ลูกสาวซีอีโอคริปโตฯ ถูกแก๊งไอ้โม่งบุกฉุดกลางปารีส สู้ยิบตารอดหวุดหวิด (คลิป)

ลูกสาวซีอีโอคริปโตฯ ถูกแก๊งไอ้โม่งบุกฉุดกลางปารีส สู้ยิบตารอดหวุดหวิด (คลิป)

14 พ.ค. 2568 08:44 น.

ลูกสาวซีอีโอคริปโตฯ ถูกแก๊งไอ้โม่งบุกฉุดกลางปารีส สู้ยิบตารอดหวุดหวิด (คลิป)

เกิดเหตุกลุ่มชายฉกรรจ์ พยายามลักพาตัวลูกสาวของผู้บริหารแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล บนถนนกลางกรุงปารีสกลางวันแสก ๆ ก่อนที่เธอจะต่อสู้ขัดขืนคนร้ายจนสามารถหลบหนีมาได้อย่างหวุดหวิด

เหตุลักพาตัวที่พุ่งเป้าเศรษฐีคริปโตฯ ในฝรั่งเศสยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดลูกสาวของผู้บริหารแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ตกเป็นเป้าหมาย โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณเขตที่ 11 ทางตะวันออกของกรุงปารีส และมีพลเมืองที่เห็นเหตุการณ์สามารถบันทึกคลิปเอาไว้ได้ โดยจากคลิปจะเห็นชายสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า 3 คน กระโจนลงจากรถตู้สีขาวและพยายามฉุดกระชากเธอไปขึ้นรถตู้ 

สื่อท้องถิ่นระบุว่า หญิงผู้เคราะห์ร้ายเป็นลูกสาวของผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ “Paymium” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทคริปโตฯ ชื่อดังของฝรั่งเศส

ระหว่างเหตุชุลมุนสามีของหญิงคนดังกล่าวพยายามเข้าปกป้องเธอไว้แต่ถูกทำร้ายซ้ำที่ศีรษะ ทั้งคู่พยายามตะโกนขอความช่วยเหลือ โดยจังหวะหนึ่งหญิงผู้เคราะห์ร้ายสามารถคว้าอาวุธปืนจากคนร้ายแล้วขว้างทิ้งกลางถนน ซึ่งภายหลังตำรวจระบุว่าเป็นเพียงปืนลม

แม้ในตอนแรกผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงยังลังเลที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แต่เมื่อเริ่มมีพลเมืองดีเข้ามา แก๊งคนร้ายจึงล่าถอยขึ้นรถหลบหนีไป โดยมีชายคนหนึ่งปาเครื่องดับเพลิงใส่รถขณะกำลังเร่งเครื่องหนีออกจากที่เกิดเหตุ

ตำรวจกรุงปารีสระบุว่า หน่วยสอบสวนคดีปล้นสะดมด้วยอาวุธจะรับผิดชอบคดีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายกรณีที่พุ่งเป้าหมายไปยังบุคคลในวงการคริปโตฯ หรือญาติใกล้ชิด

ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว พ่อของเศรษฐีคริปโตฯ รายหนึ่งก็เพิ่งถูกลักพาตัวขณะเดินเล่นกับสุนัข และถูกจับเรียกค่าไถ่ โดยคนร้ายถึงขั้นตัดนิ้วเหยื่อไปหนึ่งนิ้วก่อนที่ตำรวจจะช่วยไว้ได้

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นาย David Balland ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกระเป๋าเงินคริปโต “Ledger” ก็เคยถูกลักพาตัวพร้อมภรรยาถึงในบ้านพัก โดยเหยื่อถูกช่วยเหลือจากบ้านหลังหนึ่งทางตอนใต้ของปารีส ขณะมีสภาพร่างกายบาดเจ็บและนิ้วขาดหนึ่งนิ้ว

เหตุการณ์ล่าสุดนี้ตอกย้ำถึงความรุนแรงและเป้าหมายใหม่ของอาชญากรรมในยุคดิจิทัล ซึ่งกำลังพุ่งเป้าไปที่นักลงทุนและบุคคลสำคัญในวงการคริปโตฯ อย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คริปโต

อิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนโรงพยาบาลในกาซา ดับแล้ว 28 ศพ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนโรงพยาบาลในกาซา ดับแล้ว 28 ศพ

14 พ.ค. 2568 06:36 น.

อิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนโรงพยาบาลในกาซา ดับแล้ว 28 ศพ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่โรงพยาบาลในกาซา อ้างกลุ่มฮามาสใช้เป็นศูนย์บัญชาการ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินรบของอิสราเอลหลายลำ ทิ้งระเบิด 6 ลูกใส่โรงพยาบาลยุโรปในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เมื่อวันอังคารที่ 13 พ.ค. 2568 โดยระเบิดตกทั้งลานภายในเขตอาคาร และพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 28 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างแม่นยำใส่ผู้ก่อการร้ายในศูนย์ควบคุมและบัญชาการ ซึ่งอิสราเอลอ้างว่า ตั้งอยู่ใต้โรงพยาบาลแห่งนี้ ขณะที่สื่อท้องถิ่นของอิสราเอลรายงานว่า เป้าหมายของการโจมตีครั้งนี้คือนาย โมฮัมเหม็ด ซินวาร์ น้องชายของนาย ยาห์ยา ซินวาร์ อดีตผู้นำกลุ่มฮามาสผู้ล่วงลับ

การโจมตีที่โรงพยาบาลยุโรปส่งผลให้เกิดหลุมลึกหลายจุดภายในพื้นที่ของโรงพยาบาล ทำให้ยานพาหนะหลายคันตกลงไปในหลุม รวมถึงรถบัสขนาดใหญ่หนึ่งคัน นักข่าวอิสระซึ่งทำงานให้กับสำนักข่าว บีบีซี เป็นหนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งนี้ โดยเขามีอาการทรงตัวหลังได้รับการรักษาพยาบาล

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า โดรนของอิสราเอลยึดน่านฟ้าเหนือโรงพยาบาลอย่างหนาแน่น ทำให้ทีมช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้ นอกจากนั้นยังมีรายงานด้วยว่า โดรนทำร้ายเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือน 2 คน ที่พยายามจะเข้าใกล้โรงพยาบาลแห่งนี้

ดร.ทอม โพโตการ์ ศัลยแพทย์พลาสติกผู้นำงานให้กับ “Ideals” องค์กรการกุศลระหว่างประเทศ อยู่ในโรงพยาบาลตอนที่เกิดการโจมตีด้วย โดยเขาบอกกับ บีบีซี ว่า เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นดังต่อเนื่องกัน 6 ครั้ง ในการโจมตีที่ไม่มีการเตือนล่วงหน้า ทำให้เกิดความแตกตื่นอย่างสิ้นเชิง

ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บถูกส่งไปยังโรงพยาบาลนาสเซอร์ ในเมืองข่านยูนิส ซึ่งทีมแพทย์กำลังพยายามอย่างหนักในการรับมือผู้บาดเจ็บที่ถูกส่งเข้ามาจำนวนมาก

แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลนาสเซอร์เองก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร ขณะที่ช่างถ่ายภาพข่าวชื่อดังชาวปาเลสไตน์ชื่อว่า ฮัสซัน อาสลีห์ รักษาอาการบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งก่อนมานานเกือบ 1 เดือนแล้ว เสียชีวิต

กองทัพอิสราเอลกล่าวหานายอาสลีห์ว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และฮามาสยังคงใช้โรงพยาบาลเป็นฐานเพื่อทำกิจกรรมก่อการร้ายของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ติดคุกฟรี 38 ปี นักโทษอังกฤษพ้นผิดคดีฆาตกรรม หลังพบหลักฐานใหม่

ติดคุกฟรี 38 ปี นักโทษอังกฤษพ้นผิดคดีฆาตกรรม หลังพบหลักฐานใหม่

14 พ.ค. 2568 04:01 น.

ติดคุกฟรี 38 ปี นักโทษอังกฤษพ้นผิดคดีฆาตกรรม หลังพบหลักฐานใหม่

ชายชาวอังกฤษผู้ติดคุกมานานเกือบ 38 ปีแล้วในข้อหาฆาตกรรมหญิงคนหนึ่ง ได้รับการตัดสินให้พ้นผิดโดยศาลอุทธรณ์ หลังมีหลักฐานดีเอ็นเอใหม่ชี้ว่าคนร้ายเป็นคนอื่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายปีเตอร์ ซัลลิแวน ถูกจำคุกตั้งแต่ปี 2529 ในข้อหาฆาตกรรม น.ส.ไดแอน ซินดอลล์ ผู้ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงที่เมืองเบอร์เคนเฮด ในเมอร์ซีไซด์ เคาน์ตี ในขณะที่เธอกำลังเดินกลับบ้านหลังจากเลิกงาน

คณะกรรมการทบทวนคดีอาชญากรรม (CCRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานตามกฎหมายที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการยุติธรรม รื้อคดีของนายซัลลิแวนขึ้นมาใหม่และยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เมื่อปีก่อน หลังการตรวจสอบใหม่พบว่า ดีเอ็นเอจากตัวอย่างน้ำอสุจิจากที่เกิดเหตุซึ่งเจ้าหน้าที่เก็บเอาไว้ ชี้ไปยังคนร้ายคนอื่น

น.ส.คาแรน จอนดริลล์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน เปิดเผยว่า ผู้ชายมากกว่า 260 คน ถูกคัดกรองและตัดออกจากการสืบสวนซึ่งเริ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี 2566 และผลการตรวจชี้ว่า ดีเอ็นเอที่พบไม่ตรงกับนายซัลลิแวน, สมาชิกครอบครัวคนใดของไดแอน หรือคู่หมั้นของเธอในตอนนั้น

คำให้การในชั้นศาลระบุว่า ในตอนเกิดเหตุยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอสามารถตรวจสอบดีเอ็นเอจากน้ำอสุจิที่เก็บจากร่างเหยื่อได้ แต่เทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้

หลังศาลมีคำตัดสิน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข่าวให้นายซัลลิแวน ซึ่งถูกคุมขังอยู่ภายในทัณฑสถาน “เอชเอ็มพี เวคฟีลด์” (HMP Wakefield) ซึ่งภาพของนายซัลลิแวนที่ฉายผ่านวิดีโอลิงก์แสดงให้เห็นเหตุเขาร่ำไห้ และใช้มือปิดปาก

ในแถลงการณ์เผยแพร่โดยทนายความของเขาในเวลาต่อมา นายซัลลิแวนที่ตอนนี้อายุ 68 ปีแล้ว ระบุว่า เขาไม่รู้สึกโกรธ ไม่ได้รู้สึกขมขื่น “สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้นมันผิดมากๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (การฆาตกรรม) เป็นเรื่องเลวร้ายและเป็นการสูญเสียชีวิตอย่างน่าหวาดกลัวที่สุด” อย่างไรก็ตาม “ความจริงจะทำให้คุณเป็นอิสระ”

ด้าน คิม สมิธ น้องสาวของนายซัลลิแวนกล่าวหลังการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ว่า ไม่มีใครชนะเลยในคดีนี้ และเธอขอแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อครอบครัวซินดอลล์ด้วย “พวกเขาสูญเสียลูกสาว, พวกเขาจะไม่ได้เธอกลับมา แต่เราได้ปีเตอร์กลับมา และตอนนี้เราต้องพยายามและสร้างชีวิตโดยมีเขาอยู่ด้วยอีกครั้ง”

“เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่แรก” คิม สมิธ กล่าว

ตามรายงานของสำนักข่าว บีบีซี นายซัลลิแวนออกจากเรือนจำ เอชเอ็มพี เวคฟีลด์ แล้วในเวลา 14.15 น. วันอังคารที่ 13 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเขาติดคุกอยู่นาน 38 ปี 7 เดือน กับ 21 วันหลังจากเขาถูกจับกุม รวมเขาอยู่ในเรือนจำทั้งหมด 14,113 วัน

ทั้งนี้ น.ส.ซินดอลล์เป็นพนักงานขายดอกไม้ และทำงานพาร์ทไทม์ที่บาร์แห่งหนึ่ง เพื่อเก็บเงินสำหรับใช้จัดงานแต่งงาน โดยตำรวจเชื่อว่าในวันเกิดเหตุรถของเธอน้ำมันหมดขณะเดินทางกลับบ้านจากผับเวลลิงตัน ในเมืองเบบิงตัน (Bebington) ในช่วงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 2 ส.ค. 2529

เจ้าหน้าที่สืบสวนคาดว่า เธอพยายามเดินไปยังอู่ซ่อมรถที่เปิด 24 ชั่วโมงหรือจุดจอดรถประจำทางบนถนน โบโรห์ โร้ด (Borough Road) ในเมืองเบอร์เคนเฮด ก่อนที่เธอจะถูกจู่โจมและลากเข้าไปในตรอก โดยเธอถูกทุบตีซ้ำๆ ที่ศีรษะ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เธอเสียชีวิต

วันต่อมา มีผู้พบเสื้อผ้าของเธอถูกเผาอยู่ที่บิดสตัน ฮิลล์ (Bidston Hill) ส่วนนายซัลลิแวนตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลังจากมีพยานระบุว่า เห็นชายที่พวกเขาจำได้ว่าคือ “พีท” วิ่งออกมาจากพุ่มไม้ใกล้จุดที่เกิดไฟไหม้ดังกล่าว และระหว่างการสืบสวน นายซัลลิแวนให้การขัดแย้งกันเรื่องที่อยู่ของเขา และรับข้อเสนอสารภาพในชั้นศาล

แต่ทนายความของเขาพยายามโต้แย้งว่า นายซัลลิแวนมีปัญหาด้านการเรียนรู้ และถูกชักจูงได้ง่าย นอกจากนั้นเขายังถูกสอบปากคำโดยไม่มีทนายความอยู่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศแผนยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย หลังรัฐบาลอัสซาดล่มสลาย

ทรัมป์ประกาศแผนยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย หลังรัฐบาลอัสซาดล่มสลาย

14 พ.ค. 2568 02:30 น.

ทรัมป์ประกาศแผนยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย หลังรัฐบาลอัสซาดล่มสลาย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย หลังจากรัฐบาลอัสซาดล่มสลาย โดยระบุว่า ถึงเวลาที่ซีเรียจะเฉิดฉายแล้ว และเขาเตรียมพบกับผู้นำใหม่ของซีเรียในวันพุธนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียในวันอังคารที่ 13 พ.ค. 2568 ว่า เขาวางแผนจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียหลังจากรัฐบาลของนาย บาชาร์ อัล-อัสซาด ล่มสลาย โดยระบุว่าการทำเช่นนี้จะมอบโอกาสไปสู่ความยิ่งใหญ่ให้แก่ซีเรีย

นายทรัมป์ระบุว่า เขาตัดสินเรื่องการยกเลิกคว่ำบาตรซีเรียหลังจากได้หารือกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย รวมถึงนายเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี

“ซีเรีย พวกเขาเผชิญการดูถูก, สงคราม, การเข่นฆ่ามานานหลายปี นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของผมได้เริ่มก้าวแรกไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับปกติ ระหว่างสหรัฐฯ กับซีเรียเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ” นายทรัมป์กล่าว โดยย้ำว่า นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเขา จะพบรัฐมนตรีฝ่ายซีเรียที่ตุรกีในช่วงปลายสัปดาห์นี้

อนึ่ง รัฐบาลอัสซาดซึ่งปกครองซีเรียมานานหลายสิบปี ล่มสลายหลังจากกองกำลังฝ่ายต่อต้านดำเนินการโจมตีสายฟ้าแลบเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ทำให้นายอัสซาดต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลใหม่ของซีเรียคาดหวังว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะพิจารณายกเลิกการคว่ำบาตรต่อประเทศของพวกเขา

“การคว่ำบาตรนั้นรุนแรงและทำให้ทรุดโทรม และ ณ จุดหนึ่ง มันเป็นมาตรการที่สำคัญ แต่ในตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขา (ซีเรีย) จะเฉิดฉายแล้ว” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า “โชคดีซีเรีย แสดงให้เราเห็นอะไรที่พิเศษมากๆ ที”

ในเวลาต่อมา ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า นายทรัมป์กับนาย อาหมัด อัล-ชารา ประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย และอดีตผู้นำกลุ่มติดอาวุธผู้โค่นล้มรัฐบาลอัสซาด จะได้พบปะกันอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงริยาดของซาอุดีอาระเบียในวันพุธนี้ (14 พ.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ICAO ตัดสิน รัสเซียต้องรับผิดชอบ เหตุ MH17 โดนยิงตก ดับยกลำ 298 ศพ (คลิป)

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2858141

14 พ.ค. 2568 01:48 น.

ICAO ตัดสิน รัสเซียต้องรับผิดชอบ เหตุ MH17 โดนยิงตก ดับยกลำ 298 ศพ (คลิป)

องค์กรการบินระหว่างประเทศตัดสินว่า รัสเซียต้องรับผิดชอบ ที่เครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน MH17 ถูกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนยิงตกในภาคตะวันออกของยูเครนเมื่อ 11 ปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา สภาขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ขององค์การสหประชาชาติ มีคำตัดสินว่า รัสเซียต้องรับผิดชอบต่อเหตุเครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน MH17 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ถูกยิงตกในยูเครนจนผู้โดยสารและลูกเรือ 298 คนเสียชีวิตทั้งหมด เมื่อปี 2557

รัฐบาลของประเทศเนเธอร์แลนด์ กับออสเตรเลีย ซึ่งมีพลเรือนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 196 ศพ กับ 38 ศพตามลำดับ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ICAO เตรียมพิจารณาว่าจะให้มีการชดเชยอย่างไรภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ เที่ยวบิน MH17 ออกเดินทางจากกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2557 ก่อนที่เครื่องบินลำนี้จะถูกยิงตกในภาคตะวันออกของยูเครน ที่ในขณะนั้นกำลังมีการต่อสู้กันระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองกำลังติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนฝักฝ่ายรัสเซีย

ผลการสืบสวนหลังจากนั้นชี้ว่า MH17 ถูกยิงตกโดยมิสไซล์ของกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเชื่อกันว่าได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย แต่รัฐบาลเครมลินออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุยิง MH17 ตก ขณะที่สื่อรัสเซียรายงานในตอนแรกว่า กองกำลังแบ่งแยกดินแดนยิงเครื่องบินขนส่ง An-26 ของกองทัพยูเครนตก ก่อนจะเปลี่ยนไปโทษยูเครนว่ายิง MH17 ตก

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ผู้พิพากษาเนเธอร์แลนด์พิพากษาลับหลังจำเลย ให้ชายชาวรัสเซีย 2 คน กับชายชาวยูเครนอีก 1 คน มีความผิดข้อหาฆาตกรรมอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงเที่ยวบิน MH17 ตก ส่วนฝ่ายรัสเซียประณามคำตัดสินดังกล่าวว่าเป็นเรื่องน่าอดสู และยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ส่งตัวพลเมืองของตัวเองดำเนินคดีในต่างประเทศ

ในวันจันทร์ (12 พ.ค.) นายแคสเปอร์ เวลด์แคมป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ ระบุในแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจของ ICAO เป็นก้าวสำคัญไปสู่การพิสูจน์ความจริง, ลงโทษคนผิด และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตทุกคนในเที่ยวบิน MH17 และครอบครัวกับผู้เป็นที่รักของพวกเขา

ส่วนนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินออกแถลงการณ์ในวันอังคาร (13 พ.ค.) ปฏิเสธคำตัดสินของ ICAO และระบุว่านี่เป็นคำตัดสินที่มีอคติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าพัสดุขนาดเล็กจากจีน-ฮ่องกง จาก 120% เหลือ 54%

สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าพัสดุขนาดเล็กจากจีน-ฮ่องกง จาก 120% เหลือ 54%

13 พ.ค. 2568 23:45 น.

สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าพัสดุขนาดเล็กจากจีน-ฮ่องกง จาก 120% เหลือ 54%

สหรัฐฯ ประกาศลดการเก็บภาษีพัสดุขนาดเล็กที่นำเข้าจากจีนลงจาก 120% เหลือ 54% หลังจากทั้งสองประเทศทำข้อตกลงลดกำแพงภาษีระหว่างกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ ประกาศจะปรับลดการเก็บภาษีพัสดุขนาดเล็กมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,600 บาท) ที่นำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง ลงจาก 120% เหลือ 54% ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงลดกำแพงภาษีระหว่างกันลงเป็นเวลา 90 วัน

การลดภาษีดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. โดยสหรัฐฯ จะยังเก็บค่าธรรมเนียมจากพัสดุขนาดเล็กดังกล่าวที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐตามเดิม แต่การเพิ่มค่าธรรมเนียมเป็น 200 ดอลลาร์ ซึ่งมีกำหนดจะบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มิ.ย.นั้น จะถูกยกเลิก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของจีนอย่าง “ชีอิน” (Shein) กับ “ทีมู” (Temu) พึ่งพามาตรการของสหรัฐฯ ที่เรียกว่า “de minimis” ที่อนุญาตให้สินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถเข้าสู่ประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและแทบไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากศุลกากร

แต่ช่องทางดังกล่าวถูกรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ปิดไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากนายทรัมป์มองว่า มาตรการนี้มีช่องโหว่ ทำให้สินค้าราคาถูกจากจีนหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอเมริกัน และยังเป็นการบังหน้าให้กับการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด หรือสารตั้งต้นสำหรับผลิตยาเสพติดด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เยือนซาอุฯ ลงนามข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 4.72 ล้านล้านบาท

ทรัมป์เยือนซาอุฯ ลงนามข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 4.72 ล้านล้านบาท

13 พ.ค. 2568 23:05 น.

ทรัมป์เยือนซาอุฯ ลงนามข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 4.72 ล้านล้านบาท

โดนัลด์ ทรัมป์ เยือนซาอุดีอาระเบีย ได้พบมกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะลงนามข้อตกลงหลายฉบับ รวมถึงข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 4.72 ล้านล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มการเดินทางเยือนตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการแล้วในวันอังคารที่ 13 พ.ค. 2568 โดยไปเยือนซาอุดีอาระเบียเป็นแห่งแรก ซึ่งที่นั่น เขาได้เข้าพบเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่พระราชวังในกรุงริยาด และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับ

หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เรียกว่า เป็นข้อตกลงขายอาวุธฉบับมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีมูลค่าเกือบ 1.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.72 ล้านล้านบาท ซึ่งจะรวมถึงการขายยุทโธปกรณ์และบริการด้านการทหารที่มีความทันสมัยสูงสุดจากบริษัทสหรัฐฯ นับสิบแห่งให้แก่ซาอุดีอาระเบีย

ทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงขายอาวุธดังกล่าวครอบคลุม 5 หมวดหมู่ ได้แก่ ด้านกองทัพอากาศและขีดความสามารถทางอวกาศ, การป้องกันทางอากาศและมิสไซล์, ความมั่นคงการเดินทะเลและชายฝั่ง, ความมั่นคงชายแดนและการทำให้กองทัพบกทันสมัย และการพัฒนาระบบการสื่อสารและสารสนเทศ

แพ็กเกจยังรวมถึงการฝึกฝนและสนับสนุนอย่างกว้างขวางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่กองทัพซาอุดีอาระเบีย เช่น การปรับปรุงโรงเรียนฝึกทหารและบริการด้านการแพทย์ทหารของซาอุฯ ให้ดีขึ้น

ข้อตกลงขายอาวุธเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงหลากหลายฉบับ ที่ซาอุดีอาระเบียสัญญาจะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 19.9 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รอบสหรัฐฯ มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.65 แสนล้านบาท)

นอกจากนั้น บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของสหรัฐฯ จะลงทุนด้าน “ทรานส์ฟอร์มาทีฟ เทคโนโลยี” (Transformative Technology) หรือฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและเชื่อถือได้ ในประสบการณ์ทางจิตวิทยาของมนุษย์ มูลค่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.66 ล้านล้านบาท)

สหรัฐฯ สัญญาจะส่งออกเครื่องยนต์กังหันก๊าซและบริการด้านพลังงานมูลค่า 1.42 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.72 ล้านล้านบาท) และเครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 737-8 มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.59 แสนล้านบาท) และทั้งสองฝ่ายยังตกลงจะร่วมมือกันในด้านพลังงานและการทำเหมืองต่างๆ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“นิสสัน” เตรียมเลิกจ้าง พนง. เพิ่ม 11,000 คน ปิดโรงงาน 7 แห่ง

"นิสสัน" เตรียมเลิกจ้าง พนง. เพิ่ม 11,000 คน ปิดโรงงาน 7 แห่ง

13 พ.ค. 2568 16:46 น.

“นิสสัน” เตรียมเลิกจ้าง พนง. เพิ่ม 11,000 คน ปิดโรงงาน 7 แห่ง

นิสสัน ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เปิดเผยว่าจะเลิกจ้างพนักงานอีก 11,000 คนทั่วโลก และปิดโรงงาน 7 แห่ง เนื่องจากบริษัทกำลังเผชิญกับปัญหายอดขายที่ตกต่ำ

นิสสัน ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เปิดเผยว่าจะเลิกจ้างพนักงานอีก 11,000 คนทั่วโลก และปิดโรงงาน 7 แห่ง เนื่องจากบริษัทกำลังเผชิญกับปัญหายอดขายที่ตกต่ำ

ยอดขายที่ลดลงในจีนและการลดราคาสินค้าอย่างหนักในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ 2 แห่งของบริษัท ส่งผลกระทบต่อรายได้เป็นอย่างมาก ขณะที่ข้อเสนอการควบรวมกิจการกับฮอนด้าและมิตซูบิชิก็ประสบความล้มเหลวในเดือนกุมภาพันธ์

การปรับลดพนักงานครั้งล่าสุดนี้ทำให้จำนวนพนักงานที่บริษัทประกาศเลิกจ้างในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 20,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของพนักงานทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนในขณะนี้ว่าจะมีการเลิกจ้างพนักงานที่ใด หรือโรงงานของนิสสันในเมืองซันเดอร์แลนด์ในอังกฤษจะได้รับผลกระทบหรือไม่ นิสสันมีพนักงานประมาณ 133,500 คนทั่วโลก โดยมีพนักงานประมาณ 6,000 คนในเมืองซันเดอร์แลนด์

การเลิกจ้างครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นนอกเหนือจากการเลิกจ้างพนักงาน 9,000 คนที่นิสสันประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดต้นทุน โดยระบุว่าจะทำให้การผลิตทั่วโลกลดลงถึง 1 ใน 5

ในเดือนกุมภาพันธ์ การเจรจาระหว่างนิสสัน และฮอนด้า ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่กว่าประสบความล้มเหลว หลังจากที่ทั้งสองบริษัทไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการควบรวมกิจการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยแผนเดิมคือการรวมธุรกิจเข้าด้วยกันเพื่อต่อสู้กับคู่แข่ง โดยเฉพาะในประเทศจีน

การควบรวมกิจการครั้งนี้จะก่อให้เกิดยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกตามยอดขายรถยนต์ รองจาก โตโยต้า, โฟล์กสวาเกน และ ฮุนได

หลังจากการเจรจาล้มเหลว นายมาโกโตะ ยูจิดะ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในขณะนั้น ถูกแทนที่โดยนายอิวาน เอสปิโนซา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและหัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของบริษัท

นิสสันยังรายงานการขาดทุนประจำปี 670,000 ล้านเยน หรือราว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ทำให้บริษัทที่กำลังประสบปัญหานี้ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

นายเอสปิโนซา กล่าวว่า ปีงบประมาณก่อนหน้านี้ถือเป็นปีที่ “ท้าทาย” อย่างมาก โดยมีต้นทุนที่สูงขึ้นและ “สภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน” ซึ่งผลที่ตามมาถือเป็น “คำเตือน”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

‘อธิบดีกรมชลประทาน’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมชลประทาน'บันทึกเทปถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมชลประทาน’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมชลประทาน ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2568 เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

– 006
 

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมฝนหลวง'บันทึกเทปถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

– 006