ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

12 พ.ค. 2568 22:20 น.

ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นฮอลล์สำหรับแฟนคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของ “ภูมิ ภูริพันธ์ ทรัพย์แสงสวัสดิ์” ในงาน POOM VILLA BIRTHDAY FANCON IN BANGKOK ที่จัดขึ้นอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังของความรัก ความผูกพัน และความประทับใจที่ “ภูมิ” ตั้งใจมอบให้กับแฟนคลับในวันเกิด
งานนี้ “ภูมิ” ไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง ด้วยโชว์สุดพิเศษที่จัดเต็มทั้งร้อง เล่น เต้น และเล่าเรื่องราวจากหัวใจ ถ่ายทอดตัวตนให้แฟน ๆ ได้เห็นครบทุกมุม ผ่านคอนเซปต์ “POOM VILLA” บ้านแห่งความสุขและความทรงจำเพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ POOM VILLA เป็นคอนเซปต์ที่ “ภูมิ” ตั้งใจทำให้งานนี้เป็นเหมือนบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่า เป็นพื้นที่ผ่อนคลาย และอบอุ่น ซึ่งภูมิอยากให้แฟน ๆ ได้เข้ามาใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งแต่ละห้องได้แทนความรู้สึก ความทรงจำ และความรักต่อแฟนๆ

ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์
ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

โดยงานนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ “อัพ ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง” คู่จิ้นจากซีรีส์ดัง MY STAND-IN ตัวนาย ตัวแทน ที่มาสร้างโมเมนต์หวานจนแฟนๆ ฟินกันทั้งฮอลล์ พร้อมด้วยแก๊งเพื่อนสนิทอย่าง โอห์ม ฐิติวัฒน์, ไกด์ กันตพล, อะตอม ณฐาภพ และ ตะวัน ณวินวิชญ์ ที่มาร่วมสร้างสีสันให้สนุกครบรสมากกว่าเดิม และหนึ่งในโมเมนต์ที่เรียกเสียงกรี๊ดได้มาก คือกิจกรรมเซอร์ไพรส์ที่ “ภูมิ” แจกที่พัก Pool Villa เป็นของขวัญพิเศษให้กับแฟนคลับผู้โชคดีอีกด้วย

ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์
ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

แม้ซีรีส์ MY STAND-IN ตัวนาย ตัวแทน จะลาจอไปแล้ว แต่กระแสความรักจากแฟน ๆ ยังคงแรงต่อเนื่อง จนทำให้ “อัพ–ภูมิ” จัดทัวร์ My STAND-IN World Tour เดินสายมอบความสุขให้กับแฟนคลับในต่างประเทศ และได้รับการตอบรับจากแฟน ๆ ต่างชาติอย่างล้นหลาม และครั้งนี้เองเนื่องในวันเกิดของ “ภูมิ” ทำให้ภูมิได้กลับมามอบความสุขให้กับแฟน ๆ ชาวไทย ผ่านแฟนคอนครั้งแรกในชีวิต โดยเจ้าตัวเปิดใจถึงความรู้สึกว่า

“ดีใจมากครับที่ได้มีโอกาสจัดงานแฟนคอนครั้งแรกในประเทศไทย และได้เจอกับแฟน ๆ ชาวหวานร้อยที่อยู่กับผมมาตลอด POOM VILLA เป็นคอนเซปต์ที่ผมตั้งใจคิดขึ้นมาเอง ที่อยากให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนของผมในมุมต่าง ๆ เหมือนมาเที่ยวบ้าน มานั่งคุย มาร้องเพลงด้วยกัน ผมมีความสุขมาก ๆ ที่ได้พบแฟน ๆ อีกครั้ง และขอบคุณทุกคนจากใจที่มาเป็นส่วนหนึ่งในวันพิเศษของผม หวังว่าจะได้เจอกันอีกเรื่อย ๆ นะครับ”

ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์
ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

โดยงานนี้บรรดาแฟนคลับต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างเหนียวแน่น เดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อมอบกำลังใจและซัพพอร์ตภูมิ โดยแฟนคลับกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ภูมิทำให้พวกเรารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน และพวกเราก็จะอยู่ตรงนี้ พร้อมสนับสนุนในเส้นทางของเขาเสมอไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหน”

ภายในงานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และน้ำตาแห่งความประทับใจ พร้อมกิจกรรมแบบใกล้ชิดทำให้แฟนๆ ได้สัมผัสถึงความตั้งใจที่ “ภูมิ” อยากมอบให้แฟนคลับ ทุกองค์ประกอบของงาน ตั้งแต่แสง สี เสียง ไปจนถึงการตกแต่ง สะท้อนถึงความตั้งใจของภูมิที่อยากให้แฟนคลับรู้ว่า “พวกเขาสำคัญแค่ไหน”

ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

นอกจากความสามารถด้านการแสดงบนจอที่แฟนคลับสัมผัสได้แล้ว ภูมิยังได้พูดถึงเส้นทางในอนาคตของตัวเองไว้ว่า “การแสดงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ผมไม่ได้อยากเป็นแค่คนที่มีชื่อเสียง แต่ผมอยากเป็นนักแสดงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ถ่ายทอดบทบาทต่าง ๆ ได้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกผลงาน อยากลองบทบาทที่ต่างไปจากเดิม และก็อยากเรียนรู้งานเบื้องหลัง เหมือนงานในครั้งนี้ที่ผมมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่ม ลองผิดลองถูกไปกับทีม ผมคิดว่าการเติบโตต้องเริ่มจากการกล้าทำสิ่งใหม่ และกล้ายอมรับความผิดพลาด เพื่อจะได้เก่งและเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ”

งานนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในเส้นทางของ “ภูมิ ภูริพันธ์” ที่ไม่ได้พิสูจน์แค่ฝีมือในฐานะนักแสดงบนหน้าจอและเวที แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความรัก ความจริงใจ ที่มอบให้กับชาวหวานร้อยทุกคนตลอดมา

ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์
ภูมิ ภูริพันธ์ เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ สุดอบอุ่นในแฟนคอนเดี่ยว จัดเต็มครบทุกอารมณ์

วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก

วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก

12 พ.ค. 2568 19:00 น.

วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก

พิธีกรและครีเอเตอร์ชื่อดัง วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา เป็นชาวไทยได้รับเชิญเข้าร่วมงาน Gold Gala 2025 งานระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวเอเชียแปซิฟิกในสหรัฐฯ ซึ่งรวบรวมบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ทั้งเทคโนโลยี ความบันเทิง และแฟชั่น เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและเชิดชูความหลากหลายทางวัฒนธรรม

วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก
วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก

ภายในงานมีการมอบรางวัล A100 ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่ยกย่องบุคคลผู้ทรงอิทธิพลและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนเอเชียแปซิฟิก พร้อมด้วยแขกคนสำคัญและผู้นำทางความคิดนับร้อยจากทั่วโลกที่มารวมตัวกัน และร่วมเดินพรมทองสุดหรูและเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ธีม Modern Gold ณ Dorothy Chandler Pavilion เมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดย วู้ดดี้ วุฒิธร มาในนามคนเอเชียที่ร่วมสนับสนุนให้เกิดคอนเทนต์ระดับโลกโดยคนเอเชีย อาทิ งาน S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีระดับโลกที่นำเสนอวัฒนธรรมสงกรานต์ไทยสู่สายตาผู้ชมระดับนานาชาติและส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่อเมริกาอย่างภาคภูมิใจ และอื่นๆ อีกมากมาย

วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก

สำหรับค่ำคืนอันทรงเกียรตินี้ วู้ดดี้ปรากฏตัวอย่างสง่างาม สวมชุดไทยประยุกต์ ชุดไทยร่วมสมัยงานผสานช่างดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์สมัยใหม่ สะท้อนเอกลักษณ์ไทยผ่านผ้าไหมทอมือและลายกนกงานฝีมือชั้นสูงที่ร่วมสมัย ลวดลายมงคลแห่งศิลปะไทยเปรียบเหมือนเปลวไฟสื่อถึงความรุ่งเรือง ความงาม และพลังชีวิต ถ่ายทอดโดยช่างฝีมือชั้นสูงเพื่อสืบสานจิตวิญญาณแห่งความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง

และถือกระเป๋าย่านลิเภาที่ถักด้วยมืออย่างประณีตด้วยลวดลายละเอียดแบบโบราณทั้งใบด้วยผู้เชี่ยวชาญชั้นครู ทำลวดลายด้วยวิธีการถมเงินซึ่งเป็นเทคนิคแต่โบราณของทางใต้ เรียกว่าถมเงินนคร ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่ออกแบบโดย เจี๊ยบ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ เจ้าของแบรนด์ Atelier Pichita ดีไซเนอร์แถวหน้าของไทยผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นมากว่า 42 ปี

วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก
วู้ดดี้ ภูมิใจ! เดินพรมทองในชุดไทยร่วมงาน Gold Gala 2025 เวทีเอเชียระดับโลก

ซึ่ง วู้ดดี้ วุฒิธร โพสต์เล่าถึงเรื่องนี้ผ่านทางเพจ Woody ไว้ว่า “การที่ได้มาร่วมงาน GoldGala ที่ LA ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เห็นคนไทยหลายคนที่สร้างชื่อให้กับเมืองไทย ทั้งนักแสดงและผู้ประกอบการมากมาย ที่ภูมิใจสุดก็คือทุกคนทักว่านี่ชุดไทยใช่มั้ย… ไม่รู้ว่าจะแต่งชุดนี้ในบ้านเราเองพร้อมกับถือกระเป๋าใบนี้ จะใส่ไปร่วมงานไหนดี”

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

12 พ.ค. 2568 18:09 น.

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

พระเอกหนุ่มหล่อสุดเซอร์ เต๋อ ฉันทวิชช์ ที่วันนี้จะมาเปิดใจความรักสุดหวานฉ่ำกับนางเอกซุปตาร์แถวหน้าของเมืองไทย ใหม่ ดาวิกา พร้อมเปิดเผยจุดเริ่มต้นความรัก ลั่นไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี เผยเรื่องราวสุดช็อกที่ทั้งคู่เกือบเลิกรากันเกือบ 2 ครั้ง พร้อมตอบคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่าทั้งคู่จะแต่งงานกันภายในปีนี้หรือเปล่า ในรายการ “คุยแซ่บ Show สเปเชียล” ทางช่อง One31 ที่มี ดีเจพุฒ พุฒิชัย และ เอส กันตพงศ์ เป็นพิธีกร

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

คบกันมา 7 ปีแล้ว?

เต๋อ : เข้าสู่ปีที่ 7

ปีที่ 7 เป็นปีแห่งอาถรรพ์ รัก 7 ปี มีผลต่อคู่เรามั้ย?

เต๋อ : จริงๆ ผมไม่ค่อยกลัวเรื่อง 7 ปีอยู่แล้ว อันนี้คิดเองนะ ไม่แน่ใจว่าจริงๆ มันคืออะไร ช่วงเวลารัก 7 ปี ส่วนใหญ่ของคนเราเวลาเราคบกันมา สมมติเราเริ่มต้นคบกันตอนอายุ 18 พอผ่านไปอายุ 25 เราจะไม่มีทางเป็นคนเดียวกันกับตอนที่เราอายุ 18 หมายถึงว่าเราจะมีไปเจอสังคม ไปทำงาน ความคิดอะไรหลายๆ อย่างมันจะเปลี่ยนไป แต่กรณีที่สองคนนั้นคบกันตอนอายุ 18 แล้วเดินทางมาถึงอายุ 25 สังคมที่เจอแตกต่างกันหล่อหลอมสองคนที่แตกต่างกัน ไลฟ์สไตล์ก็จะแตกต่างกัน ความชอบก็จะแตกต่างกัน พอมารู้ตัวอีกที 25 เราเป็นสองคนที่คิดอะไรไม่เหมือนกันเยอะมาก มันก็เลยเป็นเหตุให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อันนี้ความคิดผมนะ แต่ด้วยความที่ผมกับน้องใหม่คบกันตอนที่มันนิ่งแล้ว ผมก็อายุขนาดนี้แล้ว น้องใหม่ก็โตทำงานในวงการมาเยอะมากๆ ผ่านอะไรมาเยอะมาก มันก็เลยเป็นช่วงเวลา 7 ปีที่ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวตนอะไร 

อาถรรพ์รัก 7 ปี ทำอะไรพี่เต๋อไม่ได้ แล้วน้องล่ะมองเรื่องอาถรรพ์รัก 7 ปี ยังไง?

เต๋อ : เค้ากลัวนะ เค้าก็แค่กลัวคำว่า 7 ปี เค้ารู้สึกว่าอาถรรพ์รัก 7 ปี หลายคนหลายคู่เค้าเป็นแบบนั้น 

สุ่มเสี่ยงที่จะจบความสัมพันธ์?

เต๋อ : ใช่ เค้าก็รู้สึกว่ามันจะต้องทะเลาะกันแน่เลย 7 ปี ต้องเลิกกัน พออยู๋ไปด้วยกันนานๆ พอเริ่มผูกพันกันผมก็รู้สึกว่าพอ 6 ปีเข้าสู่ปีที่ 7 มันรักกันมากขึ้นกว่าปีแรกๆ เยอะเลย หมายถึงมันค่อยๆ รักกัน ผสมกับความผูกพัน ใช้ชีวิตอยู๋ด้วยกันเยอะ ไปทำโน่นทำนี่ด้วยกัน เลยกลายเป็นกึ่งๆ ครึ่งชีวิตของกันและกันไป

ณ ปัจจุบันนี้กิจกรรมที่ทำด้วยกันทั้งคู่ที่อินด้วยกันทั้งคู่คือกิจกรรมอะไร?

เต๋อ : ไลฟ์ เค้าชอบไลฟ์คุยกับแฟนๆ ชอบชักชวนผมทำการแสดงคู่กับเค้าในไลฟ์ ชื่อผมที่จะเข้าสู่คาแรกเตอร์คือคุณวิศรุต มันฟังดูแปลกมาก แต่มันสนุกมากนะ มันรู้สึกเหมือนเราทำการแสดง อย่างกินข้าวอยู่ มาละ คุณวิศรุตต้องการอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ ผมก็จะ คุณนวลจิต ผมว่าจะคุยกับคุณเรื่องนี้หลายรอบแล้วนะ คุณต้องรู้ซิว่ากับข้าวที่ผมชอบคืออะไร มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปจนกระทั่งหลุดขำกันไปเอง

งานเยอะด้วยกันทั้งคู่ อาทิตย์นึงเจอกันครั้งเดียว?

เต๋อ : งานเยอะกันมากๆ เจอกันอาทิตย์ละครั้ง สองครั้ง สำหรับเค้ารู้สึกว่าน้อย สำหรับผมก็รู้สึกว่าน้อยเหมือนกัน เราก็พยายามบาลานซ์ให้ดีที่สุด แต่ที่เดือนนึงเจอครั้งนึงมันอยู่ช่วงที่ผมไปบวช พอไปบวชก็มีการตกลงกัน เราก็จะแยกกันไปเลย เค้าก็จะปล่อยให้ผมไปศึกษาทางธรรม สติ สมาธิให้เต็มที่ เค้าก็จะไม่มายุ่งวุ่นวาย

ช่วงบวชทำไมถึงคุยกันว่าแทบจะไม่ค่อยเจอกันเลยเพราะอะไร?

เต๋อ : เป็นไอเดียเริ่มต้นจากเค้าด้วย ซึ่งผมชอบมาก รู้สึกดีมาก การบวชผมเชื่อว่าในชีวิตของผม ผมน่าจะบวชแค่ครั้งเดียว แล้วก็เป็นการบวชที่อยากจะจริงจัง อยากจะเข้าถึงพระธรรมแบบจริงๆ จริงๆ แล้วการเข้าถึงการนั่งสมาธิหรือการอะไรต่างๆ นานา จิตเราควรสงบและว่างจริงๆ การที่เรามีแฟนแล้วจะมานึกถึงแฟนเค้าจะต้องเป็นอะไรยังไงจะส่งผลรบกวนต่อการทำสมาธิเหมือนกัน จริงๆ ความรักถือเป็นกิเลสอย่างนึงก็เลยต้องห่าง

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

ที่น้องใหม่ทำแบบนั้นเจตนาเค้าก็คือให้พี่เต๋อได้บวชด้วยจิตใจที่ไม่ต้องเป็นห่วงเค้า?

เต๋อ : ก็คือเต็มที่ไปเลย ซึ่งดีมาก แล้วผมบวชช่วงเดือนกุมภาพันธ์ด้วยนะ เป็นช่วงวันวาเลนไทน์ด้วย  วาเลนไทน์ก็คือหายไปเลย 

ขอย้อนกลับไปเจอเมื่อ 7 ปีที่แล้ว?

เต๋อ : เจอกันในกองชายไม่จริงหญิงแท้ เล่นด้วยกัน

เหตุการณ์ที่ทำให้เราชื่นชอบน้องใหม่คืออะไร?

เต๋อ : น่าจะเป็นความน่ารัก สดใส ความเป็นกันเอง ประทับใจในตัวเค้า

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเลยมั้ย?

เต๋อ : ไม่ครับ เล่นละครไปจนจบแล้ว ตอนเล่นไม่รู้สึกอะไรเลย เล่นกับคนนี้สนุกขำ ช่วงเวลาว่างเค้าจะมีโต๊ะของเค้า มีพี่เกล้า มีแม่หมวย คุณแม่เค้า มาแล้วก็จะซื้อของกินมาเยอะมาก แล้วผมเป็นคนชอบกิน จะรู้ว่าในโต๊ะนี้ของกินเยอะ ผมก็จะเข้าไปเนียนๆ หยิบกินไปเรื่อยๆ พอผ่านเวลาถ่ายเสร็จแล้วช่วงโปรโมตเนี่ยแหละก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เริ่มรู้สึกว่าเราจะไม่เจอกันแล้วนะ มันแปลกๆ เริ่มรู้สึกโหวงๆ เลยมาคิดกับตัวเองว่าหรือเรารู้สึกดี รู้สึกชอบเค้า พอผ่านเวลาไปนานเข้าก็เริ่มมั่นใจว่าใช่จริงๆ เราชอบเค้าจริงๆ

แล้ววันที่เค้าบอกว่าจะได้เจอกันครั้งสุดท้ายแล้ว แล้วจะไม่ได้เจอกันอีก ตอนนั้นพี่ตัดสินใจยังไง ในเมื่อใจตัวเองมันชัดแล้วว่าชอบเค้า?

เต๋อ : ก็บอกเค้าไปเลย จำได้ว่าวันนั้นเริ่มไปโปรโมตแล้ว ผมไม่มีเบอร์เค้าตอนนั้น ผมขอเบอร์เค้าก็ไม่ให้ เค้าก็ถามว่าจะคุยอะไร ผมก็ DM ไปบอกว่ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย เค้าก็บอกว่าให้บอกมาเลย แต่ผมอยากจะโทรไปมากกว่า แต่เหมือนเค้าไม่ให้เบอร์ใครเค้าพูดยังงี้ เค้ากลัวว่าวันนึงเหมือนเราทะเลาะกัน ไม่ได้คุยกัน แล้วเรามีเบอร์เค้า เค้ารู้สึกไม่ปลอดภัย เค้าคงกลัวผมโรคจิตด้วย (หัวเราะ)

ตอนนั้นเค้าให้ไลน์มา ผมก็เลยโทรไลน์ไป พอโทรไปผมก็บอกเค้าว่าผมเริ่มรู้สึกว่าผมชอบเค้า ก็บอกไปเลย ผมก็บอกว่าผมไม่ได้คาดหวังว่าเค้าต้องมาชอบผม แต่มันเป็นแค่ความรู้สึกเราตอนนี้ แล้วเราก็รู้ว่าเราจะไม่ได้เจอเค้าแล้ว แต่ ณ โมเมนต์นี้เรารู้สึกแบบนี้ เราอยากให้เค้ารับรู้แค่นั้นพอ ในอนาคตเค้าอาจจะกลายเป็นรังเกียจเรา ไม่ชอบเราก็ได้ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เรารู้สึกแบบนี้ เราอยากบอกเค้า

เสียงตอบรับของน้องใหม่คือ?

เต๋อ : เค้าเงียบไปพักนึง แล้วหลังจากนั้นเค้าก็พูดว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมก็บอกว่าตั้งแต่เราไม่ได้เจอกันหลังจากถ่ายทำ แต่ตอนนั้นผมใจชื้นนะ เพราะว่าถ้าคนเราไม่ได้มีใจจะสานสัมพันธ์กับคนนี้ ถ้าคนนี้บอกชอบ แต่หนูว่าเราเป็นพี่น้องกันดีกว่า ถูกมั้ย หรือก็บอกขอบคุณนะ แต่ว่าหนูยังไม่พร้อมมีใคร มันต้องรีบตัดเลย แต่ว่าเค้าถามว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเป็นคำถามที่ทำให้เราได้เล่าต่อ ก็เลยรู้สึกว่าอย่างน้อยเค้าก็อยากทำความรู้จักเรา

มันชัดตรงไหนว่าน้องเค้าก็ชอบเรากลับเหมือนกัน?

เต๋อ : ยังไม่ชัดเจน แต่แค่รู้ว่าเค้าเปิดโอกาส ผมเลยค่อยๆ คุยกับเค้า เริ่มทำความรู้จักเค้าไปเรื่อยๆ พอผ่านเวลาไปพักนึง ผมเริ่มรู้สึกว่าผมต้องจีบเค้าละ ดังนั้น ผมจะต้องโทรไปหาพี่เกล้าก่อนเลย พี่เกล้าคือผู้จัดการเค้า บอกพี่เกล้าก่อนเลยว่าผมชอบน้องใหม่นะครับ ผมจะจีบน้องใหม่นะครับ 

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

แล้วพี่เค้าว่ายังไง?

เต๋อ : จีบอ่ะจีบได้ แต่ต้องทำให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วก็ต้องให้เกียรติน้อง อันนี้สำคัญมาก เค้าเน้นเลย คือต้องให้เกียรติน้องเค้า

เห็นว่านอกจากพี่เกล้าแล้วยังมีคุณแม่น้องเค้าด้วย?

เต๋อ : ทุกคนแหละครับ คุณแม่เค้าก็แล้วแต่ลูก

แล้วพี่ใจชื้นเลยมั้ย?

เต๋อ : ก็ใจชื้นนะ คือจริงๆ ที่ผมรู้สึกว่าด่านที่น่ากลัวกว่าแม่หมวยคือพี่เกล้าเนี่ยแหละ เพราะว่ามีผลเรื่องการงานด้วย พี่เกล้ามีหน้าที่สำคัญมากในการดูแลภาพลักษณ์น้อง การที่น้องเป็นนางเอกซุปตาร์มากๆ แล้วมีผู้ชายคนนึงเข้ามาจีบมันก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเส้นทางอาชีพเค้า

แล้วฟีดแบ็กจากแฟนคลับของพี่ แฟนคลับน้องใหม่เป็นยังไงบ้าง?

เต๋อ : ก็ดีนะครับ ทุกคนค่อนข้างเชียร์ มีคนที่ไม่เชียร์บ้าง DM มาด่าบ้าง ก็สนุกดี ผมก็อ่าน ก็เป็นมุมมองของเค้า แต่เราก็รู้สึกว่าเราจะพยายามทำอย่างเต็มที่ สุดท้ายคนที่จะเลือกเราก็คือน้องใหม่ 

เค้า DM มาด่าอะไรพี่?

เต๋อ : ด่าเยอะ ออกไปจากชีวิตน้องใหม่อะไรแบบนั้นก็มี เค้าก็หวงของเค้า ก็เข้าใจเค้าแหละ แต่ไม่ได้กดอ่าน DM ทุกอันบางอันเด้งเข้ามาก็จะเห็น ก็จะมีเพจตลกๆ ทวงคืนน้องใหม่จากเต๋อ ฉันทวิชช์ อะไรแบบนี้

บอกแม่ บอกพี่เกล้า บอกนักข่าว ทุกคนโอเคเอาใจช่วย?

เต๋อ : ใช่ครับ ความสัมพันธ์ของผมกับน้องใหม่ ณ เวลานั้น เอาตรงๆ ก็คือเหมือนเป็นแฟนกันแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพูดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ผมก็เลยรู้สึกว่ามันต้องมีโมเมนต์ขอเป็นแฟน วันนั้นวันเกิดเค้าท้ายกระโปรงหลังของรถผมก็จะมีลูกโป่งเต็มไปหมดเลย แต่ว่าข้างในรถจะมีลูกโป่งอันนึงอันใหญ่มากเป็นลูกโป่งขอเป็นแฟน แล้วก็จะมีลูกโป่งเล็กๆ รูปหัวใจเต็มไปหมดเลย แล้วก็จะมีแหวนให้แทนใจนิดนึง

แล้วผมก็มาเตรียมการรอเค้าจะมาถึงประมาณ 2 ทุ่ม ผมมาตั้งแต่ 6 โมง พอขับรถมาจอดผมเอาลูกโป่งอันใหญ่มาก่อนเลย แล้วก็เดินลอดซุ้มมาที่มันจะมีป้ายอยู่แล้วก็มีแหลมๆ ผมตั้งใจจะขอเค้าเป็นแฟน ภาพในหัวผมคือถือลูกโป่งอันใหญ่เสร็จปั๊บ บอกเป็นแฟนกันนะ มอบแหวนให้ เปิดท้ายรถจะมีลูกโป่งหัวใจเล็กๆ อันนี้คือภาพในหัวผม แต่สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น เพราะว่าในขณะที่ผมถือลูกโป่งอันใหญ่มาเพื่อมาเตรียมเซอร์ไพรส์เค้า ไอ้แหลมๆ นั่นแทงลูกโป่งผม ลูกโป่งก็ตกไป ลูกโป่งใหญ่หายไปแล้ว ยามเดินมาบอกว่าแหลมๆ นี่เจอบ่อยครับ ลูกโป่งชอบมาแตกตลอด

ในใจผมคือแย่แล้ว ไม่เป็นไรผมยังมีลูกโป่งเล็กๆ มีแหวน สุดท้ายพอเค้ามา ณ โมเมนต์นั้นผมน้ำตาไหลนะร้องไห้นิดนึง ร้องไห้เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มันรู้สึกว่ามันเป็นโมเมนต์สำคัญของคู่เรา ผมก็เฟลไปนิดนึง แต่ว่าสุดท้ายเค้าก็รับแหวนไป ขอบคุณนะ แล้วก็ขอเป็นแฟน แต่วันนั้นเค้ายังไม่รับเป็นแฟน ผมก็ถามว่าทำไม เค้าก็พูดว่าวันนี้เป็นวันเกิดเค้า อีกหน่อยถ้าเราคบกันของขวัญวันเกิดกับวันครบรอบมันจะรวมกัน เค้าพูดว่าไม่รู้ล่ะ พี่ไปหาวันใหม่มา สุดท้ายก็ไปได้วันใหม่มา

ข้ามมาที่ขอเป็นแฟนที่นิวซีแลนด์ ต้องมีประโยคอะไรมั้ย?

เต๋อ : เราเที่ยวพักผ่อนกันอยู่ในเมืองที่สวยมากๆ เป็นช่วงเวลาที่ผมก็สัมผัสได้ว่าเค้ามีความสุข ผมก็มีความสุขมาก เลยอยากให่ช่วงเวลานี้มันดีขึ้นไปอีก หลังจากนี้ไปเราเป็นแฟนกันนะ 

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

แล้วน้องใหม่ตอบว่า?

เต๋อ : ตกลง

คู่นี้ผ่านการปรับตัวและเกือบจะเลือกกันเกือบ 2 ครั้งด้วยกัน?

เต๋อ : แรกๆ เลยด้วยความคิดเราเอง เราคิดว่าเราไม่อยากจะเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวเค้า เราไม่รู้เค้าเป็นยังไง เค้าอาจจะมีโลกส่วนตัวสูง เราเลยจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายเค้ามาก ก็จะโทรหาวันละครั้ง เวลาไลน์ไปก็ครั้งสองครั้ง ไม่ได้ไลน์ไปเยอะ ไม่ได้ไปถามว่าอยู่ไหน ทำอะไร ไม่ได้ไปจี้อะไรเค้ามาก ด้วยความคิดของเราเองว่าเค้าน่าจะสบายใจ คบแบบสบายใจ ว่างก็มาเจอกัน

แต่เค้าไม่ได้มองอย่างนั้น เค้ามองว่าคุณไม่ใส่ใจเลย เค้ารู้สึกว่าผมไม่เห็นจะใส่ใจอะไรเค้าเลย วันๆ นึงโทรมาครั้งเดียว แล้วก็ไลน์มาเหมือนไม่ได้จะจีบจริงจัง ไม่ได้อยากจะทำความรู้จักจริงๆ ซึ่งเราไปคิดอีกแบบนึงพอเค้ารู้สึกแบบนั้นเราไม่ได้คุยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ๆ วันนึงผมโทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ 2 วันติดกัน ยาวๆเลย 2 วัน หายไปเลย 2 วัน ใจก็คือชัดเจนแล้ว โดนเทแล้ว

ผมคิดในใจว่าเทแล้ว หลุดแน่ เค้าไปแล้ว อย่างน้อยถ้าจะโดนเทก็ควรจะเคลียร์ให้มันดีอีกหน่อยจะได้คุยกันได้ ก็เลยพยายามตื๊อโทรไปเรื่อยๆ จนเค้ารับ จนได้คุยกัน ปรับความเข้าใจกัน ผมก็บอกว่าในมุมผมเป็นยังไง เค้าก็บอกว่า พี่ มันไม่ได้ ถ้าพี่จะมาเป็นแฟนกัน ถ้าพี่จะมาเหมือนคบกัน มันต้องแชร์กัน ต้องคุยกัน ต้องให้เวลากัน เราก็เพิ่งเข้าใจ ก็ดีมาเรื่อยๆ จนผ่านมา 3 ปี เหตุการณ์ครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น 

เลิกครั้งที่ 2?

เต๋อ : ยังไม่ได้เลิกด้วยนะ แต่มีความรู้สึกว่ากำลังจะ

ครั้งนี้แนวโน้มในการเลิกสูงกว่าครั้งแรกด้วย?

เต๋อ : ใช่ เพราะครั้งแรกไม่ได้ทะเลาะกัน ครั้งแรกเป็นแนวไม่เข้าใจกันแล้วก็เฟดกันไป ยังไม่ได้เริ่มต้นผูกพันกันมาก พอ 3 ปีผ่านไปผูกพันกันแล้ว ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทะเลาะอะไรกัน สิ่งที่ทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตคือพอทะเลาะกันเสร็จปั๊บผมเงียบเลย ไม่พูดอะไรเลย ในความคิดเราคือเรามีคำพูดเยอะแยะมากเลยในหัว แต่ไม่รู้จะเรียบเรียงออกมายังไงให้ดีที่สุด แล้วเราก็รู้สึกว่าต่อให้เราพูดไป เค้าก็ยังไม่พร้อมฟังตอนนี้ อยากจะให้มันดีก่อนแล้วค่อยคุยกันด้วยเหตุผล

พอเราไม่พูดกลับมาอีหรอบเดิมเลย เค้าเกิดความรู้สึกว่าเราไม่ได้สนใจจะแก้ปัญหา เค้ารู้สึกว่าจะปล่อยให้เรื่องมันเงียบแบบนี้ต่อไปใช่มั้ย พอถึงเวลากลับมาดีกันแล้วเค้าก็ต้องทำใจยอมรับมันไปกับสิ่งนี้เหรอ ก็คือรู้สึกว่าเราไม่ใส่ใจ ตอนนั้นก็เลยทะเลาะกันเถียงกันเยอะ แต่ผมก็เงียบ ยิ่งเงียบเค้าก็ยิ่งหงุดหงิด เค้าก็ยิ่งจี้ๆ ผมก็พูดว่าคำในหัวมันเยอะ อยากจะพูดในสิ่งที่ดีที่สุด

เค้าบอกว่าพี่ไม่ต้องคิดแล้ว พี่อยากพูดอะไรพูดออกมาเลย ถ้าเรื่องอะไรมันจะแย่ก็ปล่อยให้มันแย่ไปเหอะ ผมก็เลยพูดออกมาเลยแล้วแย่จริง กลายเป็นตึงไปเลย จังหวะนั้นความคิดที่ผุดขึ้นมาคือเลิกกันแน่เลย คิดว่าจบแล้ว ต้องเลิกกันแน่เลย คิดว่าจบแล้ว ผมก็พูดออกไปเลย ก็นั่งคุยกันแล้วผมก็บอกออกไปประมาณว่าเรากำลังจะเลิกกันหรือเปล่า ผมกลัวว่ามันจะเป็นแบบนั้น รู้สึกว่าสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้น

แต่ตัวเค้าไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้นเลย เค้ารู้สึกว่าอยากให้สถานการณ์นี้มันผ่านไปได้ด้วยดี อารมณ์เค้าตอนนี้มันขึ้นมาก เค้าต้องระบายออก เค้าต้องพูด หน้าที่เราคือรับฟัง สื่อสารสิ่งที่พี่คิดออกมาเลย ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ ผมก็โอเคถ้างั้นผมจะพยายามพูดมากขึ้น แต่ผมคิดว่าในแง่ความสัมพันธ์นี้เค้าปรับเยอะกว่าผมมาก ความน่ารักของเค้าคือว่าเค้าเริ่มมาเข้าใจกับความเป็นตัวผมมากขึ้น ผมช้า ผมทำอะไรได้ทีละอย่าง ผมเป็นคนพูดน้อย

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

พี่เต๋อเปลี่ยนอะไรในตัวน้องใหม่ ดาวิกา พาร์ตอื่นๆ บ้าง?

เต๋อ : เมื่อก่อนเค้ามีอาหารการกินในแบบเฉพาะของเค้า ซึ่งเค้ากินคล้ายเดิมมาก มีอาหารญี่ปุ่น สลัด แต่ว่าพวกก๋วยเตี๋ยวเค้าไม่เอาเลย เค้ากินไม่เป็น ผมเป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยวมาก พอคบกันไปตอนแรกๆ ก็ไปกินตามร้านที่เค้าชอบไป เค้าก็ถามว่าพี่ชอบกินอะไร จริงๆ พี่ชอบก๋วยเตี๋ยว เค้าก็อ่ะๆ ไปกินก๋วยเตี๋ยวก็ได้ เค้าก็เริ่มได้กินก๋วยเตี๋ยวบ้าง หลังจากนั้นกลายเป็นว่า เค้าชอบกินก๋วยเตี๋ยวไปแล้ว กลายเป็นความภาคภูมิใจของผมเลย ชอบกินเฝอ ชอบกินก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ชอบกินก๋วยเตี๋ยวน้ำใส เป็นแนวชอบกินเส้นไปแล้วเลย 

เวลาเห็นคนคอมเมนต์ไม่ดีถึงน้องใหม่รู้สึกยังไงบ้าง?

เต๋อ : รู้สึกสงสารเค้า เค้าเป็นคนที่เผชิญกับดราม่าบ่อยมาก เค้าก็ผ่านทั้งช่วงเวลาอ่อนแอและเข้มแข็งมาเยอะมากๆ เห็นเค้าสตรองแบบนั้น จริงๆ ลึกๆ ข้างในเค้าจิตใจอ่อนไหวมาก เค้าจะโดนอะไรประมาณนี้เยอะ หลายคนไม่เห็นว่าเค้าร้องไห้ แต่เค้าพยายามจะไม่แสดงความอ่อนแอมาให้คนเห็นสักเท่าไหร่

มีคอมเมนต์ไหนมั้ยที่พี่เข้าไปอ่านแล้วรู้สึกว่ามันแรงเกิน?

เต๋อ : เยอะ มีหลายอันมากๆ ซึ่งความแรงของมันไม่ใช่การใช้คำอะไรที่รุนแรงนะ ความแรงคือส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่จริง ประเด็นของมันก็คือว่าพอเราถูกทำลายด้วยสิ่งที่ไม่จริง แต่ว่ามีหลายคนเข้ามาเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ไม่จริงนั้น เข้ามาเยอะมาก แล้วด้วยความที่น้องใหม่เค้ารักแฟนคลับ เค้าแคร์แฟนคลับเค้ามาก เค้าก็อดไม่ได้ที่จะไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นคนส่วนใหญ่คิดแบบนั้น มันเลยทำร้ายเค้ามาก เพราะเค้าไม่ได้คิดร้ายอะไรกับใคร เค้าเป็นคนดูแลแฟนคลับดีมาก เค้าเป็นคนน่ารักกับแฟนคลับมากๆ พอสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเค้าก็คิดว่าคนส่วนใหญ่หลายๆ คนคิดกับเค้าแบบนั้น

เราเป็นแฟน เราให้กำลังใจแฟนเรายังไง?

เต๋อ : การอยู่ด้วยสำคัญมาก อยู่ด้วยให้เค้าระบายรับฟังเค้า พยายามสร้างกำลังใจให้เค้า พูดคุยกันไป อย่างตัวผมจะไปแก้ปัญหาให้คนเลิกพิมพ์ให้คนเลิกด่าไม่ได้ ผมก็เชื่อว่าทุกคนที่พิมพ์ข้อความต่างๆ เข้ามาเราไม่สามารถไปจับมือเค้าไม่ให้ทำได้ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้จะไปหยุดยั้งมันยังไง หน้าที่ของผมที่สำคัญที่สุดก็คือเหมือนพยายามให้เค้ารับรู้ว่าสิ่งที่เค้าเป็นดีมากๆ การมีอยู่ของเค้า ตัวตนของเค้าดีมากๆ ได้ค้นพบคนรอบข้างที่ได้รู้จักเค้าจริงๆ รักเค้าทุกคน พยายามเน้นย้ำเค้าว่าจริงๆ ความรักที่อยู่รอบตัวเค้าทุกคนรักเค้ามาก

มีอีกเหตุการณ์นึงผมก็ได้เห็นเหมือนกันน้องได้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ เรื่องราวที่สัมภาษณ์ทำให้น้องต้องร้องไห้ออกมากลางวงสัมภาษณ์พี่ๆ นักข่าว พี่เต๋อเห็นวันนั้นพี่เต๋อเป็นยังไงบ้าง?

เต๋อ : ผมก็สงสารเค้ามาก ถ้ามันเป็นไปได้เค้าไม่ได้อยากจะร้องไห้ต่อหน้าสื่อ ตัวเค้าพยายามทำตัวเข้มแข็งเพราะว่าไม่ต้องการให้คนมาเห็นว่าร้องไห้ แต่สิ่งนั้นมันเกี่ยวข้องกับครอบครัวด้วย พอเกี่ยวข้องกับครอบครัวมันก็เลยเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่เค้าจะเก็บความรู้สึกได้ สุดท้ายความรู้สึกมันก็พรั่งพรูออกมา เราก็สงสารเค้า เค้าก็พยายามแก้ไขในส่วนที่เค้าทำได้เพื่อให้ตัวเองเข้มแข็งมากขึ้น

เต๋อ ฉันทวิชช์ ไม่หวั่นอาถรรพ์รัก 7 ปี ใหม่ ดาวิกา เผยเกือบเลิก 2 ครั้ง (คลิป)

อยู่กันมาทั้งสุขและทุกข์ เมื่อไหร่จะมีแพลนแต่งงาน?

เต๋อ : ยังไม่ได้คิดแบบเป๊ะๆ 

อีกเรื่องที่ทั้งคู่คุยกันเยอะมากก็คือเรื่องของการมีลูก?

เต๋อ : ใช่ๆ คุยกันตั้งแต่คบกันแรกๆ เลยว่าอยากมีลูกกี่คน อยากมีมั้ย 

อยากจะมีเป็นลูกสาวหรือลูกชาย?

เต๋อ : แล้วแต่เลยครับ ใครมาเป็นยังไงก็เป็นยังงั้น

มีความรู้สึกอะไรที่อยากจะบอก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยพูดมาก่อนเลยก็ได้ ตลอดระยะเวลาที่คบกันมา 7 ปี?

เต๋อ : ตั้งแต่ผมรู้จักเค้ามาวันแรกจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าเหมือนรักเค้ามากขึ้น ผูกพันกับเค้ามากขึ้น ไม่ว่าเค้าจะทำอะไร เค้าจะเป็นคนที่สวยมากๆ ในสายตาเรา แล้วภายใต้ความสวยนั้นดันมีความน่ารักไปอีก มันทำให้ทุกๆ วันที่อยู่กับเค้ามันไม่มีโมเมนต์ของการเบื่อ แล้วก็รู้สึกขอบคุณทุกอย่างบนโลกใบนี้ที่ทำให้เค้าได้อยู่กับผมและผมได้อยู่กับเค้า

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

“ทรัมป์” พบ ปธน. รักษาการซีเรีย หลังยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด

"ทรัมป์" พบ ปธน. รักษาการซีเรีย หลังยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด

14 พ.ค. 2568 16:21 น.

“ทรัมป์” พบ ปธน. รักษาการซีเรีย หลังยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เริ่มการหารือกับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำเฉพาะกาลของซีเรีย ในซาอุดีอาระเบีย หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศอย่างกะทันหันว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่อรัฐบาลซีเรีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เริ่มการหารือกับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำเฉพาะกาลของซีเรีย ในซาอุดีอาระเบีย หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศอย่างกะทันหันว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่อรัฐบาลซีเรีย

แม้จะมีความกังวลภายในหลายภาคส่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตของผู้นำซีเรียกับกลุ่มอัลกออิดะห์ ทรัมป์กล่าวระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในกรุงริยาดเมื่อวันอังคาร (13 พ.ค.) ว่า เขาจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะทักทายประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำเฉพาะกาลของซีเรีย ซึ่งจะอยู่ที่กรุงริยาดเพื่อประชุมกับคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ

สำนักข่าวอนาโดลูของตุรกีรายงานว่า ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ได้เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบออนไลน์กับนายทรัมป์ และมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว เกิดขึ้นแม้ว่าอิสราเอลจะแสดงความสงสัยในรัฐบาลของนายชาราอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนก็มีความกังวลเช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่อิสราเอลยังคงกล่าวถึงนายชาราว่าเป็นนักรบญิฮาด แม้ว่าเขาจะตัดความสัมพันธ์กับกลุ่มอัลกออิดะห์ ในปี 2016 ก็ตาม

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญสำหรับนายชาราที่กำลังเร่งนำประเทศมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล หลังจากโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาดในเดือนธันวาคม

นายอาห์เหม็ด อัล-ชารา เป็นผู้นำกลุ่มอย่างเป็นทางการของอัลกออิดะห์ ในความขัดแย้งในซีเรียมาหลายปี เขาเข้าร่วมกลุ่มนี้ครั้งแรกในอิรัก ซึ่งเขาถูกจำคุกในสหรัฐฯ เป็นเวลา 5 ปี สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกค่าหัวของนายชารา 10 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนธันวาคม

ในวันแรกของการเดินทางเยือนภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นเวลา 4 วัน ทรัมป์ได้จัดงานพิธีการและข้อตกลงทางธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงคำมั่นสัญญาจากซาอุดีอาระเบียในการลงทุนกับสหรัฐฯ มูลค่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับซาอุดีอาระเบีย 142,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงบ่ายวันพุธ ทรัมป์จะเดินทางไปยังกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ เพื่อเข้าร่วมการเยือนอย่างเป็นทางการกับชีคทามิม บิน ฮามัด อัล-ธานี เอมีร์ และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ กาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ คาดว่าจะประกาศการลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ

อิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ คัดค้านการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย แต่เมื่อวันอังคาร ทรัมป์กล่าวว่า มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน และประธานาธิบดีตุรกีซึ่งทั้งคู่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สนับสนุนให้เขาดำเนินการดังกล่าว

หลังจากเยือนกาตาร์แล้ว ทรัมป์จะบินไปยังนครอาบูดาบี เพื่อพบกับผู้นำของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันพฤหัสบดี (15 พ.ค.) จากนั้นเขาจะมีกำหนดบินกลับกรุงวอชิงตันดีซี ในวันศุกร์ แต่เขากล่าวว่าเขาอาจบินไปยังตุรกีแทนเพื่อร่วมในการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย และประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ตัวเก็งผู้สมัครชิง ปธน.เกาหลีใต้ เสนอลดเวลาทำงานเหลือ 4.5 วัน/สัปดาห์

ตัวเก็งผู้สมัครชิง ปธน.เกาหลีใต้ เสนอลดเวลาทำงานเหลือ 4.5 วัน/สัปดาห์

14 พ.ค. 2568 15:39 น.

ตัวเก็งผู้สมัครชิง ปธน.เกาหลีใต้ เสนอลดเวลาทำงานเหลือ 4.5 วัน/สัปดาห์

นายอี แจ-มยอง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตัวเก็งที่จะชนะการเลือกตั้ง ประกาศชูนโยบายหลักในการหาเสียง โดยหนึ่งในนั้นคือ การลดเวลาทำงานต่อสัปดาห์ให้เหลือเพียง 4.5 วัน

นายอี แจ-มยอง ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน โดยให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้ประเทศฟื้นตัวจากกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม รวมถึงหนึ่งในนโยบายหลักในการหาเสียง คือการลดเวลาทำงานต่อสัปดาห์ให้เหลือเพียง 4.5 วัน

พรรคประชาธิปไตยให้คำมั่นว่าจะค่อยๆ เพิ่มงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนา และลงทุนอย่างหนักในด้านปัญญาประดิษฐ์ หากนายอีได้รับชัยชนะ โดยเริ่มจากงบประมาณพิเศษของปีนี้ พรรคยังวางแผนที่จะทำให้การป้องกันประเทศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มอบคูปองเพื่อช่วยเหลือธุรกิจในท้องถิ่น และเสริมสร้างซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศ โดยเพิ่มการสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์

ส่วนด้านนโยบายต่างประเทศ นายอีจะดำเนินตามกลยุทธ์ใหม่ในเอเชียและร่วมมือกับ “กลุ่มประเทศใต้ของโลก” และเสริมสร้างความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในด้านการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การป้องกันประเทศ และโครงสร้างพื้นฐาน เขาจะพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือในขณะที่ยังคงเป้าหมายในการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี และการโอนการควบคุมการปฏิบัติการในช่วงสงครามจากสหรัฐฯ

พรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีใต้ยังกล่าวว่าจะดูแลการฟื้นฟูประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ ภายหลังวิกฤตทางการเมืองที่เกิดจากการประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอลในเดือนธันวาคม พรรคยังเตรียมที่จะควบคุมสิทธิของประธานาธิบดีในการประกาศกฎอัยการศึกอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น พรรคยังให้คำมั่นว่าจะปฏิรูประบบกฎหมายเพราะถือว่าอัยการมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีเป้าหมายที่จะแยกการสอบสวนและการดำเนินคดีออกจากกัน

ตามเอกสารนโยบายการรณรงค์ของพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีใต้ นายอียังวางแผนที่จะประกาศลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ ให้เหลือ 4 วันครึ่ง ขณะที่ชาวเกาหลีใต้ทำงานนานที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี โดยมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนชั่วโมงการทำงานให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดี 

ส่วนความพยายามในการเพิ่มอัตราการเกิดที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ของประเทศ นายอีวางแผนที่จะเสนอการหักลดหย่อนภาษีเงินได้แก่ผู้ปกครองตามสัดส่วนของจำนวนบุตรที่พวกเขามี และเพิ่มอุปทานของที่อยู่อาศัยให้เช่าของรัฐสำหรับคู่แต่งงานใหม่ และเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรสูงอายุ นายลีจะพยายามเพิ่มบริการพยาบาลและสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ

นอกจากนั้น นายอียังกล่าวว่าเกาหลีใต้จะเร่งผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนและปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปี 2040.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ครอบครัวเหยื่อโศกนาฏกรรมเครื่องบินเจจูแอร์ ยื่นฟ้องซีอีโอสายการบิน

ครอบครัวเหยื่อโศกนาฏกรรมเครื่องบินเจจูแอร์ ยื่นฟ้องซีอีโอสายการบิน

14 พ.ค. 2568 14:10 น.

ครอบครัวเหยื่อโศกนาฏกรรมเครื่องบินเจจูแอร์ ยื่นฟ้องซีอีโอสายการบิน

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินของสายการบินเจจูแอร์ ที่ไถลออกนอกรันเวย์และชนเข้ากับเนินคอนกรีตจนเกิดระเบิดเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2024 ได้ยื่นฟ้องอาญาต่อบุคคล 15 ราย รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้และซีอีโอของสายการบิน ในข้อหาละเลยต่อหน้าที่

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินของสายการบินเจจูแอร์ ที่ไถลออกนอกรันเวย์และชนเข้ากับเนินคอนกรีตจนระเบิดเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2024 ได้ยื่นฟ้องอาญาต่อบุคคล 15 ราย รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้และซีอีโอของสายการบิน ในข้อหาละเลยต่อหน้าที่

ญาติผู้เสียชีวิต 72 รายเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 179 ราย จากผู้ที่อยู่บนเครื่อง 181 ราย ทำให้เป็นอุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งร้ายแรงที่สุดบนแผ่นดินเกาหลีใต้

พวกเขาอ้างว่าเหตุการณ์เครื่องบินตกครั้งนี้ “ไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุธรรมดา” แต่เป็น “ภัยพิบัติทางแพ่งครั้งใหญ่ที่เกิดจากการจัดการความเสี่ยงที่ป้องกันได้โดยไม่ระมัดระวัง”

เกือบห้าเดือนผ่านไป เจ้าหน้าที่ยังคงศึกษาสาเหตุที่อาจทำให้เครื่องบินลงจอดกะทันหันที่สนามบินนานาชาติมูอัน และชนเข้ากับเนินคอนกรีตจนเกิดระเบิดเป็นลูกไฟ ตำรวจได้เปิดการสอบสวนทางอาญาแล้วก่อนที่จะมีการร้องเรียนล่าสุดนี้ และห้ามนายคิม อีแบ ซีอีโอของสายการบินเชจูแอร์ เดินทางออกนอกประเทศ แต่ยังไม่มีใครถูกตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ญาติของเหยื่อคนหนึ่งชื่อคิม ดา-ฮเย ประณามการสอบสวนที่ “ไม่มีความคืบหน้า” “พวกเราโกรธและสิ้นหวังอย่างมาก หลังจากที่ได้ยื่นฟ้องอาญาอย่างไม่ธรรมดาเช่นนี้ เราจะไม่ยอมแพ้และจะแสวงหาความจริงต่อไป” นายคิมกล่าวในแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน

ในบรรดา 15 คนที่ระบุชื่อในคำฟ้อง มีเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่สายการบิน และเจ้าหน้าที่สนามบินที่รับผิดชอบการก่อสร้าง การควบคุมดูแล การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก และการควบคุมนก

คำฟ้องที่ยื่นเมื่อวันอังคาร (13 พ.ค.) ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของอุบัติเหตุ รวมทั้งการควบคุมการจราจรทางอากาศตอบสนองอย่างเหมาะสมหรือไม่ และการเสริมเนินคอนกรีตที่ปลายรันเวย์ละเมิดกฎระเบียบหรือไม่

เครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ขึ้นบินจากกรุงเทพฯ เมื่อเช้าวันที่ 29 ธันวาคม และกำลังบินไปยังท่าอากาศยานมูอัน ประเทศเกาหลีใต้ ห้านาทีหลังจากนักบินติดต่อกับสนามบินนานาชาติมูอัน พวกเขารายงานว่าชนนกและแจ้งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

นักบินพยายามลงจอดจากทิศทางตรงข้าม ระหว่างนั้นเครื่องบินก็ลงจอดโดยไม่ได้ดึงล้อลงจอด ต่อมาเครื่องบินก็วิ่งไถลออกนอกรันเวย์ ก่อนจะพุ่งชนโครงสร้างคอนกรีตและเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง

เมื่อต้นปีนี้ เจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่าพบขนนกในเครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องของเครื่องบิน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่านกชนเครื่องบินเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าวหรือไม่

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ครอบครัวผู้สูญเสียหลายครอบครัวก็ตกเป็นเป้าของข่าวลือและเรื่องตลกร้ายทางออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการบอกเป็นนัยว่าครอบครัวรู้สึก “ตื่นเต้น” ที่ได้รับเงินชดเชยจากทางการ หรือว่าพวกเขาเป็น “เหยื่อปลอม” จนถึงเดือนมีนาคมปีนี้ มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 8 รายจากการโพสต์ข้อความดูหมิ่นและใส่ร้ายดังกล่าวทางออนไลน์.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

“โฮเซ มูฮิกา” ประธานาธิบดียากจนที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ววัย 89 ปี

"โฮเซ มูฮิกา"  ประธานาธิบดียากจนที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ววัย 89 ปี

14 พ.ค. 2568 12:51 น.

“โฮเซ มูฮิกา” ประธานาธิบดียากจนที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ววัย 89 ปี

อดีตประธานาธิบดีอุรุกวัย โฮเซ มูฮิกา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เปเป” เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 89 ปี

อดีตประธานาธิบดีอุรุกวัย โฮเซ มูฮิกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เปเป” เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 89 ปี อดีตนักรบกองโจรที่ก้าวขึ้นมาปกครองอุรุกวัยตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2015 เป็นที่รู้จักในฐานะ “ประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก” เนื่องมาจากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของเขา

ประธานาธิบดียามานดู ออร์ซี ผู้นำอุรุกวัยคนปัจจุบัน  ได้ประกาศข่าวการเสียชีวิตของอดีตประธานาธิบดีผ่านทาง X โดยเขียนว่า “ขอขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่มอบให้เรา และสำหรับความรักอันลึกซึ้งที่คุณมีต่อประชาชนของคุณ” สาเหตุการเสียชีวิตของนักการเมืองผู้นี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร

เนื่องจากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของเขาในฐานะประธานาธิบดี การวิพากษ์วิจารณ์การบริโภคนิยม และการปฏิรูปสังคมที่เขาผลักดัน ซึ่งทำให้อุรุกวัยกลายเป็นประเทศแรกที่ทำให้การใช้กัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจเป็นเรื่องถูกกฎหมาย มูฮิกาจึงกลายเป็นบุคคลทางการเมืองที่มีชื่อเสียงในละตินอเมริกาและทั่วโลก

ความนิยมของเขาทั่วโลกถือเป็นเรื่องแปลกสำหรับประธานาธิบดีของอุรุกวัย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 3.4 ล้านคน โดยมรดกของเขาได้สร้างความขัดแย้งในระดับหนึ่งด้วย แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามูฮิกาเป็นคนนอกชนชั้นทางการเมือง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

เขาบอกว่าความหลงใหลในทางการเมือง รวมไปถึงหนังสือ และการทำไร่นา ถ่ายทอดมาจากแม่ของเขา ซึ่งเลี้ยงดูเขามาในบ้านชนชั้นกลางในกรุงมอนเตวิเดโอ เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม มูฮิกาเป็นสมาชิกของพรรคชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองดั้งเดิมของอุรุกวัย ซึ่งต่อมากลายเป็นฝ่ายค้านฝ่ายกลาง-ขวาต่อรัฐบาลของเขา

ในช่วงทศวรรษ 1960 เขาช่วยจัดตั้งขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติตูปามาโรส (MLN-T) ซึ่งเป็นกลุ่มกองโจรในเมืองฝ่ายซ้ายที่ก่อเหตุโจมตี ลักพาตัว และสังหาร แม้ว่าเขาจะยืนกรานเสมอมาว่าไม่ได้ก่อเหตุสังหารใดๆ ก็ตาม และจากอิทธิพลของการปฏิวัติคิวบาและสังคมนิยมระหว่างประเทศ MLN-T จึงได้เริ่มปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลอุรุกวัยอย่างลับๆ ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย แม้ว่าฝ่ายซ้ายจะกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้เผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

ในช่วงเวลาดังกล่าว มูฮิกาถูกจับกุมสี่ครั้ง ในครั้งหนึ่งเมื่อปี 1970 เขาถูกยิง 6 ครั้งและเกือบเสียชีวิต เขาหลบหนีออกจากคุกได้สองครั้ง ครั้งหนึ่งต้องหลบหนีผ่านอุโมงค์พร้อมกับนักโทษ MLN-T อีก 105 คน ซึ่งถือเป็นการหลบหนีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์คุกของอุรุกวัย

เมื่อกองทัพอุรุกวัยก่อรัฐประหารในปี 1973 พวกเขาได้รวมเขาไว้ในกลุ่ม “ตัวประกันเก้าคน” ซึ่งพวกเขาขู่ว่าจะฆ่าหากกองโจรยังคงโจมตีต่อไป
ในช่วง 14 ปีกว่าที่เขาถูกคุมขังระหว่างปี 1970 และ 1980 เขาถูกทรมานและใช้เวลาส่วนใหญ่ในสภาพที่เลวร้ายและโดดเดี่ยว จนกระทั่งเขาได้รับการปล่อยตัวในปี 1985 เมื่ออุรุกวัยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย

ไม่กี่ปีหลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัว เขาทำหน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภาทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สภาล่างและสภาสูงของประเทศตามลำดับ ในปี 2005 เขาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดแรกของนายเฟรนเต แอมพลิโอ ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายของอุรุกวัย ก่อนที่จะได้เป็นประธานาธิบดีของอุรุกวัยในปี 2010 ในขณะที่เขามีอายุ 74 ปี

การได้รับเลือกของเขาถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นมีอิทธิพลอย่างมาก มูฮิกาได้เป็นผู้นำร่วมกับประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายคนอื่นๆ เช่น นายหลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล และนายอูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา

ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง ท่ามกลางบริบทระหว่างประเทศที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย เศรษฐกิจของอุรุกวัยเติบโตในอัตราเฉลี่ยต่อปีที่ 5.4% ความยากจนลดลง และอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ อุรุกวัยยังได้รับความสนใจจากทั่วโลกในกฎหมายสังคมที่ผ่านโดยรัฐสภาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น กฎหมายการทำแท้ง การรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกัน และกฎหมายของรัฐที่ควบคุมตลาดกัญชา

ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง มูฮิกาปฏิเสธที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพักประธานาธิบดี เช่นเดียวกับที่ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกมักจะทำ แต่เขายังคงอยู่กับภรรยาของเขา ซึ่งเป็นนักการเมืองและอดีตนักรบกองโจร ลูเซีย โทโปลันสกี ในบ้านหลังเล็กๆ ของพวกเขาที่ชานกรุงมอนเตวิเดโอ โดยไม่มีคนรับใช้ในบ้านและแทบไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

นอกจากนั้น เขามักแต่งตัวสบายๆ และมักขับรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลสีฟ้าอ่อนปี 1987 ของเขา และมักจะสละเงินเดือนส่วนใหญ่ของเขาไป ทำให้สื่อบางสำนักเรียกเขาว่า “ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก” แต่มูฮิกาปฏิเสธตำแหน่งดังกล่าวมาโดยตลอด “พวกเขาบอกว่าผมเป็นประธานาธิบดีที่จนที่สุด ไม่ใช่เลย” เขาบอกกับผมในการสัมภาษณ์ที่บ้านของเขาเมื่อปี 2012 “คนที่ต้องการมากขึ้นนั้นเป็นคนจน เพราะพวกเขาอยู่ในวงจรการแข่งขันที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

แม้ว่ามูฮิกาจะเข้มงวดเรื่องมาตรการรัดเข็มขัด แต่รัฐบาลของเขาก็เพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ขาดดุลงบประมาณกว้างขึ้น และทำให้ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเขาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย มูฮิกายังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการศึกษาของอุรุกวัยที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่เคยสัญญาไว้ว่าการศึกษาจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารของเขา

เมื่อสิ้นสุดการบริหาร มูฮิกาได้รับความนิยมในประเทศสูงเกือบ 70% และได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิก แต่เขาใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเดินทางรอบโลกหลังจากลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

มูฮิกาเกษียณจากการเมืองในปี 2020 แม้ว่าเขาจะยังคงเป็นบุคคลสำคัญในอุรุกวัยก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว มูฮิกาประกาศว่าเขาเป็นมะเร็ง และมีการกล่าวถึงอายุของเขาและความใกล้ชิดกับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น แต่เขามักจะยอมรับผลสุดท้ายว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีดราม่า

ในการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายที่เขาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เขากล่าวว่า “คนเรารู้ว่าความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางทีมันอาจเป็นเหมือนเกลือแห่งชีวิต”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ศาลลดโทษ “พี่น้องเมเนนเดซ” คดีดังฆาตกรรมพ่อแม่

ศาลลดโทษ "พี่น้องเมเนนเดซ" คดีดังฆาตกรรมพ่อแม่

14 พ.ค. 2568 12:25 น.

ศาลลดโทษ “พี่น้องเมเนนเดซ” คดีดังฆาตกรรมพ่อแม่

ผู้พิพากษาในลอสแองเจลิสได้ลดโทษของนายเอริก และไลล์ เมนเดนเดซ ซึ่งต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆาตกรรมพ่อแม่ของพวกเขาในคฤหาสน์แห่งหนึ่งในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์ คดีอื้อฉาวเมื่อปี 1989 ทำให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการพักการลงโทษ

ผู้พิพากษาในลอสแองเจลิสได้ลดโทษของนายเอริก และไลล์ เมนเดนเดซ ซึ่งต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆาตกรรมพ่อแม่ของพวกเขาในคฤหาสน์แห่งหนึ่งในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์ คดีอื้อฉาวเมื่อปี 1989 ทำให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการพักการลงโทษ

ผู้พิพากษาไมเคิล เจซิก ได้ตัดสินจำคุกพี่น้องคู่นี้ใหม่เป็นจำคุก 50 ปีตลอดชีวิต คณะกรรมการพิจารณาคดีพักโทษของรัฐจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการปล่อยตัวพวกเขาในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะมีการไต่สวนคดีในเดือนหน้า

อัยการเขตได้โต้แย้งอย่างรุนแรงต่อโทษที่ลดลง โดยกล่าวว่าพี่น้องคู่นี้ไม่ได้รับการฟื้นฟูสุขภาพจิต สองพี่น้องเมนเดนเดซอ้างว่าพวกเขาฆ่านางคิตตี้ และนายโฮเซ่ เมนเดนเดซ เพื่อป้องกันตัวหลังจากถูกล่วงละเมิดทางเพศมาหลายปี โดยคดีนี้ซึ่งถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือและสารคดีทางเน็ตฟลิกซ์ ยังคงสร้างความแตกแยกให้กับชาวอเมริกันจำนวนมาก

หลังจากที่ผู้พิพากษาตกลงที่จะลดโทษทั้งสอง พี่น้องคู่นี้ก็ออกแถลงการณ์ที่สะเทือนอารมณ์ต่อศาล พวกเขาได้เล่ารายละเอียดอันน่าสยดสยองของการฆาตกรรมอันโหดร้ายและการตัดสินใจบรรจุกระสุนปืนลูกซองและยิงพ่อแม่ของตนในระยะเผาขนในห้องนั่งเล่นของบ้าน พี่น้องทั้งสองคนอายุ 18 และ 21 ปีในขณะนั้น

“ผมต้องหยุดเห็นแก่ตัวและขาดความเป็นผู้ใหญ่เพื่อที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าพ่อแม่ของผมต้องผ่านอะไรมาบ้างในช่วงเวลาสุดท้าย” เอริก เมนเดนเดซ ในวัย 54 ปี กล่าวกับศาล เขาบรรยายถึง “ความตกใจ สับสน และถูกทรยศ” ที่พ่อแม่ต้องรู้สึกเมื่อเห็นลูกชายถือปืนและเปิดฉากยิง

ทั้งคู่ขอโทษสำหรับการกระทำของตนเองและพูดถึงความหวังที่จะทำงานร่วมกับเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ และช่วยเหลือผู้ต้องขังหากพวกเขาได้รับโอกาสครั้งที่สองนอกเรือนจำ

ขณะที่เสียงของนายไลล์ เมนเดนเดซ วัย 57 ปี สั่นเครือขณะที่เขาพูดถึงผลกระทบของการกระทำที่ “ไม่อาจเข้าใจได้” ของเขาที่มีต่อญาติพี่น้องของพวกเขา “ผมโกหกคุณและบังคับให้คุณตกเป็นจุดสนใจของความอับอายต่อหน้าธารกำนัล”

นายนาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอสแองเจลิส กล่าวว่าการตัดสินใจตัดสินจำคุกทั้งคู่ถือเป็นเรื่อง “สำคัญ” และ “ส่งผลกระทบอย่างมากต่อครอบครัวที่เกี่ยวข้อง”

การพิจารณาคดีส่วนใหญ่เน้นไปที่สิ่งที่พี่น้องคู่นี้ทำในเรือนจำมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ทำงานร่วมกับพวกเขาในเรือนจำให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาที่พวกเขาเรียนจบและโปรแกรมที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาชีวิตของผู้ต้องขัง รวมถึงโครงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย

ผู้พิพากษาเจซิกกล่าวว่าการทำงานของพี่น้องคู่นี้ขณะอยู่ในเรือนจำนั้น “น่าทึ่ง” แต่สังเกตว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บนที่พวกเขาได้รับในปี 1996 นั้นถือว่าสมเหตุสมผลในเวลานั้น เขากล่าวว่าภายใต้แนวทางปฏิบัติ พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการตัดสินโทษใหม่ เป็นการจำคุก 50 ปี ขณะที่พี่น้องคู่นี้ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 1990

ขั้นตอนต่อไปสำหรับพี่น้องคู่นี้คือคณะกรรมการพิจารณาคดีของรัฐแคลิฟอร์เนีย คณะกรรมการได้ตรวจสอบพี่น้องคู่นี้แล้ว หลังจากการร้องขอของนายแกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยผู้ว่าการรัฐกำลังพิจารณาคำร้องขอการอภัยโทษจากพี่น้องคู่นี้แยกกัน ซึ่งอาจเป็นการลดโทษหรือการอภัยโทษ หากได้รับการอนุมัติ

การประเมินความเสี่ยงของพี่น้องคู่นี้เสร็จสิ้นแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของคำร้องขอการอภัยโทษ อัยการเขตกล่าวว่าการประเมินดังกล่าวบ่งชี้ว่า “มีความเสี่ยงปานกลางต่อความรุนแรง” อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายงานฉบับเต็ม

นายนิวซัมขอให้คณะกรรมการพิจารณาคดีดำเนินการประเมินความเสี่ยง ซึ่งได้มีการร่างขึ้นแล้ว โดยจะตรวจสอบว่าพี่น้องคู่นี้จะเป็นความเสี่ยงต่อสาธารณชนทั่วไปหรือไม่ หากได้รับการปล่อยตัว

คณะกรรมการพิจารณาคดีของรัฐจะจัดการไต่สวนแยกกันในวันที่ 13 มิถุนายนสำหรับพี่น้องคู่นี้ ยังไม่ชัดเจนว่าการพิจารณาคดีครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้น หรืออาจมีการพิจารณาคดีหลายครั้งเพื่อคัดกรองการปล่อยตัวพวกเขา.

ที่มา  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

รมว.คลังสหรัฐฯ เผยเจรจากับเอเชียคืบหน้า มีกล่าวถึงไทย

รมว.คลังสหรัฐฯ เผยเจรจากับเอเชียคืบหน้า มีกล่าวถึงไทย

14 พ.ค. 2568 11:55 น.

รมว.คลังสหรัฐฯ เผยเจรจากับเอเชียคืบหน้า มีกล่าวถึงไทย

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยถึงความคืบหน้าที่น่าพอใจในการเจรจาการค้ากับประเทศในเอเชียหลายประเทศ โดยมีการกล่าวถึงประเทศไทย

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยถึงความคืบหน้าที่น่าพอใจในการเจรจาการค้ากับประเทศในเอเชียหลายประเทศ โดยมีการกล่าวถึงประเทศไทย

เบสเซนต์กล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวในการประชุมด้านการลงทุนซาอุดีอาระเบีย-สหรัฐฯ ที่กรุงริยาด โดยได้กล่าวถึงการเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ในเอเชีย เขากล่าวว่า “ผมมุ่งเน้นไปที่ข้อตกลงในเอเชีย ซึ่งจีนเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดอย่างเห็นได้ชัด เรามีการหารือที่มีประสิทธิผลมากกับญี่ปุ่น” เขากล่าวต่อว่าอินโดนีเซีย “พร้อมมาก” และตั้งข้อสังเกตว่าไต้หวันได้เสนอข้อเสนอ “ที่ดีมาก” รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน “ดังนั้น ในด้านของผม ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี” 

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และจีนประกาศข้อตกลงที่จะลดภาษีชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน ภายหลังการเจรจาที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้ข้อตกลงนี้ ภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนจะลดลงเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่ 145 เปอร์เซ็นต์ เริ่มตั้งแต่วันพุธ ขณะที่ภาษีของจีนต่อสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ จะลดลงเหลือ 10 เปอร์เซ็นต์จาก 125 เปอร์เซ็นต์

เบสเซนท์กล่าวว่าระหว่างการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน ได้สร้าง “กลไกเจนีวา” ขึ้นเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดระหว่างสองมหาอำนาจ “ดังนั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือ หลังจากสุดสัปดาห์นี้ เรามีกลไกที่จะหลีกเลี่ยงการเพิ่มระดับความรุนแรงเหมือนที่เคยมีมาก่อน”

เขายังเน้นย้ำด้วยว่าสหรัฐฯ ต้องการการแยกตัวจากจีนใน “อุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์” “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า เราไม่ต้องการการแยกตัวโดยทั่วไประหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

“สิ่งที่เราต้องการคือสหรัฐฯ จะแยกตัวในอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเราเห็นระหว่างโควิด-19 ว่าเราไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นยา เซมิคอนดักเตอร์ หรือพื้นที่เชิงกลยุทธ์อื่นๆ ดังนั้น สหรัฐฯ จะนำอุตสาหกรรมเหล่านั้นกลับประเทศ”

ในการทำงานร่วมกับสหภาพยุโรป เบสเซนต์ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เขาเรียกว่าปัญหา “การดำเนินการร่วมกัน” ในยุโรป “ผมคิดว่าสหรัฐฯ และยุโรปอาจจะช้าลงเล็กน้อย ความเชื่อส่วนตัวของผมคือยุโรปอาจมีปัญหาการดำเนินการร่วมกัน”

“ชาวอิตาเลียนต้องการสิ่งที่แตกต่างจากชาวฝรั่งเศส แต่ผมแน่ใจว่าในที่สุดแล้ว เราจะได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ”.

ที่มา The Korea Times

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สาหร่ายเป็นพิษคร่าชีวิตสัตว์ทะเลกว่า 200 ชนิดในออสเตรเลีย

สาหร่ายเป็นพิษคร่าชีวิตสัตว์ทะเลกว่า 200 ชนิดในออสเตรเลีย

14 พ.ค. 2568 10:00 น.

สาหร่ายเป็นพิษคร่าชีวิตสัตว์ทะเลกว่า 200 ชนิดในออสเตรเลีย

เกิดเหตุการณ์สาหร่ายพิษระบาดในระดับรุนแรงนอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ส่งผลให้สัตว์ทะเลมากกว่า 200 สายพันธุ์ ตายลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นักอนุรักษ์เปรียบเทียบสถานการณ์ว่า เหมือนหนังสยองขวัญสำหรับปลา

ปรากฏการณ์สาหร่ายเป็นพิษหรือการเพิ่มจำนวนของสาหร่ายในระบบนิเวศน้ำอย่างรวดเร็ว ได้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม และยังคงลุกลามจนมีขนาดกว่า 4,500 ตารางกิโลเมตร โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สาหร่ายชนิดนี้ปล่อยสารพิษที่ทำงานเหมือนผ้าห่มพิษที่ห่อหุ้มจนสัตว์ทะเลหายใจไม่ออก ซึ่งส่งผลต่อสัตว์น้ำหลากหลายชนิด เช่น ปลา กระเบน และฉลาม จนทำให้สัตว์ทะเลล้มตายจำนวนมาก

ดร.วาเนสซา พิโรตตา นักวิทยาศาสตร์ด้านสัตว์ป่า กล่าวว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะสาหร่ายยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

แบรด มาร์ติน ผู้จัดการโครงการประจำรัฐขององค์กรไม่แสวงหากำไร OzFish ซึ่งทำงานด้านการอนุรักษ์แหล่งประมง กล่าวว่า แม้การเกิด Algal Bloom หรือสาหร่ายเป็นพิษจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การขยายวงที่ใหญ่ผิดปกติในครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า สารพิษจากสาหร่ายสามารถทำลายเหงือกและเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดง และความหนาแน่นของสาหร่ายก็ยังทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างมาก จนทำให้ปลาขาดอากาศหายใจ เรื่องนี้จึงเหมือนหนังสยองขวัญสำหรับปลา

มีประชาชนที่ส่งภาพสัตว์ทะเลตายเกยฝั่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฉลามและกระเบนที่ลอยขึ้นชายหาดในสภาพสีแดงสด บ่งชี้ว่ามีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง โดยหนึ่งในนั้นคือฉลามขาวขนาด 3 เมตรที่พบตายเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ในบรรดาสัตว์ทะเลกว่า 200 ชนิดที่ได้รับผลกระทบ บางชนิดได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เช่น ปูและปลาปักเป้า ซึ่งมักอาศัยอยู่ตามแนวปะการังและเคลื่อนไหวได้น้อย จึงหนีสาหร่ายพิษไม่ทัน

แม้สาหร่ายนี้จะไม่ก่ออันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์ แต่การสัมผัสในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอหรือหายใจติดขัด รัฐบาลเซาท์ออสเตรเลีย จึงได้ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในบริเวณที่มีน้ำเปลี่ยนสีหรือมีฟอง

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากสภาพอากาศร้อนและแดดจัด โดยพื้นที่ทางทะเลของรัฐเซาท์ออสเตรเลียมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 2.5 องศาเซลเซียส ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว และสภาพอากาศที่ร้อนผิดฤดูกาลตั้งแต่เดือนมีนาคมก็ยิ่งกระตุ้นให้การระบาดของสาหร่ายขยายตัวมากขึ้น

การระบาดครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อการประมงเชิงพาณิชย์บางพื้นที่ซึ่งต้องสั่งปิดล่วงหน้า รวมถึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชายฝั่งลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากสัตว์ทะเลจำนวนมากตายเกยชายหาด

ขณะนี้นักวิจัยและหน่วยงานของรัฐยังคงเฝ้าติดตามการเคลื่อนตัวของสาหร่ายซึ่งกำลังเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกต่อไป โดยเหตุการณ์สาหร่ายพิษครั้งใหญ่ในรัฐเซาท์ออสเตรเลียครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2014 ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย