาโฟซาเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจาก ชาวอาฟรีกาเนอร์ประมาณ 50 คนเดินทางถึงสหรัฐฯ และนายทรัมป์วางแผนจะให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่คนกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะออกคำสั่งระงับการรับผู้อพยพจากเกือบทุกที่ทั่วโลกไปแล้ว ตามแผนการปราบปรามคนเข้าเมืองผิดกฎหมายของเขา

นายทรัมป์โชว์ข่าวที่รายงานเรื่องการเข่นฆ่าในแอฟริกาใต้
นายทรัมป์โชว์ข่าวที่รายงานเรื่องการเข่นฆ่าในแอฟริกาใต้

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับแอฟริกาใต้กำลังอยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคการแบ่งแยกสีผิวในปี 2537 สหรัฐฯ ประณามแอฟริกาใต้ที่ฟ้องร้องอิสราเอลต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยกล่าวหาว่ากำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา นอกจากนั้นยังตัดเงินช่วยเหลือ, ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในอัตราสูงถึง 31% และไล่เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ออกจากประเทศ โทษฐานวิจารณ์นโยบาย “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ของนายทรัมป์

แต่สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุดในตอนนี้คือ กฎหมายเวนคืนที่ดิน ที่รัฐบาลแอฟริกาใต้ลงนามเมื่อเดือนมกราคม โดยมีเป้าหมายเพื่อชดเชยความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นในยุคการปกครองของชนกลุ่มน้อยผิวขาวในแอฟริกาใต้

นายรามาโฟซายืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มาไว้เพื่อยึดเอาที่ดินมาจากชาวสวนผิวขาวอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ และย้ำว่าชาวแอฟริกาใต้ทุกคนได้รับความคุ้มครองภายในรัฐธรรมนูญ

แต่นายทรัมป์กล่าวหาอีกว่า “คุณยอมให้พวกเขาเอาที่ดินไป และเมื่อเอาที่ดินไปแล้ว พวกเขาก็ฆ่าชาวสวนผิวขาว และเมื่อพวกเขาฆ่าชาวสวนผิวขาวกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา” “คุณกำลังชิงที่ดินของผู้คนไปจากพวกเขา และในหลายกรณี คนเหล่านั้นถูกประหารชีวิต และบังเอิญว่า คนเหล่านั้นเป็นคนผิวขาว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ปากีสถานโทษอินเดีย เหตุระเบิดพลีชีพโจมตีรถโรงเรียน ดับ 5 ศพ

ปากีสถานโทษอินเดีย เหตุระเบิดพลีชีพโจมตีรถโรงเรียน ดับ 5 ศพ

21 พ.ค. 2568 22:52 น.

ปากีสถานโทษอินเดีย เหตุระเบิดพลีชีพโจมตีรถโรงเรียน ดับ 5 ศพ

ปากีสถานโทษอินเดีย หลังเกิดเหตุระเบิดพลีชีพโจมตีรถบัสโรงเรียนในจังหวัดทางตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ รวมถึงเด็ก 3 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 20 พ.ค. 2568 รถบัสโรงเรียนคันหนึ่งกำลังเดินทางไปยังโรงเรียนรัฐของกองทัพในเมืองคุซดาร์ จังหวัดบาลูจิสถาน ก่อนที่คนร้ายจะขับรถพุ่งเข้าชนรถบัสคันนี้ แล้วจุดระเบิด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ

ตำรวจปากีสถานระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย เด็กนักเรียนอายุ 12 ปี 2 ราย กับอายุ 16 ปีอีก 1 ราย ส่วนอีก 2 ศพคือคนขับรถบัส และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นยังมีนักเรียนได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยบางรายมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต

ผลการสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า นี่เป็นเหตุระเบิดพลีชีพ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานฝ่ายสื่อของกองทัพปากีสถานออกแถลงการณ์อย่างรวดเร็ว และกล่าวโทษประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ว่าเป็นผู้วางแผนและจัดแจงให้เกิดการโจมตีครั้งนี้

“ตัวแทนผู้ก่อการร้ายชาวอินเดีย กำลังถูกอินเดียว่าจ้างเป็นเครื่องมือของรัฐให้ปลุกระดมการก่อการร้ายในปากีสถาน ต่อเป้าหมายที่อ่อนแอเช่นเด็กๆ และพลเรือนผู้บริสุทธิ์” แถลงการณ์ของกองทัพระบุ

ด้านกระทรวงต่างประเทศของอินเดียออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของปากีสถาน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาเลื่อนลอย

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานกับอินเดียกำลังตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันข้ามพรมแดนต่อเนื่อง 4 วัน ก่อนจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา

ชนวนของการปะทะกันดังกล่าวเริ่มต้นจากเหตุกลุ่มมือปืนโจมตีนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุม เมื่อเดือนเมษายน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 ศพ ซึ่งรัฐบาลอินเดียกล่าวหากลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากปากีสถานว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี ก่อนที่อินเดียจะเปิดฉากโจมตีเข้าใส่ปากีสถานเพื่อเป็นการตอบโต้

หลังจากการหยุดยิง รัฐบาลอินเดียระบุว่า การโจมตีก่อการร้ายใดๆ ที่เกิดขึ้นในดินแดนของพวกเขาในอนาคต จะถือว่าเป็นพฤติกรรมสงครามทั้งหมด

ฝ่ายปากีสถาน ซึ่งปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการโจมตีในแคชเมียร์ เริ่มกล่าวโทษอินเดียหลังการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธในปากีสถานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดบาลูจิสถาน และจังหวัดไคเบอร์ ปักตุนควา อ้างว่าอินเดียใช้กองกำลังตัวแทนในการโจมตี เพื่อทำลายเสถียรภาพของพวกเขา แต่ฝ่ายอินเดียปฏิเสธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ช็อก อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงยูเครน ถูกยิงดับหน้าโรงเรียนในกรุงมาดริด

ช็อก อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงยูเครน ถูกยิงดับหน้าโรงเรียนในกรุงมาดริด

21 พ.ค. 2568 21:50 น.

ช็อก อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงยูเครน ถูกยิงดับหน้าโรงเรียนในกรุงมาดริด

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนในยุครัฐบาลโปรรัสเซีย ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตที่หน้าโรงเรียนในกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอันดรีย์ พอร์ตนอฟ อายุ 51 ปี ส่งลูกๆ ของเขาที่หน้าโรงเรียนอเมริกันแห่งหนึ่งในเขต โปซูเอโล เด อาลาร์กอน (Pozuelo de Alarcón) ในกรุงมาดริด ก่อนที่มือปืนอย่างน้อย 1 คน จะยิงปืนเข้าใส่เขาหลายนัด ในเวลาประมาณ 9.15 น. วันพุธที่ 21 พ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น และหลบหนีเข้าป่าในสวนสาธารณะใกล้เคียง

นายพอร์ตนอฟเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าคณะบริหารของนาย วิกตอร์ ยานูโควิช ประธานาธิบดีผู้มีแนวคิดสนับสนุนรัสเซีย ซึ่งถูกปฏิวัติโค่นอำนาจในปี 2557 หลังจากเกิดการประท้วงนานหลายเดือน เขายังเคยเป็น ส.ส.ในพรรครัฐบาลของนาง ยูลียา ทีโมเชนโก นักการเมืองคนดังของยูเครนด้วย

เขาเดินทางออกจากยูเครนหลังจากเกิดปฏิวัติดังกล่าว และเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดในปี 2562 หลังจากนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดียูเครนคนใหม่

อย่างไรก็ตาม นายพอร์ตนอฟตัดสินใจออกจากยูเครนอีกครั้ง และถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2564 อ้างว่าเขาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเรื่องพฤติกรรมการแทรกแซงศาล เพื่อควบคุมกระบวนการยุติธรรมและบ่อนทำลายความพยายามปฏิรูปของยูเครน สหภาพยุโรปก็เคยคว่ำบาตรนายพอร์ตนอฟ แต่เขาต่อสู้ในชั้นศาลและชนะคดี

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เด็กๆ หลายคน กำลังเดินเข้าโรงเรียน

หลังเกิดเหตุตำรวจใช้ทั้งโดรนและเฮลิคอปเตอร์ออกค้นหาคนร้าย โดยจากคำให้การของพยาน ผู้ต้องสงสัยเป็นชายร่างผอม สวมชุดวอร์มสีน้ำเงิน ขณะที่สื่อท้องถิ่นของสเปนรายงานว่า มือปืนรายนี้อาจมีผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างน้อย 1 คน คอยขี่จักรยานยนต์มารับ-ส่ง

เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2561 โดยครั้งนั้นผู้ลักลอบขนยาเสพติดชาวโคลัมเบียถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าโรงเรียนบริติช เคาน์ซิล ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุล่าสุดเพียง 2-3 กม.เท่านั้น

แต่แรงจูงใจในการก่อเหตุของคดีล่าสุดยังคงเป็นปริศนา เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินในที่เกิดเหตุสามารถยืนยันได้เพียงว่า นายพอร์ตนอฟมีบาดแผลถูกยิงหลายจุดที่หลังกับศีรษะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.ประชุมเตรียมพร้อมชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.ประชุมเตรียมพร้อมชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.ประชุมเตรียมพร้อมชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.49 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมในการชี้แจงงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ.2569 พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา และนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อพิจารณาแผนงาน/โครงการฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมีผู้อำนวยการสำนัก/กอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ ห้องพระพิรุณ ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท

– 006

ก.เกษตรฯผลักดันสินค้าเกษตรลดคาร์บอน

ก.เกษตรฯผลักดันสินค้าเกษตรลดคาร์บอน

ก.เกษตรฯผลักดันสินค้าเกษตรลดคาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

“นฤมล” ลุยผลักดันสินค้าเกษตรลดคาร์บอน รับเทรนด์โลก เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันนี้ (22 พ.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ  ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 123 โดยที่ประชุมรับทราบมาตรการดำเนินการกับหน่วยรับรอง (Certification Body: CB) ที่รับรองล้งทุเรียนสดให้มีการดำเนินมาตรการตรวจสอบล้งอย่างเข้มงวด หากพบสาร BY2 ในสถานประกอบการ หน่วยรับรองจะพักใช้หรือเพิกถอนการรับรองแก่สถานประกอบการทันที เพื่อวิเคราะห์สาเหตุ หาแนวทางการแก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ซึ่งหากสถานประกอบการถูกแจ้งเตือนซ้ำหลังการแก้ไข จะเพิ่มความถี่ในการตรวจติดตาม เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวขอบคุณและขอให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ตั้งใจทำงานบูรณาการร่วมกันดูแลหน่วยรับรองและสถานประกอบการให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงมีมาตรการรองรับที่สามารถช่วยให้พี่น้องเกษตรกรสามารถค้าขายสินค้าเกษตรได้อย่างราบรื่นต่อไป ขณะเดียวกัน ให้เตรียมการดูแลคุณภาพทุเรียนทางภาคใต้ และลำไยทางภาคเหนือที่กำลังจะออกผลผลิตสู่ตลาดในฤดูกาลถัดไป เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน และผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้รับสินค้าเกษตรปลอดภัย

“ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกันส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตรที่ใช้แนวทาง Low Carbon เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม หากมีมาตรการหรือแนวทางที่สามารถตรวจสอบการดำเนินการย้อนกลับให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าสินค้าเกษตรที่ได้บริโภคมาจากแหล่งผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าเกษตรได้” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบการยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร อาทิ 1.สับปะรด 2.ช่อดอกกล้วยไม้ 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มแมลงบีเอสเอฟ (แบล็กโซลเจอร์ฟลาย) 4.แนวทางการใช้ยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์รวมถึงสัตว์น้ำอย่างรับผิดชอบและรอบคอบ เพื่อไม่ให้สารเคมีตกค้างในสัตว์และให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และ 5.การจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรและการแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร

015