‘พด.อุทัย’ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 ‘การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ’

'พด.อุทัย'ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 'การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ'

‘พด.อุทัย’ขับเคลื่อนหมอดินอาสา จัดฝึกอบรมหมอดินหลักสูตรที่ 3 ‘การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมหมอดินอาสา หลักสูตรที่ 3 “การพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาด้านการพัฒนาที่ดินตามบริบทของท้องถิ่น” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยมีนายมานะ ต้นนา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี กล่าวรายงาน พร้อมนี้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุทัยธานีร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการฯ โดยมีกลุ่มวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดิน และกลุ่มวิเคราะห์ดิน ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่หมอดินอาสาที่เข้าร่วมโครงการ หัวข้อ ความรู้เรื่องดิน ดินปัญหา การปรับปรุงบำรุงดิน การเก็บตัวอย่างดิน การตรวจวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสาในการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเองได้ โดยมีหมอดินเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน ทั้งสิ้น 240 ราย

การอบรมครั้งนี้หมอดินอาสาได้ฝึกปฏิบัติการขยายเชื้อ พด.15 แบคทีเรียสังเคราะห์แสง การตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินภาคสนาม  (LDD Test Kit ) และเปิดโอกาสให้หมอดินแต่ละพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปพัฒนาการทำการเกษตรร่วมกันต่อไป

– 006

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรชาวอีสาน พลิกมิตินำวิถีเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ ยกระดับแปลงปลูก ลดต้นทุนการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

ภาคเกษตรเร่งปรับตัวเพื่อความยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตในยุคความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ “ไบเออร์” ดึงไอเดียดัดแปลงถาดหลุมเพาะกล้าเป็นวัสดุใหม่ ลดขยะ-ลดโรคพืช ขยายสู่แปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรเครือข่าย พร้อมส่งเสริมปลูกพืชแบบ “High Land” รับมือวิกฤติน้ำท่วมในอนาคต

แนวคิดการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) กำลังถูกนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมในวงการเกษตร เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อดิน น้ำ และระบบนิเวศ โดยมีหลายแนวคิดปลูกพืชคาร์บอนต่ำที่กำลังเป็นที่สนใจ หนึ่งในนั้นคือ “การชุบชีวิตถาดหลุมพลาสติกเพาะกล้า” ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดขยะพลาสติกและป้องกันโรคพืชไปพร้อมกัน

โครงการนี้เกิดจากไอเดียของทีมเพาะกล้าและทีมงานการผลิตในแปลงปลูก บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ที่มีภารกิจส่งเสริมประสิทธิภาพการเพาะปลูกให้เกษตรกร ซึ่งการลงแปลงอย่างสม่ำเสมอทำให้พบว่ามีถาดหลุมพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งเป็นขยะมากกว่า 100,000 ถาดต่อปี นอกจากเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสูญเปล่า และเป็นต้นทุนของเกษตรกร

นำมาสู่การดัดแปลงถาดหลุมเป็นบัฟเฟอร์ (buffer) หรือฐานรองระหว่างถุงวัสดุและพื้นดิน โดยนำมาทดสอบการใช้งานแล้วในแปลงปลูกพืชในวงศ์แตง (Cucurbit) และพืชในวงศ์พริก และมะเขือ (Solanum) ของเกษตรกรในเครือข่ายพื้นที่การผลิตเขตขอนแก่นและสกลนคร พบว่า การนำถาดหลุมเพาะกล้าใช้แล้วมาเป็นบัฟเฟอร์รองต้นพืชช่วยลดความเสี่ยงของถุงวัสดุที่อาจเกิดความเสียหาย เช่น เปื่อยขาด หรือแตก จากการแช่น้ำท่วมขังที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคในพืช ไม่ว่าจะเป็นโรคจากเชื้อรา หรือแบคทีเรียในดิน ที่สำคัญลดต้นทุนให้เกษตรกร การนำถาดหลุมพลาสติกที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก ช่วยให้สามารถใช้ซ้ำได้ถึง 2-3 รอบการเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อใหม่ ที่สำคัญช่วยลดปริมาณการทิ้งขยะในพื้นที่ฝังกลบลงมากกว่า 90 ตันต่อปี

โดยระหว่างปี 2566-2567 ทีมงานเพาะกล้าได้มอบถาดหลุมเพาะกล้าจำนวน 166,000 แผ่น ให้กับทีมการผลิตในแปลงปลูก สามารถนำไปใช้รองถุงวัสดุได้ถึง 664,000 ถุง โดย 1 ถาดหลุมสามารถใช้รองถุงวัสดุ 4 ถุง นับเป็นการช่วยลดการใช้พลาสติกและปริมาณขยะพลาสติกลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังเป็นการป้องกันโรคจากน้ำท่วมและเชื้อโรคในดิน เกษตรกรหลายคนได้ทำตามแนวคิดนี้แล้ว พบว่าได้ผลดี นอกจากลดขยะ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ยังเพิ่มผลผลิตด้วย เนื่องจากลดความเสี่ยงที่อาจถูกรบกวนจากโรคพืช ทำให้มีรายได้เพิ่ม คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย

“ทองแดง ทิพมาตย์” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์พริก อ.พังโคน สกลนคร “ผมให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ด้วยการนำระบบ automation ในการให้น้ำและปุ๋ยมาใช้ในแปลง เพื่อควบคุมบริหารจัดการการให้น้ำและปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม และในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ทำให้ลดปัญหาการใช้แรงงาน ควบคุมการใช้ปริมาณปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่า เกษตรกรยุคใหม่ควรให้ความสำคัญในการทำเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี หรือศึกษาหาความรู้ และรับคำแนะนำจากบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรแบบยั่งยืน”

ส่วน “สุปราณี วงค์มา” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ อ.อากาศอำนวย สกลนคร อีกคนหนึ่งที่ใช้ฐานรองที่ดัดแปลงจากถาดหลุมใช้แล้ว เล่าว่า “ตั้งแต่ไบเออร์แนะนำวิธีการปลูกด้วยการรองด้วยถาดหลุมซึ่งได้มาจากแปลงเพาะกล้า และนำกลับมาให้เกษตรกรใช้ ซึ่งสามารถใช้ได้ถึง 2-3 รอบการเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อใหม่ ช่วยลดต้นทุนในการผลิต อีกทั้งสามารถป้องกันโรคพืช รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

“อรชร ไชยปัญหา” เกษตรกรแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ อ.พรรณานิคม สกลนคร อีกคนที่เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ เสมอ บอกว่า “เกษตรกรยุคใหม่ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีการใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ตั้งเป้าไว้ รวมถึงคุณภาพของผลผลิต วิธีการต่างๆ ที่ไบเออร์ได้คิดค้นและร่วมมือกับเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการหาวัสดุอุปกรณ์ มาใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทำให้การดูแลง่ายขึ้น ลดต้นทุนแรงงานรวมถึงการป้องกันโรคพืชต่างๆ ทำให้มีรายได้สำหรับครอบครัว ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานและการปลูกเมล็ดพันธุ์สร้างรายได้มากกว่าการปลูกข้าว”

อีกแนวทางในการทำเกษตรที่ยั่งยืนที่ไบเออร์ส่งเสริมเกษตรกร เรียกว่า “High Land” ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นที่ปลูกพืชในที่สูง ที่มีการจัดการความลาดเอียง และการระบายน้ำที่เหมาะสม ซึ่งมาช่วยรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ทางหนึ่ง โดยเฉพาะการเกิดน้ำท่วมที่มีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ผ่านๆ มา สร้างความเสียหายไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงการผสมเกสรและการเก็บเกี่ยวที่เป็นช่วงสำคัญของผลผลิต หากเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วมในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตโดยตรง จึงต้องหาทางรับมือโดยบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการระบายน้ำออกจากแปลงหรือการเก็บเกี่ยวพืชที่เสียหาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากเชื้อโรคในดิน การขาดแคลนสารอาหารในดิน และการระบาดของโรคที่อาจเกิดจากน้ำท่วม

“High Land” เป็นอีกแนวทางที่มาช่วยได้ โดยในปี 2566 ทีมงานจากจังหวัดสกลนครของ ไบเออร์ ได้ร่วมมือกับเกษตรกร เพื่อนำแนวคิด “High Land” มาใช้อย่างจริงจัง ในแปลงเกษตรในกลุ่มที่อำเภออากาศอำนวย พังโคน และวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร 18 ราย พบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลผลิตเพิ่มขึ้น และลดความกังวลของเกษตรกรที่มีเกี่ยวกับความเสี่ยงจากฝนหรือมรสุมที่จะมาถึง นอกจากใช้งานในการปลูกพืชตระกูลพริกและมะเขือเทศในเขตพื้นที่เดิม ยังขยายไปยัง อำเภอพรรณานิคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากขึ้นรวมแล้ว 34 ราย

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ที่พบว่าแปลงปลูกนำแนวคิด “High Land” ไปใช้ไม่มีความเสียหายจากน้ำท่วมแม้แต่ครั้งเดียว หรือลดลงถึง 11% เมื่อเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกในแปลงนาข้าวที่ได้รับผลกระทบจากมรสุมและฝน ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะในช่วงการย้ายกล้าพืช สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตที่ตั้งไว้ แนวทาง High Land ถูกขยายไปในวงกว้าง เพราะมาช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้เครื่องจักร เพิ่มผลผลิต และทำให้ภาคเกษตรมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ทำให้ดินมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนดีขึ้นจากการที่ถูกรบกวนจากการไถพรวนน้อยลง รักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เช่นเดียวกับ “สมัย ไฮดำ” เกษตรกรวัย 57 ปี อ.บ้านฝาง ขอนแก่น ซึ่งมีประสบการณ์เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศมากกว่า 20 ปี เป็นคนหนึ่งที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกและเข้าร่วมโครงการ ปลูกพืชบนพื้นที่สูงบอกว่า

“ผมเป็นเกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์มามากกว่า 20 ปี ประสบปัญหาต่างๆ เช่น น้ำท่วม โรคพืช แมลงต่างๆ ซึ่งคิดว่าการทำการเกษตรแบบที่เคยทำมาอาจจะต้องมีการพัฒนา เพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืน จึงจัดพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่สูง ขณะเดียวกันก็ใช้ถาดหลุมพลาสติกเพาะกล้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดขยะพลาสติกที่เกิดจากการใช้ครั้งเดียวและทิ้ง ทำให้ลดต้นทุนในการผลิต ลดความเสี่ยงการเกิดโรคพืช ทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิม”

เกษตรกรต้นแบบที่ปรับตนเองอย่างยืดหยุ่น “สุเทพ อุ่นแก้ว” กับประสบการณ์ 30 ปีในการปลูกเมล็ดพันธุ์แตงโม ที่เชียงยืน มหาสารคาม ซึ่งได้แบ่งพื้นที่เป็นแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ 6 ไร่ เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “ทุกวันนี้มีรายได้จากการปลูกเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว ซึ่งมีภรรยาและลูก 3 คน ปัจจุบันลูกเริ่มเข้ามาช่วยทำเกษตร ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบของไบเออร์ ผมเป็นคนเปิดรับ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เพื่อการทำการเกษตรที่ดีขึ้น และยั่งยืน พร้อมทั้งมีโอกาสได้ให้คำแนะนำกับเพื่อนเกษตรกรในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทคนิคและวิธีการในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกวิธี ผมมีความสุขกับชีวิตเกษตรกรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลูกเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ”

ไม่แตกต่างจาก “บรรเจิด ต่อกำไร” เกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด เมล่อน และมะระ เขตคอนสาร ชัยภูมิ บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ บอกว่า “ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นเกษตรกรต้นแบบของไบเออร์ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการปลูกเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออกภายใต้คำแนะนำกำกับดูแลการปลูกอย่างใกล้ชิดจากไบเออร์ที่นำวิธีการดูแล ช่วยแก้ปัญหาระหว่างการปลูกด้วยการเข้าเยี่ยมแปลงอย่างสม่ำเสมอ มีการอบรมให้ความรู้ในเรื่องของการจัดการดิน การผสมเกสรและในทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้มาตรฐานการส่งออก การเป็นเกษตรกรต้นแบบ ทำให้ผมมีความมุ่งมั่นมากขึ้นในการดูแลใส่ใจในทุกขั้นตอนการปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและเพิ่มขึ้นทุกปี”

เกษตรกรเหล่านี้ที่ยึดอาชีพปลูกเมล็ดพันธุ์หาเลี้ยงครอบครัว ยังคงเดินหน้าทำอาชีพนี้ต่อไปภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนจากไบเออร์ที่นำแนวทางการปลูกพืชด้วยวิธีใหม่ๆ มาถ่ายทอดสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพสำหรับทั่วโลก พร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรภายใต้ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และภัยพิบัติรุนแรง และนี่คือตัวอย่างของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไม่เพียงทำให้เขาอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังเพิ่มคุณภาพชีวิตด้วย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกเมล็ดพันธุ์มูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาทต่อปีตามเป้าหมายของรัฐ

-(016)

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

กรมชลฯ มั่นใจน้ำในเขื่อนลำตะคอง เพียงพอใช้อุปโภคบริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมาว่า ปัจจุบัน (25 เม.ย. 68) มีปริมาณน้ำเก็บกัก 51 ล้าน ลบ.ม. (16% ของความจุอ่างฯ) มีน้ำใช้การได้ 28 ล้าน ลบ.ม.  (10% ของความจุอ่างฯ) มีการจัดสรรน้ำสำหรับใช้ในการผลิตประปา อุปโภคบริโภค  รักษาระบบนิเวศ การเกษตรพืชใช้น้ำน้อย และอุตสาหกรรม ประมาณวันละ 130,000 ลบ.ม. คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในอ่างฯ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 (ต้นฤดูฝน) จะมีน้ำเก็บกักประมาณ 49 ล้าน ลบ.ม.  (คิดเป็น 16% ของความจุอ่างฯ) หากไม่มีฝนตกและไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จะมีน้ำไปจนถึงช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2568

ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือ กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา ช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งนอกเขต โดยการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ สูบน้ำเติมแหล่งน้ำของชุมชน ควบคู่กับการกำจัดวัชพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน  ขอยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนลำตะคอง มีน้ำเพียงพอที่สนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ตลอดฤดูแล้ง และช่วงต้นฤดูฝนที่จะมาถึงอย่างแน่นอน และได้มีการกำชับให้มีการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างประณีต และรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน  

-(016)

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ ‘โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา’ ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ 'โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา' ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. เตรียมจัด Kick Off ใหญ่ ‘โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา’ ปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

ยกระดับชีวิตเกษตรกร! กยท.–ส.ป.ก. แถลงข่าวร่วม เตรียมลุยจัด Kick Off ใหญ่ “โฉนดต้นไม้–ต้นยางพารา” 14 พ.ค. นี้ เสริมสิทธิประโยชน์ให้เกษตรกรไทยพร้อมปลุกพลังเศรษฐกิจสีเขียว

7 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมกันตัง อาคารจอดรถ ชั้น 5 การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดงานแถลงข่าว “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” เตรียมจัดใหญ่ 14 พฤษภาคม นี้ มอบสิทธิเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต้นไม้และต้นยางพารา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้านนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เล็งเห็นว่าต้นไม้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทำกินของเกษตรกรเอง โดยเฉพาะต้นยางพารามีศักยภาพมากกว่าแค่การให้ผลผลิต แต่ยังสามารถกลายเป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ งานแถลงข่าวในวันนี้จึงถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเร่งรัดจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียม “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำนโยบายด้านการเกษตรไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแนวคิด “โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทของต้นไม้จากทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นับเป็นครั้งแรกที่ต้นไม้ที่เกษตรกรปลูกเองจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ดินหรือโค่นต้นต้นเหล่านั้น นอกจากจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้นอกระบบแล้ว ยังช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการเงินรูปแบบใหม่ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวกขึ้น โครงการนี้ยังสอดรับกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวในระดับสากล โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของต้นไม้ และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินจากพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการวางรากฐานข้อมูลต้นไม้ที่สามารถนำไปใช้วางแผนพัฒนานโยบายในระยะยาว ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยแนวทางที่ทันสมัย เชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการเงินในรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง

ด้านนายสุขทัศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยภายในงานดังกล่าวจะมีการนำเสนอ “กระบวนการออกโฉนดต้นยางพารา” อย่างละเอียด ครอบคลุมขั้นตอนการขึ้นทะเบียน การประเมินมูลค่า และแนวทางการใช้โฉนดต้นยางพาราเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ “การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)” ระหว่าง กยท. และ ส.ป.ก. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายเนื้อไม้ กิจกรรมคาร์บอนเครดิต การลดภาษี หรือเพิ่มมูลค่าที่ดินในอนาคต ไฮไลต์ของงาน คือ การมอบโฉนดต้นยางพารา จำนวน 20 ฉบับ แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการบนเวที เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท. ในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดผลจริงอย่างยั่งยืน กยท. ขอเชิญชวนสื่อมวลชน พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไปร่วมติดตามงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ถือเป็น ก้าวสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรไทย และสร้างความมั่นคงในอาชีพแก่ชาวสวนยางทั่วประเทศ

ด้าน เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มอบหมายให้ นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ (ส.ป.ก.) เป็นผู้แทนในการแถลงข่าวถึงความสำคัญของโครงการ “โฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ว่าเป็นการต่อยอดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งหวังให้การใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเกิดมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำ “ต้นไม้” มาใช้เป็นทรัพย์สินในระบบเศรษฐกิจ โครงการนี้ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีเครื่องมือทางการเงินใหม่ แต่ยังช่วยยกระดับบทบาทของต้นไม้ในภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อ การลดภาษีที่ดิน การใช้สิทธิ์คาร์บอนเครดิต และการพัฒนาเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว นายเศรษฐเกียรติยังเน้นถึงความสำคัญของการรวบรวมข้อมูลต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะกลายเป็น “ฐานข้อมูลต้นไม้” สำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต และเป็นรากฐานสำหรับการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าในพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ

กยท. และ ส.ป.ก. ขอเชิญร่วมงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” ที่จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากต้นไม้เศรษฐกิจเป็นทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้จริง งานจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ พิธีมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพาราให้แก่เกษตรกร การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กยท. และ ส.ป.ก. ในการขับเคลื่อนโฉนดต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงกิจกรรมมอบกล้าพันธุ์ไม้เพื่อส่งเสริมการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ขอเชิญเกษตรกร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเรียนรู้แนวนโยบาย โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรกรรมไทยในอนาคต

-(016)

‘นฤมล’มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

'นฤมล'มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

‘นฤมล’มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

“รมว.นฤมล”มั่นใจ Lab ตรวจ BY2 จำนวน 9 แห่ง พร้อมรับมือส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต เผย ประสานศุลกากรจีนเปิดด่าน 24 ชม.อำนวยความสะดวกไม่ให้ทุเรียนไทยตกค้าง

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.เวลา 08.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งออกทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิตว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในการหารือมาตรการต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนห้อง lab เพิ่ม และการขอทบทวนห้อง lab รวมทั้งการจัดเตรียมอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในการสนับสนุนในการส่งออก 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เนื่องจากในช่วงนี้ทุเรียนของไทยเข้าสู่ฤดูกาลผลิตสูง และมีความต้องการที่จะส่งออกไปยังประเทศจีนให้ทันเวลา จึงได้ประสานกับทางศุลกากรจีนให้กำชับด่านที่เกี่ยวข้อง โดยจะใช้วิธีการทำงานพิเศษตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งจีนจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสำรวจมาตรการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น การดำเนินการด้านจำแนกประเภท และการดำเนินการในพิธีการศุลกากรโดยเร่งด่วน ซึ่งจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังจีน

“การทำงานอย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่ายจะทำให้การส่งออกทุเรียนไทยในปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่น กระทรวงเกษตรฯต้องขอขอบคุณ GACC และเจ้าหน้าที่ที่ได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าทุเรียนในปีนี้ ทั้งการจัดเจ้าหน้าที่ได้ทำงาน 24 ชั่วโมงใน 7 วัน การขยายระยะเวลาในการเปิดปิดด่าน และการเพิ่มจำนวนห้อง lab ในการตรวจที่ด่านนำเข้าฝั่งจีน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

ในส่วนของห้อง lab ตรวจวิเคราะห์หาสาร“Basic Yellow 2”( BY2 ) ในทุเรียนสด ก่อนส่งออกไปจีนนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีห้อง lab ทดสอบสาร BY2 จำนวน 9 แห่ง จาก 10 แห่ง โดยได้ยื่นหนังสือขอให้แลป Central Laboratory (Thailand) Co., Ltd. ที่จังหวัดฉะเชิงเทรากลับมามีคุณสมบัติอีกครั้ง (Resume) ไปแล้ว อยู่ระหว่างการรอผลพิจารณาจากทางจีน แต่มั่นใจว่า lab 9 แห่งนั้นเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนจำนวนมากที่จะส่งออกไปจีนอย่างแน่นอน

รพ.จุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมให้ความรู้นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ภายใต้แนวคิด ‘SAVE YOUR HEART SAVE YOUR LIFE : เพราะหัวใจมีความหมายเท่ากับชีวิต’

รพ.จุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมให้ความรู้นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ภายใต้แนวคิด 'SAVE YOUR HEART SAVE YOUR LIFE : เพราะหัวใจมีความหมายเท่ากับชีวิต'

รพ.จุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมให้ความรู้นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ภายใต้แนวคิด ‘SAVE YOUR HEART SAVE YOUR LIFE : เพราะหัวใจมีความหมายเท่ากับชีวิต’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจ คือ อวัยวะสำคัญของร่างกาย เพราะหัวใจทำงานตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ได้หยุดพัก หลายคนมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันพบผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจ ทั่วโลกมีเพิ่มมากขึ้น และหนึ่งในโรคที่ถือเป็นภัยเงียบของโรคหัวใจที่สำคัญ คือ โรคลิ้นหัวใจ ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงได้จัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้เรื่อง นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ภายใต้แนวคิด “SAVE YOUR HEART SAVE YOUR LIFE : เพราะหัวใจมีความหมายเท่ากับชีวิต” โดยมี  รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นพ.ดำรงค์  สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และทีมแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด นำโดย นพ.สุขสันต์ กนกศิลป์ หัวหน้างานศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด นพ.โกเมน เสนงาม แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก  นพ.ชยวัน รุ่งกาญจนกุล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก นพ.พิเชษฐ์ เลิศปันณะพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก นพ.ฆนากร แก้วกิติพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก และคุณรัตนา จุลสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เภสัชกรหญิงธนาภรณ์ มณีฉาย เภสัชกรหญิงศิรดา เจียมตน ทีมนักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ของงานศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ทีมนักกายภาพบำบัด เฉพาะด้านหัวใจ ปอดและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และตัวแทนบริษัท เอ็ดวาร์ดส์ ไลฟ์ไซเอ็นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมพิธีเปิดงาน โดยมี หมอก้อง   สรวิชญ์ สุบุญ เป็นพิธีกร ดำเนินรายการ ณ ชั้น 1 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ 

รศ. นพ.สุรศักดิ์  ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์  เปิดเผยว่า  จากข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) ปี 2566 ทั่วโลก มีผู้ป่วยกว่า 20.5 ล้านคนต่อปี ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในประเทศไทยพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน และหนึ่งในโรคที่ถือเป็นภัยเงียแบของโรคหัวใจที่สำคัญ คือ โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease) ทั้งนี้ เพื่อสืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานผู้ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้เป็นที่พึ่งด้านสุขภาพแก่ผู้ป่วยในทุกระดับชั้นให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างเท่าเทียม  งานศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยให้บริการดูแลรักษาโรคหัวใจและทรวงอกด้วยการผ่าตัดอย่างครบวงจร เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรม “SAVE YOUR HEART SAVE YOUR LIFE : เพราะหัวใจมีความหมายเท่ากับชีวิต” เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจครบทุกมิติ และการดูแลเชิงป้องกัน ตลอดจนการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนให้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคลิ้นหัวใจซึ่งเป็นภัยเงียบให้กับประชาชนในประเทศไทย

นพ.สุขสันต์ กนกศิลป์ หัวหน้างานศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์  กล่าวว่า  โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือตีบ ซึ่งมี 3 ระยะ คือ น้อย ปานกลาง รุนแรง ซึ่งระยะที่ต้องได้รับการผ่าตัด คือระยะปานกลางและระยะรุนแรง โดยการผ่าตัดลิ้นหัวใจแบ่งออกเป็น  ลิ้นหัวใจที่ทำจากโลหะหรือเซรามิค กับลิ้นหัวใจที่ทำจากเนื้อเยื่อหุ้มหัวใจของหมูและวัว ซึ่งเลือกใช้ตามข้อบ่งชี้ของผู้ป่วย มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน กล่าวคือ ลิ้นโลหะหรือลิ้นเซรามิค สามารถใช้งานได้นานแต่ต้องกินยาละลายลิ่มเลือดคือยา warfarin ไปตลอดชีวิต ซึ่งยาละลายลิ่มเลือดจะมีอันตรายจากการใช้ยาได้ เช่น เลือดออกในสมองหรือทางเดินอาหาร ส่วนลิ้นเนื้อเยื่อหุ้มหัวใจของหมูและวัว กินยาละลายลิ่มเลือดเพียง 3 เดือนหลังจากนั้นเปลี่ยนไปกินยาแอสไพรินแทน ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดเลือดออกในสมองหรือทางเดินอาหาร กล่าวโดยสรุปคือมีข้อดี-ข้อเสียต่างกันตามความจำเป็นของคนไข้  สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมลิ้นหัวใจ ใช้ระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 3-4 ชั่วโมง พักฟื้นในห้อง ICU 2-3 คืน เมื่อปลอดภัยแล้วก็จะย้ายมานอนที่หอผู้ป่วย รวมแล้วอยู่โรงพยาบาลประมาณ   7 วัน และเมื่อกลับบ้านสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ยังออกกำลังกายหนักหรือยกของหนักมากไม่ได้ ต้องรอให้กระดูกหน้าอกติดกันดีก่อน โดยแผลภายนอกใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนแผลข้างในใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และควรมีคนช่วยดูแลจนกว่าจะแข็งแรงดี

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดและการรักษาโรคหัวใจดีขึ้นกว่าเดิมมาก ช่วยลดอันตรายต่างๆ ที่เป็นความเสี่ยงลงได้ แม้จะยังไม่สามารถลดลงได้จนถึง 0% ก็ตาม โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดแผลเล็ก ที่เรียกว่า Minimally Invasive Surgery (MIS) ซึ่งช่วยลดขนาดบาดแผลผ่าตัดให้เล็กลงมาเหลือประมาณ 10 เซนติเมตร ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว แผลสวยงาม โดยค่าใช้จ่ายในบางรายการไม่ได้เพิ่มขึ้น  ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีการนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาช่วยในการผ่าตัดแบบแผลเล็ก แต่ด้วยเทคโนโลยียังมีราคาแพง หากราคาลดลงมาในระดับที่เหมาะสมน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

สำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดลิ้นหัวใจ ขึ้นกับสิทธิการรักษาพื้นฐานของผู้ป่วย เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือประกันสุขภาพ (เอกชน) โดยหลักแล้วค่ารักษาจะประกอบด้วยหลายส่วน เช่น ค่ายา ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าอวัยวะเทียมหรือลิ้นหัวใจ เป็นต้น โดยที่ค่า        ลิ้นหัวใจเทียมจะมีหลายแบบ หลายราคา แล้วแต่ความจำเป็นของผู้ป่วยตามคำแนะนำของแพทย์ อ้างอิงตามหลักเกณฑ์การรักษา เช่น ลิ้นหัวใจเทียมแบบมาตรฐาน อาจมีส่วนเกินประมาณเป็นหลักพันถึงหมื่นกว่าบาท และถ้าเป็นลิ้นหัวใจแบบที่พัฒนาออกมาใหม่ อาจมีส่วนเกินประมาณสองหมื่นถึงแสนกว่าบาท เมื่อรวมกับค่ารักษาโดยรวมแล้วอาจมีส่วนเกินได้ตั้งแต่หลักหมื่น ถึงหลักแสนบาท ตามชนิดของลิ้นหัวใจเทียมที่ใช้ ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เป็นต้น

นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เผยถึง การเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVI) ซึ่งมีความแตกต่างจากการผ่าตัดเปิดอก ทั้งในแง่กระบวนการและผลลัพธ์  โดยการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด (TAVI) เป็นการผ่าตัดแบบไม่ต้องเปิดหน้าอก แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด นับเป็นนวัตกรรมการเปลี่ยนลิ้นหัวใจในผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ที่เหมาะกับผู้ป่วยสูงอายุที่มักมีโรคประจำตัว ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตขณะผ่าตัด โดยมีข้อดี คือ  ลดความเสี่ยง และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด ผู้ป่วยไม่มีรอยแผลผ่าตัดใหญ่ที่หน้าอก นอนพักที่โรงพยาบาลไม่นาน และผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว

พร้อมกันนี้ นพ.ชยวัน รุ่งกาญจนกุล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวเสริมถึง การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดที่ถูกต้อง ทิ้งท้ายด้วยความรู้ด้านการปฏิบัติตัวก่อน–หลังการผ่าตัด และการรับประทานยาของผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเภสัชกรหญิงธนาภรณ์ มณีฉาย และ       เภสัชกรหญิงศิรดา เจียมตน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และพบกับ คุณพิชัย บัวบาง และ คุณกรรณิการ์ รงค์ทอง แขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การเป็นผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจ โดยทั้งสองท่านได้เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์  ทั้งยังจัดให้มีบูทกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ  บูทให้คำปรึกษาการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ โดยศัลยแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพ พร้อมบริการนัดหมาย  บูทให้คำปรึกษาเรื่องการรับประทานยาด้านโรคหัวใจ โดยเภสัชกร  บูธแนะนำโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ โดย นักกำหนดอาหาร และบูทแนะนำการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยก่อน-หลังผ่าตัด โดยนักกายภาพบำบัด เฉพาะด้านหัวใจ ปอด และหลอดเลือดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 06 4586 2405 พยาบาลประสานงานโรคหัวใจ และสามารถอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพสามารถแอดเพิ่มเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทางไลน์ออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ (@chulabhornhospital) พร้อมทั้งกด LIKE กด share facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และกด subscribe ช่อง youtube ซีอาร์เอจุฬาภรณ์แชนแนล ส่วนผู้รับบริการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ที่มีประวัติการรักษา หรือ HN เพื่อความสะดวกและไม่พลาดทุกการแจ้งเตือน ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CHULABHORN  HEALTH PLUS ได้ทาง App store และ Google Play store ได้แล้ววันนี้

-(016)

มก.เปิดหลักสูตร ‘พลเมืองเข้มแข็งสำหรับผู้นำอาวุโส’ รุ่นที่ 1 เสริมสร้างผู้นำอาวุโสเข้มแข็งมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม

มก.เปิดหลักสูตร ‘พลเมืองเข้มแข็งสำหรับผู้นำอาวุโส’ รุ่นที่ 1 เสริมสร้างผู้นำอาวุโสเข้มแข็งมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม

มก.เปิดหลักสูตร ‘พลเมืองเข้มแข็งสำหรับผู้นำอาวุโส’ รุ่นที่ 1 เสริมสร้างผู้นำอาวุโสเข้มแข็งมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมเป็นเกียรติและเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกาศนียบัตรเครือข่ายสิงห์เขียวเพื่อพลเมืองเข้มแข็งสำหรับผู้นำอาวุโส รุ่นที่ 1 (KU Singhakeaw Active Citizen for Senior Network 1st-KU SCN 1st) โดยมีผศ.นท.หญิง ดร.งามลมัย ผิวเหลือง คณบดีคณะสังคมศาสตร์ กล่าวต้อนรับ และ ผศ.ดร.อรนันท์ กลันทปุระ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ผู้อำนวยการโครงการ ฯ กล่าวรายงาน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องธีระ สูตะบุตร อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โอกาสนี้ ดร.ดวงตา ตันโช ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของโครงการ ฯ และเกษตรศาสตร์ปราดเปรื่อง รุ่นที่ 17 ให้เกียรติปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Smart Senior Citizen Network แก่ผู้เข้ารับการอบรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรนันท์ กลันทปุระ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ผู้อำนวยการโครงการ ฯ กล่าวว่า  ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ จัดโครงการประกาศนียบัตรเครือข่ายสิงห์เขียวเพื่อพลเมืองเข้มแข็งสำหรับผู้นำอาวุโส รุ่นที่ 1 (KU Singhakeaw Active Citizen for Senior Network 1st-KU SCN 1st) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างผู้นำอาวุโสที่เข้มแข็งและสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม การเมือง และนโยบายสาธารณะ พัฒนาจรณทักษะ (Soft Skills) และ ทักษะเพื่ออนาคต (Future Skills) 5 Smart ได้แก่  Smart Health  Smart Home  Smart Society Smart Finance Smart Technology ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning และกิจกรรมลงพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชนสร้างเครือข่ายผู้นำอาวุโส สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสังคมและมหาวิทยาลัย และโอกาสในการเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบดูแลผู้สูงอายุที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ สำหรับผู้นำอาวุโสที่ยังทำงานในองค์กร ที่ก้าวย่างสู่การเกษียณ และที่เกษียณอายุแล้ว เพื่อเตรียมตัวเป็นพลเมืองที่ทันสมัยและมีบทบาทในการพัฒนาเครือข่ายสังคมผู้นำอาวุโสต่อไป นอกจากนี้ โครงการ ฯ ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานร่วมกันให้ข้อมูลความรู้ ได้แก่ กรมกิจการผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมิติเวช ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น

“ในปี พ.ศ. 2568 เป็นปีที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก้าวเข้าสู่ปี ที่ 51 ดังนั้น โครงการ KU SCN ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาวิชาการของภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์            จึงถือเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์  จากสถานการณ์ของโลกและหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์แบบ  คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ จึงตระหนักถึงความสำคัญและเป็นที่แรกที่ริเริ่มเสริมสร้างหลักสูตรเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งกับพลเมืองผู้อาวุโส เพื่อต่อยอดสู่การเป็นผู้นำอาวุโสที่เข้มแข็ง นำพาไปสู่การช่วยเหลือสังคมและสร้างชีวิตพลเมืองให้มีคุณค่า ให้มีความสุข ได้รับความรู้ ประสบการณ์ ได้มีเครือข่ายซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยเหลือกันและต่อยอดช่วยเหลือสังคมต่อไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรนันท์ กลันทปุระ กล่าว

สนใจติดต่อสอบถาม  โทร: 085-022-8329 (อ.ดร.ยุทธศักดิ์ คนบุญ)  095-992-4549 (อ.ดร.กณิกนันต์ แสงมหาชัย) 081-152-9926 (อ.ดร.ณัฐภัทร รักวงศ์วาน) ติดตามโครงการ ฯ ผ่านเว็บไซต์ https://www.kuscn.net , เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/KUSCN

-(016)

โรงแรมในเครือฟอร์จูน จัดแคมเปญ ‘Happy Summer’ สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดโรแมนติก

โรงแรมในเครือฟอร์จูน จัดแคมเปญ 'Happy Summer' สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดโรแมนติก

โรงแรมในเครือฟอร์จูน จัดแคมเปญ ‘Happy Summer’ สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดโรแมนติก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

โรงแรมในเครือฟอร์จูน ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ขอเชิญชวนส่งท้ายฤดูร้อนด้วยแคมเปญสุดพิเศษ “Happy Summer” ที่จะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์พักผ่อนท่ามกลางวิวเขาหรือริมน้ำสุดโรแมนติกพร้อมมอบส่วนลดพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการเข้าพักเต็มไปด้วยความสุขและความประทับใจ ในบรรยากาศสบายๆ และบริการที่อบอุ่นจากโรงแรมในเครือฟอร์จูน ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2568

โปรโมชั่นพิเศษจากโรงแรมในเครือฟอร์จูน

1.โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช

Weekday (วันอาทิตย์ – พฤหัส)

Superior ราคา 1,505 บาท

รวมอาหารเช้าสำหรับ  2 ท่าน

Weekend  (วันศุกร์-เสาร์)

Superior รวมอาหารเช้า ราคา 1,655 บาท

รวมอาหารเช้าสำหรับ  2 ท่าน

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 075 841 888

2. โรงแรมฟอร์จูน โคราช

Superior room ราคา  1,455 บาท

Deluxe room ราคา  1,555  บาท

Executive room ราคา   2,255  บาท

Suite room ราคา   5,555  บาท

รวมอาหารเช้าสำหรับ  2 ท่าน

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 044 079 900

3.โรงแรมฟอร์จูน คอร์ทยาร์ด เขาใหญ่

Classic Room ราคา 1,790 บาท (รวมอาหารเช้า 2 ท่าน)

Classic Room ราคา 1,590 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 044 071 616

4.โรงแรมฟอร์จูนริเวอร์วิว นครพนม (วิวแม่น้ำโขง)

Weekday (วันอาทิตย์ – พฤหัส)

Superior 1,399 บาท

Deluxe River View 1,599 บาท

Deluxe Pool Side 1,799 บาท

Panorama River View 1,999 บาท

Weekend (วันศุกร์ – เสาร์)

Superior 1,599 บาท

Deluxe River View 1,799 บาท

Deluxe Pool Side 2,299 บาท

Panorama River View 2,499 บาท

รวมอาหารเช้าสำหรับ  2 ท่าน

สอบถามเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพัก โทร 042 522 334

5.โรงแรมฟอร์จูนวิวโขง นครพนม

Superior Room วิวเมือง ราคา 1,099 บาท (รวมอาหารเช้า 2 ท่าน)

Superior Room วิวเมือง ราคา 899 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

Deluxe Room วิวแม่น้ำ ราคา 1,299 บาท (รวมอาหารเช้า 2 ท่าน)

Deluxe Room วิวแม่น้ำ ราคา 1,099 บาท  (ไม่รวมอาหารเช้า)

เงื่อนไข: เข้าพักเฉพาะวันอาทิตย์ – พฤหัส เท่านั้น

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 042 513 564

6.โรงแรมฟอร์จูน บุรีรัมย์

Deluxe Room ราคา 1,150 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

Deluxe Room ราคา 1,350 บาท (รวมอาหารเช้า 2 ท่าน)

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 044 163 800

7.โรงแรมฟอร์จูน ดีพลัส เขาใหญ่

Weekday (วันอาทิตย์ – พฤหัส)

Superior Room ราคา 999 บาท (รวมอาหารเช้า 2 ท่าน)

Superior Room ราคา 899 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

8.โรงแรมฟอร์จูน ดี พิษณุโลก

Superior Room ราคา 1,090 บาท

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร  055 303 910

9.โรงแรมฟอร์จูน ดี เลย

Superior Room ราคา 699 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 042 036 630-35

10.โรงแรมฟอร์จูน ดี แม่สอด

Superior Room ราคา 699 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 055 036 899

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

ชำระเงินเต็มจำนวนก่อนเข้าพัก และไม่สามารถยกเลิกการจองหรือขอคืนเงินได้

สิทธิ์มีจำนวนจำกัด

เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด

ร่วมสัมผัสความสุขในช่วงท้ายซัมเมอร์นี้และจองห้องพักผ่านโรงแรมในเครือฟอร์จูนใกล้บ้านคุณ ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2568

#CPLAND #ซีพีแลนด์  #AccessibleCommunitiesforLife #CPLANDHotel #FortuneHotelGroup #FortuneHotel #โรงแรมในเครือฟอร์จูน #โรงแรมฟอร์จูน #ฟอร์จูนกรุ๊ป #HappySummer #ฟอร์จูนกรุ๊ป #พักผ่อนวิวเขา #รีวิวโรงแรม #ท่องเที่ยวไทย #พักผ่อนริมน้ำ #ซัมเมอร์นี้ #จองห้องพัก

-(016)

วธ.เปิดม่านละครเวที ‘มาณวิกา เดอะ มิวสิเคิล’ ท้าทายกระแสแห่งศรัทธา

วธ.เปิดม่านละครเวที ‘มาณวิกา เดอะ มิวสิเคิล’ ท้าทายกระแสแห่งศรัทธา

วธ.เปิดม่านละครเวที ‘มาณวิกา เดอะ มิวสิเคิล’ ท้าทายกระแสแห่งศรัทธา

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

“มาณวิกา เดอะ มิวสิเคิล” โชว์ความพร้อมของทุกภาคส่วน  เตรียมเปิดม่าน ท้าทายกระแสแห่งศรัทธาในยุคโลกาภิวัตน์ นำเสนอโดย  กลุ่มศิลปการแสดงภิวัฒน์ ร่วมกับ กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม รวมศิลปิน ดารา ประชันบทบาท พร้อมนักแสดงสมทบที่ผ่านการคัดเลือกออดิชั่นร่วมแสดงอีกหลายชีวิต นำท่านสู่ดินแดนชมพูทวีปยิ่งใหญ่ ตระการตา สมการรอคอยของคนรักละครเวที  โดยจัดงานแถลงข่าวในวันพุธที่ 7 พฤษภาคม  2568  ณ  อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติ นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานฯ และ คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย กล่าวถึงการมีส่วนร่วมในการสนับสนุน   ร่วมด้วย​ คุณนภาดล กำปั่นทอง ผู้ดำเนินการโครงการจัดตั้งกลุ่มศิลปะการแสดงภิวัฒน์ และการผลิตละครเพลงเรื่อง มาณวิกา เดอะ มิวสิเคิล ร่วมพูดคุย พร้อมชมการแสดงจากละครเพลง เรื่อง มาณวิกา เดอะ มิวสิเคิล นำโดย โบ๊ท ธารา (มันตรา), มาริลิน เคท (มาณวิกา), เอ๋ นรินทร (วาสนา) , นุ่น ดารัณ (มายา), หมอก้อง สรวิชญ์ (สุขะ),   ตี๋ วิวิศน์ (มหิทธิ), ผัดไท (เทวี) , ธงธง มกจ๊ก(กมลา)   ถ่ายทอดบทเพลงสุดไพเราะ มาขับร้องให้ฟังเป็นครั้งแรก  มนต์แห่งความเป็นภารตะ ผสานกับสีสัน เสียงดนตรี ของละครเพลง ซาบซึ้งตรึงใจ เรียกเสียงปรบมือดังสนั่นทุกบทเพลง

สำหรับ “มาณวิกา เดอะมิวสิเคิล” ถ่ายทอดออกมาในแนว MVT หรือละครเพลงผสานเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง สะท้อนสังคมยุคดิจิทัล  โดย  “มาณวิกา” เป็นเรื่องราวการกลับมาของอมิตตดา และวัฏจักรแห่งมิจฉาจิต โดยได้แรงบันดาลใจจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกหน่วยย่อยของสังคมมนุษย์ เป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพล และส่งผลกระทบสูงกับผู้คน โดยเฉพาะการนำมาใช้ในการเผยแพร่ความเชื่อ   เป็นเครื่องมือในการปลุกกระแสให้ผู้คนคล้อยตามและหลงเชื่อ   เกิดเป็นปรากฎการณ์ที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง อาทิ การถูกหลอกให้เชื่อถือในลัทธิต่าง ๆ ที่แปลกประหลาด    ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ จนเกิดความศรัทธาและบริจาคกับกลุ่มคนที่สร้างภาพลวงตา  จากความเชื่อผิด ๆ ที่ ปรากฏในสังคมปัจจุบัน ทำให้ผู้เสนอโครงการทำการค้นคว้าข้อมูล เรื่องราวที่เกี่ยวกับความเชื่อ จนได้พบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฎก ชื่อว่า   มหานิบาตชาดก และขุททกนิกาย (อรรถกถา)    ที่กล่าวถึงเรื่องราวของนางอมิตตดาภรรยาชูชก ที่ใช้ชูชกไปทูลขอพระราชโอรสธิดาจากพระเวสสันดรเพื่อมาเป็นบ่าวรับใช้ในเรือน แต่สุดท้ายพระเจ้ากรุงสญชัย พระบิดาของพระเวสสันดรได้ช่วยเหลือหลานของตน ด้วยการแลกตัวกัณหาชาลีกับแก้วแหวนเงินทอง ส่วนชูชกได้บริโภคอาหารจนท้องแตกตาย แต่ด้วยโมหะจิตของนางอมิตตดาได้กล่าวโทษว่า พระเวสสันดรคือเหตุอันทำให้ชูชกต้องตาย เมื่อพ้นจากอัตภาพนั้น นางอมิตตดามาเกิดเป็นนาง ‘จิญจมาณวิกา’ ผู้เป็นหนึ่งในพญามารสำคัญที่ตามจองเวรจองกรรมกับพระพุทธเจ้าข้ามภพข้ามชาติ นางมาณวิกาหลอกลวงให้ผู้อื่นเชื่อว่า ตนเองได้ตั้งครรภ์กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องของนางมาณวิกานี้ ได้แสดงให้เห็นว่า มิจฉาจิต คือความคิดไม่เป็นกุศล ประกอบด้วยโทสะ โมหะ โลภะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจคนได้เสมอ แม้ในสังคมปัจจุบันก็ไม่ต่างจากสมัยพุทธกาล ที่ผู้คนพากันหลงเชื่อ ศรัทธา โดยไม่ใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง จนนำมาซึ่งความเดือนร้อน และความเสียหายกับตนเอง และคนรอบข้าง รวมถึงสังคมและประเทศชาติ  ซึ่งเป็นการตีความที่สะท้อนความเป็นจริงในโลกดิจิทัล ในทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี

“มาณวิกา เดอะมิวสิเคิล ” เป็นการรวมตัวของเหล่าดารานักแสดงมากฝีมือ ประชันบทบาทกันอย่างเข้มข้น  อาทิ  มาริลิน เคท การ์ดเนอร์ ,โบ๊ท ธารา ทิพา ,หมอก้อง พันตรีนายแพทย์ สรวิชญ์ สุบุญ ,เอ๋ นรินทร ณ บางช้าง,นุ่น ดารัณ ฐิตะกวิน,ตี๋ วิวิศน์ บวรกีรติขจร,ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์,ท็อป ดารณีนุช ปสุตนาวิน, ผัดไท ดีใจ ดีดีดี , ธงธง นที  ธีระเสรีวงศ์ ,อิ๋งอิ๋ง ธุรดี  อารีรอบ , จีนี่ อรนลิน ลีลาบูรณธนกูร พร้อมทีมนักแสดงประกอบเลือดใหม่ที่เข้าร่วมออดิชั่นและร่วมแสดงอย่างคับคั่ง  ท่ามกลาง  โปรดักชั่น ฉาก แสง สี เสียงตระการตา เสื้อผ้า หน้าผม จัดเต็ม เสมือนอยู่ในดินแดนภารตะแคว้นชมพูทวีป 

พร้อมท้าทายกระแสแห่งศรัทธาและความดีในยุคโลกาภิวัตน์ เริ่มเปิดหน้าม่านการแสดงในวันที่ 12 มิถุนายนนี้   ณ  โรงละคร เอ็ม เธียเตอร์ (ถ.เพชรบุรีตัดใหม่) รายละเอียดรอบการแสดง

–  วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 19.00 น. รอบปฐมทัศน์

–  วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2568 แสดง 2 รอบ เวลา 14.00น. และ เวลา 19.00 น.

– วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2568  1 รอบ  เวลา 14.00 น.

คอละครเพลงห้ามพลาด!! “มาณวิกา เดอะมิวสิเคิล”   เปิดจองบัตรแล้ว  ในราคา  500 /1,000 / 1,500 บาท ได้ที่ @thaiticketmajor   มาร่วมค้นหาคำตอบและพิสูจน์พลังศรัทธาที่มีอยู่ในตัวคุณ..

-(016)

‘นวพล หินซุย’ แห่ง TMD SPACE ชูกลยุทธ์การสื่อสารที่ทรงพลัง ชี้ผู้ประกอบการต้องเร่งรุกตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสบนเวทีโลก

‘นวพล หินซุย’ แห่ง TMD SPACE ชูกลยุทธ์การสื่อสารที่ทรงพลัง ชี้ผู้ประกอบการต้องเร่งรุกตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสบนเวทีโลก

‘นวพล หินซุย’ แห่ง TMD SPACE ชูกลยุทธ์การสื่อสารที่ทรงพลัง ชี้ผู้ประกอบการต้องเร่งรุกตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสบนเวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างช้าลงในประเทศไทย ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเริ่มเร่งขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.5% ซึ่งอัตราการขยายตัวอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายในของประเทศในแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้า เงินเฟ้อทั่วโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับปัจจัยภายใน เช่น หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และการลงทุนภาครัฐที่ไม่ทั่วถึง ล้วนมีผลให้กำลังซื้อในประเทศลดลงต่อเนื่อง ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ภาคธุรกิจค้าปลีกและบริการซบเซา SMEs หลายรายยอดขายไม่เติบโตหรือหดตัว สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ทางด้าน นวพล หินซุย ผู้ก่อตั้ง ทีเอ็มดี สเปซ TMD SPACE กล่าวว่า ‘การขยายตลาดต่างประเทศในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น หลายประเทศอย่าง CLMV ตะวันออกกลาง และยุโรป ยังคงมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงและกำลังซื้อที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ตลาดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจและการยอมรับในสินค้าและบริการจากเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ธุรกิจไทยควรเร่งคว้าไว้ในจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งการออกสู่ต่างประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของการส่งออกสินค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างการจดจำในแบรนด์ (Brand Awareness) การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ (Reputation) และการสร้างความไว้วางใจในระดับสากล (Trust) ผ่านการสื่อสารที่มีเป้าหมายและสอดคล้องกับพฤติการการบริโภคของตลาดประเทศปลายทาง’

การเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์: กลยุทธ์การสื่อสารที่ทรงพลังเพื่อสร้างการยอมรับในระดับสากล

หนึ่งในเครื่องมือที่ธุรกิจไทยเริ่มหันมาใช้มากขึ้น คือ การเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อระดับโลก เช่น Business Insider, Yahoo Finance, AP News และ MSN ซึ่งสามารถยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า นักลงทุน และคู่ค้าต่างชาติได้ทันที หลายธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์นี้ สามารถเพิ่มการมองเห็นในตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง มีผู้ติดต่อขอความร่วมมือทางธุรกิจ และได้รับโอกาสใหม่จากพันธมิตรและนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนกลยุทธ์อื่น ๆ ในการขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

TMD SPACE พร้อมนำพาธุรกิจไทยก้าวสู่ตลาดโลกด้วยความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารระดับสากล

TMD SPACE คือผู้ให้บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์สู่สื่อระดับโลกมากกว่า 300 แห่ง พร้อมทีมงานมืออาชีพที่ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์เนื้อหา การเขียนข่าวในเชิงภาพลักษณ์ การแปลภาษาสำหรับตลาดเป้าหมาย ไม่ว่าคุณจะเป็น SME ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือองค์กรใหญ่ที่ต้องการขยายฐานสู่ต่างประเทศ TMD SPACE สามารถช่วยให้แบรนด์ของคุณได้รับการยอมรับระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิสัยทัศน์จากผู้ก่อตั้ง: การสื่อสารเชิงกลยุทธ์คือกุญแจสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดโลก

ธุรกิจไทยมีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพสินค้า บริการ และนวัตกรรม แต่สิ่งที่ยังขาดคือเครื่องมือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาต่างประเทศ การสื่อสารไม่ใช่แค่การบอกเล่า แต่คือกลยุทธ์ที่สร้าง visibility และ credibility ให้กับแบรนด์ ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย การสื่อสารในช่องทางที่เหมาะสมและถูกเวลา ยิ่งสำคัญ TMD SPACE ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการเผยแพร่ข่าว แต่เป็นผู้ช่วยผลักดันแบรนด์ไทยให้ “ไปถึง” ต่างประเทศ และ “ได้รับการยอมรับ” ผ่านเครือข่ายสื่อระดับโลก เนื้อหาที่วางแผนอย่างรอบคอบ และการสื่อสารที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค

จากวิกฤติสู่โอกาส… ขยายธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวไม่ใช่จุดจบของการเติบโต แต่คือจุดเริ่มต้นของการปรับตัว ธุรกิจที่มองไกลต้องเริ่มต้นวางกลยุทธ์สื่อสารเพื่อเข้าถึงตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง TMD SPACE พร้อมเป็นตัวกลางที่ช่วยให้ “เรื่องราวของคุณไปถึงระดับโลก” เพราะในโลกธุรกิจ “ความน่าเชื่อถือ” คือพลัง และ “การเล่าเรื่องอย่างมีกลยุทธ์” คือเครื่องมือที่เปลี่ยนธุรกิจไทยให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ — เร็วขึ้น ประหยัดขึ้น และวัดผลได้จริง