หนังล้างแค้นอิหร่าน คว้าปาล์มทองคำเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนังล้างแค้นอิหร่าน คว้าปาล์มทองคำเทศกาลหนังเมืองคานส์

25 พ.ค. 2568 11:15 น.

หนังล้างแค้นอิหร่าน คว้าปาล์มทองคำเทศกาลหนังเมืองคานส์

จาฟาร์ ปานาฮี ผู้กำกับชาวอิหร่าน ซึ่งเคยถูกจำคุกและถูกห้ามสร้างภาพยนตร์ในประเทศบ้านเกิด คว้ารางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จากภาพยนตร์เรื่อง It Was Just An Accident

จาฟาร์ ปานาฮี ผู้กำกับชาวอิหร่าน ซึ่งเคยถูกจำคุกและถูกห้ามสร้างภาพยนตร์ในประเทศบ้านเกิด คว้ารางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จากภาพยนตร์เรื่อง It Was Just An Accident

เขารู้สึกยินดีและเรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ทิ้ง” ความแตกต่างและปัญหาต่างๆ ไว้เบื้องหลัง “สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือประเทศของเราและเสรีภาพของประเทศ เรามาร่วมมือกัน ไม่มีใครควรกล้าบอกเราว่าเราควรใส่เสื้อผ้าแบบไหน ควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร”

การถูกจำคุกครั้งล่าสุดของปานาฮี ซึ่งเขาได้รับการปล่อยตัวในปี 2023 คือการประท้วงการกักขังเพื่อนผู้สร้างภาพยนตร์ 2 คนที่วิพากษ์วิจารณ์ทางการ การเดินทางไปเมืองคานส์ของเขาครั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของเขาในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในรอบ 15 ปี หลังจากถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ภาพยนตร์เรื่อง It Was Just an Accident ถ่ายทำอย่างลับๆ และอิงจากประสบการณ์ในคุกของปานาฮีบางส่วน เขากล่าวว่า “ก่อนจะติดคุกและก่อนที่จะได้รู้จักผู้คนที่นั่น และได้ยินเรื่องราวและภูมิหลังของพวกเขา ปัญหาที่ผมเผชิญในภาพยนตร์ของฉันนั้นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงในบริบทนี้ กับความมุ่งมั่นครั้งใหม่ที่ผมรู้สึกเมื่ออยู่ในคุก ผมจึงมีความคิดและแรงบันดาลใจสำหรับเรื่องราวนี้”

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของชาวอิหร่าน 5 คน ที่เผชิญหน้ากับชายคนหนึ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเคยทรมานพวกเขาในคุก ตัวละครได้รับแรงบันดาลใจจากบทสนทนาที่เขามีกับนักโทษคนอื่นๆ ผู้กำกับกล่าวเสริมว่า “ยังรวมถึงเรื่องราวที่พวกเขาเล่าให้ผมฟัง ความรุนแรงและความโหดร้ายของรัฐบาลอิหร่าน” 

ปานาฮีถูกจำคุก 7 เดือนจากโทษจำคุก 6 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ก่อนหน้านี้เขาถูกตัดสินจำคุก 6 ปี ในปี 2010 ในข้อหาสนับสนุนการประท้วงต่อต้านรัฐบาล และสร้าง “โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาล” เขาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหลังจากผ่านไป 2 เดือน และถูกห้ามไม่ให้สร้างภาพยนตร์หรือเดินทางไปต่างประเทศ เขาให้คำมั่นว่าจะกลับอิหร่านหลังเทศกาลภาพยนตร์นี้ แม้จะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีก็ตาม

ปานาฮีได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากจูลีเอตต์ บิโนช นักแสดงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ และเคต แบลนเชตต์ นักแสดงชาวออสเตรเลีย บิโนชกล่าวแนะนำรางวัลนี้ว่า ภาพยนตร์และศิลปะเป็นสิ่งที่ “ยั่วยุ” และ “ขับเคลื่อน” “พลังที่เปลี่ยนความมืดมิดให้กลายเป็นการให้อภัย ความหวัง และชีวิตใหม่ นั่นเป็นเหตุผลที่เราเลือกมอบรางวัลปาล์มทอง ให้แก่ It Was Just an Accident โดยจาฟาร์ ปานาฮี”

พิธีมอบรางวัลดำเนินไปตามแผนแม้ว่าจะเกิดปัญหาไฟจะดับกว่าห้าชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าเกิดจากการโจมตีสถานีไฟฟ้าและเสาไฟฟ้า

ทั้งนี้ ผู้ชนะรางวัลปาล์มทอง 4 จาก 5 คนที่ผ่านมาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม It Was Just an Accident ไม่น่าจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม เนื่องจากภาพยนตร์จะต้องเข้าฉายในประเทศบ้านเกิดจึงจะมีสิทธิ์ได้รับรางวัลดังกล่าว และภาพยนตร์ของปานาฮีถูกห้ามฉายในอิหร่าน

ส่วนรางวัลกรังด์ปรีซ์ หรืออันดับสองของเทศกาลนี้ตกเป็นของ Sentimental Value ของผู้กำกับชาวนอร์เวย์ Joachim Trier ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความแตกแยกของครอบครัวที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากสื่และนักวิจารณ์

ส่วนรางวัลจูรี ไพรซ์ หรือรองอันดับสาม มีผู้ชนะร่วม 2 เรื่อง คือภาพยนตร์แนวโรดมูวีที่ผสมผสานเทคโน เรื่อง “Sirat” ของผู้กำกับ Oliver Laxe ที่พูดถึงพ่อและลูกชายที่ร่วมปาร์ตี้ในทะเลทรายของโมร็อกโก และภาพยนตร์เรื่อง Sound of Falling ของ Mascha Schilinski ซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กสาวสี่รุ่นที่ใช้ชีวิตวัยเด็กในฟาร์มเดียวกันในเยอรมนี.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ชาวอเมริกันขออยู่ใน UK เพิ่มขึ้นทุบสถิติ หลังทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

ชาวอเมริกันขออยู่ใน UK เพิ่มขึ้นทุบสถิติ หลังทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

25 พ.ค. 2568 07:18 น.

ชาวอเมริกันขออยู่ใน UK เพิ่มขึ้นทุบสถิติ หลังทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

ทางการ UK เผย ชาวอเมริกันยื่นขอสัญชาติหรืออยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 24 พ.ค. 2568 ว่า กระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีพลเมืองอเมริกันมากกว่า 6,618 คน ยื่นเอกสารขอเป็นพลเรือนหรือขออยู่อาศัยและทำงานในประเทศของพวกเขาอย่างไม่มีกำหนด นับเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2547

จากจำนวนดังกล่าว มีชาวอเมริกันมากกว่า 1,900 คน ยื่นเอกสารขอสัญชาติระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมปีนี้ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเริ่มต้นของการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นสถิติสูงสุดเมื่อคิดแบบเป็นไตรมาส

สหราชอาณาจักรจัดทำข้อมูลดังกล่าวขณะที่รัฐบาลภายใต้พรรคแรงงาน พยายามหาทางลดจำนวนผู้อพยพที่เดินทางเข้าประเทศ โดยที่เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่า จะชิงการควบคุมชายแดนของประเทศกลับคืนมา และเตือนว่า การอพยพเข้าเมืองอย่างไม่มีการควบคุมอาจส่งผลให้ประเทศกลายเป็นเกาะแห่งคนแปลกหน้า ไม่ใช่ประเทศที่เดินไปข้างหน้าด้วยกัน

รายงานของกระทรวงมหาดไทยยังแสดงให้เห็นว่า จำนวนสุทธิของผู้อพยพที่เดินทางเข้าสหราชอาณาจักรลดลงเกือบครึ่งในปี 2567 โดยเหลือเพียง 431,000 คน เมื่อเทียบกับปี 2566

การเพิ่มขึ้นของชาวอเมริกันที่ยื่นขอสัญชาติหรือขออาศัยในสหราชอาณาจักร เกิดขึ้นในขณะที่ทนายความฝ่ายกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาได้รับคำร้องมากขึ้นเรื่อยๆ บางฉบับชี้ไปที่บรรยากาศการแบ่งขั้วทางการเมืองในสหรัฐฯ หลังนายทรัมป์รับตำแหน่ง ซึ่งทำให้เกิดการปราบปรามผู้อพยพมากขึ้น

นายมูฮุนทาน ปรเมศวาราน ทนายความฝ่ายกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของบริษัทกฎหมาย “Wilsons Solicitors” ในกรุงลอนดอน บอกกับสำนักข่าว นิวยอร์ก ไทมส์ ว่า คำร้องเพิ่มขึ้นทันทีหลังจากการเลือกตั้ง และการประกาศมากมายที่ตามมา

“คำร้องจากพลเมืองสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นจริงๆ” นายปรเมศวารานกล่าว “ผู้คนที่อยู่ที่นี่อยู่แล้วอาจจะกำลังคิดว่า ‘ฉันอยากถือ 2 สัญชาติเป็นตัวเลือกเผื่อกรณีที่ฉันไม่อยากกลับสหรัฐฯ’”

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของการขอสัญชาติหรือขออาศัยใน UK ของชาวอเมริกัน อาจไม่ได้สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ทางการเมืองในทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร โดยในปี 2567 มีคำร้องขออยู่อาศัยจากชาวอเมริกัน 5,521 คำร้อง โดยส่วนใหญ่มาจากผู้ที่มีสิทธิ์อยู่แล้วในฐานะคู่สมรสหรือสายสัมพันธ์ในครอบครัว

และนายปรเมศวารานก็ตั้งข้อสังเกตว่า ปริมาณคำร้องดังกล่าวน่าจะเพิ่มขึ้นเพราะรัฐบาล UK ขยายระยะเวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 5 ปีเป็น 10 ปี ก่อนที่พวกเขาจะสามารถขออยู่อาศัยได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ไฟดับกระทบเทศกาลหนังเมืองคานส์ ฝรั่งเศสสงสัยเป็นการก่อวินาศกรรม

ไฟดับกระทบเทศกาลหนังเมืองคานส์ ฝรั่งเศสสงสัยเป็นการก่อวินาศกรรม

25 พ.ค. 2568 06:15 น.

ไฟดับกระทบเทศกาลหนังเมืองคานส์ ฝรั่งเศสสงสัยเป็นการก่อวินาศกรรม

เกิดเหตุไฟดับที่เมืองคานส์ของฝรั่งเศส กระทบเทศกาลภาพยนตร์วันสุดท้าย และทำให้บ้านเรือนนับแสนหลังไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่านี่เป็นการก่อวินาศกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุไฟดับที่เมืองคานส์ของฝรั่งเศสกับพื้นที่โดยรอบ เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 24 พ.ค. 2568 ทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนกว่า 160,000 หลัง และทำให้การฉายภาพยนตร์ที่งานเทศกาลหนังเมืองคานส์วันสุดท้ายต้องหยุดชะงัก ก่อนที่ไฟฟ้าจะฟื้นฟูกลับมาในตอนบ่าย

อัยการของฝรั่งเศสระบุว่า สถานีไฟฟ้าย่อยในหมู่บ้านแทงเนอรอง (Tanneron) ซึ่งจ่ายไฟให้เมืองคานส์ ถูกมือเพลิงโจมตีทำให้เกิดไฟไหม้ในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ จากนั้นในเวลาประมาณ 10.00 น. โคนเสาส่งไฟฟ้าใกล้เมืองวิลเลอนูเวอ-ลูแบ (Villeneuve-Loubet) ถูกทำให้เสียหาย จนเกิดไฟดับครั้งที่ 2

เหตุไฟดับในเมืองคานส์ทำให้ร้านค้ากับร้านอาหารในเมืองคานส์ต้องประสบกับความยากลำบากในการให้บริการ

“เมืองคานส์ถูกชัตดาวน์ ระบบล่มอย่างสิ้นเชิง ไม่มีกาแฟขายที่ไหนเลย และผมคิดว่าเมืองครัวซ็องก็หมดทั้งเมืองด้วย มันเหมือนกับดินแดนแห่งวิกฤตเลย” นาย ดาร์เรน วูคาซิโนวิช ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชาวออสเตรเลียบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ การฉายภาพยนตร์ในช่วงเช้าต้องหยุดชะงัก ก่อนที่ผู้จัดจะเปลี่ยนไปใช้เครื่องปั่นไฟส่วนบุคคลเพื่อให้พลังงาน โดยทางผู้จัดยืนยันว่า พิธีปิดจะดำเนินไปตามแผน

ผู้กำกับชาวอิหร่าน จาฟาร์ ปานาฮี กับทีมนักแสดงคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากภาพยนตร์เรื่อง “Un simple accident” ที่งานเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 78
ผู้กำกับชาวอิหร่าน จาฟาร์ ปานาฮี กับทีมนักแสดงคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากภาพยนตร์เรื่อง “Un simple accident” ที่งานเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 78

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อโควิดพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 ในหมู่นักเดินทางต่างชาติ

สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อโควิดพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 ในหมู่นักเดินทางต่างชาติ

25 พ.ค. 2568 05:24 น.

สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อโควิดพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 ในหมู่นักเดินทางต่างชาติ

สหรัฐฯ ตรวจพบนักเดินทางเข้าประเทศในสนามบินหลายแห่ง ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 ซึ่งถูกพบในหลายประเทศ และเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักในจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ระบบคัดกรองของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ ที่สนามบินหลายแห่ง ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 หลายรายในหมู่นักเดินทางข้ามประเทศที่เข้าสู่สหรัฐฯ โดยเชื้อสายพันธุ์นี้กำลังเป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่กระจายที่จีน และถูกตรวจพบแล้วในหลายประเทศ

นักเดินทางข้ามประเทศที่ติดเชื้อดังกล่าวถูกพบที่สนามบินในรัฐแคลิฟอร์เนีย, รัฐวอชิงตัน, เวอร์จิเนีย และนครนิวยอร์ก โดยเป็นนักเดินทางจากหลากหลายประเทศรวมถึง ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ฝรั่งเศส, ไทย, เนเธอร์แลนด์, สเปน, เวียดนาม, จีน และไต้หวัน ที่รับการตรวจระหว่างวันที่ 22 เม.ย.ถึงวันที่ 12 พ.ค.

หน่วยงานสาธารณสุขในหลายรัฐของสหรัฐฯ รวมถึง โอไฮโอ, โรดไอส์แลนด์ และฮาวาย รายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 มาสักพักแล้ว โดยไม่เกี่ยวข้องกับกรณีล่าสุด โดยที่รัฐแคลิฟอร์เนียกับรัฐวอชิงตัน พบผู้ติดเชื้อรายแรกสุดในช่วงปลายเดือนมีนาคมกับต้นเดือนเมษายน

ผู้เชี่ยวชาญกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของโควิด NB.1.8.1 ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักในประเทศจีนไปแล้ว และกำลังมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของทวีปเอเชีย โดยเจ้าหน้าที่ในฮ่องกงระบุว่า อัตราการติดเชื้อโควิด-19 ในเมืองแห่งนี้ไต่ขึ้นไปจนอยู่ระดับเลวร้ายที่สุดในรอบ 1 ปีแล้ว และมีผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลเพราะโควิด-19 มากขึ้นด้วย

เจ้าหน้าที่ฮ่องกงระบุด้วยว่า ไม่มีหลักฐานว่าโควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นลูกหลานของโควิด XDV จะมีความรุนแรงมากกว่าโควิดสายพันธุ์อื่นๆ แต่พวกเขาเริ่มเรียกร้องให้ประชาชนสวมหน้ากากเวลาใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือในที่ที่มีคนพลุกพล่าน เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในไต้หวันก็รายงานว่า มีผู้ติดเชื้อมาห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้น รวมถึงจำนวนผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต โดยพวกเขาได้เก็บสต็อกวัคซีนและยาต้านไวรัสเอาไว้แล้ว เพื่อรับมือกับการระบาดในประเทศระลอกใหม่

ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นจากนักวิจัยในประเทศจีนชี้ว่า ไวรัส NB.1.8.1 ไม่ได้หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้นกว่าเชื้อสายพันธุ์อื่นๆ แต่มันมีความสามารถในการยึดเกาะกับเซลล์มนุษย์ที่ดีกว่า บ่งชี้ว่ามันสามารถติดต่อได้ง่ายขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์โจมตียูเครนต่อเนื่อง ดับแล้ว 13 ศพ เจ็บครึ่งร้อย

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์โจมตียูเครนต่อเนื่อง ดับแล้ว 13 ศพ เจ็บครึ่งร้อย

25 พ.ค. 2568 04:11 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์โจมตียูเครนต่อเนื่อง ดับแล้ว 13 ศพ เจ็บครึ่งร้อย

รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีหลายพื้นที่ของยูเครนตั้งแต่วันศุกร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ศพ บาดเจ็บอีก 56 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 24 พ.ค. 2568 ว่า รัสเซียโจมตีหลายพื้นที่ทั่วประเทศตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 พ.ค.) โดยส่งโดรนกว่า 250 ลำ และยิงมิสไซล์อีก 14 ลูกเข้าใส่กรุงเคียฟเพียงแห่งเดียว สร้างความเสียหายและทำให้เกิดไฟไหม้อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่ง

กองทัพอากาศระบุว่า พวกเขาสกัดมิสไซล์ของรัสเซียได้ 6 ลูก และทำลายโดรนที่ถูกส่งมาได้ 245 ลำ อย่างไรก็ตาม มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 14 รายในการโจมตีในเมืองหลวง และนี่เป็นหนึ่งในการโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนระบุผ่าน X ว่า “การโจมตีลักษณะนี้แต่ละครั้ง ทำให้โลกแน่ใจมากขึ้นว่า สาเหตุของสงครามอันยืดยาวนี้คือมอสโก”

อาคารหลายหลังในกรุงเคียฟได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย
อาคารหลายหลังในกรุงเคียฟได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย

ทั้งนี้ การโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองฝ่ายดำเนินการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษฝ่ายละ 1,000 คน ตามข้อตกลงที่ผู้แทนของพวกเขาทำร่วมกัน ในการเจรจาที่นครอิสตันบูลของตุรกีเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยยูเครนกับรัสเซียแลกตัวนักโทษฝ่ายละ 390 คนเมื่อวันศุกร์ และคาดว่าการแลกเปลี่ยนครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้

เซเลนสกีระบุว่า นี่เป็นค่ำคืนที่ยากลำบาก มีไฟไหม้และระเบิดทั่วยูเครน บ้าน, ธุรกิจ และรถยนต์มากมายได้รับความเสียหายจากการโจมตีหรือจากเศษซากอาคารที่ตกลงมา โดยในจำนวนนี้ มีโรงเรียน 2 แห่งกับคลินิกอีก 1 แห่งได้รับความเสียหายด้วย

การโจมตีของรัสเซียทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพในแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน, 5 ศพในแคว้นโอเดสซากับแคว้นเคอร์ซอนทางตอนใต้ และ 4 ศพที่แคว้นคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือในเมืองโอเดสซาในวันเสาร์ ขณะที่อาคารที่อยู่อาศัย, สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และแฟลตหลายแห่งทั่วยูเครนได้รับความเสียหาย ประชาชนมากกว่า 100 คนต้องอพยพจากพื้นที่แนวหน้า

ยูเครนกับรัสเซียแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกลุ่มแรก
ยูเครนกับรัสเซียแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกลุ่มแรก

นายทิมูร์ ทาเชนโก หัวหน้าคณะบริหารแคว้นเคียฟ กล่าวว่า ศัตรูพัฒนาแทกติกการใช้โดรนของตัวเอง ในขณะโจมตีเสริมด้วยขีปนาวุธ ส่วนเซเลนสกีระบุว่า มีเพียงการคว่ำบาตรเพิ่มเติมที่มุ่งเป้าหมายยังภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจรัสเซียเท่านั้น ที่จะสามารถผลักดันรัสเซียให้ยอมตกลงหยุดยิงได้

เมื่อสัปดาห์ก่อน รัสเซียระบุว่า ยูเครนส่งโดรนติดระเบิดหลายร้อยลำโจมตีหลายพื้นที่ในประเทศ รวมถึงในกรุงมอสโก โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า มีโดรนของยูเครนถูกทำลายในช่วงเวลาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU ขอสหรัฐฯ “เคารพกันบ้าง” หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี 50 %

EU ขอสหรัฐฯ “เคารพกันบ้าง” หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี 50 %

25 พ.ค. 2568 02:39 น.

EU ขอสหรัฐฯ “เคารพกันบ้าง” หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี 50 %

หัวหน้าฝ่ายการค้าของสหภาพยุโรป ยืนยันว่าสมาชิกทั้ง 27 ประเทศของพวกเขาต้องการทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของ “ความเคารพ” ไม่ใช่ “คำขู่”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรป หลังโทรศัพท์คุยกับนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนด้านการค้าของสหรัฐฯ กับนายฮาวาร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 23 พ.ค. 2568 หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจาก EU ในอัตรา 50%

“EU ตั้งใจและมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการทำข้อตกลงที่ได้ผลสำหรับทั้งสองฝ่าย” นายเซฟโควิชกล่าว “การค้าระหว่าง EU กับสหรัฐฯ ไม่มีใครเทียบได้ และต้องถูกชี้นำด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่คำขู่ เราพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเรา”

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงความไม่พอใจกับความเร็วในการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับ EU โดยกล่าวว่า เขาวางแผนจะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจาก EU 50% ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้

“การหารือของเรากับ EU ไม่ไปไหนเลย” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social พร้อมเสริมว่าจะไม่ตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าที่สร้างหรือผลิตในสหรัฐฯ ก่อนที่นายทรัมป์จะบอกกับนักข่าวในเวลาต่อมาว่า “เราไม่ได้กำลังมองหาข้อตกลง เราทำข้อตกลง” และการลงทุนก้อนโตของบริษัทยุโรปในสหรัฐฯ อาจทำให้เขาเลื่อนการตั้งกำแพงภาษีออกไปได้

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยพวกเขาส่งออกสินค้ามูลค่ากว่า 6 แสนล้านดอลลาร์เข้าสู่สหรัฐฯ และซื้อสินค้ามูลค่า 3.7 แสนล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ในปี 2567

ด้านนายไมเคิล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ ออกมาตอบสนองต่อคำขู่ของนายทรัมป์ โดยระบุว่า การขึ้นกำแพงภาษีจะสร้างความเสียหายต่อทั้งสองฝ่าย “เราไม่จำเป็นต้องเดินไปบนเส้นทางนี้ การเจรจาเป็นวิธีที่ดีที่สุดและเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนที่สุด”

นายโลรองต์ แซงค์-มาร์แตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของฝรั่งเศส กล่าวว่า เรายังคงยึดมั่นในแนวทางเดิม คือการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ แต่เราพร้อมที่จะตอบสนอง

ส่วน น.ส.คาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวว่า EU ต้องทำทุกอย่างเพื่อบรรลุทางออกกับสหรัฐฯ ขณะที่นายดิ๊ก ชคูฟ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาสนับสนุนยุทธศาสตร์ของ EU ในการเจรจา และเราเคยเห็นมาก่อนแล้วว่า กำแพงภาษีสามารถเพิ่มขึ้นและลดลงได้ในการพูดคุยกับสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หมอกาซาช็อก อิสราเอลทิ้งบอมบ์ คร่าชีวิตลูก 9 คน ในครั้งเดียว

หมอกาซาช็อก อิสราเอลทิ้งบอมบ์ คร่าชีวิตลูก 9 คน ในครั้งเดียว

25 พ.ค. 2568 01:32 น.

หมอกาซาช็อก อิสราเอลทิ้งบอมบ์ คร่าชีวิตลูก 9 คน ในครั้งเดียว

สุดสลด แพทย์หญิงคนหนึ่งในฉนวนกาซาต้องสูญเสียลูกของเธอเกือบทั้งหมดในคราวเดียว หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนบ้านของเธอในเมืองข่านยูนิส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 24 พ.ค. 2568 ว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนบ้านของ ดร.อาลา อัล-นาจจาร์ กุมารแพทย์หญิงในฉนวนกาซา เป็นเหตุให้ลูกของเธอ 9 จาก 10 คนเสียชีวิต ส่วนลูกคนสุดท้ายกับสามีได้รับบาดเจ็บ โดยที่ร่างของเด็กๆ ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลในเมืองข่านยูนิสที่เธอทำงานอยู่

นายแกรม กรูม ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษซึ่งทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลนาสเซอร์ ผู้ทำการผ่าตัดให้เด็กชายวัย 11 ปี ลูกเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตของ ดร.นาจจาร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องโหดร้ายเกินจะทานทนที่แม่ของเด็กคนนี้ ผู้ดูแลเด็กๆ มาหลายปีในฐานะกุมารแพทย์ ต้องสูญเสียลูกของตัวเองเกือบทุกคนในการโจมตีด้วยมิสไซล์เพียงครั้งเดียว

ดร.มูเนียร์ อัลบูร์ช ผู้อำนวยการกระทรวงสาธารณสุขในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุผ่าน X ว่า บ้านของ ดร.นาจจาร์ถูกโจมตีไม่กี่นาทีหลัง ฮัมดี สามีของเธอกลับมาถึงหลังจากขับรถไปส่งเธอยังที่ทำงาน โดยลูกที่อายุมากที่สุดของ ดร.นาจจาร์มีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น

กระทรวงสาธารณสุขในกาซา เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็น ศพเด็กที่ถูกไฟเผา ถูกเก็บขึ้นมาจากซากปรักหักพังในเมืองข่านยูนิส และบอกด้วยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 74 ศพ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา นับจนถึงเที่ยงวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน ดร.กรูมระบุว่า นายฮัมดี ซึ่งเป็นหมอในโรงพยาบาลนาสเซอร์เช่นเดียวกัน ได้รับบาดเจ็บหนักมาก และมีบาดแผลถูกเจาะทะลุที่ศีรษะ ส่วน อดัม ลูกชายวัย 11 ขวบ มีบาดแผลถูกสะเก็ดระเบิดเต็มตัว แขนซ้ายห้อยต่องแต่ง และมีแผลฉีกขาดหลายจุด

ดร.กรูมบอกด้วยว่า เขาได้ข้อมูลเกี่ยวกับนายฮัมดีจากที่ต่างๆ และพบว่า เขาไม่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองหรือทางทหาร และไม่ได้เคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์มากนัก ส่วนลูกชายมีขนาดตัวเล็กกว่าเด็กอายุ 11 ขวบทั่วไป อย่างไรก็ตาม เขาคาดว่าเด็กจะรอดชีวิต ส่วนผู้เป็นสามีนั้นยังตอบไม่ได้

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า อากาศยานของพวกเขาโจมตีเป้าหมายหลายจุดในเมืองข่านยูนิสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และอ้างด้วยว่า ก่อนที่พวกเขาจะมีปฏิบัติการที่นั่น IDF ได้อพยพพลเรือนออกจากพื้นที่ไปแล้วเพื่อความปลอดภัย ส่วนคำกล่าวอ้างใด ๆ ว่ามีพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบนั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ในแถลงการณ์ทั่วไปที่ออกในวันเสาร์ (24 พ.ค.) IDF ระบุว่า พวกเขาโจมตีเป้าหมายกว่า 100 จุดในฉนวนกาซา ตลอดวันที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส และ 35 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิของเมืองฮาร์บินและกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม และกว่า 4,000 กิโลเมตร คือระยะห่างของการบินระหว่างสองเมืองดังกล่าว ทว่าความแตกต่างทางอุณหภูมิและความห่างไกลนับพันกิโลเมตรนี้ไม่ได้หยุดยั้งความนิยมชมชอบ “อาหารไทย” ในเมืองแห่งน้ำแข็งอย่างฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

บูธแสดงสินค้าไทย ณ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ได้ต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่เปิดต้อนรับสาธารณชนเมื่อวันอาทิตย์ (18 พ.ค.) โดยมีกลิ่นหอมอบอวลของข้าวหอมมะลิ เสริมด้วยเมนูผัดไทยและข้าวเหนียวมะม่วงจากฝีมือเชฟ “จิ้งตง” คอยดึงดูดความสนใจ ซึ่งอาหารไทยนั้นถือเป็นดาวเด่นอีกดวงหนึ่งนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมงานนี้ครั้งแรกในปี 2009

จิ้งตง วัย 30 ปีกว่า ซึ่งเป็นเชฟอาหารไทยมานาน 16 ปีแล้ว ปัจจุบันประจำอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีลูกค้าในช่วงสุดสัปดาห์เฉลี่ย 200-300 โต๊ะต่อวัน เผยว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลของรสชาติอาหารจากเมืองร้อนกับคนกินที่อยู่เมืองหนาว ส่วนสิ่งที่ยากที่สุดในการเอาชนะใจคนฮาร์บินคือ “ข้าว” เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเป็นแหล่งปลูกข้าวเมล็ดใหญ่เนื้อแน่นแตกต่างจากข้าวหอมมะลิของไทยอย่างมาก

หญิงแซ่หวัง นักท่องเที่ยวจากฮาร์บินที่ต่อคิวรับข้าวเหนียวมะม่วง แสดงความเห็นว่า ข้าวหอมมะลิของไทยเหมาะจะรับประทานคู่กับผลไม้เพราะเมล็ดเล็กและเหนียวนุ่ม ส่วนข้าวของภูมิภาคจีนตะวันออกเฉียงเหนือหรือข้าวตงเป่ยเหมาะจะรับประทานคู่กับกับข้าวมื้อหลัก ซึ่งรสนิยมเช่นนี้ของคนท้องถิ่นส่งผลให้ร้านอาหารไทยบางส่วนในฮาร์บินเลือกเสิร์ฟข้าวตงเป่ยด้วย

รัตนภรณ์ ศรีจิตรเพชร หรือหลี่เหวินจิ้ง ผู้ดูแลบูธแสดงสินค้าไทย กล่าวว่า คนที่นี่ไม่ค่อยชอบกินข้าวหอมมะลิหุงสุก เธอจึงคิดหาวิธีส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิด้วยการประยุกต์เอาข้าวหอมและข้าวเหนียวของไทยมาหุงรวมและต้มเป็นโจ๊ก ซึ่งมีรสชาติหวานละมุนถูกปากจนมีลูกค้าแวะเวียนมาชิมกันหลายคน ทำให้รสหวานกลายเป็นเคล็ดลับไปแล้ว

ด้าน “ไท่เซียงเล่อ” ร้านอาหารที่เชฟจิ้งตงทำงานอยู่ ได้เปิดขายเมนูต้มยำกุ้งหม้อไฟในช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอาหารร้อนๆ สร้างความอบอุ่นยามฮาร์บินอยู่ในฤดูหนาวอันยาวนานที่อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสนานราว 7 เดือน หรือบางทีอากาศหนาวเย็นจัดจนอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้น “ไท่หลานเซียง” ร้านอาหารไทยอีกแห่งในฮาร์บิน ได้เปิดขายเมนู “ต้มเล้งแซ่บภูเขาไฟ” ที่ใส่น้ำปลาน้อยลง เพื่อปรับรสชาติตามความนิยมของคนท้องถิ่นที่ไม่คุ้นชินกับกลิ่นคาวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของน้ำปลา แต่หากเป็นลูกค้าชาวไทย เมนูนี้จะถูกปรุงรสชาติให้ได้ตามต้นตำรับความแซ่บเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี อาหารไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเผชิญปัญหาเรื่องราคาและปริมาณ โดยอาหารตงเป่ยนั้นขึ้นชื่อเรื่องให้เยอะจนอิ่มแน่ ประกอบกับคนตงเป่ยให้ความสำคัญกับราคาด้วย จึงอาจเกิดอาการลูกค้าเบือนหน้าหนีได้ หากเห็นว่าให้ปริมาณน้อยแถมราคาสูงอีก

อย่างไรก็ดี เชฟจิ้งตงสำทับว่า เพื่อรับประกันรสชาติที่ดี ร้านไท่เซียงเล่อที่เขาทำงานอยู่ยังคงยืนกรานใช้วัตถุดิบนำเข้า แม้ลูกค้าที่เข้ามารับประทานจะต้องจ่ายเฉลี่ย 90 หยวน (ราว 413 บาท) ต่อคน ซึ่งสูงกว่าการรับประทานอาหารตงเป่ยที่จ่ายเฉลี่ย 30-50 หยวน (ราว 137-229 บาท) ต่อคน โดยเชฟจิ้งตงเสริมว่า “แค่เปลี่ยนน้ำกะทิ รสชาติก็เพี้ยนแล้ว”

เชฟจิ้งตงทิ้งท้ายว่าเขาหวังจะเปิดร้านอาหารไทยของตัวเองในอนาคต และเชื่อมั่นว่าตลาดยังคงต้องการทักษะทำอาหารไทยของเขาต่อไป

ทั้งนี้ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ในเมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 17-22 พ.ค. มีบริษัทผู้ประกอบการจาก 38 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงมณฑล เขตปกครองตนเอง และเทศบาลนครของจีน 23 แห่ง จำนวนกว่า 1,500 แห่ง เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ามากมาย

รายงานระบุว่า ไทยและมองโกเลียได้รับเชิญเป็น “ประเทศเกียรติยศ” ประจำงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก และคาดว่าจะมีผู้ซื้อระดับมืออาชีพจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งก่อให้เกิดพื้นที่แห่งความร่วมมืออันหลากหลายระหว่างผู้จัดแสดงและผู้ค้าของจีนและต่างชาติ

ขอบคุณเนื้อหา จากสำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

ทรู คอร์ปอเรชั่น ผ่านมาตรฐาน มอก.9999 สะท้อนองค์กรดิจิทัลต้นแบบที่เติบโตอย่างยั่งยืน

ทรู คอร์ปอเรชั่น ผ่านมาตรฐาน มอก.9999 สะท้อนองค์กรดิจิทัลต้นแบบที่เติบโตอย่างยั่งยืน

ทรู คอร์ปอเรชั่น ผ่านมาตรฐาน มอก.9999 สะท้อนองค์กรดิจิทัลต้นแบบที่เติบโตอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรม ดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน คือ “แนวทางการบริหารจัดการองค์กรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการมีความรู้และคุณธรรม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดการประเมินมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม หรือ มอก.9999 ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้องค์กรบริหารจัดการและดำเนินงานที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคง เติบโตอย่างยั่งยืน และมีความสุข ตลอดจนมีภูมิคุ้มกันที่ดี ล่าสุด บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กรได้รับมอบประกาศนียบัตรการรับรองมอก.9999 จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยมี จงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการ สรอ.  เป็นผู้มอบในงาน “น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สู่มาตรฐานแห่งความยั่งยืน มอก.9999 ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดขึ้น ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ถอดบทเรียน ทรู ผ่าน 4 ด่าน มอก.9999 ทรู คอร์ปอเรชั่น ผ่านกระบวนการประเมิน มอก. 9999 ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์ ตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ ตลอดจนนำมาตรฐานดังกล่าวไปประยุกต์ใช้จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการต่างๆ  ตามเกณฑ์ข้อกำหนดของมอก.9999 ครอบคลุมใน 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านบุคลากร – มุ่งพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล AI เพื่อส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาศักยภาพ เพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ และทักษะในโลกยุคดิจิทัล ทรู คอร์ปอเรชั่น ตั้งเป้าว่า พนักงาน 1 คน จะได้รับการอบรมด้านดิจิทัล AI และเทคโนโลยีอยู่ที่ 45 ชั่วโมงต่อคนต่อปี ภายในปี 2573 จากผลการดำเนินงานในปี 2567 พบว่าพนักงานมีจำนวนชั่วโมงการฝึกอบรมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 54 ชั่วโมงต่อคนต่อปี ซึ่งบรรลุเป้าหมายเกิน 100% จากที่กำหนดไว้  ด้านเศรษฐกิจ – ขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วไทย  ทรู มีแผนครอบคลุมเครือข่าย 5G ที่ 95% ทั่วประเทศ ภายในปี 2573 โดยผลการดำเนินงานในปี 2567 เครือข่าย 5G ครอบคลุมทั่วประเทศไปแล้วกว่า 93% ตอกย้ำความพร้อมเครือข่ายเพื่อให้บริการอย่างทั่วถึง เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจในท้องถิ่น ชุมชนห่างไกลได้เข้าถึงตลาดออนไลน์ ขายสินค้าเกษตรและชุมชนได้กว้างยิ่งขึ้น อีกทั้ง ส่งเสริมธุรกิจ SME ได้เติบโตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยี IoT ข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ในการวางแผนเพาะปลูก ตลอดจนโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมใช้เครือข่ายเชื่อมต่อสื่อสารและควบคุมระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้  ด้านสังคม – สร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม ในฐานะเทคคอมปานีไทย ทรู สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลสำหรับทุกคน โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มทางออนไลน์ต่างๆ ของทรูปลูกปัญญาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งเว็บไซต์ รายการทีวี และแอปพลิเคชัน อีกทั้งยังร่วมกับทุกภาคส่วนพัฒนาการศึกษา เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยกว่า 10,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ได้เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ยุคดิจิทัลอย่างเท่าเทียม ผ่านความร่วมมือโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED รวมถึงจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center ตลอดจนพัฒนาแพลตฟอร์ม VLEARN สนับสนุนการเรียนการสอนออนไลน์ เป็นต้น ด้านสิ่งแวดล้อม – พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทรู เดิน หน้าบริหารจัดการพลังงาน ผ่านโครงการต่างๆ โดยในปี 2567 ติดตั้งโซล่าร์เซลล์ที่สถานีฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์ สะสม 10,416 แห่ง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 35,216 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 14,051 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 165,039 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 65,850 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทั้งนี้ ทรู ตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และเป้าหมายของ Science Based Targets initiative (SBTi) Near-Term Target ภายในปี 2573 ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทั้งในส่วนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานใน Scope 1 และ Scope 2 ลง 42% รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน หรือใน Scope 3 ลง 25% จากปีฐาน 2563

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักการบริหารจัดการที่ทันสมัยและใช้ได้จริงกับทุกภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจอย่างเทคโนโลยีดิจิทัลที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายอยู่ตลอดเวลา ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะเทคคอมปานีไทย ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางแห่งความยั่งยืนครอบคลุมทุกมิติ ได้นำมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก.9999 มาปรับใช้ เพื่อวางกลยุทธ์ทั้งในระดับองค์กรและระดับปฏิบัติการ ช่วยให้องค์กรได้เรียนรู้การปรับตัว วางแผนอย่างรอบคอบ ใช้ทรัพยากรอย่างพอประมาณ โดยตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูล ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการกระจายความเสี่ยง สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาองค์กรจากภายใน พร้อมแบ่งปันคุณค่าสู่สังคมภายนอกได้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”

ทางยกระดับดอนเมือง ลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนและสังคม โครงการ “ให้ใจ ห่วงใยสังคม”

ทางยกระดับดอนเมือง ลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนและสังคม โครงการ “ให้ใจ ห่วงใยสังคม”

ทางยกระดับดอนเมือง ลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนและสังคม โครงการ “ให้ใจ ห่วงใยสังคม”

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กก.ผจก.บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT พร้อมด้วยคณะผู้บริหารบริษัทฯ ลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนและสังคมสู่ความยั่งยืน ณ โรงเรียนวัดคลองใหญ่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน ประกอบด้วย การทาสีผนังอาคารเรียน ทำความสะอาดห้องน้ำและเปลี่ยนสุขภัณฑ์ห้องน้ำใหม่ พร้อมจัดตั้งจุดแยกขยะเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีให้กับนักเรียน ตามโครงการ “ให้ใจ ห่วงใยสังคม” ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยมี ชมภูนุช สุภาผล ผอ.โรงเรียน เป็นผู้แทนรับมอบ ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เป้าหมายข้อที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายข้อที่ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล